๑๐๖. เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น

          Because Nirvana Means Just the Only One

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1223

ความสำคัญของบทความ

 

ในธรรมชาติความเป็นมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด หรือประเสริฐที่สุด สำหรับการดำเนินชีวิต มีน้อยคนที่จะใฝ่ต่ำแสวงหาสิ่งที่ทำให้ตนเดือดร้อน ไม่มีสิ้นสุด ผู้ที่เป็นพุทธมามกะที่เลือกเส้นทางในการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็ถือว่ามีความใฝ่สูง ต้องการหรือปรารถนาให้ชีวิตของตนประสบสุข จนถึงภาวะจิตที่สูงสุดในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “นิพพาน” เพราะฉะนั้น ความหมายของคำนี้ ชื่อว่า “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง นั่นคือ ภาวะจิตที่ปราศจากวัฏฏะ หรือที่ปราศจากขันธ์ทั้ง ๕ ประการ ได้แก่ รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ หรือ จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ก็ได้ สัจจภาวะแห่งนิพพานจึงเป็นเรื่องการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ดี คือ กิเลสทั้งหลาย ด้วยการมีพฤติกรรมที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ทำชั่วทั้งหลาย ทำแต่ความดี และ การชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” คือ จิตปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย อันเป็นฐานทำให้เกิด “ปัญญาในสมาธิ” [สมถะ–ฌาน–ญาณทัสสนะ] และ“ปัญญาในวิปัสสนา” [วิปัสสนา–ญาณ] เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญจิตต้องการภาวะจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ แล้วย่อมเกิดปัญญาหลากหลาย อันเป็นปัญญาหยั่งรู้ ในความจริงตามธรรมชาติ ที่รู้เห็นตามเป็นจริงได้ คำว่า “สมาธิ” [สมถภาวนากรรมฐาน] จึงเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ เพื่อนำศักยภาพของจิตในส่วนนี้มาใช้ในทางสร้างสรรค์ ให้เกิดประโยชน์ทั้งฝ่ายคติโลกและคติธรรม และ “ปัญญา” ที่เกิดขึ้นต่อจากสมาธิ เรียกว่า “ปัญญาญาณ” อันประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” ที่แก่กล้าขึ้นตามลำดับของการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน ที่ถูกหลักการปฏิบัติธรรมสมาธิ ฉะนั้น “ปัญญา” ที่เกิดขึ้นพร้อม “สมถะและวิปัสสนา” จึงเป็นปัญญาที่สำคัญ ที่จะนำทางไปสู่ความสำเร็จให้บรรลุถึง “ความตรัสรู้”  [สัมโพธะ] จนถึง ภาวะที่จิตได้หลุดพ้นและปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงอย่างเด็ดขาดแล้ว เรียกว่า “นิพพาน” ผู้ท่เป็นพุทธมามกะหรือพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ถ้าไม่มีจิตใจที่มุ่งมั่นให้ถึง “นิพพาน” หรือเข้าถึง “ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย” นั้น ก็ย่อมมีจิตใจที่ขาดศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้า ที่จะปฏิบัติธรรม ให้เป็นไปตามครรลองคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และจะกลายเป็นพวกที่อ่อนข้อให้กับพวกกิเลสทั้งหลาย วกเวียนอยู่กับวัฏฏะ คือ มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารทุกข์แห่งภวจักร เช่นนี้เรื่อยไป ทั้งที่มีโอกาสได้เรียนรู้ ได้ศึกษา พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ไร้ค่า หาประโยชน์ที่จะเกื้อกูลให้ชีวิตสูงขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ได้เลือกตัดสินใจถือบวชในพระพุทธศาสนาไปแล้ว ก็ยิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ที่จะกล่าววาทะอันต่ำต้อยว่า “ไม่ได้ต้องการพระนิพพาน” ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า แล้วจะมาบวชกันทำไม หรือเพราะไม่มีอาชีพอื่นที่ดีกว่านี้ทำกัน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า “พระนิพพาน” คือ เป้าหมายสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

บทความที่ ๑๐๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น

 

เมื่อจะกล่าวถึงเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมนั้น ก็คงไม่เกินเลยไปจากความปรารถนาถึง “นิพพาน–Nirvana” แต่ใครจะไปได้ถึงหรือไม่นั้น ก็ต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ด้วยการศึกษาถึงหลักการปฏิบัติธรรม ซึ่งหมายถึง “สัทธรรม ๓–True Doctrine” หมายถึง ธรรมอันดี–ธรรมที่แท้–ธรรมของสัตบุรุษ–หลักหรือแก่นศาสนา ได้แก่ (๑) “ปริยัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์ (๒) “ปฏิปัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ “อัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” หรือ “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ที่เรียกเต็มว่า อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ อธิจิตตสิกขา [อารัมมณูปนิชฌาน–การเพ่งอารมณ์ในกรรมฐาน ๔๐ คือ รูปฌาน ๔–และ–อรูปฌาน ๔]: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ อธิปัญญาสิกขา [ลักขณูปนิชฌาน–การเพ่งลักษณะในไตรลักษณ์ คือ วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล]: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ และ (๓) “ปฏิเวธสัทธรรม–อธิคมสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค–ผล–และ–นิพพาน เมื่อจำแนกแยกแยะพระศาสนาหรือสัทธรรมทั้ง ๓ หมวดได้ถูกต้องและเข้าใจดีแล้ว ก็ควรเริ่มทำความเข้าใจถึง (๑) ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่ง “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ] และ (๒) ธรรมที่เกื้อหนุนแก่ “อริยมรรค” [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘] หมายถึง ทางอันประเสริฐ ทางดำเนินของพระอริยะ ญาณอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ มี ๔ คือ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–และ–อรหัตตมรรค ซึ่งเรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔– อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะเลือกปฏิเสธไม่เรียนรู้ธรรมในฝ่ายปริยัตติสัทธรรม ก็ไม่ได้ จะเลือกปฏิเสธไม่ศึกษาปฏิบัติในฝ่ายปฏิปัตติสัทธรรม ก็ยิ่งไม่ได้ หรือ จะเลือกปฏิเสธในการรับรู้ให้แจ้งในผลของฝ่ายปฏิเวธสัทธรรม ก็ยิ่งไม่ได้เด็ดขาด เพราะผลแห่งการปฏิบัติอธิคมสัทธรรมนั้น คือ “นิพพาน” อันหมายถึง ปรมัตถประโยชน์ในพระธรรมวินัยนี้

 

ฉะนั้น กล่าวโดยย่อ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่เป็นองค์รวมแห่งความรู้ในการศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนา คือ แนวทางดำเนินใน ๓ ลำดับ ได้แก่ (๑) มัชฌิมาปฏิปทา (๒) พระสัทธรรม ๓ และ (๓) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ สำหรับ ในอรรถะของคำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง ทางสายกลางแห่งปัญญา ที่กระทำด้วย “ญาณสัมปยุตตจิต” [กุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาไม่ต้องมีผู้อื่นชักนำ] ที่ประกอบด้วย ๓ ข้อปฏิบัติ ได้แก่ (๑) เริ่มต้อนด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) นำไปสู่ปัญญา ดังนี้

 

 

(๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา ที่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องตามเป็นจริง ตามธรรมดา ตามกฎธรรมชาติ นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ” [ความรู้ในอริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย รวมทั้งกุศลธรรม อกุศลธรรม กุศลมูล อกุศลมูล] ปฏิเสธความคิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง “ญาณวิปยุตตจิต” [ความไม่รู้แห่งอวิชชา–อสัมปชัญญะ] และปฏิเสธอกุศลธรรมแห่งทิฏฐิ “ที่สุด ๒ อย่าง –อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ไม่ใช่ดำริชอบ [สัมมาสังกัปปะ] (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 37–38 FILE 24) ดังนี้

 

อนึ่ง ว่าด้วย “กามสุขัลลิกานุโยค” [การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข] เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า “ย่อมจม” ว่าด้วย “อัตตกิลมถานุโยค” [การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง ด้วยเข้าใจว่าเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ คือ การบำเพ็ญอมรตบะ] เมื่อเพียร ชื่อว่า “ย่อมลอย” ว่าด้วย “อำนาจแห่งอกุสลาภิสังขาร” ทั้งหมด เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า “ย่อมจม”  ว่าด้วย “อำนาจแห่งกุสลาภิสังขาร” อันเป็นโลกีย์ทั้งหมด เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่า “ย่อมลอย”  ข้อนี้สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า:

 

เสยฺยถาปิ จุนฺท เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโธ ภาคํ

คมนียา เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อุปริ ภาคํ คมนียา ดังนี้

 

แปลว่า “ดูก่อนจุนทะ อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ อกุศลธรรมทั้งหมด

เหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องต่ำ กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ กุศลธรรม

ทั้งหมดเหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องบน”

 

นอกจากนี้ ควรพิจารณารายละเอียดเพิ่ม (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 578 -579  FILE 69) ดังนี้

 

บทว่า “กาเมสุ กามสุขัลลิกานุโยโค” การประกอบความพัวพันกามสุขในกามทั้งหลาย คือ การประกอบกามสุขคือกิเลสในวัตถุกาม หรือ การประกอบอาศัยกามสุขคือกิเลส บทว่า “หีโน” เป็นของเลว คือ ลามก บทว่า “คมฺโม” คือ เป็นของชาวบ้าน บทว่า “โปถุชฺชนิโก” เป็นของปุถุชน คือ ปุถุชนได้แก่ “อันธพาลปุถุชน” ประพฤติกันเนืองๆ  บทว่า “อนริโ” คือ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ของมีอยู่ของพระอริยเจ้าผู้บริสุทธิ์ ผู้สูงสุด บทว่า “อนตฺถสญฺหิโต” ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ความว่า ไม่อาศัยเหตุอันนำความสุขมาให้

 

อนึ่ง ในบทว่า “กามสุขลฺลิกานุโยโค” นั้นท่านไม่กล่าวว่า “ทุกฺโข” เพราะพวกปฏิญาณว่า: เป็นบรรพชิตพวกใดพวกหนึ่ง มีวาทะว่า “นิพพานในปัจจุบันถือเอาว่า เพราะตัวตนนี้เปี่ยมเพียบพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ด้วยเหตุนี้ตัวตนนี้จึงเป็นอันบรรลุนิพพานในปัจจุบัน” เพื่อรักษาจิตของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น และเพราะการสมาทานธรรมนั้นเป็นความสุขในปัจจุบัน

 

ไม่ควรเสพ “กามสุขัลลิกานุโยค” เพราะเป็น “ความสุข” เศร้าหมองด้วยตัณหาและทิฏฐิในปัจจุบัน เพราะมีทุกข์เป็นผลต่อไป และเพราะผู้ขวนขวาย “กามสุขัลลิกานุโยค” นั้น พัวพันด้วยตัณหาและทิฏฐิ

 

บทว่า “อตฺตกิลมถานุโยโค” หมายถึง การประกอบการทำตนให้ลำบาก ความว่า ทำความทุกข์ให้แก่ตน บทว่า “ทุกฺโข” คือ นำความทุกข์มาให้ ด้วยการทรมานตน มีนอนบนที่ทำด้วยหนาม เป็นต้น ในบทนี้ ท่านไม่กล่าวว่า: “หีโน” [เป็นของเลวคือลามก] เพื่อรักษาจิตของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น เพราะผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น ถือว่าเป็นตบะอันสูงสุด ไม่กล่าวว่า: “โปถุชฺชนิโก” เพราะเป็นธรรมดาของบรรพชิตทั้งหลาย และเพราะไม่ทั่วไปด้วยคฤหัสถ์ทั้งหลาย

 

ไม่ควรเสพ “อัตตกิลมถานุโยค” เพราะเป็น “ทุกข์” เศร้าหมองด้วยทิฏฐิในปัจจุบัน เพราะมีทุกข์เป็นผลต่อไป และเพราะผู้ขวนขวายใน “อัตตกิลมถานุโยค” นั้น ผูกพันด้วยทิฏฐิ

 

“มัชฌิมาปฏิปทา” บทว่า “เอเต เต” คือ เหล่านั้นนี้ บทว่า “อนุปคมฺม” ไม่เกี่ยวข้อง คือ ไม่เข้าไปใกล้ บทว่า “มชฺฌิมา” สายกลาง ชื่อว่า “มชฺฌิมา” เพราะเป็นทางสายกลางไม่มีสุขและทุกข์เศร้าหมอง ชื่อว่า “ปฏิปทา” เพราะเป็นเหตุถึงนิพพาน สู่ความตรัสรู้ หรือ อริยมรรค บทว่า “อภิสมฺพุทฺธา” ตรัสรู้แล้ว คือ แทงตลอดแล้ว

 

 

(๒) ดำเนินด้วยปัญญา ที่เป็นแนวทางไป เพื่อสู่ความตรัสรู้หรืออริยมรรค โดยประกอบด้วย ธรรม ๔ ได้แก่ (๑) ข้อว่า “อาคปฺปาย” ความว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร (๒) ข้อว่า “อนุโยคาย” ความว่า โดยการประกอบเนื่องๆ (๓) ข้อว่า “สาตจฺจาย” ความว่า โดยกระทำติดต่อ (๔) ข้อว่า “ปธานาย” ความว่า เพื่อการตั้งไว้ ก็อยู่ที่ความปรารภความเพียรประกอบความตื่นไม่สันโดษในการทำกุศลผลบุญ ด้วยการระลึกอยู่กับ “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ และ “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา ดังข้อที่ว่า:

 

“บรรดาธรรมเหล่านั้น ความไม่รู้จักประมาณในโภชนะ คือ อะไร คือ ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้ ไม่พิจารณาเสียก่อน บริโภคอาหารโดยไม่แยบคาย (๑) เพื่อเล่น (๒) เพื่อมัวเมา (๓) เพื่อตกแต่ง (๔) เพื่อสวยงาม ฉะนั้น ความไม่สันโดษ ความไม่รู้จักประมาณ ในโภชนะที่มิได้พิจารณา [แล้วบริโภค (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 284 FILE 16) นั่นคือ

 

๒๗. อินทริยอคุตตทวารตาทุกะ

“อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ” ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖

“โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ” ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 194 FILE 75)

 

[๘๖๒] ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้:

(๑) เห็นรูปด้วยจักขุ [จักขุปสาท] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “จักขุนทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “จักขุนทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม “จักขุนทรีย์” นั้น ไม่รักษา “จักขุนทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “จักขุนทรีย์” นั้น

(๒) ได้ยินเสียงด้วยโสต [โสตปสาท] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “โสตินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “โสตินทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม“โสตินทรีย์” นั้น ไม่รักษา “โสตินทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “โสตินทรีย์” นั้น

 (๓) สูดกลิ่นด้วยฆานะ [ฆานปสาท] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “ฆานินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “ฆานินทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม “ฆานินทรีย์” นั้น ไม่รักษา “ฆานินทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “ฆานินทรีย์” นั้น

(๔) ลิ้มรสด้วยชิวหา [ชิวหาปสาท] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “ชิวหินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “ชิวหินทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม “ชิวหินทรีย์” นั้น ไม่รักษา “ชิวหินทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “ชิวหินทรีย์” นั้น

(๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย [กายปสาท] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “กายินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “กายินทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม “กายินทรีย์” นั้น ไม่รักษา “กายินทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “กายินทรีย์” นั้น

(๖) รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ [จิต–ใจ] แล้ว เป็นผู้ถือนิมิต เป็นผู้ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “มนินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “มนินทรีย์” ใด ไม่ปฏิบัติเพื่อสำรวม “มนินทรีย์” นั้น ไม่รักษา “มนินทรีย์” นั้น ไม่สำเร็จการสำรวมใน “มนินทรีย์” นั้น การไม่คุ้มครอง กิริยาที่ไม่คุ้มครอง การไม่รักษา การไม่สำรวมซึ่ง “อินทรีย์ ๖” เหล่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 506–507 FILE 76)

 

ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่พิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหาร (๑) เพื่อจะเล่น (๒) เพื่อจะมัวเมา (๓) เพื่อจะประเทืองผิว (๔) เพื่อความอ้วนพี ฉะนั้น ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณ ความไม่พิจารณา ในโภชนาหารนั้น อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 507 FILE 76)

 

๒๘. อินทริยคุตตทวารตาทุกะ

“อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ” ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖

“โภชเน มตฺตญฺญุตา จ” ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 194 FILE 75)

 

[๘๖๓] ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ ๖ เป็นไฉน

บุคคลบางคนโลกนี้:

(๑) เห็นรูปด้วยจักขุ [จักขุปสาท] แล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “จักขุนทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “จักขุนทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “จักขุนทรีย์” นั้น รักษา “จักขุนทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “จักขุนทรีย์” นั้น

(๒) ได้ยินเสียงด้วยโสต [โสตปสาท] แล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “โสตินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “โสตินทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “โสตินทรีย์” นั้น รักษา “โสตินทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “โสตินทรีย์” นั้น

(๓) สูดกลิ่นด้วยฆานะ [ฆานปสาท] แล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “ฆานินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “ฆานินทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “ฆานินทรีย์” นั้น รักษา “ฆานินทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “ฆานินทรีย์” นั้น

(๔) ลิ้มรสด้วยชิวหา [ชิวหาปสาท] แล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “ชิวหินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “ชิวหินทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “ชิวหินทรีย์” นั้น รักษา “ชิวหินทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “ชิวหินทรีย์” นั้น

(๕) ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย [กายปสาท] เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “กายินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “กายินทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “กายินทรีย์” นั้น รักษา “กายินทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “กายินทรีย์” นั้น

(๖) รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ [จิต–ใจ] แล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต เป็นผู้ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ อภิชฌา โทมนัส อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย พึงครอบงำบุคคลผู้ไม่สำรวม “มนินทรีย์” อยู่นี้ เพราะเหตุที่ไม่สำรวม “มนินทรีย์” ใด ปฏิบัติเพื่อสำรวม “มนินทรีย์” นั้น รักษา “มนินทรีย์” นั้น สำเร็จการสำรวมใน “มนินทรีย์” นั้น การคุ้มครอง กิริยาที่คุ้มครอง การรักษา การสำรวม “อินทรีย์ ๖” เหล่านี้ อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 507–508 FILE 76)

  

ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร เป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้พิจารณาโดยแยบคายว่า เราบริโภคอาหาร (๑) ไม่ใช่เพื่อจะเล่น (๒)ไม่ใช่เพื่อจะมัวเมา (๓) ไม่ใช่เพื่อจะประเทือง (๔) ไม่ใช่เพื่อจะให้อ้วนพี แต่เพียง (๑) เพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ (๒) เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป (๓) เพื่อบำบัดความหิว (๔) เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ เพราะโดยอุบายนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย ความดำรงอยู่แห่งชีวิต ความไม่มีโทษและการอยู่โดยผาสุก จักมีแก่เราด้วย ดังนี้ แล้วจึงบริโภคอาหาร ความสันโดษ ความรู้ประมาณ การพิจารณา ในโภชนาหารนั้น อันใด นี้เรียกว่า ความเป็นผู้รู้ ประมาณในโภชนาหาร (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ – หน้าที่ 508 FILE 76)

 

แต่อย่างไรก็นาม ให้ดำเนินการปฏิบัติธรรมด้วย “สัมมัปปธาน ๔” [ปธาน ๔] คือ ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ อันเป็นทางสำคัญ เพื่อความตรัสรู้หรืออริยมรรค ซึ่งจะสอดคล้องกับพุทธโอวาท ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” ทำความดีให้เพียบพร้อม ดังนี้

 

“ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร ได้แก่

(๑) “สังวรปธาน” คือ เพียรระวัง หรือ เพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น  

(๒) “ปหานปธาน” คือ เพียรละ หรือ เพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

 (๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ หรือ เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์  

  

 

(๓) นำไปสู่ปัญญา ในประเด็นนี้ คือ การพัฒนาจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ซึ่งจะสอคคล้องกับพุทธโอวาท คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในข้อ (๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ โดยสัมปยุตต์ด้วย “ชาคริยานุโยค” (ข้อ ๓ ในอปัณณกปฏิปทา ๓: ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค) หมายถึง การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป โดยดำเนินทางปฏิบัติใน ธรรม ๔ ได้แก่ (๑) ข้อว่า “อาคปฺปาย” ความว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร (๒) ข้อว่า “อนุโยคาย” ความว่า โดยการประกอบเนื่องๆ (๓) ข้อว่า “สาตจฺจาย” ความว่า โดยกระทำติดต่อ (๔) ข้อว่า “ปธานาย” ความว่า เพื่อการตั้งไว้  ในที่นี้หมายถึง “การปฏิบัติบูชา” คือ การชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ อยู่เป็นนิตย์ ที่เรียกว่า “การนั่งสมาธิ” [Concentration] โดยรู้ถึงวิธีของธรรมที่เป็น “อสังขาร” [อสังขาริก = ไม่มีการชักจูง ตั้งใจทำเองอยู่เสมอ] “สสังขาร” [สสังขาริก = มีการชักจูง มีคนอื่นหรือสิ่งอื่นมาเตือนให้ทำกุศล] ที่สหรคตด้วย (๑) โดยกุศล และ (๒) โดยความต่างแห่งปัจจัย [เหตุ] ฉะนั้น สมาธิแห่งจิตจึงมีความสำคัญมากต่ออาการของจิตที่จะเป็นมหาวิบาก [วิบากของกุศลที่เลวก็ย่อมเลว วิบากของกุศลปานกลางก็ย่อมเป็นปานกลาง วิบากของกุศลที่ประณีตก็ย่อมเป็นของประณีต] ดังนี้

 

จริงอยู่ มหาวิบากเหล่านี้ย่อมให้ผลในที่ทั้ง ๔ [วิญญาณกิจ ๑๔: กิจของวิญญาณ–หน้าที่ของจิต] คือ ในปฏิสนธิ [ปฏิสนธิ–หน้าที่สืบต่อภพใหม่] ๑ ในภวังค์ [ภวังคะ–หน้าที่เป็นองค์ของภพ] ๑ ในตทารัมมณะ [ตทาลัมพนะ–หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์] ๑ ในจุติ [จุติ–หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน] ๑ ให้ผลอย่างไร คือ ย่อมให้ผลเป็นปฏิสนธิ ในเวลาถือปฏิสนธิของผู้มีบุญทั้งหลายเป็น “ทุเหตุกะ” และ “ติเหตุกะ” [กรรมที่ประกอบด้วย “กุศลเหตุ ๓” (อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ) ย่อมให้วิบากเป็น “ติเหตุกะ” (จิตประกอบด้วยเหตุ ๓) ทุเหตุกะ (จิตประกอบด้วยเหตุ ๒) และ “อเหตุกะ” (จิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ) กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๒ ย่อมให้วิบากเป็น “ทุเหตุกะ” และ “อเหตุกะ” ไม่ให้วิบากเป็น “ติเหตุกะ” ชื่อว่า “กรรมนิยาม”] ในพวกมนุษย์ และในพวกเทพชั้นกามาพจรก่อน เมื่อปฏิสนธิจิตผ่านไปแล้วก็ให้ผลเป็นภวังค์ในปวัตติกาลตลอดอายุ ๖๐ ปีบ้าง ๘๐ ปีบ้าง ตลอดอสงไขยหนึ่งบ้าง ย่อมให้ผลเป็น ตทารัมมณะในอารมณ์ที่มีกำลังในทวาร ๖ และย่อมให้ผลเป็นจุติในเวลาตาย มหาวิบากย่อมให้ผลในที่ ๔ ด้วยประการฉะนี้ (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 73 FILE 76)

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจความหมายของ คำว่า “เหตุ–ปัจจัย” ที่ทำให้เกิดวิบากกรรม แตกต่างกันไปในวิบากจิต ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม [ตามหลักปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย รวมทั้ง กฎแห่งกรรม กับ กัมมัสสกตา] ดังนี้

 

คำว่า “น เหตุเมว” (ไม่ใช่เหตุทั้งนั้น) นี้ ทรงขยายความถึงการ

ปฏิเสธเหตุทั่วไป. ในข้อว่ารูปไม่ใช่เหตุนั้น เหตุมี ๔ อย่าง คือ

(๑) “เหตุเหตุ” คือ เหตุที่เป็นมูล

(๒) “ปัจจยเหตุ” คือ เหตุที่เป็นปัจจัย

(๓) “อุตตมเหตุ” คือ เหตุที่เป็นประธาน

(๔) “สาธารณเหตุ” คือ เหตุทั่วไปแก่สรรพสัตว์

 

บรรดาเหตุทั้ง ๔ เหล่านั้น เหตุนี้ คือ (๑) กุศลเหตุ ๓ [อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ] อกุศลเหตุ ๓ และ อัพยากฤตเหตุ ๓ ชื่อว่า “เหตุเหตุ” (๒) เหตุที่ตรัสไว้ในบาลีว่า: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “มหาภูตรูป” เหล่านี้เป็นเหตุ “มหาภูตรูป” เหล่านั้น เป็นปัจจัย เพื่อการบัญญัติรูปขันธ์นี้ ชื่อว่า “ปัจจยเหตุ” (๓) เหตุที่ตรัสไว้ว่า: กุศลธรรมและอกุศลธรรมเป็นเหตุสูงสุด ในฐานะแห่งการให้ผลของตน “อิฏฐารมณ์” เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งกุศลวิบาก “อนิฏฐารมณ์” เป็นเหตุสูงสุดในฐานะแห่งอกุศลวิบาก ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า: ตถาคตย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่ง “ผลแห่งกรรมสมาทาน” อันเป็น อดีต อนาคต และ ปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ดังนี้ ชื่อว่า “อุตตมเหตุ” (๔) เหตุที่ตรัสไว้ว่า ข้อที่ “อวิชชา” นี้เท่านั้น เป็นเหตุ “อวิชชา” นี้เป็นปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย “อวิชชา” เป็นเหตุทั่วไป แม้แก่สังขารทั้งหลาย ย่อมแผ่ไปสู่ความเป็นปัจจัย ดังนี้ เหมือนที่ตรัสว่า: ปฐวีรส อาโปรส เป็นปัจจัยแก่มธุรสบ้าง แก่อมธุรสบ้าง ฉันใด “อวิชชา” ก็เป็นสาธารณปัจจัยแก่สังขารที่เป็นกุศลบ้าง ที่เป็นอกุศลบ้าง ฉันนั้น ชื่อว่า “สาธารณเหตุ” (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 211 FILE 76)

 

ฉะนั้น อะไรเป็นเหตุนำไปสู่ “ปัญญา” [Wisdom] คำตอบ คือ กรรมแห่งการเจริญสมถะ [ฌานสมาธิ = สมถภาวนา–สมถกรรมฐาน] เพราะจิตตสมาธิแห่งรูปฌานนั้น ประกอบด้วย ธรรม ๓ ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–ความเพียรชอบด้วย “สัมมัปปธาน ๔” (๒) สัมมาสติ–ความระลึกชอบ ด้วย “สติปัฏฐาน ๔” และ (๓) สัมมาสมาธิ–ความตั้งใจชอบ ด้วย “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ด้วยเหตุนี้ ธรรมใน “สัมมาสติ” ทำให้เกิดความระลึกได้จากการพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ และในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ “สัมปชัญญะ–ปัญญา” (ข้อ ๒ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คำว่า “วิปัสสนา = ปัญญา”) มีความรู้ตัวทั่วพร้อม เป็นปัญญาที่รู้รอบและคมชัด เพราะฉะนั้น “สัมมาสติ” เกิดความแก่กล้า และสัมปชัญญะเกิดความคมชัด เพราะจิตประกอบด้วย “สัมมาสมาธิ” ที่บริสุทธิ์ เพราะจิตในขณะนั้น ในสมัยนั้น เป็นจิตปราศจากนิวรณ์ คือ “จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตา” [อัปปนาสมาธิ] ในการเจริญฌานสมาบัตินั้น หมายถึง “อธิจิตตสิกขา” [อารัมมณูปนิชฌาน–การเพ่งอารมณ์ในกรรมฐาน ๔๐ คือ รูปฌาน ๔–และ–อรูปฌาน ๔]: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ หรือ จะเรียกว่า “ประพฤติพรหมจรรย์” [สมาบัติ ๘] ก็ได้ ก็ให้เข้าใจเป็นแนวเดียวกัน ระหว่างนัยตามลัทธิพราหมณ์กับพระพุทธศาสนา ในเบื้องต้นนี้ ไม่แตกต่างกัน แต่ต่างกันที่กุสโลบายหรืออุบายวิธีที่แยบคายกำหนดไว้ในใจเพื่อมนสิการกรรมฐานนั้นๆ ฉะนั้น เพื่อให้เข้าใจถูกต้องที่เป็นฝ่ายกุสล ที่เรียกว่า “ผลแห่งพรหมจรรย์” [ผลสมาบัติ] ซึ่งให้ผลวิบากแตกต่างจาก “ผลแห่งทาน” ให้พิจารณา “เนมิราชชาดก” ดังต่อไปนี้

 

ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงความที่ “ผลแห่งพรหมจรรย์” นั่นแล เป็นของมากกว่า “ผลแห่งทาน” แม้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดง “ดาบสผู้ก้าวล่วงเปตภพ” ด้วย “การอยู่พรหมจรรย์” บังเกิดใน “พรหมโลก” จึงตรัสว่า: ฤๅษีผู้ไม่มีเหย้าเรือนเหล่านี้บำเพ็ญตบธรรม ได้ก้าวล่วงกามาวจรภพแล้วโดยแท้ คือ ฤๅษี ๗ ตน อันมีนามว่า ยามหนุฤๅษี–โสมยาคฤๅษี–มโนชวฤาษี–สมุททฤๅษี–มาฆฤๅษี–ภรตฤๅษี–และ–กาลปุรักตฤๅษี และฤๅษีอีก ๔ ตน คือ อังคีรสฤๅษี–กัสสปฤๅษี–กีสวัจฉฤๅษี–และ–อกันติฤๅษี

 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า “อติวตฺตึสุ” ได้แก่ ก้าวล่วงกามาวจรภพ บทว่า “ตปสฺสิโน” ความว่า (๑) อาศัยตบะคือศีล และ (๒) ตบะคือสมาบัติ ๘ [รูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน อรูปฌาน ๔: อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ] บทว่า “สตฺติสโย” ท่านกล่าวหมายเอาฤๅษีพี่น้องกัน ๗ ตน มี ยามหนุฤๅษี เป็นต้น ฤๅษีเหล่านี้กับฤๅษี ๔ ตน มีอังคีรสฤๅษี เป็นต้น รวมเป็นฤๅษี

 

แม่น้ำชื่อ “สีทา” มีอยู่ทางด้านทิศอุดร เป็นแม่น้ำลึกข้ามยาก “กาญจนบรรพต” มีสีประหนึ่งไฟที่ไหม้ไม้อ้อ โชติช่วงอยู่ในกาลทุกเมื่อ ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น มีต้นกฤษณางอกงาม มีภูเขาอื่นอีกมีป่าไม้งอกงาม แต่ก่อนมา มี “ฤๅษีเก่าแก่ประมาณหมื่นตน” อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้น หม่อมฉันเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยทาน ด้วย “สัญญมะ–ความสำรวม–ความสังวรอินทรีย์” และ “ทมะ–ความฝึกตน–การระงับกิเลส เป็นชื่อของปัญญา” [บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้อุดม เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ–ความเพียร ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑] หม่อมฉันอุปัฏฐากดาบสเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติวัตรจริยาไม่มีวัตรอื่นยิ่งกว่า ละหมู่คณะไปอยู่ผู้เดียว มีจิตมั่นคง หม่อมฉันจักนมัสการนรชนผู้ปฏิบัติตรง จะมีชาติก็ตาม ไม่มีชาติก็ตาม เป็นนิตยกาล เพราะสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ วรรณะทั้งปวงตั้งอยู่ในอธรรม ย่อมตกนรกเบื้องต่ำ วรรณะทั้งปวงย่อมบริสุทธิ์ เพราะประพฤติธรรมสูงสุด (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๒ - หน้าที่ 247–248 FILE 63)

 

ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง เรื่อง “สมาธิ–สมถะ” [สมาบัติ] คือ การทำจิตให้สงบเป็น “ธรรมสมาธิ ๕” ในการปฏิบัติธรรมนั้นของแต่ละบุคคล ซึ่งประกอบด้วยลักษณะอาการจิต ๕ ประการ ได้แก่ “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” ที่เรียกภาวะจิตนี้ว่า “จิตตสมาธิ” [เพราะร่าเริงยินดีในธรรมที่ปฏิบัติมากทั้งสมถะและวิปัสสนา ได้ดำเนินมาอย่างถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาดีแล้ว] อันกลายเป็นคุณชาติแห่งสมถะ และสหรคตด้วยอธิการในวิปัสสนา ที่ประกอบด้วย ธรรม ๑๐ ได้แก่

(๑) โอภาส–แสงสว่าง

(๒) ปีติ–ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๓) ญาณ–ความรู้ที่คมชัดปราศจากอวิชชา

(๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ

(๕) สุข–ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖) อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา–ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี

(๘) อุปัฏฐาน–สติชัด

(๙) อุเบกขา–ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๐) นิกันติ–ความติดใจพอใจ

 

และนอกจากนี้ ควรพึงเข้าใจถึง คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายลัทธิพราหมณ์มาก่อน คือ “สมาบัติ” [ฌานสมาบัติ] กับ “เจโตวิมุตติ” [ผลสมาบัติ]

 

(๑) “สมาบัติ” คือ ภาวะสงบประณีตซึ่งพึงเข้าถึง สมาบัติมีหลายอย่าง เช่น ฌานสมาบัติ–ผลสมาบัติ–อนุปุพพวิหารสมาบัติ–นิโรธสมาบัติ สมาบัติที่กล่าวถึงบ่อยคือ “ฌานสมาบัติ” กล่าวคือ “สมาบัติ ๘” อันได้แก่ “รูปฌาน ๔” และ “อรูปฌาน ๔” ถ้าเพิ่ม “นิโรธสมาบัติ” ต่อท้าย “สมาบัติ ๘” นี้ รวมเรียกว่า “อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙” หรือ “อนุปุพพนิโรธ ๙”

 

(๒) “เจโตวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต การหลุดพ้นจากกิเลส ด้วยอำนาจการฝึกจิต หรือด้วยกำลังสมาธิ เช่น สมาบัติ ๘ เป็น “เจโตวิมุตติ” อันละเอียดประณีต [สันตเจโตวิมุตติ]

  

 

ดังนั้น ในขั้นปฏิบัติธรรมต่อไป เพื่อให้ลุล่วงถึง “ภาวะแห่งความตรัสรู้” [สัมโพธะ–หรือ เพื่อจะให้บรรลุถึงภาวะ ที่เรียกว่า “อภิสมฺพุทฺธา” ตรัสรู้แล้ว คือ แทงตลอดแล้ว] และควรทำความเข้าใจในคำศัพท์ที่เป็นธรรมคู่กัน (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 508–511 FILE 76) ได้แก่

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๓) ปฏิสังขานพละ–ภาวนาพละ  

(๔) สมถะ–วิปัสสนา  

(๕) สมถนิมิต–ปัคคาหนิมิต  

(๖) ปัคคาหะ–อวิกเขปะ

(๗) สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ

(๘) สีลสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา

(๙) สีลวิสุทธิ–ทิฏฐิวิสุทธิ

(๑๐) ความหมดจดแห่งทิฏฐิ–ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

                             

[๘๖๔] “มุฏฐสัจจะ” เป็นไฉน

ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม อันใด นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ” ฉะนั้น คำว่า “มุฏฺฐสจฺจํ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ สมดังที่กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “มุฏฐสัจจะ” คืออะไร คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ”

 

“อสัมปชัญญะ” เป็นไฉน

ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ อันใด นี้เรียกว่า “อสัมปชัญญะ” คำว่า “อสมฺปชญฺญ” ได้แก่ “อวิชชา” นั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้

อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “อสัมปชัญญะ” คือ อะไร คือ ความไม่รู้ ไม่เห็น เป็นต้น ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล

 

[๘๖๕] “สติ” เป็นไฉน

สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

 

“สัมปชัญญะ” เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

[๘๖๖] “ปฏิสังขานพละ” [กำลังคือการพิจารณา] เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือการพิจารณา”

 

“ภาวนาพละ” [กำลังคือภาวนา] เป็นไฉน

การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือภาวนา” โพชฌงค์แม้ทั้ง ๗ ได้แก่ (๑) “สติ” ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง (๒) “ธัมมวิจยะ” ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม (๓) “วิริยะ” ความเพียร (๔) “ปีติ” ความอิ่มใจ (๕) “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ (๖) “สมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ (๗) “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง จัดเป็น “กำลังคือภาวนา”

 

[๘๖๗] “สมถะ” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ  สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถะ” ฉะนั้น คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา ฉะนั้น “สมถะ” นั่นเอง ชื่อว่า “สมถนิมิต” ด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก แม้ใน “ปัคคาหนิมิต” [นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร] ก็นัยนี้เช่นกัน

 

“วิปัสสนา” เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า “วิปัสสนา”

 

[๘๖๘] “สมถนิมิต” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ  สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถนิมิต”

 

“ปัคคาหนิมิต” เป็นไฉน

การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหนิมิต”

 

[๘๖๙] “ปัคคาหะ” เป็นไฉน

การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหะ”

 

“อวิกเขปะ” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละสัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “อวิกเขปะ”

 

[๘๗๐] “สีลวิบัติ” เป็นไฉน

ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา อันใด นี้เรียกว่า “สีลวิบัติ” ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิบัติ” ฉะนั้น คำว่า “สีลวิปตฺติ” หมายถึง ความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลวิบัติ” คืออะไร คือ ความล่วงละเมิดทางกาย เป็นต้น ความเป็นผู้ทุศีล ทุกอย่าง ชื่อว่า “ศีลวิบัติ” คำว่า “ทิฏฺฐิวิปตฺติ” หมายถึง มิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิวิบัติ” คือ อะไร คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล เป็นต้น

 

“ทิฏฐิวิบัติ” เป็นไฉน

ความเห็นว่า: (๑) ทานที่ให้แล้วไม่มีผล (๒) การบูชาไม่มีผล (๓) การบวงสรวงไม่มีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี (๕) โลกนี้ไม่มี (๖) โลกอื่นไม่มี (๗) มารดาไม่มี (๘) บิดาไม่มี (๙) สัตว์ที่จุติและอุบัติไม่มี (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ดังนี้ ทิฏฐิความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิวิบัติ” มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิวิบัติ”

 

[๘๗๑] “สีลสัมปทา” เป็นไฉน

ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลสัมปทา” ฉะนั้น

 

คำว่า “สีลสมฺปทา” ความว่า โสรัจจะ โสรัจจะ” คือ ความเสงี่ยม อัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดเรียบร้อยงดงาม มักคู่กับ “ขันติ” คือ ความอดทน อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ เรียกว่า “ธรรมทำให้งาม ๒”] นั่นเอง ที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลสัมปทา” คือ อะไร คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ดังนี้ เรียกชื่อว่า “ศีลสัมปทา” เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ แต่คำที่ล่าวในที่นี้ว่า “ศีลสังวร ทั้งหมด ชื่อว่า ศีลสัมปทา” นี้ กล่าวไว้ เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน และ คำว่า “ทิฏฺฐิสมฺปทา” หมายถึง “ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์” ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิสัมปทา” คืออะไร คือความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล เป็นต้น ซึ่งท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้

 

“ทิฏฐิสัมปทา” เป็นไฉน

ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๒) การบวงสรวงย่อมมีผล (๓) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่  (๔) โลกนี้มีอยู่ (๕) โลกอื่นมีอยู่ (๖) มารดามีอยู่ (๗) บิดามีอยู่ (๘) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๙) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

[๘๗๒] “สีลวิสุทธิ” เป็นไฉน

ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า “สีลวิสุทธิ” สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิสุทธิ”

 

“ทิฏฐิวิสุทธิ” เป็นไฉน

ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ] ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ [สัจจานุโลมิกญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค [มัคคญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยผล [ผลญาณ]

 

[๘๗๓] บทว่า “ความหมดจดแห่งทิฏฐิ” นั้น มีนิเทศว่า: ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

บทว่า “ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด” นั้น มีนิเทศว่า: การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ

 

ในคำว่า “สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ” นี้ ที่ชื่อว่า “สังเวคะ” ได้แก่ “ญาณทัศนะ–ญาณทัสสนะ” โดยการเห็น ความเกิดเป็นต้นโดยเป็นภัย อย่างนี้ว่า (๑) ชาติภัย–ความเกิดเป็นภัย (๒) ชราภัย–ความแก่เป็นภัย (๓) พยาธิภัย–ความเจ็บเป็นภัย (๔) มรณภัย–ความตายเป็นภัย คำว่า “สํเวชนียํ ฐานํ” หมายถึง “ชาติ–ชรา–พยาธิ–และ–มรณะ” ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ท่านเรียกว่า “ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ” เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชอย่างนี้ว่า “เกิดเป็นทุกข์–แก่เป็นทุกข์–เจ็บเป็นทุกข์–ตายเป็นทุกข์”  คำว่า “สํวิคฺคสฺส จ โยนิโสปธานํ”คือ ความเพียรโดยแยบคาย ของท่านผู้ที่เกิดความสังเวชอย่างนี้ คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่มาแล้วอย่างนี้ว่า

“ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้น” [สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔]

 

คำว่า “อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ” ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย “อสันตุฏฐิตา” นั้น (๑) บำเพ็ญศีลแล้ว ย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น (๒) ได้ฌานเเล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา (๓) เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง และ คำว่า “อปฺปฏิวานิตา ข ปธานสฺมึ” หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต แล้วไม่ท้อถอย ในความเพียรที่ริเริ่มขึ้นด้วยอำนาจ “ชาคริยานุโยค” ที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ “ (๑) การทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน (๒) การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน (๓) ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ (๔) การเสพคุ้น (๕) การทำให้มีขึ้น (๖) การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย”

 

คำว่า “วิชฺชา” ได้แก่ วิชชา ๓ คำว่า “วิมุตฺติ” ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ (๑) อธิมุตติแห่งจิต และ (๒) นิพพาน และในที่นี้ “สมาบัติ ๘” ชื่อว่า “อธิมุตติ” เพราะพ้นแล้วเป็นอันดีจากกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ เป็นต้น “นิพพาน”  พึงทราบว่า ชื่อว่า “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง

 

คำว่า “ขเย ญานํ” ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป คำว่า “อนุปฺป เท ญาณํ” ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ

ฆ่าได้แล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า “ขเย ญาณํ” คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค คำว่า “อนุปฺปเท ญาณํ” คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล

 

[คำว่า “อิเม โข อาวุโส” เป็นต้น พึงประกอบความ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดหนึ่งนั้นแล พระเถระแสดงสามัคคีรส ด้วยอำนาจธรรมหมวดของ รวม ๓๕ คู่ ด้วยประการดังนี้แล นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมควรศึกษาเพิ่มเติมธรรมทั้งหมด ๓๕ คู่ ดังนี้]

 

 

ด้วยเหตุนี้ ในการศึกษาพระสัทธรรมนั้น ผู้ศึกษาโดยตรงให้แตกฉานในธรรมนั้น คือ สมณเพศทั้งหลาย แต่ผู้ที่ถือตนเป็นพุทธมามกะดีแล้ว ก็ถือเป็นหน้าที่ ที่จะละเลยไปมิได้ เพราะในการศึกวิจัยธรรมนี้ เรียกว่า “สุตมยปัญญา” ที่จะกลายเป็น “สุตมยญาณ” ได้ [เมื่อเกิดความเข้าใจถูกต้อง “ปรโตโฆสะ” ก็นำองค์ความรู้ดังกล่าวนั้น มาประมวลย่อมความคิด ซึ่งเป็นการพิจารณาวิจัยธรรมที่สืบเนื่องในตน ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ที่จะกลายเป็น “จินตามยปัญญา” ต่อไปในการเจริญภาวนากรรมฐาน] ถ้าบุคคลนั้น ทำให้มาก เป็นนิตยกาล ไม่ทอดทิ้งธุระไปกลางคันหรือในระหว่างที่งานยังไม่เสร็จ อย่าไปเอานิสัยพวกรับเหมาก่อสร้างงานราชการมาใช้ในการปฏิบัติธรรม โดยเด็ดขาด! รับเงินงวดแรกแล้วหนีงานเฉย] ส่วนผู้ที่มีนิสัยไม่ชอบการอ่านนั้น ก็ต้องพยายามฝึกฝนตนเองให้มาก คือ “พาหุสัจจะ” [ผู้คงแก่เรียน] ศึกษาพระธรรม ไม่อ่านคัมภีร์ แล้วจะไปอ่านสากกระเบือ อะไรที่ไหน ถ้าไปอ่านสากกระเบือนั้น ไม่ได้อะไรหรอก มันเป็นแค่สากตำน้ำพริก หรือข้าวเบือ เท่านั้นเอง  ต้องศึกษาวิจัยธรรมจากคัมภีร์ ที่เรียกว่า “พระไตรปิฎก” ท่านผู้รวบรวมบันทึกไว้จากปากต่อปาก [มุขปาฐะ] แล้วมาบันทึกเป็นคัมภีร์เอกสาร ไม่คนเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เริ่มแรกด้วย พระอรหันขีณาสพเจ้า พระอรหันตเถระ จำนวน ๕๐๐ รูป ให้เปรียบเทียบกันระหว่าง ๓ คำ ได้แก่ คำว่า “ชำระ” [ไม่ใช่จ่ายเงินแล้ว] คำว่า “สังคายนา” และ คำว่า “เถรวาท” ให้เข้าใจยิ่งขึ้น ดังนี้  

 

“ชำระ” ในคำว่า “ชำระพระไตรปิฎก” คือ รักษาพระไตรปิฎกให้บริสุทธิ์ หมดจด

จากความผิดพลาดคลาดเคลื่อน โดยกำจัดสิ่งปะปนแปลกปลอม หรือทำให้เข้าใจสับสนออกไป และทำให้มองเห็นของเดิมแท้ชัดเจนตรงตามที่รวบรวมไว้แต่ต้น, เป็นงานส่วนสำคัญของการสังคายนา สังคายนา

 

“สังคายนา” คือ “การสวดพร้อมกัน” การร้อยกรองพระธรรมวินัย การประชุมรวบรวมและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมกัน ทบทวน สอบทาน จนยอมรับ และ วางลงเป็นแบบแผนอันหนึ่งอันเดียว หรือ อีกนัยหนึ่ง “สังคายนา” คือ การสวดพร้อมกันเป็นกิริยาแห่งการมาร่วมกัน ซักซ้อม สอบทาน ให้ลงกัน แล้วสวดพร้อมกัน คือ ตกลงยอมรับไว้ด้วยกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว

 

“เถรวาท” คือ “วาทะของพระเถระ” หมายถึง พระเถระผู้รักษาธรรมวินัยนับแต่ปฐมสังคายนา พระพุทธศาสนาที่สืบมาแต่ยุคแรกสุด ซึ่งถือตามหลักธรรมวินัยที่พระอรหันตเถระ ๕๐๐ รูป ได้ประชุมทำสังคายนาครั้งแรก รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าวางเป็นแบบแผนไว้ เมื่อ

๓ เดือน หลังพุทธปรินิพพาน ได้แก่ พระพุทธศาสนาอย่างที่นับถือแพร่หลายใน ประเทศไทย พม่า ลังกา ลาว และกัมพูชา บางทีเรียกว่า “พุทธศาสนาแบบดั้งเดิม” และเพราะเหตุที่แพร่หลายอยู่ในดินแดนแถบใต้ จึงเรียกว่า “ทักษิณนิกาย” [นิกายฝ่ายใต้]

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นการสรุปขั้นตอนการปฏิบัติธรรม ที่หมายถึงการพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม ให้เป็นไปตามกระแสแห่งอริยมรรค จนสามารถที่จะเข้าถึงขั้นกระแสแห่งพระพาน ตามนัยแห่งการปฏิบัติธรรที่สมควรแก่ธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ซึ่งจะภาพรวมในการกำหนดทิศทางในการเจริญภาวนากรรมฐาน ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมที่ไร้ทิศทาง ไม่เห็นเหตุต้นทาง และผลปลายทาง ที่จะเกิดขึ้นอันเป็นอรรถธรรมแห่งการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ เพราะในการปฏิบัติธรรมอันเป็นกิจหน้าที่โดยชอบของแต่ละบุคคลนั้น มีความก้าวหน้าเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยธรรม ที่มีความแตกต่างกันตามระดับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของแต่ละบุคคล ในการพัฒนาตนให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงแห่งตนนั้น เรียกว่า “อัตตสัมปทา” [Self–Actualization] ในทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ภาวนา ๔” ได้แก่ กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–และ–ปัญญาภาวนา แต่ต้องดำเนินไปตามหลัก “อริยมรรคมีองค์ ๘” เท่านั้น ไม่ใช่ไปคิดสร้างกฎเกณฑ์มาตรฐานอะไรขึ้นมาใหม่ ซึ่งสิ่งนั้น เรียกว่า “แก้จริตของตน” ไม่เกี่ยวกับหลักธรรมพระวินัยที่เป็นมาตรฐานการปฏิบัติธรรมจริง ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช้กฎเกณฑ์ที่เป็น ๒ มาตรฐาน มีมาตรฐานเดียว พระนิพพานก็ต้องสำเร็จลุล่วงตามมาตรฐานเดียวกัน คือ ต้องลงปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้น อย่าไปเชื่ออะไรทั้งสิ้น ต้องใช้เหตุผลและปัญญาพิจารณาไตร่ตรองด้วยตนเองถึงความดีหรือคุณประโยชน์อย่างแท้จริงที่จะได้รับ สุดท้ายมันก็มาสรุปลงที่ปัญญาของตนเองเท่านั้น เพราะปัญญามีคุณสมบัติเป็น “อริยทรัพย์” คือ ทรัพย์อันประเสริฐ สามารถทำให้เจ้าของผู้นั้น ดำเนินข้อประพฤติปฏิบัติให้บรรลุถึงโลกุตตรธรรมได้ อย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้พัฒนาจิตให้เป็นจิตอันยิ่ง เป็นอริยะ เป็นความใสสะอาดบริสุทธิ์แห่งจิต “จิตประภัสสร” [จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตา] อันเป็นจิตมหากุศลวิบากจิตที่เป็นคุณชาติความดีที่สร้างสมในการนั่งสมาธิมา แล้วต่อยอดไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมักฐานต่อไป ให้เกิด “ญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย” อันเป็นอธิการในวิปัสสนากัมมัฏฐานของตน ไม่ใช่ของคนอื่น ฉะนั้น (๑) “สมาธิ” คือ “สมถะ” เป็น “ญาณทัสสนะ” ซึ่งเกิดคู่กันกับ (๒) “ปัญญา” คือ “วิปัสสนา” เป็น “ญาณ” และมีพื้นฐานมาจาก (๓) “ศีล” คือ คุณความดี ภาวะที่เจริญปราศจากอกุศลธรรม ธรรมทั้งหมดนี้ เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ส่วนขั้นตอนของการชำระไตรสิกขาให้สะอาดบริสุทธิ์นั้น เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” ซึ่งจะเป็นการชำระความเศร้าหมองและขุ่นมัว ที่ปิดกั้นการเข้าถึงความดีความเป็นกุศลทั้งหลายในชีวิต ที่ถือเป็นข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งใน “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ให้พิจารณารายละเอียดที่จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรมอันให้ถึงปรมัตถประโยชน์แห่งนิพพานต่อไปในกาลข้างหน้า ดังนี้

 

 

 

 (๔) โลกุตตรภูมิ ๔ [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] = วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต

อรหันต์ พ้นจาก รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย

อนาคามี พ้นจาก กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด

สกทาคามี พ้นจาก กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ

โสดาบัน พ้นจาก สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย

(๓) อรูปาวจรภูมิ ๔ [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] = วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก = กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา

เนวสัญญานาสัญญายตนะ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

อากิญจัญญายตนะ ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร

วิญญาณัญจายตนะ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด

อากาสานัญจายตนะ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด

(๒) รูปาวจรภูมิ ๔ [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] = วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก = กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา

จตุตถฌาน ๗ เวหัปผลา–อสัญญีสัตว์–อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา–สุทัสสี–อกนิฏฐา [= สุทธาวาส ๕]

ตติยฌาน ๓  ปริตตสุภา –อัปปมาณสุภา–สุภกิณหา

ทุติยฌาน ๓ ปริตรตาภา–อัปปมาณาภา–อาภัสสรา [= ภูมิดั้งเดิมของมนุษย์]

ปฐมฌาน ๓  พรหมปาริสัชชา–พรหมปุโรหิตา–มหาพรหมา

(๑) กามาวจรภูมิ ๒ [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] = วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก = กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา

กามสุคติภูมิ ๗ [มีศีล–สมาธิ–ปัญญา]

จาตุมหาราชิกา–ดาวดึงส์–ยามา–ดุสิต–นิมมานรดี–ปรนิมมิตวสวัตดี [= สวรรค์ ๖]

มนุษยโลก  [ทุศีล–มีศีล–สมาธิ–ปัญญา]

มนุษย์–คน  [= สถานภาพปัจจุบัน]

อบายภูมิ ๔ [ทุศีล–สมาธิ–ปัญญา] = ภาวะปราศจากความเจริญ

นรก

ติรัจฉานโยนิ

ปิตติวิสัย 

อสุรกาย

      รวมทั้งหมด ๓๑ ภูมิ [การเปลี่ยนภพภูมิทำได้โดย “จิตภาพ” เท่านั้น ส่วน “กายภาพ” นั้น คือ “ธาตุ ๔”]

 

“สุทธาวาส ๕” = ภูมิที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ภูมิที่เกิดของพระอนาคามี ซึ่ง โลกุตตรฌาน [เจโตวิมุตติ]

                            จะสัมปยุตต์พร้อมกันกับ โลกุตตรญาณ [ปัญญาวิมุตติ]

 

ภาพประกอบ ๒ แผนที่ประจุภูมิแห่งการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา

 

 

ดังนั้น จุดมุ่งหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์แห่งการปฏิบัติธรรม คือ “นิพพาน” โดยผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเริ่มต้นจากการเจริญภาวนาหรือพัฒนาตัวตนของตนเองใน ๔ ด้าน ให้ถึงพร้อมและสมบูรณ์ ได้แก่ (๑) กายภาวนา (๒) สีลภาวนา (๓) จิตตภาวนา และ (๔) ปัญญาภาวนา ถ้ากล่าวถึงคุณบทของบุคคลผู้เจริญภาวนาได้ดีแล้ว [อัตตสัมปทา = ภาวิตัตต์] เรียกว่า “ภาวิต ๔” คือ ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา [ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว] บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็น “พระอรหันต์” ในพรหมจรรย์นี้ ดังนี้

 

“ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ–การทำให้เป็นให้มีขึ้น–การฝึกอบรม–การพัฒนา ได้แก่   

(๑) “กายภาวนา” คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

(๒) “สีลภาวนา” คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน

(๓) “จิตตภาวนา” คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น

(๔) “ปัญญาภาวนา” คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา  

 

 

แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน ตามที่ชาวบ้านเรียกกัน คือ “ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ” นั้น จะหมายถึง “ภาวนา ๒” [ไตรสิกขา:         ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ในบาลีที่มาท่านเรียกว่า “ภาเวตัพพธรรม” และ “วิชชาภาคิยธรรม” แต่ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า “กรรมฐาน” หมายถึง อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต วิธีฝึกอบรมจิต ดังนี้

 

“ภาวนา ๒” [กรรมฐาน] หมายถึง การเจริญ–การทำให้เกิดให้มีขึ้น–การฝึกอบรมจิตใจ ได้แก่   

(๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ การเพ่งด้วยฌาน การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์โดยกรรมฐาน ๔๐ อย่าง ได้แก่ “สมาบัติ ๘” คือ รูปฌาน ๔–และ–อรูปฌาน ๔

(๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา การเพ่งด้วยฌาน การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล นั่นคือ ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ

 

 

ด้วยเหตุนี้ กิจที่เกิดขึ้นใน “ภาวนา ๒” [ไตรสิกขา:     ศีล–สมาธิ–ปัญญา] จึงถือเป็นขั้นตอนในการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย หรือจะเรียกว่า เป็นการชำระไตรสิกขาให้บริสุทธิ์จากกิเลสใน ๓ ระดับ ได้แก่ (๑) “วีติกมกิเลส” คือ กิเลสอย่าหยาบด้วยศีลบริสุทธิ์ (๒) “ปริยุฏฐานกิเลส” กิเลสอย่างกลางด้วยจิตปราศจากนิวรณ์ และ (๓) “อนุสยกิเลส” คือ กิเลสอย่างละเอียดด้วยปัญญาปราศจากอวิชชาหรืออาสวะทั้งหลาย ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือ การเจริญธรรมด้วยธรรมหลักๆ ๓ ประการ ดังนี้

(๑) “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ ที่เปลี่ยนปุถุชนให้เป็นอริยบุคคล ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยในอีกส่วนหนึ่งต้องสัมปยุตต์ด้วย

(๒) “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยัง “ไตรสิกขา” ให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ “นิพพาน” ได้แก่ สีลวิสุทธิ–จิตตวิสุทธิ–ทิฏฐิวิสุทธิ–กังขาวิตรณวิสุทธิ–มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–ญาณทัสสนวิสุทธิ

(๓) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

 

 

โดยธรรมทั้งหมดที่กล่าวนี้ เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” หมายถึง ทางสายกลางแห่งปัญญาที่จะทำให้ตรัสรู้ถึง “อริยสัจจธรรม” [อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๒] ที่เป็นทางดำเนินของผู้เป็นอริยบุคคลทั้งหลาย โดยเรียงไปตามลำดับแห่ง “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้

(๑) เริ่มด้วยปัญญา = อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๒) ดำเนินด้วยปัญญา = อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๓) นำไปสู่ปัญญา = อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ 

 

 

ในบรรดามวลความรู้ปัญญาที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน] นั้น โดยจะเริ่มจากปัญญาสามัญ จนก้าวไปถึง ปัญญาในสมาธิ และ ปัญญาในวิปัสสนา ประกอบด้วยปัญญาหลักๆ ๓ ประการ ดังนี้

  

“ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง = สัมปชัญญะ หรือ ญาณ ได้แก่   

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง นั่นคือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

(๒) “สุตมยปัญญา” คือปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” นั่นคือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรมด้วยการทำกุศลกรรมใน “โยนิโสมนสิการ” ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน   

 

 

ฉะนั้น ปัญญาทั้งปวงที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน ในทุกขั้นตอน คือ การชำระจิตใจให้หมดจดจากกิเลสทั้งหลายด้วย “วิสุทธิ ๗” [ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ] จึงสามารถบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ (๑) อริยมรรค ๔–มัคคญาณ (๒) อริยผล ๔–สามัญผล ๔–ผลญาณ และ [ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ = ความตรัสรู้–สัมโพธะ] (๓) นิพพาน ๑ [นิพพาน ๒ คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน] โดยมีนัยว่า: “เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 455–456 FILE 68) ดังนี้

 

เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ชื่อของนิพพานนั้น

มีอยู่ไม่น้อย ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของสังขตธรรมทั้งปวง

คือมีอาทิว่า ไวพจน์ ๒๖ คำ ดังนี้

 

คำว่า “เป็นอย่างเดียวเท่านั้น” เช่น ในนิพพานนี้ ไม่มี ความอาลัย แม้สักอย่างเดียวใน ความอาลัย ใน กามคุณ ทั้งหลาย = ไม่มีเหลืออยู่อีกเลย

  

คำที่เป็นไวพจน์กับ คำว่า “นิพพาน” มีอยู่ ๒๖ คำ ดังนี้

(๑) “อเสสวิราโค” คือ คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ

(๒) “อเสสนิโรโธ” คือ ดับโดยไม่มีเหลือ

(๓) “จาโค” คือ ความสละ

(๔) “ปฏินิสฺสคฺโค” คือ ความสละคืน

(๕) “มุตฺติ” คือ ความหลุดพ้น

(๖) “อนาลโย” คือ ความไม่อาลัย

(๗) “ราคกฺขโย” คือ ความสิ้นราคะ

(๘) “โทสกฺขโย” คือ ความสิ้นโทสะ

(๙) “โมหกฺขโย” คือ ความสิ้นโมหะ

(๑๐) “ตณฺหกฺขโย” คือ ความสิ้นตัณหา

(๑๑) “อนุปฺปาโท” คือ ความไม่เกิด

(๑๒) “อปฺปวตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๓) “อนิมิตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๔) “อปฺปณิหิตํ” คือ ความไม่มีที่ตั้ง

(๑๕) “อนายูหนํ” คือ ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ

(๑๖) “อปฺปฏิสนฺธิ” คือ ความไม่สืบต่อ

(๑๗) “อนุปปตฺติ” คือ ความไม่อุบัติ

(๑๘) “อคติ” คือ ความไม่มีคติ

(๑๙) “อชาตํ” คือ ความไม่เกิด

(๒๐) “อชรํ” คือ ความไม่แก่

(๒๑) “อพฺยาธิ” คือ ความไม่เจ็บ

(๒๒) “อมตํ” คือ ความไม่ตาย

(๒๓) “อโสกํ” คือ ความไม่โศก

(๒๔) “อปริเทวํ” คือ ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ

(๒๕) “อนุปายาสํ” คือ ความไม่เหือดแห้งใจ

(๒๖) “อสงฺกิลิฏฺฐํ” คือ ความไม่เศร้าหมอง

 

 

ในทางพระพุทธศาสนา มีอีกคำกลุ่มหนึ่งที่ให้ความหมายถึง “ภาวะความหลุดพ้น” ดังเช่น วิมุตติ ๒ สมาธิ ๓ วิโมกข์ ๓ และ นิโรธ ๕ อนึ่ง ในกรณีของธรรมกลุ่ม “นิโรธ ๕” [วิเวก ๕ วิราคะ ๕ นิโรธ ๕ ความสละ ๕ เท่ากับ ๑๒ คือ “นิสัย ๑๒”] นั้น จะเกี่ยวข้องกับ “นิพพาน” สำหรับการเจริญภาวนาใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” และ “อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗ [องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 780–785 FILE 69) ดังนี้

 

“วิมุตติ ๒” หมายถึง ความหลุดพ้น ได้แก่

(๑) “เจโตวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นแห่งจิต ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการฝึกจิต ความหลุดพ้นแห่งจิตจากราคะ ด้วยกำลังแห่งสมาธิ

(๒) “ปัญญาวิมุตติ” คือ ความหลุดพ้นด้วยปัญญา ความหลุดพ้นด้วยอำนาจการเจริญปัญญา ความหลุดพ้นแห่งจิตจากอวิชชา ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง  

 

“สมาธิ ๓” [ปัญญาในสมาธิ] หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต นั่นคือ “สมาธิในวิปัสสนา” หรือ “ตัววิปัสสนา” นั่นเอง แยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น ได้แก่  

(๑) “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ [อนัตตตา]

(๒) “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ [อนิจจตา]

(๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ [ทุกขตา]

 

“วิโมกข์ ๓” [ปัญญาในวิปัสสนา] หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ได้แก่

(๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “อนัตตา” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนัตตตา” แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ = อาศัย “อนัตตานุปัสสนา” [อนัตตสัญญา] ถอน “อัตตาภินิเวส” [อัตตสัญญา]

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “อนิจจัง” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “อนิจจตา” แล้วถอนนิมิตเสียได้ = อาศัย “อนิจจานุปัสสนา” [อนิจจสัญญา] ถอน “วิปัลลาสนิมิต” [นิจจสัญญา]

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็น “ทุกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็น “ทุกขตา” แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ = อาศัย “ทุกขานุปัสสนา” [ทุกขสัญญา] ถอน “ตัณหาปณิธิ” [สุขสัญญา]

 

 

ว่าด้วย วิเวกกถา

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 780–785 FILE 69)

 

การเจริญภาวนาในอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างนี้แล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

พีชคาม” หมายถึง “พืช ๕” อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่า “พีชคาม” ชื่อว่า “ภูตคาม” คือ ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ “บ้านของภูตคือเทวดา”]

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๘) เจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๒) สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๓) สัมมาวาจา มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๔) สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๕) สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๖) สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๗) สัมมาสติ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๘) สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

 

หมายเหตุ

บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ คือ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ ย่อมเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น

บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือ เป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น

บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี นั่นคือ จิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี และมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น

ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่า “เป็นที่อาศัย” [นิสสยะ = นิสสยปัจจัย คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย] เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น แล้ววิวัฏฏ์ ๓ รอบกับธรรม ๔ คือ วิเวก ๕ วิราคะ ๕ นิโรธ ๕ ความสละ ๕ เท่ากับ ๑๒ คือ “นิสัย ๑๒”

โวสสัคคะ [ความสละ] มี ๒ อย่าง คือ (๑) ปริจจาคโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการสละ] คือ การละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค และ (๒) ปักขันทนโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการแล่นไป] คือ การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค  

 

 

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวาจามีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕  

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวาจา มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

  

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี

ในวิราคะ ๕ นี้

  

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

  

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

  

สัมมาสติมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสติมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมาสติมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ นี้

 

ฉะนั้น สัมมาสติ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕

“โวสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสัคคะ–ตทังคโวสัคคะ–สมุจเฉทโวสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ–นิสสรณโวสัคคะ

วิกขัมภนโวสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

  

 

การเจริญภาวนาในอินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย  

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง พละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน  ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยอินทรีย์ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สตินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

  

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สตินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สตินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย 

 

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยพละ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สติพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธิพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธาพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สติพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

  

ปัญญาพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยโพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗  ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน 

(๕) เจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

  

(๑) สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

จบ ว่าด้วยวิเวกกถา ----------

  

 

“นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น รวมทั้ง กลุ่มคำต่อไปนี้ที่มีความหมายเช่นเดียวกัน ปหาน ๕–การละกิเลส วิมุตติ ๕–ความหลุดพ้น วิเวก ๕–ความสงัด ความปลีกออก  วิราคะ ๕–ความคลายกำหนัด ความสำรอกออกได้  โวสสัคคะ ๕–ความสละ ความปล่อย โดยเปรียบเทียบข้อธรรมย่อมกับ นิโรธ ๕ ได้แก่

(๑) “วิกขัมภนนิโรธ”คือ ดับด้วยข่มไว้ นั่นคือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น

(๒) “ตทังคนิโรธ” คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ นั่นคือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม

(๓) “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาด นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค

(๔) “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับ นั่นคือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก

(๕) “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้ ดับด้วยปลอดโปร่งไป นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน”

 

เพราะฉะนั้น ในการเจริญโพธิปักขิยธรรมในหลักธรรม ๓ ได้แก่ อินทรีย์ ๕–พละ ๕–อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น จะต้องสัมปยุตต์ด้วยกลุ่มธรรมใน “นิโรธ ๕” และ (๑) วิมุตติ ๒ [สมถะ–วิปัสสนา] (๒) สมาธิ ๓ [ฝ่ายสมาธิ–สมถะ = ฌาน ๔]  (๓) วิโมกข์ ๓ [ฝ่ายวิปัสสนา = ญาณ ๑๖] เพื่อตรัสรู้ธรรมในเวลาเดียวกัน และอีกประการหนึ่ง ในการปฏิบัติธรรมตามแนวพระพุทธศาสนานั้น ต้องมีวิธีคิดที่แยบคายในทุกขั้นตอน [เลว–ปานกลาง–ที่สุด] นั่นคือ ต้องประกอบด้วยการใช้เหตุผลตามหลักปฏิจจสมุปบาท [เหตุปัจจัยที่เกิดร่วมกันและอยู่ในขั้น–ดวงตาเห็นธรรม] หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ที่เกิดขึ้นกับ “ปัญญาสามัญ” [จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา] และเกิดขึ้นกับ “ปัญญาในสมาธิ–ปัญญาในวิปัสสนา” [ภาวนามยปัญญา] แต่อย่างไรก็ตาม จิตที่ควบคุมจิตที่เหนือขึ้นไปกว่านั้น คือ “เจตนา–สัญเจตนา–อภิสังขาร” [ความปรารถนาที่ปรุงแต่งกรรมให้เกิดขึ้นในภูมิ ๔] ยกตัวอย่าง เช่น การน้อมนำสิกขาบททั้งหลาย มาถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ให้ผลวิบากกับจิตที่ปฏิสนธิใหม่ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 46 FILE 39) ดังนี้

(๑) การน้อมนำสิกขาบททั้งหลาย มาถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ที่สมาทานด้วย “กุศลจิต” เป็น “ญาณวิปปยุต” [ญาณวิปปยุตต์] คือ ปราศจากความรู้ [อสัมปชัญญะ] ชื่อว่า “อย่างเลว”

(๒) การน้อมนำสิกขาบททั้งหลาย มาถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ที่สมาทานด้วย “กุศลจิต” เป็น “ญาณสัมปยุต” [ญาณสัมปยุตต์] ประกอบด้วยความรู้ [สัมปชัญญะ] เป็น “สสังขาริก” คือ มีเครื่องชักจูง ชื่อว่า “อย่างกลาง”

(๓) การน้อมนำสิกขาบททั้งหลาย มาถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ ที่สมาทานด้วย “กุศลจิต” เป็น “ญาณสัมปยุต” [ญาณสัมปยุตต์] ประกอบด้วยความรู้ [สัมปชัญญะ] เป็น “อสังขาริก” คือไม่มีเครื่องชักจูง ชื่อว่า “อย่างดี”

 

 

โดยตามปกติแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ ไม่มีเวลามาพิจารณาข้อปลีกย่อยในการปฏิบัติธรรม อย่างเช่น การขอคำแนะนำจากครูอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในการเจริญภาวนากรรมฐาน [สมถะ–วิปัสสนา] เพื่อเป็นการเรียนรู้สัทธรรมจากประสบการณ์จริงจากผู้เป็นกัลยาณมิตร เพราะการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิที่โดยเดี่ยว ไม่มีสหายธรรมที่เป็นผู้รู้อย่างแท้จริง อาจทำให้หลงทางได้ เพราะเรื่องจิตเป็นภาวะที่ละเอียดอ่อนประณีตและอ่อนไหวง่าย ถ้าปราศจากอุบายวิธีที่แยกคาย [โยนิโสมนสิการ–มนสิการกรรมฐาน] ยกเว้น อยู่เพียงกรณีเดียว บุคคลนั้นได้สร้างสมกุศลบารมีมามากตามแนวพระโพธิสัตว์ นั่นคือ “อุคฆฏิตัญญูโพธิสัตว์” หมายถึง พระโพธิสัตว์ที่มีปัญญามาก [แนวคิดตามฝ่ายมหายานนิกาย ซึ่งตรงกันข้ามกับฝ่ายเถรวาท ผู้ปฏิบัติธรรมต้องระวังอย่าไปมั่วไม่รู้เรื่องเดี๋ยวจะหลงยุค พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีโคตม กับยุค พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย ไม่รู้จะยึดหิ้งพระหรือห้องพระดี สับสนไปหมด เลยไม่ได้ดีอะไรสักอย่าง] และมีปรีชาสามารถจะตรัสรู้อริยสัจจธรรม ได้โดยเร็วพลันทันที เนื่องจากพระโพธิสัตว์ประเภทนี้ได้สร้างสม “ปัญญาบารมี” มามาก ไม่ต้องอาศัย “ศรัทธา–วิริยะ” มากในการบำเพ็ญบุญบารมี ถ้าจะคิดตามเป็นจริง แล้วบนโลกนี้ จะมีพระโพธิสัตว์ประเภทนี้มาเป็นตนผู้ปฏิบัติธรรมเสียเอง จะมีความเป็นไปได้จริงหรือ แต่เอาอย่างที่ผู้ปฏิบัติธรรมเลือกเป็นอยู่นี้ คือ “สาวกของตถาคต” หรือ “พระสาวกของตถาคต” [พุทธบริษัท ๔: ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก –อุบาสิกา] ก็ประพฤติพรหมจรรย์หรือประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อันเป็นคำสอนของพระศาสดาเพียงพระองค์ก็น่าจะเพียงพอ และบวกรวม (๑) ความศรัทธาเลื่อมใส [ศรัทธา ๔] (๒) ความปรารภประกอบความเพียร [วิริยะ] และ (๓) ความมีปัญญามากแห่งพาหุสัจจะ [ฌาน–ญาณ = สมถะ–วิปัสสนา] เข้าไปด้วย ไม่ต้องไปเสียเวลาไปสร้างลัทธินิกายไม่ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญาอะไรให้มากนัก เอาเวลาชีวิตที่ใกล้จะหมดลงทุกวันนี้ มาเจริญภาวนาพัฒนาจิตใจตัวเองให้สะอาดบริสุทธิ์ดีกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ตรัสรู้ถึงมหาบรมธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติไว้โดยชอบดีแล้ว แรงศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้า ย่อมเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่ ที่จะผลักดันจิตวิญญาณของความเป็นผู้ปฏิบัติธรรมไปสู่ความสำเร็จอันใกล้นี้ได้ในชาตินี้ นั่นคือ มีโอกาสบรรลุคุณอันใหญ่แห่ง “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลายได้ อะไรก็สู่จิตใจของตนเองไม่ได้ อะไรที่ชาวโลกว่ายิ่งใหญ่มหัศจรรย์ ถ้าใจเราไม่รับรู้ ไม่ใช่ทางแห่งอริมรรค สิ่งนั้นทั้งหลาย ก็ไร้ค่า การปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ทุกอย่างมันเริ่มและจบอวสานอย่างสมบูรณ์ที่ใจของตน ถ้าเวียนหัวมากไปไม่ถูกทาง ก็ให้น้อมนำจิตด้วยอุบายวิธีที่แยบคายไว้ในใจ ดังพุทธพจน์ของ “หลวงปู่ทา จารุธัมโม” [วัดถ้ำซับมืด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา. ๒๔๕๒–๒๕๕๐] ได้ให้โอวาทไว้ว่า:

 

(๑) รู้อยู่ที่ใจ (๒) ดูอยู่ที่ใจ (๓) เห็นอยู่ที่ใจ

(๔) เพ่งอยู่ที่ใจ (๕) กำหนดอยู่ที่ใจ

(๖) ให้เห็นความแจ้ง (๗) ความสว่าง (๘) ความสงบ ขึ้นในใจ

 

ฉะนั้น ที่ได้บรรยายมาทั้งหมดนั้น ให้เจริญปัญญา แล้วลงมือปฏิบัติให้จริง ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4959620