๑๑๕. การลำดับความรู้ที่ผิดพลาดในภาวนากรรมฐาน

           Knowledge Inconsequence for Mental Development 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1653

ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาถึงลำดับขั้นในการเรียนรู้ของมนุษย์นั้น มักจะเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายเป็นสามัญจากรูปธรรม แล้วก้าวไปสู่สิ่งที่ยากเป็นความซับซ้อนที่เป็นนามธรรม ที่ต้องใช้ปัญญาในขั้นสูง ในทางพระพุทธศาสนานั้น คือ การเจริญภาวนากรรมฐาน โดยต้องมี “ภูมิปัญญา” ที่มุ่งเน้นถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท คือ คิดไตร่ตรองไปตามลำดับจากเหตุไปหาผล เพื่อให้รู้เห็นเหตุแห่งผลนั้น กับ อนุโลมปฏิจจสมุปบาท คือ คิดไตร่ตรองย้อนกลับจากผลไปหาเหตุ เพื่อดับเหตุแห่งผลนั้น คือ ได้รู้เห็นสภาพแห่งทุกข์มาก่อน ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”] รวมทั้ง กลุ่มธรรมใน “ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม–กฎกรรมของสัตว์ [กัมมัสสกตา] ในลำดับจากนั้น ก็จะเป็นเรื่อง “การเกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” [วิปัสสนาญาณ ๑๐–วุฏฐานคามินีปฏิปทา] ซึ่งเป็น “การทุบขันธ์ ๕” [สังขารธรรม–สังขตธรรม] ที่เกิดขึ้นภายในตน โดยกำหนดขั้นเด็ดขาดกันที่ “อริยมรรค ๔” [มัคคญาณ–มรรค ๔: โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค] ถ้าเป็นไปได้ต้องสัมปยุตต์ด้วย (๑) “ปัจจเวกขณญาณ” [มีอาการ ๑๙ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” คือ ญาณทัสสนะมีรอบ ๓  มีอาการ ๑๒] ถึงพร้อมด้วย (๒) “อาสวักขยญาณ” [มีอาการ ๖๔ มีอินทรีย์ ๓ ในอินทรีย์ ๘ อย่าง) ในขั้นตอนดังกล่าวนี้ เรียกว่า “การตรัสรู้–สัมโพธะ” และตามด้วย “นิพพาน” [อมตธาตุ] ฉะนั้น ในลำดับขั้นทั้งหมดดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ชัดเจนอย่างลึกซึ้ง เพราะเป็นเส้นทางที่ตนเองจะต้องเดินตามอย่างเคร่งครัด ไม่ออกนอกลู่นอกทางแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” [การถือปฏิบัติเจริญในไตรสิกขาและอริยมรรคมีองค์ ๘] นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งขึ้นไป ตามลำดับ ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนที่ไม่ได้สำเร็จทางการศึกษาทางวิสัยโลกมาเป็นอย่างดี [ปรัชญา–วิทยาศาสตร์] ก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะเป็นผู้หมดโอกาสบรรลุธรรมวิเศษนี้ได้ ถ้าเป็นผู้ไม่ท้อถอยหนีภาระไปกลางคัน [เลือกเปลี่ยนศาสนาใหม่] เพราะปัญญาทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นได้จากการเจริญ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) อนุปัสสนา ๗ (๓) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๔) การจำแนกอารมณ์ ๓๘ และ (๕) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ทั้งหมดเรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” คือ การประพฤติปฏิบัติธรรมตามลำดับ โดยยึดมั่นในหลักธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ–ธัมมานุธัมมปฏิปทา” หมายถึง ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน หรือ ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม ฉะนั้น ความสมบูรณ์บริบูรณ์อันเป็นเลิศได้นั้น ผู้ที่จะได้ชื่อว่า “พระอรหันต์” ในพระธรรมวินัยนี้ จะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยเหตุผลอย่างมี “สติสัมปชัญญะ” [ยถาภูตญาณทัสสนะ] และใช้ “ปัญญาญาณ” [ญาณในวิปัสสนา] ที่เจริญขึ้นอย่างสุดรอบในการเจริญภาวนากรรมฐาน นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

 บทความที่ ๑๑๕ ประจำปี ๒๕๕๘ – การลำดับความรู้ที่ผิดพลาดในภาวนากรรมฐาน

 

ในธรรมชาติของการปฏิบัติธรรมนั้น คือ “ทักษะการจัดการความรู้ขั้นสูง” [Higher Knowledge Management Skills] ซึ่งประกอบด้วย (๑) ความรู้ความเห็น [ความเข้าใจ] ตามเป็นจริง (๒) ความนึกคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง และ (๔) ความเพียรและความอดทน ทั้งหมดนี้ประมวลรวมลงในความหมายว่า “มีสติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท สำหรับ คำว่า “สติ” ก็ตรงกับคำว่า “อัปปมาทะ” หมายถึง ความไม่ประมาท คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ หรือความเพียรที่มีสติเป็นเครื่องเร่งเร้าและควบคุม ได้แก่ การดำเนินชีวิตโดยมีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและการกระทำทุกอย่าง ระมัดระวังตัว ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม แต่ไม่ยอมพลาดโอกาสสำหรับความดีงามและความเจริญก้าวหน้า ตระหนักในสิ่งที่พึงทำและพึงละเว้น ใส่ใจสำนึกอยู่เสมอในหน้าที่อันจะต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมปล่อยปละละเลย กระทำการด้วยความจริงจัง รอบคอบ และรุดหน้าเรื่อยไป และ คำว่า “สัมปชัญญะ” ก็ตรงกับ คำว่า “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างกระจ่างชัดในการปฏิบัติธรรม ให้พิจารณาความแตกต่างในข้อธรรม (๑) สติ–สัมปชัญญะ และ (๒) สมถะ–วิปัสสนา ดังนี้

 

(๑) สติ–สัมปชัญญะ

(๑.๑) “สติ” หมายถึง สติ: ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ: กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ อันใด นี้เรียกว่า “สติ” คำว่า “สติพลํ” ก็คือ สตินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความไม่มีสติ คำว่า “สมาธิพลํ” ก็คือ สมาธินั่นเอง โดยที่ไม่หวั่นไหวไปเพราะความฟุ้งซ่าน คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา

(๑.๒) “สัมปชัญญะ” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง  ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “สัมปชัญญะ” ฉะนั้น “สัมปชัญญะ” คือ ญาณ [ความรู้]

 

(๒) สมถะ–วิปัสสนา  

(๒.๑) “สมถะ” หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ  สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมถะ” ฉะนั้น คำว่า “สมถะ” คือ สมาธิ และ คำว่า “วิปัสสนา” คือ ปัญญา ฉะนั้น “สมถะ” นั่นเอง ชื่อว่า “สมถนิมิต” ด้วยอำนาจนิมิตแห่งสมถะ ที่ถือเอาอาการนั้นแล้ว พึงให้เป็นไปอีก แม้ใน “ปัคคาหนิมิต” [นิมิตที่เกิดเพราะความเพียร] ก็นัยนี้เช่นกัน

(๒.๒) “วิปัสสนา” หมายถึง ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา: ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิอันใด นี้เรียกว่า “วิปัสสนา”

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า (๑) “สติ” จะคู่กับ “สมถะ” [สมาธิ] และ (๒) “สัมปชัญญะ” จะคู่กับ “วิปัสสนา” [ปัญญา] ด้วยเหตุนี้ ใน “การจัดการความรู้” นั้น จึงเป็นเรื่องระหว่าง “สติ–สมาธิ” กับ “สัมปชัญญะ–ปัญญา” แต่อย่างไรก็ตาม “การจัดการความรู้” ตามแนวทางในพระพุทธศาสนานั้น คือ การเจริญธรรมหรือการบำเพ็ญเพียรภาวนาโดย “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ที่มีความสมบูรณ์ในเชิงปรัชญา คำว่า “ปรัชญา” [Philosophy] คือ ศาสตร์ชนิดหนึ่ง ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะจัดหมวดหมู่หรือแบบความรู้สาขาต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจและแปลความหมายข้อเท็จจริงต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีขั้นตอน ๔ อย่าง ได้แก่  (๑) ทำหน้าที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆ ของโลกและชีวิตไว้ทั้งหมด (๒) พยายามหาคำตอบที่เป็นความจริงที่เป็นนิรันดร์ สามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ (๓) ใช้วิธีการทางตรรกวิทยาในการค้นหาความจริง ซึ่งเป็นวิธีการคิดอย่างมีเหตุและผล และ (๔) เนื้อหาของปรัชญาจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุค ตามสมัย แล้วแต่ว่าจะสนใจที่จะศึกษาในเรื่องใดหรือปัญหาใด อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นปรัชญาอย่างสมบูรณ์ ที่เรียกว่า “พุทธปรัชญา” [The Philosophy of Buddhism] ฉะนั้น หลักธรรมอันเป็นวิถีชีวิตหรือข้อประพฤติปฏิบัติ [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] โดยดำเนินไปตามแนวทางสามยกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” [The Middle Path] หรือเรียกอีกอย่างว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” โดยมีข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นั่นคือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้

 

“ไตรสิกขา–สิกขา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษาอย่างจริงจัง ๓ อย่าง เพื่อให้บรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ โดยตัดขาดข้ามพ้นจาก “ชาติสงสาร–วัฏสงสาร” คือ การเวียนตายเวียนเกิดแห่งชีวิตสันตติ อยู่ในกระแสแห่งกิเลส–กรรม–วิบาก “ไตรสิกขา” เรียกสามัญว่า “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ได้แก่

 

(๑)  “อธิสีลสิกขา” คือ เรื่องอธิศีลอันจะต้องศึกษา การศึกษาใน “อธิศีล” ซึ่งหมายถึง  ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง ที่จะให้ตั้งอยู่ในวินัย รู้จักใช้อินทรีย์ และมีพฤติกรรมทางกายวาจาดีงาม ในการปฏิสัมพันธ์ที่จะอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นและอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างๆ ด้วยดี ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เบียดเบียน ไม่ทำลาย และให้เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจใน “อธิจิตตสิกขา” คำว่า “อธิศีล” คือ ศีลอันยิ่ง [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] ปาฏิโมกขสังวรศีล ตลอดลงมาจนถึง ศีล ๕–ศีล ๘–ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ [วัฏสงสาร] หรือเป็นปัจจัยให้ก้าวไปในอริยมรรค อนึ่ง ในสาระเนื้อหาข้อนี้จะตรงกับ “สีลวิสุทธิ” (ข้อ ๑ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อ “ฌานสมาธิ”

 

(๒)      “อธิจิตตสิกขา” คือ เรื่องอธิจิตต์อันจะต้องศึกษา การศึกษาในอธิจิตต์ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาจิตใจอย่างสูงเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข็งมั่นคงพร้อมทั้งคุณธรรมและคุณสมบัติที่เกื้อกูลทั้งหลาย เช่น สติ–ขันติ–เมตตา–กรุณา–สดชื่น–เบิกบาน–เป็นสุข–ผ่องใส อันจะทำให้จิตใจมีสภาพที่เหมาะแก่การใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา คำว่า “อธิจิตต์” หมายถึง จิตอันยิ่ง [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] เรื่องของการเจริญสมาธิอย่างสูง ซึ่งหมายถึง “ฌานสมาบัติ” [โดยเฉพาะ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ในเบื้องต้น] ที่เป็นบาทวิถีแห่งวิปัสสนา หรือแม้สมาธิที่เจริญด้วยความรู้เข้าใจ ก็มุ่งหวังให้เป็นปัจจัยแห่งการก้าวไปในมรรค อนึ่ง ในสาระเนื้อหาข้อนี้จะตรงกับ “จิตตวิสุทธิ” (ข้อ ๒ ในวิสุทธิ ๗) คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่ง “วิปัสสนากัมมัฏฐาน”

 

(๓) “อธิปัญญาสิกขา” คือ เรื่องอธิปัญญาอันจะต้องศึกษา การศึกษาใน “อธิปัญญา” ซึ่งหมายถึง ปัญญาอันยิ่ง [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] โดยเฉพาะ “วิปัสสนาปัญญา” [โดยเฉพาะ “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลายที่เกิดจากการเจริญ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖”] ที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง เพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง อันจะทำให้จิตใจหลุดพ้นเป็นอิสระ ปราศจากกิเลสและความทุกข์ อนึ่ง ในสาระเนื้อหาข้อนี้จะตรงกับหลักธรรม “วิสุทธิ ๗” [ในข้อ ๓–๗ ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖”] หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ “นิพพาน” [อมตธาตุ] ได้แก่ (๑) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงใน ภูมิแห่งความไม่หลงผิด จัดเป็นขั้นกำหนด “ทุกขสัจจ์” ตรงกับ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (๒) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” จัดเป็นขั้นกำหนด “สมุทัยสัจจ์” ตรงกับ “ปัจจยปริคคหญาณ” (๓) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป  [กะ–หลาบ = “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ” คือ พิจารณาธรรมเป็นหมวดหมู่] [คือ เข้าถึง “สัมมสนญาณ” ก่อน] จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองยกจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนด “มัคคสัจจ์” (๔) “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรใน “วิปัสสนาญาณ” ทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจาก “อุปกิเลส”ดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” และ (๕) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่ง “ญาณทัสสนะ” [ปัญญา–การเห็นด้วยญาณ] นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔” หรือ “มรรคญาณ” อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือ ไตรสิกขา หรือ การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

“อริยมรรคมีองค์ ๘–อัฏฐังคิกมรรค” เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” คือ “มัคคังคะ” [องค์แห่งมรรค] โดยลำดับจาก “อธิปัญญา–อธิศีล–อธิจิตต์” โดยนัยแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ดังนั้น “มรรคมีองค์ ๘” มีความสำคัญในการเจริญภาวนา ทั้งฝ่ายสมถะ[ฌาน ๔] และฝ่ายวิปัสสนา [มรรค ๔–ผล ๔] ที่ต้องมี “มัคคังคะ ๘” [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] และ “จริยา ๘” คือ ลักษณะความประพฤติ การครองตน ดังนี้

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด คือ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง]

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ความนึกคิดที่เป็นกุศลจิต ได้แก่ เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา นั่นคือ ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ]

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ “วจีสุจริต ๔” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด  ต้นเหตุวจีทุจริต ๔ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม]

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ “กายสุจริต ๓” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต     การกำจัด ต้นเหตุกายทุจริต ๓ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม]

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่หลอกล่วง การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์]

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ “ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔” นั่นคือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้]

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก

ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สตพละ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต]

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ “ฌาน ๔” นั่นคือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน]

 

ดังคำบรรยายดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ข้อประพฤติปฏิบัติในการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ] ตามแนวทางในพระพุทธศาสนานั้น มีลำดับขั้นตอนโดยจำแนกตามความสำคัญและมิตความสัมพันธ์ในธรรมทั้งปลายอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” และ (๒) “ปัญญาตรัสรู้” ตามลำดับ สำหรับข้อยืนยันในความเป็นจริงนี้ คือ ศาสตร์แห่งปรัชญาจะทำหน้าที่ยืนยันข้อสมมติฐานนี้ได้จริง จนถึงความเป็นหลักทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ [วิธีทางวิทยาศาสตร์] คือ ในชั้นตอนการตรัสรู้ธรรมนั้น เป็นต้นแบบของการวิจัย [ระเบียบวิธีวิจัย–Research Methodology] ในปัจจุบัน ถ้าความไม่มีเหตุผลในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องจริง พระศาสนานี้คงไม่ยั่งยืนสืบมาถึงเกือบ ๒,๖๐๐ ปี จนดำรงอยู่ได้ในปัจจุบัน และกำลังเป็นแหล่งค้นคว้าหาปัญญาในสังคมมนุษย์ทั่วโลกในขณะนี้ ฉะนั้น มรดกสมบัติทางปัญญาของมวลมนุษยชาติ ที่หมายถึง “ปัญญา” [Wisdom] มีความสมบูรณ์ใน ๓ ด้าน นั่นคือ (๑) ศาสนา–Religion (๒) ปรัชญา–Philosophy และ (๓) วิทยาศาสตร์ –Science เพราะฉะนั้น ลำดับการเรียบเรียงปัญญาที่สำคัญก่อนหรือหลังต้องเกิดขึ้นในกระบวนการคิดของผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน ถึงจะสามารถเข้าถึง (๑) ปัญญาเห็นธรรม และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ ได้จริง ข้อพึงพิจารณาเพิ่มเติมอีก คือ ศาสตร์ด้านปรัชญา เกิดขึ้นภายหลังจากพระพุทธศาสนาประมาณ ๘๐๐ ปี เท่ากับปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ทำหน้าที่ยืนยันความเป็นจริงทุกประการของพระพุทธศาสนา ที่มวลมนุษยชาติต้องพึงประพฤติปฏิบัติตามเพื่อก้าวสู่ความเป็นสังคมที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของแหล่งปัญญานี้อย่างเท่าเทียบกัน ให้พิจารณาความเท่าเทียบกันระหว่างพระพุทธศาสนากับพุทธปรัชญา โดยแยกออกเป็น ๓ ปรัชญา ดังนี้

 

(๑) “อภิปรัชญา” [Metaphysics] เรียกอีกอย่างว่า “ภววิทยา” [Ontology] เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจริง นั่นคือ “สรรพสิ่ง” [Reality] เพื่อค้นหาความจริงอันเป็นที่สูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Ultimate Reality] ในแนวทางพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” [โลกียสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ = กฎธรรมชาติ หรือ กำหนดแห่งธรรมดา]ได้แก่ “ความจริง–สัจจธรรม”  [สัจฉิกัตตะ–Signified]  ที่เกี่ยวกับ (๑) ธรรมชาติ–Nature (๒) จิตวิญญาณ–Spirituality รวมทั้ง (๓) เทวดา–เทพพระเจ้า–Gods เรื่องอันเป็นบ่อเกิดของลัทธิศาสนา

 

(๒) “ญาณวิทยา” [Epistemology] เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “ความรู้” [Knowledge] ศึกษา (๑) ธรรมชาติของความรู้ (๒) บ่อเกิดของความรู้ (๓) ขอบเขตของความรู้ ซึ่งความรู้อาจจะได้มาจากแหล่งต่างๆ เช่น จากพระเจ้าประธานมาซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่ทำการศึกษาค้นคว้าปรากฏในตำรา เกิดจากการหยั่งรู้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาในทันทีทันใด [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ = ความรู้ความเห็นตามที่เป็นจริง] เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ [ศาสนา] หรือ เป็นความรู้ที่เกิดจากการพิจารณาเหตุและผล [ปรัชญา–ตรรกวิทยา] หรือ ได้จากการสังเกต [วิธีทางวิทยาศาสตร์]

 

(๓) “คุณวิทยา” [Axiology] ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ “คุณค่า” หรือ “ค่านิยม” [Values] เช่น คุณค่า เกี่ยวกับความดีและความงาม มีอะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่า อย่างไรดี อย่างไรงาม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

(๓.๑) “จริยศาสตร์” [Ethics] ได้แก่ คุณค่าแห่งความประพฤติ หลักแห่งความดี ความถูกต้อง เป็นคุณค่าแห่งจริยธรรมทางสังคมกำหนด เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม หรือ คุณค่าแห่งศีลธรรมทางศาสนากำหนด เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อตกลงทางสังคมที่ทุกฝ่ายยอมรับกัน อันเป็น “คุณค่าภายใน”

(๓.๒) “สุนทรียศาสตร์” [Anesthetics] ได้แก่ คุณค่าความงามทางศิลปะ [Arts] หรือ ดนตรี [Music] ซึ่งสัมพันธ์กับ จิตนาการ [Imaginations] และ ความคิดสร้างสรรค์ [Creative Thinking] ซึ่งตัดสินได้ยากและเป็นอัตนัย [Subjectivism] ขึ้นกับเกณฑ์ตัดสินของแต่ละบุคคลหรือเฉพาะบุคคล อันเป็น “คุณค่าภายนอก”

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับความรู้ในปรัชญาทั้ง ๓ สาขา อันเป็นแหล่งรวมระหว่าง (๑) “ศาสนา–Religion” กับ (๒) “วิทยาศาสตร์–Science” ความเจริญทางวิทยาศาสตร์จะรุ่งเรืองมากแค่ไหนจนถึงสุดขั้วโลกก็ตาม จะต้องคำนึงถึง (๑) “ศาสนา–Religion” กับ (๒) “ปรัชญา–Philosophy” ถ้าจะคิดแบ่งแยกออกไปเป็นเอกเทศนั้น คงทำได้ยาก เพราะทำให้สังคมเดือดร้อน อันเป็นการแสวงหาในทางที่เสื่อม ไม่ใช่ทางที่ประเสริฐ อย่างเช่น การพัฒนาเทคโนโลยีโคลนนิ่ง หรือ การปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์ เพราะกระทบกระเทือนกับความเชื่อทางปรัชญาและความเชื่องทางศาสนา แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น ไม่กระทบกระเทือนฐานความเชื่อ โดยเฉพาะกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้าหรือเทพเทวดาทั้งหลาย เพราะโลกเกิดขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติ “มันเป็นของมันเช่นนี้เอง” ไม่มีผู้สร้างผู้เสกอะไรขึ้นมา เพราะมันไปตามกำหนดแห่งธรรมดา ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” แนวเชื่อดังกล่าวนี้ เป็นข้อสมมติฐานและทฤษฎีที่ถูกต้อง เพราะการกำหนด “ผู้สร้าง” [Creators] ว่าเป็น “ผู้สูงสุด” [The Supremes] ไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันได้ ไม่ว่าจะเป็นทางปรัชญาหรือทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม สังคมมนุษย์ต้องการเหตุผล [Reasoning] ที่สามารถให้คำอธิบายได้ [Descriptivism] ตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ [Scientific Methods] ไม่ใช่การบังคับให้เชื่อตามประกาศิต [Prescriptivism] หรือการประกาศกฎอัยการศึกษา [Dictator–นักเผด็จการ] ในอนาคตนั้น การล้มสลายของลัทธิศาสนาที่ไม่มีเหตุผลค้ำจุนอย่างถูกต้อง จึงกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวในสังคมมนุษย์อย่างแน่นอน ที่มีคำพยากรณ์ทางศาสนาพุทธศาสนาหรือ “พุทธพยากรณ์” [Buddhist Prophecy] ว่า: “สังคมมนุษย์กำลังก้าวสู่ยุคมิคสัญญี” [คือ เป็นโลกยุคก่อนเข้าถึงยุคพระศรีอาริย์ พระโพธิสัตว์ศรีอาริย์ หรือ พระศรีอาริยเมตไตรย โดยอชิตะภิกษุหนุ่มราชบุตรพระเจ้าอชาตสัตตุราช ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคตภายหน้า ด้วยสมเด็จพระจอมไตรโลกนาถ จึงมีพระพุทธฏีกาตรัสสั่งพระอชิตสังฆนวกภิกษุว่า: “ดูกรอชิตะ (‘อะชิตะ’ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ‘พรุ่งนี้’) ในกาลบัดนี้ ขอเธอจงแสดงความสามารถไปนำเอาบาตรทางของตถาคตมา” และบัดนั้น พระชินสีห์ทรงมีพุทธฏีกาตรัสพยากรณ์ว่า “พระอชิตะภิกษุ ซึ่งเป็นพระสงฆ์นวกะในกาลบัดนี้ จักได้ตรัสเป็นองค์พระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ‘พระศรีอริยเมตไตรย’ ในอนาคตกาลภายภาคหน้า ภายในภัทรกัปนี้ ใต้ร่มไม้กากะทิง อันเป็นมิ่งไม้มหาโพธิ์ในเพลาตามพารุณสมัยราตรีแห่งวิสาขบูรณมี” (ดังเช่น พระศรีศากยมุนีโคตมพุทธเจ้า ในครั้งเมื่อทรงเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ก็ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจากพระทีปังกรพุทธเจ้า) อ้างอิง: สมชาย สุวรรณโปดก. ๒๕๓๗. พระศรีอาริย์: จอมศาสดาโลกอนาคต หน้า ๑๕–๒๒] แต่มีคำพูดของพวกนักวิทยาศาสตร์ที่กล่าวว่า: “มนุษย์คือพระเจ้า” เพราะสามารถเข้าไปแก้ไขระบบโครงสร้างรหัสพันธุกรรมได้จริง [Genetic Codes or DNA: Deoxyribonucleic Acid] หรือ สามารถเปลี่ยนแปลเพศได้ [ทำให้วงการกะเทยตื่นตัว จนถึงขั้นจะครอบโลกให้ได้] รวมทั้ง ทำศัลยกรรมใบหน้าใหม่ [เสริมดวงชะตา] และ เปลี่ยนแปลงวิธีรักษาโรคด้วยยาเคมี ไปเป็นการกินอาหารเสริมให้จุลินทรีย์ในเซลล์ทุกส่วนของอวัยวะในร่างกาย [รวมถึงสัตว์และพืช] ที่เรียกว่า “ไมโทคอนเดรีย–Mitochondria” [ดร. พงษ์ศักดิ์ ละไมพิศ: นักวิทยาศาสตร์ชาวไทยผู้ชำนาญในเรื่องนี้ ผู้เขียนบรรยายลองกินอาหารเสริมดังกล่าวนี้แล้ว คือ “ของเขาดีจริง” ระวังของเลียนแบบอีก] ในปัจจุบัน ประเทศอังกฤษเริ่มใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้รักษาผู้ป่วย [แต่ใครรู้ว่าตระกูลของตัวเองชั่วๆ ก็อย่าไปกินเลย มันเสียของเปล่าๆ ให้มันสูญพันธุ์ไปเลยดีกว่า] ฉะนั้น ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดในศาสตร์สาขา (๑) “นาโนเทคโนโลยี–Nanotechnology” หรือ (๒) “นาโนเซคคันเทคโนโลยี–Nanosecond Technology” นั้น  จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายสถานภาพความมั่นคงในเรื่องศรัทธาในบางศาสนา ที่ไม่สามารถจะปิดกั้นความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ได้ คือ พวกนี้ไม่กลัวเรื่อง “วัฏฏะ ๓” [กิเลส–กรรม–วิบาก] จะขอเวียนว่ายตายเกิดเป็นนักวิทยาศาสตร์แบบนี้ตลอดไป เมื่อเป็นชาวพุทธหรือพุทธมามกะจริงๆ ท่องบริกรรมไว้ “พุทโธ–อรหันต์” ไม่ใช่ “เศรษฐี” [Millionaire] หรือ “นักวิทยาศาสตร์” [Scientist] เพราะอย่างไรก็ตาม ถ้าสามารถบรรลุถึง “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ = ปราชญ์มุนี] ได้จริง ดังที่ผู้บรรยายกล่าวไว้เบื้องต้น ท่านผู้นั้นย่อมเสวยผลานิสงส์ ๒ ต่อ คือ พร้อมด้วย (๑) ปราชญ์เมธี (๒) นักวิทยาศาสตร์ แล้วถามว่า: “ยังจะหลงทางอีกหรือ ว่าจะไปทางไหน” แต่ที่หน้าอายมาก คือ ท่านที่อยู่ในทางกระแสแห่งอริยมรรคแล้ว กลับหลงทิศหลงทางอยากเป็นเป็นคนธรรมดา ข้าน้อยฯ เป็นงงมาก แต่ขออย่างเดียวก็ “อย่าเป็นหมาน้อยธรรมดา” ก็แล้วกัน อายป้าแหยงบ้านข้างวัด แก่จะว่าเอาว่า “เสียข้าวสุกข้าวสารเปล่าๆ” ก็รักษาฟอร์มกันหน่อย

 

อนึ่ง ทิศทางของการแสวงหาความรู้ระหว่างศาสตร์ทั้ง ๓ ฝ่าย นั้น ก็ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ให้รู้เรื่องก่อนตาย ไม่ใช่ตายแบบไม่รู้เรื่องอะไร ตายด้วยความงงๆ ในชีวิต เดี๋ยวเจอยมบาลที่ชอบเรียนหนังสือสอบถามเรื่องโลกมนุษย์ จะได้ตอบท่านได้ถูก ผู้บรรยายไม่แน่ใจว่า ในยมโลกเหล่ายมบาลทั้งหลาย น่ามีการสอบเลื่อนขั้นเหมือนโลกมนุษย์หรือเปล่า ถ้าเหมือนข้อสอบบรรจุครูแบบชาวโลก ก็ต้องระวังข้อสอบรั่ว ยมบาลเส้นสายกับยมบาลด้วยสามารถมีความแตกต่างกันทางสติปัญญา เหมือนคนบนโลกมนุษย์ พวกมีเส้นสายเป็นพวกด้อยคุณภาพในทางสมองและความคิด [ปัญญา–คุณธรรม] ต่างจากพวกมีสามารถ เช่น “พวกจบ มหาวิทยาลัยเปิด –Open University” [ผู้สอนสวดนำขบวน ที่เหลือผู้เรียนคิดเอง ถ้าคิดผิดชีวิตเสียหาย ถ้าคิดถูกชีวิตรุ่งโรจน์ปัญหา คือ ทั้งผู้สอนและผู้เรียนขาดทักษะภาษาอังกฤษ จึงจำกัดขอบเขตปัญญาที่แตกฉานในศาสตร์สาขาต่างๆ ในการค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม อยากคิดนอกกรอบก็คิดไม่ออก] คุณภาพเหนือกว่า “พวกมหาวิทยาลัยปิด –Closed University” [เพราะปิดปัญญาสนิทและศีลธรรม ไม่ให้งอกงามเต็มที่ ชอบคิดแทนผู้เรียน ถ้าคิดผิดก็วิ่งหาพ่อแม่เลี้ยงไม่โต ถ้าคิดถูกสำเร็จมักจำพ่อแม่ครูไม่ได้ เพราะมีปรีดาปราโมทย์มากเกินบรรยาย แปลว่า “ชอบมีนิสัยเนรคุณผู้มีพระคุณ” ส่วนใหญ่ไม่สอนศีลธรรม คิดว่าเรียกเก่งแล้วคิดได้เอง หรือมิฉะนั้น ผู้สอนเองก็ไม่รู้ว่าศีลธรรมเป็นตัวอย่างไร ก็พอๆ กันทั้งผู้สอนและผู้เรียน ปัญหา คือ ผู้เรียนขาดทักษะภาษาอังกฤษ จึงจำกัดขอบเขตปัญญาที่แตกฉานในศาสตร์สาขาต่างๆ ในการค้นคว้าศึกษาเพิ่มเติม ฟังแต่ผู้สอนกลัวสอบได้คะแนนไม่ดี คิดนอกกรอบคะแนนจะเสีย] ถ้าจะเป็นแบบสังคมตะวันตก [ฝรั่ง] ก็เข้าให้ถึงปรัชญาชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง ไม่ใช่ คิดก็คิดไม่เป็น ไม่มีรูปแบบ หรือไร้รูปแบบ เวลาไปศึกษาต่อเมืองนอกในมหาวิทยาลัยติดอันดับโลก เขามักถามว่า  (๑) “มึงมีปรัชญาอะไรนำชีวิต” [ลืมศึกษาพุทธปรัชญา สาขานี้มีจริง ไม่ได้พูดเล่นๆ] พวกอาจารย์ที่ปรึกษาหรือสถาทูต มักไม่ชอบถามว่า “มึงนับถือศาสนาอะไร” [บางคนปฏิเสธความเชื่อทางศาสนา แล้วอย่าไปตอบว่านับถือมิคกี้เมาส์เด็ดขาด หรือรู้จักนับถือพ่อศรีธนณชัย หรือพ่อชูชก อันนี้ฝรั่งไม่เข้าใจ] และแล้วมักถามว่า (๒) “มึงจะเอาอะไรมาให้บ้านเมืองกู” [นักศึกษาไทยมักคิดว่าจะไปเอาของดีที่เมืองนอกกลับมาบ้านเมืองของตน รวมทั้งได้ลูกและครอบครัวกลับมา ก็ยอมรับสังคมบ้านเกิดไม่ได้อีก อยากกลับไปใหม่ ไม่เข้าใจถึงคำซึ้งๆ ว่า “รักบ้านเกิด” เลย] ดังนั้น ความไม่พร้อมทางปัญญาหรือความรอบรู้ [ปฏิภาณไหวพริบอย่างผู้ฉลาด] นั้น ย่อมเป็นอันตรายในการไปใช้ชีวิตในต่างแดน ไม่เชื่อลองถามพวกที่ไปผจญภัยในต่างแดนดู พวกคนเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเจ็บใจลึกๆ กลับบ้านเกิดคนก็ดูถูก อยู่ทางโน้นมันก็ดูผิดๆ เป็นงงอีกเช่นเดิม ให้หันหน้าเข้าหาพระธรรมดีกว่า กล่าวโดยสรุป คนในสังคมบ้านเรายังไม่เข้าใจลึกซึ้งระหว่างศาสตร์ ๓ สาขา ดังนี้

 

(๑) “พระพุทธศาสนา” ได้แก่ มัชฌิมาปฏิปทา ไตรสิกขา โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อริยอัฏฐังคิกมรรค อริยสัจจ์ ๔ [วิสุทธิ ๗] ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ไตรลักษณ์ ศีล ๕ สมถะ [รูปฌาน ๔] และ วิปัสสนา [อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ ญาณ ๑๖]

 

(๒) “พุทธปรัชญา” ได้แก่ ภววิทยา–อภิปรัชญา ญาณวิทยา และ คุณวิทยา [จริยศาสตร์–สุนทรียศาสตร์]

 

(๓) “วิทยาศาสตร์เชิงพุทธ” [พุทธเทคโนโลยี] ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ระเบียบวิธีวิจัย [ขั้นตอนการทำวิจัยที่เทียบเคียงได้กับอริยสัจจ์ ๔] ชีวเคมีวิทยา [Mitochondria] นิวเคลียร์ฟิสิกส์ รวมทั้ง ทิศทางหรือแนวโน้มความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต สังคมเครือข่าย การสื่อสารโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม รวมทั้ง ศาสตร์สมัยใหม่ที่เปิดศึกษาสาขาเฉพาะด้านลงไป เช่น Nanotechnology [Nanosecond Technology, especially Molecular and Cellular Biology], Genetic Engineering [Human Universal DNA Library as Bionic Man = Microchip Implants or Hi-Tech Implants into the brain can bring great benefits, but are open to abuse, says Simon Davies], Cloning [Metaman or Redesigning Humans], Human Organism Transplantation [TransHumanism], Biomedical Engineering  หรือ พวกสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมหุ่นยนต์ เช่น Humanoids [มนุษย์เทียบ] หรือ Androids [หุ่นยนต์–หุ่นจักรกล เช่น อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ = Hardware แอปพลิเคชั่นในมือถือหรือเครื่องมือสื่อสาร = Software หรือระบบชำนาญการ เช่น ระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ ระบบควบคุมให้บ้องไฟตกมีร่มชูชีพช่วยของชาวอีสาน ไม่ต่างจากเทคโนโลยีองค์การนาซ่า แต่เสียอย่างเดียว ใช้เล่นพนันขันต่อ ฝรั่งเข้าสนใจชีวิตในอวกาศในอีก ๘ ทศวรรษหน้า] แต่คำถามที่ข้องใจ คือ “มนุษย์ได้ก้าวสู่เขตสิ้นสุดแห่งวิวัฒนาการจริงหรือ [The End of Evolution] หรือว่า “พากันบ้าไปเสียแล้ว …!”

  

 

 


ภาพแระกอบ ๑: ระบบโครงสร้างรหัสพันธุกรรมของมนุษย์

 

 

 

ภาพแระกอบ ๒: อวัยวะแขนจักรกลเทียมของมนุษย์ไบโอนิค [Bionic Man]

 

 

 


ภาพแระกอบ ๓: ระบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมอะตอมโดยนาโนเทคโนโลยี

[Building the new world, one atom at a time: Has nanotechnology discovered the secret of creation?]

 

  

 

ภาพแระกอบ ๔: หุ่นยนต์จิ๋วในเส้นเลือดที่กำจัดเชื้อโรคที่ผิดปกติจากรหัสพันธุกรรมโดยเพิ่มจำนวนเองได้

 

  

 


ภาพแระกอบ ๕: หุ่นยนต์จิ๋วในระบบเซลล์สมองที่จะควบคุมการนึกคิดเชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์

 

 

ในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ พระพุทธศาสนาไม่ปฏิเสธ เพราะเป็นเรื่องของ “กรรม ๓” ได้แก่ (๑) กายกรรม ๓ (๒) วจีกรรม ๓ (๓) มโนกรรม ๔ ใครทำอะไรอย่างไร ก็ย่อมได้รับผลกรรมเช่นนั้น คือ ย่อมเกิดไปตามเจตนาของผู้กระทำ ที่จะต้องประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่อง รูปธรรม หรือ นิวเคลียร์ฟิสิกส์–ชีวเคมีวิทยา–นาโนเทคโนโลยี [กลาป–Atomic Structures] ซึ่งหมายถึง ฝ่ายวิทยาศาสตร์หรือพุทธวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นั่นคือ ผู้ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ควรเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้งใน ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) พระพุทธศาสนา (๒) พุทธปรัชญา และ (๓) พุทธเทคโนโลยี [วิทยาศาสตร์สมัยใหม่] ฉะนั้น องค์ความรู้ใน ๓ ด้าน ดังกล่าวนี้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เป็นผู้ที่รู้จักกับ คำว่า “พอ” [Adequacy ] และ “ยั่งยืน” [Sustainability] พร้อมกับ คำว่า “รอจังหวะและโอกาสของชีวิต” [Waiting for a Life Chance] ให้พิจารณาองค์ความรู้ใน ๓ ด้าน ดังนี้

 

(๑) “พระพุทธศาสนา” คือ ปัญญาหยั่งรู้ยถาภูตญาณทัสสนะเป็นฝ่าย จิตนิยม [Idealism]โดยเน้นหลักไตรสิกขา ได้แก่ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” โดยมนสิการกรรมฐานตามที่ปรากฏจริงในมโนภาพ [นิมิต] ที่มี “สัญญาอันบริสุทธิ์” [ความทรงจำที่เป็นตามจริงที่สั่งสมจากประสบการณ์ในภาวนา] เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ [สมถะกับวิปัสสนา หรือ ฌานกับญาณ] พระพุทธศาสนาปฏิเสธแนวคิดประกาศิต [Prescriptivism–การนั่งเทียบเอาเอง] แต่ยอมรับแนวคิดแบบเชิงพรรณนา [Descriptivism] ตามสิ่งที่เป็นจริง [สัจจนิยม–Realism หรือ อัตนัยนิยม–Subjectivism คือ ประจักษ์นิยม–Empiricalism เพราะเกิดจากการสังเกตในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน] นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้เหตุผลโดยปัจจยาการในการลงข้อสรุป ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดไตร่ตรองไปตามลำดับจากเหตุไปหาผล กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดไตร่ตรองย้อนกลับจากผลไปหาเหตุเพื่อดับต้นเหตุของปัญหาหรือทุกข์ โดยเน้นแหล่งข้อมูลจากภายในตน [ธรรมกาย–ขันธ์ ๕] เพื่อเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับภายนอก [ธรรมชาติ]

(๒) “พุทธปรัชญา” คือ ปัญญาค้นหาทั้งฝ่าย จิตนิยม [Idealism] และฝ่าย วัตถุนิยม [Materialism] เพื่อให้เห็นคุณค่า [จริยธรรม–สุนทรียศาสตร์] โดยเน้นวิธีการแสวงหาความรู้ด้วยตรรกวิทยาในการลงข้อสรุป นั่นคือ (๑) “การใช้เหตุผลเชิงอนุมาน” [Deductive Reasoning = นิรนัยหรืออนุมาน] คือ การสรุปแบบอนุมาน เป็นการใช้เหตุผลจากทฤษฎี หลักการ ไปลงข้อสรุป กับ “การใช้เหตุผลเชิงอุปมาน” [Inductive Reasoning = อุปนัยหรืออุปมาน] คือ การสรุปแบบอุปมาน เป็นการสรุปจากความจริงย่อย เป็นประโยคอ้าง เพื่อลงข้อสรุปเป็นความจริงใหม่

(๓) “พุทธเทคโนโลยี” [วิทยาศาสตร์สมัยใหม่] คือ ปัญญารู้เห็นด้วยการวิจัย [ระเบียบวิธีวิจัย] เป็นฝ่าย วัตถุนิยม [Materialism หรือ ปรนัยนิยม –Objectivism คือ ประจักษ์นิยม–Empiricalism เพราะเกิดจากการสังเกตในห้องปฏิบัติการหรือในภาคสนาม] ที่เน้นการแสวงหาความรู้เป็นแบบเชิงพรรณนาตามข้อมูลที่รวบรวมมาได้ [Descriptivism] ตามสิ่งที่เป็นจริง [สัจจนิยม–Realism] โดยประยุกต์ใช้การหาเหตุผลในการลงข้อสรุป ได้แก่ (๑) “การใช้เหตุผลเชิงอนุมาน” [Deductive Reasoning] กับ (๒) “การใช้เหตุผลเชิงอุปมาน” [Inductive Reasoning] โดยเน้นแหล่งข้อมูลจากภายนอก [ธรรมชาติ] เพื่อเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับภายในตน หรือไม่เปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับภายในตน [แบบนักวิทยาศาสตร์] แต่พระพุทธศาสนาปฏิเสธ บริโภคนิยม [Consumerism] อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการพอกพูนกิเลสทั้งหลายไว้กับวัฏฏะ

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องถึงพร้อมด้วยองค์ความรู้ใน ๓ ด้าน เป็นอย่างดี จะเริ่มต้น (๑) ทางฝ่ายพระพุทธศาสนา [ไตรสิกขา] ก่อน หรือ (๒) ทางฝ่ายพุทธเทคโนโลยี [วิทยาศาสตร์] ก่อนก็ได้ทั้งนั้น แล้วให้ความรู้ทั้ง ๒ ฝ่ายมาบรรจบกันที่ (๓) ทางฝ่ายพุทธปรัชญา [ปรัชญา] แต่ถ้าไม่เลือกทางไหนเลยนั้น ก็ขอเรียนเชิญอยู่ในสังสารวัฏฏ์ไปก็แล้วกัน ชาติไหนดวงดีก็คงได้มาเจอกับพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก อนึ่ง ทั้ง “ปรัชญา” [Philosophy] “วิทยาศาสตร์” [Science] รวมทั้งพวก “ไสยาศาสตร์” [Occult: Supernatural or magical powers = เวทย์มนต์–อาคมคุณไสย–Fetishism] ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น “ดิรัจฉานวิชา” คือ วิชาความรู้ที่ไม่ได้ช่วยในการดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่าง “วิทยาศาสตร์” กับ “ไสยาศาสตร์” คือ อย่างเช่น แนวคิดนักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ถึง “มนุษย์ไบโอนิค–Bionic Man” ในความเป็นจริง ฝ่ายนักขมังเวทย์ [คุณไสย] หรือเกจิอาจารย์ [ชอบปล่อยของ เช่น พระเครื่อง เครื่องรางของขลังเท่าที่คิดทำขึ้นได้ เขามีของดีจริง] ก็เคยสร้างมนุษย์พันธุ์นี้มาแล้ว ด้วยการลงคาถาฝังเข็มทอง [เป่าเสกเข็มเข้าในตัว] หรือเสกเหล็กไหลเข้าตัว [ทหารตำรวจต้องการมาก ดีกว่าสักยันต์] หรือเสกเป่าแผ่นทองปลิวเข้าหน้าผาก [เพื่อสะกดจิตคนอื่นเป็นมหานิยม เป็นเทคโนโลยีฝ่ายฤษีแถวอีสาน] เป็นเครื่องรางของขลังให้คลาดแคล้วจากคมมีดคมดาบหรือศัตราวุธทุกชนิด แต่ระวังอย่าให้ผ้าถุงครอบหัวเท่านั้น “มนต์เสื่อม” แต่ไม่เรียกว่า “มนุษย์ไบโอนิค–Bionic Man” ให้เรียกว่า “คนถือของ” [อาจารย์พิธี เรียกว่า “คนเล่นของ” บางที่ก็เรียกคนเป็นลูกศิษย์ด้วย] ถ้าคนเล่นของระดับมืออาชีพแถวหน้าแล้ว ถึงแอบยิงปืนหรือดักปาระเบิดใส่ ก็เพียงยกมือกัน แล้วยังดีดลูกปืนลูกระเบิดนั้น กลับไปโดนหัวไอ้คนยิงได้อีก เหมือนในหนังจีนยุทธจักร [อยากได้รายละเอียดมากกว่านี้ ให้ไปถามเชียนพระ ก็ระวังจะไปเจอศัตรูคู่เวร พวกโรคจิตประสาทก็แล้วกัน ระวังหน่อย…!] ก็ให้อุปมาอุปไมยเอาเองก็แล้วกันว่า ถ้านักวิทยาศาสตร์สร้างเครื่องย้ายมวลสารในทางฝ่ายสสารวัตถุหรือธาตุ จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้ ตามเวลาที่กำหนดไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม ในทางพุทธศาสนา ก็ย่อมเป็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เช่นกันในทางฝ่ายจิตภาพ [มโนธาตุ] ตัวอย่าง เช่น การระลึกชาติเป็นเวลาย้อนอดีตไปไกลโพ้นถึงแสนกัป [ดูตัวอย่างฝ่ายวิทยาศาสตร์ ในหนังเรื่อง Stargate–SG1ที่ Youtube.com] เรื่องเหล่านี้ ให้ดูฤทธิ์ของบรรดาฤษียังมีให้เห็นได้ในปัจจุบันในประเทศอินเดีย แม้แต่การปีนไต่เชือกลอยขึ้นในอากาศก็มี [ดูหัวเรื่อ BBC Supernatural Science - Secrets of Levitation ที่ Youtube.com] อย่าลืมว่า นักวิทยาศาสตร์ทางโลกตะวันตกก็สนใจเรื่อง “พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ” [Supernatural Science] โดยพยายามหาคำอธิบายให้ได้ที่มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ทุกศาสนาหรือทุกลัทธิความเชื่อในสังคมมนุษย์ทั่วโลก แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าเดินถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีแล้ว ย่อมได้เห็นปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระองค์ได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า อย่าลืมตั้งสติสัมปชัญญะให้ดี เข้าให้ถึงแก่นแท้ของนามรูปโดยไตรลักษณ์ แล้วจะค้นหาหนทางในการดับทุกข์ทั้งปวงได้ เรื่อง “พลังอำนาจเหนือธรรมชาติ” นั้น ก็จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผู้เป็นอริยบุคคลในพระศาสนานี้จริง เพราะรู้เห็นเท่าทันสภาวธรรมภาวะจิตของตนและผู้อื่นได้จริง

 

อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้น ก็อยากรู้เรื่อง “อณู–ธาตุ–สสารวัตถุ–โลก–ธรรมชาติ–หรือ–มหาจักรวาล” อันเหลือคณานับได้ ให้ถ่องแท้มากที่สุด โดยมีจิตจะอยู่เพื่อครองโลกเหมือนไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลก แต่มนุษย์ก็ยังไม่รู้ว่า ทำไมพวกไดโนเสาร์ถึงทิ้งโลกไปหมดเลย [ไม่น่าจะพากันบรรลุธรรมหมด เพราะไดโนเสาร์ไม่ใช่คน คนเท่านั้นที่สามารถบรรลุธรรมวิเศษได้] พวกมนุษย์ในโลกวัตถุนิยมก็มีชีวิตอยู่ เพื่อจะเสวยสุขในกามคุณทั้ง ๕ เป็นธรรมดา [หาความสุขจากผัสสะหรือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ได้แก่ ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย] และก็ตายจากกันไป โดยทิ้งอารมณ์ผูกรัดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเป็นเจ้าของบนโลกนี้ไว้ ส่วนใหญ่ตายหลับตาไม่ได้ [ตายอย่างตาเหลือก] เพราะไม่สมหวังในปรารถนาในโลกนี้ [ห่วงลูก ห่วงผัว ห่วงเมีย ห่วงสมบัติทรัพย์สิน ทะลึ่งหาไว้มากเอง ไม่เข้าใจใน คำว่า “สมบัติพลัดกันชม” หรือ “โลกนี้คือละคร” ซึ่งเวลาของละครแต่ละคนยาวสั้นไม่เท่ากัน] ฉะนั้น ก็ให้ค่อยคิด ค่อยทำให้สิ่งที่ถูกต้องไว้ ให้นิมนต์พระธรรมมาอยู่ก็ตัว [พระสัทธรรมไม่หลอก คนต้นคนหลอกกันได้] หรือจะสมาทานศีลไปเลยก็ได้ ย่อมปลอดภัยดีกว่า [เกษม] เพราะไม่ประมาท [อัปปมาทะ] นั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เข้าใจโลกแห่งจิตวิญญาณ ที่อธิบายเป็นสภาวธรรม ที่เรียกว่า “ธรรม ๓” ได้แก่ (๑) กุศลธรรม (๒) อกุศลธรรม (๓) อัพยากตธรรม หรือให้รู้เห็นใน “ธรรมทั้งปวง” [ธรรม ๙] ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ (๓) กุศลธรรม (๔) อกุศลธรรม (๕) อัพยากตธรรม (๖) กามาวจรธรรม (๗) รูปาวจรธรรม (๘) อรูปาวจรธรรม และ (๙) โลกุตตรธรรม ฉะนั้น ในธรรมทั้งหมดนี้ สามารถอธิบายปัญญาความรอบรู้ในเรื่อง (๑) ศาสนา–พระพุทธศาสนา (๒) ปรัชญา–พุทธปรัชญา และ (๓) วิทยาศาสตร์–พุทธเทคโนโลยี ได้อย่างครอบคลุมทุกประเด็น โดยมุ่งเน้นให้ละจากการถือมั่นยึดมั่นในโลกแห่งสสารวัตถุ [วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก] ด้วยการชำระจิตใจ [จิตวิญญาณ] ไปสู่ภาวะจิตที่อยู่เหนือโลกมนุษย์ ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ–อมตธาตุ–นิพพาน” หมายถึง ภาวะที่ปราศจากกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว ถ้าเป็นคุณบทแห่งบุคคล เรียกว่า “พระอรหันต์” หมายถึง ผู้ปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมดา ดังนั้น ความเข้าใจอย่างถูกต้องดังกล่าวนี้ เป็นภาระหน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรู้ประจักษ์อย่างลึกซึ้ง ด้วยคุณลักษณะบางอย่างที่บ่งบอกถึงบุคคลนั้นจะถึงพร้อมด้วย “อริยอัฏฐังคิกมรรค –อริยมรรคมีองค์ ๘” ในกาลข้างหน้าอันใกล้นี้ ที่เรียกว่า “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” ดังนี้

 

“บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะอุทัย หรือ แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี หรือ รุ่งอรุณของการศึกษา ได้แก่

(๑) “กัลยาณมิตตตา” คือ ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญา และเป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม

(๒) “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม  

(๓) “ฉันทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ การทำฉันทะให้ถึงพร้อม ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์  

(๔) “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้าน กาย ศีล จิต และ ปัญญา คือ “ภาวนา ๔” [ที่จะเป็น ภาวิตัตต์ คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว]

(๕) “ทิฏฐิสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิดความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัย

(๖) “อัปปมาทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

(๗) “โยนิโสมนสิการสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้  

 

ฉะนั้น เมื่อบุคคลมีความถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” [การเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค] ได้แล้ว ในขั้นต่อไป คือ การพิจารณาถึงเนื้อหาสาระสำคัญเกี่ยวกับ (๑) พระพุทธศาสนา สัมพันธ์กับ (๒) พุทธปรัชญา และ (๓) พุทธเทคโนโลยี ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้ได้บรรลุถึง “พระอรหันต์” ได้แล้ว ย่อมเข้าถึงด้วย “ญาณทัสสนะ” [สมถนิมิต = ความรู้ความเห็นที่เกิดจาก “รูปฌาน–จตุตถฌาน” ด้วย “ญาณ” หรือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง] และ “ปัญญาญาณ” [วิปัสสนานิมิต = ญาณในวิปัสสนา (อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–(การจำแนกอารมณ์ ๓๘) –วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ ๑๐ (วุฏฐานคามินีปฏิปทา) –ญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ)] ได้ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความประมาทปัญญา อันเป็นปัญญาทางโลกในฝ่าย “วิทยาศาสตร์” [พุทธเทคโนโลยี] โดยโยงให้เห็นภาพรวมเชิงองค์รวมกับ “ปรัชญา–พุทธปรัชญา” มิฉะนั้น อาจจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “ความล้าทางปัญญา” [Wisdom Lag] คือ อย่าให้ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชาเข้ามาครอบงำกลุ้มรุมจิตใจและปัญญาให้อ่อนกำลังลง ทำให้เสียงชื่อ “ความเป็นพุทธะ” ไปโดยเปล่าๆ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

  

 


ภาพแระกอบ ๖: ภาพผ่าซีกให้เห็นระบบโครงสร้างสมองมนุษย์

 

 

 

ภาพแระกอบ ๗: การจำแนกหน้าที่การทำงานของสมองมนุษย์

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาถึง การเปรียบเทียบระบบโครงสร้างสมองกับการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาโดยสังเขป ซึ่งก็ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่อง (๑) “กรรม ๓” ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กับ (๒) “ปฏิสัมภิทา ๔” ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา [ปัญญาแตกฉานด้านความหมายหรือฝ่ายผล] ธัมมาปฏิสัมภิทา [ปัญญาแตกฉานด้านธรรมหรือฝ่ายเหตุ] นิรุตติปฏิสัมภิทา [ปัญญาแตกฉานด้านภาษา ประวัติของคำ ภาษาศาสตร์ นิรุตติศาสตร์] ปฏิภาณปฏิสัมภิทา [ปัญญาแตกฉานด้านปฏิภาณไหวพริบ ได้แก่ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ และ ความคิดประยุกต์ดัดแปลง] ๑ รวมทั้ง (๓) “ศาสตร์ใน ๓ สาขา” ได้แก่ พระพุทธศาสนา พุทธปรัชญาพุทธเทคโนโลยี ๑ ดังนี้

 

(๑) “การปฏิสังสรรค์ทางสังคม” [Social Interaction] คือ การสื่อสาร ภาษา [คำศัพท์ ไวยากรณ์ = นิรุตติปฏิสัมภิทา] ขนบธรรมเนียม ประเพณี กฎหมาย เครือญาติ สายสัมพันธ์ มารยาททางสังคม คุณธรรม จริยธรรม ศาสนา = วจีกรรม

(๒) “การเดิน” [Walking] คือ การแสดงออกทางพฤติกรรม [กิน–เสพ–นอน–นั่ง–ยืน–เดิน–ทำ–(คิด)] การประพฤติพรหมจรรย์ ให้มีความงดงามน่านับถือหรือน่าเลื่อมใส = กายกรรม

(๓) “การจำแนกรูปแบบ” [Pattern Recognition] คือ สัญเจตนา ๖ [ความทรงจำ = ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒] หรือ ฐานข้อมูลที่เป็นทั้ง “ความจำระยะสั้น” [อารมณ์ ๖: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์  ที่รับรู้แจ้งเข้ามาใหม่] กับ “ความทรงจำถาวร” [อธิมุตติ–อุปนิสัย–พื้นจิตสันดาน] รวมถึง การเปรียบเทียบ การเทียบเคียง และ การจัดหมวดหมู่ = วิญญาณธาตุ–มโนธาตุ–มโนกรรม (๑) [โดยใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการตัดสินใจใน ข้อ ๔ กับ ข้อ ๕ และ กำหนดความเชื่อ ทัศนคติ และ พฤติกรรม ใน ข้อ ๑ กับ ข้อ ๒ การปฏิบัติธรรม คือ การชำระส่วนนี้ให้บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ให้เกิดญาณทัสสนะ และ ปัญญาญาณ คือ วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–และ–กัมมัสสกตา]

(๔) “การใช้เหตุผล” [Reasoning] คือ โยนิโสมนสิการ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจัย ๒๔ = อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมาปฏิสัมภิทา] ตรรกวิทยา [อนุมาน–อุปมาน] วิทยาศาสตร์ = สติ–มโนกรรม (๒) [โดยส่งผลให้ ข้อ ๕]

(๕) “การประมวลผล” [Arithmetic] คือ หลักการ ทฤษฎี [ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔= ระเบียบวิธีวิจัย หรือ ธัมมาปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา] นามธรรมขั้นสูง ปรัชญา = สัมปชัญญะ–มโนกรรม (๓) [โดยส่งผลลัพธ์ไปเก็บไว้ที่ความทรงจำถาวรใน ข้อ ๓]

 

 

ภาพประกอบ ๘: การจำแนกความแตกต่างระหว่างศาสตร์ใน ๓ สาขา

 

คำนิยามเฉพาะ:

(๑) “นักสันดานวิทยา” คือ ผู้รู้เห็นในอธิมุตติแห่งตนและคนอื่น คนสร้างความคิด [ต้นแบบปัญญา]

(๒) “นักอุบาทว์วิทยา” คือ ผู้รวบรวมองค์ความรู้จากศาสดา คนเก็บขยะความคิด [ขี้ไคล้ปัญญา]

(๓) “นักระยำวิทยา” คือ คนต่อยอดความคิดจากนักอุบาทว์วิทยา เจ้าของโรงงานรีไซเคิล [ของย้อมแมว]

 

 

ฉะนั้น จากภาพรวมความสัมพันธ์ในเชิงต่างระหว่างศาสตร์ใน ๓ สาขา นั้น ทำให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาปฏิเสธความเป็นอยู่คือในปรัชญาและวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นแค่หนทางหรือบาทวิถีนำไปสู่ปัญญาแค่ทางหนึ่ง ไม่ใช่แนวคิดหรือแนวทางแห่งการหลุดพ้น อย่าไปหลงใหลอย่างขาดสติ ยิ่งฝ่ายเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากเพียงใด นายทุนก็ยิ่งแบ่งขาย Functions หรือ Applications ให้สังคมมากเท่านั้น เช่น มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ค่อยๆ คอยกระตุ้นกิเลสตัณหา ความทะยานอยากอย่างไร้สติของผู้บริโภค ไม่สิ้นสุด หรือพวกนักวิทยาศาสตร์พยายามผลิตเทคโนโลยีทางการทหาร เครื่องประหัตประหารเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน ที่มีอำนาจการทำลายมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์เสียอีก หรือที่เรียกว่า “เทคโนโลยีข้ามศตวรรษ” [Beyond the Contemporary Century Weapons] อย่าว่ายังงั้นอย่างงี้เลย แม้แต่ยานจรวดบ้องไฟอีสานยังมีการนำเทคโนโลยีอวกาศระดับองค์การนาซ่ามาใช้ ขนาดยานบ้องไฟหล่นกลับสู่โลก เพราะมีความเข้าใจเรื่องแรงดึงดูดของโลกดีมาแต่โบราณ เป็นเรื่องธรรมดา ที่ยานจรวดบ้องไฟจะกลับมาหล่นใส่กระบาลคนทำและชาวบ้าน ซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดชอบของพญาแถน [เทพเจ้าแห่งฝน คงไม่ใช่พวกมนุษย์ต่างดาว–ET: Extraterrestrials ไม่แน่ใจว่าเป็นการข่มขู่หรือวิงวอนทวยเทพกันแน่ แต่พอฝ่ายนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งแขกจีนเกาหลีปล่อยจรวดอวกาศขึ้นไปซ้ำ คราวนี้ เทพก็เทพเถอะ ต้องคิดว่าพวกมนุษย์มันเอาแน่งานนี้ คงพูดกันไม่รู้เรื่องด้วยคนละภาษา เป็นงงอีก เกิดความเข้าใจผิดก็ได้ เลยปล่อยฝนให้พวกมนุษย์บาง แต่ให้เป็นชนิดฉิบหายมือหนักไปหน่อย คือ ซุปเปอร์ทอร์นาโด (ลมสลาตัน ความเร็วตั้งแต่ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมง) หรือ พายุเฮอริเคน (ลมบ้าหมูใหญ่ ความเร็วตั้งแต่ ๗๔ ไมล์ต่อชั่วโมง) และยังแจกของแถมอีก แผ่นดินไหว (ความสั่นสะเทือนตั้งแต่ ๘.๙ แมกนิจูด ขึ้นไป) ชนิดเครื่องวัดพากันวัดไม่ถูก วิ่งกันจ้าละหวั่น ตาเหลือกก็มีด้วยเหมือนกัน เล่นกับใครไม่เล่น พญาแถน…! ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้สอบถามปราชญ์หมอธรรมชาวบ้านหรือดาบสฤษีทางอีสานเอาเองก็แล้วกัน ผู้ทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ระหว่างมนุษย์กับทวยเทพทั้งหลาย ป้าแหยงบ้านข้ามวัดได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า พวกนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย...! มันเป็นเรื่องกรรมของสัตว์ทั้งนั้นแหละ คือ พวกมนุษย์มันทำกันเองทั้งนั้น] อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างกันในบุคคล ๓ จำพวก ในศาสตร์ ๓ สาขา นั้น ดังนี้

(๑) “พระอรหันต์–Arahant” คือ อริยบุคคลผู้เป็น “เทพวิสุทธิ” เพราะได้บรรลุถึงอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการแล้ว ที่เรียกว่า “ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ด้วยหลุนพ้นจากสังสารวัฏฏ์ดีแล้ว คือ “วิวัฏฏะ–อมตธาตุ–นิพพาน” โดยสมบรูณ์บริบูรณ์

(๒) “นักปราชญ์–Philosopher” คือ บุคคลผู้เป็นแค่ “สัตบุรุษ” เพราะศึกษาเข้าใจทั้ง ภววิทยา–ญาณวิทยา–คุณวิทยา แต่ไม่สามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคลขั้นพระอรหันต์ได้ ที่เรียกว่า “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ด้วยดำรงอยู่ในสังสารวัฏฏ์

(๓) “นักวิทยาศาสตร์–Scientist” คือ บุคคลผู้เป็นแค่ “อัสสุตวาปุถุชน” เพราะไม่ได้ศึกษาถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เก่งเกินที่จะอบรมได้ รวมทั้งพวกไสยาศาสตร์ หมอผี หมอดู หรือ นักธรรม [ทางอีสาน] ที่เรียกว่า “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ด้วยดำรงอยู่ในสังสารวัฏฏ์

 

อนึ่ง มีข้อสังเกตได้ว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกทั้งหลายนั้น มักเป็นทั้งนักปราชญ์กับนักวิทยาศาสตร์รวมกัน ซึ่งแตกต่างจากชาวตะวันออก จะเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์กับนักไสยาศาสตร์ [มีของเก่ามาเยอะ] ชำนาญในด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์แต่ก็ยังห้อยตะกรุดหรือเครื่องรางของขลัง อาจกลัวเตาปฏิกรณ์ปรมาณูระเบิด แต่ให้เชื่อศรัทธาตามแบบคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ยอมเชื่อโดยเด็ดขาด จะป่วยไข้ตัวร้อน คือ พวกผีบรรพบุรุษไม่พอใจ อะไรทำนองนั้น องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนและชี้แนะให้เกิดความศรัทธาและเลื่อมใสในความเชื่ออย่างมีเหตุผล อันเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดปัญญา ดังนี้

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

(๕) “รตนัตตยสัทธา” คือ เชื่อพระรัตนตรัย [พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์]

(๖) “อาคมนสัทธา” เชื่อมั่นใจการบำเพ็ญสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์

(๗) “อธิคมสัทธา” เชื่อมั่นการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ของพรอริยบุคคล

(๘) “โอกัปปนสัทธา” เชื่อหนักแน่นสนิทแน่วที่เห็นจริงในการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้า

(๙) “ปสาทสัทธา” เชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

อนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกสั่งสอนบุคคลที่พึงสอนได้ ที่เรียกว่า “เวไนยสัตว์” หรือเรียกอีกอย่างว่า “ภัพบุคคล” คือ ผู้ที่สามารถจะบรรลุโลกุตตรธรรมได้ หรือพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่พวกบัวใต้น้ำ  ที่เรียกว่า “อภัพบุคคล” คือ ผู้ไม่มีโอกาสที่จะเห็นแสงพระธรรมได้จริง เห็นแล้วก็ยังเอาน้ำดับแสงพระธรรมนั้น ที่เรียกอีกอย่างว่า “ปทปรมะ” คือ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย โดยสรุปคือ “อะไรควรถือก็ให้ถือไว้ อะไรควรวางก็วางทิ้งไป” [อุเบกขา–ไม่เสียธรรม อย่าไปแบกโลกทั้งใบ มันคือทุกข์จริงๆ เช่น ในวงการพระศาสนา พระสงฆ์เมตตาคนผิด พวกอยู่ใกล้พระ เพราะขาดสติสัมปชัญญะ ทำให้เสียธรรมเสียพระมาเยอะแยะแล้วเหมือนกัน เพราะกรรมมันบังตา แลกผลประโยชน์อันไม่ควรซึ่งกันและกัน นั่นคือ “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” = กิเลสวัฏฏ์ คนดีๆ จะเป็นประโยชน์ กลับไม่ส่งเสริมให้โอกาสดีๆ กับคนเหล่านั้น เพราะกลัวจะได้ดีกระมัง...! ก็ให้คิดเสียว่า คงไม่ใช่เนื้อนาบุญกัน ก็เท่านี้เอง จะไปฟ้องฎีกาศาลรัฐธรรมนูญก็ใช่เรื่อง ถอยดีกว่า ของดีมีอีกเยอะ] พวกนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักอาคมเวทย์มนต์ พ่อมด หมอผี นักธรรม นักทรง หมอดู หมอพิธี ทั้งหลายเหล่านั้น ยังเป็นกลุ่มบุคคลที่มีจิตถูกกลุ้มรุมด้วยนิวรณ์หรือจิตตอุปกิเลสชนิดหนาพิเศษ เพราะกิเลสมันสิงอยู่ในกมลสันดาน [พื้นจิตสันดาน] ดีพร้อมแล้ว แก้ไขได้ยาก และในแนวคิดข้อประพฤติปฏิบัติทางพระพุทธศาสนานั้น ก็ไม่ได้มีข้อบังคับเอาเป็นเอาตาย ถึงขั้นเบียดเบียนชี้วิตกัน นำไป ปิ้ง ย่าง เผาสดๆ เป็นๆ หรือ ล้างเผ่าพันธุ์ [Holocaust or Genocide] พฤติกรรมดังกล่าวนี้ ก็ใช่เป็นวิสัยของพระอรหันต์ทั้งหลาย อันเป็นหนทางแสวงหาในทางที่เสื่อม ไม่ประเสริฐ ในความเป็นอริยบุคคลแล้ว ฉะนั้น การสืบทอดพระศาสนานี้ จึงเป็นเรื่องการย่อมความจริงตามกำหนดธรรมดา คือ (๑) “ความจริงแห่งโลกียธรรม” คือ ความรู้ที่ชาวโลกเข้าใจกัน เรียกว่า “สมมติสัจจะ” กับ (๒) “ความจริงแห่งโลกุตตรธรรม” คือ ความรู้ที่เหนือวิสัยโลก ลึกล้ำเกินความเป็นมนุษย์ ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” หรือ “ปรมัตถสัจจะ” อีกนัยหนึ่ง สังคมมนุษย์ในอนาคตนั้น จะกลายเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” [Learning Society] ที่จะต้องแข่งขันกันด้วย “คุณภาพปัญญาของทรัพยากรมนุษย์” [The Quality of Human Resources ประกอบด้วย อิทธิบาท ๔: ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา] ที่จะเกิดควบคู่กันกับ “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” [The Advancement of Technology] ที่ในยุคปัจจุบันแห่งศตวรรษที่ ๒๑ นี้ พวกนักวิทยาศาสตร์มีความมั่นว่า “มนุษย์ได้เดินทางถึงขั้วสุดท้ายแห่งกระบวนวิวัฒนาการทางชีวิตที่สมบูรณ์แล้ว” ก็ได้แต่ภาวนาว่า อย่าให้ลืมประเทศไทยด้วย ก็แล้วกัน เพียงแต่ว่าคนไทยยังไม่ยอมปล่อยของดี เท่านั้นเอง มันยังไม่ถึงเวลา ต้องใจเย็นเข้าไว้ก่อน กำลังดูทางมวยประเทศอื่นๆ อยู่ เพื่อหาทางแก้ทางมวยคู่ชก [สงสัยจะนานไปหน่อย “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ ไปเสียแล้ว” ไม่ทันกิน] นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องไม่หลงประเด็น หรือหลงทิศทางในการปฏิบัติธรรมของตนอย่างเด็ดขาด ถ้าถึงพร้อมด้วยแรงศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาทั้ง ๙ ประการ ข้างต้นนั้น ก็ย่อมหมายถึง ท่านได้ออกเดินทางถูกต้องตามกระแสแห่งอริยมรรคแล้ว เพราะความรอบรู้ในปรัชญากับวิทยาศาสตร์เป็นเรื่อง “การยึดครอบโลก” [ไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดในหนังญี่ปุ่น ก็ไม่รู้มันจะยึดไปทำไหม เพราะดิน น้ำ อากาศ ก็มีแต่การเจือปนสารพิษ ของกินก็มีแต่สารพิษ กินมากเป็นมะเร็งเร็ว กินน้อยเป็นมะเร็งช้าหน่อย ก็ตายทั้ง ๒ ฝ่าย คนได้เปรียบ คือ คนคิดปฏิบัติธรรม] คือ การเอาชนะโลกและธรรมชาติ เอารัดเอาเปรียบกัน คนแข็งแรงทั้ง “กาย–จิตใจ–และ–ปัญญา” คือ “ผู้กำชัยชนะ” [The Conqueror] แต่ในทางตรงกันข้าม ด้านพระพุทธศาสนาสอนให้เอาชนะกิเลสทั้งหลาย คือ “การเป็นผู้ชนะตนเอง” [Self–Controls] ซึ่งเป็นภาษาบาลีว่า “ภาวิตัตต์” [Self–Actualization] ที่ประกอบด้วย “ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา” นั่นคือ ผู้ได้เจริญแล้วซึ่ง “กาย–ศีล–จิต–และ–ปัญญา” [ภาวนา ๔] ฉะนั้น บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็น “พระอรหันต์” แห่งพระสัทธรรมนี้

 

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาตนให้ถึงความเป็นพุทธศาสนิกชนที่ถูกต้องนั้น คือ “ความเป็นพุทธะ” ที่ประกอบด้วย ๓ อาการ ได้แก่ (๑) “ผู้รู้” หมายถึง ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ที่เรียกว่า “อธิปัญญาสิกขา” คือ ปัญญาอันยิ่ง นั่นคือ นำด้วยปัญญาเพื่อเจริญกายภาวนาและสีลภาวนา [มีความถึงพร้อมด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ดีแล้ว] ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) “ผู้ตื่น” หมายถึง ทำความดีให้เพียบพร้อม ที่เรียกว่า “อธิสีลสิกขา” คือ  ศีลอันยิ่ง นั่นคือ ดำเนินด้วยปัญญาเพื่อเจริญจิตตภาวนา [สมถะ] ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) “ผู้เบิกบาน” หมายถึง ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “อธิจิตตสิกขา” คือ จิตต์อันยิ่ง นั่นคือ นำไปสู่ปัญญาเพื่อเจริญปัญญาภาวนา [วิปัสสนา] ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ เพื่อให้เกิดเกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่ง ให้พิจารณาการเปรียบเทียบและเทียบเคียงแบบองค์รวมระหว่างศาสตร์ใน ๓ สาขา ดังนี้

 

 

วิทยาศาสตร์–Science

ปรัชญา–Philosophy

พุทธศาสนา–Buddhism

ศีล–อธิสีลสิกขา

สมาธิ–อธิจิตตสิกขา

ปัญญา–อธิปัญญาสิกขา

ยึดมั่นใน “อัตตา–อัตตนิยะ”

วางตัวเป็นกลาง “จิตว่าง–อุเบกขา”

ปล่อยวางใน “อนัตตา–สุญญตา”

ความดีกุศลในเบื้องต้น

ความดีกุศลในเบื้องกลาง

ความดีกุศลในเบื้องปลาย

วัตถุนิยม–สัจจนิยม

ภววิทยา–ญาณวิทยา–คุณวิทยา

จิตนิยม–สัจจนิยม

การกระทำแห่งกรรม

ทฤษฎี–หลักการ [ญาณทัสสนะ]

โยนิโสมนสิการ [ญาณในวิปัสสนา]

ปริยัติสัทธรรม

ปฏิปัตติสัทธรรม

ปฏิเวธสัทธรรม

จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา

ภาวนามยปัญญา

จรณะ ๑๕ และ วิชชา ๓ [จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง]

พุทธปัญญาญาณ ๗๓

โลกียสัมมาทิฏฐิ [วัฏฏะ]

โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ [วิวัฏฏะ]

ความมีสติ–Mindfulness

ความมีสัมปชัญญะ–Awareness

 

ภาพประกอบ ๙: การเปรียบเทียบและเทียบเคียงแบบองค์รวมระหว่างศาสตร์ใน ๓ สาขา

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า มิติความสัมพันธ์ระหว่า’ศาสตร์ใน ๓ สาขา นั้น แทบจะไม่มีการแบ่งขอบเขตกันอย่างชัดเจน คือ ไม่ขัดแย้งกับหลัก “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา” หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือ เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง [ดับเสื่อมไป] นั่นคือ ประกอบด้วย (๑) อุปาทขณะ–ช่วงที่เกิดขึ้น (๒) ฐิติขณะ–ช่วงที่ตั้งอยู่  และ (๓) ภังคขณะ–ช่วงที่ดับเสื่อมไป อันประกอบอยู่ในกาลทั้ง ๓ คือ (๑) อดีตอัทธา–อดีตกาล (๒) อนาคตอัทธา–อนาคตกาล และ (๓) ปัจจุบันนัทธา–ปัจจุบันกาล ตามลำดับ กล่าวคือ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเห็นเหตุและผลที่เกิดดำรงอยู่และดับเสื่อมไปในกาลทั้ง ๓ อย่าง คือ การเห็นอดีตกับอนาคตก่อน แล้วค่อยกำหนดสติดำรงอยู่ในปัจจุบันว่า จะไม่ทำความชั่ว จะทำแต่ความดี วางใจเป็นกลางในสิ่งเหล่านี้ใน “ปัจจุบันธรรม” เท่านั้น แปลว่า การกระทำในอดีตมันแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว ยอมรับมัน แก้ไข และ ปรับปรุง โดยไม่ทำมันอีก ทำแต่ความดีทั้งปวงที่เคยทำแล้ว และจะต้องทำเพิ่มใหม่ เพราะรู้เห็นและเข้าใจผลแห่งกรรมนั้นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือ กระบวนการคิดตามหลัก “นุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อวิชชา–สังขาร–วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ–ชาติ–ชรามรณะ] และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–และ–กัมมัสสกตา ก่อนที่จะเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย [นามรูป] โดย (๑) ไตรลักษณ์ (๒) อริยมรรค ๔ และ (๓) อาสวักขยญาณ [ความตรัสรู้–สัมโพธะ คือ ความรู้แจ้งแทงตลอดที่เกิดปฏิเวธในธรรมนั้นๆ] ตามลำดับ

 

ด้วยเหตุนี้ การลำดับองค์ความรู้ที่ผิดพลาดด้วยความไม่เข้าใจ คือ เข้าใจอย่างผิดๆ นั้น ทำให้เกิดอคติหรือความลำเอียงในการแสวงหาความรู้ นั่นคือ “กระบวนการคิดที่จะเข้าใจความจริงตามเป็นจริง” [กระบวนทัศน์–Paradigm] ได้แก่ สรรพสิ่ง–ธรรมชาติ–โลก–จักรวาล รวมทั้ง ธรรมทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรหลงทิศหลงประเด็นการขั้นตอนของการแสวงหาความรู้ นั่นคือ (๑) ให้รู้เห็นภายในเป็นอย่างดี คือ “ขันธ์ ๕ ของตนเอง” นั้น มันไม่มีจริง กับ (๒) ให้รู้เห็นภายนอกเป็นอย่างดี คือ “ขันธ์ ๕ ของผู้อื่น” นั้น มันก็ไม่มีจริง เช่นเดียวกัน จะไปหลงใหลยึดมั่นเอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ วิธีทางวิทยาศาสตร์นั้น รู้ได้เพียงแค่ “รูปขันธ์” ยังเหลืออีก ๔ ขันธ์ ที่ยังไม่รู้จริง [อวิชชา] อย่างครบถ้วน ทั้งความจริงฝ่ายโลกสสารวัตถุและโลกจิตวิญญาณ ส่วนวิธีทางตรรกวิทยาในปรัชญานั้น รู้ก็รู้เหมือนเห็นพยับแดดหรือเงาแดด ก็พยากรณ์ไปต่างๆ นาๆ เท่าที่มีประสบการณ์สั่งสมมา คือ คิดไปตามเห็นตามผล [นิรนัยและอุปนัย] บางทีก็นึกกลัวในสิ่งที่ตนคิดได้ ก็มีเช่นกัน แต่เมื่อก้าวมาสู่การปฏิบัติธรรม มีชั้นตอนของถือปฏิบัติที่ชัดเจน อย่าคิดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง ตามคำสอนของพระศาสดา จนกว่าจะเกิดทักษะการคิดพิจารณาที่มีปัญญาแก่กล้าจริงๆ [พลววิปัสสนา = ถึงพร้อมแล้วด้วย วิปัสสนาญาณ ๙ หรือ วิปัสสนาญาณ ๑๐ ที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” การละสังขารธรรมทั้งหลายเพื่อให้ถึง อริยมรรค–มรรค ๔ เป็นที่สุด] ในแนวทางถือประพฤติปฏิบัติเป็นปฏิปทาอันยิ่งเพื่อให้บรรลุธรรมวิเศษทั้งหลายนั้น คือ กระบวนการคิดที่รู้แจ้งเห็นจริงใน “ธรรมทั้งปวง” ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ (๔) กุศลธรรม (๕) อกุศลธรรม (๖) อัพยากตธรรม (๗) กามาวจรธรรม (๘) รูปาวจรธรรม (๙) อรูปาวจรธรรม และ (๑๐) โลกุตตรธรรม [โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–อาสวักขยญาณ ๑–นิพพาน ๒] โดยอาศัยองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นในตนเองจาก “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่สัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม–และ–กัมมัสสกตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เน้นการใช้ปัญญาในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ (๑) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] และ (๒) “ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ซึ่งมีผลมาจากการเจริญฌานสมาธิมาอย่างถูกขั้นตอนเช่นกัน คือ จนสามารถบรรลุได้ถึง “จตุตถฌาน” [ฌานที่ ๔] ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] ถ้า “สมถะกับวิปัสสนา” นั้น ขึ้นลำดับผิดไปจากลำดับที่ควรจะเป็น ความบรรลุในธรรมวิเศษทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นได้ยาก หรือไม่ราบรื่น ต้องกลับมาแก้ไขซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา คือ “ก้าวหน้าไปได้ไม่ดีพอ” แต่พอมาสัมปยุตต์ด้วยศาสตร์ทาง (๑) ปรัชญา กับ (๒) วิทยาศาสตร์ ด้วยแล้วนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องเข้าใจอย่างประจักษ์แจ้ง ในศาสตร์ทั้ง ๒ นั้น ว่าจะกลายเป็นสัมปยุตตธรรมกับ พระพุทธศาสนา ได้อย่างไร ถึงจะเกิดความเหมาะสมหรือควรแก่ธรรมได้จริงๆ สิ่งนี้คือสาระสำคัญอันยิ่งที่ได้บรรยายมาทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957704