๑๐๘. สัมปยุตตธรรมแห่งโพธิปักขิยธรรม

          The Combinations of Enlightenment

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1073

ความสำคัญของบทความ

 

ข้อประเด็นสำคัญที่สุดในการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธินั้น คือ การเข้าถึงภาวะที่เรียกว่า “ปัญญาเห็นธรรม” คือ รู้เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เห็นในทุกมุมองศาแห่งปัญญารอบรู้ รู้เห็นตามอริยสัจจธรรม รู้เห็นตามมิติความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย รู้เห็นเหนือกาลเวลาทั้ง ๓ อย่าง นั่นคือ รู้เห็นใน “อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง” ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–และ–โลกุตตรธรรม สิ่งเหล่านี้ ก็เรียกว่า “ธรรมจักร” นั่นเอง  ความที่รู้เห็นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเข้าใจอย่างถูกต้องโดย “ปรโตโฆสะ” คิดอย่างถูกวิธีโดย “โยนิโสมนสิการ” เกิดจิตสว่างไสวโดยสมาธิแห่ง “ญาณทัสสนะ” และ เกิดปัญญารู้รอบด้วย “วิปัสสนาญาณ” ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า วิจัยธรรม ด้วย “ไตรสิกขา” ก็เป็นอันว่า มีปัญญาแตกฉานใน (๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด เพราะดำเนินด้วยปัญญา ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด เพราะดำเนินด้วยปัญญา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ (๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด เพราะดำเนินด้วยปัญญา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นั่นคือ ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันปฏิสังยุตด้วย “วิสุทธิ ๗” ที่จะทำให้ “ไตรสิกขา” ทั้งหมดบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย [วีติกมกิเลส ด้วยศีล–ปริยุฏฐานกิเลส ด้วยสมาธิ–อนุสยกิเลส ด้วยปัญญา] ด้วยการเจริญ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” อย่างไรก็ตาม หลักธรรมอะไรที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาเห็นความจริงในการจะเกิด (๑) ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง (๒) ปัญญาตรัสรู้ และ (๓) สัจจภาวะแห่งนิพพาน ได้จริงตามขั้นตอนนั้น ดังนั้น ธรรมเหล่านั้นต้องเป็นธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ และ (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ต้องสัมปยุตต์ด้วยธรรมแห่งการตรัสรู้ ๔ ประการ ได้แก่ (๑) วิเวก ๕: ความสงัด ความปลีกออก (๒) วิราคะ ๕: ความคลายกำหนัด ความสำรอกออกได้ (๓) นิโรธ ๕: ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น (๔) โวสสัคคะ ๕: ความสละ ความปล่อย รวมทั้งการเข้าถึง “นิพพาน” ด้วยธรรม ๑ ประการ (๕) วิมุตติ ๕: ความหลุดพ้น เพราะ “นิพพาน” [วิวัฏฏะ] ย่อมหมายถึง พ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ ความเข้าใจถึงกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่สัมปยุตต์ใน “วิเวกกถา” จึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยแยก “สติปัฏฐาน ๔” ไว้ตามหาก อันเป็นการตั้งสติและสัมปชัญญะให้มั่นคงก่อนในอันดับแรก ด้วย อนุปัสสนา ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนา–เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–และ–ธัมมานุปัสสนา ที่สหรคตด้วย “อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๐๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – สัมปยุตตธรรมแห่งโพธิปักขิยธรรม

 

ความเข้าใจที่ถูกต้องตามวิธีในขั้นตอนหรือแนวทางสำหรับการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องสำคัญ ย่อมเปรียบเสมือนเข็มทิศหรือแผนที่กำหนดทิศทางในการเดินทางไปยังเป้าหมายที่ไม่ผิดทาง ทำให้ไม่เสียเวลาที่คุ้มค่าในการจัดการกิจหน้าที่นั้น ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ และให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปในอริยมรรค จนถึง “กระแสแห่งนิพพาน” ได้จริง และแล้วอะไรคือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องอันไม่ผิดพลาด ที่ควรยึดเป็นแนวทางดำเนินที่ถูกต้องเช่นกัน เพื่อสร้าง (๑) ความเห็นชอบ ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔–กาลทั้ง ๓ อย่าง–ปัจจยาการ–ไตรลักษณ์” และสร้าง (๒) กระบวนคิดที่ถูกต้องโดยชอบ ได้แก่ ฝักใฝ่แท้จริงใน “กุศลกรรมบถ ๑๐” และปฏิเสธใน “อกุศลกรรมบถ ๑๐” นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้ยึดมั่นด้วยศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าใน “พุทธโอวาท ๓” หมายถึง แนวทางดำเนินวิถีชีวิตตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคต[สัมมัปปธาน ๔: สังวรปธาน–เพียรระวังปิดกั้น ปหานปธาน–เพียรละกำจัด ภาวนาปธาน–เพียรเจริญก่อให้เกิด อนุรักขนาปธาน–เพียรรักษาเจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์] ได้แก่

(๑) “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” ไม่ทำความชั่วทั้งปวง

(๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” ทำความดีให้เพียบพร้อม

(๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

 

 

ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายในพระสัตถุสาสน์และความเพียรใหญ่ดังกล่าวนี้ ย่อมสัมปยุตต์ประชุมรวมเป็นอันเดียวกันกับ “อิทธิบาท ๔” [The Path of Accomplishment] หมายถึง ธรรมคุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย นั่นคือ “นิพพาน” ได้แก่  

(๑) “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยศรัทธาหรือความเชื่อประกอบการใช้เหตุผล ที่เรียกว่า “สัทธา ๔” ได้แก่ (๑) “กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา–ตถาคตโพธิสัทธา” และ (๒) “อาคมนสัทธา–อธิคมสัทธา–โอกัปปนสัทธา–ปสาทสัทธา”

(๒) “วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย เป็นผู้ประกอบด้วยความตื่นในการกิจนั้นๆ ด้วย “ชาคริยานุโยค”

(๒) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำอยู่ตลอด ด้วยจิตที่ปฏิสังยุตด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” แห่งรูปฌานสมาบัติ ด้วยหมายเอา “จตุตถฌาน” เป็นหลักสำคัญยิ่ง

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น ด้วยวิธีคิดที่ถูกต้องด้วยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยโดย “โยนิโสมนสิการ”

 

 

เพราะฉะนั้น ปัญญาแตกฉานที่ประกอบด้วย (๑) รู้รอบแห่งผลด้วยความหมาย = อัตถปฏิสัมภิทา (๒) รู้รอบแห่งเหตุที่จะส่งผลกระทบตามมา = ธัมมปฏิสัมภิทา (๓) รู้รอบแห่งพาหุสัจจะ [ได้ยินได้ฟังมาก–จดจำไว้ได้–คล่องปาก–เจนใจ–ขบได้ด้วยทฤษฎี] ด้วยภาษา = นิรุตติปฏิสัมภิทา (๔) รู้รอบแห่งปฏิภาณ [ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–ความคิดประยุกต์ดัดแปลง] = ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ในภาวะที่เกิดปัญญาแตกฉานนั้น ย่อมเกิดจากการเจริญภาวนากรรมฐาน หรือที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” [กรรมฐาน ๔๐: สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา ได้แก่ กสิณ ๑๐–อสุภะ ๑๐–อนุสติ ๑๐–อัปปมัญญา ๔–อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑–จตุธาตุววัฏฐาน ๑–อรูป ๔] ด้วยการเจริญด้วยข้อประพฤติปฏิบัติตามลำดับ ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา ๔” ได้แก่ “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดภาวะทางปัญญาแตกฉาน ที่เรียกว่า “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยมหาผลานิสงส์แห่งการเจริญ “อนุปัสสนา ๗” ที่เจริญให้มาก ทำให้มาก ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ย่อมเกิดความงอกงามทางปัญญาญาณ [ภาวนามยปัญญา] ที่เรียกว่า “ปัญญา ๑๐” ดังนี้

(๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว–ด้วยการเจริญอนิจจานุปัสสนา

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส–ด้วยการเจริญทุกขานุปัสสนา

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก–ด้วยการเจริญอนัตตานุปัสสนา

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า–ด้วยการเจริญนิพพิทานุปัสสนา

(๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง–ด้วยการเจริญวิราคานุปัสสนา

(๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาหยั่งลึกซึ้ง–ด้วยการเจริญนิโรธานุปัสสนา

(๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้พัฒนาไปสู่เจริญยิ่ง–ด้วยการเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน–ด้วยการเจริญปัญญาทั้ง ๗ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา–ด้วยการเจริญปฏิสัมภิทา ๔ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง–ด้วยการเจริญปุถุปัญญาให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

 

 

ด้วยเหตุนี้ ในการออกบวชเป็นสมณะนั้น คือ “ภิกษุ–ภิกษุณี” นั้น ย่อมไม่ได้เป็นไปเพื่อความโง่เขลา ให้เกิดการเบาปัญญาแต่ประการใด อย่างเด็ดขาด เพราะคุณสมบัติแห่งสมณะนั้น คือ (๑) เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาญาณ [พหูสูต–ปราชญ์มุนี] และ (๒) เป็นผู้ถือว่ามีคุณสมบัติแห่งพระพุทธเจ้า [พุทธะ] ฉะนั้น หลักเกณฑ์ในการพัฒนาตน [อัตตสัมปทา = ภาวิตัตต์: ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตสมาธิ–ภาวิตปัญญา อันเป็นบาทวิถีเข้าสู่ความเป็นพระอรหันตขีณาสพ] โดยทั่วไป ย่อมหมายถึง “ภาวนา ๔” ดังนี้

  

“ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ–การทำให้เป็นให้มีขึ้น–การฝึกอบรม–การพัฒนา ได้แก่   

(๑) “กายภาวนา” คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

(๒) “สีลภาวนา” คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน

(๓) “จิตตภาวนา” คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น

(๔) “ปัญญาภาวนา” คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา  

 

 

แต่ถ้าหมายถึงการพัฒนาจิตใจให้เจริญงอกงามยิ่ง [คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อนำไปสู่ปัญญา] ย่อมมีอรรถถึง “ภาวนา ๒” [ฌาน ๒: การเพ่งอารมณ์และสามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์] ดังนี้

 

“ภาวนา ๒” [กรรมฐาน] หมายถึง การเจริญ–การทำให้เกิดให้มีขึ้น–การฝึกอบรมจิตใจ ได้แก่   

(๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ การเพ่งด้วยฌาน การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งอารมณ์โดยกรรมฐาน ๔๐ อย่าง ได้แก่ “สมาบัติ ๘” คือ รูปฌาน ๔–และ–อรูปฌาน ๔

(๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา การเพ่งด้วยฌาน การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” คือ การเพ่งลักษณะนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ วิปัสสนา–มรรค–และ–ผล นั่นคือ ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ

 

 

นอกจากนี้ คำว่า “สมณะแห่งพระธรรมวินัยนี้ [ปาพจน์ รวมทั้ง ผู้ที่ถือตนเป็น “พุทธมามกะ” นั้น คือ ผู้ที่ต้องศึกษาค้นคว้าหรือวิจัยธรรม [ธัมมวิจยะ] ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] อนึ่ง สำหรับหลักธรรม “ไตรสิสกขา” หมายถึง “เสขปฏิปทา–มงคลปฏิปทา = อริยสาวกผู้ปฏิบัติเสขปฏิปทา เรียกว่า ‘ผู้ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ อันเป็นไปเพื่อห้องแห่งวิปัสสนา’ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 69 FILE 20) ดังนี้” [จรณะ ๑๕: สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔] ข้อพึงพิจารณาเพิ่มเติม คือ พระอานนท์เป็นพหูสูตทรงพระไตรปิฎก ท่านสามารถจะกล่าวสิกขาทั้งสามด้วยปิฎกทั้งสามได้ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 65 FILE 20) โดยมีนัย ดังนี้

(๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด

(๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด

(๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด

 

ด้วยเหตุนี้ คำว่า “สมณะ” [พุทธมามกะ] จึงหมายถึง ผู้ประกอบด้วย “ปัญญา ๓” อย่างแท้จริง ดังนี้

 

“ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง = สัมปชัญญะ หรือ ญาณ ได้แก่   

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง นั่นคือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

(๒) “สุตมยปัญญา” คือปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” นั่นคือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรมด้วยการทำกุศลกรรมใน “โยนิโสมนสิการ” ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน   

 

 

นอกจากนี้ คำว่า “ปัญญา” ยังหมายรวมถึง “สัมปชัญญะ” [สติสัมปชัญญะ] ดังนี้

 

“สติ” ได้แก่ สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ: สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

 

“สัมปชัญญะ” ได้แก่ ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

“สัมปชัญญะ ๔” หมายถึง ความรู้ตัว–ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก ได้แก่  

(๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือ ตระหนักในจุดหมาย นั่นคือ รู้ตัวตระหนักชัดว่า: “สิ่งที่กระทำนั้นมีประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างไรหรือไม่” หรือว่า “อะไรควรเป็นจุดหมายของการกระทำนั้น” เช่น ผู้เจริญกรรมฐาน เมื่อจะไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง มิใช่สักว่ารู้สึกหรือนึกขึ้นมาว่าจะไป ก็ไป แต่ตระหนักว่าเมื่อไปแล้วจะได้ปีติสุขหรือความสงบใจ ช่วยให้เกิดความเจริญโดยธรรมจึงไป โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะเลือกทำสิ่งที่ตรงกับวัตถุประสงค์หรืออำนวยประโยชน์ที่มุ่งหมาย  

(๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือ ตระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล นั่นคือ รู้ตัวตระหนักชัดว่า: “สิ่งของนั้น การกระทำนั้น ที่ที่จะไปนั้น เหมาะกันกับตน เกื้อกูลแก่สุขภาพ แก่กิจเอื้อต่อการสละละลดแห่งอกุศลธรรมและการเกิดขึ้นเจริญงอกงามแห่งกุศลธรรม จึงใช้ จึงทำจึงไป หรือเลือกให้เหมาะ” เช่น ภิกษุใช้จีวรที่เหมาะกับดินฟ้าอากาศและเหมาะกับภาวะของตนที่เป็นสมณะ ผู้เจริญกรรมฐานจะไปฟังธรรมอันมีประโยชน์ในที่ชุมนุมใหญ่ แต่รู้ว่ามีอารมณ์ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อกรรมฐาน ก็ไม่ไป โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะเลือกทำแต่สิ่งที่เหมาะสบาย เอื้อต่อกาย จิต ชีวิต กิจ พื้นภูมิ และ ภาวะของตน  

(๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือ ตระหนักในแดนงานของตน นั่นคือ รู้ตัวตระหนักชัดอยู่ตลอดเวลาถึง: “สิ่งที่เป็นกิจ หน้าที่ เป็นตัวงาน เป็นจุดของเรื่องที่ตนกระทำ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรอื่น ก็รู้ตระหนักอยู่ ไม่ปล่อยให้เลือนหายไป มิใช่ว่าพอทำอะไรอื่น หรือไปพบกับสิ่งอื่นเรื่องอื่น ก็เตลิดเพริดไปกับสิ่งนั้นเรื่องนั้น เป็นนกบินไม่กลับรัง โดยเฉพาะการไม่ทิ้งอารมณ์กรรมฐาน ซึ่งรวมถึงการบำเพ็ญจิตภาวนาและปัญญาภาวนาในกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวัน” โดยสาระคือ ความรู้ตระหนักที่จะคุมกายและจิตไว้ให้อยู่ในกิจ ในประเด็น หรือ แดนงานของตน ไม่ให้เขว เตลิด เลื่อนลอย หรือ หลงลืมไปเสีย  

(๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือ ตระหนักในตัวเนื้อหาสภาวะ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน นั่นคือ “เมื่อไปไหน ทำอะไร ก็รู้ตัวตระหนักชัดในการเคลื่อนไหว หรือในการกระทำนั้น และในสิ่งที่กระทำนั้น ไม่หลง ไม่สับสนเงอะงะฟั่นเฟือน เข้าใจล่วงตลอดไปถึงตัวสภาวะในการกระทำที่เป็นไปอยู่นั้น ว่าเป็นเพียงการประชุมกันขององค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ ประสานหนุนเนื่องกันขึ้นมาให้ปรากฏเป็นอย่างนั้น หรือสำเร็จกิจนั้นๆ รู้ทันสมมติ ไม่หลงสภาวะ เช่น ยึดเห็นเป็นตัวตน” โดยสาระคือ ความรู้ตระหนัก ในเรื่องราว เนื้อหา สาระ และสภาวะของสิ่งที่ตนเกี่ยวข้องหรือกระทำอยู่นั้น ตามที่เป็นจริงโดยสมมติสัจจะ หรือตลอดถึงโดยปรมัตถสัจจะ มิใช่พรวดพราดทำไป หรือสักว่าทำ มิใช่ทำอย่างงมงายไม่รู้เรื่อง และไม่ถูกหลอกให้ลุ่มหลงหรือเข้าใจผิดไปเสียด้วยความพร่ามัว หรือด้วยลักษณะอาการภายนอกที่ยั่วยุ หรือเย้ายวน เป็นต้น  

 

 

ดังนั้น คำว่า “สติสัมปชัญญะ” จึงหมายถึง “สติปัญญา” [ปัญญา ๓–ปัญญา ๑๐–ปฏิสัมภิทา ๔] อันกินขอบเขตแห่งความหมายไปถึง “มัชฌิมาปฏิปทา–ไตรสิกขา–ภาวนา ๒–ภาวนา ๔” อันเป็น “หลักการ–ทฤษฎี–หลักธรรม” นั่นคือ “พระไตรปิฎก” ตามอรรถแห่งไตรสิกขาว่า (๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด (๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด (๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด เพราะฉะนั้น การเป็นพุทธมามกะนั้น จะพากันหลีกหนีจากการศึกษาค้นคว้าคัมภีร์สำคัญทางพระศาสนานั้น จึงเป็นเรื่อง “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” โดยวิปริตอย่างแท้จริง แม้หลักการใหญ่แห่งการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธินั้น จะเน้นวาทะที่ว่า: “ตนเป็นที่พึงแห่งตน” [อัตตาหิ อัตตนาถะ] ก็ตาม ซึ่งหมายถึง  “อัตตหิตสมบัติ” (ข้อ ๑ ในพุทธคุณ ๒) หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน ทรงบำเพ็ญประโยชน์ส่วนพระองค์เองเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว พระคุณข้อนี้มุ่งเอา “พระปัญญา” เป็นหลัก เพราะเป็นเครื่องให้สำเร็จ “พุทธภาวะ” คือ “ความเป็นพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็นอัตตนาถะ” คือ “พึ่งตนเองได้” ให้คำนึงพิจารณาถึงว่า: “ปัญญาที่ยังบ่มไม่ได้ที่ ย่อมเป็นปัญญาที่หาผิดหาถูก ยังไม่ดีพอ” ยังไม่ผ่าน “ภาวนา ๔” [อัตตสัมปทา] ยังไม่หมดขั้วไฟแห่งศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าได้เพียงพอ นั่นคือ “ท่านยังไม่เป็นพระอรหันตขีณาสพ” ได้จริง ฉะนั้น อย่าประมาท อย่าได้วางใจในปัญญาแห่งตน จนกลายเป็นความเห็นผิด ความคิดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ได้แก่ “ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓–วิปลาส ๔” ซึ่งกล่าวได้ว่า ผลวิบากที่จะเกิดขึ้นนั้น “อันตรายมาก... นั่นคือ กล่าวเป็นสามัญว่า “ยังรู้ไม่พอ” [รู้ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์] นั่นเอง  ด้วยเหตุนี้ “ปัญญาขั้นวิสุทธิเทพ–รู้ขั้นเทพ” [อรหันต์] นั้น จึงเป็นคุณสมบัติอันประเสริฐยิ่ง ย่อมไม่เป็นอื่นอันกลายเป็น “ปัญญาหางอึ่ง” คิดได้ไม่เกินไกลหัวแม่ตีนตัวเอง ไม่ประกอบด้วย “ปัญญา ๑๐” อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนากรรมฐาน [ภาวนามยปัญญา] ดังนี้

(๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว–ด้วยการเจริญอนิจจานุปัสสนา

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส–ด้วยการเจริญทุกขานุปัสสนา

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก–ด้วยการเจริญอนัตตานุปัสสนา

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า–ด้วยการเจริญนิพพิทานุปัสสนา

(๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง–ด้วยการเจริญวิราคานุปัสสนา

(๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาหยั่งลึกซึ้ง–ด้วยการเจริญนิโรธานุปัสสนา

(๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้พัฒนาไปสู่เจริญยิ่ง–ด้วยการเจริญปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน–ด้วยการเจริญปัญญาทั้ง ๗ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา–ด้วยการเจริญปฏิสัมภิทา ๔ ให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง–ด้วยการเจริญปุถุปัญญาให้ถึงพร้อมบริบูรณ์

 

 

ฉะนั้น ขั้นตอนการประมวลผลปัญญาความรอบรู้ในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมมติสัจจะ หรือว่าฝ่ายปรมัตถสัจจะ นั้น จึงกลายเป็นทักษะการคิดขั้นสูงในทางโลก และในขั้นเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานในทางธรรม [วิปัสสนาภูมิ = การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ นั่นคือ “สัมมสนะ–พิจารณา” หรือ รู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” นั่นคือ “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิดตรุณวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป] ซึ่งปัญญาที่เกิดขึ้นรวมกัน เรียกว่า “ปัญญา ๓” ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ (๒) สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ [ปัญญาทั้ง ๒ อย่างรวมกันเป็น โลกียสัมมาทิฏฐิ = ความรู้แบบโลก–ดิรัจฉานวิชา อันไม่ใช่ธรรมที่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง คือ ไม่ใช่ “โลกุตตรธรรม: มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ และ โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อาสวักขยญาณ ๑” แต่เป็นเพียง “โลกียธรรม” เท่านั้น ที่ทำหน้าที่เป็นบาทฐานในการปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา] และ (๓) ภาวนามยปัญญา–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ [อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ ที่เรียกว่า วิชชา ๓ หรือ จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง คำว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของปัญญา ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาถึงลักษณะวิธีคิด [Paradigm: กระบวนทัศน์] ในการปฏิบัติธรรม ที่พอจำแนกออกเป็น ๓ ประการ ดังนี้

 

(๑) “การคิดเชิงเดี่ยว” [Monism: เอกนิยม] คือ ทฤษฎีที่ว่ามีเพียงสิ่งหรือหลักการเดียวเท่านั้นที่เป็นบรรทัดฐานของความเป็นจริง คิดเพียงด้านเดียว คิดเป็นหน่วยๆ เฉพาะลงไป ทำให้เห็นธรรมเพียง ๑ อย่าง ยืนยันแบบกระต่ายขาดเดียว [Prescriptivism: กฎประกาศิต] ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น เผด็จการทางความคิด หรือ บ้าอำนาจ มักยึดความเห็นของตนเป็นใหญ่หรือเป็นความจริงเพราะประกอบด้วยทิฏฐิทั้งหลาย ได้แก่ ไม่เห็น “กุศลธรรม” เพียงอย่างเดียว ก็เห็นเป็นเพียง “อกุศลธรรม” อย่างเดียว หรือการเลือกที่จำกัดอยู่กับ “ภาวะมี” หรือ “ภาวะไม่มี” หรือว่า ไม่ขาวก็ต้องดำ เป็นต้น โดยสาระนั่นคือ “ไม่เลือก A ก็ต้องเลือก B” [สังคมวิทยา: เป็นโสด หรือ หย่าล้างอยากอยู่คนเดียว]

 

(๒) “การคิดเชิงคู่” [Dualism: ทวินิยม] คือ ทฤษฎีมีการแบ่งแยกออกเป็น ๒ ลักษณะ ๒ อย่าง หรือ ภาวะที่มีความเป็นสอง คิดเปรียบเทียบเป็นคู่ๆ [Comparison] หรือ ความคิดแบบคู่ขนาน [Parallelism] เป็นคนยอมรับความเห็นของคนอื่น รู้จักต่ำและสูง เห็นฟ้ากับดิน ทำให้เห็นธรรม ๒ อย่าง มองโลกเป็นสีเทา ทำชั่วก็ได้ตามโอกาส ทำดีก็ได้ตามโอกาส ได้แก่ “กุศลธรรม” คู่กับ “อกุศลธรรม” หรือ เมื่อมีคนดีก็ต้องมีคนเลว โดยสาระนั่นคือ “ยอมเลือกทั้ง A และ B” [สังคมวิทยา: สมรสแต่งงานแล้ว หรือเป็นหม้ายคู่สมรสเสียชีวิต]

 

(๓) “การคิดเชิงองค์รวม” [Holism: สหนิยม Eclecticism: ผสมผสานนิยม Polygenism: หลากหลายนิยม] คือ ทฤษฎีความศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความสำคัญผลรวมหรือหน่วยรวมยิ่งใหญ่กว่าการแยกออกเป็นผลย่อยหรือหน่วยย่อย รู้จักใช้เหตุผลตามตรรกวิทยาเชิงนิรนัย [Deduction คือ พิจารณาเห็นลักษณะเฉพาะ: Uniqueness] และเชิงอุปนัย [Induction คือ เห็นลักษณะสากลในสรรพสิ่ง: Universality] คิดครบทุกด้าน ทุกมุม ทุกองศา [Descriptivism: กฎเชิงพรรณนาตามที่เป็นจริงด้วยข้อมูลหลักฐาน ทั้งฝ่ายจิตนิยม–Idealism หรือวัตถุนิยม–Materialism ซึ่งเป็นวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ ทั้งฝ่ายพุทธศาสนากับฝ่ายวิทยาศาสตร์] เพื่อให้เห็นความสมมาตร [Symmetry: มีองค์ประกอบครบทั้งระบบโครงสร้างที่ควรจะเป็นอยู่จริง เช่น มีกุศล ก็จะต้องมี อกุศล กับ อัพยากฤต เป็นต้น] อย่างมีดุลยภาพ [Equilibrium] ความกลมกลืนกัน [Harmony] หรือ เอกภาพ [Unity] หรือคิดเทียบเคียง [Analogy] ให้ครบองค์ประกอบแห่งหน่วยรวมในโครงสร้าง และระบบ ฉะนั้น จึงทำให้เห็นธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ “กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม” นั่นคือ พิจารณาเห็น “ไตรสิกขา” ได้แก่ (๑) ศีล–กาย: Morality (๒) สมาธิ–ใจ–ฌาน:Concentration (๓) ปัญญา–ความรู้รอบ–ญาณ: Wisdom ซึ่งหมายถึง “ขันธ์ ๕” [รูป: รูป เจตสิก: เวทนา–สัญญา–สังขาร จิต: วิญญาณ] ที่ประกอบด้วยภาวะ ๓ ลักษณะ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” [สามัญลักษณะ–ลักษณะสากล: Universality] คือ พิจารณาเห็น “ไตรลักษณ์” [ธรรมนิยาม ๓–ธรรมฐิติ] ในนามรูปทั้งหลายที่เป็นทั้ง “สังขตธรรม–สังขตะ–สังขาร” [วัฏฏะ] กับ “อสังขตธรรม–อสังขตะ–วิสังขาร” [วิวัฏฏะ] หรือการเห็นอาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง [ธรรมจักร–ดวงตาเห็นธรรม = ธรรมจักษุ นั่นคือ การเกิดปัญญาเห็นธรรม ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน (๒) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว “เอกุปปาทะ” (๓) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็น อันเดียว “เอกนิโรธะ” และ (๔) มีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว “เอกนิสสยะ”] ตามหลักการนี้ ย่อมทำให้เห็นธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ “กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม” โดยสาระนั่นคือ “ยอมรับ A และยอมรับ B รวมทั้ง C” [สังคมวิทยา: สมรสและมีนอกบ้านเป็นธรรมเครื่องประกอบทุคติและสุคติ คือ มีดีมีชั่วและยอมรับที่จะอยู่กับมันได้ดี แล้วมีทางออกด้วยการปฏิบัติธรรมเพื่อหนีวัฏฏะนั้น ไปสู่วิวัฏฏะ]

 

 

ฉะนั้น แนวคิดทั้ง ๓ ลักษณะ ดังกล่าวนี้ ปัญญาเห็นธรรมและปัญญาตรัสรู้นั้น จะจัดอยู่ในกลุ่มองค์รวม ที่เป็นฝ่ายกุศล ปฏิเสธอกุศล และเลือกดำเนินวิถีด้วยอัพยากฤต [อาเนญชาแห่งโวทานธรรม] เพื่อให้สามารถเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ให้ได้ คือ รู้เห็นทั้งดีและชั่ว แล้วปล่อยวาง เห็นอนัตตตาแห่งธรรมทั้งหลาย จึงเข้าสู่ภาวะที่ว่างเปล่าแห่งสุญญตา แต่ไม่ใช่ภาวะแห่งสูญหายหมดเลย ได้แก่

(๑) “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป

(๒) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

 

 

โดยรวมทั้งแนวคิดที่สหรคตด้วย “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ–ทิฏฐิวิบัติ” ในอาการ ๑๐ อย่าง ถ้าคิดกลับกัน ก็กลายเป็น “สัมมาทิฏฐิ” ดังนี้

(๑) “ทานที่ให้แล้วไม่มีผล” คือ ปฏิเสธการทำบุญให้ทานและจาคะ รวมทั้งเมตตาธรรม

(๒) “การบูชาไม่มีผล” คือ ปฏิเสธการเคารพผู้มีพระคุณ ผู้ทรงศีล เป็นคนคติ ๒ ในนรกกับอสุรกาย

(๓) “การบวงสรวงไม่มีผล” คือ การไหว้ อัญชุลี ทักขิไณยบุคคล หรือ พระรัตนตรัย

(๔) “ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี” คือ ปฏิเสธเหตุผลใน กฎแห่งกรรม และ กัมมัสสกตา

(๕) “โลกนี้ไม่มี” คือ ปฏิเสธความจริงในวัฏฏะ ๓

(๖) “โลกอื่นไม่มี” คือ ปฏิเสธความจริงในวิวัฏฏะแห่งโลกุตตรภูมิ

(๗) “มารดาไม่มี” คือ ปฏิเสธผู้ให้กำเนิดฝ่ายแม่

(๘) “บิดาไม่มี” คือ ปฏิเสธผู้ให้กำเนิดฝ่ายพ่อ

(๙) “สัตว์ที่จุติและอุบัติไม่มี” คือ ปฏิเสธกาลทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ อดีต อนาคต ปัจจุบัน หรือ ปฏิเสธกฎธรรมชาติโดย “กัมมัสสกตา–กฎกรรมของสัตว์ทั้งหลายเป็นของตน”

(๑๐) “สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก” คือ ปฏิเสธความมีจริงแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ประกอบด้วย “ตถาคตโพธิสัทธา”

 

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิทั้งหลายนั้น ก็ควรพิจารณาให้เห็นภาวะจิตที่ประกอบด้วยความเห็นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงใน “กฎธรรมชาติ–ธรรมดา” อันไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงได้ ที่เรียกว่า “วิปลาส ๔” พร้อมด้วย “วิบัติ ๔” ดังนี้

 

“วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน–ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ได้แก่

(๑) สัญญาวิปลาส–สัญญาคลาดเคลื่อนความจำเสื่อม

(๒) จิตตวิปลาส–จิตคลาดเคลื่อนหวั่นไหวไม่มั่นคง

(๓) ทิฏฐิวิปลาส–ทิฏฐิคลาดเคลื่อนเห็นผิดเป็นชอบ  

(๔)  “มหาวิบัติแห่งวิปลาสที่ ๔” มีวัตถุ ๔ อาการ นั่นคือ “การล้มสลายแห่งไตรลักษณ์” –The Collapse of the Three Characteristics ดังนี้

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

  

“วิบัติ ๔” หมายถึง ความผิดพลาด–ความเคลื่อนคลาด–ความเสียหาย–ความบกพร่อง ความใช้การไม่ได้ ได้แก่

(๑) “ศีลวิบัติ” คือ วิบัติแห่งศีล เสียศีล สำหรับพระภิกษุ นั่นคือ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ สังฆาทิเสส  

(๒) “อาจารวิบัติ” คือ บัติแห่งอาจาระ เสียความประพฤติ จรรยามรรยาทไม่ดี สำหรับพระภิกษุ นั่นคือ ต้องลหุกาบัติ แต่ถุลลัจจัย ถึง ทุพภาสิต  

(๓) “ทิฏฐิวิบัติ” คือ วิบัติแห่งทิฏฐิ ความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรมผิดวินัย  

(๔) “อาชีววิบัติ” คือ วิบัติแห่งอาชีวะ ประกอบมิจฉาชีพ หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด  

 

 

และนอกจากนี้ ยังต้องคำนึงพิจารณาถึง ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อ “มัชฌิมาปฏิปทา” ด้วย ได้แก่ (๑) “ทิฏฐิ ๒” (๒) “ทิฏฐิ ๓” (๓) “ที่สุด ๒ อย่าง–อันตา ๒” และ (๔) “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” ดังนี้

 

“ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “สัสสตทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

(๒) “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป  

 

“ทิฏฐิ ๓” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “อกิริยทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล  

(๒) “อเหตุกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย

(๓) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

 

“ที่สุด ๒ อย่าง–อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง นั่นคือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข ความสุขในการครอบครองทรัพย์สิน ความมั่งคั่งไพบูลย์ในลาภสักการะ หรือโภคทรัพย์ในเชิงวัตถุนิยมและบริโภคนิยมแบบเกินความพอดี สมกับฐานะในความเป็นมนุษย์ จนแสวงหาความสุขบนความทุกข์ร้อนของคนอื่น ด้วยความเบียดเบียนเขาอย่างไร้มนุษยธรรมที่นิยมในสังคม จนกลายเป็นเรื่องปกติไป โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้

(๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้ เช่น การบำเพ็ญตบะที่พยายามจะแสดงอิทธิฤทธิ์ เพื่อแสวงหาลาภสักการะ หรือความศรัทธาเลื่อมใสในพฤติกรรมของตนอันเช่นนั้นที่วิปริตไป อย่างเช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา อดข้าว กลั้นลมหายใจ ให้ถึงขั้นปางตายจนกลายเป็นเรื่องการยึดมั่นศีลวัตรเหล่านั้น ว่าเป็นอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างไรเหตุผล ว่าเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้น ให้ตนบริสุทธิ์ได้  พระศาสดาได้ทรงดำเนินปฏิบัติมาแล้ว ว่าไม่เป็นจริงตามความเชื่อนั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ใช่ในแนวทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่พระองค์ทรงต่อยอดความคิดใหม่ให้แสดงผลไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่ “ชนผู้หลงทิศ” อีกต่อไป นั่นคือ เป็นเรื่อง “การเห็นด้วยตรัสรู้อริยสัจจธรรมในวิปัสสนาภูมิ” ที่ละเอียดประณีตกว่า จนกลายเป็นการหลุดพ้นทั้งฝ่ายสมาธิสมถะใน “เจโตวิมุตติ” กับฝ่ายปัญญาวิปัสสนาใน “ปัญญาวิมุตติ”

 

“ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” หมายถึง ลัทธิดังกล่าวนี้ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถูกยันเข้า ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา เป็นลัทธิประเภท “อกิริยา” หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้ว ย่อมให้เกิดโทษ คือ ไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ ได้แก่

(๑) “ปุพเพกตเหตุวาท” ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน แต่กลับไม่เชื่อการสร้างกุศลกรรมในปัจจุบันสมัยแห่งตนนี้

(๒) “อิสสรนิมมานเหตุวาท” ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่มีมติขัดแย้งกับแนวคิดในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” กับ “กัมมัสสกตาสัทธา”

(๓) “อเหตุอปัจจัยวาท” ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง แต่กลับปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมที่ไร้จุดหมาย ไม่ต่างจากชีวิตสัตว์เดรัจฉานทั่วไป

 

 

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ต้องมาปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิในพระพุทธศาสนานั้น ก็เพื่อให้เกิดปัญญา ค้นหาหนทางในการดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง จนกว่าจะบรรลุถึงนิพพานให้ได้ในชาตินี้ นั่นคือ “ความเป็นผู้รู้แจ้งโลก” ดังรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

“โลกวิทู” (ข้อ ๕ ในพุทธคุณ ๙) พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้แจ้งโลก คือ ทรงรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลกคือสังขารทั้งหลาย ทรงหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ทรงดำเนินพระองค์เป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น และทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้

 

 

 [อรรถาธิบายพุทธคุณบทว่า โลกวิทู]

(พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 196 FILE 01)

 

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า “โลกวิทู” เพราะพระองค์ทรงรู้แจ้งโลก โดยประการทุกอย่าง จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น “ทรงรู้” คือ ทรงรู้ทั่วถึง ทรงแทงตลอดโลก โดยประการทั้งปวง โดยสภาพบ้าง [ทุกขสัจจ์] โดยสมุทัยบ้าง [สมุทัยสัจจ์] โดยนิโรธบ้าง [นิโรธสัจจ์] โดยอุบายเป็นเหตุถึงนิโรธบ้าง [มรรคสัจจ์] เหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสไว้ว่า:

 

“ดูก่อนอาวุโส...! ในที่สุดแห่งโลกใดแล ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ เราไม่กล่าวที่สุดแห่งโลกนั้นว่า อันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น พึงถึง ด้วยการไป [ด้วยกาย] ดูก่อนอาวุโส...! และเราไม่กล่าวว่า การยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกเลย จะทำที่สุดแห่งทุกข์ใด ดูก่อนอาวุโส...! อีกอย่างหนึ่ง เราย่อมบัญญัติโลก ความเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลก ที่กเลวระ [ร่างกาย] ประมาณวาหนึ่งนี้แล ซึ่งมีสัญญา มีใจ”

 

ด้วยเหตุนี้ “ที่สุดแห่งโลก บุคคลไม่พึงถึงได้ด้วยการไป [ด้วยกาย เช่น ความเป็นพราหมณ์ การประพฤติตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ หรือ อัตตกิลมถานุโยค เช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา อดข้าว กั้นลมหายใจ นั่งบนของแหลมคม] ในกาลไหนๆ และจะไม่มีการพ้นจากทุกข์ได้ เพราะยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลก เพราะเหตุนั้นแล (๑) ท่านผู้รู้แจ้งโลก (๒) มีปัญญาดีถึงที่สุดแห่งโลก (๓) อยู่บนพรหมจรรย์แล้ว (๔) เป็นผู้สงบ (๕) รู้ที่สุดแห่งโลกแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้และโลกอื่น”

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญาดีที่สุดเท่านั้น ที่จะตรัสรู้ [สัมโพธะ] ได้ ในพระธรรมวินัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลออกเป็น ๔ ประเภท ก็ให้ลองนิยามตนเองตามเกณฑ์นี้ด้วย ดังนี้

 

“บุคคล ๔” หมายถึง ประเภทของบุคคล ได้แก่

(๑) “อุคฆฏิตัญญู” คือ ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง 

(๒) “วิปจิตัญญู” คือ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป 

(๓) “เนยยะ” คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป [พระพุทธเจ้าทรงเลือกสอนบุคคลในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ คือ “เวไนยสัตว์”]

(๔) “ปทปรมะ” คือ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย [ในกลุ่มนี้ปล่อยให้ไปกินหญ้าตามทุ่งนาดีกว่า]

 

 

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิอย่างถูกต้องตามหลัก “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” นั้น จึงควรเป็นกลุ่มบุคคลประเภทแรก คือ ดอกบัวผุดโผล่พ้นผิวน้ำแล้ว [ด้วยสัทธา ๔] ที่เรียกว่า “อุคฆฏิตัญญู” ในการเข้าถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น โดยความเป็นจริง ไม่ได้จำกัดชนชั้นวรรณะหรือฐานะทางสังคมแต่ประการใด ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสของชีวิตในแต่ละบุคคล ที่มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุถึง “คุณวิเศษ” [อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม–ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ หมายถึง ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน อภิญญา วิโมกข์ สมาบัติ มรรค ผล เพื่อให้เข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ด้วยอรรถว่า “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง ซึ่งต้องอาศัย “ปัญญา” ในการตัดอาสวะขาด เพราะ “ความบริสุทธิ์แห่งสมาธิ” อันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” ที่เกิดขึ้นระหว่างอริยมรรค ๔ กับอริยผล ๔ ทั้งหลายในแต่ละขั้นนั้น] โดยรู้เห็นซึ่งฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันอัศจรรย์ใจด้วยไม่ฟุ้งซ่านไปตามธรรมทั้งหลายนั้น ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ โดยจะต้องมีพื้นฐานความเลื่อมใสศรัทธาใน ๔ ประการ ดังนี้

 

“สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “อาคมนสัทธา” [อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา] คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี

(๒) “อธิคมสัทธา” [อธิคมนสัทธา] คือความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์

(๓) “โอกัปปนสัทธา” [โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา] คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่ว เมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง

(๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

“สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

 

 

ถ้าความเชื่อด้วยศรัทธาและฉันทะอันแรงกล้าไม่ย่อมเกิดขึ้นตัวบุคคลนั้น ความเป็นไปได้ในการเกิดปัญญาเห็น “ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง: กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม” ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือไม่มีโอกาสเห็นคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรมทั้งหลาย [อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑ และ โพธิปักขิยธรรม ๓๗] ได้ อันสื่อถึง “ปัญญาเห็นธรรม –ดวงตาเห็นธรรม = ธรรมจักษุ” จนรวมไปถึง “ปัญญาตรัสรู้ –สัมโพธะ –อาสวักขยญาณ” ก่อนจะเข้า “กระแสแห่งนิพพาน” ได้จริง ตามลำดับแห่งการปฏิบัติธรรมซึ่ง “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” (ข้อ ๔ ในโสตาปัตติยังคะ ๔) หมายถึง (๑) ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (๒) ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน (๓) ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม ฉะนั้น ให้พิจารณาถึงธรรมอื่นที่ต้องมาสัมปยุตต์ด้วยในธรรมข้อนี้ อันทำให้ก้าวสู่บันไดขั้นแรกได้อย่างถูกต้องในกระแสแห่งอริยมรรค คำว่า “ขั้นบันได” [Staircases] คือ ถ้าก้าวย่างเหยียบถูกขั้นที่ ๑ ก้าวต่อไป ย่อมไม่เกิดความผิดพลาดในกิจที่ทำนั้นๆ นั่นหมายความว่า ก่อนลงมือทำงานชิ้นนั้น บุคคลนั้น ย่อมจะต้องมองเห็นภาพรวมหรือองค์รวมของชิ้นงานนั้น ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ก่อนลงมือดำเนินการในขั้นต่อไป ซึ่งมีนัยย่อมแตกต่างจาก คำว่า “เม็ดกระดุม” [Buttons] คือ ถ้าติดเม็ดผิดข้ามไปที่รูกระดุมที่ ๒ เพราะความประมาทสะเพร่า มีนงงไม่มีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ทำ ก็หมดโอกาสที่จะกลับมาแก้ไข เพราะจะก้าวย่างผิดไปทั้งระบบโครงสร้างของรูปแบบเสื้อหรืองานที่ทำนั้น ดังเช่น ในการบรรลุคูณชาติแห่งการเจริญภาวนากรรมฐานในขั้นแรก คือ “โสดาบัน” ก็ต้องมีขั้นตอนเตรียมตัวให้ถึงพร้อมความสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยองค์ประกอบแห่งความสำเร็จ ดังนี้

 

“โสตาปัตติยังคะ ๔” หมายถึง องค์คุณเครื่องบรรลุโสดา–องค์ประกอบของการบรรลุโสดา–คุณสมบัติที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน ได้แก่

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ เสวนาสัตบุรุษ คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็นกัลยาณมิตร ตามนัยนี้ นั่นคือ ควรมีครูบาอาจารย์ด้วยวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นครูฝึกที่ดี

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” คือ สดับสัทธรรม ใส่ใจเล่าเรียนฟังอ่านหาความรู้ให้ได้ธรรมที่แท้ ศึกษาวิจัยธรรม นั่นคือ “ปรโตโฆสะ” นั่นคือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี หรือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น นั่นคือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ปฏิบัติธรรมนั้นๆ ให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับธรรมข้ออื่นๆ กลมกลืนกันในหลักใหญ่ที่เป็นระบบทั้งหมด หรือ ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ก้าวแรกเริ่มแห่งการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเริ่มต้นที่หลักธรรม อันเป็น “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” เป็นสำคัญก่อน ซึ่งหมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

  

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

นอกจากนี้ ธรรมที่อยู่ในลำดับต่อไป ได้แก่ (๑) วิสุทธิ ๗ และ (๒) ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ ดังนี้

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)                  “จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

 (๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาถึง “มัคคญาณ–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน” ดังนี้

 

“อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

เพราะฉะนั้น “อริยบุคคล ๔” จึงหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐด้วยอริยมรรคและอริยผล ได้แก่ (๑) พระโสดาบัน (๒) พระสกทาคามี (๓) พระอนาคามี (๔) พระอรหันต์ ตามลำดับ และลำดับอันเป็นปรมัตถประโยชน์ คือ “พระอรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “สัมมาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นชอบ ชื่อว่า “อเสขธรรม” หรือ “วิมุตตานุตตริยะ” คือ ความหลุดพ้นอันเยี่ยมจากกิเลสและกองทุกข์ นั่นคือ “นิพพาน ๒” ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ อันเป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล” หมายถึง บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่ ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ “พระเสขะ” คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ที่ยังต้องเจริญไตรสิกขาอีก ยกเว้น “พระอรหันต์”

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง “พระอรหันต์สิ้นชีวิต” เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” หรือ “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] คือ บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ “พระอรหันต์” ผู้บรรลุถึง “อริยสัจจภาวะแห่งสันติบทในนิพพานธาตุหรืออมตธาตุ” อย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หลังจากพระมหาบุรุษทรงเลือกเป็นที่บำเพ็ญเพียร ในตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้นานถึง ๖ ปี ทรงปฏิเสธ “ที่สุด ๒ อย่าง” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาดไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ (๑)  “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงเจริญด้วย “เนกขัมมวิตกภาวนา” ด้วยการเสด็จออกบรรพชาหรือออกบวช หลังจากทอดพระเนตรเห็น “นิมิต ๔” คือ เทวทูตของยมเทพทั้ง ๓ ที่เป็นสื่อแจ้งข่าวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิต มิให้มีความประมาท เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตม มีพระมหากุศลเจตนาเสด็จออกบรรพชาในตอนนั้น ได้แก่ “คนแก่–คนเจ็บ–คนตาย” คือ “เทวทูต ๓” และรวม “สมณะ” อีกนิมิตหนึ่ง และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า หรือการทรมานตนให้ลำบากเปล่า พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจเลือกทดลองบำเพ็ญเพียรทำ “ทุกรกิริยา” เสร็จแล้ว ทรงพิจาณาไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการว่า ไม่สมเหตุผลที่จะสามารถบรรลุอริยมรรคได้จริง พระพุทธองค์ทางอุปมากับ “ท่อนฟืนเปียกกับแห้ง” ในการกำจัดราคะ และเปลี่ยนมาทรงดำเนินใน “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยยึดหลัก “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” โดยเจริญด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็นชอบที่เป็นทั้ง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–และ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่

(๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ”

 

จนกระทั้งพระพุทธองค์ได้ปฏิญาณตนว่าตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แปว่า “ปัญญาหยั่งรู้ตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม” หลังจากพระพุทธองค์ได้เจริญ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (“ญาณ ๓ = สัจจญาณ–กิจญาณ–กตญาณ” ปริวัฏฏ์รอบใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔ = ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” จำนวน ๓ รอบ เรียกว่า “มีอาการ ๑๒” หรือ “ปัจจเวกขณญาณ” อันเป็นญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ = ปัญญาจักขุ) ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ สถานที่แห่งนี้ ในตำบลอุรุเวลา ในขณะเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ “อาสวักขยญาณ” ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้ ตัวอย่างในยุคร่วมสมัย

 

“ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน (ให้เปรีบเทียบกับ นิโรธ ๕) เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อรวมแล้วจะเกิด “ญาณทัสสนะ ๑๙ ประเภท” หรือ “ปัจจเวกขณวิถี ๑๙ ประการ” โดยใช้ปัญญาหยั่งรู้และญาณทัสสนะทบทวนใน “มรรควิถี ๔–อริยมรรค ๔–มรรค ๔–มรรคญาณ” กับ “สามัญผล ๔–ผล ๔–ผลญาณ” เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ ได้แก่

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

 

                                 

แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนภายใน “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น ให้พิจารณาถึง “ญาณ ๓” อีกชุดหนึ่ง ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่   

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้มาก

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว  

 

 

“ญาณ ๓” ในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือ ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ) “ปริวัฏฏ์ ๓” หรือ “วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว ให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่า “รู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว” ได้แก่   

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา

 

 

ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้วางเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

 

(๑) “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต = “ปริญญา”

(๒) “สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป = “ปหานะ”

(๓) “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ = “สัจฉิกิริยา”

(๔) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา = “ภาวนา”  

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้บรรลุถึง “อริยมรรค ๔” กับ “อริยผล ๔–สามัญผล ๔” แล้ว ญาณในวิปัสสนาที่เกิดขึ้นได้ในอันดับต่อไป เรียกว่า “อาสวักขยญาณ” จนถึง “นิพพาน ๒” (ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น) โดยพิจารณาจาก “อินทรีย์ ๓” ที่เรียกรวมว่า “อาการ ๖๔” (มรรค ๔–ผล ๔) ดังนี้

 

 

อาสวักขยญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1036–1040 FILE 68)

 

[๒๕๘] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็น “อาสวักขยญาณ”อย่างไร

 

“อินทรีย์ ๓” ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

 

“อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค ๑ “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล

 

(๑) โสดาปัตติมรรค

[๒๕๙] “ในขณะโสดาปัตติมรรค” ด้วยอรรถว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นั้น “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” นั้น

 

(๒) โสดาปัตติผล

[๒๖๐] “ในขณะโสดาปัตติผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๓) สกทาคามิมรรค

[๒๖๑] “ในขณะสกทาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๔) สกทาคามิผล

“ในขณะสกทาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๕) อนาคามิมรรค

“ในขณะอนาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๖) อนาคามิผล

“ในขณะอนาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๗) อรหัตมรรค

“ในขณะอรหัตมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

  

(๘) อรหัตผล

[๒๖๒] “ในขณะอรหัตผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญาตาวินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตผล” นั้น “อัญญาตาวินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญาตาวินทรีย์” นั้น

 

“อินทรีย์ ๘” หมวดเหล่านี้ รวมเป็น “อาการ ๖๔” ด้วยประการฉะนี้

 

หมายเหตุ: ให้พิจารณาถึง “อินทรีย์ ๒๒” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ขันธ์ ๕–นามรูป” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นั่นเอง

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ เป็นประเด็นในการทำลายรากเหง้าของอกุศลธรรม [ราคะ–โทสะ–โมหะ] ทั้งหลายนั้น เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด เพราะจะเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติว่ายากง่ายแตกต่างกันอย่างไร ที่เรียกว่า “ปฏิปทา ๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ปฏิปทา ๔” หมายถึง แนวปฏิบัติ–ทางดำเนิน–การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมาย คือ ความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ได้แก่

(๑) “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น อีกทั้งอินทรีย์ก็อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า พระจักขุบาลอาจเป็นตัวอย่างในข้อนี้ได้  

(๒) “ทุกฺขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” แรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ เช่น อสุภะ เป็นต้น แต่มีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียกพระมหาโมคคัลลานะเป็นตัวอย่าง  

(๓) “สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” [ปฏิปทาทราม] คือ “ปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือ เจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต แต่มีอินทรีย์อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า

(๔) “สุขา ปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา” [ปฏิปทาประณีต] คือ “ปฏิบัติสบาย ทั้งรู้ได้ไว” เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือ เจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต อีกทั้งมีอินทรีย์แก่กล้า จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” เร็วไว บาลียกพระสารีบุตรเป็นตัวอย่าง

 

ในประการสุดท้ายนี้ ให้พิจารณาถึง “สัมปยุตตธรรมทั้งหลายในโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ” เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องถึง “ขั้นตอนการตรัสรู้” ที่มีลำดับถูกต้อง ที่จะเกิดในภูมิแห่งภาวนากรรมฐานของผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายได้จริง เพราะฉะนั้น “สัมปยุตตธรรม” จึงเป็นเรื่องสำคัญว่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีทักษะกระบวนการคิดได้อย่างถูกขั้นตอนมากเพียงใด ซึ่งจัดอยู่ใน “วิเวกกถา” อนึ่ง ก็ให้พยายามรวมธรรมทั้งหลายให้เป็นประชุมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยธรรมแต่ละอย่างไม่ละเมิดกันและกัน ความปรารภในความเพียรและใช้เหตุผลประกอบด้วยปัญญา ย่อมนำความสำเร็จผู้กระทำได้เช่นนั้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วย วิเวกกถา

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 780–785 FILE 69)

 

การเจริญภาวนาในอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการอย่างนี้

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้ ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมเจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

ย่อมเจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างนี้แล

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พีชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พีชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พีชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

พีชคาม” หมายถึง “พืช ๕” อย่าง คือ พืชจากราก ๑ พืชจากต้น ๑ พืชจากยอด ๑ พืชจากข้อ ๑ พืชจากพืช ๑ รวมพืชชื่อว่า “พีชคาม” ชื่อว่า “ภูตคาม” คือ ความปรากฏแห่งหน่อเขียวสมบูรณ์แล้ว นั่นคือ “บ้านของภูตคือเทวดา”]

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ย่อมถึงความเจริงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ สัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ สัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ สัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๘) เจริญ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๒) สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๓) สัมมาวาจา มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๔) สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๕) สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๖) สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๗) สัมมาสติ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

(๘) สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕ มีวิราคะ ๕ มีนิโรธ ๕ มีความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒

 

หมายเหตุ

บทว่า ฉนฺทชาโต โหติ คือ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ ย่อมเป็นผู้เกิดความพอใจในธรรมในส่วนเบื้องต้น

บทว่า สทฺธาธิมุตฺโต คือ เป็นผู้น้อมไปด้วยศรัทธาในส่วนเบื้องต้น

บทว่า จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี นั่นคือ จิตของพระโยคาวจรนั้นตั้งมั่นด้วยดี และมั่นคงด้วยดีในส่วนเบื้องต้น

ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเหล่านี้ คือ ฉันทะ ๑ สัทธา ๑ จิต ๑ ชื่อว่า “เป็นที่อาศัย” [นิสสยะ = นิสสยปัจจัย คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย] เพราะเป็นที่เข้าไปอาศัยแห่งวิเวกอันเกิดขึ้นแล้วในส่วนเบื้องต้น แล้ววิวัฏฏ์ ๓ รอบกับธรรม ๔ คือ วิเวก ๕ วิราคะ ๕ นิโรธ ๕ ความสละ ๕ เท่ากับ ๑๒ คือ “นิสัย ๑๒”

โวสสัคคะ [ความสละ] มี ๒ อย่าง คือ (๑) ปริจจาคโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการสละ] คือ การละกิเลสด้วยตทังคะในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยสมุจเฉทในขณะแห่งมรรค และ (๒) ปักขันทนโวสสัคคะ [ปล่อยด้วยการแล่นไป] คือ การแล่นไปสู่นิพพานด้วยความน้อมไปสู่นิพพานนั้นในขณะแห่งวิปัสสนา ด้วยการทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ในขณะแห่งมรรค  

 

 

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาทิฏฐิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสังกัปปะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสังกัปปะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวาจามีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕  

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวาจามีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวาจามีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวาจา มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

  

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

  

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมากัมมันตะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมากัมมันตะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี

ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาอาชีวะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ และ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาอาชีวะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาวายามะมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาวายามะมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาวายามะ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสติมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสติมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสติมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสติมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ นี้

 

ฉะนั้น สัมมาสติ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิเวก ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕

“วิราคะ ๕” คือ วิกขัมภนวิราคะ–ตทังควิราคะ–สมุจเฉทวิราคะ–ปฏิปัสสัทธิวิราคะ–นิสสรณวิราคะ

วิกขัมภนวิราคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิราคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิราคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิราคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิราคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีวิราคะ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในวิราคะ ๕ นี้

  

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ 

“นิโรธ ๕” คือ วิกขัมภนนิโรธ–ตทังคนิโรธ–สมุจเฉทนิโรธ–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ

วิกขัมภนนิโรธ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคนิโรธ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทนิโรธ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธินิโรธ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณนิโรธ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีนิโรธ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในนิโรธ ๕ นี้

 

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕

“โวสสัคคะ ๕” คือ วิกขัมภนโวสสัคคะ–ตทังคโวสสัคคะ–สมุจเฉทโวสสัคคะ–ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ–นิสสรณโวสสัคคะ

วิกขัมภนโวสสัคคะ ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังคโวสสัคคะ ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทโวสสัคคะ ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิโวสสัคคะ ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณโวสสัคคะ ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัมมาสมาธิมีความสละ ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในความสละ ๕ มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

ฉะนั้น สัมมาสมาธิ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้

 

 

การเจริญภาวนาในอินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่ต้องทำด้วยกำลัง อย่างใดอย่างหนึ่ง การงานทั้งหมดนั้น บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินจึงทำกันได้ การงานที่ต้องทำด้วยกำลังนี้ บุคคลย่อมทำได้ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย  

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง พละ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน  ภิกษุเจริญ ทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ อยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยอินทรีย์ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง อินทรีย์ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สตินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญินทรีย์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

  

(๑) สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

  

สตินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สตินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สตินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย 

 

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญินทรีย์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญินทรีย์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยพละ ๕

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง พละ ๕ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สัทธาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ วิริยพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ สติพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ สมาธิพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๕) เจริญ ปัญญาพละ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

 

(๑) สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สัทธาพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สัทธาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สัทธาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยพละมีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สติพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

  

ปัญญาพละมีวิเวก ๕  

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัญญาพละมีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้  

ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัญญาพละ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

 

การเจริญภาวนาโพธิปักขิยธรรมโดยโพชฌงค์ ๗

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านั้น ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ด้วยประการฉะนี้

 

แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน แลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้วเจริญ ทำให้มากอยู่ซึ่ง โพชฌงค์ ๗ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗  ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

(๑) เจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๒) เจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๓) เจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๔) เจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน 

(๕) เจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๖) เจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

(๗) เจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก–อาศัยวิราคะ–อาศัยนิโรธ–น้อมไปในความสละ เพื่อพระนิพพาน

  

(๑) สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๒) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๓) วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๔) ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๕) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๖) สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

(๗) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒

 

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

วิริยสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน วิริยสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปีติสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปีติสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

สมาธิสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน สมาธิสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕

“วิเวก ๕” คือ วิกขัมภนวิเวก–ตทังควิเวก–สมุจเฉทวิเวก–ปฏิปัสสัทธิวิเวก–นิสสรณวิเวก

วิกขัมภนวิเวก ในการดับข่มนิวรณ์ของผู้เจริญถึงปฐมฌานขึ้นไป ๑

ตทังควิเวก ในการดับละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ โดยผู้เจริญสมาธิอันมีส่วนในการทำลายกิเลส ๑

สมุจเฉทวิเวก ในการดับดัดออกกิเลสโดยผู้เจริญโลกุตรมรรคอันให้ถึงความสิ้นไป ๑

ปฏิปัสสัทธิวิเวก ในการดับสงบระงับกิเลสขณะโลกุตตรผล ๑

นิสสรณวิเวก ในการดับสลัดออกกิเลสเป็นนิโรธแห่งอรหัตตผลวิมุตติ คือ นิพพาน ๑

อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวิเวก ๕ เหล่านี้ ภิกษุเป็นผู้เกิดฉันทะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในวิเวก ๕ นี้ ฉะนั้น ในทำนองเดียวกัน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕–มีนิสัย ๑๒ เหล่านี้ด้วย

 

จบ ว่าด้วยวิเวกกถา ----------

 

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึง “ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา” อันเกี่ยวข้องระหว่าง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” กับ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” อันเป็น “สัมปยุตตธรรม” ที่นอกเหนือจาก “วิเวกกถา” ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถบรรลุธรรมวิเศษได้ ตามกำลังของตน ดังนี้

 

 

ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา

ว่าด้วย ธรรมจักร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 588 -594 FILE 69)

 

[๖๑๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ฯลฯ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านพระโกณฑัญญะ จึงมีชื่อว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” ดังนี้

 

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ “ทุกขอริยสัจจ์–ทุกสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า “สว่างไสว”

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์ มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเนื่องในสัจจะ เข้ามาประชุมในสัจจะ ตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ

 

[๖๑๕] ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า ก็ธรรมจักรนั้นแล

  

สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก ให้เป็นไปไม่ได้

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า

 

 [อินทรีย์ ๕]

“สัทธินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สตินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัญญินทรีย์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[พละ ๕]

“สัทธาพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สติพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธิพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัญญาพละ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[โพชฌงค์ ๗]

“สติสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“วิริยสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปีติสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สมาธิสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“อุเบกขาสัมโพชฌงค์” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

  

[มรรคมีองค์ ๘]

“สัมมาทิฏฐิ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาสังกัปปะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป 

“สัมมาวาจา” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมากัมมันตะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาอาชีวะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาวายามะ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป 

“สัมมาสติ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

“สัมมาสมาธิ” เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป

 

[ปัจจเวกขณญาณ = ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น]

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาอริยสัจจ์ ๔]

[๖๑๖] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๒) “ทุกสมุทัยอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ ก็ (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๒) “ทุกสมุทัยอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นี้นั้น ควรกำหนดรู้ (๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” นี้นั้น เรากำหนดรู้แล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [ทุกขสัจจ์] (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [สมุทัยสัจจ์] (๓) เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [นิโรธสัจจ์] (๔) เป็นที่ตั้งแห่งมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [มรรคสัจจ์] ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ–อริยสัจจ์ ๔

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาทุกขสมุทัยอริยสัจจ์]

[๖๑๗] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [อวิชชา–อสัมปชัญญะ–โมหะ และตัณหา = มูล ๒] “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ก็ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [เหตุแห่งทุกข์] นี้นั้นแล ควรละ ก็ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [เหตุแห่งทุกข์] นี้นั้นแล เราละได้แล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [ทุกขสัจจ์] (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [สมุทัยสัจจ์] (๓) เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [นิโรธสัจจ์] (๔) เป็นที่ตั้งแห่งมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [มรรคสัจจ์] ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ–อริยสัจจ์ ๔ [ (๑) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นอารมณ์ (๒) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นโคจร (๓) สงเคราะห์เข้าในอริยสัจจ์ ๔ (๔) นับเนื่องในอริยสัจจ์ ๔ (๕) เข้ามาประชุมในอริยสัจจ์ ๔ (๖) ตั้งอยู่ในอริยสัจจ์ ๔ (๗) ประดิษฐานอยู่ในอริยสัจจ์ ๔]

  

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

[พิจารณาสติปัฏฐาน ๔]

[๖๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรม

ทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกาย นี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นจิตในจิต ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย

ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้  “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า (๑) ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้น เราเจริญแล้ว (๒) ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนานี้นั้น เราเจริญแล้ว (๓) ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้นแล ควรเจริญ (๔) ก็การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้นั้น เราเจริญแล้ว ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้นแล ควรเจริญ ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมนี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

[กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งกาย (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งจิต (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

[ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน]

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งธรรม (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน (๓) มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ (๔) มีสติปัฏฐานเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในสติปัฏฐาน (๕) นับเนื่องในสติปัฏฐาน (๖)  เข้ามาประชุมในสติปัฏฐาน (๗) ตั้งอยู่ในสติปัฏฐาน (๘) ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

  

[พิจารณาอิทธิบาท ๔ สัมปยุตต์ด้วยสัมมัปปธาน ๔]

[๖๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” ปธานสังขาร” คือ “สัมมัปปธาน ๔” ด้วยสามารถทำกิจ ๔ อย่างให้สำเร็จ ได้แก่ สังวรปธาน–เพียรระวังปิดกั้น ๑ ปหานปธาน–เพียรละกำจัด ๑ ภาวนาปธาน–เพียรเจริญก่อให้เกิด ๑ อนุรักขนาปธาน–เพียรรักษา] นี้นั้นแล ควรเจริญ “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้

ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้

ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปฉันทะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “ฉันทะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “ฉันทะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปวิริยะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิริยะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิริยะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปจิตตะแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “จิตตะและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “จิตตะและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

[สรุปวิมังสาแห่งอิทธิบาท ๔]

“จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้ “จักษุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วย “วิมังสาและปธานสังขาร” [สัมมัปปธาน ๔] นี้นั้นแล ควรเจริญ “วิมังสาและปธานสังขาร” นี้นั้น เราเจริญแล้ว

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร

 

(๑) คำว่า “จักษุ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า เห็น (๒) คำว่า “ญาณ” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ (๓) คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า รู้ทั่ว (๔) คำว่า “วิชชา” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า แทงตลอด (๕) คำว่า “แสงสว่าง” เกิดขึ้นเพราะอรรถว่า สว่างไสว

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “ฉันทะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “วิริยะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “จิตตะ”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่ง “วิมังสา”  (๑) เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท (๒) มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ (๓)  มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท (๔) นับเนื่องในอิทธิบาท (๕) เข้ามาประชุมในอิทธิบาท (๖) ตั้งอยู่ในอิทธิบาท (๗) ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดย (๑) การประพฤติ เป็นธรรม ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๒) ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๓) ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๔) ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึง (๕) ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๖) สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๗) นับถือธรรม ให้จักรเป็นไป ทรง (๘) บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๙) นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป ทรง (๑๐) มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป ทรง (๑๑) มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” เพราะอรรถว่า:

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

จบ ธรรมจักกกถา --------------------

 

  

ฉะนั้น ตามรายละเอียดใน “วิเวกกถา” ดังกล่าวข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเน้นความสำคัญอันดับแรกที่ (๑) “อริยมรรคมีองค์ ๘” ก่อน แล้วตามด้วย (๒) “อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗” และ (๓) “สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔” ตามลำดับ  โดยมีลำดับการสัมปยุตต์กับธรรม ๔ ประการ หรือ ๕ ประการ ได้แก่

(๑) วิเวก ๕: ความสงัด ความปลีกออก

(๒) วิราคะ ๕: ความคลายกำหนัด ความสำรอกออกได้

(๓) นิโรธ ๕: ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น

(๔) โวสสัคคะ ๕: ความสละ ความปล่อย

(๕) วิมุตติ ๕: ความหลุดพ้น

 

อนึ่ง ธรรมทั้ง ๕ ประการ ดังกล่าวนี้ ต่างก็มีนัยอย่างเดียวกันทั้งหมด เพียงแต่ว่ามีลำดับความเข้มข้นแห่งการดับกิเลสแตกต่างกันเท่านั้น เพื่อเข้าให้ถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” นั่นเอง เนื้อหาสาระในการบรรยายธรรมมาทั้งหมดนี้ คือ “สัมมาปฏิปทาอันยิ่ง” ในการปฏิบัติธรรมตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ทฤษฎี” [หลักการ] ก็ได้ ที่ต้องนำไปปฏิบัติในภาคสนามอย่างถูกขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องที่จะส่งเดชตามสมัยนิยมแต่ประการใด หลักการหรือแนวทางปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีขั้นตอนชัดเจนถูกต้องด้วยเหตุผล เป็นไปตามหลักวิธีทางวิทยาศาสตร์ ทุกประการ ถ้าขั้นตอนการปฏิบัติธรรม ที่ท่านทั้งหลายคิดค้นขึ้นมาเอง อย่างปราศจากทฤษฎีรับรอง สิ่งนั้นเป็นภาวะอันผิดหรือคลาดเคลื่อนไปจากแนวทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” แต่ถ้าได้ศึกษาค้นคว้าหลักธรรมทั้งหลาย จนเข้าใจได้ดี [จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา] และท่านทั้งหลายมีหน้าที่พิสูจน์ ยืนยัน และ รับรอง ในในภาคปฏิบัติว่าเป็นจริงตามข้อสมมติฐานของตน ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องโดยชอบอันเยี่ยม ให้ผู้ปฏิบัติธรรมน้อมนำหลักธรรมในเรื่อง “กาลามสูตร” เป็นธรรมเครื่องเตือนใจ ตามคำสอนของพระตถาคต แม้แต่หลักธรรมในพระไตรปิฎกก็อย่าเชื่อ ให้ลองปฏิบัติดูด้วยตนเอง อย่างถูกขั้นตอน จนเห็นตามเป็นจริง เห็นปาฏิหาริย์ในพระสัตถุสาสน์ของพระศาสดานั้น เป็นจริงทุกประการ ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา ด้วยการเกิดอธิโมกข์อันสมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งขึ้นไป แล้วจึงวางใจเชื่ออย่างแท้จริงในคำสอนหรืออนุศาสนีนั้น แม้คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาจะมีอายุยาวนานถึงเกือบ ๒,๖๐๐ ปี มาก็ตาม ก็ให้ถือประโยชน์โดยใช้เหตุผลและประกอบด้วยปัญญา ดังนี้

  

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา [ความเชื่อส่วนบุคคล]

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา [ขนบธรรมเนียม–ประเพณี–ค่านิยม–วัฒนธรรม]

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ [เรื่องเล่า–นิทาน–คติชาวบ้าน]

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ [พระไตรปิฎก]

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก [ใช้เหตุผลเชิงอุปมาน–Induction]

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน [ใช้เหตุผลเชิงอนุมาน–Deduction]

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล [โยสิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท]

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน [วิธีทางวิทยาศาสตร์–ระเบียบวิธีวิจัย]

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ [นักวิชาการ–ผู้รู้–พหูสูต–ปราชญ์]

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา [สัตบุรุษ–อริยบุคคล]

 

 

ในขั้นตอนการตรวจสอบหาความจริงนี้ ไม่ใช่การลบหลู่องค์ความรู้ของผู้อื่น หรือเป็นการดูถูกสบประมาทแต่ประการใด ข้อนี้พึงระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจเป็นการสร้างศัตรูคู่แค้นขึ้นก็ได้ เพราะรวมกาลามสูตรหลายข้อไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างสำนักที่ถือแบบ “สีลัพพตปรามาส” (ข้อ ๓ ในสังโยชน์ ๑๐) คือ ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร แล้วจะได้รับคำสบประมาทคืนมาว่า: “รู้ดี–รู้มาก–จนไม่ได้ดี” หรือ “ศิษย์ล้างครู” [วัดรอยตีน] หรือ “อรหันต์ดิบ” ข้อนี้ให้พิจารณาว่า วัฒนธรรมไทยยังไม่เปิดรับความจริงในเรื่อง “การล้างทฤษฎีเก่าและสร้างทฤษฎีใหม่” ตามแนววัฒนธรรมโลกวิชาการทางตะวันตก คือ ไม่ค่อยยอมเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังพัฒนาปัญญาขึ้นใหม่อย่างถูกขั้นตอนแนววิธีทางวิทยาศาสตร์ [ไม่แน่ใจ ถ้าเป็นทางไสยาศาสตร์ มีใจเปิดกว้างหรือไม่] ก็ให้ถือคติธรรมว่า: “ไม่ใช่คู่เนื้อนาบุญกันจริงๆ ทำอะไรก็ไร้ค่า ที่จะอยู่ในปริมณฑลนั้น ให้ถอยดีกว่า” มิฉะนั้น อาจถึงกาลอวสานแห่งชีวิตได้เหมือนกัน เพราะคนดีกับคนชั่วอยู่ด้วยกันลำบาก มีแต่จะนำกันไปสู่วิบัติฉิบหายทั้งปัญญา ชื่อเสียง และ ทรัพย์สิน มันไม่ใช่ทาง ก็ไม่ใช่ทางเช่นนั้น แต่ตัวเราเองก็ต้องรู้จักทางให้ดีเช่นกัน ไม่ใช่ว่า ตนเองก็ไม่รู้ แล้วยังดันทุรังไปบอกว่าเขาคนอื่นไม่รู้ แบบนี้ปากจะมีสีมากกว่า คือ อย่าไปทำตนเป็นพวก “อันธพาลปุถุชน” จะดีกว่า มันไม่งาม มันไม่แจ่ม ไม่มีอะไรดีขึ้นมาก ทำให้เป็นบ้าไปกับพวกไม่รู้เรื่องเหล่านั้น เสียเปล่าๆ ประการสำคัญ เมื่อถูกตำหนิติเตียนจากผู้อื่น ให้ถือว่าเขาเป็นครูผู้ชี้ทางให้เลือกไปทางอื่น ไม่ใช่ทางของเขา เราจะต้องไปตามทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมนี้ไว้เท่านั้น อย่าไปคิดเป็นอื่น ที่นอกลู่นอกทางแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” [เสือเดินตามทางของเสือ ส่วนหมาก็เดินตามทางของหมา ก็เท่านั้น อย่าคิดมาก...!]

 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาถึง “สัมปยุตตธรรม” ที่เป็นไปตามเกณฑ์ของ “ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ที่ให้พิจารณาธรรมทั้งหลายใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ให้เข้าใจถึงความเป็นไปในธรรมนั้น ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘ หลักจากนั้น ก็ให้พิจาณา (๑) “ปัจจเวกขณญาณ” (๒) “อริยสัจจ์ ๔” (๓) “สติปัฏฐาน ๔” และ (๔) “อิทธิบาท ๔ สัมปยุตต์ด้วย สัมมัปปธาน ๔” เป็นลำดับสุดท้าย ฉะนั้น ข้อที่ทำความเข้าใจให้ชัดเจน คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จะมีบทบาทฝักใฝ่ความตรัสรู้ หลังจากผู้ปฏิบัติธรรมได้เข้าถึง “ปัญญาเห็นธรรม” [ธรรมจักร–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร] ดีแล้ว บุคคลนั้นก็จะเกิด “ปัจจเวกขณญาณ” แล้วตามด้วย “ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธะ–อาสวักขยญาณ”  จึงจะเข้าสู่ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” เป็นลำดับสุดท้ายแห่งพระธรรมวินัยนี้ ในการประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระตถาคตดังกล่าวนี้ [ไตรสิกขา] นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้แจ้งแทงตลอดในแต่ละขั้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่กระโดยข้ามขั้นตอนไปมา แล้วเกิดความหวั่นไหวหรือฟุ้งซ่าน กลัวว่าจะไม่ทันเพื่อนฝูง อะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นภาวะจิตที่ไม่ใช่ทาง ก้าวแต่ละก้าวย่างต้องถูกต้องและชัดเจน รู้เห็นไปตามจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ เพราะผู้ที่จะให้รางวัลชนะเลิศอันดับที่ ๑ ก็คือ “ตัวเราเอง–อัตตนาถะ” [ความพึ่งตนเองได้ เพื่อเข้าถึง “พุทธภาวะ” คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า] ก็ให้พิจารณาตามหลัก “ธรรมคุณ ๖” โดยเฉพาะใน ข้อ ๒ และ ข้อ ๓ ดังนี้

 

(๑) “สนฺทิฏฺฐิโก” (ข้อ ๒ ในธรรมคุณ ๖) หมายถึง อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้

 

(๒) “อกาลิโก” (ข้อ ๓ ในธรรมคุณ ๖) หมายถึง ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล

 

 

เพราะฉะนั้น ให้ทำความเข้าใจถึง ภาวะที่ธรรมทั้งหลายมาสัมปยุตต์กัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และธรรมแต่ส่วนต่างก็มีเอกลักษณ์ของตน โดยไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรม ต้องมีสามารถแยกแยะจำแนกแจกธรรมทั้งหลายให้ได้จริง การอาศัยความจำที่เป็นเลิศ และไหวพริบปฏิภาณนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย การเจริญกรรมฐาน หรือ การมนสิการกรรมฐาน ที่จะต้อง ทำให้มาก–ทำให้บ่อย–ให้เจริญงอกงาม–สมบูรณ์บริบูรณ์–อันไพบูลย์ยิ่ง ย่อมพอกพูนด้วยอริยมรรค จนถึงความตรัสรู้ได้ และถึงนิพพาน หรือ “พุทธภาวะ” ได้ ถ้าไม่กำหนดความหวัง ตั้งความปรารถนาไว้สูง มุ่งหวังจะให้ได้ถึง “นิพพาน” [วิมุตติ] ก็ไม่ทราบว่า จะแสวงหาอะไรบนโลกที่มันเลิศประเสริฐกว่า “นิพพาน” แห่งโลกุตตรภูมิ เพราะฉะนั้น ความมีปรีชาสามารถในการแยกส่วนในธรรมทั้งหลาย จึงต้องประกอบด้วยวิธีคิดที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ คิดด้วยอุบายวิธีที่แนบเนียนอย่างแยบคายไว้ในใจตลอดเวลา รู้เห็นถึงมิติแห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยที่มาประชุมรวมกัน อันเรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” นั่นเอง ก็อย่างไรก็ตาม ให้หมั่นนึกเป็นอนุสติน้อย แต่คิดระลึกบ่อยๆ ถึง คำว่า “อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ” ได้แก่ ความปรารถนาที่จะให้ยิ่งๆ ขึ้นไปของท่านผู้ยังไม่พอใจด้วยการอบรมกุศลธรรม ที่จริง บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย “อสันตุฏฐิตา” นั้น คือ คุณธรรม ๓ ประการ ได้แก่

(๑) บำเพ็ญศีลแล้ว ย่อมยังฌานให้เกิดขึ้น

(๒) ได้ฌานเเล้ว ย่อมเริ่มวิปัสสนา

(๓) เริ่มวิปัสสนาแล้ว ยังไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมไม่ย่อหย่อนเสียในระหว่าง

 

 

นอกจากนี้ ยังต้องนึกเป็นอนุสติถึง คำว่า “อปฺปฏิวานิตา ข ปธานสฺมึ” หมายความว่า อาการที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ แล้วไม่ท้อถอย ในความเพียรที่ริเริ่มขึ้นด้วยอำนาจ “ชาคริยานุโยค” ที่ทำวันคืนหนึ่งให้เป็น ๖ ส่วน ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ คุณธรรม ๖ ประการ ได้แก่

(๑) การทำโดยตั้งใจ การทำติดต่อกัน

(๒) การทำไม่หยุด การประพฤติไม่ย่อหย่อน

(๓) ไม่ทอดทิ้งความพอใจ การไม่ทอดธุระ

(๔) การเสพคุ้น

(๕) การทำให้มีขึ้น

(๖) การทำให้มาก ในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย

 

 

ฉะนั้น การณ์ทั้งหลายดังกล่าวนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับ ขั้นตอนของการชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [การเจริญฌาน ๔ โดยหมายเอา “จตุตถฌาน” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ อุเบกขา–เอกัคคตา] อนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า การฝึกฝนในส่วนของ “อธิจิตตสิกขา” [สุตตันตปิฎกทั้งหมด] ที่ประกอบด้วย (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔ ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหมั่นวิจัยธรรมทั้งหลายอยู่บ่อยๆ คือ มนสิการกรรมฐาน อย่าได้บกพร่องในหน้าที่ของเรื่องนี้ แบ่งบริหารเวลาด้วยกิจทั้ง ๖ อย่างดังกล่าวข้างต้นนั้น อย่างมีระเบียบแบบแผนและถูกเหมาะสมควรแก่ธรรม พอกพูนประสบการณ์ในธรรมทั้งหลาย อันจะเป็น “ต้นทุนทางปัญญา” เราจะทำดีหรือทำชั่ว มันก็ขึ้นกับความมีปัญญาหรือไม่มีปัญญา และอยู่ที่ว่า ตนจะเลือกสิ่งที่ประเสริฐหรือว่าสิ่งที่พาให้ชีวิตเสื่อมลง เท่านั้นเอง.

 

 

 

 

Visitor Number:
4957780