๑๐๙. ญาณสัมปยุตต์แห่งนิพพาน

         Nirvana in Connection with Insights

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1354

ความสำคัญของบทความ

 

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ปฏิบัติธรรมเมื่อได้เข้ามาศึกษาพระธรรมในพระพุทธศาสนาแล้ว มักคิดว่าการจะบรรลุคุณวิเศษทั้งหลาย จนถึงขั้นสูงสุด คือ “นิพพาน” [Nibbāna–Nirvana] นั้น เป็นเรื่องที่ไกลความนึกคิด เป็นเรื่องของสมณะ ไม่ใช่เรื่องที่ปุถุชนพึงไปนึกคิด หรือใฝ่ที่จะทำ ซึ่งเป็นอุสรรคอย่างใหญ่หลวงที่คอยขัดขวาง (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดประยุกต์ดังแปลง สร้างสิ่งใหม่ๆ ทางความคิดให้เกิดขึ้นไปสู่ความเจริญยิ่งขึ้นไปในชีวิต นั่นคือ “ปฏิภาณไหวพริบมันดับจริง” ฉะนั้น ผู้มีความสันทัดในการทำลายตนเอง แล้วยังเป็นผู้ปฏิบัติธรรมอีกด้วย ย่อมหาทางเจริญในธรรมทั้งหลายของพระศาสดาได้ยาก ก็เช่นกัน เพราะปราศจากความอาจหาญที่จะคิดจะทำในสิ่งใหม่ๆ ในทางกุศล เช่น บางคนพอจิตสงบเป็นสมถะ เกิดนิมิตในสมถะขั้นนั้นๆ กลับกลัว ไม่กล้าเจริญในธรรมต่อ กลัวผีบ้าง กลัวที่มืด แต่กลับไม่กลัวละอายที่จะทำชั่ว ก็มีได้เช่นกันอีก บางคนกลัวผี ทั้งที่ความจริง ตัวตนของตนก็คือผีในวันข้างหน้า นั่นเอง เป็นซากศพเคลื่อนที่ได ทั้งที่ความจริงก็กำลังเน่าเปื่อยในทุกขณะจิต ไม่มีใครในโลกที่เจริญกลับไปเป็นเด็กได้อีก มีแต่เน่า ผุพัง เปื่อย โสโครก ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้น นั่นคือ สุขภาพมีแต่จะทรงและเสื่อมลง สิ่งนี้คือ “ความจริงของชีวิต” และจะเป็นขั้นบันไดให้ก้าวไปสู่ “โลกแห่งความจริงในโลกุตตรภูมิ” ได้ ทุกหน่วยความคิดเริ่มต้นที่ตัวตนของตนเอง ดังที่พระตถาคตทรงได้พระนามว่า “ธรรมกาย” นั่นเอง ธรรมอันจุลจักรวาลเล็กๆ ภายในตัวตนของตนเอง [ร่างกาย–จิตใจ] ไม่ใช่ของคนอื่น ให้พิจารณาความเสื่อมในร่างกาย และความแปรปรวนวิปริตของจิตใจ แล้วให้วางเฉยในอารมณ์นั้นๆ เพื่อให้เห็นความจริงอันสูงสุดในธรรมชาติ คือ ธรรมชาติที่แท้จริงของจิตวิญญาณของตน ด้วยการเข้าถึงความสงบเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” เพื่อพัฒนาจิตดวงนั้นๆ ให้กลายเป็น “ความรู้เห็นตามเป็นจริง–ยถาภูตญาณทัสสนะ” เพื่อให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ในธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง” [กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม] โดยพิจารณาให้รู้เห็นจริงในภาวะ ๓ อย่าง โดยใช่เกณฑ์ว่า “มีอะไร–ไม่มีอะไร” ได้แก่ (๑) ความเกิด (๒) ความตั้งอยู่ และ (๓) ความดับไป ฉะนั้น จิตที่บริสุทธิ์เป็นจิตตสมาธินั้น จะเป็นธรรมเครื่องให้รู้เห็นในความเป็นจริงของธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลาย จนรู้เห็นถึงโลกุตตรธรรมในขั้น “นิพพานแห่งพุทธภาวะ” ได้ว่า คือ “วิมุตติ” เพราะพ้นแล้วจากสังขตธรรมทั้งปวง ดังนั้น ความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ประกอบด้วยปัญญารู้รอบด้วย “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” นั้น ย่อมเป็นธรรมเครื่องอันวิเศษอัศจรรย์ที่จะนำทางให้ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอธิโมกข์ในพระตถาคต คำสอนของพระองค์ และ เหล่าอริยสาวกของพระองค์ทั้งหลาย ได้ประสบความสำเร็จสมบูรณ์บริบูรณ์แห่งอริยมรรคได้จริง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๐๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – ญาณสัมปยุตต์แห่งนิพพาน

 

การเข้าถึงภาวะที่ถูกต้องจนรู้เห็นอันเยี่ยมถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” [นิพพาน  = Nibbāna–Nirvana หลุดพ้นจากราคะ–โทสะ–โมหะ อิสระจากความปรารถนาใน “อุปปัตติภพ–ชาติ (สงสาระ) –ชรา–พยาธิ–มรณะ–และ–สังกิเลสทั้งหลาย”] ได้ นั้น ถือว่าเป็นจุดหมายอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ของชาวพุทธทั้งหลาย [Nirvana = The Highest and Ultimate Goal of All Buddhist Aspirations, i.e. absolute extinction of that life-affirming will be manifested as greed, hate and delusion, and convulsively clinging to existence; and therewith also the ultimate and absolute deliverance from all future rebirth, old age, disease and death, from all suffering and misery.] (Buddhist Dictionary: Manual of Buddhist Terms & Doctrines. Ven. Nyanatiloka. 1980. P. 201.) อีกนัยหนึ่ง ความถึงพร้อมด้วย “การเห็นอันยอดเยี่ยม” [ทัสสนานุตตริยะ] นั่นคือ “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ธรรมจักร” หมายถึง เกิดปัญญารู้รอบด้วย “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” อันประกอบด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ยถา ปชานํ] คือ ความรู้ความเห็นตามเป็นจริงในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน [มัคคญาณ ๔–ผลญาณ ๔–นิพพาน ๑ = โลกุตตรธรรม ๙] และเป็นความรู้เห็นที่ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] ด้วยมีปรีชาสามารถจำแนกแจกธรรม [สัมมสนะ: พิจารณาสภาวธรรมหรือปรากฏการณ์แห่งนามรูป คือ (๑) รูป: รูป (๒) เจตสิก: เวทนา–สัญญา–สังขาร (๓) จิต: วิญญาณ ทั้งหมดที่ดำรงอยู่ด้วยการกำหนดรู้ใน “สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจตา–Impermanent ทุกขตา–Miserable อนัตตตา–Impersonal อันเป็นจุดเริ่มต้นปัญญาในวิปัสสนากัมมัฏฐาน] จนเข้าถึง “อาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง: กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม” ฉะนั้น การเห็นอันยอดเยี่ยมนั้น เกิดจากการบ่มฟัก “ปัญญา–ความรู้รอบ” ที่รวมกันอยู่เป็น “สติสัมปชัญญะ” [จิตตัวกำหนดแดนเกิดใน กรรมภพ–กรรมวัฏฏ์ และ อุปปัตติภพ–วิปากวัฏฏ์ ซึ่งเป็นไปตามอำนาจของ กิเลส–กิเลสวัฏฏ์ = วัฏฏะ ๓ หรือ สังสารทุกข์แห่งสังสารจักร ถ้ามีปัญญาสร้างสมความดีมามาก จิตก็อยู่ในสุขคติแห่งกามาวจรภพ แต่ถ้าสร้างสมความดีกุศลมาน้อย จิตก็อยู่ในทุคติแห่งกามาวจรภพ ก็จนกว่าจะเกิด (๑)ปัญญาในศีล: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๒) ปัญญาในสมาธิ: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ และ (๓) ปัญญาในวิปัสสนา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ จึงจะมีโอกาสเปลี่ยนภพภูมิไปสู่ รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–หรือ–โลกุตตรภูมิ]

 

 

ฉะนั้น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” นั้น เป็นภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและอยู่เหนือคติโลกเป็นธรรมดา คือ รู้แจ้งโลกเพื่อหนีจากโลก แต่ไม่ได้ปฏิเสธความมีอยู่ในโลกมนุษย์ เพราะ “สัตวโลก” [โลก ๓: โลกคือหมู่สัตว์–สัตวโลก ได้แก่ (๑) มนุษยโลก–โลกคือหมู่มนุษย์ ได้แก่ มนุษย์ (๒) เทวโลก–โลกคือหมู่เทพ สวรรค์ชั้นกามาวจรทั้ง ๖ ได้แก่ จาตุมหาราชิกา–ดาวดึงส์–ยามา–ดุสิต–นิมมานรดี–ปรนิมมิตวสวัตดี (๓) พรหมโลก–โลกคือหมู่พรหม สวรรค์ชั้นพรหม คือ รูปาวจรภูมิ ๑๖ ได้แก่ (๑) ปฐมฌานภูมิ ๓:  พรหมปาริสัชชา–พรหมปุโรหิตา–มหาพรหมา (๒) ทุติยฌานภูมิ ๓: ปริตตาภา–อัปปมาณาภา–อาภัสสรา (๓) ตติยฌานภูมิ ๓: ปริตตสุภา–อัปปมาณสุภา–สุภกิณหา (๔) จตุตถฌานภูมิ ๗: เวหัปผลา–อสัญญีสัตว์ สุทธาวาส ๕: (พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือ ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี) อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา–สุทัสสี–อกนิฏฐา กับ อรูปาวจรภูมิ ได้แก่ อากาสานัญจายตนภูมิ–วิญญาณัญจายตนภูมิ–อากิญจัญญายตนภูมิ–เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ] เป็นภพภูมิที่มีอยู่จริงใน “สมมติสัจจะ” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “นิพพาน” ที่มีอยู่จริงใน “ปรมัตถสัจจะ” หรือ ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” หมายถึง ชั้นที่พ้นโลก ระดับพระอริยบุคคล หรือ ระดับจิตใจของพระอริยเจ้า ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ [สัจจภาวะแห่งนิพพาน–พุทธภาวะ = ความเป็นพระพุทธเจ้า]

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อที่พึงพิจารณาเป็นพิเศษ นั่นคือ ปรีชาสามารถในการบรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” นั้น เมื่อผู้ได้เป็นอริยบุคคลในขั้น “โสดาบัน” [ผู้แรกถึงกระแสอันนำไปสู่พระนิพพานแน่ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า] แล้ว ย่อมต้องบรรลุได้ “อธิคมธรรม–คุณวิเศษ” [อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม–ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ คือ ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์–ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง–ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน–อภิญญา–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรค–ผล] นั่นคือ (๑) โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติมัคคญาณ กับ (๒) โสดาปัตติผล–โสดาปัตติผลญาณ ถ้าเกิดเสียชีวิตก่อนก้าวไปสู่ภูมิที่สูงกว่านี้ ย่อมมีแดนเกิดที่สูงกว่า “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” ได้แก่ ปฐมฌานภูมิ ๓:  พรหมปาริสัชชา–พรหมปุโรหิตา–มหาพรหมา หรือมิฉะนั้น ก็ต้องไปเกิดอุบัติขึ้นใน “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” ได้แก่ ทุติยฌานภูมิ ๓: ปริตตาภา–อัปปมาณาภา–อาภัสสรา [ชั้นอาภัสสราพรหม คือ ภูมิดั้งเดิมของบรรพบุรุษของมนุษย์] โดยจำแนกประเภทของ “โสดาบัน” ออกเป็น ๓ ระดับ จากสูงสุด ได้แก่

(๑) “เอกพีชี” คือ ผู้มีพืชคืออัตภาพอันเดียว นั่นคือ เกิดอีกครั้งเดียว ก็จักบรรลุอรหันต์

(๒) “โกลังโกละ” คือ ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล นั่นคือ เกิดในตระกูลสูงอีก ๒–๓ ครั้ง หรือเกิดในสุคติอีก ๒–๓ ภพ ก็จักบรรลุอรหันต์

(๓) “สัตตักขัตตุงปรมะ” คือ ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ เวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่างมากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลุอรหันต์

 

 

ดังนั้น จากข้อสมมติฐานดังกล่าวเบื้องต้น การเข้าถึง “ภาวะแห่งปัญญาเห็นธรรม” ที่เรียกว่า “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” คือ การได้บรรลุถึงอธิคมธรรม ๓ ได้แก่

(๑) รูปฌาน [ปฐมฌาน–ทุติยฌาน โดยมีสมาธิเป็นหลักที่ทำให้สติสัมปชัญญะบริสุทธิ์ในขั้นนั้นๆ คือ ปราศจากนิวรณ์ = ปัญญาในสมาธิ] หมายถึง ในขณะนั้น ในสมัยนั้น ภาวะจิตของบุคคลนั้น ต้องสหรคตด้วยด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ และปฏิสังยุตด้วยองค์ฌาน ๕ โดยพื้นฐานแห่งปฐมฌาน ก่อนก้าวสู่ขั้นฌานที่สูงขึ้นไป โดยลดองค์ฌานบางองค์ออกไปหรือเพิ่มบางองค์เข้ามา ได้แก่ ปฐมฌาน: วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา ทุติยฌาน: ปีติ–สุข–เอกัคคตา ตติยฌาน: สุข–เอกัคคตา และ จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตา

(๒) โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติมัคคญาณ [มัคคญาณ = ปัญญาในวิปัสสนา] หมายถึง มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ประการ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย] ได้

(๓) โสดาปัตติผล–โสดาปัตติผลญาณ [ผลญาณ = ปัญญาในวิปัสสนา] หมายถึง คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เกี่ยวกับการเข้าถึงสัจจภาวะแห่งอริยบุคคลทั้ง ๔ ให้พิจารณาถึงรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

“อริยมรรค ๔” หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด ได้แก่ 

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย] ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ] ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด] ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย] ได้หมด

 

“อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ญาณสัมปยุตต์” หมายถึง ประกอบด้วยปัญญารอบรู้ เพราะคำดังกล่าวนี้ รวมอยู่ในกลุ่มคำ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” = “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท อีกนัยหนึ่ง นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ข้อ ๑๕ ในมหาวิปัสสนา ๑๘) ดังรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

“ยถาภูตญาณทัสสนะ” [Yathābhūtañāṇadassana: Perfect Knowledge and Vision According to Reality] คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เพราะหมดสิ้นข้อสงสัย เนื่องจากเกิดปัญญาเห็นนามรูปตามเป็นจริงใน “ลักษณะสามัญโดยไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจตา–Impermanent ทุกขตา–Miserable อนัตตตา–Impersonal [เทียงเคียง: เห็นสมุทัยสัจจ์ = ปัจจยปริคคหญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญารู้แจ้งในองค์ ๑๒ แห่ง ปัจจยาการ หรือ ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ตถตา ที่เรียกอีกอย่างว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ–ธรรมฐิติญาณ”] ซึ่งทำให้เกิด “ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ” [ปรีชาหยั่งรู้สรรพสิ่งตามที่เป็นจริง–ความตั้งแน่นอนแห่งกำหนดธรรมดา–ความปลูกฝังในสัมมาทิฏฐิ]  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอน “การทุบขันธ์ ๕” [วุฏฐานคามินีปฏิปทา–วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ: ปัญญาหยั่งรู้ให้ออกจาก “สังขารนิมิต: อกุศลเจตนาใน กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ทั้งหลาย เพื่อให้เข้าถึงมรรคให้ได้ หรือ วิปัสสนาที่ให้ถึงมรรค–วิปัสสนาที่เจริญแก่กล้าถึงจุดสุดยอดทำให้เข้าถึงมรรค] ก่อนถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ และให้เทียบเดียงกับ ขั้นตอนชำระปัญญาให้บริสุทธิ์ในขณะเจริญธรรม “วิสุทธิ ๗” ในข้อ ๔ นั่นคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ได้แก่ “ภยตูปัฏฐานญาณ” (ข้อ ๓ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาญาณอันคำนึงเห็นโทษของสังขารทั้งหลาย “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๕ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย อันเป็นไปแล้วว่า “สภยา สงฺขารา” หมายถึง “สังขารทั้งหลายน่ากลัว” เพราะเห็นความดับแล้วๆ เล่าๆ อยู่เรื่อยไป ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหรือ “อุปนิสสยปัจจัย” ที่เกื้อกูลให้เกิด “มุญจิตุกัมยตาญาณ” (ข้อ ๖ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารทั้งหลาย

 

 

ด้วยเหตุนี้ ในการกระทำกรรมต่างๆ ของมนุษย์ จึงเกี่ยวข้องกับ “ทุนทางปัญญา: Intellectual Capital” หรือ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ที่ปฏิสังยุตด้วย “สติสัมปชัญญะ: Temperance” ให้พิจารณาถึงภาวะทางปัญญาที่เกิดขึ้นในระบบสมองของมนุษย์ ผู้ได้รับการพัฒนาด้วยภาวนากรรมฐาน นั่นคือ “ไตรสิกขา” ซึ่งประกอบด้วยเกณฑ์ต่อไปนี้ (๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด (๒) เมื่อกล่าวถึง “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด และ (๓) เมื่อกล่าวถึง “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 508–511 FILE 76) ได้แก่

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๓) ปฏิสังขานพละ–ภาวนาพละ  

(๔) สมถะ–วิปัสสนา  

(๕) สมถนิมิต–ปัคคาหนิมิต  

(๖) ปัคคาหะ–อวิกเขปะ

(๗) สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ

(๘) สีลสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา

(๙) สีลวิสุทธิ–ทิฏฐิวิสุทธิ

(๑๐) ความหมดจดแห่งทิฏฐิ–ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

                              

(๑) มุฏฐสัจจะ–อสัมปชัญญะ

(๑.๑) “มุฏฐสัจจะ” หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ความระลึก ไม่ได้ อาการที่ระลึกไม่ได้ ความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม อันใด นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ” ฉะนั้น คำว่า “มุฏฺฐสจฺจํ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ สมดังที่กล่าวไว้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “มุฏฐสัจจะ” คืออะไร คือ ไม่มีสติ ระลึกตามไปไม่ได้ ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้ นึกไม่ออก จำไม่ได้ ฟั่นเฟือน หลงลืม นี้เรียกว่า “มุฏฐสัจจะ”

(๑.๒) “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ อันใด นี้เรียกว่า “อสัมปชัญญะ” คำว่า “อสมฺปชญฺญ” ได้แก่ “อวิชชา” นั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “อสัมปชัญญะ” คือ อะไร คือ ความไม่รู้ ไม่เห็น เป็นต้น ขัดข้องเพราะอวิชชา ความหลง อกุศลมูล

 

(๒) สติ–สัมปชัญญะ

(๒.๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๒.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

(๓) ปฏิสังขานพละ–ภาวนาพละ  

(๓.๑) “ปฏิสังขานพละ” [กำลังคือการพิจารณา] หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือการพิจารณา”

(๓.๒) “ภาวนาพละ” [กำลังคือภาวนา] หมายถึง การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย อันใด นี้เรียกว่า “กำลังคือภาวนา” โพชฌงค์แม้ทั้ง ๗ ได้แก่ (๑) “สติ” ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง (๒) “ธัมมวิจยะ” ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม (๓) “วิริยะ” ความเพียร (๔) “ปีติ” ความอิ่มใจ (๕) “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ (๖) “สมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ (๗) “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง จัดเป็น “กำลังคือภาวนา”

 

(๔) สมถะ–วิปัสสนา  

(๔.๑) “สมถะ” หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ  สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถะ” ฉะนั้น คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา ฉะนั้น “สมถะ” นั่นเอง ชื่อว่า “สมถนิมิต” ด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก แม้ใน “ปัคคาหนิมิต” [นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร] ก็นัยนี้เช่นกัน

(๔.๒) “วิปัสสนา” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า “วิปัสสนา”

 

(๕) สมถนิมิต–ปัคคาหนิมิต  

(๕.๑) “สมถนิมิต” หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถนิมิต”

(๕.๒) “ปัคคาหนิมิต” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหนิมิต”

 

(๖) ปัคคาหะ–อวิกเขปะ

(๖.๑) “ปัคคาหะ” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “ปัคคาหะ”

(๖.๒) “อวิกเขปะ” หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบสมาธินทรีย์ สมาธิพละสัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “อวิกเขปะ”

 

(๗) สีลวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ

(๗.๑) “สีลวิบัติ” หมายถึง ความล่วงละเมิดทางกาย ความล่วงละเมิดทางวาจา ความล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา อันใด นี้เรียกว่า “สีลวิบัติ” ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิบัติ” ฉะนั้น คำว่า “สีลวิปตฺติ” หมายถึง ความไม่สำรวมอันเป็นตัวการทำศีลให้พินาศ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลวิบัติ” คืออะไร คือ ความล่วงละเมิดทางกาย เป็นต้น ความเป็นผู้ทุศีล ทุกอย่าง ชื่อว่า “ศีลวิบัติ” คำว่า “ทิฏฺฐิวิปตฺติ” หมายถึง มิจฉาทิฐิอันเป็นตัวการทำสัมมาทิฐิให้พินาศ ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิวิบัติ” คือ อะไร คือ ความเห็นที่ว่าให้ทานไม่มีผล บูชาไม่มีผล เป็นต้น

(๗.๒) “ทิฏฐิวิบัติ” หมายถึง ความเห็นว่า: (๑) ทานที่ให้แล้วไม่มีผล (๒) การบูชาไม่มีผล (๓) การบวงสรวงไม่มีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี (๕) โลกนี้ไม่มี (๖) โลกอื่นไม่มี (๗) มารดาไม่มี (๘) บิดาไม่มี (๙) สัตว์ที่จุติและอุบัติไม่มี (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ไม่มีในโลก ดังนี้ ทิฏฐิความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิวิบัติ” มิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิวิบัติ”

 

(๘) สีลสัมปทา–ทิฏฐิสัมปทา

 

(๘.๑) “สีลสัมปทา” หมายถึง ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลสัมปทา” ฉะนั้น

 

คำว่า “สีลสมฺปทา” ความว่า โสรัจจะ โสรัจจะ” คือ ความเสงี่ยม อัธยาศัยงาม รักความประณีตหมดจดเรียบร้อยงดงาม มักคู่กับ “ขันติ” คือ ความอดทน อดได้ทนได้เพื่อบรรลุความดีงามและความมุ่งหมายอันชอบ เรียกว่า “ธรรมทำให้งาม ๒”] นั่นเอง ที่กล่าวไว้ข้างต้นอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ศีลสัมปทา” คือ อะไร คือ ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ดังนี้ เรียกชื่อว่า “ศีลสัมปทา” เพราะยังศีลให้ถึงพร้อมบริบูรณ์ แต่คำที่ล่าวในที่นี้ว่า “ศีลสังวร ทั้งหมด ชื่อว่า ศีลสัมปทา” นี้ กล่าวไว้ เพื่อจะรวมเอาความไม่ล่วงละเมิดทางใจเข้ามาด้วยให้ครบถ้วน และ คำว่า “ทิฏฺฐิสมฺปทา” หมายถึง “ญาณอันเป็นเครื่องทำทิฐิให้บริบูรณ์” ที่มาแล้วอย่างนี้ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น “ทิฐิสัมปทา” คืออะไร คือความรู้ความเข้าใจเช่นนี้ว่า ให้ทานมีผล บูชามีผล เป็นต้น ซึ่งท่านผู้รู้ทั้งหลายทำความข้อนี้ให้แจ้งแล้ว จึงประกาศไว้

 

(๘.๒) “ทิฏฐิสัมปทา” หมายถึง ความเห็นว่า (๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล (๒) การบูชาย่อมมีผล (๒) การบวงสรวงย่อมมีผล (๓) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๔) โลกนี้มีอยู่ (๕) โลกอื่นมีอยู่ (๖) มารดามีอยู่ (๗) บิดามีอยู่ (๘) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่ (๙) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีอยู่ในโลก (๑๐) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก ดังนี้ ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

(๙) สีลวิสุทธิ–ทิฏฐิวิสุทธิ

(๙.๑) “สีลวิสุทธิ” หมายถึง ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา นี้เรียกว่า “สีลวิสุทธิ” สีลสังวรแม้ทั้งหมด จัดเป็น “สีลวิสุทธิ”

(๙.๒) “ทิฏฐิวิสุทธิ” หมายถึง ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน [กัมมัสสกตาญาณ] ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ [สัจจานุโลมิกญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค [มัคคญาณ] ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยผล [ผลญาณ]

 

(๑๐) ความหมดจดแห่งทิฏฐิ–ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด

(๑๐.๑) “ความหมดจดแห่งทิฏฐิ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

(๑๐.๒) “ความเพียรแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประดับประคองธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ

 

 

เพราะฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ” [สติปัญญา = ปัญญาแตกฉาน–จตุปฏิสัมภิทาญาณ] นั้น จะเป็นศูนย์กลางในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม คือ ในธรรมทั้งปวง ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม นั่นคือ มีปัญญารอบรู้เข้าใจในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอย่างดี ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจประกอบด้วยความเห็นในหยั่งรู้ คือ ระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมเสมอ [สติสัมปชัญญะ] และประการสำคัญ “ปัญญา” [ปัญญาธนา: The Treasure of Wisdom] ย่อมเป็น “อริยทรัพย์” [กุศลจิต–ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก] ด้วยเช่นกัน ที่สะสมพอกพูนอยู่ใน “พื้นจิตสันดาน” [Proclivity: ใจเอนเอียง–นิสัย–ความโน้มน้าว = อนุสัย ในฝ่ายกิเลส–อกุศลจิต] เช่นกัน เพียงแต่ว่า ใครจะมีกุศลจิตหรืออกุศลจิตมากกว่ากัน เท่านั้นเอง แต่ผู้ที่มีจิตได้พัฒนาไปถึงขั้น “รูปพรหมภูมิ–อรูปพรหมภูมิ” มาก่อนนั้นแล้ว โอกาสที่จะคิดฝักใฝ่ในทางอกุศลธรรมนั้น คงจะมีน้อยลงเช่นกัน เพราะการเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” [โสดาปัตติมรรค] ได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะอุบัติเกิดขึ้นในสมองหรือคลังปัญญาของบุคคล ถ้าจิตไม่สะอาดผ่องแผ้วบริสุทธิ์มาก่อน ก็คงเป็นไม่ได้ที่จะบรรลุธรรมวิเศษในขั้น “โสดาบัน” ได้ เมื่อเกิดปัญญาที่เห็นธรรมทั้ง คือ รู้เห็นได้ทั้งอาณาจักรแห่งธรรม ณ ขณะนั้น สมัยนั้น ถ้ามีพลังแห่งปัญญาอันยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งใน “ไตรลักษณ์–สัมมสนญาณ พร้อมด้วย วิปัสสนาญาณ ๙” แล้วเจริญปัญญาขึ้นไปในการกำจัดธรรมที่สหรคตด้วยสาสวะทั้งหลาย ย่อมบรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายในขั้น “สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์” ได้เช่นกัน ดังเช่น คณะพระปัญจวัคคีย์ ที่เกิด “ธรรมจักษุ” เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา พระธรรมจักร” หมายถึง เทศนากัณฑ์แรก ที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์] ที่เป็นปฐมเทศนาของพระตถาคตใน “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” จนสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งคณะด้วยเทศนา “อนัตตลักขณสูตร” อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน โดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาอย่างนี้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอาศัยปัจจัยปรุงแต่งขึ้นด้วยสัญเจตนาของตน นั่นคือ อภิสังขาร ๓: ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร หรือ บุญ–บาป–อาเนญชา: จตุตถฌานและอรูปฌาน ๔ เพราะไม่อยู่ในอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟังตามปรารถนาหรือปณิธิของตนได้ ซึ่งเทียบเคียงสาระแก่นสารได้กับ –“สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า ความไม่มีแก่นสาร ความไม่ใช่ตน ความไม่ใช่เรา] อันเป็นพระธรรมที่เกี่ยวข้องกับ “สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์” [ลักขณูปนิชฌาน] ได้แก่ อนิจจตา–Impermanent ทุกขตา–Miserable อนัตตตา–Impersonal ที่เกิดปัญญาเห็นแจ้งทั้งในสมาธิสมถะและญาณในวิปัสสนา

 

 

ฉะนั้น ในความเป็นจริงแล้ว หลักการปฏิบัติธรรมตามแนวทางในพระพุทธศาสนานั้น ที่เรียกว่า “วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา–วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ก็ให้พิจารณาภาวะจิตใน ๒ ลักษณะ ได้แก่ (๑) “มี” กับ (๒) “ไม่มี” นั่นคือ “กิเลสทั้งหลาย” จนก้าวไปถึง (๓) “ไม่ยึดมั่นถือมั่น” นั่นคือ “ธรรมทั้งหลาย” [สังขตะ–อสังขตะ หรือ สังขตธรรม–อสังขตธรรม] หรือ ให้ละหนีจาก (๑) “วัฏฏะ” [The Wheel of Rebirths: (๑) กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน (๒) กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ (๓) วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] ไปสู่ (๒) “วิวัฏฏะ” [ปราศจากขันธ์ ๕ = ขันธวินิมุต: The Final Liberation from the Ever-Repeated Deaths] และ (๓) วิวัฒน์ปัญญาไปสู่ “อนัตตตา: Impersonal” หรือ “สุญญตา–Suññatā: The Void Deliverance of Mind” [ความว่างจาก “ตัวกู–ของกู” = The Void of “I–and–Mine”] อันเหมายถึง “อมตธาตุ–นิพพาน” [Deathlessness or Immortality = มหาสุญญตา คือ ว่างจากระดับอณูจนถึงระดับมหาจักรวาล] เพราะฉะนั้น ตัวมูลเหตุหลักแห่งวัฏฏะ คือ “กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” หรือ “มูล ๒: อวิชชา–ตัณหา” ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ธรรมของ คำว่า “นิพพาน” อย่างไรก็ตาม “อวิชชา” ก็เป็นปฏิปักษ์กับ “ปัญญา” นั่นคือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” [โดยนัยต่อไปนี้ (๑) “จักษุ–Eye” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ–Insight” เป็นธรรม ความรู้–หยั่งรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา–Wisdom” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา–Gnosis or Higher Knowledge” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง–Light” เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ] และรวมทั้ง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้ความเห็น = ญาณทัสสนะ ตามเป็นจริง = ยถาภูต] เพราะฉะนั้น “อวิชชา” [โมหะ–ความหลง หรือ อสัมปชัญญะ–ความไม่รู้ไม่เห็น] จึงเป็นธรรมที่คู่กับ คติโลก หรือ วิสัยโลก หรือ โลกียะ นั่นเอง ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ “โลกุตตระ” โดยยึดคุณชาติอันเป็นเป้าหมายสูงสุด คือ “อรหัตตวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ] เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องพิจารณา ไตร่สวน สอบสวน ค้นคว้า ศึกษา สังเกต วิจัยธรรม [ธัมมวิจยะ] ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” ซึ่งธรรม สภาวธรรม หรือ ปรากฏการณ์ นั้น ก็คือ “ขันธ์ ๕” หรือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เพื่อทิ้งจากสิ่งเหล่านี้ ไปสู่ภาวะความหลุดพ้นจาก “กิเลสวัฏฏ์” ตัวต้นเหตุหรือมูลเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ คือ “กัมมวัฏฏ์” กับ “วิปากวัฏฏ์” ซึ่งทั้งหมดรวมกัน เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” นั้นเอง ให้เปรียบภาวะจิตที่สหรคตด้วย “อวิชชา” กับ “นิพพาน” ดังนี้

 

“อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ” [องค์แห่งอวิชชา] ได้แก่

(๑) “อัญญาณ” คือ ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) “อทัสสนะ” คือ ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) “อนภิสมัย” คือ ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) “อนนุโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) “อสัมโพธะ” คือ ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) “อัปปฏิเวธะ” คือ การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) “อสังคาหณา” คือ ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) “อปริโยคาหณา” คือ ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) “อสมเปกขนา” คือ ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) “อปัจจเวกขณา” คือ ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) “อัปปัจจักขกรรม” คือ ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) “ทุมมิชฌะ” คือ ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) “พาลยะ” คือ ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) “โมหะ” คือ ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด] 

(๑๖) “ปโมหะ” คือ ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) “สัมโมหะ” คือ ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) “อวิชชา” คือ รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) “อวิชโชฆะ” คือ โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ = วิวัฏฏะ]

(๒๐) “อวิชชาโยคะ” คือ โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) “อวิชชานุสัย” คือ อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) “อวิชชาปริยุฏฐาน” คือ การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) “อวิชชาลังคี” คือ กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) “โทสะ” คือ ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) “โลภะ” คือ ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

คำที่เป็นไวพจน์กับ คำว่า “นิพพาน” มีอยู่ ๒๖ คำ ดังนี้

(๑) “อเสสวิราโค” คือ คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ

(๒) “อเสสนิโรโธ” คือ ดับโดยไม่มีเหลือ

(๓) “จาโค” คือ ความสละ

(๔) “ปฏินิสฺสคฺโค” คือ ความสละคืน

(๕) “มุตฺติ” คือ ความหลุดพ้น

(๖) “อนาลโย” คือ ความไม่อาลัย

(๗) “ราคกฺขโย” คือ ความสิ้นราคะ

(๘) “โทสกฺขโย” คือ ความสิ้นโทสะ

(๙) “โมหกฺขโย” คือ ความสิ้นโมหะ

(๑๐) “ตณฺหกฺขโย” คือ ความสิ้นตัณหา

(๑๑) “อนุปฺปาโท” คือ ความไม่เกิด

(๑๒) “อปฺปวตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๓) “อนิมิตฺตํ” คือ ความไม่เป็นไป

(๑๔) “อปฺปณิหิตํ” คือ ความไม่มีที่ตั้ง

(๑๕) “อนายูหนํ” คือ ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ

(๑๖) “อปฺปฏิสนฺธิ” คือ ความไม่สืบต่อ

(๑๗) “อนุปปตฺติ” คือ ความไม่อุบัติ

(๑๘) “อคติ” คือ ความไม่มีคติ

(๑๙) “อชาตํ” คือ ความไม่เกิด

(๒๐) “อชรํ” คือ ความไม่แก่

(๒๑) “อพฺยาธิ” คือ ความไม่เจ็บ

(๒๒) “อมตํ” คือ ความไม่ตาย

(๒๓) “อโสกํ” คือ ความไม่โศก

(๒๔) “อปริเทวํ” คือ ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ

(๒๕) “อนุปายาสํ” คือ ความไม่เหือดแห้งใจ

(๒๖) “อสงฺกิลิฏฺฐํ” คือ ความไม่เศร้าหมอง

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ละเอียดอีกในมุมหนึ่งเกี่ยวกับนิพพานนั้น คือ ภาวะที่เกิดจากการตรวจสอบทบทวนใน ที่เรียกว่า “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน ซึ่งจะเกิดควบคู่กับ “อาสวักขยญาณ” ดังนี้

 

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง 

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔] ได้แก่ อินทรีย์ ๓ และ อินทรีย์ ๘ ประการ ในแต่ละขั้นของ มรรค ๔–ผล ๔

                              

(๑) “อินทรีย์ ๓” ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

(๒) “อินทรีย์ ๘ ประการ” ได้แก่ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑ โสมนัสสินทรีย์ ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ โดยมีนัยแสดงความเป็นบริวาร ดังต่อไปนี้

(๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร และ (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี

 

 

ฉะนั้น “มรรค ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” กับ “ผล ๔” = “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๓๒” รวมจำนวนอินทรีย์ทั้งหมดเป็น “มีอาการ ๖๔” 

 

โสดาบัน–ผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

โสดาปัตติมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

โสดาปัตติผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ [สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสหยาบๆ–กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ถึงกระแส  [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

สกทาคามี–ผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

สกทาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

สกทาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสหยาบๆ [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสละเอียด–กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน  

ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

อนาคามี–ผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อนาคามิมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อนาคามิผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสละเอียด [กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

กิเลสทั้งหลาย

(๕) นิพพาน

ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก [ยังไม่ถึงนิพพาน]

 

 

อรหันต์–ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

(๑) สำรวจมรรค

อรหัตตมรรค–สมุจเฉทนิโรธ = อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ ๘]

(๒) สำรวจผล

อรหัตตผล–ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิสสรณนิโรธ [นิพพาน] = อัญญาตาวินทรีย์  [อินทรีย์ ๘]

(๓) กิเลสละแล้ว

กิเลสทั้งหลาย  [รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย]

(๔) กิเลสเหลืออยู่

 [ไม่มีการพิจารณา]

(๕) นิพพาน

ผู้หักกำแห่งสงสารแล้ว [บรรลุถึงนิพพานแล้ว–วิวัฏฏะ]

 

 

“นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว–ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้

ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ”

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ โดยดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว ท่านผู้บรรลุอธิคมธรรมนี้ เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ”

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ภาพรวมในญาณสัมปยุตต์แห่งนิพพานนั้น ให้พิจารณาภาพประกอบข้างล่างนี้ ตามนัยในคำว่า “ธรรม ๓” [อาณาจักรธรรม–ธรรมจักร] ดังนี้

 


  

ให้พิจารณานิยามใน คำว่า “ธรรมจักร” [โดยย่อ] ดังนี้

 

 

ยุคนัทธวรรค ธรรมจักกกถา

ว่าด้วยธรรมจักร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 588 -594 FILE 69)

 

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

 

ชื่อว่า “ธรรมจักร” ในคำว่า “ธมฺมจกฺกํ” นี้ เพราะอรรถว่ากระไร

ชื่อว่า “ธรรมจักร” [พุทธภาวะ] เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาค

(๑) ทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป

(๒) ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป

(๓) ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม

(๔) ทรงให้จักรเป็นไปโดย การประพฤติ เป็นธรรม

(๕) ทรง ดำรง อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๖) ทรง ประดิษฐาน อยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๗) ทรงให้ประชาชนประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๘) ทรงบรรลุถึง ความชำนาญ ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๙) ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๐) ทรงบรรลุถึง ความยอดเยี่ยม ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๑) ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๒) ทรงบรรลุถึง ความแกล้วกล้า ในธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๓) ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๔) ทรง สักการะ ธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๕) ทรง เคารพ ธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๖) ทรง นับถือ ธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๗) ทรง บูชา ธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๘) ทรง นอบน้อม ธรรมให้จักรเป็นไป

(๑๙) ทรง มีธรรมเป็นธง ให้จักรเป็นไป

(๒๐) ทรง มีธรรมเป็นยอด ให้จักรเป็นไป

(๒๑) ทรง มีธรรมเป็นใหญ่ ให้จักรเป็นไป

 

และ ชื่อว่า “ธรรมจักร” [ปัจจเวกขณญาณ] เพราะอรรถว่า

“อินทรีย์” [อินทรีย์ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“พละ” [พละ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

“สัมโพชฌงค์” [โพชฌงค์ ๗] เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก

“มรรค” [มรรคมีองค์ ๘] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

“สติปัฏฐาน” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

“สัมมัปปธาน” [สัมมัปปธาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้

“อิทธิบาท” [อธิบาท ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

“สัจจะ” [อริยสัจจ์ ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้

“สมถะ” [สมถภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“วิปัสสนา” [วิปัสสนาภาวนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

“สมถวิปัสสนา” [สมถะและวิปัสสนา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

“ธรรมที่เป็นคู่” [ปัสสัทธิยุคฬาทิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

“สีลวิสุทธิ” [อธิสีลสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม

“จิตตวิสุทธิ” [อธิจิตตสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

“ทิฏฐิวิสุทธิ” [อธิปัญญาสิกขา] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น

“วิโมกข์” [วิโมกข์ ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น

“วิชชา” [วิชชา ๓] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๒] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าหลุดพ้นปล่อยวาง

“ญาณในความสิ้นไป” [วิราคะ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด

“ญาณในความไม่เกิดขึ้น” [นิโรธ ๕] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ

“ฉันทะ” [ศรัทธา ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล

“มนสิการ” [โยนิโสมนสิการ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

“ผัสสะ” [ผัสสะ ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

“เวทนา” [เวทนา ๖] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

“สมาธิ” [รูปฌาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

“สติ” [สติปัฏฐาน ๔] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

“ปัญญา” [สัมมาทิฏฐิ] เป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ

“วิมุตติ” [วิมุตติ ๕–อรหันต์วิมุตติสุข] เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร

“นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม” [นิพพาน ๒] เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป

 

การเกิด “ยถาภูตญาณทัสสนะ” สัมปยุตต์ใน “อริยสัจจ์ ๔” และ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗”

 

(๑) “จักษุ” เป็นธรรม ความเห็น เป็นอรรถ (๒) “ญาณ” เป็นธรรม ความรู้ เป็นอรรถ (๓) “ปัญญา” เป็นธรรม ความรู้ทั่ว เป็นอรรถ (๔) “วิชชา” เป็นอรรถ ความแทงตลอด เป็นธรรม (๕) “แสงสว่าง”เป็นธรรม ความสว่างไสว เป็นอรรถ

 

ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ (๑) เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์ [ทุกขสัจจ์] (๒) เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ [สมุทัยสัจจ์] (๓) เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ [นิโรธสัจจ์] (๔) เป็นที่ตั้งแห่งมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ [มรรคสัจจ์]

 

ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ–อริยสัจจ์ ๔ [(๑) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นอารมณ์ (๒) มีอริยสัจจ์ ๔ เป็นโคจร (๓) สงเคราะห์เข้าในอริยสัจจ์ ๔ (๔) นับเนื่องในอริยสัจจ์ ๔ (๕) เข้ามาประชุมในอริยสัจจ์ ๔ (๖) ตั้งอยู่ในอริยสัจจ์ ๔ (๗) ประดิษฐานอยู่ในอริยสัจจ์ ๔]

 

นอกจากนี้ ยังรวมสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘]

 

 

เพราะฉะนั้น เมื่อบุคคลเกิด “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ–ปัญญาเห็นธรรม” [ความรู้เห็น–ญาณทัสสนะ ในอาณาจักรแห่งธรรมทั้งปวง ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม นั่นคือ ยถาภูตญาณทัสสนะ = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง โดยอรรถว่า ความรู้เห็นตามที่เป็นจริง–โยนิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท–ธัมมัฏฐิติญาณ ตลอดจนเห็นไตรลักษณ์ในธรรมทั้งปวงแห่งธรรมชาติ = อริยสัจจ์ ๔] นั้น ย่อมประกอบด้วยภาวะที่ถูกต้องเป็นจริงตามธรรมดา หรือ “กฎธรรมชาติ” ด้วยการศึกษาวิจัยธรรมทั้งหลายตามหลักธรรม “ไตรสิกขา” ดังนี้

(๑) เมื่อกล่าวถึง “อธิศีลสิกขา” คือ วินัยปิฎกทั้งหมด ย่อมเจริญด้วย สัมมาวาจก–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ เพื่อเป็นการดับกิเลสอย่างหยาบ “วีติกกมกิเลส” [กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔]

(๒) “อธิจิตตสิกขา” คือ สุตตันตปิฎกทั้งหมด ย่อมเจริญด้วย สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ เพื่อเป็นการดับกิเลสอย่างกลาง “ปริยุฏฐานกิเลส” [นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง–อุปกิเลส ๑๖–มโนทุจริต ๓]

(๓) “อธิปัญญาสิกขา” คือ อภิธรรมปิฎกทั้งหมด ย่อมเจริญด้วย สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ เพื่อเป็นการดับกิเลสอย่างละเอียด “อนุสยกิเลส” [สังโยชน์ ๑๐–อาสวะ ๔]

 

 

ดังนั้น ตามนัยของ “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” นั้น ไม่ได้หมายถึง “ความว่างเปล่าปราศจากสติสัมปชัญญะ” แต่ประการใด หรือไม่ใช่ “การดับสูญสิ้นไป” ตามแนวคิด “อุจเฉททิฏฐิ–Annihilationism” (ข้อ ๒ ในทิฏฐิ ๒) คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป หรือ“นัตถิกทิฏฐิ–Nihilism” (ข้อ ๓ ในทิฏฐิ ๓) คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้ แต่จะต้องรับรู้ถึง “จริมกจิต–จริมกวิญญาณ–ปรินิพพานจิต” หมายถึง จิตดวงสุดท้าย ซึ่งจะดับไปเมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” หรือว่าเป็น “ความว่างเปล่าแห่งสุญญตา–Void” [อนัตตตา] เพราะจิตนั้นได้สหรคตประกอบด้วย “อุเบกขา” [สติคมชัด–สัมปชัญญะแก่กล้า ด้วยความบริสุทธิ์แห่งจิตตสมาธิ] กับ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” [วิเวก–ความสงบสงัด = จตุตถฌาน–จิตประภัสสร หรือ ปัญญาในสมาธิแห่งสมถพละ] และสัมปยุตต์ด้วย “ปัญญาญาณแห่งวิปัสสนาพละ” ดังนี้

 

“อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมออันมาใน “เยวาปนกธรรม” ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑ มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ]

(๕) “ฌานุเปกขา” คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยเข้า “จตุตถฌาน” มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วยอนัตตตา

(๘) “สังขารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา

(๙) “เวทนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขโดยจิตเป็นกามาวจรกุศล

(๑๐) “วิริยุเปกขา” คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล

 

 

เพราะฉะนั้น ถ้าจิตไม่สหรคตด้วย “อุเบกขา ๑๐” ดังกล่าวนั้น ภาวะแห่งความตรัสรู้ในธรรมทั้งหลาย ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะจิตนั้นไม่สามารถทำลาย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ได้ใน “วิปัสสนาญาณ ๑๐” [วุฏฐานคามินีปฏิปทา–การทุบขันธ์ ๕–การระเบิดขันธ์ ๕–ไม่รับขันธ์ทั้งหลายเพื่อจะเข้าไปสู่มรรค] ในขั้นต่อไปนั้น คือ การทำลาย (๑) กิเลสอย่างหยาบ–วีติกกมกิเลส (๒) กิเลสอย่างกลาง–ปริยุฏฐานกิเลส และ (๓) กิเลสอย่างละเอียด–อนุสยกิเลส ตามลำดับ ด้วยอำนาจแห่งมรรควิถี เพื่อให้บรรลุผล [วิสุทธิ ๗ กับ ญาณ ๑๖] ที่สัมปยุตต์ด้วย “อาสวักขยญาณ” [มีอาการ ๖๔ แห่งอินทรีย์ ๓ กับ อินทรีย์ ๘ ประการ] ซึ่งเรียกว่า “การตรัสรู้–สัมโพธะ–Enlightenment” เพื่อเข้าสู่ภาวะอันถูกต้อง “สัมมัตตะ ๑๐” [อเสขปฏิปทา] นั่นคือ ภาวะอันถูกต้องและยอดเยี่ยมในการบรรลุเข้าถึง “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” [ชี-วิด-สะ-มะ-สี-สี] หมายถึง ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต ผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับการสิ้นชีวิต ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี หรือ (๑) การดับขันธปรินิพพาน และ (๒) การละสังขารทั้งปวงในเวลาเดียว ที่มีชื่อว่า “ทำกาลกิริยา” หรือ “การกระทำกาละ” ดังนั้น ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม [ไตรสิกขา] จนถึง “นิพพาน” นั้น เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์แห่งอริยมรรคจนถึงนิพพาน” คือ ภาวะอันประกอบด้วย (๑) “สติสัมปชัญญะ” และ (๒) “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” เพื่อการปล่อยวางในธรรมทั้งปวง [อุเบกขา ๑๐] และ เพื่อให้เข้าถึงภาวะที่ปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “อนัตตตา–สุญญตา” นั่นคือ “ภาวะแห่งการยึดมั่นใน ตัวกู–ของกู” อันเป็นความไม่รู้จริงใน “อุปาทานขันธ์ ๕” [อุปาทิ] อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมต้องประกอบด้วยปรีชาสามารถอันเยี่ยม นั่นคือ ภาวะอันเยี่ยม [อนุตตริยะ ๓] ได้แก่ (๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยมด้วย ปัญญาเห็นธรรม หรือ เห็นสัจจภาวะแห่งนิพพาน (๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ซึ่งทั้ง “การเห็นอันเยี่ยม” กับ “การปฏิบัติอันเยี่ยม” นั้น ย่อมทำให้บรรลุถึง “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ–อาสวักขยญาณ] ใน (๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น นั่นคือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือ “นิพพาน ๒” [โดยหมายถึง “พระอรหันต์” เท่านั้น ถ้าคงสังขารอยู่ เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ “พระเสขะ–สอุปาทิเสสบุคคล” แต่ถ้าดับขันธ์ทั้งหลายหรือละสังขารแห่งสัญญาและเวทนาไปเลย ไม่อยู่ต่ออีกแล้วกับโลกนี้ต่อไป เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ “พระอเสขะ–อนุปาทิเสสบุคคล”] ฉะนั้น ภาวะอันเยี่ยมทั้ง ๓ ประการ ดังกล่าวนี้ ต้องเกิดขึ้นด้วยความเห็นที่ถูกต้องในสมอง [สัมมาทิฏฐิ–โยนิโสมนสิการ] ที่จะกระทำพฤติกรรมต่างๆ ที่เรียกว่า “สัมมาสังกัปปะ” [Right Concepts] ที่จะแสดงออกเป็นกรรมต่างๆ ได้แก่ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑ ให้พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายที่มาประมวลรวมกันในกระบวนการคิด จนกลายเป็น “สัมปยุตตธรรมแห่งนิพพาน” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

สัมปยุตตธรรมแห่งนิพพาน โดยย่อแล้ว มีขั้นตอนทั้งหมด ๑๒ ลำดับ ดังนี้

(๑) “จตุตถฌาน” ได้แก่ อุเบกขา ๑ เอกัคคตา ๑ [ที่สัมปยุตต์ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗]

(๒) “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ได้แก่ นามรูปปริจเฉทญาณ ๑ ปัจจยปริคคหญาณ ๑ สัมมสนญาณ ๑ อุทยัพพยญาณ ๑ ภังคญาณ ๑ ภยญาณ ๑ อาทีนวญาณ ๑ นิพพิทาญาณ ๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ ๑ ปฏิสังขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑ อนุโลมญาณ ๑ [เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ๑๐] โคตรภูญาณ ๑ มรรคญาณ ๑ ผลญาณ ๑ [เรียกว่า โลกุตตรธรรม] ปัจจเวกขณญาณ ๑ [สัมปยุตต์ด้วย อาสวักขยญาณ จนบรรลุถึง นิพพาน ฉะนั้น มรรคญาณ–ผลญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน ที่สัมปยุตต์ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ คือ โลกุตตรธรรม ๔๖]

(๓) “วิสุทธิ ๗” ได้แก่ อธิสีลสิกขา [สีลวิสุทธิ] ๑ อธิจิตตสิกขา [จิตตวิสุทธิ] ๑ อธิปัญญาสิกขา [ทิฏฐิวิสุธิ (ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์) –กังขาวิตรณวิสุทธิ (ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์) –มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์) –ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา คือ วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐ อันเกิดในการเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ หรือ ขั้นกำหนดนิโรธสัจจ์ คือ รู้เห็นพระนิพพาน) –ญาณทัสสนวิสุทธิ (ความรู้ในอริยมรรค ๔ หรือ มรรคญาณ) ตามลำดับ] ๑ แล้วเกิด โคตรภูญาณ ๑ ที่ทำให้บรรลุถึง โลกุตตรธรรม ๙

(๔) “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ทุกขอริยสัจจ์ ๑ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ๑ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ๑ [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค]

(๕) “อริยมรรค ๔” ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตตมรรค ๑

(๖) “อริยผล ๔” ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตผล ๑

(๗) “ปัจจเวกขณญาณ มีอาการ ๑๙” ได้แก่ รู้มรรค ๔ รู้ผล ๔ กิเลสละแล้ว ๔ กิเลสเหลือ ๓ นิพพาน ๔

(๘) “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ ปริญญา ๑ ปหานะ ๑ สัจฉิกิริยา ๑ ภาวนา ๑

(๙) “ญาณ ๓” ได้แก่ สัจจญาณ ๑ กิจจญาณ ๑ กตญาณ ๑

(๑๐) “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒” ได้แก่ ญาณ ๓ สัมปยุตต์ด้วย กิจในอริยสัจจ์ ๔

(๑๑) “อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔” ได้แก่ อินทรีย์ ๓ สัมปยุตต์ด้วย อินทรีย์ ๘ ประการ ในอริยมรรค ๑๖ และ อริยผล ๑๖ เรียกว่า “การตรัสรู้–สัมโพธะ”

(๑๒) “นิพพาน ๒” ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน [พระเสขะ เหลืออุปาธิ: สัญญา–เวทนา] ๑ อนุปาทิเสสนิพพาน [การดับขันธปรินิพพาน–พระอเสขะ ไม่เหลืออุปาธิ]

 

 

ประการสุดท้ายนี้ ความนึกคิดในใจ ที่ประมวลด้วยความเห็นแห่งทฤษฎีหรือหลักธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ธรรมทั้งปวง: กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม” นั้น เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ที่จิตมนุษย์ยังเข้าไปรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] อย่างลึกซึ้ง ด้วยจิตเป็นกลาง ที่บริสุทธิ์ด้วย “วิสุทธิ ๗” [ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ นิพพาน] ที่ปฏิสังยุตด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” [ความเป็นสิ่งที่ถูกหรือภาวะอันถูกต้องแห่งพระอเสขปฏิปทา] และ “อนุตตริยะ ๓” [ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม] อย่างเป็นเอกภาพเดียวกัน หรือกลมกลืนกันที่ธรรมแต่อย่างก็ไม่ละเมิดกันและกัน และนอกจากนี้ ยังต้องพรั่งพร้อมสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ หรือ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค] ซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติธรรม โดยเริ่มจากขั้นแรก จนถึงขั้นสุดท้าย อนึ่ง กระบวนการในปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ที่ประกอบด้วย “สัทธรรม ๓” ได้แก่

(๑) “ปริยัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ พุทธพจน์  

(๒) “ปฏิปัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา คือ ศีล–วินัยปิฎกทั้งหมด สมาธิ–สุตตันตปิฎกทั้งหมด ปัญญา–อภิธรรมปิฎกทั้งหมด   

(๓) “ปฏิเวธสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึง หรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ โลกุตตรธรรม ๙ คือ มรรค ๔ ผล ๔ และ นิพพาน ๑

 

 

นอกจากนี้ คำแนะนำ คำสั่งสอน จากครูอาจารย์ผู้ทรงศีลทั้งหลายนั้น เป็นประโยชน์สาระสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม แต่ต้องนำมาไตร่ตรองถึงประโยชน์อันพึงได้รับจริง ที่จะเกื้อกูลในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายสูงสุด คือ “นิพพาน” ข้อควรระวัง คือ อย่าให้กิเลสใน ๓ อย่าง นี้ เกิดขึ้นในจิตใจของตน ได้แก่ (๑) ตัณหา (๒) ทิฏฐิ และ (๓) มานะ [ปปัญจ ๓: กิเลสเครื่องเนิ่นช้า กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา] ซึ่งจะทำให้เกิดความทะนงอวดดี เข้าไปยุ่งกับเรื่องผู้อื่น [อวิชชา–อรติ] อันไม่ควรที่จะเป็น ไม่ใช่ทางแห่งอริมรรคอย่างแน่นอน ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมมีความศรัทธาเลื่อมใสในสัจจธรรมตาม (๑) “กฎแห่งกรรม” [กัมมผลสัทธา] และ (๒) “กฎแห่งกรรมของสัตว์” [กัมมัสสกตาสัทธา] แต่ประการสำคัญสูงสุดโดยปรมัตถ์ นั้น (๑) ความรู้เห็นจริงตามหลักธรรมพระไตรปิฎก อย่างมีสติสัมปชัญญะ กับ (๒) การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยตนเอง ดังนั้น หลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่อง “การพึ่งตนเอง คิดเองเป็นอย่างดี ทำเองเป็นอย่างดี โดยไม่วิปริต” และให้มีเมตตากรุณาจิตต่อสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขบนโลกใบนี้กับพวกเราทั้งหลาย สาระสำคัญทั้งหมดนั้น ก็มีด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4878742