๑๑๑. ธรรมจำแนกเป็นทวินิยม

         Dhamma Classification with Dualism

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1405

ความสำคัญของบทความ

 

บุคคลผู้มีปัญญาอันแยบคายในการจำแนกแจกธรรมได้ครบทั้งภูมิ ๔ ได้นั้น ถือว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” และถึงพร้อมด้วย (๒) “ปัญญาตรัสรู้” เพื่อจะเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพาน–พุทธภาวะ” ในขั้นตอนทั้งหมดนี้ ย่อมเกิดจากสมุฏฐานของ “สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นชอบโดยธรรม ความเข้าใจอย่างถูกต้องในธรรมทั้งปวง ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม ซึ่งเป็นกระบวนการคิด “โยนิโสมนสิการ” คือ อุบายวิธีคิดอย่างฉลาดแยบคาย ทำให้เข้าใจ ด้วยความรู้ความเห็นสภาวธรรมแห่งธรรมหรือปรากฏการณ์ทั้งหลาย เป็นไปตามเป็นจริง หรือ ตาม “กฎธรรมชาติ” พระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง แล้วค่อยจัดหมวดหมู่จำแนกออกเป็นหน่วยย่อย เพื่อให้เข้าใจหมวดใหญ่ที่เป็นหลัก ที่อธิบายสภาวะแห่งธรรมชาติจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น (๑) “รูปธรรม” หรือ (๒) “นามธรรม” ก็ตาม ไม่ใช่คิดไม่ได้ก็เหมาเป็นอภินิหารของสิ่งเหนือธรรมชาติ คือ เริ่มคิดแบบทวินิยมก่อนในชิงเปรียบเทียบ โดยพิจารณาธรรมทั้งหลายเป็น “ธาตุแห่งธรรมชาติ–ธาตุ ๔–ธาตุ ๖–ธาตุ ๑๘” [โดยนิยามนัยเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นภายในจิต มนุษย์มีความรู้ความเห็นด้วย “ญาณทัสสนะ” และ “สติสัมปชัญญะ” ในความจริงอันสูงสุดนี้ได้ด้วยตนเองทุกคน] ไม่ต่างจากแนวคิดในทางวิทยาศาสตร์ ที่ให้นิยามโลกแห่งวัตถุเป็น “สสาร–วัตถุธาตุ” หลังจากนั้น จึงเป็นการพัฒนาภูมิปัญญาด้วย “ญาณในวิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐–อนุปัสสนา ๓–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” รวมทั้ง “ญาณ ๑๖ –โสฬสญาณ” กับ “วิสุทธิ ๗” ธรรมทั้งหมดนี้ ต่างเรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” โดยสหรคตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ในทุกขั้นตอน ถึงจะจัดอยู่ในภาวะอันถูกต้อง “สัมมัตตะ ๑๐” ได้ [พระอเสขะ–อนุปาทิเสสนิพพาน] เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า (๑) ความจำ–ความเห็น–ความนึกคิด (๒) ภาษา–คำศัพท์ (๓) ทฤษฎี–หลักการ (๔) อุบายวิธีที่แยบคาย–โยนิโสมนสิการ (๕) สมาธิ (๖) วิปัสสนา [จำแนกธรรม–ธัมมวิจยะ] (๗) การหาข้อสรุป จึงเป็นปัจจัยสำคัญของผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา โดยรวมกับอุปนิสัยพื้นฐานที่เป็นผู้มีความขยันอดทน มีความพยายามสูง ไม่ทิ้งกิจหน้าที่ในการเจริญธรรมแห่งสมาธิภาวนากรรมฐาน นั่นคือ “มนสิการกรรมฐาน” ให้บ่อยๆ ให้มากๆ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้น อย่างสม่ำเสมอ เป็นนิตยกาลแห่งอริยมรรค ฉะนั้น  บุคคลนั้น ย่อมได้มาซึ่ง “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” [ปฏิสัมภิทัปปัตตะ] ในวิปัสสนาภูมิกัมมัฏฐานอย่างแน่นอน ความรู้ดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องเนื้อแท้แก่นของพระศาสนาอย่างแท้จริง ซึ่งพุทธมามกะหรือพุทธบริษัททั้งหลาย จักต้องเข้าใจอย่างประจักษ์ เป็นความรู้เห็นอันเยี่ยมและเกิดรู้ถึงปฏิปทาอันเยี่ยมที่จะเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การเดินผิดๆ ถูกๆ ถูไถไปตามคันนา นั่นไม่ใช่อริยสาวกของพระตถาคตเลย.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๑๑ ประจำปี ๒๕๕๘ – ธรรมจำแนกเป็นทวินิยม

 

แนวคิดพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น เริ่มต้นจากการสังเกตสภาวะหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่มีสมุฏฐานมาจาก “ธาตุ ๑๘” หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยาม คือ กำหนดแห่งธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจตนาปรุงแต่งให้เกิดเป็นกรรม [กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม] ตามปรารถนาของมนุษย์ [กิเลสตัณหา] ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ดังนี้

 

(๑) “ร่างกายของตนเอง” [รูปธรรม–รูปกาย] หมายถึง สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยระบบประสาทสัมผัส [ผัสสะ ๕ (อินทรีย์–อารมณ์): ตา–รูป หู–เสียง จมูก–กลิ่น ลิ้น-รส กาย-โผฏฐัพพะ] โดยระบบสิ่งเหล่านั้นเป็น “ธาตุธรรมชาติ” ได้แก่

ตา–รูป

(๑) จักขุธาตุ–ธาตุคือจักขุปสาท

(๒) รูปธาตุ–ธาตุคือรูปารมณ์

(๓) จักขุวิญญาณธาตุ–ธาตุคือจักขุวิญญาณ

หู–เสียง

(๔) โสตธาตุ–ธาตุคือโสตปสาท

(๕) สัททธาตุ–ธาตุคือสัททารมณ์ 

(๖) โสตวิญญาณธาตุ–ธาตุคือโสตวิญญาณ

จมูก–กลิ่น

(๗) ฆานธาตุ–ธาตุคือฆานปสาท

(๘) คันธธาตุ–ธาตุคือคันธารมณ์

(๙) ฆานวิญญาณธาตุ–ธาตุคือฆานวิญญาณ

ลิ้น-รส

(๑๐) ชิวหาธาตุ–ธาตุคือชิวหาปสาท

(๑๑) รสธาตุ–ธาตุคือรสารมณ์

(๑๒) ชิวหาวิญญาณธาตุ–ธาตุคือชิวหาวิญญาณ 

กาย-โผฏฐัพพะ

(๑๓) กายธาตุ–ธาตุคือกายปสาท

(๑๔) โผฏฐัพพธาตุ–ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์

(๑๕) กายวิญญาณธาตุ–ธาตุคือกายวิญญาณ

 

(๒) “จิตใจของตนเอง” [นามธรรม–นามกาย] หมายถึง สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยความนึกคิด [ผัสสะ ๑ (อินทรีย์–อารมณ์): ใจ–ธรรมารมณ์] โดยระบบสิ่งเหล่านั้นเป็น “ธาตุธรรมชาติ” ได้แก่

 

ใจ–ธรรมารมณ์

(๑๖) มโนธาตุ–ธาตุคือมโน 

(๑๗) ธรรมธาตุ–ธาตุคือธรรมารมณ์ 

(๑๘) มโนวิญญาณธาตุ–ธาตุคือมโนวิญญาณ 

 

ฉะนั้น ในองค์ประกอบของ “ธาตุ ๑๘” ดังกล่าวนี้ มาประชุมรวมกัน [สัมปยุตตธรรม] เรียกว่า “เบญจขันธ์” หรือ “ขันธ์ ๕” ที่ไม่ประกอบด้วยเจตนาของมนุษย์ หมายถึง “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] ถ้าธาตุดังกล่าวนั้นสหรคตด้วย “กิเลสตัณหาของจิตมนุษย์” เพราะ “อวิชชา” เรียกว่า “สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] ได้แก่ (๑) รูป: รูป (๒) เจตสิก: เวทนา–สัญญา–สังขาร (๓) จิต: วิญญาณ = “วัฏฏะ ๓” [กิเลสวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์–วิปากวัฏฏ์ = อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ พร้อมสังสารทุกข์ ได้แก่ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ซึ่งมีสมุฏฐานมาจาก “โลกธรรม ๘” หมายถึง ธรรมที่มีประจำโลก ธรรมดาของโลก ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกและสัตวโลกก็เป็นไปตามมัน ได้แก่ “มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์” ให้สังเกตว่า ภาวะจิตของมนุษย์ที่เกิดขึ้นสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปไม่รู้จบ คือ (๑) สิ่งที่ใคร่ปรารถนา ซึ่ง เรียกว่า “อิฏฐารมณ์” กับ (๒) สิ่งที่ไม่ใคร่ปรารถนา ซึ่งเรียกว่า “อนิฏฐารมณ์” และมักเรียกโดยรวมว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร”] และ ภาวะที่ปราศจากขันธ์ทั้ง ๕ เรียกว่า  (๔) นิพพาน = “วิวัฏฏะ–อมตธาตุ” ข้อพึงระวัง คือ การให้คำนิยามระหว่าง คำว่า (๑) “สมมติสัจจะ” [ความหมายที่โลกบัญญัติขึ้นตามข้อตกลงกันในสังคมนั้นๆ คือ คำศัพท์ในภาษาใดภาษาหนึ่งที่ใช้กันตามปกติในชีวิตประจำวัน] กับ (๒) “ปรมัตถสัจจะ” [ความหมายสูงสุดที่ปราศจากเจตนาของมนุษย์ เป็นความหมายตามธรรมชาติที่แท้จริงในสภาวธรรมนั้นๆ หรือ ความหมายตามพระอภิธรรมที่บัญญัติไว้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาธรรมตามวิปัสสนาภูมิ หรือการมนสิการกรรมฐานที่เกิดจากญาณทัสสนะและญาณในวิปัสสนา]

 

สำหรับความสำคัญในการจำแนกธรรมนั้น มีความจำเป็นเพราะ หมายถึง ภาวะความรู้ความเข้าใจในธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ = ความรู้ความเห็น –ยถาภูตญาณทัสสนะ = ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง คือ กฎธรรมชาติ–กำหนดแห่งธรรมดา” ซึ่งจะเกิดขึ้นในขณะจิตเป็นสมาธิใน “รูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” โดยจิตที่บริสุทธิ์มากที่สุด คือ “จตุตถฌานกุศลจิต” [คือ มีสมุฏฐานจากอธิจิตต์ ได้แก่ สัมมาวายามะ (สัมมัปปธาน ๔) –สัมมาสติ (สติปัฏฐาน ๔) –สัมมาสมาธิ (ฌาน ๔)] ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” เรียกว่า “จิตประภัสสร–ภวังคจิต” [จิตที่ออกนอกกระแสวิถีจิต ไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและอกุศลธรรมทั้งหลาย] คือ จิตดั้งเดิมโดยแท้ที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย รวมทั้ง “อวิชชา [ความไม่รู้จริง ความหลง] –อรติ [ความขัดเคืองแค้นใจลึกๆ ไม่ยินดี ไม่พึงพอใจที่เห็นเขาได้ดี = โทสะ–พยาบาท] –อกุศลธรรมทั้งปวง” อันเป็นธรรมเครื่องไม่อุปการะแก่สมาธิ ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “สังกิเลส” ซึ่งตรงกันข้ามกับ “โวทาน” ดังนี้

 

“สังกิเลส” หมายถึง ความเศร้าหมอง ความสกปรก สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ธรรมที่อยู่ใน “หานภาค” คือ ในฝ่ายข้างเสื่อม ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้ตกต่ำเสื่อมทราม เช่น อโยนิโสมนสิการ–อคติ–ตัณหา–มานะ–ทิฏฐิ–อวิชชา โดยสาระคือ “อกุศลธรรม” ในการปฏิบัติธรรมให้ละเว้นในส่วนธรรมทั้งหลายนี้

 

“โวทาน” หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว การชำระล้าง การทำให้สะอาด ธรรมที่อยู่ใน “วิเสสภาค” คือ ในฝ่ายข้างวิเศษ ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไป จนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์ เช่น โยนิโสมนสิการ–กุศลมูล–สมถะและวิปัสสนา ตลอดถึง นิพพาน โดยสาระคือ “กุศลธรรม” รวมทั้ง “อัพยากตธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม” ในการปฏิบัติธรรมให้เจริญพอกพูนให้ไพบูลย์ยิ่งในส่วนธรรมทั้งหลายนี้

 

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ในการปฏิบัติให้ศึกษาวิจัยธรรมทั้งปวงที่เป็น (๑) “ขันธ์ ๔” ที่สหรคตด้วยกิเลส นั่นคือ “สมมติสัจจะ” ในฝ่ายโลกียะธรรมโดยเปรียบเทียบกับ (๒) “ขันธ์ ๕” ที่ไม่สหรคตด้วยกิเลส กับ “นิพพาน” นั่นคือ “ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม” ในฝ่ายโลกุตตรธรรม โดยการพิจารณาจำแนกแจกธรรมเป็นเรื่อง “ธาตุธรรมชาติ” [ธาตุ ๖: ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–อากาสธาตุ–วิญญาณธาตุ และ ธาตุ ๑๘ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น] ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนากรรมฐาน จึงไม่แตกต่างจากการเป็นนักวิจัยธรรม หรือนักวิทยาศาสตร์ทางสาขาฟิสิกส์ [Physics: วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับ สสาร พลังงาน การเคลื่อนไหว และ แรง] ไม่ใช่เพียงการใช้ฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไสยาศาสตร์ เวทมนต์ อันเป็นวิชาไม่นำพาให้หลุดพ้นจากทุกข์ ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา [สมาธิภาวนา] คือ มีจุดมุ่งหมายให้ (๑) เกิดสุขในปัจจุบัน (๒)  สติสัมปชัญญะ (๓) ญาณทัสสนะ และ (๔) อาสวักขยญาณ [ความตรัสรู้–สัมโพธะ] องค์ประกอบทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมก็อย่าไปหลงทางในระหว่างเจริญภาวนากรรมฐาน และ เมื่อเกิดปัญญาด้วย “สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ” นั้น ย่อมเป็นบุคคลผู้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้จริง  เพราะมีปัญญาที่รู้รอบจริงตามเป็นจริง จึงเกิด “ปราโมทย์–ปีติ –ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” [ธรรมสมาธิ ๕] ขึ้นในจิตตลอดเวลา ที่เรียกว่า (๑) “มีสมาธิ” [จิตตั้งมั่นแน่วแน่ที่จะทำกิจ] ที่คู่กับ (๒) “มีสติสัมปชัญญะ” [จิตระลึกได้รู้ตัวพร้อมทั่วด้วยปัญญา] ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เพื่อนำไปใช้เป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตที่สุจริต [คิดดี] และ เป็นคนดีในสังคม [ทำดี] คนทั่วไปเมื่อได้รับการพัฒนาถูกวิธีตามหลักพุทธศาสนา [ไตรสิกขา] ดีแล้ว ย่อมได้คนมีคุณภาพดีในสังคมและเป็นผู้มีปัญญาดี พูดรู้ภาษาคน ไม่สร้างปัญหาให้สังคมอันไม่ควร เช่น กินเหล้าไม่หลับไม่นอนกวนชาวบ้าน ดูดบุหรี่แต่เด็ก [ทำให้เตี้ยแคระเป็นมะขามข้อเดียวไม่เติบโตเต็มที่ตามสายพันธ์ ก็ไม่ต่างจากกินไก่หมูปลามาก ทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติเพราะมีสารเร่งให้โตเร็ว ไม่เกี่ยวกับกินหมา กินผักมียาฆ่าแมลงมากเป็นมะเร็งไม่มีสาเหตุ หมอผีแทงบัญชีเป็นโรคกรรม เป็นต้น ข้อนี้เกิดจากขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจ] ทำตัวเป็นแก๊งลูกหินในโรงเรียน พ่นสีตามกำแพงตึก เปิดลัทธินิกายใหม่ทางศาสนา ทำ MLM: Multilevel Marketing หลอกทั้งสมาชิกของตนและชาวบ้าน มีนิสัยด่าบริภาษกันทางโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ อันไม่ควร โดยอีกฝ่ายไม่มีทางสู้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ความไม่รู้จริง [อวิชชา] จึงเป็นอันตรายต่อตนเองและสังคมส่วนรวม

 

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจถูกต้อง คือ รู้เห็นตามเป็นจริงด้วยจิตที่พัฒนาแล้วด้วย “สมาธิที่ถูต้อง–สัมมาสมาธิ” [รูปฌาน ๔ โดยหมายเอาจตุตถฌานเป็นหลัก] ย่อมเข้าใจความจริงในธรรมชาติ ไม่ว่าด้านศาสนาหรือสังคมก็ตาม ทุกอย่างมักมีค่าเป็น ๒ ด้าน [Dualism] ได้แก่ บวกกับลบ หนึ่งกับศูนย์ [ระบบดิจิตอล] คนกับสัตว์ ครูกับนักเรียน ชายกับหญิง หัวกับก้อย รูปกับนาม กายกับจิต ดีกับชั่ว ดำกับขาว บุญกับบาป สุขกับทุกข์ สุคติกับทุคติ สวรรค์กับนรก กุศลกับอกุศล อริยะกับปุถุชน วิวัฏฏะกับวัฏฏะ เป็นต้น แต่อย่าลืมว่า ภาวะที่เป็นด้านบวกกับด้านลบหนึ่ง มันเกิดขึ้นคู่กันตลอด เพียงแต่ว่า มนุษย์จะจัดลำดับหรือมิติความสัมพันธ์กันอย่างไรเท่านั้น ซึ่งการมองโลกแยกออกเป็น ๒ ด้าน ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอกัน เช่น ความคิดที่ว่า: “การเมืองไม่มีมิตรหรือศัตรูที่ถาวร ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นเลือกเป็นฝ่ายไหน คือ เข้าใจเรื่องสีเทา ไม่มีอะไรที่บริสุทธิ์จริง หรือไม่บริสุทธิ์จริง ขึ้นอยู่กับปัจจัยร่วมขณะนั้น เช่น การรวมพรรคที่หลากหลาย เพื่อแบ่งผลประโยชน์กัน ชาวบ้านตายชังมัน หนี้ที่ก่อขึ้น ก็เป็นเรื่องหนี้สาธารณะ ให้ครอบครัวกูมีสุขก็พอ” เป็นต้น เพราะฉะนั้น แนวคิดแบบ ๒ ด้าน ๒ ฝ่าย เป็นเพียงข้อสมมติฐานในเบื้องต้น ให้เข้าใจหรือรู้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริงที่ผิวเผินในระบบโครงสร้างที่หยาบๆ [Surface Structures] เป็นเชิงทฤษฎี ที่ต้องมีคำบรรยายเพิ่มอีกมากมาย ไม่จบอยู่แค่นั้นด้วยคำนิยามนั้นๆ แต่ต้องพิจารณาในระบบโครงสร้างลึก [Deep Structures] คือ แทนที่จะพิจารณาว่า ธรรมทั้งหลายแบ่งออกเป็น ๒ ด้าน ก็ให้มองถึงตอนที่ธรรมทั้งหลายนั้น มารวมกันในอีกเขตหนึ่ง คือ ให้พิจารณาบริเวณชายแดนเขตที่ติดต่อกัน ที่เรียกว่า “เขตกั้นชน” [Buffer Zone] ที่เรียกอีกอย่างว่า “เขตสีเทา–เขตปลอดอาวุธ” ในทางธรรมนั้น หมายถึง “อัพยากตธรรม–อัพยากฤต” ไม่ใช่มีเพียง “กุศลธรรม” กับ “อกุศลธรรม” เท่านั้น ยกตัวอย่าง ในเรื่องโลกฝ่ายสสารที่เป็นโลหะ จะมีทั้งธาตุโลหะที่บริสุทธิ์ ไม่เจือปนด้วยวัตถุอื่นใด คือ เป็นเอกเทศอิสระ แต่ในความเป็นจริงบนโลกนี้ ไม่มีอะไรตั้งอยู่โดยเดี่ยวเป็นเอกเทศได้ เพราะเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่สิ่งทั้งหลายต้องมารวมอยู่เป็นโลกใบเดียวกัน จึงมีมนุษย์พวกหนึ่ง มีกระบวนการคิดไม่ยอมรับฝ่ายบวกกับฝ่ายลบเท่านั้น แต่กลับคิดว่า มีอยู่เพียงภาวะเดียวเท่านั้น โดยมีระดับจากน้อยที่สุดไปหามากที่สุด [Consistency Hierarchies or Dimensions] แต่ให้นิยามในฝ่ายธรรมตรงกันข้ามแทน เช่น คำว่า “แก่–Old” คือ มีวัยเยาว์น้อย คือ มีจากมากไปหาน้อย หรือในทางตรงกันข้าม “เยาว์–Young” คือ มีวัยแก่มากไปหาวัยแก่น้อย แต่ในความเป็นจริง มนุษย์คิดเอาฝ่ายเสื่อมเป็นหลัก เช่น ไม่มีใครถามว่า “อายุน้อยเท่าไหร่” [How young are you?] มีแต่ถามว่า “อายุ [แก่] เท่าไหร่” [How old are you?] แต่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง ในภาษาไทย คำว่า “มีเมียน้อย–มีผัวน้อย” กลับให้ความหมายตรงข้ามกับคำนิยามของมันเอง แปลว่า “มีเมียหลายคน–มีผัวหลายคน” เพราะเมียหรือผัวจริง ได้รับคำนิยามว่า “เมียหลวง–เมียใหญ่” หรือ “ผัวหลวง–ผัวใหญ่” ไปแล้ว [ไม่มีใครให้คำนิยามว่า เมียราษฎร์–ผัวราษฎร์ แต่ทางอีสาน มักใช้คำว่า “กะเทยหลวง” หมายถึง กะเทยควาย หรือกะเทยแก่] เพราะคำว่า “หลวง–ใหญ่” นั้น สูงสุด ถ้ามีมากกว่านั้น หมายถึง “น้อยลงไปตามลำดับเป็นระยะที่ถูกต้อง เช่น มีมากกว่า ๒ ขึ้นไป เป็นต้น” แต่ถ้าใช้กับ “วัด” ใช้ได้เพียงคำเดียว คือ “วัดหลวง” ไม่มี “วัดน้อย” [ตามนัยว่ากลุ่มเมียน้อยอุปถัมภ์] แต่มีเฉพาะคำว่า “วัดป่าใหญ่” [คือ มีต้นไม้ต้นใหญ่ๆ เยอะ ถ้าวัดป่าใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี สมัยนี้น่าจะเหลือต้นมะพร้าวเท่านั้น ไม่ค่อยแน่ใจ] กับ “วัดป่าน้อย” [มีต้นไม่น้อย เช่น “วัดเซาหลิง” ในภาษาจีน คำว่า “เซา–เสียว” คือ “เล็ก–น้อย” คำว่า “หลิง” คือ “ป่า” ก็คือ “วัดป่าน้อย” นั่นเอง] ส่วนทำไม วัดต้องเกี่ยวข้องกับ “ป่า” [Forests–Jungles] เพราะ “ป่า” คือ ธรรมชาติที่สงบ เป็นสถานที่แห่ง “วิเวก ๓” [(๑) “กายวิเวก” ความสงัดกาย ได้แก่อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี (๒) “จิตตวิเวก” ความสงัดใจ ได้แก่ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจาก นิวรณ์–สังโยชน์ และ อนุสัย เป็นต้น โดยหมายเอา จิตแห่งท่านผู้บรรลุ ฌาน และ อริยมรรค–อริยผล (๓) “อุปธิวิเวก” ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลส ก็ดี ขันธ์ ก็ดี อภิสังขาร ก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” หมายเอา “พระนิพพาน”] ประการสำคัญ เป็นสถานที่พระศาสดาเลือกเป็นสถานที่ “ตรัสรู้–สัมโพธะ” และ “ดับขันธปรินิพพาน” ฉะนั้น พระอรหันต์ในพระศาสนานี้ มักบรรลุ มรรค–ผล–นิพพาน ในป่า [อาวาสสัปปายะ–เสนาสนสัปปายะ: (ข้อ ๑ ในสัปปายะ ๗) คือ ที่อยู่อันเหมาะ เช่น ปลอดภัย ไม่พลุกพล่านจอแจ อันเกื้อหนุนในการเจริญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย] มากกว่าในกุฏิตึกหรือกุฏิคอนโดติดแอร์ในเมืองใหญ่ [อยู่ในเขตอโคจร คือ สถานเริงรมย์อบายมุขครบเครื่องเต็มกำลังเสริม เช่น เด็กเสริฟ์ขาดเรียกกำลังเสริมได้ทันที เดี๋ยวลูกค้าตั้งสติทันกลับบ้านเร็ว หรือ ชาวบ้านนิยมเอาของเสนียดจัญไรเข้าวัด เช่น มหรสพต่างๆ อันผิดศีล ๘ หวังให้ผู้บวชใจแตก โดยมีเจตนาหรือไม่มีก็ตาม เช่น งานศพ บอกว่าคนตายมันชอบดูหนังและลิเกหรือชอบฟังหมอลำ เป็นต้น พวกนี้ไม่รู้จักเกรงใจพระเจ้า] มีคนพลุกพล่าน ซึ่งเป็นเรื่อง “อสัปปายะ” ใน ๗ ประการ ได้แก่ อาวาส–โคจร–ภัสสะ–บุคคล–โภชนะ–อิริยาบถ ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินเลือกของตน ให้สังเกตว่า (๑) “พระ–สมณะ” [พุทธบริษัท ๔: ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา] ย่อมเป็นธรรมฝ่ายกุศล ส่วน (๒) “มหรสพ–ชาวบ้านผู้หลง” [พาลปุถุชน–ชนผู้หลงทิศ] ย่อมเป็นธรรมฝ่ายอกุศล แต่อย่าไรก็ตาม (๓) “พระ–สมณะ” [พุทธบริษัท ๔: ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา] ย่อมเป็นธรรมฝ่ายกุศลและอัพยากฤต ด้วย เรื่องนี้ เป็นฝ่ายสมณะที่ต้องชี้แจงให้ญาติโยมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] ไม่ใช่ปล่อยไปตามกระแสโลกีย์ กลัวชาวบ้านไม่ใส่บาตร สิ่งนี้ได้เวลาพิสูจน์ว่า “ทำดีต้องได้ดี” อย่ากลัวถ้ามีปัญญาดีแล้ว เป็นการพิสูจน์ข้อ ศีลบริสุทธิ์ ทำให้ถึงพร้อมโภคทรัพย์อย่างแน่นอน สมณะผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแม้จะอยู่หลังเขาในป่าลึก ย่อมไม่ขาดศรัทธาจากสัตบุรุษที่จะโมทนาบุญด้วยเสมอ

 

ด้วยเหตุนี้ “ปัญญาในสมาธิกับปัญญาในวิปัสสนา” นั้น ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดวิจารณญาณกลั่นกรองเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิต โดยแยกออกเป็น (๑) “ทำไมเป็นกุศลธรรม” (๒) “ทำไมเป็นอกุศลธรรม” และ (๓) “แล้วทำไมไม่เป็นอัพยากตธรรมดีกว่า” คือ ให้เลือกข้อนี้ มิฉะนั้น ก็ไม่เกิด “ปัญญาในสมาธิกับปัญญาในวิปัสสนา” ข้างต้นนั้น นั่นคือ เมื่อเกิดปัญญาเห็นธรรมใน ๒ อย่าง ได้ดีแล้ว ย่อมเกิดเห็นธรรม ๓ อย่าง ตามลำดับในการรู้เห็น [ญาณทัสสนะ–ปฏิจจสมุปบาท] เพราะบุคคลนั้น ได้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย [ธรรมจักร] จึงรู้เห็นด้วยญาณใน “ภูมิ ๔” ได้เช่นกัน นั่นคือ “ธรรม ๓: กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม” ทำให้เกิดปัญญารู้เห็นอย่างคมชัด [อภิญญา] ได้แก่ “กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม [ได้แก่ (๑) อริยมรรค ๔: โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค (๒) อริยผล ๔: โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล (๓) อาสวักขยญาณ ๑: ตรัสรู้ด้วยอาสวักขยญาณมีอาการ ๖๔ ที่เรียกว่า “สัมโพธิญาณ” (๔) นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน โดยธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ต้องสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะฉะนั้น ความรู้ความเห็นในธรรมทั้งหลายโดยแยกเป็น “ธรรม ๒” [ดีชั่ว–บาปบุญ–นามรูป = ขันธ์ ๕] แล้วจำแนกแยกเป็น “ธรรม ๓” [บุญ–บาป–อาเนญชา หรือ กุศล–อกุศล–อัพยากฤต] ซึ่งในขั้นตอนที่รู้เห็นจาก ๒ กลายเป็น ๓ แล้วเลือก ข้อที่ ๓ [อาเนญชา–อัพยากฤต] นี้ คือ ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดปัญญาในปฏิภาณไหวพริบ [ถ้าเป็นพระอรหันต์หมายถึง “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณไหวพริบรู้เท่าทันการ] ได้แก่ ความคิดต่อยอด ๓ ประการ คือ (๑) ความคิดริเริ่ม–Initiativeness (๒) ความคิดสร้างสรรค์–Creativeness และ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลก–Applicability ฉะนั้น “ปัญญาที่ต่อยอดจากปัญญาอื่นได้อีก เป็นปัญญาที่เจริญงอกงาม สมบูรณ์บริบูรณ์ ไพบูลย์ยิ่ง” [Omniscience] ในกระบวนการศึกษาทั้งทางคติโลกและคติธรรมทั้งหลายนั้น ต้องการปัญญาตัวนี้มากที่สุด ไม่ใช่ “ภาวะสุดปัญญา” [Nescience] นั่นคือ เรียนแล้วโง่ ก็อย่าไปเรียนมันเลย วิปัสสนาแล้วโง่ก็ให้ไปไถนาแทนควายดีกว่า อย่างน้อยก็มีข้าวกิน เพราะชาตินี้ ไม่รู้จักไปหาพระอริยเจ้า ไปก็ไปขอแต่หวย ไม่มีอะไรเป็นสิริมงคลในชีวิต เพราะชอบของลอยๆ ลาภลอย บุญหล่นทับ หรือ ส้มหล่น อะไรทำนองนั้น [สักวันจะเจอระเบิดหล่นก็เขาได้เหมือนกัน] ความโง่ไม่ปรานีใคร ถ้าบุคคลนั้นขาดสติสัมปชัญญะ หรือดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ไม่ประกอบด้วย “อินทรียสังวร” [สติสังวร] ฉะนั้น อย่าลืมว่า “การเจริญอนุปัสสนา ๓ หรือ การเจริญอนุปัสสนา ๗ เป็นกระบวนการต่อยอดทางปัญญาในพระพุทธศาสนา” ที่บอกว่า ให้มนสิการกรรมฐานบ่อยๆ ทำให้มาก ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ให้เจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ก็นี้แหละคำนี้ ไม่ใช่งานของคนว่างงาน แต่เป็นงานระดับโลกจนถึงจักรวาล เพราะเป็นขั้นตอนที่จะหลุดพ้นจากโลกไปสู่โลกุตตรภูมิ อันมีอาณาเขตปัญญาครอบคลุมทั้งมหาจักรวาล การบวชในพระศาสนานี้ จึงอย่าคิดว่าเป็นงานขี้ๆ ไร้สาระ คนที่ออกบวชได้ จึงเป็นบุคคลพิเศษในอนาคต เพราะได้ชื่อว่า “บุคคลผู้มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระพุทธเจ้า–พุทธภาวะ” บวชแล้วทำตัวไม่ดี ก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ผู้นั้นเอง [กัมมัสสกตา] ยมบาลเข้าใจเรื่องนี้ดีมากเลย ถ้าแม้บุคคลนั้นจะไม่เข้าใจตัวเองเลยก็ตาม ไม่รอดแน่งานนี้ ก็สวัสดีชีวิต ตอนจบอวสานสมบูรณ์ ก็อย่าไปคิดว่า “ทำดีก็มันไม่ได้ดี” มีญัตติ [คำเผดียงสงฆ์] ว่า “ก็ให้เลือกทำให้เหมาะควรแก่ธรรม” [อย่าทำอะไรส่งเดช ไม่รู้จังหวะโอกาสอันควร ไม่ดูตาม้าตาเรือ ให้รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ไม่ใช่พวกท่องจำผิดจังหวะว่า “–เสือต้องนิมนต์” เขามีแต่ “–เณร ต้องนิมนต์” แต่ไม่ใช่แกมโกงเช่นคนถ่อยสถุลชอบทำ]

 

อย่างไรก็ตาม ธรรมตามนิยามในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมหมายถึง “กฎธรรมชาติ” ที่เรียกว่า (๑) “นิยาม ๕” กับ (๒) “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ” (๓) “บัญญัติ ๒” และ (๔) “ธรรมนิยาม ๓” ดังนี้

 

“นิยาม ๕” หมายถึง กำหนดอันแน่นอน–ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ–กฎธรรมชาติ ได้แก่

(๑) “อุตุนิยาม” [Physical Laws] คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดิน น้ำอากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับมนุษย์  

(๒) “พีชนิยาม” [Biological Laws] คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรม เป็นต้น  

(๓) “จิตตนิยาม” [Psychic Laws] คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต  

(๔) “กรรมนิยาม” [Moral Laws] คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ คือ กระบวนการให้ผลของการกระทำ  

(๕) “ธรรมนิยาม” [General Laws] คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย  

 

“ธรรม” หมายรวมถึง “สภาวธรรม–ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] อันเป็นความหมายสูงสุดโดยนัยแห่ง “อรรถบัญญัติ” [Terms] ซึ่งความหมายทั้งหมดนี้ จะประมวลรวมลงที่ คำว่า “ขันธ์ ๕” ที่เป็นทั้ง “สังขตธรรม” และ “อสังขตธรรม” [นิพพาน] ได้แก่

(๑) “สภาพตามจริง” [States] คือ ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง

(๒) “เหตุปัจจัย” [Conditions] คือ ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ

(๓) “สรรพสิ่ง” [Realities] คือ ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด

(๔) “คุณธรรม” [Virtues] คือ ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ

(๕) “ความรู้” [Knowledge] คือ เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม

(๖) “ค่านิยม” [Values] คือ ความถูกต้อง–ความยุติธรรม–คุณธรรม–จริยธรรม–ปรัชญา–วิถีชีวิต–หน้าที่

(๗) “พระธรรม” [Doctrines] คือ พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

“บัญญัติ ๒” หมายถึง การกำหนดเรียกสิ่งที่ถูกกำหนดเรียก การกำหนดตั้งหรือตราไว้ให้เป็นที่รู้กัน ได้แก่

(๑) “ปัญญาปิยบัญญัติ–อรรถบัญญัติ” คือ บัญญัติในแง่เป็นสิ่งอันพึงให้รู้กัน บัญญัติที่เป็นความหมาย บัญญัติ นั่นคือ ความหมายอันพึงกำหนดเรียก ตัวความหมายที่จะพึงถูกตั้งชื่อเรียก  

(๒) “ปัญญาปนบัญญัติ–นามบัญญัติ–สัททบัญญัติ” คือ บัญญัติในแง่เป็นเครื่องให้รู้กัน บัญญัติที่เป็นชื่อ บัญญัติที่เป็นศัพท์ ชื่อที่ตั้งขึ้นใช้เรียก โดยแยกย่อยออกเป็น ๖ อย่าง ดังนี้

(๑) “วิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่มีอยู่ เช่น รูป เวทนา สมาธิ เป็นต้น

(๒) “อวิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่ไม่มีอยู่ เช่น ม้า แมว รถ นายแดง เป็นต้น  

(๓) “วิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่ไม่มี ด้วยสิ่งที่มี เช่น คนดี นักฌาน ซึ่งความจริงมีแต่ดี คือ ภาวะที่เป็นกุศล และฌาน แต่คนไม่มี เป็นต้น  

(๔) “อวิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่มี ด้วยสิ่งที่ไม่มี เช่น เสียงหญิง ซึ่งความจริงหญิงไม่มี มีแต่เสียง เป็นต้น  

(๕) “วิชชมาเนนวิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่มี ด้วยสิ่งที่มี เช่น จักขุสัมผัส โสตวิญญาณ เป็นต้น  

(๖) “อวิชชมาเนนอวิชชมานบัญญัติ” คือ บัญญัติสิ่งที่ไม่มี ด้วยสิ่งที่ไม่มี เช่น ราชโอรส ลูกเศรษฐี เป็นต้น  

 

“ธรรมนิยาม ๓” หมายถึง กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดา “กฎธรรมชาติ” ความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม โดยเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ไตรลักษณ์” ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” [สากลลักษณะ–Universality] คือ ลักษณะทั่วไปของสรรพสิ่งทั้งหลายที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ ประกอบด้วย ๓ ลักษณะ คือ (๑) อนิจจตา (๒) ทุกขตา และ (๓) อนัตตตา ได้แก่

(๑) “สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา” คือ สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง

(๒) “สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา” คือ สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้

(๓) “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” คือ ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงการจำแนกคำในภาษาอังกฤษโดยแยกตามระดับความเหมือนกับความต่างตามนัยแห่งความหมายใน ๖ กลุ่ม [Thesaurus = อรรถาภิธาน สามารถใช้ได้ใน Microsoft Word] ซึ่งเป็นการนิยามความหมายที่สื่อสารกันทั้งหมดในภาษานี้ แต่เป็นความหมายตาม “สมมติสัจจะ–สมมติบัญญัติ” [Conventional Truths] ไม่ใช่ “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] โดยมีกลุ่มคำประมาณ ๑๕,๐๐๐ คำ การจำแนกความหมายนี้ เป็นศาสตร์ทางด้านอรรถศาสตร์ [Semantics] ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประโยชน์ในการเลือกใช้คำศัพท์ที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารกัน และเป็นการขยายหน่วยความคิดให้มากยิ่งขึ้นในบุคคล ดังนี้

 

CLASS I: ABSTRACT RELATIONS (มิติสัมพันธ์)

I. EXISTENCE (การดำรงอยู่)

II. RELATION (ความสัมพันธ์)

III. QUANTITY (ปริมาณ)

IV. ORDER (ลำดับ)

V. NUMBER (จำนวน)

VI. TIME (กาลเวลา)

VII. CHANGE (ความเปลี่ยนแปลง)

VIII. CAUSATION (ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล)

CLASS II: SPACE (ระยะทาง)

I. GENERALLY (ลักษณะโดยทั่วไปแห่งระยะช่องว่าง)

II. DIMENSIONS (มิติ)

III. FORM (รูปแบบ)

IV. MOTION (การเคลื่อนไหว)

CLASS III: MATTER (วัตถุ)

I. GENERALLY (ลักษณะโดยทั่วไปแห่งวัตถุ)

II. INORGANIC (สารอนินทรีย์)

III. ORGANIC (สารอินทรีย์)

CLASS IV: INTELLECT (เชาว์ปัญญา)

I. FORMATION OF IDEAS (รูปแบบของความคิด)

II. COMMUNICATION OF IDEAS (การสื่อสารของความคิด)

CLASS V: VOLITION (เจตนา)

I. INDIVIDUAL (เจตนาส่วนตัว)

II. INTERSOCIAL (เจตนาต่อสังคม)

CLASS VI: AFFECTIONS (อารมณ์)

I. GENERALLY (อารมณ์โดยทั่วไป)

II. PERSONAL (อารมณ์ส่วนตัว)

III. SYMPATHETIC (อารมณ์เห็นอกเห็นใจ)

IV. MORAL (อารมณ์ส่วนคุณธรรม)

V. RELIGIOUS (อารมณ์เคร่งศาสนา)

 

Source: “Roget’s Thesaurus of Synonyms and Antonyms” by Peter Mark Roget. 1852. 

 

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑) “รูปธรรม” [รูปิโน ธมฺมา] คือ สภาวะอันเป็นรูป สิ่งที่มีรูป ได้แก่ รูปขันธ์ทั้งหมด  

(๒) “อรูปธรรม” [อรูปิโน ธมฺมา] คือ สภาวะมิใช่รูป สิ่งที่ไม่มีรูป ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และ นิพพาน  

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑) “โลกียธรรม” คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่เป็นสาสวะทั้งหมด  

(๒) “โลกุตตรธรรม” คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

  

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑) “สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง คือ ขันธ์ ๕ ทั้งหมด  

(๒) “อสังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือ นิพพาน  

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑) “อุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบาก และ รูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด

(๒) “อนุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ไม่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และ โลกุตตรธรรมทั้งหมด  

 

“สัจจะ ๒” หมายถึง ความจริง ได้แก่

(๑) “สมมติสัจจะ” คือ ความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะ หนังสือ เป็นต้น   

(๒) “ปรมัตถสัจจะ” คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า รูป นาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น  

 

“ปรมัตถธรรม ๔” หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์–สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่

(๑) “จิต” คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์  

(๒) “เจตสิก” คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต

(๓) “รูป” คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ  

(๔) “นิพพาน” คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา  

 

“ธรรม ๓” หมายถึง “สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์” [ให้มองโลกเป็นแบบนี้ทุกขณะ] ได้แก่ 

(๑)  “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔” [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ]  

(๒)“อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับ “อกุศลมูล” นั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” [โลภมูลจิต ๘–โทสมูลจิต ๒–โมหมูลจิต ๒] คือ ความคิดชั่ว จิตอกุศลเกิดขึ้น

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตาม อรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน–วิวฏะ–ขันธวินิมุต” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ (๑) “วิบากในภูมิ ๔” [กามาวจรภูมิ– รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ] รวมทั้ง (๒) “กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓” (๓) “รูป ๒๘”  และ (๔) นิพพาน ๒

 

“ธรรม ๔” หมายถึง ธรรมทั้งปวงประดามี จัดประเภทตามลักษณะความสัมพันธ์ที่มนุษย์พึงปฏิบัติหรือเกี่ยวข้องเป็น ๔ จำพวก อันสอดคล้องกับ หลักอริยสัจจ์ ๔ และ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่   

(๑) “ปริญไญยธรรม” [ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ ๑ คือ ปริญญา] คือ ธรรมอันพึงกำหนดรู้ สิ่งที่ควรรอบรู้ หรือรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ กล่าวคือ ทุกข์และสิ่งทั้งหลายที่อยู่ในจำพวกที่เป็นปัญหาหรือเป็นที่ตั้งแห่งปัญหา  

(๒) “ปหาตัพพธรรม” [ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ ๒ คือ ปหานะ] คือ ธรรมอันพึงละ สิ่งที่จะต้องแก้ไขกำจัดทำให้หมดไป ว่าโดยต้นตอรากเหง้า ได้แก่ อวิชชา และ ภวตัณหา กล่าวคือ ธรรมจำพวกสมุทัยที่ก่อให้เกิดปัญหาเป็นสาเหตุของทุกข์ หรือ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า อกุศลทั้งปวง  

(๓) “สัจฉิกาตัพพธรรม” [ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ ๓ คือ สัจฉิกิริยา] คือ ธรรมอันพึงประจักษ์แจ้ง สิ่งที่ควรได้ควรถึงหรือควรบรรลุ ได้แก่ วิชชา และ วิมุตติ เมื่อกล่าวโดยรวบยอด คือ นิโรธ หรือ นิพพาน หมายถึง ธรรมจำพวกที่เป็นจุดหมาย หรือ เป็นที่ดับหายสิ้นไปแห่งทุกข์หรือปัญหา  

(๔) “ภาเวตัพพธรรม” [ธรรมที่เข้ากับกิจในอริยสัจจ์ข้อที่ ๔ คือ ภาวนา] คือ ธรรมอันพึงเจริญ หรือพึงปฏิบัติบำเพ็ญ สิ่งที่จะต้องปฏิบัติหรือลงมือทำ ได้แก่ ธรรมที่เป็นมรรค โดยเฉพาะ สมถะ และ วิปัสสนา กล่าวคือ ประดาธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติหรือเป็นวิธีการที่จะทำหรือดำเนินการ เพื่อให้บรรลุจุดหมายแห่งการสลายทุกข์หรือดับปัญหา  

 

อนึ่ง ให้สังเกตว่า การนิยามความหมายของ คำว่า “ธรรม” เริ่มจาก ๒ นัย เป็น ๓ นัย และ ๔ นัย ตามลำดับ แม้มีจำนวนนัยเท่ากัน แต่ก็ยังมีความหลายแยกต่างกันออกไปอีก ส่วน “ธรรม ๔” นั้น หมายถึง “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” โดยเฉพาะ แต่ คำว่า “ธรรม” ตามนิยามจริงๆ นั้น แยกย่อยออกเป็น ๗ กลุ่มย่อย [นัย] นั้น เป็นรายละเอียดของคำว่า “ธรรม–Dhamma” หมายถึง “สภาวะ–States สิ่ง–Things ปรากฏการณ์–Phenomena ความคิด–Ideas” ตามนัยของพระพุทธศาสนา ดังนี้

(๑) “สภาพตามจริง” [States] คือ ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง

(๒) “เหตุปัจจัย” [Conditions] คือ ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ

(๓) “สรรพสิ่ง” [Realities] คือ ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด

(๔) “คุณธรรม” [Virtues] คือ ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ

(๕) “ความรู้” [Knowledge] คือ เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม

(๖) “ค่านิยม” [Values] คือ ความถูกต้อง–ความยุติธรรม–คุณธรรม–จริยธรรม–ปรัชญา–วิถีชีวิต–หน้าที่

(๗) “พระธรรม” [Doctrines] คือ พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

ฉะนั้น กลุ่มความหมายจะแตกต่างจาก การจัดกลุ่มความหมายในหนังสื่ออรรถาภิธาน “Roget’s Thesaurus of Synonyms and Antonyms” [1852] by Peter Mark Roget (1779–1869), British Physician, Natural Theologian and Lexicographer. [ชาวอังกฤษ: นักฟิสิกส์ นักเทววิทยาธรรมชาติ ผู้เขียนหรือรวบรวมพจนานุกรม] เพราะฉะนั้น จึงกำหนดความหมายหมวดคำออกเป็น ๖ กลุ่ม ได้แก่ “มิติสัมพันธ์–ระยะทาง–วัตถุ–เชาว์ปัญญา–เจตนา–อารมณ์” ข้อพึงสังเกต คือ Peter Mark Roget เป็นปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ จึงสามารถกำหนดความหมายและกลุ่มคำเพื่อบรรยายสภาวะหรือปรากฏการตามธรรมชาติ เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนิยามศัพท์ที่เป็น “ปรมัตถสัจจะ” ที่เกิดในภูมิของ “ภาวนามยปัญญา” แล้วอธิบายหรือบรรยายธรรมเป็น “สมมติสัจจะ” คือ “ภาษาทางโลก” [บาลีสันสกฤต–Pali and Sanskrit = Prakrit Language] ในสมัยแรกๆ นั้น “การถ่ายทอดองค์ความรู้” [Knowledge Transfer] ด้วยวิธี “มุขปาฐะ” [Utterances] หมายถึง “บอกด้วยปาก” การว่าปากเปล่า หมายถึง การสวด–สาธยาย–บอกกล่าว–เล่าเรียน สืบทอดกันมาด้วย “ปากต่อปากโดยตรง” ไม่ใช้ตัวหนังสือ ซึ่งเป็นวิธีครั้งโบราณ ในการรักษาคัมภีร์ให้เที่ยงตรงแม่นยำ เช่น มีการกำกับกำชับ ทบทวน และสอบทานกันต่อหน้าได้เต็มที่  เมื่อยังไม่มีแม่แบบที่จะพิมพ์ข้อความออกมาให้ตรงกันแน่นอนทั้งหมด และถือว่าการคัดลอกเป็นวิธีสืบทอดข้อความที่ไม่อาจไว้วางใจ เช่น ในมหาวงส์ (๑/๒๕๐๑/๒๓๕) ว่า “ภิกษุทั้งหลายผู้มีความรู้ความคิดกว้างขวาง ในกาลก่อน นำพระบาลีแห่งพระไตรปิฎกและแม้อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกนั้นมา โดยมุขปาฐะ” เพราะฉะนั้น คำศัพท์ หรือ ศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสนา [Technical Terminology of Buddhism] จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ชาวพุทธต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง เช่น “Concise Pali–English Dictionary” by Aggamahapandita, A.P. Buddhadatta Mahathera หรือ “Buddhist Dictionary: Manual of Buddhist Terms & Doctrines” by Ven. Nyanatiloka สำหรับพจนานุกรมฉบับภาษาไทย–ภาษาบาลี–ภาษาอังกฤษ ได้แก่ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์: ฉบับประมวลธรรม” โดย พระพรหมคุณาภรณ์ [ป.อ. ปยุตฺโต] และฉบับภาษาไทย “พจนานุกรมพุทธศาสน์: ฉบับประมวลศัพท์” โดย พระพรหมคุณาภรณ์ [ป.อ. ปยุตฺโต] ผู้ปฏิบัติสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ได้ เพื่อจะสะดวกในการใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ให้สมกับคำว่า “พาหุสัจจะ ๕: ฟังมาก–จำได้มาก–คล่องปาก– เจนใจ–ขบได้ด้วยทฤษฎี” คือ ความเป็นผู้คงแก่เรียน เพื่อจะเป็น “ผู้รู้แห่งพุทธะ” ก็อย่าลืมว่า “ปัญญา” [Wisdom] เป็น “อริยทรัพย์ ๗: ศรัทธา–ศีล–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา” อีกข้อหนึ่ง ที่สะสมไว้ในจิตของผู้นั้นได้ตลอดไป ใช้ได้ไม่มีวันหมด การสร้างสมปัญญาจึงเป็นเรื่องที่พระอริยเจ้าต่างสรรเสริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาวนามยปัญญา” [Mental–Development Wisdom] ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาบกพร่องในข้อ “พาหุสัจจะ–ปัญญา” ไป ก็หมดสิทธิ์บรรลุโลกุตตรธรรมได้ เพราะเป็นผู้ด้อยปัญญา ไม่สามารถสำเร็จประโยชน์ได้สูงสุดในธรรม เพราะไม่สามารถเข้าปัญญาแตกฉานได้จริง ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔–จตุปฏิสัมภิทาญาณ” [อริยสัจจ์ ๔ และ กิจในอริยสัจจ์ ๔] ดังนี้

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึง “ผล–ผลวิบาก” ในกาลทั้ง ๓ = กำหนดรู้ทุกขสัจจ์ หรือ ปริญญาในกิจแห่งทุกข์

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ คือ “เหตุ–สาเหตุ–เหตุปัจจัย” ในกาลทั้ง ๓ = กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ หรือ ปหานะในกิจแห่งสมุทัย

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ = กำหนดรู้นิโรธสัจจ์ หรือ สัจฉิกิริยาในกิจแห่งนิโรธ

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ = กำหนดรู้มรรคสัจจ์ หรือ ภาวนาในกิจแห่งมรรค

 

ดังนั้น คุณสมบัติของผู้ศึกษาเล่าเรียนมากนั้น เป็นเรื่องสำคัญของคนยุคสมัยใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ผู้ด้อยการศึกษาจึงเป็นผู้เสียโอกาสทุกอย่างไป เพราะความไม่รู้จริงทั้งทางโลกและทางธรรม นั่นคือ ย่อมเข้าไม่ถึง “ภาวะการเป็นผู้รู้แจ้งโลก” ได้ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น ความสามารถในการนิยามความหมายเป็น “คำสามัญ–คำศัพท์ทั่วไป–ศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสนา” จึงเปรียบเสมือนคลังสมองแห่งปัญญาส่วนบุคคล ที่จะทำความเข้าใจโลกได้อย่างกว้างขวางในทุกแง่มุมทั้ง ๓ ด้าน นั่นเอง ได้แก่ (๑) พระพุทธศาสนา–Buddhism (๒) ปรัชญา–Philosophy และ (๓) วิทยาศาสตร์–Science [อย่างน้อยรู้เข้าใจในสาขาที่ตนศึกษาเรียนรู้ ก็ให้รู้จริงๆ] ฉะนั้น จำนวนคำศัพท์ที่รู้ในศาสตร์ทั้ง ๓ ด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะบอกระดับโลกทัศน์หรือกระบวนทัศน์ที่เข้าใจถูกต้องกับโลกและธรรมชาติ ทำให้เกิดสันติสุขในชีวิต ไม่เลือกอยู่ในสภาวะที่เดือดร้อนเป็นทุกข์กายและทุกข์ใจ มีจิตที่เป็นกลางในอารมณ์ต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะรู้เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง [ยถา ปชานํ = ยถาภูตญาณทัสสนะ] ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ต้องสามารถรู้ได้อย่างเท่าทัน [ทมกะ–ผู้รู้เท่าทันกิเลสทั้งหลาย: Damaka = Tamer–Controller–Trainer] หรือพิจารณาเทียมเคียงกับ คำว่า “สัญญมะ” หมายถึง การยับยั้ง การงดเว้น [จากบาป หรือจากการเบียดเบียน] การบังคับควบคุมตน [ตามคติพราหมณ์ต้องประกอบด้วย ๔ อย่าง ได้แก่ “ตบะ–พรหมจรรย์–สัญญมะ–ทมะ” เปรียบเทียบกับ “พรหมจารี–ผู้ประพฤติพรหมจรรย์” ตามคติพุทธ ได้แก่ “ทาน ๑ อหิงสา ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ มาตาปิตุอุปัฏฐาน–การบำรุงมารดาและบิดา ๑ เป็นข้อที่สัตบุรุษทั้งหลายตั้งขึ้นไว้ ข้อเหล่านั้นเป็นฐานะแห่งสัตบุรุษผู้สงบระงับเป็นพรหมจารี ซึ่งเป็นฐานะที่บัณฑิตพึงเสพ บัณฑิต–ผู้เสพฐานะเหล่านั้น เป็นอริยะ ถึงพร้อมด้วยความเห็น ย่อมไปสู่โลกอันเกษม” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ติกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 201) หรือประกอบด้วย “ทาน–ศีล–สัญญมะ–ทมะ”] โดยทั่วไป ท่านอธิบายว่า “สัญญมะ” ได้แก่ “ศีล” [ศีลวัตรนั้นเป็นมูลรากของตบะนั้น คำว่า “ตบะ” คือ ความทรงเดชเผากิเลสตัณหา ไม่หมกมุ่นในความสุขสำราญ ความเพียรเครื่องเผาผลาญกิเลส การบำเพ็ญเพียรเพื่อกำจัดกิเลส  พิธีข่มกิเลสโดยการทรมานตัวของนักบวชบางพวกในสมัยพุทธกาล คำว่า “ตปสฺสิโน” คือ ผู้บำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง ได้แก่ อาบแดดอาบน้ำค้าง  ๑ เป็นคนเปลือยทั้งมิได้ผิงไฟอยู่คนเดียวในป่า ๑ รวมทั้ง นวัคคุลิวัตร คือ ข้อปฏิบัติดุจค้างคาว ยืนด้วยเท้าข้างเดียว นอนที่เป็นหนาม ไหว้พระอาทิตย์ บูชายัญ เป็นต้น] คำว่า “สัญญมะ” บางทีแปลว่า “สำรวม” เหมือนอย่าง “สังวร” เพื่อความเข้าใจชัดเจนในเบื้องต้น พึงเทียบความหมายระหว่างข้อธรรม ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) “สังวร” เน้นความระวังในการรับเข้า คือ ปิดกั้นสิ่งเสียหายที่จะเข้ามาจากภายนอก (๒) “สัญญมะ” ควบคุมตนในการแสดงออก มิให้เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน เป็นต้น และ (๓) “ทมะ” ฝึกฝนแก้ไขปรับปรุงตน ข่มกำจัดส่วนร้ายและเสริมส่วนที่ดีงามให้ยิ่งขึ้นไป อนึ่ง เพื่อให้เข้าใจอย่างละเอียด เกี่ยวการบำเพ็ญตบะของเหล่านักบวชนอกพระพุทธศาสนา โดยมุ่งเน้นว่า “รังเกียจบาปด้วยตบะ” และเพื่อให้เข้ากิจบางอย่างของ “ดาบส–ฤษี–ปริพาชก–ชฏิล” สมัยพุทธกาล ว่ามีข้อประพฤติปฏิบัติต่างกันอย่างไร รวมทั้ง เพื่อให้พิจารณาให้เห็น “ธรรม” ตามนัยของนักบวชนอกพระพุทธศาสนาด้วย จะได้ไม่หลงทางระหว่าง “ธรรม” ในพระพุทธศาสนากับลัทธินอกพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน ดังนี้

 

 

กถาว่าด้วยการรังเกียจบาปด้วยตบะ

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 62–64 FILE 15)

 

[๒๓] ครั้งนั้น “นิโครธปริพาชก” เตือนปริพาชกเหล่านั้นให้สงบเสียง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์กล่าวการเกลียดบาปด้วยตบะ แนบแน่นการเกลียดบาปด้วยตบะอยู่ การเกลียดบาปด้วยตบะ อย่างไรบริบูรณ์ อย่างไรไม่บริบูรณ์

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า: “นิโครธะ” บุคคลผู้มีตบะในโลกนี้ เป็นคนเปลือย ไร้มารยาทเลียมือ เขาเชิญให้รับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดรับภิกษา ก็ไม่หยุด ไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาไว้ก่อน ไม่ยินดีภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่ยินดีการเชื้อเชิญ เขาไม่รับภิกษาจากปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากปากภาชนะ ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณีประตูนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมครกนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมสากนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา ไม่รับภิกษาของตน ๒ คนที่กำลังบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงผู้กำลังให้ลูกดื่มนม ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียบุรุษอยู่ ไม่รับภิกษาที่เขาประกาศให้รู้ ไม่รับภิกษาในที่มีสุนัขปรากฏ ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันไต่ตอมเป็นกลุ่มๆ ไม่กินปลา ไม่กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มน้ำส้ม เขาอยู่เรือนหลังเดียว มีคำข้าวคำเดียว หรืออยู่เรือนสองหลัง  มีคำข้าวสองคำ หรืออยู่เรือนเจ็ดหลัง มีคำข้าวเจ็ดคำ เยียวยาอัตตภาพด้วยภิกษาในภาชนะใบเดียวบ้าง สองใบบ้าง เจ็ดใบบ้าง กินอาหารที่เก็บไว้วันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง เจ็ดวันบ้าง เป็นผู้ประกอบความขวนขวายในการบริโภคอาหารที่เวียนมาจนถึง ที่เก็บไว้กึ่งเดือน ด้วยประการฉะนี้

 

เขาเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่างเป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีถากข้าวเป็นภักษาบ้าง มีของจืดเป็นภักษาบ้าง มีรำเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีกำยานเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเง่าและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร บริโภคผลไม้หล่น เยียวยาอัตตภาพ

 

เขาทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแถมกันบ้าง ผ้าห่อศพบ้าง ผ้าบังสุกุลบ้าง ผ้าเปลือกไม้บ้าง หนังเสือบ้าง หนังเสือทั้งเล็บบ้าง ผ้าคากรองบ้าง ผ้าเปลือกปอกรองบ้าง ผ้าผลไม้กรองบ้าง ผ้ากำพลทำด้วยผมคนบ้าง ผ้ากำพลทำด้วยขนสัตว์บ้าง ผ้าทำด้วยขนปีกนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด คือ ประกอบความขวนขวายในการถอนผมและหนวดบ้าง เป็นผู้ยืนคือห้ามอาสนะบ้าง เป็นผู้กระโหย่ง คือประกอบความเพียรในการกระโหย่งบ้าง เป็นผู้นอนบนหนาม คือ สำเร็จการนอนบนหนามบ้าง สำเร็จการนอนบนแผ่นกระดานบ้าง สำเร็จการนอนบนเนินดินบ้าง เป็นผู้นอนตะแคงข้างเดียวบ้าง เป็นผู้หมักหมมด้วยธุลีบ้าง เป็นผู้อยู่กลางแจ้งบ้าง เป็นผู้นั่งบนอาสนะตามที่ลาดไว้บ้าง เป็นผู้บริโภคคูถ คือ ประกอบการขวนขวายในการบริโภคคูถบ้าง     เป็นผู้ห้ามน้ำเย็น  คือ  ขวนขวายในการห้ามน้ำเย็นบ้าง เป็นผู้อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง คือประกอบการขวนขวายในการลงน้ำบ้าง

 

“นิโครธะ” ท่านจะสำคัญความข้อนั้นอย่างไร ถ้าเมื่อเป็นเช่นนี้ “การเกลียดบาปด้วยตบะ” เป็นการเกลียดบริบูรณ์ หรือไม่บริบูรณ์

 

“นิโครธปริพาชก” กราบทูลว่า: ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนี้ “การเกลียดบาปด้วยตบะ” เป็นการเกลียดบริบูรณ์ ไม่ใช่ไม่บริบูรณ์อย่างแน่แท้

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า: “นิโครธะ” เรากล่าวอุปกิเลสมากอย่างใน “การเกลียดบาปด้วยตบะ” แม้ที่บริบูรณ์แล้ว อย่างนี้แล

 

จบ กถาว่าด้วยการรังเกียจบาปด้วยตบะ ---------------------------

 

 

อย่างไรก็ตาม “ธรรม” [ความเชื่อ–แนวคิด–ความเห็น] ตายนัยของนักบวชนอกพระพุทธศาสนานั้น ข้อประพฤติปฏิบัติ “พรต–วัตร” [สีลัพพตปรามาส: ข้อ ๓ ในสังโยชน์ ๑๐ เป็นกิเลอย่างหยาบที่ต้องละในโสดาปัตติมรรค] อาจดี ตรงกับนัยทางพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ใช่ทางปฏิบัติใน “มัชฌิมาปฏิปทา” ผู้ปฏิบัติธรรมจึงไม่ควรเข้าใจผิด ไม่เข้าผิดทางหรือผิดมุม อาจทำให้เกิดอาการฟุ้งซ่าน สำคัญผิดในธรรมทั้งสองฝ่ายได้ ความคิดแบบเหมาเข่งตลาดสี่มุมเมืองรังสิต รวมทั้งตลาดไทคลองหลวง ด้วยนั้น ใช้ไม่ได้ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ บางคนตีความเหมาว่า “ฤษี” [ผู้บำเพ็ญตบะและพรตวัตรเพื่อดับราคะกิเลส หรือผู้ทรงศีล] คือ “พระโพธิสัตว์” [ผู้สร้างสมบุญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต] ข้อนี้ไม่มีไม้บรรทัดจะใช้วัดได้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นคนละนิกายลัทธิ การคิดมั่วๆ นั้น ได้ดีได้ยาก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีคุณค่าในตัวตนของตน อยู่ที่ว่าพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพาให้พ้นจากกิเลสและทุกข์ได้จริง ไม่ได้มาพูดเล่น เพราะเราไม่ใช่เพื่อนกัน ให้กำหนดจิตไว้เป็นเรื่องจริงจังมาก เพราะการเข้าใจผิดๆ ทำให้จิตคิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยวิปริตวิปลาสได้เช่นกัน แทนที่ที่บ้านจะเป็นแค่หิ้งพระอาจต้องขยายกิจการเป็นห้องพระหรือศาลาพระถ้ารวยมากๆ แต่ไร้สติปัญญาที่คิดในทางที่ถูกต้องตามพระตถาคตเจ้าสั่งสอนให้ได้ดี คือ ได้ทั้งธรรม และได้ทำแต่ในสิ่งดีๆ เป็นกุศลผลบุญของตน ไม่ใช่ของคนอื่น ไม่ใช่ของคนอื่นที่อยู่หรือตายไปแล้ว เพราะฉะนั้น คำว่า “ธรรม” ในกลุ่มผู้ปฏิบัติบำเพ็ญ “ตบะ” ย่อมแตกต่างจาก คำว่า “ศีล” ในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นอน ส่วน “ธรรม” ตามนัยแห่งการตรัสรู้หรืออริมรรคนั้น ก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีใครใช่ศัพท์ว่า “บำเพ็ญอริยตบะ” มีแต่คำว่า “ริยมรรค ๔–อริยผล ๔” หรือ “โลกุตตรธรรม–โลกุตตรภูมิ”  ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า พระธรรมของพระศาสดาเข้าถึงไม่ได้เลย สูงมากเกินที่ใฝ่หา ก็ให้นึกถึงคำที่กล่าวว่า: “น้ำซึมบ่อทราย” ก็แล้วกัน หรือสำนวนอีสาน: “มีน้อยกินตามน้อย–มีหลายกินตามหลาย” [กินตามอัตภาพของตน สร้างสมพอกพูนบุญบารมีไปเรื่อย ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบทันทีทันควัน: Abruptly] คือ เป็นการเปลี่ยนภพภูมิแบบผู้ดีมาโนชญ์งามหลายแท้ ไม่ตะกละตะกลาม ไม่มุมมามละโมบเห็นแก่ได้ไม่ควร หรือไม่เมามันขาดสติ แต่มีขั้นตอนอย่างมีระเบียบและโปร่งใส  

 

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมที่ขาดสติปัญญาในการใช้เหตุผลไตร่ตรอง แล้วจะไปเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ได้นั้น จึงเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเรื่อง “กระบวนทัศน์ที่จะข้อสรุปเชิงความคิดในทฤษฎี” ไม่ใช่ความคิดเลื่อนลอยไปตามลม หรือไม่มีหลักการที่เป็น “ตรรกวิทยา” [Logics] คือ “ปฏิจจสมุปบาท” และ “วิธีทางวิทยาศาสตร์” [Scientific Methods] แต่เป็นการปฏิบัติที่ประกอด้วยขั้นตอนอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามคำสอนของพระศาสดาอันเป็นแก่นแท้ของพระศาสนาอย่างแท้จริง ได้แก่ (๑) อนุปุพพสิกขา: อธิศีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา (๒) อนุปุพพกิริยา: ธุดงค์ธรรม ๑๓ (๓) อนุปุพพปฏิปทา: อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรือ (๔) “อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ระเบียบวิธีวิจัย] นั่นคือ ถ้าประพฤติปฏิบัติตามนี้ ย่อมสามารถบรรลุ “ธรรมวิเศษ” [อธิคมธรรม–อริยมรรค ๔] ในพระศาสนานี้ได้จริง อนึ่ง ถ้าบุคคลนั้น ไม่สามารถเกิด “ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย” ได้ ก็ย่อมไม่สามารถถึง “ปัญญาตรัสรู้” ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ก็ควรเข้าถึง “ธรรมทั้งหลายที่พึงควรรู้” ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ [ตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน] โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” ได้แก่ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” ได้แก่ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” ได้แก่ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” ได้แก่ รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” ได้แก่ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” ได้แก่ รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” ได้แก่ รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” ได้แก่ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” ได้แก่ จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” ได้แก่ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” ได้แก่ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” ได้แก่ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” ได้แก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” ได้แก่ เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

ฉะนั้น ธรรมทั้งหมดนี้ ไม่ว่า “สังขตธรรม” [ขันธ์ ๕] หรือ “อสังขตธรรม” [อมตธาตุ–นิพพาน] ก็ตาม ก็ต้องเป็นไปตาม “หลักไตรลักษณ์” หรือ “ธรรมนิยาม ๓” ซึ่งเป็นไปตามวิธีคิดแบบทวินิยม หัวข้อธรรมทั้งหมดนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมควรจดจำให้ได้หมด ท่องและทบทวนทุกวัน กำหนดให้จิตผูกไว้กับเรื่องนี้ เวลาพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตก็ให้จำแนกลักษณะอาการของวิถีจิตทั้งหลายนั้น ว่าเป็นธรรมอะไรได้บ้าง จำแนกแจกธรรมให้ได้อย่างชัดเจนจริง ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” คือ พิจารณาสภาวธรรมแห่งจิต [กรรมฐาน–วิถีจิตของตนเอง] ในขณะจิตเป็นสมาธิ [เอกัคคตา] ตั้งสติให้ดำรงมั่น [อุปัฏฐาน] และ กำหนดให้จิตตั้งมั่นในเรื่องที่กำลังไตร่ตรองพินิจพิจารณาอยู่ ฉะนั้น จิตจะสัมปยุตต์ด้วยองค์ธรรม ๑๒ อย่าง นั่นเอง ดังนี้

(๑) “โอภาส” คือ แสงสว่าง

(๒) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจร่าเริงสดใส

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ

(๖) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๗) “เอกัคคตา” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทแห่งจิตตสมาธิในอารมณ์เดียว

(๘) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๙) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี

(๑๐) “อุปัฏฐาน” คือ สติชัดแก่กล้า

(๑๑) “อุเบกขา” คือ ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๒) “นิกันติ” คือ ความติดใจพอใจ

 

ในสภาวธรรมแห่งจิตเช่นนี้ คือ “ปัญญาในสมาธิ” [ญาณทัสสนะ] และ “ปัญญาในวิปัสสนา” จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” หรือ ญาณในวิปัสสนา] ที่กลายเป็น “สัมปยุตตธรรม” เป็นที่ประชุมธรรมกันและกัน แต่ผู้ปฏิบัติธรรมอย่าไปหลงใหลในธรรมดังกล่าวนี้ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นแค่เครื่องมือช่วยให้ผู้ปฏิบัติธรรม (๑) เพื่อใช้เป็นสื่อเครื่องการเรียนรู้ของสัมปชัญญะและเครื่องระลึกของสติเท่านั้น และ (๒) เพื่อใช้ในการสร้างปัญญา นั่นเอง คำว่า “หลงใหล–โมหะ” คือ “ความไม่รู้จริง–อวิชชา” ซึ่งเป็นการไม่รู้ใน (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) เหตุผลแห่งปฏิจจสมุปบาทในกาลทั้ง ๓ และ (๓) อิทัปปัจจยตา [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] อันเป็น “ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง–ยถาภูตญาณทัสสนะ” [เอกุตตรธรรม ๑๐–อภิญเญยธรรม ๒๒ หรือ ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรม ในปฐมเทศนา–ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร] และ เมื่อเกิดความเข้าใจ คือ ความรู้ความเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ก็เรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้–สัมโพธะ” ก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องใน “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ว่า (๑) เมื่อใด คือ “สอุปาทิเสสนิพพาน” นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” หมายถึง การดับกิเลสโดยยังมีเบญจขันธ์เหลือ และ (๒) เมื่อใด คือ “อนุปาทิเสสนิพพาน” นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” หมายถึง การดับกิเลสโดยไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ตามลำดับ

 

กล่าวโดยสรุป การฝึกฝนให้ตนเกิดปัญญาที่เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงนั้น ให้คิดในเชิงเปรียบเทียบก่อนตามแนวทวินิยม เป็น ๒ ด้าน ไม่เป็นบวก  [Optimism] มิฉะนั้น ก็เป็นลบ [Pessimism] จากนั้น ค่อยคิดถึงแนวทางเลือก [Alternatives] โดยมองโลกในด้านบวก [Optimism] ในเชิงสร้างสรรค์ เพราะเกิดจากปัญญารอบรู้ทั้งในทางเจริญ–อริยะ และในทางเสื่อม–อนารยะ จึงวางใจเป็นกลางด้วยเที่ยงตรง ไม่ยึดมั่นในทางใดทางหนึ่งอันสุดโต่งยิ่ง แต่คิดได้ด้วย “โยนิโสมนสิการ” ในมิติความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยทั้งหลาย ที่มาสัมปยุตต์รวมกันเป็นสภาวธรรมหนึ่งๆ และมลายเสื่อมหายไป นั่นคือ เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ [ที่เรียกว่า  “สัมมสนญาณ” ด้วยการเจริญปัญญาใน “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือ “วิปัสสนาญาณ ๑๐” ที่เรียกอีกอย่างว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” คือ “ขั้นตอนทุบขันธ์ ๕” ก่อนก้าวถึง “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑”] หลังจากรู้เห็นเป็นจริงโดย “ธัมมัฏฐิติยา–ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ปัญญารู้เห็นในองค์ประกอบ ๑๒ ประการในปฏิจจสมุปบาท อันเป็นเหตุแห่งการเกิดทุกข์ด้วย “อวิชชา–ตัณหา” ทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่เรียกว่า “กิเลสวัฏฏ์” [อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน] แล้วเกิด “กรรมวัฏฏ์” [สังขาร–ภพ] และตามด้วย “วิปากวัฏฏ์” [วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ และพร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] ซึ่งเรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” คือ สุขและทุกข์ที่เกิดดับขึ้นหมุนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด [ตามวัฏฏะ ๓] เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์และเกิด “ยถาญาณทัสสนะ” ที่สหรคตด้วย “ญาณในวิปัสสนา” [วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐] ที่จะเป็นบาทฐานสำคัญใน “โลกุตตรธรรม ๙” [มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑] ต่อไป โดยเกิดปัญญาใน “โคตรภูญาณ” ข้ามจากปุถุชนไปสู่อริยบุคคล หลังจากนั้น จึงได้บรรลุถึง “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔”  [อริยสัจจ์ ๔–กิจในอริยสัจจ์ ๔–ญาณ ๓: สัจจญาณ –กิจจญาณ–กตญาณ” ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มี ๓ รอบ มีอาการ ๑๒” หรือ “ปัจจเวกขณญาณมี ๑๙ ประการ” นั่นเอง] ในขั้นตอนนี้ เรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ] ที่เกิดจาก “อาสวักขยญาณมี ๖๔ อาการ” อีกครั้งรอบ จึงจะมีปรีชาสามารถเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ที่เรียกว่า “นิพพาน ๒” ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” นั่นคือ “กิเลสปรินิพพาน” หมายถึง การดับกิเลสโดยยังมีเบญจขันธ์เหลือ และ (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” นั่นคือ “ขันธปรินิพพาน” หมายถึง การดับกิเลสโดยไม่มีเบญจขันธ์เหลือ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่เกิด (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” กับ (๒) “ปัญญาตรัสรู้” ด้วยความถึงพร้อมดีแล้วนั้น ย่อมไม่สามารถจะบรรลุคุณอันใหญ่แห่ง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้เลย องค์ความรู้ที่ประกอบด้วยปัญญาแตกฉานด้วย “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขั้นต้นของการวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่จะให้บุคคลนั้น บรรลุถึงอธิคมธรรมทั้งหลายในพระศาสนานี้.

 

 

 

 

Visitor Number:
4959474