๑๐๗. อาณาจักรธรรมแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

          The Basic Discourse the Kingdom of Righteousness

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1489

ความสำคัญของบทความ

 

แหล่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาที่สะสมมานานที่สุดนั้น คือ “พระไตรปิฎก” อันเป็นพระธรรมวินัย [ปาพจน์] โดยจำแนกออกตามเกณฑ์ในไตรสิกขา ได้แก่ (๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด (๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด  และ (๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมทั้งหลายจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาดีแล้วนั้น ค่อยนำความรู้เหล่านั้น ซึ่งหมายถึง “ทฤษฎี” [Theory] มาตั้งเป็นข้อสมมติฐาน [Hypothesis] ในการเจริญภาวนากรรมฐานต่อไป เพื่อเป็นการพิสูจน์หรือยืนยันทฤษฎีตามเกณฑ์ [Criteria] ดังกล่าวนั้น ว่าเป็นเรื่องจริงอันน่าอัศจรรย์ อันเป็นไปตามหลักธรรมในสัตถุสาสน์หรือคำสอนของพระตถาคต ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ฉะนั้น “ความอัศจรรย์” [Marvel] หรือ “ฤทธิ์ปาฏิหาริย์–อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์”  ไม่ใช่สาระสำคัญในการเจริญภาวนากรรมฐาน [สมถะและวิปัสสนา] ซึ่งหนทางหรือวิธีการเข้าถึง “อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม” [ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ] หมายถึง ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน อภิญญา วิโมกข์ สมาบัติ มรรค ผล เพื่อให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ซึ่งหมายถึง “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง ซึ่งต้องอาศัย “ปัญญา” ในการตัดอาสวะขาด เพราะ “ความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ” อันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” [สมาธิไม่มีอะไรคั่นระหว่างมรรคกับผล = มรรคสมาธิ กับ ผลสมาธิ ที่สนับสนุนระหว่างสมถะกับวิปัสสนา] อันเป็นธรรมขั้นสูง ภาวะจิตของบุคคลนั้น จึงไม่ควรเข้าถึงความฟุ้งซ่านหรือหวั่นไหวไปตาม “สัมปยุตตธรรม” ทั้งหลายที่เรียกว่า “วิกมฺปมานสฺส” คือ ผู้หวั่นไหว–ผู้ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น การบรรลุถึงคุณวิเศษทั้งหลายในแต่ละขั้นแห่งภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน = กรรมฐาน ๔๐] นั้น จึงต้องอาศัย “ปัญญา” [Wisdom or Knowledge] อันหมายถึงปัญญารู้เห็นธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ระหว่างมิติต่างๆ ใน “สมาธิ: Concentrations” [สมถะ–Meditations หรือ ฌาน–Absorptions] กับ “วิปัสสนา: Insights” ที่ครอบคลุมทั้งอาณาจักรแห่งธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” ด้วย “จักขุ–ญาณ–ปัญญา –วิชชา –แสงสว่าง” นั่นคือ  (๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้เห็น (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว  เพราะฉะนั้น ภาวะจิตดังกล่าวนี้ ทำให้บุคคลนั้น สามารถบรรลุคุณวิเศษจากลำดับ “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี” จนถึง “อรหันต์” อันเป็นการตั้งความปรารถนา [ปณิธิ] ที่เป็น “มหาวิบากกุศลจิต” ในการประพฤติปฏิบัติธรรมในพระสัทธรรมนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๐๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – อาณาจักรธรรมแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

หลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มุ่งเน้นการเข้าไปให้ถึง “ปัญญา: Wisdom” อันเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของจิตใจของตน ไม่ต้องไปพิจารณาใส่ใจในจิตใจของผู้อื่น ให้พิจารณาหรือมนสิการจิตใจของตนเองเป็นหลัก นั่นคือ การประพฤติปฏิบัติให้จิตเป็นสมาธิ “จิตตสมาธิ–ธรรมสมาธิ ๕: ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” อันเกิดจากการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เพราะมีสติดำรงมั่น คือ ไม่ประกอบด้วย “มุฏฐสัจจะ” นั่นคือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม มีสัมปชัญญะที่คมกล้า นั่นคือ “ญาณ–ความรู้–ความหยั่งรู้” มีจิตตั้งมั่นในธรรมที่ตนเองกำลังปฏิบัติอยู่นั้น นั่นเอง ภาวะจิตหรือจิตตภาพนี้ ต้องเกิดขึ้นในผู้ปฏิบัติธรรมเป็นนิตยกาล เมื่อก้าวจากสมถกรรมฐานนี้ ไปสู่วิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป “ธรรมสมาธิ ๕” นี้ จะสัมปยุตต์ด้วย “อธิการในวิปัสสนากัมมัฏฐาน” [วิปัสสนูปกิเลส ๑๐: (๑) โอภาส–แสงสว่าง (๒) ปีติ–ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว (๓) ญาณ–ความรู้ที่คมชัด (๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ (๕) สุข–ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง (๖) อธิโมกข์–ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง (๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี (๘) อุปัฏฐาน–สติชัด (๙) อุเบกขา–ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท หรือ (๑๐) นิกันติ–ความติดใจพอใจ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมผิดวิธีจะไม่เกิดวิปัสสนูปกิเลสทั้งหลายดังกล่าวนี้ขึ้น แต่ให้เข้าใจถึงความจริงแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ ด้วยไม่ยึดมั่นถือมั่นในธรรมเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดความฟุ้งซ่าน “ธัมมุทธัจจะ” หรือ สำคัญผิดในธรรมเหล่านั้นว่า ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน] เมื่อเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องในธรรมทั้งหลาย [สังขตธรรม–อสังขตธรรม] ก็ย่อมเกิดความคิดที่เป็น “อุบายวิธีที่แยบคายในใจ” [โยนิโสมนสิการ] ขึ้นได้ มีปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงโดยมีปัญญารู้ในองค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาทด้วย “ธัมมัฏฐิติญาณ” [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓ ทั้งในสังขตธรรม–อสังขตธรรม] ซึ่งกระบวนการคิดในภาวนากรรมฐานนี้ เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง การรู้เห็นหรือการหยั่งรู้ในอาณาจักรธรรมทั้งปวงได้ ที่เรียกว่า “ธรรมจักร” อันนำไปสู่ “โสดาปัตติมรรค” [โสดาปัตติผล] ได้ ในขณะนั้น ในสมัยนั้น จนถึงปรีชาสามารถบรรลุถึงอรหันต์ได้ นั่นคือ โดยถอนกิเลสดุจกลอนเหล็กได้แล้ว โดยกลบกิเลสดุจคูเสียแล้ว โดยเพิกถอนกิเลสเสียแล้ว โดยไม่มีกิเลสดุจลิ่มสลัก โดยปลงภาระลงแล้ว โดยไม่มีสังโยชน์แล้ว และโดยอยู่จบธรรมเครื่องอยู่ใน “อริยวาส ๑๐–อริยวาสธรรม ๑๐” (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 259 –262 FILE 16) แล้ว ก็ฉันนั้น ได้แก่ (๑) ผู้ละองค์ ๕ (๒) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ (๓) ผู้มีเครื่องอารักขา ๑ (๔) ผู้มี “อปัสเสนธรรม ๔” (๕) ผู้เป็น “ปณุนนปัจเจกสัจจะ” [บรรเทาสัจจะเฉพาะอย่าง] (๖) ผู้เป็น “สมวยสัฏเฐสนะ” (๗) ผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว (๘) ผู้มีกายสังขารอันระงับแล้ว (๙)  ผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี และ (๑๐) ผู้มีปัญญาหลุดพ้นด้วยดี ดังรายละเอียดเพิ่มต่อไปนี้

  

“อริยวาส ๑๐–อริยวาสธรรม ๑๐” หมายถึง พระอริยะทั้งหลายนั่นเทียว อยู่แล้ว คือ ย่อมอยู่ นั่นคือ จักอยู่ในธรรมเหล่าเหล่านี้ ได้แก่

(๑) เป็นผู้มีองค์ ๕ ละขาดแล้ว หมายถึง นิวรณ์ ๕ มีปฐมฌานด้วยองค์ฌาน ๕

(๒) เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ หมายถึง เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ในอารมณ์ทั้ง ๖ นั่นคือ ฉฬังคุเบกขา–มัชฌัตตเวทนา–หรือ–อุเบกขาเวทนา

(๓) เป็นผู้มีอารักขาอย่างหนึ่ง หมายถึง มีสติเป็นเครื่องคุ้มครอง หรือ อินทรีย์สังวร–สติสังวร

(๔) เป็นผู้มีที่พึ่ง ๔ หมายถึง พิจารณาแล้วเสพของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วอดกลั้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหนึ่ง พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหนึ่ง

(๕) เป็นผู้มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาเสียแล้ว หมายถึง ทำให้เบาแล้ว บรรเทาแล้ว สละ คลาย ปล่อย ละ สละคืนเสียหมดสิ้นแล้ว

(๖) เป็นผู้มีการแสวงหาอันสละได้แล้วโดยชอบ หมายถึง เป็นผู้มีการแสวงหากามอันละได้แล้ว มีการแสวงหาภพอันละได้แล้ว มีการแสวงหาพรหมจรรย์อันสละคืนแล้ว

(๗) เป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว หมายถึง เป็นผู้ละความดำริในกามได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในพยาบาทได้ขาดแล้ว เป็นผู้ละความดำริในการเบียดเบียนได้ขาดแล้ว หรือ สัมมาสังกัปปะ [กุศลวิตก ๓: เนกขัมมวิตก–อพยาบาทวิตก–อวิหิงสาวิตก]

(๘) เป็นผู้มีกายสังขารอันสงบ หมายถึง เข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์และสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆได้ มี “อุเบกขา” [จตุตถฌาน] เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์

(๙) เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หมายถึง มีจิตพ้นแล้วจากราคะ มีจิตพ้นแล้วจากโทสะ มีจิตพ้นแล้วจากโมหะ หรือ อกุศลมูล ๓

(๑๐) เป็นผู้มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว หมายถึง ย่อมรู้ชัดว่า ราคะอันเราละได้แล้ว ถอนรากขึ้นเสียได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้เป็นของไม่มีแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปอีกเป็นธรรมดา โทสะอันเราละได้แล้ว ถอนรากขึ้นเสียได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจต้นตาลยอดด้วนแล้ว ทำให้เป็นของไม่มีแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา โทสะอันเราละได้แล้ว ถอนรากขึ้นได้แล้ว กระทำให้เป็นดุจต้นตาลยอดด้วน ทำให้เป็นของไม่มีแล้ว มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา]

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้พิจารณาถึง (๑) อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา แล้วเชื่อมโยงถึง (๒) ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อันเป็นทำให้เกิด “ธรรมจักษุ” หมายถึง ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญารู้เห็นความจริงว่า: “สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” อนึ่ง ธรรมจักษุโดยทั่วไป เช่น ที่เกิดแก่ “ท่านโกณฑัญญะ” เมื่อสดับ “ธรรมจักร” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เป็น “โสดาบัน” ดังนี้

 

 

ปรมัตถทีปนี

อรรถกถาขุททกนิกาย เถรีคาถา

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อรรถกถาเอกนิบาต

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 2–11 FILE 54)

 

. อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา

ในเอกนิบาตมีวินิจฉัย ดังต่อไปนี้

บัดนี้ ถึงโอกาสที่จะพรรณนาเนื้อความเถรีคาถาตามลำดับแล้ว เพราะในเถรีคาถานั้น เมื่อได้พรรณนาเนื้อความประกาศประการที่เหล่าภิกษุณีได้บรรพชาและอุปสมบทแต่ต้นนั้นในที่นี้ การชี้แจง “อัตถุปัตติเหตุ” เกิดขึ้นของคาถาทั้งหลายในเรื่องนั้นๆ ย่อมทำได้ง่ายและปรากฏชัด ฉะนั้น เพื่อประกาศความนั้น พึงทราบ “อนุปุพพีกถา” ตั้งแต่ต้นโดยย่อดังต่อไปนี้

 

ความย่อว่า พระโลกนาถศาสดาพระองค์นี้ ทรงประชุมองค์แปดที่ตรัสไว้โดยนัยว่า “มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ” ความเป็นมนุษย์ ความสมบูรณ์ด้วยเพศ เป็นต้น สร้างมหาภินิหารแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “ทีปังกร” ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ  [บารมี ๑๐–ทศบารมี] ได้พยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๒๔ พระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีโดยลำดับ ถึงยอดแห่ง “ญาตัตถจริยา” และ “โลกัตถจริยา” บังเกิดในภพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในภพชั้นดุสิตนั้นตลอดอายุเทวดาในหมื่นจักรวาลอาราธนาให้อุบัติเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยคำว่า:

 

ข้าแต่มหาวีระ ได้เวลาที่พระองค์จะเสด็จอุบัติในพระครรภ์พระมารดา ตรัสรู้อมตบท ยังมนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสารแล้ว

 

ทรงประทานปฏิญญาแก่เทวดาเหล่านั้น แล้วทรงทำ “ปัญจมหาวิโลกนะ” [สิ่งที่พระโพธิสัตว์จะต้องเลือกใหญ่ ๕ ประการ คือ กาล–ทวีป–ประเทศ–ตระกูล–และ–กำหนดอายุของมารดา] ทรงมี “พระสติสัมปชัญญะ” เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา ในพระตำหนักของ “พระเจ้าสุทโธทนมหาราช” ในศากยราชตระกูล ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่ในพระครรภ์นั้น ๑๐ เดือน ทรงมีพระสติสัมปชัญญะเสด็จออกจากพระครรภ์ได้พระอภิชาติที่ลุมพินีวัน ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยการดูแลที่ยิ่งใหญ่ ตั้งต้นแต่จัดพี่เลี้ยงไว้หลายเหล่า ทรงเจริญวัยโดยลำดับ แวดล้อมไปด้วยนักฟ้อนรำหลายชนิด ในปราสาท ๓ หลัง เสวยสมบัติดุจเทวดา ทรงสลดพระทัย เพราะเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเห็นโทษในกามและอานิสงส์ในเนกขัมมะ เพราะญาณแก่กล้า ในวันที่ราหุลกุมารประสูติ พระองค์มีนายฉันนะเป็นสหาย ทรงกัณฐกอัศวราช เสด็จออก “มหาภิเนษกรมณ์” ยามเที่ยงคืน ทางประตูที่เหล่าเทวดาเปิดถวาย เสด็จผ่านแคว้นที่มีพระราชาปกครอง ๓ แคว้น ในราตรีนั้นเอง เสด็จถึงฝั่งอโนมานที ทรงรับธงชัยของพระอรหัตที่ “ฆฏิการมหาพรหม” นำมาถวาย ทรงบรรพชาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยาเหมือนพระเถระ ๖๐ พรรษาในขณะนั้นนั่นเอง เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับด้วยพระอิริยาบถน่าเลื่อมใส เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นั้นแล้ว ประทับนั่งเสวยบิณฑบาตที่เงื้อมเขา “ปัณฑวะ”

 

พระเจ้าพิมพิสารราชาของชาวมคธทรงเชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ [ร่วมกับพระองค์] ทรงปฏิเสธเรื่องนั้น เสด็จไปอารามของ “ท่านภัคควะ” (๑) ทรงศึกษาลัทธิของ “ท่านภัคควะ” นั้น จากนั้น (๒) ทรงศึกษาลัทธิของ “ท่านอาฬารดาบส” และ (๓) “ท่านอุทกดาบส” ไม่ทรงพอพระทัยลัทธิทั้งหมดนั้น เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา ตามลำดับ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา อยู่ ๖ ปี ที่ตำบลนั้น ทรงทราบว่า ทุกกรกิริยา นั้น ไม่ทำให้ตรัสรู้อริยธรรมได้ มีพระดำริว่า: “นี้ไม่ใช่ทางตรัสรู้” ทรงนำอาหารหยาบมาบำรุงกำลังอยู่สองสามวัน ในวันวิสาขบุณมี เสวยโภชนะอย่างประเสริฐ [มธุปายาส] ที่ “นางสุชาดา” ถวาย แล้วทรงลอยถาดทองทวนกระแสน้ำ ในแม่น้ำ [เนรัญชรา] ทรงลงความเห็นในที่สุดว่า: “เราจักตรัสรู้ในวันนี้” เวลาเย็น “พญากาฬนาคราช” สรรเสริญพระคุณเสด็จขึ้นโพธิมณฑล ผินพระพักตร์ไปยัง ปาจีนโลกธาตุ [ปาจีน = ด้านทิศตะวันออก โลกธาตุ = แผ่นดิน จักรวาลหนึ่งๆ] ประทับนั่งเหนือ “อปราชิตบัลลังก์”  นั่งขัดบัลลังก์–นั่งคู้บัลลังก์” คือ นั่งขัดสมาธิ ผู้ไม่พ่าย] อันเป็นฐานะไม่หวั่นไหว ทรงตั้งความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ทรงกำจัดกองทัพมารได้ ในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัสดงคตเลย  (๑) ปฐมยาม ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (๒) มัชฌิมยามทรงบรรลุ “ทิพยจักษุญาณ” [จุตูปปาตญาณ] (๓) ปัจฉิมยามทรงหยั่งญาณลงใน “ปฏิจจสมุปบาท” พิจารณา “ปัจจยาการ” ทั้ง (๑) อนุโลมปฏิจจสมุปบาท และ (๒) ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท เจริญวิปัสสนา ทรงบรรลุ “พระสัมมาสัมโพธิญาณ” อันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่น ที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงบรรลุกันแล้ว ทรงเข้า “ผลสมาบัติ” มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นเวลา ๗ วัน ที่โพธิมณฑลนั้น ทรงให้เวลาล่วงไปที่โพธิมณฑลนั่นเอง อีกหลายสัปดาห์โดยนัยนั้นแล เสวยโภชนะคลุกน้ำผึ้งที่โคนต้นราชายตนะไม้เกด ประทัปนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธอีก ทรงพิจารณาความที่ธรรมเป็นเรื่องลึกซึ้งตามธรรมดา

 

ท้าวมหาพรหมมาอาราธนาในเมื่อพระองค์มีพระทัยน้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย [คิดจะไม่สอน] ทรงตรวจดูโลกด้วย “พุทธจักษุ” ทรงเห็นเหล่าสัตว์ชนิดมีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นต้น ทรงทำปฏิญญากับท้าวมหาพรหมที่จะแสดงธรรม ทรงรำพึงว่า ควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบว่า “ท่านอาฬารดาบส” และ “ท่านอุทกดาบส” ตายเสียแล้ว มีพระดำริว่า “ภิกษุปัญจวัคคีย์” ที่บำรุงรับใช้เรา ซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากแท้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงแสดงธรรมแก่ “ภิกษุปัญจวัคคีย์” เหล่านั้นก่อน ในวันอาสาฬหบุณมี เสด็จพุทธดำเนินจากมหาโพธิมุ่งกรุงพาราณสี ระยะทาง ๑๘ โยชน์ ทรงพบกับ “อุปกาชีวก” ในระหว่างทาง เสด็จถึงป่าอิสิปตนะ ตามลำดับ ทรงทำความเข้าใจกะพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนะนั้น ทรงให้พระพรหม ๑๘ โกฏิ มี “พระอัญญาโกณฑัญญะ” เป็นประมุข ดื่มอมตธรรมด้วยเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” [อันยอดเยี่ยมเพริศแพร้วด้วยญาณ ๓: สัจจญาณ–กิจจญาณ–และ–กตญาณ นั่นคือ “ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓” หรือ เวียนรอบ ๓ ใน “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง รู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละข้อโดย สัจจญาณ–กิจจญาณ–และ–กตญาณ รวม ๔ ข้อเป็น ๑๒ เรียกว่า “มีวนรอบ ๓–มีอาการ ๑๒” = ปัจจเวกขณญาณ และตามด้วย อาสวักขยญาณ คือ ความตรัสรู้–สัมโพธะ] โดยนัยเป็นต้นว่า: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “สุดโต่ง ๒ อย่าง” เหล่านั้น อันบรรพชิตไม่พึงเสพ ดังนี้

 

อ้างเพิ่มเติม: บรรดาพระเถระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น พระโกณฑัญญเถระ ส่งญาณไปตามกระแสแห่งเทศนา ในเวลาจบพระสูตร ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับพรหม ๑๘ โกฏิ พระศาสดา ทรงเข้าจำพรรษาอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้น นั่นเอง ในวันรุ่งขึ้น ประทับนั่งทรงโอวาท พระวัปปเถระ อยู่ในวิหารนั่นแล พระเถระที่เหลือทั้ง ๔ รูปเที่ยวบิณฑบาต ในเวลาเช้านั่นเอง พระวัปปเถระ ก็บรรลุพระโสดาปัตติผล โดยวิธีนี้นั่นแล ทรงให้พระเถระทั้งหมดดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล คือ วันรุ่งขึ้น ให้ พระภัตทิยเถระ บรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระมหานามเถระบรรลุ วันรุ่งขึ้น ให้พระอัสสชิเถระ บรรลุ ครั้นในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ให้พระเถระทั้ง ๕ ประชุมกัน แล้วทรงแสดง อนัตตลักขณสูตร ในเวลาจบเทศนา พระเถระทั้ง ๕ ดำรงอยู่ในพระอรหัต (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 161 -162 FILE 70)

 

อนึ่ง กล่าวโดยสรุปในการฟัง “พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ของพระเถระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ดังนี้

ในวันแรม ๑ ค่ำ ทรงให้ “พระภัททิยเถระ” ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

วันแรม ๒ ค่ำ ทรงให้ “พระวัปปเถระ” ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

วันแรม ๓ ค่ำ ทรงให้ “พระมหานามเถระ” ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

วันแรม ๔ ค่ำ ทรงให้ “พระอัสสชิเถระ” ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

 

อนึ่ง ในวันแรม ๕ ค่ำ ทรงให้ “พระปัญจวัคคีย์” ทั้งหมดตั้งอยู่ใน “พระอรหัต” ด้วยเทศนา “อนัตตลักขณสูตร”

 

อ้างเพิ่มเติม: บทว่า “สุญฺโญ” ท่านไม่กล่าวว่า “ธรรมไม่มี” ท่านกล่าวถึง “ความไม่มีตนและสาระอันเนื่องด้วยตนในธรรมนั้น” อนึ่ง เมื่อชาวโลกพูดว่า: “เรือนสูญ หม้อสูญ ก็มิใช่กล่าวถึงความไม่มีเรือนและหม้อ กล่าวถึงความไม่มีสิ่งอื่นในเรือนและในหม้อนั้น” อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความนี้ไว้ว่า: “ก็สิ่งใดแลไม่มีในสิ่งนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาสิ่งนั้นว่าสูญด้วยเหตุนั้น แต่สิ่งใดมีเหลืออยู่ในสิ่งนั้น สิ่งนั้นมีอยู่ ภิกษุย่อมรู้ว่าสิ่งนี้มีอยู่ ดังนี้” ในพระสูตรนี้ ท่านกล่าวถึง “อนัตตลักขณสูตร” เหล่านั้นด้วยประการดังนี้ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 644 FILE 69) และเป็นที่มาแห่งคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” แปลจากคำว่า “ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

ต่อจากนั้นทรงให้มหาชนหยั่งลงสู่อริยภูมิ อย่างนี้คือ บุรุษ ๕๕ คน มี “ยสกุลบุตร” เป็นประมุข “ภัททวัคคียกุมาร” ประมาณ ๓๐ คน ที่ไร่ฝ้ายปุราณชฎิลประมาณ ๑,๐๐๐ คนที่หินราบ คยาสีสประเทศ ที่ให้มหาชน ๑๑ นหุต [๑๑๐,๐๐๐ คน] มี “พระเจ้าพิมพิสาร” เป็นประมุข ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ให้มหาชน ๑ นหุต [๑๐,๐๐๐ คน] ตั้งอยู่ในสรณะสาม [พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์] ทรงรับพระเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในพระเวฬุวันนั้น

 

ทรงตั้ง “พระสารีบุตร” และ “พระโมคคัลลานะ” ผู้บรรลุปฐมมรรค โดยการนำของพระอัสสชิเถระ ลา “อาจารย์สญชัย” เข้ามายังสำนักของพระองค์พร้อมด้วยบริวาร ทำให้แจ้งผลอันเลิศบรรลุ “ที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ” แล้วไว้ใน “ตำแหน่งสาวกผู้เลิศ” เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ตามคำเชื้อเชิญของ “พระกาฬุทายีเถระ” ทรงทรมานหมู่พระญาติผู้กระด้างเพราะมานะ ด้วยยมกปาฏิหาริย์ ทรงให้พระชนกตั้งอยู่ใน “อนาคามิผล” และให้ “พระมหาปชาบดี” ตั้งอยู่ใน “โสดาปัตติผล” ทรงให้ “นันทกุมาร” และ “ราหุลกุมาร” บรรพชา แล้วเสด็จกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก

 

สมัยต่อมา เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าอาศัย กรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่ กูฏาคารศาลา พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงทำให้แจ้งซึ่ง “พระอรหัตปรินิพพาน” ภายใต้เศวตฉัตรนั่นเอง

 

ครั้งนั้น “พระมหาปชาบดีโคตมี” ได้เกิดความคิดที่จะบรรพชา ลำดับนั้น เหล่าหญิงบาทบริจาริกา [หญิงรับใช้] ของกุมาร ๕๐๐ คน ที่ออกบวชในเวลาจบเทศนา “กลหวิวาทสูตร” ที่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ได้พร้อมใจกันไปเฝ้าพระมหาปชาบดี ทุกคนทูลว่า จักบวชในสำนักของพระศาสดา ตั้งให้พระมหาปชาบดีเป็นหัวหน้าประสงค์จะไปเฝ้าพระศาสดา ก็พระมหาปชาบดีนี้ เมื่อก่อนได้ทูลขอบรรพชากะพระศาสดาครั้งหนึ่งแล้วไม่ได้

 

ฉะนั้น จึงรับสั่งให้เรียกกัลบก [ช่างตัดผม ช่างโกนผม] มาปลงพระเกสาแล้วครองผ้ากาสายะ พา “สากิยานี” [เจ้าหญิงวงศ์ศากยะ] เหล่านั้นทั้งหมดไปกรุงเวสาลี ขอร้อง “พระอานนทเถระ” ให้อ้อนวอน “พระทศพล” จึงได้บรรพชาและอุปสมบทด้วยการรับ “ครุธรรม ๘ ประการ” [พระเถรีเหล่าใด เกิดในอริยชาติ [เป็นพระอริยะ] เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ เรียกว่า “สาวิกาต่อหน้า” นั่นคือ “ครุธัมปฏิคคหณอุปสัมปทา” ได้แก่ อุปสัมปทาที่ทรงอนุญาตแก่พระนางมหาปชาบดี ด้วยการรับครุธรรม ๘ ผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี และผู้มีปัญญาหลุดพ้นด้วยดี ชื่อว่ามี ๒ ประเภท ต่างโดยเป็นสาวิกาต่อหน้าและเป็นสาวิกาลับหลัง] แม้สากิยานีนอกนี้ทั้งหมดก็ได้อุปสมบทพร้อมกัน

 

 

[วิจารณ์:

ครุธรรม ๘ ประการ

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 363 -364 FILE 04)

๑. ภิกษุณีอุปสมบทแล้วได้ ๑๐๐ พรรษา ต้องทำการกราบไหว้ การต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุผู้อุปสนบทแล้วในวันนั้น ธรรมนี้ อันภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๒. ภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ธรรมแม้นี้อันภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๓. ภิกษุณีต้องหวังธรรม ๒ ประการ คือ ถามอุโบสถ ๑ ไปรับโอวาท ๑ จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ธรรมแม้นนี้ อันภิกษุณีก็ต้องสักการะเคารพนับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๔. ภิกษุณีผู้จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณา [เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือน] ในสงฆ์สองฝ่าย [ภิกษุสงฆ์–ภิกษุณีสงฆ์] โดยสถานทั้ง ๓ คือ ด้วยได้เห็น ๑ ด้วยได้ฟัง ๑ ด้วยรังเกียจ ๑ ธรรมแม้นนี้ อันภิกษุณีก็ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๕. ภิกษุณีล่วงละเมิดครุธรรมแล้ว ต้อง “ประพฤติปักขมานัต” [ชื่อ “วุฏฐานวิธี” มานัต (นับ) กึ่งเดือนที่สงฆ์ให้แก่นางภิกษุณีเพื่ออาบัติที่ปิดไว้หรือมิได้ปิด] ในสงฆ์สองฝ่าย ธรรมแม้นนี้ อันภิกษุณีก็ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๖. ภิกษุณีต้องแสวงหาอุปสัมปทาในสงฆ์สองฝ่าย เพื่อ “สิกขมานา” [สามเณรีผู้มีอายุถึง ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ มีจะครบบวชเป็นภิกษุณี] ผู้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ ครบ ๒ ปีแล้ว ธรรมแม้นอันภิกษุณีก็ต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๗. ภิกษุณีไม่พึงด่า ไม่พึงบริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมแม้นี้ อันภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต

๘. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุเปิดทางให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณีได้ ธรรมแม้นี้อันภิกษุณีก็ต้องสักการะเคารพ นับถือ บูชา ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต]

 

นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องนี้โดยพิสดาร มาแล้วในบาลีนั้นๆ ทั้งนั้น

  

 

“พระมหาปชาบดี” อุปสมบทอย่างนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระมหาปชาบดีนั้น พระนางนั้นเรียน “กัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดา” ได้บรรลุ “พระอรหัต” ภิกษุณี ๕๐๐ ที่เหลือได้บรรลุพระอรหัตในเวลาจบ “นันทโกวาทสูตร” เมื่อภิกษุณีสงฆ์ตั้งมั่นดีเป็นปึกแผ่นอย่างนี้แล้ว เหล่าหญิงมีตระกูลสะใภ้ของตระกูล และกุมาริกาในตระกูลทั้งหลาย ในคามนิคมชนบทและราชธานีนั้นๆ ได้ฟังความที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรมเป็นพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเกิด “ความสังเวชในสังสารวัฏ” จึงขออนุญาตสามี บิดามารดา และญาติของตนๆ บวชถวายชีวิตในพระศาสนา และครั้นบวชแล้วเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ ได้รับโอวาทในสำนักของพระศาสดาด้วยของพระเถระเหล่านั้นด้วย เพียรพยายามอยู่ ไม่นานนักก็ได้บรรลุ “พระอรหัต” ก็คาถาทั้งหลายที่พระเถรีภาษิตในที่นั้นๆ ด้วยอำนาจเปล่งอุทาน เป็นต้น เหล่านั้น ภายหลัง “พระสังคีติกาจารย์” ทั้งหลายร่วมกันยกขึ้นสู่ “สังคีติ” [อย่างเช่น พระสารีบุตรได้แสดงสังคีติสูตร อันเป็นต้นแบบของการสังคายนา] จัดเป็น “เอกนิบาต” [หมวด ๑: จัดเข้าลำดับตามจำนวนหัวข้อธรรมเป็นหมวด ๑] เป็นต้น คาถาเหล่านี้ชื่อ “เถรีคาถา” การแบ่งคาถาเหล่านั้นเป็น “นิบาต” [หมวด] เป็นต้น ได้กล่าวไว้แล้วให้หนหลังนั่นแล บรรดา “นิบาต” เหล่านั้น “เอกนิบาต” เป็น “นิบาต” แรก แม้ใน “เอกนิบาต” นั้น คาถานี้ว่า:

 

ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของท่านสงบแล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ ดังนี้

 

อันเป็น “คาถาแรก” คาถานั้นเกิดขึ้นอย่างไร

เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล กุลธิดาคนหนึ่งเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนาในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า “พระนามโกนาคมนะ” นิมนต์พระศาสดา ในวันที่ ๒ ให้สร้างมณฑปกิ่งไม้ ลาดทราย ผูกเพดานข้างบน บูชาด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น แล้วให้คนไปกราบทูลกาลแด่พระศาสดา พระศาสดาเสด็จไปที่มณฑปนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ กุลธิดานั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า อังคาส [ถวายพระ–เลี้ยงพระ] ด้วยของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตแล้วให้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จลดพระหัตถ์ลงจากบาตร ครองไตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนาแก่นางแล้วเสด็จหลีกไป กุลธิดานั้นทำบุญตลอดอายุ เวลา สิ้นอายุบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเองตลอด ๑ พุทธันดร [ช่วงเวลาในระหว่างแห่ง ๒ พุทธุปบาทกาล ช่วงเวลาในระหว่าง นับจากที่ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งสูญสิ้นแล้ว จนถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่เสด็จอุบัติ คือ ช่วงเวลาที่โลกว่างพระพุทธศาสนา]

 

ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า “พระนามกัสสปะ” บังเกิดในตระกูลคฤหบดี พอรู้เดียงสาก็เกิด “ความสังเวชในสังสารวัฏ” จึงบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา บวชเป็น “ภิกษุณี” อยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี ตายทั้งที่เป็นปุถุชนบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติในสวรรค์ตลอด ๑ พุทธันดร บังเกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล กรุงเวสาลี ในพุทธุปบาทกาลนี้ [ในช่วงสมัยพระพุทธเจ้าองค์นี้] คนทั้งหลายเรียกเธอว่า “เถริกา” เพราะมีรูปร่างล่ำสัน เธอเจริญวัย บิดามารดาให้แก่ “ขัตติยกุมาร” ผู้มีชาติเสมอกันโดยตระกูลและประเทศ เป็นต้น เธอบูชาสามีเหมือนเทวดาอยู่ ได้ศรัทธาในพระศาสนาคราวพระศาสดาเสด็จกรุงเวสาลี ย่อมาเธอได้ฟังธรรมใน “สำนักของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี” เกิดชอบใจบรรพชา บอกแก่สามีว่า จักบวช สามีไม่อนุญาต แต่เพราะเธอสร้างบุญบารมีมา เธอพิจารณาธรรมตามที่ได้ฟัง กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ประกอบวิปัสสนาอยู่เนืองๆ

 

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเธอหุงหาอาหารอยู่ในครัวใหญ่ เปลวไฟใหญ่ได้ตั้งขึ้น เปลวไฟนั้นทำให้ภาชนะที่สิ้นเกิดเสียงเปรี๊ยะๆ เธอเห็นดังนั้นจึงยึดข้อนั้นแหละเป็นอารมณ์ ใคร่ครวญความไม่เที่ยงที่ปรากฏขึ้นอย่างดียิ่ง จากนั้นได้ยกความเป็น “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ขึ้นในครัวนั้น เจริญวิปัสสนา ขวนขวายโดยลำดับ ได้ดำรงอยู่ใน “อนาคามิผล” ตามลำดับแห่งมรรค ตั้งแต่นั้นมาเธอไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับ เมื่อสามีถามว่า: “ที่รัก เหตุไรเดี๋ยวนี้เธอจึงไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับเหมือนเมื่อก่อน” นางจึงบอกว่า: “ตนไม่ควรอยู่เป็นคฤหัสถ์” แล้วขออนุญาตบวช สามีนำเธอไป “สำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี” ด้วยบริวารใหญ่ กล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดบวชให้นางนี้เถิด เหมือน “วิสาขอุบาสก” นำ “ธรรมทินนา” [พระธัมมทินนา เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุณีสาวิกาผู้เป็นธรรมกถึก] ไปฉะนั้น

 

ครั้งนั้น “พระมหาปชาบดีโคตมี” ให้นางบรรพชาอุปสมบทแล้ว นำไปวิหารแสดงแก่พระศาสดา เมื่อทำอารมณ์ที่เห็นตามปกตินั่นเองให้แจ่มแจ้งแก่นาง ตรัสพระคาถานี้ว่า

 

ดูก่อนเถรี เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอสงบแล้วเหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ

 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า “สุขํ” แสดงภาวนปุงสกะ บทว่า “สุปาหิ” เป็นคำสั่ง บทว่า “เถริเก” เป็นคำเรียก บทว่า “กตฺวา โจเฬน ปารุตา” เป็นคำประกอบด้วยความมักน้อย บทว่า “อุปสนฺโต หิ เต ราโค” เป็นคำประกาศผลการปฏิบัติ บทว่า “สุกฺขฑากํ ว” เป็นคำแสดงความไม่มีสาระแห่งกิเลสที่พึงให้สงบ บทว่า “กุมฺภิยํ” เป็นคำแสดงความไม่เที่ยงคือว่างเปล่าของหม้อที่ใส่ผักดองนั้น

 

อนึ่ง บทว่า “สุขํ” นี้ เป็นชื่อของสิ่งที่ปรารถนา ความว่า มีสุขปราศจากทุกข์ ก็บทว่า “สุปาหิ” นี้ เป็นคำแสดงการผ่อนอิริยาบถ ๔ ความว่า เพราะฉะนั้น ท่านจงสำเร็จอิริยาบถทั้ง ๔ ตามสบายทีเดียว คือ จงอยู่อย่างสบาย บทว่า “เถริเก” นี้เป็นบทประกาศชื่อของพระเถรีนั้นก็จริง แต่ก็มีความว่า “ถึงความเป็นผู้มั่นในพระศาสนาที่มั่น” เพราะภาวะที่รู้ตามเนื้อความได้เป็นส่วนมาก คือประกอบด้วยธรรมมีศีลเป็นต้นอันมั่น บทว่า “กตฺวา โจเฬน ปารุตา” ความว่า จงเอาท่อนผ้าบังสุกุลทำจีวรปกปิดสรีระ คือ นุ่งและห่มผ้านั้น “หิ” ศัพท์ในบทว่า “อุปสนฺโต หิ เต ราโค” มีเนื้อความว่า “เหตุ” อธิบายว่า เพราะ “กามราคะ” ที่เกิดในสันดานของท่านสงบแล้ว คือ ถูกเผาด้วยไฟ คือ “อนาคามิมรรคญาณ” บัดนี้ ท่านจงเผาราคะที่ยังเหลืออยู่นั้นด้วยไฟคือ “มรรคญาณอันเลิศ” พักผ่อนให้สบายเถิด

 

บทว่า “สุกฺขฑากํ ว กุมฺภิยํ” ความว่า ย่อมสงบเหมือนผักดองเล็กน้อย ในภาชนะร้อนนั้น เขาเคี่ยวด้วยเปลวไฟแรงร้อนแห้งไป อีกอย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อเอาผักดองเจือน้ำ ขึ้นตั้งเคี่ยวบนเตา เมื่อน้ำยังมีอยู่ ผักดองนั้นย่อมเดือดพล่าน แต่เมื่อหมดน้ำ ย่อมสงบนิ่งฉันใด “กามราคะ” ในสันดานของท่านสงบแล้ว ท่านจงทำกิเลสแม้ที่เหลืออยู่ให้สงบแล้ว พักผ่อนให้สบายเถิด ฉันนั้น

 

“พระเถรีบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย” ในเวลาจบคาถา เพราะอินทรีย์แก่กล้าและเพราะพระศาสดาเทศนาไพเราะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า:

 

เราสร้างมณฑปถวายพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และได้ถวายพระสถูปอันบวรแด่ พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ เราไปในที่ใดๆ เป็นชนบทก็ตาม นิคมและราชธานีก็ตาม ย่อมมีคนบูชาในที่นั้นๆ ทุกแห่ง นี้เป็นผลของการทำบุญ เราเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดเราถอนได้แล้ว เราตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ เราได้บรรลุ “วิชชา ๓” ตามลำดับ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ “ปฏิสัมภิทา ๔–วิโมกข์ ๘–และ–อภิญญา ๖” เราทำให้แจ้งแล้ว เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

 

ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีเมื่อเปล่งอุทานได้ภาษิตคาถานั้นทีเดียว เหตุนั้น คาถานี้จึงได้เป็นคาถาของพระเถรีนั้น ด้วยคาถาที่พระเถรีกล่าวในที่นั้น เป็นอันกำหนด “ราคะ” ได้อย่างไม่เหลือ เพราะบรรลุ “ความสงบ” นั้นได้ด้วย “มรรคอันเลิศ” และที่กล่าวถึง “ความสงบกิเลสทั้งหมด” ในที่นี้ ก็ด้วย “ความสงบราคะ” นั่นเอง ฉะนั้น พึงเห็นข้อนั้น เพราะ “กิเลสธรรม” ทั้งหมดสงบได้ เพราะตั้งอยู่ร่วมกัน สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า:

 

โมหะใดเกิดร่วมกับอุทธัจจะและวิจิกิจฉา อันเรารู้แล้ว โมหะนั้นก็รวมกันกับราคะ เพราะตั้งอยู่ร่วมกันโดยการละ

 

เหมือนอย่างว่า “ความสงบแห่งสังกิเลสทั้งปวง” ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ ฉันใด แม้ในที่ทุกแห่งท่านก็กล่าวความสงบแห่งสังกิเลสเหล่านั้น ฉันนั้น ฉะนั้น พึงทราบโดยที่สงบกิเลสได้สำเร็จในตอนต้น ด้วย “ตทังคปหานะ” ละด้วยองค์นั้นๆ ในขณะแห่งสมถะและวิปัสสนาด้วย “วิกขัมภนปหานะ” ละด้วยข่มไว้ ในขณะแห่งมรรค [อริยมรรค ๔] ด้วย “สมุจเฉทปหานะ” ละด้วยถอนขึ้น ในขณะแห่งผล [อริยผล ๔] ด้วย “ปฏิปัสสัทธิปหานะ” ละด้วยสงบระงับ “ความสำเร็จแห่งปหานะทั้ง ๔” พึงทราบด้วยความสงบนั้น

 

[วิจารณ์: ถ้าบรรลุถึง “ปหานะ ๕” ก็ได้ถึง “นิสสรณปหานะ” หมายถึง ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อ “นิสสรณปหานะ” ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน” ในข้อนี้ ให้เปรียบเทียบกับ ไวพจน์แห่งนิพพาน ได้แก่ (๑) “นิโรธ ๕” ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น (๒) “ปหาน ๕” การละกิเลส (๓) “วิมุตติ ๕” ความหลุดพ้น (๔) “วิเวก ๕” ความสงัด ความปลีกออก (๕) “วิราคะ ๕” ความคลายกำหนัด ความสำรอกออกได้ (๖) “โวสสัคคะ ๕” ความสละคืน ความปล่อย การวางเฉย อนึ่ง ให้พิจารณารวมกับสัมปยุตตธรรมทั้งหลายในปฏิสังยุตด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยแบ่งระยะออกเป็น (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔ (๓) อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ โดยรวมกับ “โลกุตตรธรรม ๙: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” ซึ่งเรียกว่า “ธรรมสามัคคี” นั่นคือ ประกอบด้วย ๒ ประการ ดังนี้

(๑) ธรรมทั้งหลายประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว (พิจารณาเห็นความเป็นลักษณะสากลแห่งธรรม = Universality หรือ อุปมาน: Induction–การสังเคราะห์: Synthesis ซึ่งประกอบด้วย การเปรียบเทียบ: Comparison กับ การเทียบเคียง: Analogy โดยขั้นตอนทั้งหมดเรียกอีกอย่างว่า “โยนิโสมนสิการ: Analytic Thinking” เพื่อหาข้อสรุปหลักที่สร้างหรือยืนยันทฤษฎีตามหลักธรรม เทียบเคียงได้กับ “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ” หมายถึง พิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่มเป็นข้อสรุปเชิงทฤษฎี เช่นว่า รูปธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี เป็นต้น)

(๒) โดยธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน (พิจารณาเห็นความเป็นลักษณะเฉพาะแห่งธรรม = Uniqueness หรือ อนุมาน: Deduction–การวิเคราะห์: Analysis ซึ่งประกอบด้วย การเปรียบเทียบ: Comparison กับ การเทียบเคียง: Analogy โดยขั้นตอนทั้งหมดเรียกอีกอย่างว่า “โยนิโสมนสิการ: Analytic Thinking” เพื่อหาข้อสรุปย่อยเพื่อการจัดแยกแยะจำแนกหมวดหมู่ เทียบเคียงได้กับ “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ” หมายถึง การพิจารณาโดยองค์ หรือโดยแยกรายข้อย่อย เช่น พิจารณาองค์ฌานตามลำดับข้อ หรือเป็นรายข้อ)

 

เพราะฉะนั้น โดยสรุปแล้ว จึงรวมเป็น “โลกุตตรธรรม ๔๖” และ “อาสวักขยญาณ” รวมทั้งหมดเป็น “โลกุตตรธรรม ๔๗” ก่อนบรรลุถึง “นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน” อีกประการหนึ่ง คำว่า “โยนิโสมนสิการ” มีนัยแสดงถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา: Conditioned Genesis] หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น หรือในธรรมระดับสูงขึ้นไปอีก ซึ่งเกี่ยวกับการพิจารณามิติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายที่มาประชุมรวมกัน คือ “ปัจจัย ๒๔” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง]

 

 

บรรดา “ปหานะทั้ง ๔” นั้น ความสำเร็จแห่งสีลสัมปทา ท่านแสดงด้วย “ตทังคปหานะ” คือ “ความสำเร็จแห่งสมาธิสัมปทา” ท่านแสดงด้วย “วิกขัมภนปหานะ” คือ “ความสำเร็จ

แห่งปัญญาสัมปทา” ท่านแสดงด้วยปหานะนอกนี้ โดยความสำเร็จ คือ บรรลุด้วย “ปหานะ” [กิจในสมุทัยสัจจ์] พระโยคาวจรยังการบรรลุ “สัจฉิกิริยา” [กิจในนิโรธสัจจ์] และการบรรลุ “ปริญญา” [กิจในทุกขสัจจ์] ให้สำเร็จเหมือนยังการบรรลุ “ภาวนา” [กิจในมรรคสัจจ์] ให้สำเร็จนั่นเอง เพราะไม่มีสิ่งนั้น ในเมื่อสิ่งนั้นไม่มีแล บัณฑิตพึงทราบว่า “สิกขา ๓” [อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา] ท่านประกาศด้วยความสำเร็จ คือ “การบรรลุ ๔” [อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค พร้อมด้วย กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] “ความงาม ๓” [อริยมรรคมีองค์ ๘ ในไตรสิกขา = มัชฌิมาปฏิปทา] อย่างท่านประกาศด้วยการปฏิบัติ “วิสุทธิ ๗” [คือ ขั้นตอนการชำระไตรสิขาให้บริสุทธิ์ด้วยกุศลกรรมแห่งญาณ ๑๖–โสฬสญาณ] ที่บริบูรณ์ท่านประกาศด้วยคาถานี้ พระเถรีองค์หนึ่งไม่มีใครรู้จัก คือ ไม่ปรากฏชื่อและโคตร เป็นต้น อธิบายว่า ภิกษุณีผู้เป็นเถรี ถึงพร้อมด้วยลักษณะองค์หนึ่งได้ภาษิตคาถานี้

 

จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา ----------------- 

 

 

ในดันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาธรรมลงในรายละเอียดแห่ง  “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ โดยสามารถทำให้บรรลุคุณวิเศษในระดับต่างๆ ตามศักยภาพส่วนบุคคล ดังนี้

 

 

ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา

ว่าด้วยธรรมจักร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 588 -594 FILE 69)

 

[๖๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ฯลฯ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านพระโกณฑัญญะ จึงมีชื่อว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ดังนี้

 

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ “ทุกขอริยสัจจ์–ทุกสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า “สว่างไสว”

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์ มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเนื่องในสัจจะ เข้ามาประชุมในสัจจะ ตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ

 

[๖๑๕] ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า ก็ธรรมจักรนั้นแล

 

สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก ให้เป็นไปไม่ได้

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า

 

 [อินทรีย์ ๕]

“สัทธินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สตินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัญญินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[พละ ๕]

“สัทธาพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สติพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธิพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัญญาพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[โพชฌงค์ ๗]

“สติสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปีติสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธิสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“อุเบกขาสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[มรรคมีองค์ ๘]

“สัมมาทิฏฐิ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาสังกัปปะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป 

“สัมมาวาจา” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมากัมมันตะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาอาชีวะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาวายามะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป 

“สัมมาสติ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาสมาธิ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[ปัจจเวกขณญาณ = ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น]

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาอริยสัจจ์ ๔]

[๖๑๖] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๒) “ทุกสมุทัยอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ ก็ (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๒) “ทุกสมุทัยอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” นี้นั้น เรากำหนดรู้แล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [ทุกขสัจจ์] (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [สมุทัยสัจจ์] (๓) เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [นิโรธสัจจ์] (๔) เป็นที่ตั้งแห่งมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [มรรคสัจจ์] ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ–อริยสัจจ์ ๔

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาทุกขสมุทัยอริยสัจจ์]

[๖๑๗] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [อวิชชา–อสัมปชัญญะ–โมหะ และตัณหา = มูล ๒] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ก็ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [เหตุแห่งทุกข์] นี้นั้นแล ควรละ ก็ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [เหตุแห่งทุกข์] นี้นั้นแล เราละได้แล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [ทุกขสัจจ์] (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [สมุทัยสัจจ์] (๓) เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [นิโรธสัจจ์] (๔) เป็นที่ตั้งแห่งมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [มรรคสัจจ์] ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ–อริยสัจจ์ ๔ [ (๑) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นอารมณ์ (๒) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นโคจร (๓) สงเคราะห์เข้าในอริยสัจจ์ ๔ (๔) นับเนื่องในอริยสัจจ์ ๔ (๕) เข้ามาประชุมในอริยสัจจ์ ๔ (๖) ตั้งอยู่ในอริยสัจจ์ ๔ (๗) ประดิษฐานอยู่ในอริยสัจจ์ ๔]

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาสติปัฏฐาน ๔]

[๖๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรม

ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกาย นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า (๑) ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้น เราเจริญแล้ว (๒) ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้น เราเจริญแล้ว (๓) ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้นแล ควรเจริญ (๔) ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้น เราเจริญแล้ว ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

[กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งกาย (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งจิต (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งธรรม (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาอิทธิบาท ๔ สัมปยุตต์ด้วยสัมมัปปธาน ๔]

[๖๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” ปธานสังขาร” คือ “สัมมัปปธาน ๔” ด้วยสามารถทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ ได้แก่ สังวรปธาน–เพียรระวังปิดกั้น ๑ ปหานปธาน–เพียรละกำจัด ๑ ภาวนาปธาน–เพียรเจริญก่อให้เกิด ๑ อนุรักขนาปธาน–เพียรรักษา] นี้นั้นแล ควรเจริญ “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้

ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้

ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปฉันทะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “ฉันทะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปวิริยะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิริยะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปจิตตะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “จิตตะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปวิมังสาแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิมังสาและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “ฉันทะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “วิริยะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “จิตตะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “วิมังสา”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

จบ ธรรมจักกกถา --------------------

 

 

จากเนื้อหาสาระใน (๑) “อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา” และ (๒) “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ดังกล่าวข้างต้นนั้น ทำให้รู้ว่า การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น อาศัย “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของแต่ละบุคคลที่มีพื้นฐานมาแตกต่างกัน แต่เมื่อมารวมเป็นคณะกลุ่มเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายร่วมกันที่แน่วแน่และชัดเจนนั้น ย่อมนำพาไปสู่ความสำเร็จดังที่ตั้งใจมุ่งหมายเอาไว้ ไม่เสียการไปเปล่าๆ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม” ซึ่งไม่ยอมรับ “โลกียธรรม” โดยเด็ดขาด แต่ต้องอาศัย “โลกียธรรม” [ความถือมั่นใน กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา เป็นอัตตา = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์] เป็นสะพานเชื่อมโยงไปสู่ “โลกุตตรธรรม” [ภาวะที่เหนือโลก เป็นสุญญตา = วิมุตติสุขแห่งพระนิพพาน] ฉะนั้น ภาวะที่แตกต่างกันราวกับฟ้าดินนี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดปัญญาที่เห็นธรรมหรือสภาวธรรมตามเป็นจริง [กฎธรรมชาติ–ธรรมดา–ธรรมฐิติ] ได้ยาก โอกาสที่จะเกิดปัญญาที่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยมนั้น [ทัสสนานุตตริยะ จนเห็นอันเยี่ยมแห่งนิพพาน] ก็ยากเป็นเงาตามตัว เพราะอำนาจของกิเลสครอบงำ [ราคะ–โทสะ–โมหะ] เมื่อเป้าหมายอันเป็นปลายไม่ชัดเจน พลังใจหรือขวัญกำลังใจย่อมไม่แก่กล้าที่จะบากบั่นไปเห็นหนทางหรือแนวทางในทางประพฤติปฏิบัติอันเยี่ยมอันจะเป็นมรรคผลนิพพานได้เช่นกัน [อริยมรรคมีองค์ ๘ และธรรมทั้งหลายทีเหลือเป็นสัมปยุตตธรรม] เมื่อเป้าหมายอันเป็นความหมายสำคัญ [บกพร่องใน อัตถปฏิสัมภิทา–ปัญญาแตกฉานในความหมายหรือผลที่จะเกิดขึ้น] และแนวทางปฏิบัติไปสู่เป้าหมาย อยู่ในสภาพที่บกพร่องขาดไป ไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ [บกพร่องใน ธัมมปฏิสัมภิทา–ปัญญาแตกฉานในเหตุที่จะทำให้เกิดทุกข์] เพราะฉะนั้น การมุ่งหน้าไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงในวิปัสสนากัมมัฏฐานจึงเป็นเรื่องที่จะทำได้ยาก ที่จะมาขบคิดความรู้ในเชิงทฤษฎี ทั้งที่เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในความเป็นมนุษย์ ให้พิจารณาข้อสรุปธรรมทั้งหลายในการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

สติปัฏฐาน ๔

สัมมัปปธาน ๔

อิทธิบาท ๔

อินทรีย์ ๕

พละ ๕

โพชฌงค์ ๗

มรรคมีองค์ ๘

ยถาภูตญาณทัสสนะ

จักขุ–ญาณ–ปัญญา–นิพพาน–แสงสว่าง

จรณะ ๑๕ [สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ ฌาน ๔ คือ เสขปฏิปทา]

อนุปุพพสิกขา–อนุปุพพกิริยา–อนุปุพพปฏิปทา  [พระเสขะ–วิชชาจรณสัมปันโน]

สัมมัตตะ ๑๐–อริยวาสธรรม ๑๐ [พระอเสขะ–วิชชาจรณสัมปันโน]

 

(๑) “อนุปุพพสิกขา” คือ การศึกษาไปตามลำดับโดย สิกขา ๓ [อริยมรรคมีองค์ ๘]

(๒) “อนุปุพพกิริยา” คือ การทำไปตามลำดับโดย ธุดงค์ธรรม ๑๓

(๓) “อนุปุพพปฏิปทา” คือ การปฏิบัติไปตามลำดับโดย อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–และ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗  

 

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ขาดทักษะในกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นวิปัสสนาภูมิหรือภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น จึงเป็นภาวะที่ยากลำบากมากที่จะเข้าใจ “มิติความสัมพันธ์ในธรรมทั้งหลาย” ได้อย่างชัดเจน และความสามารถในการสรุปผลเป็นข้อสรุปเชิงทฤษฎีหรือหมวดหลักธรรมก็ยิ่งเป็นไปได้ยากเช่นกัน ซึ่งไม่ต่างไปจากการสรุปและการตีความหมายในสูตรคณิตศาสตร์หรือค่าสถิติ เพื่อพรรณนา “สภาพของเหตุการณ์: Situations” หรือ “ปรากฏการณ์: Phenomena” อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นความจริงตามที่ปรากฏตามธรรมชาติอย่างแท้จริง แต่พอข้ามไปถึงขั้นการใช้ภาษา ก็ยิ่งงงงวยไม่รู้จะคิดหรือเขียนบรรยายอย่างไร เพราะมีทักษะการอ่านน้อยเกินไปก็ได้ ซึ่งเรียกว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” [ปัญญาแตกฉานในการใช้ภาษา] และที่ลำบากเพิ่มขึ้นไปอีก คือ ภาวะที่ขาดประสบการณ์หรือการฝึกฝนทักษะด้านไหวพริบปฏิภาณ นั่นคือ “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” [ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ได้แก่ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดประยุกต์ดัดแปร] ด้วยเหตุนี้ ปัญญาแตกฉานใน ๔ ด้าน ดังกล่าวข้างต้น เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนอบรมให้เกิดขึ้นได้ในการเจริญภาวนากรรมฐาน ไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์หรือสิ่งที่เทพเจ้าที่ไหนจะมาดลบันดาลให้เฉพาะบุคคล ทุกคนสามารถฝึกฝนตนเองได้ เพราะพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มนุษย์ ธรรมของพระตถาคตก็คือสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้เช่นกัน เพราะเป็นเรื่องมนุษย์โดยตรงบนโลกใบนี้ และประการสำคัญ ไม่ใช่เรื่องที่สงวนไว้ให้เผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่งเท่านั้น หรือคนใดคนหนึ่งเฉพาะ ถึงเข้าใจในพระธรรมได้ดี แต่ไม่ลงมือปฏิบัติจริง ก็ยังไม่สามารถพบ “โลกุตตรธรรม” ได้เช่นกัน การฝึกฝนที่ทำบ่อย ทำให้มาก ทำให้ถูกวิธีเหมาะควรแก่ธรรม เป็นคนเปิดกว้างให้ความคิดดีๆ เข้ามาใน “สมองขี้เลื้อยของตน” เพื่อทำลาย “ปัญญาหางอึ่ง” ให้สิ้นไป [ทิฏฐิ] ดังนั้น “พวกสมองขี้เลื้อยปัญญาหางอึ่ง” นั้น ก็สามารถบรรลุถึงคุณวิเศษในพระธรรมวินัยนี้ได้ เมื่อลด “ตัณหา–ทิฏฐิ–มานะ” [ปปัญจธรรม ๓] ของตนได้เช่นกัน อย่าไปสำคัญตนผิดว่าเป็นคนที่ฉลาดเกินคนอื่น นั่นคือ กิเลสที่ปิดโอกาสให้สิ่งดีเข้ามาในชีวิต ที่คาดไม่ถึงเพราะความประมาทปัญญาด้วยเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนให้เหมาะควรโดยรู้จะประมาณถูกกาลเทศะนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติธรรมที่ชาญฉลาด ที่จะได้รับความเมตตาจากผู้รู้ที่จะกลายเป็นกัลยาณมิตรแห่งธรรมของตนได้ดี ความจองหองอวดรู้อวดดี ไม่ยอมรู้ยอมรับเอา “ปัญญาที่ดีของผู้อื่น” แล้วไม่ยอมกลั่นกรองไตร่ตรองพิจารณาถึงคุณประโยชน์ คือ “ความวิบัติทางปัญญา” [สัญญาวิบัติ–จิตตวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ = วิปลาส–ความฉิบหายทางความเห็นหรือทฤษฎีหรือตรรก ซึ่งทำให้เกิดมหาวิปลาส คือ (๑) เห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง (๒) เห็นทุกข์ เป็นสุข (๓) เห็นไม่ใช่ตัวตน เป็นมีตัวตน (๔) เห็นไม่งาม เป็นงาม] หมายถึง การปิดโอกาสให้ตนได้เข้าถึงกุศลคุณงามความดีที่จะผุดเกิดขึ้นในชีวิตของตน เมื่อต้องการปัญญาใหม่ๆ ดีๆ เพิ่มขึ้นในตน ก็ต้องปล่อยให้ข่าวสารข้อมูลใหม่ไหลผ่านเข้ามาในจิตวิญญาณของตน แล้วกลั่นกรองเอาแต่สิ่งดีเข้ามา อันเป็นส่วนเหตุแห่งความเจริญ ส่วนสิ่งที่ไม่ดีก็ทำการศึกษาค้นคว้าเช่นกัน แต่ต้องปฏิเสธเหตุแห่งความเสื่อมเหล่านั้นไป ในการคัดเลือกปัญญาส่วนงอกเงยเจริญงอกงาม ก็ขึ้นอยู่พื้นฐานปัญญาที่มีก่อนที่ตนว่า มีความพร้อมที่จะรับความเจริญต่อยอดเพิ่มได้จริงหรือไม่ บางคนถึงแม้จะได้อยู่ภาวะที่ดีมาก แต่ขาดสติปัญญาที่คัดเลือกหรือคัดกรองเอาสิ่งที่มีค่าไปต่อยอดปัญญาของเดิมให้เจริญงอดงามไพบูลย์ยิ่งขึ้น ก็แทบไม่มีโอกาสเลย ก็มีเช่นกัน คล้ายทำนองเป่าปี่ใส่หูควาย อะไรทำนองนั้น ความถึงพร้อมแห่งตน “อัตตสัมปทา” [ความรู้จักถึงจิตวิญญาณของตน] จึงเป็นเรื่ององค์ประกอบปัจจัยภายในตนเช่นกัน ฉลาดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเฉลียวฉลาด ประกอบด้วยความขยันขันแข็งที่จะพัฒนาตนอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วย การคบหาผู้มีปัญญาเป็นมิตรสหาย จึงเป็นมงคลชีวิตที่สูงขึ้น ดีกว่าคบกับพวกหมาๆ เป็นเพื่อน ทั้งที่เป็นคนนิสัยหมาๆ และเป็นหมาจริงๆ ก็ตาม ภาวะเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่ภูมิของผู้เจริญภาวนากรรมฐานอย่างแน่นอน เพราะอาจเป็นเหตุให้เจริญภาวนากรรมฐานแบบหมาๆ ก็ได้ คือ ไม่เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” อย่างใดเลย เสียเวลา เสียพลังงาน โดยเปล่าประโยชน์ คงเห็นแต่พวกหมาๆ เต็มไปหมด “คนทั้งหลาย เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทำสิ่งเจริญประเสริฐเป็นอริยะให้ตนได้” ข้อความนี้ ไม่ได้พูดเกิดความจริงแม้แต่น้อยเลย

 

อนึ่ง สิ่งใดๆ ในโลกนี้ จะเป็นอะไรก็แล้ว ที่เป็นเหตุปัจจัยรวม [กิเลส] ที่ส่งผลกระทบให้เกิดเรื่องใดๆ ขึ้น ที่มาเกี่ยวข้องกับตนนั้น ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “กรรม–วิบาก” [เช่น ชาติ–พยาธิ–ชรา–มรณะ รวมทั้งสังกิเลสทั้งหลาย เช่น โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] อันธรรมเครื่องผูกรัดคนให้ติดอยู่กับวัฏฏะ ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักรหรือสังสารจักร” นั้น เพราะบุคคลรู้ไม่เท่าทันเหตุปัจจัยนั้น เรื่องดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องการใช้ปัญญาตามพิจารณาสาวต้นเหตุจนถึงปลายเหตุ อันจะก่อให้เกิดวิบากตามมาในปัจจุบันและอนาคต [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท] เมื่อเข้าใจดีแล้วในเหตุแห่งทุกข์ ก็ควรมีแนวคิดหรือกระบวนทัศน์ที่คิดย้อนศรเป็นกระบวนการสร้างอุบายวิธีในการดับระงับเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ ได้ [ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้เกิดแนวคิดในอุบายวิธีหรือกุสโลยายนั้นอย่างแยบคายหรืออย่างแนบเนียนนั้น โดยมีหลักแนวคิด ๒ ประการ ดังนี้

(๑) ส่วนในทางทฤษฎีนั้น คือ “การรู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์”

(๒) ส่วนในทางปฏิบัตินั้น คือ “การนำความคิดหรือแนวคิดนั้นไปพิจารณาใช้จริงในชีวิตและในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน”

 

ตามนัยดังกล่าวนี้ จะเห็นว่า เป็นสามัญทั่วไป เรียบง่าย แต่ทำได้ยาก เพราะคนส่วนใหญ่มีอุปนิสัยใจคอด้วยกิเลสหนา ชอบเชื่อสิ่งที่จะมาพอกพูนกิเลสให้งอกงามยิ่งขึ้น ไม่ใช่ให้เป็นไปในทางกุศล เพราะเส้นทางนี้ให้ผลยาก เพราะประกอบด้วยปัญญา [ญาณสัมปยุตต์–โยนิโสมนสิการ] คือ คิดก็ยาก ให้รู้ผลก็ช้า แต่เป็น “สุคติ” ไม่ใช่ปราศจากปัญญา [ญาณวิปยุตต์–อโยนิโสมนสิการ] คือ คิดได้ง่ายเพราะพื้นจิตสกปรกอยู่แล้ว และให้ผลเร็วในทางอกุศล คือ “ทุคติ” เปรียบเทียบได้กับการเรียนหนังสือ เหนื่อย ยาก ก็มีความคิดเกินเพื่อนที่ไม่ได้เรียน ส่วนคนไม่เรียนหนังสือ เที่ยวสนุกสบาย อยากกินอะไรก็พอได้เกือบหมดดังใจนึก ภาวะดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องของปุถุชนสามัญทั่วไป เพราะทั้ง “สุคติ–กับ–ทุคติ” [อิฏฐารมณ์–อนิฏฐารมณ์] อย่างไงๆ ก็เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” เพราะผู้เสวยวิบากจิตนั้น อยู่ใน “กามาวจรภูมิ” เท่านั้น เพราะหน้าที่ของจิตนั้น จุติและปฏิสนธิอยู่แค่ใน “ทุกข์–สุข–อุเบกขา” [เวทนา ๓] ยังผูกพันอยู่กับ “อกุศลกรรม–กุศลกรรม” [อปุญญาภิสังขาร–ปุญญาภิสังขาร = เจตนาที่ทำหน้าที่ปรุงแต่กรรมทั้ง ๓ นั่นคือ กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม ให้เกิดขึ้นหมุนเวียนไม่สิ้นสุด ถึงจะมีความรู้สึกอยู่เฉยๆ ด้วย แต่เป็นเพียง “อุบกขาจิต” ในสมาธิสามัญหรือมิจฉาสมาธิ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ “เอกัคคตาแห่งสมาธิในจตุตถฌาน” ที่ประกอบด้วย “อธิจิตต์–จิตอันยิ่งแห่งจิตประภัสสร” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ หรือ สัมมัปปธาน ๔–สติปัฏฐาน ๔–ฌาน ๔] ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องที่คนสามัญทั่วไปจะทำไม่ได้ เกินสิ่งที่มนุษย์จะทำหรือปฏิบัติได้ ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจของคน จะเลือกทำหรือไม่เลือกทำ เท่านั้นเอง สำหรับขั้นตอนในเรื่องนี้ มีแนวทางปฏิบัติ ๒ ทิศทาง ได้แก่ (๑) ชนะใจตัวเองที่มีกิเลสครอบงำหรือกลุ้มรุมจิตใจไว้ กับ (๒) ชนะใจผู้อื่นที่จะพยายามมาครอบงำหรือชักนำไปส่วนชั่ว การปรารภความเพียรในการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เป็นนิตยกาลนั้น เป็นความคิด เป็นอุบายวิธีที่แยบคายที่กำหนดรู้ไว้ในใจ พร้อมด้วยไม่ทำชั่ว ถึงพร้อมด้วยการทำดีเสมอ [พุทธโอวาท ๓–สัมมัปปธาน ๔] ในฐานะที่เป็นสมณเพศนั้น ก็ให้เจริญธรรมแห่งอริมรรค ได้แก่ จรณะ ๑๕ [สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ ฌาน ๔ คือ เสขปฏิปทา] ตามด้วยปฏิปทาอันยิ่ง คือ อนุปุพพสิกขา–อนุปุพพกิริยา–อนุปุพพปฏิปทา [พระเสขะ–วิชชาจรณสัมปันโน] นอกจากนี้ กระบวนการสร้างปัญญาให้แก่กล้าเป็น “อภิญญาธรรม” [ความรู้ยิ่งยวด] นั้น คือ

 

(๑) การเจริญอนุปัสสนา ๗ [อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ซึ่งทำให้เกิดปัญญา ๗ อย่าง ได้แก่ ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส มหาปัญญา–ปัญญามาก ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง และ อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้ นอกจากนี้ ยังสามารถมนสิการกรรมฐานเจริญต่อยอดขึ้นไปถึงอีก ๓ ปัญญา ได้แก่ ปฏิสัมภิทา ๔–ปัญญาแตกฉาน ปุถุปัญญา–ปัญญาแน่นหนา และ หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง]

 

(๒) การเจริญรูปฌาน ๔ [ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน ซึ่งทำให้เกิด อภิญญา ๕ ความรู้ยิ่งยวด ได้แก่ (๑) “อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” คือ ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ (๒) “ทิพพโสต–ทิพพโสตญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ (๓) “เจโตปริยญาณ” คือ ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ (๔) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสญาณ” คือ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ (๕) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ และ ญาณ ๒ ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญาหยั่งรู้ได้แก่ (๑) “ยถากัมมูปคตญาณ–อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ (๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้]

 

ข้อที่กำลังอธิบายในขั้นนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิสามารถถือปฏิบัติได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องทำให้ได้ทั้ง ๒ ข้อ ดังกล่าวนั้น แต่มีข้อพึงสังเกตเป็นพิเศษ คือ การเจริญอนุปัสสนา ๗ นั้น เมื่อลุถึง ปฏิสัมภิทา ๔–ปัญญาแตกฉาน ก็ย่อมทำให้เป็น “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๔) ในทางตรงกันข้าม การลุถึง “รูปฌาน ๔” เมื่อบรรลุได้ “จตุตถฌาน” ย่อมได้ “จิตประภัสสร–จิตปราศจากนิวรณ์” ได้ถึง “อนาคามี ๕” ดังนี้

 

“อนาคามี ๕” หมายถึง ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว–ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก ได้แก่ 

(๑) “อันตราปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานในระหว่าง นั่นคือ เกิดใน “สุทธาวาส” ภพใดภพหนึ่งแล้ว อายุยังไม่ถึงกึ่ง [อายุยังไม่ถึงกลางคน] ก็ปรินิพพานโดย “กิเลสปรินิพพาน” คำว่า “สุทธาวาส ๕” หมายถึง พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี ได้แก่ อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา–สุทัสสี–และ–อกนิฏฐา แยกออกเป็น ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) ผู้หนึ่งเกิดในชั้น “อวิหา” [แม้ในชั้น “อตัปปา” ก็มีนัยนี้เหมือนกัน] มีอายุ ๑,๐๐๐ กัป [๑ กัป = ๑๐๐ ปี] จะบรรลุพระอรหัตผล ครั้งแรกในวันที่ตนเกิดนั่นเอง ถ้าไม่บรรลุในวันที่ตนเกิด ก็จะบรรลุในที่สุดแห่ง ๑๐๐ กัปนี้ (๒) อีกหนึ่ง เมื่อไม่อาจอย่างนี้ จะบรรลุในที่สุดแห่ง ๒๐๐ กัปนี้ (๓) อีกหนึ่ง เมื่อไม้อาจอย่างนี้ จะบรรลุในที่สุดแห่ง ๔๐๐ ร้อยกัป ก็พ้นร้อยกัปที่ ๕ บรรลุอรหัตผล 

(๒) “อุปหัจจปรินิพพายี” คือ ผู้จวนจะถึงจึงปรินิพพาน นั่นคือ อายุพ้นกึ่งแล้ว [อายุยังไม่ถึงกลางคน] จวนจะถึงสิ้นอายุจึงปรินิพพาน

(๓) “อสังขารปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้แรงชักจูง ด้วยการไม่ประกอบทั้งไม้มีปัจจัยปรุงแต่ง นั่นคือ ปรินิพพานโดยง่ายไม่ต้องใช้ความเพียรนัก  

(๔) “สสังขารปรินิพพายี” คือ ผู้ปรินิพพานโดยใช้แรงชักจูง ด้วยการประกอบร่วมกันมีปัจจัยปรุงแต่ง นั่นคือ ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก

(๕) “อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี” คือ ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ “อกนิฏฐภพ” นั่นคือ เกิดใน “สุทธาวาสภพ” ใดภพหนึ่งก็ตาม [อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา–สุทัสสี–และ–อกนิฏฐา] จะเกิดเลื่อนต่อขึ้นไปจนถึง “อกนิฏฐภพ” [อกนิฏฐพรหม] แล้วจึงปรินิพพาน

 

ข้อที่พึงพิจารณา คือ ผู้ที่ได้ขั้นอนาคามีนั้น คือ ต้องได้ฌานในขั้น “จตุตถฌาน” [ฌานที่ ๔] เท่านั้น และการจะบรรลุฌานสมาบัติในชั้นนี้ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะต้องผ่านการทดสอบภาวะจิตใจอย่างหนัก ถึงจะสามารถดำรงอยู่ในฌานแต่ละขั้น จนถึงขั้นสูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถบารมี” คือ การเอาชีวิตเข้าแลกกันเลย ถ้าไม่กลัวตาย จิตไม่หวั่นไหวกับธรรมทั้งหลายที่เข้ามาทดสอบ ก็ไม่น่าพลาดฌานในขั้นที่ ๔ นี้ ไปได้ [พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้เวลาบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานอยู่นานถึง ๖ ปี เฉพาะในชาตินี้]

 

 

“สกทาคามี ๕” หมายถึง ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว–ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว พระสกทาคามีนี้ ในบาลีมิได้แยกประเภทไว้ แต่ในคัมภีร์รุ่นหลังแยกประเภทไว้หลายอย่าง เช่น ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกา แยกไว้เป็น ๓ ประเภท คือ (๑) ผู้ได้บรรลุผลนั้น ในกามภพ (๒) ผู้ได้บรรลุผลนั้น ในรูปภพ (๓) ผู้ได้บรรลุผลนั้น ในอรูปภพ ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา จำแนกไว้ ๕ ประเภท ได้แก่  

(๑) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในโลก

(๒) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในเทวโลก  

(๓) ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว ปรินิพพานในเทวโลก  

(๔) ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว เกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน

(๕) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ไปเกิดในเทวโลกหมดอายุแล้ว กลับมาเกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน  

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงคุณสมบัติของสกทาคามีใน ๒ ประเด็น ดังนี้

 

[๒๕๑] อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเป็นพระสกทาคามี จะมาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะความสิ้นไปรอบแห่งสังโยชน์ ๓ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส] เพราะความเบาบางแห่งราคะโทสะและโมหะ ธรรมนี้แลซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เหตุจะกระทำให้แจ้ง ที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 99 FILE 12)

 

(๑) ในวิโมกข์ทั้ง ๓ พระสกทาคามีบุคคลผู้บรรลุภูมิของพระสกทาคามีก็มี ๔ ด้วยอำนาจ “ปฏิปทา ๔” อนึ่ง (๒) พระสกทาคามีบุคคลผู้บรรลุภูมิของพระสกทาคามี ด้วย “อนิมิตวิโมกข์” ก็มี ๔ (๓) ผู้บรรลุภูมิของพระสกทาคามี ด้วย “อัปปณิหิตวิโมกข์” ก็มี ๔ รวมเป็นว่า พระสกทาคามีเหล่านี้ มี ๑๒ ประเภท (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 463 FILE 34)

 

“โสดาบัน ๓” หมายถึง ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว–ผู้แรกถึงกระแสอันนำไปสู่พระนิพพานแน่ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า เกณฑ์แบ่งหรือเหตุให้เป็นเช่นนี้ กำหนดด้วยวิปัสสนาและความมีอินทรีย์ [อินทรีย์ ๕] อัน (๑) แก่กล้า (๒) ปานกลาง และ (๓) อ่อนกว่ากัน ตามลำดับ ได้แก่

(๑) “เอกพีชี” คือ ผู้มีพืชคืออัตภาพอันเดียว คือ เกิดอีกครั้งเดียว ก็จักบรรลุอรหัต  

(๒) “โกลังโกละ” คือ ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล คือ เกิดในตระกูลสูงอีก ๒–๓ ครั้ง หรือเกิดในสุคติอีก ๒–๓ ภพ ก็จักบรรลุอรหัต  

(๓) “สัตตักขัตตุงปรมะ” คือ ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือ เวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่างมากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลุอรหัต

 

“อรหันต์ ๕” หมายถึง ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว–ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ได้แก่

(๑) “ปัญญาวิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา  

(๒) “อุภโตภาควิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน นั่นคือ ได้ทั้งเจโตวิมุตติ ขั้นอรูปสมาบัติก่อน แล้วได้ปัญญาวิมุตติ  

(๔) “เตวิชชะ” คือ ผู้ได้ วิชชา ๓  

(๔) “ฉฬภิญญะ” คือ ผู้ได้ อภิญญา ๖

(๕) “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” คือ ผู้บรรลุ ปฏิสัมภิทา ๔

 

“อริยบุคคล ๔” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ ผู้บรรลุธรรมพิเศษตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไป ผู้เป็นอารยะในความหมายของพระพุทธศาสนา ได้แก่

(๑) “โสดาบัน” คือ “ผู้ถึงกระแส” ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว 

(๒) “สกทาคามี” คือ “ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว” ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว 

(๓) “อนาคามี” คือ “ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก” ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว 

(๔) “อรหันต์” คือ “ผู้ควร–ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว” ท่านผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว 

 

“อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

“นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้

ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ”

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ”

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงนัยของคำว่า “สมณะ” ในพระพุทธศาสนาอีกมุมหนึ่ง ดังนี้

 

 

๘. สังโยชนสูตร

ว่าด้วย สมณะ ๔ จำพวก

(พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 257–258 FILE 35)

 

[๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้ นี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกคือใคร คือ

(๑) “สมณมจโล” คือ สมณะผู้ไม่หวั่นไหว

(๒) “สมณปุณฺฑรีโก” คือ สมณะบุณฑริก

(๓) “สมณปทุโม” คือ สมณะปทุม

(๔) “สมเณสุ สมณสุขุมาโล” คือ สมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ

 

(๑) “บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว” เป็นอย่างไร

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เพราะสิ้น “สังโยชน์ ๓” [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส] เป็น “พระโสดาบัน” มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ที่จะได้ตรัสรู้ในข้างหน้า อย่างนี้แล “บุคคลเป็นสมณะผู้ไม่หวั่นไหว”

 

(๒) “บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก” เป็นอย่างไร

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส] เพราะ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” เบาบาง เป็น “พระสกทาคามี” มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว จักทำที่สุดทุกข์ได้ อย่างนี้แล “บุคคลเป็นสมณะบุณฑริก”

 

(๓) “บุคคลเป็นสมณะปทุม” เป็นอย่างไร

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้น “สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕” [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ] เป็น “โอปปาติกะ” [พระอนาคามี] ปรินิพพานในโลกที่เกิดนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา อย่างนี้แล “บุคคลเป็นสมณะปทุม”

 

(๔) “บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ” เป็นอย่างไร

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้น “อาสวะ” [กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา] ทั้งหลาย การทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหา “อาสวะ” มิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง เป็น “พระขีณาสพ–พระอรหันต์” สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี่ อย่างนี้แล “บุคคลเป็นสมณะสุขุมาลในหมู่สมณะ”

 

ภิกษุทั้งหลาย นี้แล บุคคล ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก

 

จบ สังโยชนสูตรที่ ๘ -----------------------

 

อรรถกถาสังโยชนสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสังโยชนสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้:–

(๑) “พระโสดาบัน” เรียกว่า “สมณะผู้ไม่หวั่นไหว” เพราะท่านได้ศรัทธาตั้งมั่นแล้วในพระศาสนา (๒) “พระสกทาคามี” เรียกว่า “สมณะดังบัวขาว” ดุจบัวขาวเกิดในสระมีใบไม่มาก เพราะท่านเป็นผู้มีคุณยังไม่มากนัก (๓) “พระอนาคามี” เรียกว่า “สมณะดังบัวหลวง” ดุจบัวหลวงมีร้อยใบเกิดในสระ เพราะท่านมีคุณมากกว่านั้น (๔)  “พระขีณาสพ” ผู้ถึงความอ่อนโยน เรียกว่า “สมณะสุขุมาล” เพราะกิเลสที่ทำความกระด้างท่านถอนได้แล้วโดยประการทั้งปวง

 

จบ อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘  -----------------------

 

ว่าด้วย “บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔”

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 351 FILE 78)

 

ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะอรรถว่า “ทรงผืนผ้าอันถูกทำลายแล้ว” ด้วยเหตุสักว่า การทรงผ้ากาสาวะอันเป็นวิสภาคะ (ต่าง) จากผ้าของคฤหัสถ์

(๑) ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะกำลังทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย

(๒) ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะกำลังทำลายกิเลส ๕ [สังโยชน์เบื้องต่ำ–กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ = สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย] ด้วยโสดาปัตติมรรค

(๓) ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ [กิเลสหยาบ = กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ] ด้วยสกทาคามิมรรค

(๔) ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะกำลังทำลายกิเลส ๔ [กิเลสอย่างละเอียด = กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด] ด้วยอนาคามิมรรค

(๕) ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะกำลังทำลายกิเลส ๘ [กิเลสทั้งปวง = รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย] ด้วยอรหัตตมรรค

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง “บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔” ด้วยคำมีประมาณเท่านี้

 

ว่าด้วย “พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔”

ส่วนบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ พระองค์ทรงแสดงด้วยคำว่า “ภินฺนตฺตา” [แปลว่า เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมแล้ว] จริงอยู่ (๑) “พระโสดาบัน” ทำลายกิเลส๕ อย่าง ด้วยโสดาปัตติมรรค แล้วดำรงอยู่ (๒) “พระสกทาคามี” ทำลายกิเลส ๔ ด้วยสกทาคามิมรรค แล้วดำรงอยู่ (๓) “พระอนาคามี” ทำลายกิเลส ๔ ด้วยอนาคามิมรรค แล้วดำรงอยู่ (๔) “พระอรหันต์” ทำลายกิเลส ๘ ด้วยอรหัต มรรค แล้วดำรงอยู่  “พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔”  อย่างนี้ ชื่อว่า “ภิกษุ” เพราะทำลายบาปอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว ด้วยประการฉะนี้

 

จบ ว่าด้วย  บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ และ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ -----------------------

 

 

ดังรายละเอียดที่กล่าวเพิ่มเติมจาก (๑) “อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา” และ (๒) “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ดังกล่าวข้างต้นนั้น ซึ่งหมายถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–และ–นิพพาน ๑ น่าจะเป็นสาระสำคัญทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดกระบวนทัศน์ที่ถูกต้อง ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิได้ถูกต้อง ตามแนวทางประพฤติปฏิบัติในหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” จนสามารถบรรลุถึง (๑) “กระแสแห่งอริยมรรคและอริยผล” และจนรวมถึง (๒) “กระแสแห่งพระนิพพาน” ได้จริงในอนาคตตามลำดับขั้นเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะได้เข้าใจถึงเกณฑ์ที่ใช้วัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ไม่เกิดความเข้าใจผิด หรือฟุ้งซ่านสำคัญผิดในธรรมที่กำลังปฏิบัติอยู่ว่าถูกต้องหรือไม่ประการใด ฉะนั้น ความก้าวหน้าในแต่ละขั้นนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องมีความมั่นใจว่าถูกต้องอย่างแน่นอนไม่ผิดพลาดในธรรม ซึ่งจะทำให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสมีใจผ่องแผ้วในพระสัทธรรม และทำให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย คือ ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย] ได้อย่างแท้จริง  ซึ่งเป็นกิเลสเครื่องที่ไม่อุปการะแก่สมาธิ นั่นเอง เพราะฉะนั้น จิตที่ทรงสมาธิอยู่ในภูมิแห่งภาวนากรรมฐานนั้น จะต้องสหรคตด้วยธรรมทั้งหลายต่อไปนี้

(๑) “โอภาส” คือ แสงสว่าง

(๒) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจร่าเริงสดใส

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ

(๖) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๗) “เอกัคคตา” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทแห่งจิตตสมาธิในอารมณ์เดียว

(๘) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๙) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี

(๑๐) “อุปัฏฐาน” คือ สติชัดแก่กล้า

(๑๑) “อุเบกขา” คือ ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๒) “นิกันติ” คือ ความติดใจพอใจ

 

ดังนั้น ภาวะจิตที่สหรคตด้วยธรรมทั้ง ๑๒ ประการ ดังกล่าวข้างต้นนี้ ประกอบด้วย “สมถพละ” และ “วิปัสสนาพละ” ซึ่งจะทำหน้าที่สนับสนุนในการตรัสรู้ธรรมทั้งหลาย [สัมโพธะ] นอกจากนี้ ในขั้นปฏิบัติธรรมต่อไป เพื่อให้ลุล่วงถึง “ภาวะแห่งความตรัสรู้” [สัมโพธะ–หรือ เพื่อจะให้บรรลุถึงภาวะ ที่เรียกว่า “อภิสมฺพุทฺธา” ตรัสรู้แล้ว คือ แทงตลอดแล้ว] และควรทำความเข้าใจในคำศัพท์ที่เป็นธรรมคู่กัน (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 508–511 FILE 76) ได้แก่

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๓) ปฏิสังขานพละ–ภาวนาพละ  

(๔) สมถะ–วิปัสสนา  

(๕) สมถนิมิต–ปัคคาหนิมิต  

(๖) ปัคคาหะ–อวิกเขปะ

(๗) สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ

(๘) สีลสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา

(๙) สีลวิสุทธิ–ทิฏฐิวิสุทธิ

(๑๐) ความหมดจดแห่งทิฏฐิ–ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

                             

[๘๖๔] “มุฏฐสัจจะ” เป็นไฉน

ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม อันใด นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ” ฉะนั้น คำว่า “มุฏฺฐสจฺจํ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ สมดังที่กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “มุฏฐสัจจะ” คืออะไร คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ”

 

“อสัมปชัญญะ” เป็นไฉน

ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ อันใด นี้เรียกว่า “อสัมปชัญญะ” คำว่า “อสมฺปชญฺญ” ได้แก่ “อวิชชา” นั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้

อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “อสัมปชัญญะ” คือ อะไร คือ ความไม่รู้ ไม่เห็น เป็นต้น ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล

 

[๘๖๕] “สติ” เป็นไฉน

สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

 

“สัมปชัญญะ” เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

[๘๖๖] “ปฏิสังขานพละ” [กำลังคือการพิจารณา] เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือการพิจารณา” [ปฏิสังขานพละ]

 

“ภาวนาพละ” [กำลังคือภาวนา] เป็นไฉน

การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือภาวนา” โพชฌงค์แม้ทั้ง ๗ ได้แก่ (๑) “สติ” ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง (๒) “ธัมมวิจยะ” ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม (๓) “วิริยะ” ความเพียร (๔) “ปีติ” ความอิ่มใจ (๕) “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ (๖) “สมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ (๗) “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง จัดเป็น “กำลังคือภาวนา” [ภาวนาพละ]

 

[๘๖๗] “สมถะ” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ  สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถะ” ฉะนั้น คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา ฉะนั้น “สมถะ” นั่นเอง ชื่อว่า “สมถนิมิต” ด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก แม้ใน “ปัคคาหนิมิต” [นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร] ก็นัยนี้เช่นกัน

 

“วิปัสสนา” เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า “วิปัสสนา”

 

[๘๖๘] “สมถนิมิต” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ  สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถนิมิต”

 

“ปัคคาหนิมิต” เป็นไฉน

การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหนิมิต”

 

[๘๖๙] “ปัคคาหะ” เป็นไฉน

การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหะ”

 

“อวิกเขปะ” เป็นไฉน

ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละสัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “อวิกเขปะ”

 

[๘๗๐] “สีลวิบัติ” เป็นไฉน

ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา อันใด นี้เรียกว่า “สีลวิบัติ” ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิบัติ” ฉะนั้น คำว่า “สีลวิปตฺติ” หมายถึง ความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลวิบัติ” คืออะไร คือ ความล่วงละเมิดทางกาย เป็นต้น ความเป็นผู้ทุศีล ทุกอย่าง ชื่อว่า “ศีลวิบัติ” คำว่า “ทิฏฺฐิวิปตฺติ” หมายถึง มิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิวิบัติ” คือ อะไร คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล เป็นต้น

 

“ทิฏฐิวิบัติ” เป็นไฉน

ความเห็นว่า: (๑) ทานที่ให้แล้วไม่มีผล (๒) การบูชาไม่มีผล (๓) การบวงสรวงไม่มีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี (๕) โลกนี้ไม่มี (๖) โลกอื่นไม่มี (๗) มารดาไม่มี (๘) บิดาไม่มี (๙) สัตว์ที่จุติและอุบัติไม่มี (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ดังนี้ ทิฏฐิความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิวิบัติ” มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิวิบัติ”

 

[๘๗๑] “สีลสัมปทา” เป็นไฉน

ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลสัมปทา” ฉะนั้น

 

คำว่า “สีลสมฺปทา” ความว่า โสรัจจะ โสรัจจะ” คือ ความเสงี่ยม อัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดเรียบร้อยงดงาม มักคู่กับ “ขันติ” คือ ความอดทน อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ เรียกว่า “ธรรมทำให้งาม ๒”] นั่นเอง ที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลสัมปทา” คือ อะไร คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ดังนี้ เรียกชื่อว่า “ศีลสัมปทา” เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ แต่คำที่ล่าวในที่นี้ว่า “ศีลสังวร ทั้งหมด ชื่อว่า ศีลสัมปทา” นี้ กล่าวไว้ เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน และ คำว่า “ทิฏฺฐิสมฺปทา” หมายถึง “ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์” ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิสัมปทา” คืออะไร คือความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล เป็นต้น ซึ่งท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้

 

“ทิฏฐิสัมปทา” เป็นไฉน

ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๒) การบวงสรวงย่อมมีผล (๓) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่  (๔) โลกนี้มีอยู่ (๕) โลกอื่นมีอยู่ (๖) มารดามีอยู่ (๗) บิดามีอยู่ (๘) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๙) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

[๘๗๒] “สีลวิสุทธิ” เป็นไฉน

ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า “สีลวิสุทธิ” สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิสุทธิ”

 

“ทิฏฐิวิสุทธิ” เป็นไฉน

ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ] ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ [สัจจานุโลมิกญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค [มัคคญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยผล [ผลญาณ]

 

[๘๗๓] บทว่า “ความหมดจดแห่งทิฏฐิ” นั้น มีนิเทศว่า: ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

บทว่า “ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด” นั้น มีนิเทศว่า: การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ

 

ในคำว่า “สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ” นี้ ที่ชื่อว่า “สังเวคะ” ได้แก่ “ญาณทัศนะ–ญาณทัสสนะ” โดยการเห็น ความเกิดเป็นต้นโดยเป็นภัย อย่างนี้ว่า (๑) ชาติภัย–ความเกิดเป็นภัย (๒) ชราภัย–ความแก่เป็นภัย (๓) พยาธิภัย–ความเจ็บเป็นภัย (๔) มรณภัย–ความตายเป็นภัย คำว่า “สํเวชนียํ ฐานํ” หมายถึง “ชาติ–ชรา–พยาธิ–และ–มรณะ” ทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ท่านเรียกว่า “ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ” เพราะเป็นเหตุให้เกิดความสังเวชอย่างนี้ว่า “เกิดเป็นทุกข์–แก่เป็นทุกข์–เจ็บเป็นทุกข์–ตายเป็นทุกข์”  คำว่า “สํวิคฺคสฺส จ โยนิโสปธานํ”คือ ความเพียรโดยแยบคาย ของท่านผู้ที่เกิดความสังเวชอย่างนี้ คำนี้เป็นชื่อของความเพียรที่มาแล้วอย่างนี้ว่า

“ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น เพื่อความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้น” [สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔]

 

คำว่า “อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ” ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย “อสันตุฏฐิตา” นั้น (๑) บำเพ็ญศีลแล้ว ย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น (๒) ได้ฌานเเล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา (๓) เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง และ คำว่า “อปฺปฏิวานิตา ข ปธานสฺมึ” หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหัต แล้วไม่ท้อถอย ในความเพียรที่ริเริ่มขึ้นด้วยอำนาจ “ชาคริยานุโยค” ที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ “ (๑) การทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน (๒) การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน (๓) ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ (๔) การเสพคุ้น (๕) การทำให้มีขึ้น (๖) การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย”

 

คำว่า “วิชฺชา” ได้แก่ วิชชา ๓ คำว่า “วิมุตฺติ” ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ (๑) อธิมุตติแห่งจิต และ (๒) นิพพาน และในที่นี้ “สมาบัติ ๘” ชื่อว่า “อธิมุตติ” เพราะพ้นแล้วเป็นอันดีจากกิเลสทั้งหลายมีนิวรณ์ เป็นต้น “นิพพาน”  พึงทราบว่า ชื่อว่า “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง

 

คำว่า “ขเย ญานํ” ได้แก่ ญาณในอริยมรรค อันทำให้กิเลสสิ้นไป คำว่า “อนุปฺป เท ญาณํ” ได้แก่ ญาณในอริยผล อันเป็นผลที่ยังไม่เกิดโดยปฏิสนธิ หรือที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความไม่เกิดขึ้นแห่งกิเลสที่มรรคนั้นๆ

ฆ่าได้แล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คำว่า “ขเย ญาณํ” คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยมรรค คำว่า “อนุปฺปเท ญาณํ” คือ ญาณของผู้พรั่งพร้อมด้วยผล

 

[คำว่า “อิเม โข อาวุโส” เป็นต้น พึงประกอบความ ตามนัยที่กล่าวแล้วในหมวดหนึ่งนั้นแล พระเถระแสดงสามัคคีรส ด้วยอำนาจธรรมหมวดของ รวม ๓๕ คู่ ด้วยประการดังนี้แล นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมควรศึกษาเพิ่มเติมธรรมทั้งหมด ๓๕ คู่ ดังนี้]

 

จบ นิยามแห่งธรรมคู่ที่สำคัญ --------------------------

 

 

เพราะฉะนั้น “จิตที่ทรงสมาธิในจตุตถฌาน” นั้น เป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ [นิวรณ์ = กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง] อันเป็นอาการลักษณะของจิต [กองเจตสิกแห่งจิต] ที่อยู่ในขั้น “อนาคามิมรรค” และ “อนาคามีผล” ที่จะก้าวสู่ขั้น “พระอรหันต์” ต่อไป ซึ่งรวมทั้งจิตอันเป็นบาทฐานตั้งแต่ขั้น “โสดาบัน–สกทาคามี” ขึ้นมา [กลับไปพิจารณาทบทวนอริยมรรคและอริยผลอีกครั้งหนึ่ง ถึงขั้นตอนการกำจัดกิเลสทั้งหลาย] เมื่อกล่าวถึง คำว่า “อริยบุคคล” [พระอรหันต์] จึงหมายถึง “จิตที่ทรงสมาธิในจตุตถฌาน” ที่สหรคตด้วย “ธรรม ๑๒” และ “ธรรมคู่ ๑๐” ข้างต้นนั้น [พิจารณาทบทวนหลายๆ รอบ เพื่อประยุกต์ใช้ในการมนสิการกรรมฐาน นั่นคือ การปรับสภาพของภาวะจิตอยู่ในอาการลักษณะจิตเช่นนั้น] ฉะนั้น เพื่อให้ภาพรวมที่ชัดเจน ให้พิจารณารายละเอียดต่อไปนี้

  

 

ไตรสิกขา [วิสุทธิ ๗]

ศีล–อธิสีลสิกขา

สมาธิ–อธิจิตตสิกขา

ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา

ธรรมคู่ ๑๐

สีลวิบัติ–[ทิฏฐิวิบัติ]

มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

[สีลวิบัติทิฏฐิวิบัติ

สีลสัมปทา–[ทิฏฐิสัมปทา]

สติ–สัมปชัญญะ

[สีลสัมปทาทิฏฐิสัมปทา

สีลวิสุทธิ–[ทิฏฐิวิสุทธิ]

ปฏิสังขานพละ–ภาวนาพละ

[สีลวิสุทธิทิฏฐิวิสุทธิ

 

สมถะ–[วิปัสสนา]

[สมถะวิปัสสนา  

 

สมถนิมิต–ปัคคาหนิมิต  

ความหมดจดแห่งทิฏฐิ

 

ปัคคาหะ–อวิกเขปะ

ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

ไตรสิกขา  [วิสุทธิ ๗]

ศีล–อธิสีลสิกขา

สมาธิ–อธิจิตตสิกขา

ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา

ธรรม ๑๒ [ธรรมสมาธิ ๕–วิปัสสนูปกิเลส ๑๐]

 

ปราโมทย์–ความชื่นบานใจ

โอภาส–แสงสว่าง

 

ปีติ–ความปลื้มใจไปทั้งตัว

ญาณ–ความรู้ที่คมชัด [วิชชา ๓–ญาณ ๑๖]

 

ปัสสัทธิ–ความสงบกายใจ

 

 

สุข–ความสุขประณีตอย่างยิ่ง

 

 

เอกัคคตา–จิตตสมาธิ

 

 

อธิโมกข์–ศรัทธาแรงกล้า

 

 

ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี

 

 

อุปัฏฐาน–สติชัดแก่กล้า

 

 

อุเบกขา–จิตเป็นกลาง

 

 

นิกันติ–ความติดใจพอใจ

 

 

 

 

ดังนั้น บุคคลที่จะสามารถเจริญภาวนากรรมฐานได้อย่างเต็มกำลังนั้น คือ “พุทธบริษัท ๔” [ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา] ถ้าจะเป็นปุถุชนทั่วไปนั้น คงมีโอกาสทำได้ยากมาก เพราะต้องหากินด้วย “มิจฉาทิฏฐิ” หรือประกอบกิจการด้วย “กายทุจริต ๓–วจีทุกจริต ๔–มโนทุจริต ๓” [อกุศลกรรมบถ ๑๐] เป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ผู้บวชเป็นสมณเพศนั้น จึงเป็นผู้มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ที่จะได้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างแท้จริง หรือประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างเต็มกำลัง ไม่ต้องมาพะวงถึงวิถีชีวิตแบบชาวบ้านหรือปุถุชนทั่วไป ที่กล่าวเช่นนี้ หมายถึงถึง บุคคลที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อจะให้ถึงพระนิพพาน ถ้าไม่คิดที่จะคว้าถึงพระนิพพาน ก็ไม่รู้จะมาบวชหาวิมานอะไรในวัดหรือที่พักสงฆ์ [สำหนักปฏิบัติธรรม] ก็มีแต่จะสร้างอกุศลวิบากจิตหรืออกุศลกรรมให้เกิดขึ้นกับตน คือ เริ่มตั้งแต่การทุศีลจนถึงต้องอาบัติปาราชิต [อลัชชี–เดียรถีย์] เข้าไปสร้างให้พระศาสนามัวหมองเพราะกรรมของตนอันไม่ควรทำ บางคนแค่ศีล ๕ ข้อ หรือ ศีล ๑๐ ข้อ ยังไปไม่รอด อย่าไปว่าถึงศีล ๒๒๗ ข้อ เลย เข้าทำนองว่า วิชชาก็ไม่เกิด จรณะก็ไม่ทำ เป็นผู้ไม่ถึงพร้อมด้วย “วิชชาจรณสัมปันโน” จะแสดงอะไรออกมาก็ไม่งดงาม สมที่ว่าเป็น “บุคคลผู้มีคุณสมบัติเป็นพระพุทธเจ้า” [พุทธะ] ฉะนั้น ผู้ถือศีลหรือทรงศีลปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิได้ลุถึง “จตุตถฌาน” เรียกว่า “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ย่อมเป็นผู้สามารถเจริญต่อในวิปัสสนากัมมฐานได้อย่างก้าวหน้า เพราะพื้นฐานจิตดี เป็นผู้ไม่เสียดายโลกนี้แล้ว แต่ส่วนผู้ทุศีลหรือคนคิดชั่วปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิได้ลุถึง “จตุตถฌาน” เรียกว่า “มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ” ย่อมเป็นบุคคลที่อยากจะหลุดพ้นจากวัฏฏะหรือสังสารจักรยากมาก เพราะมีกิเลสที่แรงกล้ามาก [ราคะ–โทสะ–โมหะ] และย่อมมีแนวโน้มจะมุ่งไปฝ่ายธรรมต่ำ คือ ดิรัจฉานวิชา ไสยาศาสตร์ หมอเวทมนต์คาถา จนถึงหมอผี หมอดู หมอรักษาโรค หมอนวดเหยีบเส้นดึงเส้น เป็นต้น ข้อประเด็นที่คิดจะมาหลุดพ้นให้เหนือโลกนั้น จึงเป็นเรื่องที่แสนยาก กับบุคคลที่พัฒนาตนมาจากภาวะที่ผิด [มิจฉัตตะ ๑๐] คือ “จะทำ–จะพูด–จะคิด” มันก็มักจะในทางอกุศลได้ง่ายกว่าทางกุศล และประการสำคัญ พวกนี้ไม่ค่อยเชื่อหรือศรัทธาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” [กัมมผลสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา] ว่าการทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว จึงมีใจเพลิดเพลินในการทำชั่วอย่างไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือตั้งใจให้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนมีจิตทำชั่วไว้ครอง อาจพิจารณาเห็นมีความมั่งมีมาก แต่กินข้าวไม่ไหลเลื่อน คำข้าวมันติดคอ มีคติ ๒ ในนรกกับอสุรกาย ซึ่งแตกต่างจากคน “ทำดี–พูดดี–คิดดี” จะก้าวจะเดินไปทางไหน ก็ไม่ประกอบด้วยความเดือดร้อนเป็นทุกข์ คือ สุขกายสบายใจ เหมาะที่ผู้ประกอบกรรมดี ที่จะเจริญก้าวหน้าในพระธรรมวินัยนี้ มีแต่ใจใฝ่ในกุศลธรรมตามแนวคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่รู้จักเบื่อหน่าย เจริญภาวนากรรมฐานปฏิบัติธรรมไม่ขาดมีนิตยกาลไม่เสื่อมถอย ที่สำหรับไม่พึงปรารถนาคบพวกคนชั่วๆ ทำชั่วๆ พูดชั่วๆ คิดชั่วๆ มาเป็นมิตรผู้จองผลาญให้ถึงฉิบหายทุกเวลา

  

สำหรับด่านแรกในการปฏิบัตินั่งสมาธินั่น คือ การประพฤติตามหลักธรรม “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] อันมีข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [ให้พิจารณาถึงการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ด้วย] เมื่อศีลบริสุทธิ์ดีพร้อมแล้วด้วยอินทรียสังวร ก็ให้ก้าวสู่จิตที่ปบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ด้วยการเจริญฌาน แล้วพัฒนาปัญญาให้บริสุทธิ์จนบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑ โดยปฏิบัติตามลำดับโดย “ญาณ ๑๖” [วิปัสสนาพละ] ควบคู่ไปพร้อมกับ “ฌาน ๔” [สมถพละ] หรือในอีกกรณีหนึ่ง ให้ถือมนสิการกรรมฐาน [กรรมฐาน ๔๐: กสิณ ๑๐–อสุภะ ๑๐–อนุสติ ๑๐–อัปปมัญญา ๔–อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑–จตุธาตุววัฏฐาน ๑–อรูป ๔] อยู่เป็นนิตย์ ด้วย “อนุปัสสนา ๓” [อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] หรือ “อนุปัสสนา ๗” [อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา] เพื่อให้เกิดปัญญาที่หลากหลาย ได้แก่ (๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว–ด้วยการเจริญอนิจจานุปัสสนา (๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส–ด้วยการเจริญทุกขานุปัสสนา (๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก–ด้วยการเจริญอนัตตานุปัสสนา (๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า–ด้วยการเจริญนิพพิทานุปัสสนา (๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง–ด้วยการเจริญวิราคานุปัสสนา (๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง = ปัญญาถึงความหยั่งลงในความลึกซึ้ง–ด้วยการเจริญนิโรธานุปัสสนา (๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ แล้วพัฒนาไปสู่–ด้วยการเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา (๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน–ด้วยการเจริญปัญญาทั้ง ๗ ให้ถึงพร้อม (๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา–ด้วยการเจริญปฏิสัมภิทา ๔ (๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง–ด้วยการเจริญปุถุปัญญาให้ถึงพร้อม

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่จะเห็นทางไปสู่นิพพานได้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมี “ปัญญาสามัญ–ปัญญาแห่งโลกียะ” จนก้าวถึงพร้อมด้วย “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่งแห่งโลกุตตระ” การเกิดปัญญาปฏิสังยุตด้วย “สัมมาทิฏฐิ” จึงเป็นเรื่องสำคัญในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญญาที่เห็นความตั้งมั่นแห่งธรรมที่มั่นคง “ธรรมฐิติ” หรือสามารถเข้าถึง “ธัมมัฏฐิติญาณ” คือ ปัญญารู้เห็นเหตุหรือปัจจัยธรรมในหลัก “ปัจจยาการ–ปัจจยปริคคหญาณ” [อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ตถตา] นั่นคือ การเกิดปัญญาเห็นความจริงตามเป็นจริง [ยถา ปชานํ] แห่ง “ธรรมจักร” คือ อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง [อกุศลธรรม–กุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] เพราะฉะนั้น (๑) ความรู้แห่งผลหรือความหมายที่จะเกิดขึ้นเพียงแค่อย่างเดียวนั้น [อัตถปฏิสัมภิทา] ยังไม่เพียงพอ (๒) ต้องรู้ถึงวิธีใช้แนวทางให้เข้าถึงธรรมแห่งนัยนั้นๆ ด้วย [ธัมมปฏิสัมภิทา] (๓) มีสามารถในการขบด้วยทฤษฎีที่สามารถสื่อสารนัยหรืออรรถะได้อย่างคล่องปากด้วยภาษาที่โลกสมมติ [นิรุตติปฏิสัมภิทา] และ (๔) ยังต้องมีแววส่อถึงไหวพริบปฏิภาณที่สหรคตด้วยความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดประยุกต์ดัดแปลง [ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] ภาวะดังกล่าวนี้ คือ ภูมิปัญญาแห่งพระอรหันต์ผู้บรรลุถึง “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” [ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕) คือ ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔] คุณบทแห่งอริยบุคคลดังกล่าวนี้ เป็นดัชนีบ่งบอกถึง “สัจจภาวะแห่งอริยสาวกของพระตถาคต” อย่างแท้จริงในขั้นเริ่มต้น ที่เหนือจาก “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี” ไม่ใช่ของปลอมหรือของเลียนแบบทั้งสิ้น ถ้าตั้งใจอธิษฐานทำจริงแล้ว จะใช้เวลานานแค่ไหน จะแลกด้วยชีวิตก็ต้องทำ [ก็อย่าไปเร่งญาณสมาธิกับช้างป่าก็แล้วกัน ไม่ใช่กิจของสงฆ์ มันกระทืบขี้แตกมาหลายรูปแล้ว เพราะไม่ได้ใช้ปัญญาไม่พิจารณาธรรมถึงด้วย “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ หรือพูดง่ายๆ ไม่รู้จริงในเหตุและผลแห่งกาลทั้ง ๓ ได้แก่ อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ เพราะอวิชชากินหัวกระบาลอย่างหนัก ไม่มีสติสัมปชัญญะ นั่นเอง  แต่ถ้าคิดว่า เป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา” แต่ลืมใช้สติสัมปชัญญะ เลยมีความคิดดำริโดยวิปริตไป แทนที่จะเกิด “สติสัมปชัญญะ” คือ ความระลึกได้–ความรู้ตัว–ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก ในธรรม ๔ ประการ ได้แก่ สาตถกสัมปชัญญะ–สัปปายสัมปชัญญะ–โคจรสัมปชัญญะ–อสัมโมหสัมปชัญญะ] อนึ่ง อย่าลืมว่า “สมาธิและปัญญาทำให้บุคคลนั้น หลุดพ้นจากกรรมหรือตัดกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันที่จะเป็นวิบากถึงตน” [อโหสิกรรม] อย่างเช่น มีปัญญาในการเจริญอัปปมัญญาธรรม เพื่อให้จิตเป็นมหากุศลวิบากจิตในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ หรือก้าวสู่โลกุตตรภูมิตามปรีชาสามารถ

 

ดังนั้น ปัญญาเห็นธรรมใน “อาณาจักรธรรมแห่งธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” นั้น เป็นปัญญาขั้นแรกในการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นในขณะจิตเป็นสมาธิแห่งฌานจิต ที่สามารถดับความไม่รู้จริงได้จริง [อวิชชา] นั่นคือ จิตของบุคคลนั้น [สมาธิ–ปัญญา] ย่อมสัมปยุตต์ด้วย (๑) อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔ (๒) กาลทั้ง ๓–ญาณ ๓ และ (๓) อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ถ้าไม่รู้จริงหรือความไม่รู้แจ้งในธรรม ๓ อย่างนี้ เรียกว่า “อวิชชา ๔” [ไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔] หรือ “อวิชชา ๘” ดังนี้

 

[อริยสัจจ์ ๔] = ทุกขญาณ–สมุทยญาณ–นิโรธญาณ–มัคคญาณ [ปัญญากำหนดรู้] หรือ ทุกขญาณ–ทุกขสมุทยญาณ–ทุกขนิโรธญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ [ปัญญาเห็นธรรม]

(๑) ไม่รู้ในทุกข์

(๒) ไม่รู้ในทุกขสมุทัย 

(๓) ไม่รู้ในทุกขนิโรธ

(๔) ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา 

[กาลทั้ง ๓–อัทธา ๓–ญาณ ๓] = อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ

(๕) ไม่รู้ในส่วนอดีต

(๖) ไม่รู้ในส่วนอนาคต 

(๗) ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต–ส่วนปัจจุบัน

[ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] = ธัมมัฏฐิติญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ 

(๘) ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา 

 

ข้อถึงสังเกต: คือ “ฌาน–Absorptions” [จตุตถฌาน ทำให้เกิด อภิญญา ๕–วิชชา ๓] กับ “ญาณ–Insights” [วิปัสสนาญาณ ๑๐–วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ] ทำให้ดับ “อวิชชา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ฌานสมาธิแล้ว ที่ใช้เป็นบาทฐานในวิปัสสนา [ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ] นั้น เมื่อเจริญญาณในวิปัสสนาด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ–ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖ และ ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) กับ “ปัจจยปริคคหญาณ [ธัมมัฏฐิติญาณจุตูปปาตญาณ [ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖ และ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ในอันดับต่อไป ย่อมสามารถเกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ หรือญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์นั่นคือ ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็น “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖ และ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๑๐ อันเป็นแนวทางหนีให้พ้นจากสังขารหรือสังขตธรรมเพื่อให้เข้ามรรค เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” ได้แก่ สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขารญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ) เมื่อทุบขันธ์ ๕ ได้แล้ว จึงจะก้าวข้ามจากปุถุชนถึงอริยบุคคลโดย “โคตรภูญาณ” ไปสู่ “มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ” แล้วถึงความตรัสรู้ด้วย “อาสวักขยญาณ” [สัมโพธิญาณ] จึงสามารถบรรลุเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ได้ นั่นเอง

 

ดังนั้น การเข้าใจอย่างถูกต้องในเส้นทางแห่งอริยมรรคนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ใช่ตะบันหน้าเรื่อยไปไม่รู้ยับยั้งด้วย “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา” [ปฏิสัมภิทา ๔ ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในความหมาย ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในหลักธรรม ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในภาษา ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ ๑] เพราะฉะนั้น ภาวะที่จะเข้าถึง “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ–อาสวักขยญาณ] ได้นั้น จึงมีความซับซ้อนของธรรมทั้งปวง อันเป็นปัญญาที่เกิดในวิปัสสนาภูมิ [ปัญญาภูมิ] ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ ภาวะที่จิตประกอบด้วยปัญญาโดยใช้เหตุผลในโยนิโสมนสิการ ในการบ่มฟักปัญญาให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ทั้ง (๑) ค้นคว้าศึกษาวิจัยธรรม  และรวมทั้ง (๒) การลงมือปฏิบัติในภาคสนามแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างแท้จริง การพิจารณาไตร่ตรองที่มองภาพรวมแห่งการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ ที่ไม่เห็นภาพอย่างแท้จริง จึงนำมาซึ่งความล้มเหลว แม้แต่การเริ่มต้นคิด ก็ประกอบด้วยความคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง การดำเนินชีวิตในการปฏิบัติธรรมนั้น ทุกฝีก้าวนั้น ต้องประกอบด้วยการขัดเกลากิเลสทั้งหลายให้หมดไป ซึ่งหมายถึง “วิสุทธิ ๗” ที่สัมปยุตต์กับ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” อันเป็นหลักสำคัญๆ [รวมทั้ง อนุปุพพปฏิปทา: อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗] ฉะนั้น การเข้าถึงภาวะจิต ที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” [ญาณสัมปยุตต์] จึงภาพองค์รวมตามอรรถแห่ง “ธรรมจักร” [ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร] นั้นเอง คือ การเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง [อกุศลธรรม–กุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] ที่มาประชุมรวมกันเป็นเพียงหนึ่งเดียวแห่งเอกภาพอันอุดมด้วยปัญญาที่ส่องเห็นแสงสว่างแห่งปัญญา [มนสิการเห็นลักษณะสากลแห่งธรรมทั้งหลาย = อุปมาน–สังเคราะห์ Induction–Synthesis] โดยธรรมเหล่านั้น ต่างไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน [พิจารณาเห็นลักษณะเฉพาะแห่งธรรมนั้นๆ = อนุมาน–วิเคราะห์ Deduction–Analysis] เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง จึงเป็นบุคคลที่สามารถตรัสรู้ธรรมด้วยปัญญาเช่นกัน

 

เพราะฉะนั้น การก้าวสู่ “ปัญญาเห็นธรรม” ที่สัมปยุตต์ด้วย (๑) ฝ่ายสมถพละ [จตุตถฌาน] ได้แก่ “อภิญญา ๕–ญาณ ๒” กับ (๒) ฝ่ายวิปัสสนาพละ ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔–ญาณ ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ (๓) ฝ่ายทุบขันธ์ ๕ [วุฏฐานคามิปีปฏิปทา] ได้แก่ “วิปัสสนาญาณ ๑๐” ซึ่งเป็นเรื่องปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เพื่อก้าวสู่ “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องสามารถตามทันการว่า ตำแหน่งที่เกิด  “ปัญญาเห็นธรรม” อยู่ตรงเขตพรหมแดนปัญญาใด ณ ขณะนั้น สมัยนั้น เพื่อให้สามารถต่อยอดปัญญาขึ้นไปให้สูงอีก ตามหลักแนวคิดทางสายกลางแห่งปัญญา [เริ่มด้วยปัญญา ๑ ดำเนินด้วยปัญญา ๑ นำไปสู่ปัญญา ๑] คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำจัด “มิจฉาทิฏฐิ” [ที่สุด ๒ อย่าง–ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓–ลักทธินอกพระพุทธศาสนา ๓] เพราะฉะนั้น ถึงพิจารณาถึงธรรมทั้งหลาย ที่สัมปยุตต์อยู่เป็นพื้นฐาน [รูปฌาน ๔–ไตรสิกขา–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อริยสัจจ์ ๕–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–วิสุทธิ ๗–ญาณ ๑๖–ไตรลักษณ์–วุฏฐานคามินีปฏิปทา] ให้พิจารณาถึงภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

หมายเหตุ:

ให้เปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง “วิชชา ๓” กับ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ถึงขั้น “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] ดังนี้

(๑) ปุพเพนิวาสานุสติ (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) = นามรูปปริจเฉทญาณ (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖)

(๒) จุตูปปาตญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) = ปัจจยปริคคหญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖)

 

อนึ่ง สำหรับหลักธรรม “ไตรสิสกขา” หมายถึง “เสขปฏิปทา–มงคลปฏิปทา = อริยสาวกผู้ปฏิบัติเสขปฏิปทา เรียกว่า ‘ผู้ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ อันเป็นไปเพื่อห้องแห่งวิปัสสนา’ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 69 FILE 20) ดังนี้” [จรณะ ๑๕: สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔] ข้อพึงพิจารณาเพิ่มเติม คือ พระอานนท์เป็นพหูสูตทรงพระไตรปิฎก ท่านสามารถจะกล่าวสิกขาทั้งสามด้วยปิฎกทั้งสามได้ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 65 FILE 20) โดยมีนัย ดังนี้

(๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด

(๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด

(๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด

 

ส่วน “อเสขปฏิปทา” หมายถึง “สัมมัตตะ ๑๐” ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ [อริยมรรค ๔] –สัมมญาณ [อริยผล ๔] –สัมมาวิมุตติ [อรหัตตวิมุตติ]

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ พระสัตถุสาสน์ของพระศาสดานั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทาง “มัชฌิมาปฏิปทา” นั้น สามารถรู้เห็นผลแห่งการปฏิบัติอธิคมธรรมหรือคุณวิเศษแห่งพระธรรมวินัย [ปาพจน์] นี้ เป็นจริงตามคำสอนของพระองค์อย่างน่าอัศจรรย์ ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ซึ่งเรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ฉะนั้น คำที่กล่าวว่า: “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นตถาคต” เป็นจริงทุกประการ เพราะพระตถาคตผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า “ธรรมกาย” [พรหมกาย–ธรรมภูต–พรหมภูต] (พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 150 FILE 15) ฉะนั้น “ธรรมกายคือพระตถาคต” ตามความจริงแล้ว “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] นั้น ย่อมชื่อว่า “พระกายของพระตถาคต” (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้าที่ 283 FILE 27) เนื่องจาก ธรรมทั้งหลายมีแหล่งกำเนิดจาก “รูปกาย–นามกาย” ของผู้ปฏิบัติธรรมเอง ไม่ใช่จากค่างกายจิตวิญญาณของผู้อื่น กองธรรมทั้งหลายเกิดจากการพิจารณาธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” ภายในตัวตนของตนเองเป็นหลัก คำว่า “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม] ก็หมายถึง การรู้เห็น “ขันธ์ ๕” ของตนเอง พิจารณาดู ไตร่ตรองดู โดยใช้หรือกำหนดสติตามพิจารณาภาวะจิต [วิถีจิต–ในวิญญาณปวัตติ ๑๔] ของตนเอง โดยอาศัยภูมิปัญญาในการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นเกณฑ์ [ปฏิปัตติสัทธรรม = ไตรสิกขา–อริยมรรคมีองค์ ๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์] ในการพิจารณาธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น โดยไตร่ตรองว่า:

(๑) ทำไมจิตมันถึงเป็นทุกข์ไม่เลิกสักที ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [นามรูปปริจเฉทญาณ] แล้ว

(๒) ค้นหาสาเหตุแห่งทุกข์นั้น [ปัจจยปริคคหญาณ] หลังจากนั้น

(๓) ก็คิดหาอุบายวิธีที่จะดับเหตุแห่งทุกข์นั้นเสีย [วิปัสสนาญาณ ๑๐–โคตรภูญาณ]

(๔) โดยทำความเข้าใจว่า สภาพที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์เป็นเช่นใด เพื่อจะได้เข้าให้ถึงภาวะเช่นนั้นให้ได้ [มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ] ที่เรียกว่า “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” [อมตธาตุ]

 

ในการพิจารณาสภาวธรรมซ้ำๆ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิจนถึงขั้น “จตุตถฌาน” หรือ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร–จิตปราศจากนิวรณ์” จึงเป็นปทัฏฐานสำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้ ไม่ใช่การนั่งคิด นอนคิด ที่จิตยังสกปรกด้วยกิเลสตัณหาโดยวิปริต [วิปลาส ๔: สัญญาวิปลาส–จิตตวิปลาส–ทิฏฐิวิปลาส นำไปสู่วิปลาสที่ ๔ คือ (๑) เห็นไม่เที่ยง เป็นเที่ยง (๒) เห็นทุกข์ เป็นสุข (๓) เห็นไม่มีตัวตน มีตัวตน (๔) เห็นไม่งาม เป็นงาม นั่นคือ เป็นผู้มีความคิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นโดยธรรมชาติ] ดังนั้น การรักษาจิตให้ดำรงอยู่ในอารมณ์แห่งกรรมฐานอย่างถูกต้อง จึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมจะละเลิกไม่ได้เด็ดขาด โดยไม่แสวงหาสิ่งที่เป็นทุกข์มาไว้ในความครอบครองของตน ให้จิตไปผูกเกี่ยว ไปเกี่ยวข้อง ไปผูกรัดไว้ ในสิ่งนั้นๆ ด้วยกิเลสตัณหาของตน [ราคะ–โทสะ–โมหะ] อย่างหรก็ตาม ปัญญาทั้งหลายที่เกิดจากการเจริญภาวนานั้น เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” นั่นคือ การหมั่นเพียรเจริญภาวนากรรมฐาน [มนสิการกรรมฐาน = กรรมฐาน ๔๐] ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–และ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ในปฏิปทาอันยิ่งนี้ จะบาดไม่ได้ในการเจริญภาวนากรรมฐาน โดยเด็ดขาด ฉะนั้น ธรรมเครื่องนำไปสู่ปัญญาไม่เว้นขาดแห่งนิตยกาล ได้แก่ (๑) “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาท (๒)เพราะมีสติสัมปชัญญะแห่ง “โยนิโสมนสิการ” (๓) ด้วยการคบหามิตรที่ดี มิตรแท้ผู้เป็นกัลยาณมิตร “กัลยาณมิตตตา” ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายนั้น จึงเกิดขึ้นได้ในทุกข้อธรรม ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมตั้งใจพิจารณาให้เห็นความสัมพันธ์กับธรรมอื่นด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4876952