๑๑๖. วิสุทธิเทพกับอสุรกาย

          Purity Gods and Demoniacs

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1951

ความสำคัญของบทความ

 

จุดมุ่งหมายในบทนี้ มีปรารถนาให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ทั้งหลายมาสัมปยุตต์ประชุมกันเป็น “ธรรมสามัคคี” โดยเรียกว่า ปรากฏการณ์ทางจิตนี้ว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” โดยในตัวตนของผู้ปฏิบัติธรรม “นามรูป–ร่างกายและจิตใจ” คือ “ธรรมกาย” หมายถึง ที่ประชุมแห่งธรรมทั้งหลาย นั่นคือ ภายในตนท่านทั้งหลายต้องประกอบด้วยภาวะอันยอดเยี่ยมใน ๓ อาการ ได้แก่ (๑) พระอรหันต์ควบคุมอินทรีย์ตนเอง (๒) พระอรหันต์ควบคุมนักปราชญ์ และ (๓) นักปราชญ์ควบคุมนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ โดยย่อมมีตัวตน ร่างกายและจิตในผู้เดียวกัน อันเป็น (๑) “เอกนิสสยะ” คือ เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว (๒) “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน (๓) “เอกุปปาทะ” คือ ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว (๔) “เอกนิโรธะ” คือ ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว และแล้วผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย รู้เห็น–เข้าใจ–ประจักษ์แจ้ง ในใจแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ก็ให้กลับไปอ่านไปฟังใหม่อีก เพราะภาวะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักจักษุ” แล้ว  ในคำว่า “ควบคุม” นั้น หมายถึง “สังวร” คือ สำรวมตน ระมัดระวังตน ไม่ให้เกิดความประมาท คือ “อัปปมาทะ” นั่นคือ มีสติสัมปชัญญครบรอบสมบูรณ์ ที่มีปรีชาสามารถในการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” ได้จริงในการเจริญภาวนากรรมฐาน [สมถพละกับวิปัสสนาพละอันสมบูรณ์บริบูรณ์] โดยนัยนี้แล้ว “นักปราชญ์” [Philosopher] ยังไม่ใช่ “วิสุทธิเทพ” คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ และ “นักวิทยาศาสตร์” ก็ยังไม่ใช่ “วิสุทธิเทพ” คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ เช่นเดียวกัน แต่ “พระอรหันต์” นั้น เป็น “วิสุทธิเทพ” แล้ว คือ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ใด คือ “เทพขั้นสูง” หรือ พระผู้สร้างโลก จักรวาล ธรรมชาติ แต่อย่างใดเลย แต่เกิดจากแรงดลบันดาลใจภายในตนเอง ที่ดำเนินตามแนวความคิดในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น โดยมี ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส อย่างแรงกล้า ในเรื่อง (๑) กฎแห่งกรรม (๒) ผลวิบากแห่งกรรม (๓) สัตว์มีกรรมเป็นของตน (๔) ความตรัสรู้แห่งพระตถาคต (๕) การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ (๖) อริยบุคคลย่อมเกิดจากการบรรลุธรรมวิเศษ (๗) การตรัสรู้ต้องทำด้วยตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น และ (๘) คำแนะนำชี้แนะจากพระอริยสงฆ์ [ไม่ดื้อ หูกางตั้งแข็ง ด้วยหยิ่งยโส ด้วยสำคัญผิดในตน เชื่อความเห็นตนว่าเป็นถูกต้อง ปิดกั้นปัญญาที่ถูกต้องจากผู้อื่น] และในส่วนที่เหลืออันเป็นเวลาในชีวิตนั้น ก็รักษาธรรมแห่งไตรลิกขาให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลาย อกุศลทั้งหลาย โดยมุ่งเน้นให้เกิดปัญญาอันแสงอรุ่งแห่งชีวิตที่ถูกต้องด้วย “อุดมงคล ๓๘” และเกิดปัญญาเห็นทรงแห่งอริยมรรค ที่เรียกว่า “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” คือ ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘ อันประเสริฐสุด สิ่งที่กล่าวมานี้ ความการทำให้เทวดามีความแตกต่างจากอสุรกาย แล้วสาธุคุณทั้งหลายยังอยากเป็นอะไรต่อไปอีก จะเลือกอะไรเป็นประทีปแห่งปัญญาที่จะส่องทางให้ดำเนินชีวิตไม่ผิดพลาด ดังนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๑๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – วิสุทธิเทพกับอสุรกาย

 

ในภาวะแห่งความเป็นมนุษย์ [Human Beings] นั้น คือ “ผู้มีใจสูง” ได้แก่ คนผู้มีมนุษยธรรม เช่น เมตตา กรุณา เป็นต้น สัตว์ที่รู้จักคิดเหตุผล สัตว์ที่มีใจสูง ที่เรียกว่า “คน–สัตว์” [Beings] หมายถึง ผู้ยังเกี่ยวข้องกับ “กิเลส–กรรม–วิบาก” ในสังสารวัฏฏ์ ไม่ได้มีสมุฏฐานมาจากว่า คนนั้นมีการศึกษาอย่างเป็นการในทางโลกมาน้อยหรือมาก สถาบันมีชื่อเสียงหรือไม่มีคุณภาพก็ตาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง หมายถึง บุคคลผู้มี “มนุษยธรรม” ครอบคลุมจิตใจ นั่นคือ ธรรมที่ทำคนให้เป็นมนุษย์ ได้แก่ “ศีล ๕” [เบญจกัลยาณธรรม] และ คุณธรรม เช่น “เมตตา” [Loving–Kindness] คือ ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า “กรุณา” [Compassion] คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ เป็นต้น คำว่า “เมตตากรุณา” (ข้อ ๑ ในเบญจธรรม) หมายถึง ความรักความปรารถนาดีและความสงสารความอยากช่วยเหลือปลดเปลื้องทุกข์ กล่าวโดยสรุป “คน” หรือ เรียกอีกอย่างว่า “สัตว์” [Beings] นั้น ควรมีระดับอัตภาพแห่งชีวิตด้วย “ศีล ๕–เบญจศีล” กับ “เบญจธรรม–เบญจกัลยาณธรรม” ถ้าไม่มีธรรมทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ ก็ไม่แตกต่างจากสัตว์ [Animals] ทั้งหลายบนโลกนี้ เช่น หมา แมว นก เป็นต้น ในทุกภาษาจึงมีคำผรุสวาทหรือคำด่าคำเรียกกัน เพื่อแสดงความใกล้ชิดกันหรือโกรธกัน ที่มีความหมายถึง “สัตว์” [ไอ้สัตว์–อีสัตว์ ไอ้เหี้ย–อีเหี้ย ไอ้หอย–อีหอย (ลิง)หรือเจ้าหมาน้อย แม่นกน้อย (มักเรียกตามบุคลิกที่เหมือนกับสัตว์ที่น่ารักหรือทุเรศ) เป็นต้น ให้ดูที่เจตนาในการใช้ด้วย เพราะอันเป็นความหมายที่แท้จริง และเจตนาเป็นตัวปรุงแต่งกรรม แต่โดยทั่วไป ถ้าไม่ฝึกกันจริงๆ จะพูดคำเหล่านี้ได้ยาก อาจถึงขั้นจ้างครูพิเศษมาสอนหลักเลิกเรียน] คราวนี้มาพิจารณาถึงสิ่งที่เป็นคุณธรรมของความเป็นมนุษย์ในเบื้องต้นที่ต้องมี จะได้ไม่ถูกคนอื่นเรียกเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ นั่นคือ  “เบญจธรรม–เบญจกัลยาณธรรม” อันเป็นคุณธรรมเกื้อกูล “เบญจศีล–ศีล ๕” ดังนี้

 

“เบญจธรรม–เบญจกัลยาณธรรม” หมายถึง ธรรม ๕–ธรรมอันดีงาม ๕ อย่าง–คุณธรรม ๕ ประการ คู่กับ “เบญจศีล–ศีล ๕” เป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีล ผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจ ได้แก่

(๑) “เมตตาและกรุณา” คือ ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ คู่กับศีลข้อที่ ๑ เว้นจากทำลายชีวิต

(๒) “สัมมาอาชีวะ” คือ การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต คู่กับศีลข้อที่ ๒ เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้

(๓) “กามสังวร” คือ ความสังวรในกาม ความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงใหลในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส คู่กับศีลข้อที่ ๓ เว้นจากประพฤติผิดในกาม

(๔) “สัจจะ” คือ ความสัตย์ ความซื่อตรง คู่กับศีลข้อที่ ๔ เว้นจากพูดเท็จ

(๕) “สติสัมปชัญญะ” คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท คู่กับศีลข้อที่ ๕ เว้นจากของเมา

 

อย่างไรก็ตาม ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ คำว่า “ศีล” [Precepts] ที่เกิดจากการฝีกอบรมหรือพัฒนาพฤติกรรมทางกายและวาจาให้เรียบร้อยหรืองดงามด้วย “คุณธรรม” [Ennobling Virtues] ดังนี้

 

“ศีล” [Precepts] หมายถึง ความประพฤติดีทางกายและวาจา การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดีงามการรักษาปกติตามระเบียบวินัย ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ ๑ มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า “อธิศีลสิกขา” (ข้อ ๑ ในไตรสิกขา–ข้อ ๒ ในบารมี ๑๐–ข้อ ๒ ในอริยทรัพย์ ๗–ข้อ ๒ ในอริยวัฑฒิ ๕) ได้แก่ (๑) สัมมาวาจา–วจีสุริต ๔ คือ ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม] (๒) สัมมากัมมันตะ–กายสุจริต ๓ คือ สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม] และ (๓) สัมมาอาชีวะ–ประกอบอาชีพสุจริต คือ โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์] โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำลายกิเลสอย่างหยาบ ที่เรียกว่า “วีติกกมกิเลส” ที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกมาทางกายและวาจา เช่น เป็น “กายทุจริต ๓” [มิจฉากัมมันตะ] คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย ได้แก่ ปาณาติบาต–ฆ่าสัตว์ อทินนาทาน–ลักทรัพย์ กาเมสุมิจฉาจาร–ประพฤติผิดในกาม และเป็น “วจีทุจริต ๔” [มิจฉาวาจา] คือ ประพฤติชั่วด้วยวาจา ได้แก่ มุสาวาท–พูดเท็จ ปิสุณาวาจา–พูดส่อเสียด ผรุสวาจา–พูดคำหยาบ สัมผัปปลาปะ–พูดเพ้อเจ้อ เมื่อมีปัญญาเข้าใจถึง “ศีล” ได้ดีแล้ว เรียกว่า “สีลสัมปทา” [สีลวิสุทธิ] หมายถึง ความไม่ล่วงละเมิดทางกาย ความไม่ล่วงละเมิดทางวาจา ความไม่ล่วงละเมิดทางกายและทางวาจา สีลสังวรแม้ทั้งหมด หรือ “สังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม การระวังปิดกั้นบาปอกุศล ได้แก่ ปาฏิโมกขสังวร–สำรวมในปาฏิโมกข์ [สีลสังวร–สำรวมในศีล] สติสังวร–สำรวมด้วยสติ ญาณสังวร–สำรวมด้วยญาณ ขันติสังวร–สำรวมด้วยขันติ วิริยสังวร–สำรวมด้วยความเพียร นอกจากนี้ “ศีล” ยังรวมถึง “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ อินทรียสังวร–การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ โภชเนมัตตัญญุตา–ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา ชาคริยานุโยค–การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป  ข้อพึงระวัง คือ การรักษาศีลต้องประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” คือ การใช้ “เหตุและผล” [ปฏิจจสมุปบาท] ที่มี “ปัญญา” [ความรู้รอบตามเป็นจริง] เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจกระทำพฤติกรรมต่างๆ มิฉะนั้น จะกลายเป็นความงมงายไป นั่นคือ “สีลัพพตปรามาส”

 

นอกจากนี้ พึงทำความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติธรรมว่า “เลือกเอาสิ่งที่ดีมาใช้เป็นบาทฐานให้ก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม แล้วไม่ยึดมั่นในสิ่งนั่น เพราะธรรมชาติของสิ่งนั้น ไม่มีตัวตนที่แท้จริง” ในการถือปฏิบัติตามแนวคิด [Approach] นี้ ก็ให้เริ่มต้นที่การเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ การพิจารณาสภาวธรรมบ่อยๆ ทำให้มาก ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป ในขณะจิตเป็นสมาธิดีแล้ว มนสิการกรรมฐานให้รู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] ได้แก่ (๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ หาข้อสรุปให้รู้เห็น [ญาณทัสสนะ] ว่า “กายนี้สักว่ากาย ไม่มีตัวตน” (๒) “เวทานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ หาข้อสรุปให้รู้เห็นว่า “เวทนานี้สักว่าเวทนา ไม่มีตัวตน” (๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ หาข้อสรุปให้รู้เห็นว่า “จิตนี้สักว่าจิต ไม่มีตัวตน” (๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ หาข้อสรุปให้รู้เห็นว่า “ธรรมนี้สักว่าธรรม ไม่มีตัวตน” อีกนัยหนึ่ง การจะเจริญกรรมฐาน [กรรมฐาน ๔๐: วัตถุที่ใช้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ได้แก่ กสิณ ๑๐–อสุภะ ๑๐–อนุสติ ๑๐–อัปปมัญญา ๔–อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑–จตุธาตุววัฏฐาน ๑–อรูป ๔ มือใหม่หัดสมาธิ ควรฝึกจากฐาน “อานาปานสติ–อานาปานสติสมาธิ” ค่อยฝึกไปในฐานอื่น] ให้ได้ผลเห็นจริงตามแนวที่ว่า “กายเวทนาจิตธรรมนี้ สักว่ากายเวทนาจิตธรรม ไม่มีตัวตน” ไม่ได้มาอย่างเช่นนี้ได้ง่ายๆ หรอก มีสมุฏฐานที่เกิดที่ซับซ้อนเหมือนกัน นั่นคือ “อนุปัสสนา ๗” [ให้มนสิการกรรมฐานบ่อยๆ อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์] เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้มีปัญญาในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นสำคัญ ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” นั่นคือ “ปัญญา ๑๐” ดังนี้

 

“อนุปัสสนา ๗” หมายถึง การมนสิการ [กดใจไว้ในด้วย สติสัมปชัญญะ–จิตตัววิปัสสนา] การพิจารณา [สัมมสนะ] อารมณ์แห่งกรรมฐาน [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] โดยลักษณะอันเป็นสามัญแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ เพื่อทำลายความนึกคิดที่ยึดมั่น [อุปาทาน ๔] ให้เกิดความรู้ความเห็น [ญาณทัสสน] ธรรมตามเป็นจริง [ยถาภูตญาณทัสสนะ = ยถา ปชานํ] คำนิยามรวมถึง “มหาวิปัสสนา ๑๘” ด้วย ดังนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว] ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส] ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” [ปัญญามากยิ่ง] ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า] ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง] ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง] ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้] ให้บริบูรณ์

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “สติปัฏฐาน ๔” ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาหยั่งรู้ที่ทำให้แจ้งในฐานที่ตั้งแห่ง “สติ” และ “สัมปชัญญะ” ที่เรียกว่า “จตฺตาโร สติปฎฺฐานา วิภาวนญาณ” ซึ่งเกิดจากการเจริญอนุปัสสนาญาณทั้งหลาย และนอกเหนือจากนั้น ควรมีองค์ความรู้เพิ่มเติมในหลักอภิธรรม ที่เรียกว่า “อัพภันตรมาติกา ๑๒๕ บท” (พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 3 FILE 79) ผู้ปฏิบัติธรรมต้องสู้ตายไม่ถอย [ไม่มีใครสำเร็จพระอรหันต์ได้ภายในวันเดียว เอา ปี–๓๖๕ วัน หรือ ชาติเกิด–จำนวนอุปัตติภพที่มาเกิด หรือ กัป–๑๐๐ ปี เป็นมาตรฐานการวัด ถ้าบำเพ็ญบารมีอันเป็นปฏิปทาอันยิ่งในชาติภพที่ผ่านมาดีแล้ว คือ อย่างเช่น พระโพธิสัตว์ เรียกว่า “มีของเก่ามาดี–สัญญา” นั่นเอง] คือ ก็ค่อยๆ ศึกษาบ่อยๆ ทั้งจากพระไตรปิฎกและการเจริญภาวนากรรมฐาน ดังนี้

 

อัพภันตรมาติกา ๑๒๕ บท

(๑) “ปญฺจกฺขนฺธา” คือ ขันธ์ ๕ [เบญจขันธ์–นามรูป]

(๒) “ทวาทสายตนานิ” คือ อายตนะ ๑๒ [อินทรีย์ ๖–อารมณ์ ๖]

(๓) “อฏฺฐารส ธาตุโย” คือ ธาตุ ๑๘ [ธาตุแห่งขันธ์ ๕]

(๔) “จตฺตาริ สจฺจานิ” คือ สัจจะ ๔ [อริยสัจจ์ ๔]

(๕) “พาวีสตินฺทฺริยานิ” คือ อินทรีย์ ๒๒ [สิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน]

(๖) “ปฏิจฺจสมุปฺปาโท” คือ ปฏิจจสมุปบาท ๑ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท]

(๗) “จตฺตาโร สติปฎฺฐานา” คือ สติปัฏฐาน ๔ [ฐานที่ตั้งแห่งสติ]

(๘) “จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา” คือ สัมมัปปธาน ๔ [ความเพียรชอบ–ความเพียรใหญ่]

(๙) “จตฺตาโร อิทฺธิปาทา” คือ อิทธิบาท ๔ [คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ]

(๑๐) “จตฺตาริ ฌานานิ” คือ ฌาน ๔ [รูปฌาน ๔–การเพ่งด้วยสมาธิแน่วแน่]

(๑๑) “จตสฺโส อปฺปมญฺณาโย” คือ อัปปมัญญา ๔ [ธรรมที่แผ่ไปไม่มีประมาณ เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา]

(๑๒) “ปัญฺจินฺทฺริยานิ” คือ อินทรีย์ ๕ [ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน]

(๑๓) “ปญฺจ พลานิ” คือ พละ ๕ [ธรรมที่เป็นกำลังให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง]

(๑๔) “สตฺต โพชฺฌงฺคา” คือ โพชฌงค์ ๗ [ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้]

(๑๕) “อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ [อริยอัฏฐังคิกมรรค]

(๑๖) “ผสฺโส” คือ ผัสสะ ๑ [ผัสสะ ๖–ความประจวบกันแห่งอายตนะ ๑๒ และ วิญญาณ ๖ คือ รู้แจ้งอารมณ์]

(๑๗) “เวทนา” คือ เวทนา ๑ [เวทนา ๖–การเสวยอารมณ์]

(๑๘) “สญฺญา” คือ สัญญา ๑ [สัญญา ๖–ความกำหนดได้หมายรู้]

(๑๙) “เจตนา” คือ เจตนา ๑ [เจตนา ๖–สัญเจตนา ๖: ความจงใจ–ความตั้งใจ–ความแสวงหาอารมณ์]

(๒๐) “จิตฺตํ” คือ จิต ๑ [จิต ๘๙–จิต ๑๒๑: ธรรมชาติที่รู้อารมณ์–สภาพที่นึกคิด–วิญญาณ]

(๒๑) “อธิโมกฺโข” คือ อธิโมกข์ ๑ [อธิโมกข์เจตสิก–การน้อมใจเชื่อเป็นลักษณะ]

(๒๒) “มนสิกาโร” คือ มนสิการ ๑ [มนสิการเจตสิก–การใส่ใจด้วยความยินดีเป็นลักษณะเป็นไป]

  

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องใช้ความเพียรความพยายาม และความอดทน ประกอบกับการใช้ “เหตุผล” และ “ปัญญา” ในทุกขั้นตอนระหว่างเจริญภาวนากรรมฐาน [สัมมัปปธาน ๔–สติปัฏฐาน ๔–รูปฌาน ๔ = อธิจิตตสิกขา] เพื่อให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง” [ยถา ปชานํ] เพื่อให้เกิด “สุขในปัจจุบัน [อธิโมกข์]–สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ–อาสวักขยญาณ” ให้ได้ ไม่ใช่ยิ่งเจริญภาวนามากเท่าไหร่ ยิ่งพอกพูนด้วยกิเลสตัณหามาเท่านั้น สิ่งนั้นเป็นเจตนาที่ผิดและคลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ใน “การเจริญสมาธิภาวนาในพระพุทธศาสนา” และต้องมีความสอดคล้องกับพระสัตถุสาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดาด้วย ถ้ามีข้อขัดแย้งเกิดขึ้น ออกนอกลู่นอกทางไป ถือว่าไม่ใช่พระสัทธรรมนี้ ดังนี้

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” หมวดนี้ตรัสแก่ “พระอุบาลีเถระ” [ภิกษุบริษัท–ภิกษุสงฆ์] ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาพระวินัยธร คำว่า “เอตทัคคะ” คือ บุคคลหรือสิ่งที่ยอดเยี่ยม ดีเด่น หรือเป็นเลิศ ในทางใดในทางหนึ่งเฉพาะ [พระอุบาลี: พระมหาสาวกองค์หนึ่ง เดิมเป็นกัลบก (ช่างตัดผม–ช่างโกนผม) ของเจ้าศากยะ ได้ออกบวชที่ อนุปิยอัมพวัน พร้อมกับ “พระอานนท์” และ “พระอนุรุทธะ” เป็นต้น มีอุปัชฌาย์ ชื่อ “พระกัปปิตก” ครั้นบวชแล้ว เรียนกรรมฐาน จะไปอยู่ป่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ท่านเล่าเรียนและเจริญวิปัสสนา ในไม่ช้าก็สำเร็จพระอรหันต์ เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจเชี่ยวชาญในพระวินัยมาก จนพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้ทรงพระวินัย หรือเรียกว่า “พระวินัยธร” พระอุบาลีเป็นกำลังสำคัญในคราวทำ “ปฐมสังคายนา–การสังคายนาครั้งที่ ๑” คือ เป็นผู้วิสัชนาพระวินัย อนึ่ง ในการสังคายนา ครั้งที่ ๑ นั้น (๑) ปรารภเรื่อง “สุภัททภิกษุ” ผู้บวชเมื่อแก่ ได้กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย และ (๒) ปรารภที่จะทำให้ธรรมรุ่งเรืองอยู่สืบไป พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มี “พระมหากัสสปะ” เป็นประธาน และเป็นผู้ถาม “พระอุบาลี” เป็นผู้วิสัชนาพระวินัย “พระอานนท์” เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ได้จัดประชุมสังคายนาที่ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ เมื่อหลังพุทธปรินิพพาน ๓ เดือน โดย “พระเจ้าอชาตศัตรู” เป็นศาสนูปถัมภก์ สิ้นเวลา๗ เดือนจึงเสร็จ] ได้แก่

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง

(๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด

(๓) “นิโรธ” คือ ความดับ–หมดกิเลสหมดทุกข์  

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ  

(๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่ง–ความรู้ชัด

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้  

(๗) “นิพพาน” คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว

 

นอกจากนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส “สัลเลขธรรม” เป็นเครื่องประกอบการทำดี หรือ ธรรมเครื่องปลอดภัยจากโยคธรรมทั้งหลาย “โยคเกษมธรรม” อันเป็นธรรมที่ถูกต้อง “ญายธรรม” คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นธรรมเครื่องให้หลุดพ้นจากวัฏฏะ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักธรรม “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” หมวดนี้ตรัสแก่ “พระอุบาลีเถระ” เพราะฉะนั้น ให้พิจารณานัยแห่ง  “สัลเลขธรรม” ที่เกี่ยวข้องกับ “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” และ “คุณ ๕ ประการ” [กถาวัตถุ ๑๐] และให้เปรียบเทียบกับหลักธรรม “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘–หลักกำหนดธรรมวินัย ๘” ด้วย ซึ่งในหมวดนี้ตรัสแก่ “พระนางมหาปชาบดีโคตมี” ดังนี้

 

ว่าด้วย คุณ ๕ ประการ

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 233 FILE 17)

 

“คุณ ๕” นี้ (ความมักน้อย–ความสันโดษ–ความขัดเกลากิเลส–ความเป็นผู้เลี้ยงง่าย–และ–การปรารภความเพียร ให้เปรียบเทียบกับ “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย” ได้แก่ (๑) วิราคะ–ความคลายกำหนัด (๒) วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด (๓) อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส (๔) อัปปิจฉตา–ความอยากอันน้อย (๕) สันตุฏฐี–ความสันโดษ (๖) ปวิเวก–ความสงัด (๗) วิริยารัมภะ–การประกอบความเพียร (๘) สุภรตา–ความเลี้ยงง่าย ธรรมทั้งหมดหมวดนี้ ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี) ของภิกษุนั้นบริบูรณ์อย่างนี้แล้ว ก็จักช่วยให้กถาวัตถุ ๑๐ บริบูรณ์อย่างไร

 

อธิบายว่า: ในจำนวนคุณธรรมทั่ง ๕ นั้น กถาวัตถุ ๓ ประการ คือ (๑) ความเป็นผู้มักน้อย (๒) ความสันโดษ และ (๓) การปรารภความเพียร ที่มาในพระบาลีนี้นั้นแล รวมกันเข้าได้กับ “สัลเลขธรรม” เพราะว่า “สัลเลขธรรม” นี้ เป็นชื่อของกถาวัตถุเหมือนกันทุกข้อ สมด้วยพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:

 

“ดูก่อนอานนท์ ก็แลกถานี้นั้น เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สะดวกแก่การเปิดเผยจิต [ออกจากกิเลส] เป็นไปพร้อม เพื่อ (๑) “นิพพิทา–เอกันตนิพพิทา” [ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม] โดยส่วนเดียว เพื่อ (๒) “วิราคะ” [การสำรอกกิเลส ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ] เพื่อ (๓) “นิโรธะ” [การดับกิเลส ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์] เพื่อ (๔) “อุปสมะ” [การสงบระงับกิเลส ความสงบ] เพื่อ (๕) “อภิญญา” [ปัญญาอันยิ่ง ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด] เพื่อ (๖) “สัมโพธะ” [การตรัสสู้] เพื่อ (๗) “พระนิพพาน” [ความดับสนิทแห่งกิเลสแล้ว] กถานี้นั้นคืออะไร ได้แก่ “อัปปัจฉกถา” [กถาว่าด้วยควานมักน้อย หมายเหตุ: ธรรมทั้งหมดในข้อนี้ พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือ “คำสอนของพระศาสดา” ได้ตรัสแก่พระอุบาลีด้วยเช่นกัน

 

ความพิสดารเป็นดังว่ามานี้ คุณ ๕ ประการบริบูรณ์ก็จักช่วยให้กถาวัตถุ ๑๐ บริบูรณ์ได้อย่างนี้

 

“กถาวัตถุ ๑๐” หมายถึง เรื่องที่ควรพูด เรื่องที่ควรนำมาสนทนากันในหมู่ภิกษุ ได้แก่

(๑) “อัปปิจฉกถา” คือ เรื่องความมักน้อย ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย ไม่มักมากอยากเด่น  

(๒) “สันตุฏฐิกถา” คือ เรื่องความสันโดษ ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสันโดษ ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อหรือปรนปรือ  

(๓) “ปวิเวกกถา” คือ เรื่องความสงัด ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความสงัดกายใจ  

(๔) “อสังสัคคกถา” คือ เรื่องความไม่คลุกคลี ถ้อยคำที่ชักนำให้ไม่คลุกคลีด้วยหมู่  

(๕) “วิริยารัมภกถา” คือ เรื่องการปรารภความเพียร ถ้อยคำที่ชักนำให้มุ่งมั่นทำความเพียร  

(๖) “สีลกถา” คือ เรื่องศีล ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล

(๗) “สมาธิกถา” คือ เรื่องสมาธิ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำจิตมั่น  

(๘) “ปัญญากถา” คือ เรื่องปัญญา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา

(๙) “วิมุตติกถา” คือ เรื่องวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้พ้นจากกิเลสและความทุกข์  

(๑๐) “วิมุตติญาณทัสสนกถา” คือ เรื่องความรู้ความเห็นในวิมุตติ ถ้อยคำที่ชักนำให้สนใจและเข้าใจ เรื่องความรู้ความเห็นในภาวะที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์  

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘–หลักกำหนดธรรมวินัย ๘” หมวดนี้ตรัสแก่ “พระนางมหาปชาบดีโคตมี”  [ภิกษุณีบริษัท–ภิกษุณีสงฆ์] เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุณีสาวิกาผู้รัตตัญญู [มหาปชาบดีโคตรมี: พระน้านางของพระพุทธเจ้า เดิมเรียกว่า “พระนางปชาบดี” เป็นธิดาของ “พระเจ้าอัญชนะแห่งโกลิยวงศ์” เป็นพระภคินีของ “พระนางสิริมหามายา” เมื่อ “พระมหามายา” สิ้นพระชนม์แล้ว “พระเจ้าสุทโธทนะ” ได้มอบ “พระสิตธัตถะ” ให้พระนางเลี้ยงดู ต่อมาเมื่อ “พระเจ้าสุทโธทนะ” สวรรคตแล้ว พระนางได้ออกบวชเป็นภิกษุณีองค์แรก ได้รับยกย่องเป็น “เอตทัคคะในทางรัตตัญญู” คือ บวชนานรู้เหตุการณ์ก่อนใครๆ หรืออีกนัยหนึ่ง “รัตตัญญู” แปลว่า “ผู้รู้ราตรี” คือ ผู้เก่าแก่ ผ่านคืนวันมามาก รู้กาลยืดยาว มีประสบการณ์ทันเรื่องเดิม หรือรู้เห็นเหตุการณ์มาแต่ต้น เช่น “พระอัญญาโกณฑัญญะ” ผู้เป็นปฐมสาวก ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้า ว่าเป็น “เอตทัคคะในทางรัตตัญญู” เช่นกัน] ได้แก่

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ 

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

 

ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับหลักธรรม ๒ ประการ ดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้แก่ “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” กับ “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘–หลักกำหนดธรรมวินัย ๘” นั้น ให้ถือเป็นเกณฑ์มาตรที่จะกำหนดแนวคิดแนวทาง [Approaches: Theory and Practice] ว่า ได้มีปฏิปทาอันยิ่งที่จะทำให้ได้โอกาสในการบรรลุโลกุตตรธรรมในพระศาสนานี้ ได้จริงหรือไม่ คือ สามารถเกิดภาวะอันยอดเยี่ยมใน ๓ ประการ ต่อไปนี้ ได้จริงหรือไม่ ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” รวมทั้งเรื่องความเชี่ยวชาญ ความฉลาด ที่เรียกว่า “โกศล ๓” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม เมื่อผู้ปฏิบัติรอบรู้ปฏิปัตติสัทธรรม ได้แก่ 

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน ในทางโลก คือ ปัญญารอบรู้สถานการณ์โลกล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอามรรคมีองค์ ๘ ในทางโลก คือ ความรอบรู้อุบายวิธีหรือกุสโลบายในการดำเนินงานเหมาะสม ตรงกับวัตถุประสงค์การทำงาน

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือนิพพาน ในทางโลก คือ ประโยชน์อันเป็นความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยปรีดาปราโมทย์และปีติยิ่งดี เป็นสุขสันต์สวัสดี

 

“โกศล ๓” หมายถึง ความฉลาด–ความเชี่ยวชาญ–ความรอบรู้พิเศษ [Expertise] เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมได้ฌาน ๔ โดยเฉพาะจตุตถฌาน ได้แก่

(๑) “อายโกศล” คือ ความฉลาดในความเจริญ ความรอบรู้ทางเจริญและเหตุของความเจริญ

(๒) “อปายโกศล” คือ ความฉลาดในความเสื่อม ความรอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม

(๓) “อุปายโกศล” คือ ความฉลาดในอุบาย ความรอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมยังต้องคำนึงถึงเรื่องการเกิดปัญญาในการเจริญภาวนากรรมฐานอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อนุปัสสนา ๗” ที่เป็นสมุฏฐานสำคัญที่ทำให้เกิด “ปัญญาแตกฉาน” [The Analytic Insights] ซึ่งหมายถึง (๑) ปัญญาเห็นธรรม กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้ ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔–จตุปฏิสัมภิทาญาณ” นั่นคือ “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕) หมายถึง ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ โดยแสดงคุณบทแห่งบุคคลได้ คือ “พระอรหันต์–จตุสัจจพุทธะ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 “ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึง “ผล–ผลวิบาก” ในกาลทั้ง ๓ = กำหนดรู้ทุกขสัจจ์ หรือ ปริญญาในกิจแห่งทุกข์

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ คือ “เหตุ–สาเหตุ–เหตุปัจจัย” ในกาลทั้ง ๓ = กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ หรือ ปหานะในกิจแห่งสมุทัย

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ = กำหนดรู้นิโรธสัจจ์ หรือ สัจฉิกิริยาในกิจแห่งนิโรธ

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ = กำหนดรู้มรรคสัจจ์ หรือ ภาวนาในกิจแห่งมรรค

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมจะตรัสรู้ได้ด้วย (๑) ปฏิสัมภิทา ๔ กับ (๒) อริยสัจจ์ ๔ นั้น บุคคลนั้นจะต้องผ่านการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจและปัญญาในขั้นสูงเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” อันเป็นปัญญาหยั่งรู้ที่ทำให้รู้แจ้งใน “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” อันเป็นสัมปยุตตธรรมใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” มาเป็นอย่างดี ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘ โดย “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” นั้น ต้องสัมปยุตต์ด้วย “วิสุทธิ ๗” ที่จะได้ชื่อว่า “วิสุทธิเทพ” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” แล้วตามด้วย “อาสวักขยญาณ” [มีอาการ ๖๔] หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ถือเป็น “โลกุตตรธรรม” เช่นกัน ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” [Enlightenment] แล้วจึงจะเป็นขั้นตอนบรรลุถึง “พระนิพพาน–Nirvanas” [นิพพาน ๒] หมายถึง  สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ [หมายเหตุ: บุคคลมีสิทธิ์ที่จะเข้าใจได้ในหลักธรรมต่างๆ เป็นได้แค่ปัญญา ยังไม่เกิดญาณที่แท้จริงในการบำเพ็ญภาวนากรรมฐาน ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ที่ต้องลงมือปฏิบัติให้ได้จริง สิ่งนี้คือความแตกต่างจริงระหว่างบุคคลที่สุดรอบแห่งชีวิต อย่าไปแสดงอรติกับผู้ประสบความสำเร็จก่อน] ดังนี้

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

 

จากรายละเอียดในการบรรยายธรรมมาข้างต้นนั้น การจัดลำดับการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งยวด มิฉะนั้น จะเป็นการรู้ธรรมมากมาย ก็ไร้ปรีชาสามารถในการจำแนกแจกธรรมให้เป็นหมวดหมู่ให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” [อภิญญาปฏิสังยุตด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ] อันเป็นความรู้แจ้ง ความรู้ยิ่งยวด ความรู้คมชัด ที่ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ–สมถะกับวิปัสสนา” แล้วมีความรู้ความเห็นในธรรมทั้งปวงที่เกิด “ญาณสัมปยุตต์–สามัคคีธรรม” ให้ได้ ภาวะอันยอดเยี่ยมนี้ เรียกว่า “ความตรัสรู้ถึงสัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ในการมนสิการกรรมฐานในแต่ละครั้ง ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องพิจารณาใช้เหตุและผล [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] (๑) อะไรจะเกิดจริง–อุปาทขณะ (๒) อะไรตั้งอยู่จริง–ฐิติขณะ (๓) อะไรดับจริง–ภังคขณะ คือ รู้เห็นเข้าใจทั้งในอดคีตกับอนาคต และรู้เห็นเหตุผลในปัจจุบันด้วย [ญาณ ๓: อตีตังสญาณ ปัญญาหยั่งรู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ ๑ อนาคตังสญาณ ปัญญาหยั่งรู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ ๑ ปัจจุปปันนังสญาณ ปัญญาหยั่งรู้รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ ๑] อนึ่ง สำหรับ คำว่า “จริง” หมายถึง ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ [ปรมัตถสัจจะ–กำหนดธรรมดา–กฎธรรมชาติ–ธรรมนิยาม ๓–ธัมมัฏฐิติญาณ–กังขาวิตรณวิสุทธิ จนถึง ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความรู้ทั้งหมดใน “อริยมรรค ๔” หรือ “มัคคญาณ ๔: โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค” โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น “มรรค–ทุกขนิโรคคามินีปฏิปทา” พร้อมด้วย “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” ที่สัมปยุตต์ด้วย “อริยผล ๔–ผลญาณ ๔: โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล”] ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔–สัจจะ ๔” ที่เป็นปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ [สติปัฏฐาน ๔–อนุปัสสนา ๗] คือไม่ใช่ “จิงโจ้” [Kangaroo] ฉะนั้น ในภาวะที่เกิดขึ้นในจิตใจ [วิปัสสนาภูมิ = ภูมิแห่งวิปัสสนา การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจหรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด ตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาอ่อนๆ ได้แก่ ข้อ ๑–ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ หรือ สังขารปริจเฉทญาณ–กังขาวิตรณญาณ–สัมมสนญาณ–และ–มัคคามัคคญาณ ย่อมไม่เป็น พลววิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่มีกำลังกล้าด้วยปัญญาและทัสสนะ ได้แก่ ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–และ–สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป] ดังกล่าวนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความแม่นยำไม่ผิดเพี้ยนในทุกขั้นตอนของการเจริญภาวนากรรมฐาน นั่นคือ มีทฤษฎีแม่นยำ และ ข้อปฏิบัติถูกต้อง ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนโดยวิปริตใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเด็ดขาด ถ้ามีความหวั่นไหวไม่มั่นใจเกิดขึ้น จะต้องสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้อย่างถูกวิธีตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น ให้พึงสังวรระวังในการจำแนกแจกธรรมให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดสติฟั่นเฟือนหรือเกิดความสับสนจัดลำดับหมวดหมู่ธรรมผิดไป ในกระบวนการคิดที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” [Synchronization] หมายถึง ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม [ข้อธรรม] องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน [Synergy] ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น ก็อย่างลืมในขั้นการเจริญโยนิโสมนสิการด้วย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ที่ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” [ธรรมจักร–อาณาจักรแห่งธรรม] โดยพิจารณาจนรู้เห็น [ญาณทัสสนะ] อันถึงข้อสรุปที่รู้เห็นด้วยปัญญาว่า:

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

เมื่อพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดที่เรียกว่า “มนิสิการ” [ใส่ใจอย่างยินดีเพราะรู้เห็นธรรมทั้งปวง] นั่นคือ “มนสิการกรรมฐาน” ด้วยความเชื่อที่ประจักษ์ในธรรมที่ปฏิบัติมาเป็นอย่างดี “อธิโมกข์” [อยู่ในขั้นวิปัสสนาแล้ว ไม่ใช่นั่งยิ้มยินดีปราโมทย์ใต้ต้นไม้เพราะลมมันเย็น] อารมณ์ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติธรรมในตอนนี้ จะประกอบด้วยกำลัง ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) สมถพละ กับ (๒) วิปัสสนาพละ ซึ่งจะมีคุณวิเศษเกิดขึ้นกับทุกคนที่ปฏิบัติธรรมมาถูกต้องตามขั้นตอนในคำสอนของพระศาสดา ได้แก่ (๑) ธรรมสมาธิ ๕ (๒) ญาณในธรรมที่อุปการะแก่สมาธิ ๘ และ (๓) วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ดังนี้

(๑) “เนกขัมมะ” [สมณธรรม] คือ ความปลอดจากความโลภ

(๒) “อัพยาบาท” คือ ความไม่คิดร้าย 

(๓) “อาโลกสัญญา” คือ ความกำหนดหมายสว่างด้วยปัญญา

(๔) “อวิกเขปะ” คือ ความไม่หวั่นไหว

(๕) “ธรรมววัตถาน” คือ การกำหนดธรรม

(๖) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด [ฌาน–สงบวิเวก ย่อมละอวิชชาได้ เช่นกัน]

(๗) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ–ความร่าเริงสดใส

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] คือ ภาวะที่เจริญรุ่งเรือง

(๙) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ

(๑๐) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย  

(๑๑) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๑๒) “สมาธิ” [เอกัคคตา] คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย  

(๑๓) “โอภาส” คือ แสงสว่างไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ อันโชติช่วงและไพบูลย์

(๑๔) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๑๕) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี 

(๑๖) “อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้า–สติชัด

(๑๗) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลาง 

(๑๘) “นิกันติ” คือ ความพอใจ–ติดใจ 

 

ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมถือมั่นใน “ปัญญาเห็นธรรม” เป็นอย่างดี คือ ขบได้ด้วยทฤษฎีอย่างลึกซึ้งดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามสภาวธรรมดังกล่าวนั้น [เจตสิกสัมปยุตตธรรม] เพราะ (๑) เดี๋ยวมันก็เกิด–อุปาทขณะ (๒) เดี๋ยวมันตั้งอยู่–ฐิติขณะ และ (๓) เดี๋ยวมันก็ดับ–ภังคขณะ นั่นคือ ไม่มีอะไรเลยที่ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน มีแต่ความแปรปรวน ปวดหัว ต้องรับรู้แต่สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา [เกิดปัญญาใหม่ๆ ขึ้นตลอด] ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองนั่งดีๆ กำหนดสติตามพิจารณา [สัมมสนะ–พิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ หรือ อนุปัสสนา ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา] ดูให้ดี และต้องพิจารณาให้รู้เห็นให้ได้ในกาลทั้ง ๓ [อดีตอัทธา–อตีตังสญาณอนาคตอัทธา–อนาคตังสญาณปัจจุบันนัทธา–ปัจจุปปันนังสญาณ ๑ ซึ่งต้องประกอบด้วย “ขณะ ๓” ดังกล่าวนั้นด้วยในแต่ละกาลเวลา] ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ให้รู้เห็นด้วยไล่ตามเหตุ [อวิชชา] ไปหาผล [ทุกข์] คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [การใช้เหตุผลเชิงนิรนัยหรืออนุมาน–Deductive Logic] แล้วสังเกตให้รู้เห็นตามเป็นจริง ด้วยการเปรียบเทียบ –Comparison และการเทียบเคียง–Analogy กับหลักธรรม [วิธีทางวิทยาศาสตร์–Scientific Methods คือ พรรณนาตามสิ่งที่พบเห็นในนิมิตนั้นๆ–Descriptivism] และไล่จากผลมาหาเหตุ [อวิชชา] เพื่อดับเหตุ [อวิชชา] แห่งผล [ทุกข์] นั้น  คือ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [การใช้เหตุผลเชิงอุปนัยหรืออุปมาน–Inductive Logic] แล้วสังเกตให้รู้เห็นตามเป็นจริง ด้วยการเปรียบเทียบ–Comparison และการเทียบเคียง–Analogy กับหลักธรรม [วิธีทางวิทยาศาสตร์–Scientific Methods คือ พรรณนาตามสิ่งที่พบเห็นในนิมิตนั้นๆ–Descriptivism] เพราะฉะนั้น คนที่ไม่รู้จริง [อวิชชา ๔–อวิชชา ๘] ในเรื่องการบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานในพระพุทธศาสนานั้น มักจะเหมาว่า “เอาไว้ตอนแก่แล้วว่างๆก่อน หรือเกษียณอายุจากงานก่อน ค่อยไปนั่งสมาธิกัน” [แล้วก็พากันตายก่อน ค่อยไปนั่งกระมัง] คำว่า “แก่” ตรงกับวิบากิเลสว่า “ชรา” [มีเสื่อมงอม แย่บอกช้ำ  ได้รับทุกข์ทรมานมากถึงขั้นเรียกว่า “งอมพระราม” ใช้การไม่ได้ หลงๆ ลืมๆ ไม่เป็นที่รารถของคนอยู่ใกล้] ตามติดๆ ด้วยลูกน้องมัน คือ “พยาธิ” [เจ็บป่วยได้ไข้ ไม่ใช่เป็นโรคพยาธิตัวตืด] ในทางคติพวกโจร มันสอนกันว่า มีของ ๓ อย่าง ที่พวกมันต้องระวังให้มาก เพราะจะสร้างปัญหาให้หมู่คณะมัน ให้ใช้วิจารณญาณดูเอาตามเหมาะควร มิฉะนั้น จะทำให้ดาวโจรไม่จรัสแสงถึงเศร้าหมอง [ตำรวจมองออกได้ว่า ไอ้คนนี้อีนังนี้มันเป็นโจรแน่ หน้ามันบอกยี่ห้อ] ได้แก่ (๑) “คนแก่” คือ พูดไม่ค่อยเอาความ ไม่รู้เรื่อง (๒) “รถเก่า” คือ ต้องซ่อมบ่อยๆ จะไปจะมาไม่แน่ใจ ใช้งานไม่คล่องตัว และ (๓) “ยางรถยนต์เก่า” คือ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เวลาหนีตำรวจอาจเกิดยางระเบิดได้เพราะต้องขับเร็วมาก นี่ถึงขนาดโจรมันยังคิดออก แล้วคนดีๆ ทำไมยังพากันคิดไม่ออกอีก เป็นงงเอาเหมือนกัน ท่านผู้เจริญมีทางเลือกให้ทำ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) เดินเข้าวัด [แข็งแรงดีทำบุญกุศลได้ ช่วยงานวัดได้ หรือจะนั่งสมาธิได้] (๒) คลานเข้าวัด [เจ็บป่วยแล้ว นอนสมาธิเพราะใกล้เวลาอันควรแล้ว] หรือ (๓) หามเข้าวัด [ได้เวลาตายแล้วมีอาการวนรอบ ๓ จะไปทางซ้ายหรือทางขวาของเมรุ เลือกให้ดี ไปนอนรกศาลาวัด ไปรบกวนเวลาปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์] ถ้ามีเวลา ว่างๆ ก็ไปนั่งสังเกตการณ์หน้าวัด แล้วพวกท่านจะขำชีวิตทั้งของตนและผู้อื่น ย่อมเกิดธรรมสังเวชได้เหมือนกัน ได้รู้เห็นว่า “คนเข้าวัดมีอาการ ๓” ด้วยประการฉะนี้

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ในสำนวนว่า “จิตตามพิจารณาจิต” เพราะการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของ “จิต–วิญญาณ” หมายถึง กระบวนการรับรู้แจ้งในอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์” ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้แก่ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” อารมณ์ทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในจิตนั้น จะถูกผสมผสานปรุงแต่งด้วยความทรงจำอันเป็นประสบการณ์จากในอดีต คือ “สัญญา ๖–เจตนา ๖” [สัญเจตนา ๖: จิตที่ถูกกลุ้มรุมด้วยกิเลสทั้งหลายในไตรวัฏฏ์หรือวัฏฏะ ๓ ได้แก่ กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน กรรมวัฏฏ์: สังขาร–ภพ วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกที่ถูกปรุงแต่งจาก “พื้นจิตสันดาน” อันเป็นอุปนิสัยประจำ [นิสัยใจคอ] คือ จิตที่เป็นไปตามสภาพของกระแสวิถีชีวิต ที่ต้องรับรู้และรู้แจ้งในอารมณ์ทั้งหลายที่เข้ามากระทบอินทรีย์ทั้ง ๖ แต่ “จิตตัววิปัสสนา” [สติสัมปชัญญะแห่งสติปัฏฐาน ๔] นั้น คือ “จิตตสมาธิ–ญาณทัสสนะ” [สมถพละ–สมถนิมิต] ที่สัมปยุตต์ด้วย “ญาณในวิปัสสนา” [วิปัสสนาพละ–วิปัสสนานิมิต] ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–วิปัสสนาญาณ ๙–วิปัสสนาญาณ  ๑๐ [วุฏฐานคามินีปฏิปทา] –มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖ [โสฬสญาณ] –โลกุตตรธรรม ๙ [อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑] และนอกจากนี้ ยังต้องมี อาสวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔ = ความตรัสรู้–สัมโพธะ] คั่นระหว่าง ปัจจเวกขณญาณ [มีอาการ ๑๙–ญาณทัสสนะมีปริวัฏฏ์ ๓ (มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒)] กับ นิพพาน ๒ [สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน] ที่เรียกว่า “อมตธาตุ–วิวัฏฏะ” ส่วนอารมณ์แห่งกรรมนั้น เรียกว่า “สังขารนิมิต” [วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์] ฉะนั้น ในกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป็นขั้นตอนที่เป็นนามธรรมขั้นสูง ในบางครั้ง ไม่สามารหาคำนิยามได้ นั่นคือ เป็นสภาวะที่อยู่เหนือบัญญัติ เพราะเป็นความรู้ความเห็นที่เป็น “จินตนาการ” หรือ “ภาพนิมิต” เพราะฉะนั้น การเลือกใช้คำศัพท์มาอธิบายปัญญาที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีข้อยกเว้นอยู่ คือ มี “คลังศัพท์” [Lexicon] ตามพจนานุกรมในแต่ละภาษา นำมาอธิบายไม่เพียงพอด้วย “สมมติสัจจะ” [Conventional Truths] จึงเป็นการเลือกใช้ “ปรมัตสัจจะ” [Absolute Truths–หลักอภิธรรม] เพราะฉะนั้น ขั้นตอนในการทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง [สัมมาทิฏฐิ] จึงเป็นเรื่องของ “ปัญญาแตกฉานแห่งจตุปฏิสัมภิทาญาณ” [ภาวนามยปัญญา] อันเป็นวิปัสสนาที่มีกำลัง ที่แรงกล้า หรืออย่างเข้ม ที่เรียกว่า “พลววิปัสสนา” [วิปัสสนา ๙–วิปัสสนา ๑๐–วุฏฐานคามินีปฏิปทา] ที่จะสู่ “โลกุตตรญาณ” [มัคคญาณ–ผลญาณ–อาสวักขยญาณ–นิพพาน] ตามลำดับ เพื่อให้เกิดความรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ให้พิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับความหมายตามข้อความที่ว่า “จิตตามพิจารณาจิต” ดังในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

ภาพประกอบ ๑: ภาวะจิตที่ดำรงอยู่ในการเจริญภาวนากรรมฐาน

 

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “จิตตามสภาพปรุงแต่ง” [สังกิเลสธรรม–สมุทัย] จึงหมายถึง อันธปุถุชน พาลปุถุชน หรือ สามัญชนทั่วไป ผู้ไม่ได้ศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้ หรือมีนัยถึง ผู้ตกอยู่ใน “อบายภูมิ ๔: นิรยะ–นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย ๑ ติรัจฉานโยนิ–กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา ๑ ปิตติวิสัย–แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข ๑ อสุรกาย–พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง ๑” โดยเฉพาะอย่าง ผู้อยู่ในอบายภูมิขั้นต่ำสุด หมายถึง “พวกอสุรกาย” ในทางตรงกันข้าม คำว่า “จิตที่คาดหวังไว้” [โวทานธรรม–นิโรธ] จึงหมายถึง “อริยบุคคล ๔: โสดาบัน–สักทาคามี–อนาคามี–อรหันต์” โดยเฉพาะหมายเอาขั้นสูงสุด คือ “พระอรหันต์–พระอรหันตขีณาสพ” [พระโยคาวจรขีณาสพ–พระอริยสาวกของตถาคต] เรียกอีกอย่างว่า “วิสุทธิเทพ” (ข้อ ๓ ในเทพ ๓) หมายถึง เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า บุคคลผู้ไม่ได้ศึกษาพระธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จัดเป็นผู้ตกอยู่ในสังสารวัฏฏ์ [ไตรวัฏฏ์–วัฏฏะ ๓: กิเลสวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์–วิปากวัฏฏ์] หมายถึง บุคคลผู้มีสังกิเลสครอบงำจิตใจให้เศร้าหมองเข้าถึงความดีได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระธรรมคำสอนอันเป็นพระสัตถุสาสน์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย ที่เรียกว่า (๑) “อภัพบุคคล” คือ ผู้ไม่ควรบรรลุธรรมพิเศษได้ ตรงข้ามกับ “ภัพบุคคล” คือ ผู้ควรบรรลุธรรมพิเศษได้  และ (๒) “อัสสุตวาปุถุชน” คือ ผู้ไร้การศึกษาพระธรรม ตรงข้ามกับ “อริยบุคคล” คือ บุคคลผู้เป็นอริยะ บุคคลผู้ประเสริฐ ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษ ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค” ฉะนั้น ถึงแม้ผู้ที่เป็นนักปราชญ์เมธีและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้น รวมถึงเหล่าบรรดานักบวชนอกพระพุทธศาสนาด้วย จะมีความเย่อหยิ่ง ความหยิ่งยโส ความทะนงตัว ความก้าวร้าว ความจองหอง ความอวดดี นั่นคือ “ความอหังการ” [vanity] จนยกตนสูงเท่าเทียม “ผู้อยู่สูงสุด–ผู้สร้างโลก–จักรวาล–สรรพสิ่ง–ธรรมชาติ” [The Supreme Being and The Creator of All Things] เนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดว่า พวกตนได้ก้าวไปสู่ “ขั้นสุดท้ายแห่งกระบวนการวิวัฒนาการชีวิต” อย่างครบสมบูรณ์ไพบูลย์แล้ว คือ “รอบรู้มากเกินแกง” จึงเกิดความประมาทชีวิตและปัญญาอย่างไร้สติสัมปชัญญะ ที่จะเข้าใจชีวิตได้ตามเป็นจริง ทั้งที่พวกตนก็รู้เพียงแค่ “โลกแห่งสสารวัตถุ–The World of Materiality” [รูปขันธ์] เท่านั้น ยังไม่ไม่ประจักษ์แจ่มแจ้งในองค์ความรู้เกี่ยวกับ “โลกแห่งจิตวิญญาณ–The World of Spirituality” [นามขันธ์] คือ บรรดาเหล่า “หมอผี–หมอธรรม (หมอเวทมนตร์)” [Exorcists or Diviners] แถวอีสานเข้าใจได้ดีกว่า แม้จะไม่เข้าใจวิธีสร้างลูกระเบิดปรมาณู [Nuclear Weapons] หรืออาวุธเชื้อโรค [Germ Weapons] ก็ตาม เพราะมันเป็นเรื่องผิดศีลธรรมกับมวลมนุษยชาติ ดังนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาความแตกต่างใน (๑) คุณภาพชีวิต (๒) ระดับจิตใจ และ (๓) กระบวนทัศน์ ระหว่างบุคคล ๕ จำพวก ดังนี้

 

บุคคล

คุณภาพชีวิต

ระดับจิตใจ

กระบวนทัศน์

(๑) พระอรหันต์

วิสุทธิเทพ–โสภณบุรุษ

โลกุตตรจิต

โลกจิตวิญญาณ [จิตนิยม]

(๒) พุทธบริษัท

กัลยาณปุถุชน–อริยบุคคล

พรหมจิต

โลกจิตวิญญาณ [จิตนิยม]

(๓) นักปราชญ์

ผู้รู้–สัตบุรุษ–กัลยาณปุถุชน

กามาวจรจิต

โลกจิตวิญญาณ–โลกสสารวัตถุ

(๔) ชาวบ้าน–สามัญชน

อันธปุถุชน–กัลยาณปุถุชน

กามาวจรจิต

โลกจิตวิญญาณ–โลกสสารวัตถุ

(๕) นักวิทยาศาสตร์

พาลปุถุชน–อสุรกาย

กามาวจรจิต

โลกสสารวัตถุ [วัตถุนิยม]

 

ภาพประกอบ ๒: ความแตกต่างในอัตภาพแห่งบุคคลและเขตแดนปัญญาความรู้

 

หมายเหตุ: คำว่า “พรหมจิต” ได้แก่ (๑) รูปาวจรจิต: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน กับ (๒) อรูปาวจรจิต: อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ

 

 

ภาพประกอบ ๓: การจำแนกความแตกต่างระหว่างศาสตร์ใน ๓ สาขา

 

คำนิยามเฉพาะ:

(๑) “นักสันดานวิทยา” คือ ผู้รู้เห็นในอธิมุตติแห่งตนและคนอื่น คนสร้างความคิด [ต้นแบบปัญญา]

(๒) “นักอุบาทว์วิทยา” คือ ผู้รวบรวมองค์ความรู้จากศาสดา คนเก็บขยะความคิด [ขี้ไคล้ปัญญา]

(๓) “นักระยำวิทยา” คือ คนต่อยอดฉกฉวยความคิดจากนักอุบาทว์วิทยา เจ้าของโรงงานรีไซเคิล [ของย้อมแมว]

 

เพราะฉะนั้น ตามแนวความคิดในพระพุทธศาสนานั้น มีความเชื่อความศรัทธาในเรื่อง (๑) กฎแห่งกรรม (๒) ผลวิบากแห่งกรรม (๓) สัตว์มีกรรมเป็นของตน (๔) ความตรัสรู้แห่งพระตถาคต (๕) การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ (๖) อริยบุคคลย่อมเกิดจากการบรรลุธรรมวิเศษ (๗) การตรัสรู้ต้องทำด้วยตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น และ (๘) คำแนะนำชี้แนะจากพระอริยสงฆ์ ข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาอันยิ่งทั้ง ๘ ประการ นั้น คือ วิธีการแสวงหาความรู้ในพระพุทธศาสนา อันถือเป็นเกณฑ์ในการปฏิบัติธรรมอีกทางหนึ่ง ที่จะเสริมสร้างแรงดลบันดาลใจและขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติ ที่กำลังบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐานอย่างถูกต้อง ตามพระธรรมวินัย พระสัตถุสาสน์ หรือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เท่านั้น ให้ทบทวนในหัวข้อเรื่อง “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” กับ “ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘–หลักกำหนดธรรมวินัย ๘” ดังนี้

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗–หลักกำหนดธรรมวินัย ๗” 

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง

(๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด

(๓) “นิโรธ” คือ ความดับ–หมดกิเลสหมดทุกข์  

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ  

(๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่ง–ความรู้ชัด

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้  

(๗) “นิพพาน” คือ สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘–หลักกำหนดธรรมวินัย ๘”

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ 

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

 

ดังนั้น ข้อประพฤติปฏิบัติปฏิปทาใดๆ ก็ตาม ที่ขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์กับหลักธรรมใน ๒ หมวด ดังกล่าวนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมถือว่า ไม่ใช่แก่นแท้แห่งการปฏิบัติธรรมหรือประพฤติพรหมจรรย์ที่ถูกต้องตามแนวทาง  “มัชฌิมาปฏิปทา” ในพระศาสนานี้ โดยเด็ดขาดจริงๆ ไม่มีข้อยกเว้นเลย ผิดคือผิด ถูกคือถูก ไม่อนุโลม

 

ในการหลงทิศทางระหว่างปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้เกิดความผิดพลาดในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติทั้ง ๒ ฝ่าย นั่นคือ ควรเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ประจักษ์ชัดเจนในทุกขั้นตอน เพราะจะทำให้เกิดความฟุ้งซ่านหรือหวั่นไหวไปตามกระแสกโลกธรรมได้ ที่เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” เพราะไปเจอของดี คือ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หลงใหลในอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ฝึกพัฒนาจิตใจมาถูกต้องตามคำสอนของพระศาสดาแล้ว ถึงจะเกิด “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ขึ้น ก็เข้าใจถึง “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” [ฝึกชำนาญในอนุปัสสนา ๗ มาเป็นอย่างดี = วิปัสสนาญาณ ๑๐–วุฏฐานคามินีปฏิปทา] แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับ “จิตที่คาดหวังไว้” [โวทานธรรม–นิโรธ] นั้น ต้องเป็นภูมิที่ถึงพร้อมหรือสัมปยุตต์ด้วย (๑) “สมถพละ” กับ (๒) “วิปัสสนาพละ” ทั้ง ๑๘ อย่างนี้ คือ “สัมปยุตตธรรม” ซึ่งเป็นภาวะจิตของบุคคลผู้ได้ชื่อว่า “อริยะ–อริยบุคคล” ได้แก่

(๑) “เนกขัมมะ” [สมณธรรม] คือ ความปลอดจากความโลภ

(๒) “อัพยาบาท” คือ ความไม่คิดร้าย 

(๓) “อาโลกสัญญา” คือ ความกำหนดหมายสว่างด้วยปัญญา

(๔) “อวิกเขปะ” คือ ความไม่หวั่นไหว

(๕) “ธรรมววัตถาน” คือ การกำหนดธรรม

(๖) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด [ฌาน–สงบวิเวก ย่อมละอวิชชาได้ เช่นกัน]

(๗) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ–ความร่าเริงสดใส

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] คือ ภาวะที่เจริญรุ่งเรือง

(๙) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ

(๑๐) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย  

(๑๑) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๑๒) “สมาธิ” [เอกัคคตา] คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย  

(๑๓) “โอภาส” คือ แสงสว่างไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ อันโชติช่วงและไพบูลย์

(๑๔) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๑๕) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี 

(๑๖) “อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้า–สติชัด

(๑๗) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลาง 

(๑๘) “นิกันติ” คือ ความพอใจ–ติดใจ 

 

สำหรับ  “สัมปยุตตธรรม” ดังกล่าวนี้ เป็น “ปรากฏการณ์ทางจิต” [Mental Phenomena] ที่ฝึกฝน ควบคุม พัฒนา [ภาวนา] หรือ บังคับ ให้เกิดขึ้นภายในจิตส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกว่า “สมถนิมิต” กับ “วิปัสสนานิมิต” นั่นคือ “สังขารนิมิตแห่งกรรมฐาน–อารมณ์แห่งกรรมฐาน” แต่ในขณะเดียวกันนั้น ภาวะจิตที่อยู่ในภาคประมวลผล คือ พิจารณาหรือมนสิการกรรมฐาน [กรรมฐาน ๔๐: วัตถุที่ใช้ “รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจเห็นอยู่ที่ใจ เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ ให้รู้เห็นความแจ้งขึ้นในใจให้รู้เห็นความสว่างขึ้นในใจ ให้รู้เห็นความสงบขึ้นในใจ ” [มี ๘ อาการ] เป็นอารมณ์ในฝึกอบรมจิตใจให้สงบ คำว่า “รู้เห็น” = (๑) “ญาณทัสสนะ” คือ เห็นที่มีสติสัมปชัญญะ รวมกับการเกิดปัญญาเห็นธรรม คือ (๒) “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลาย คือ รู้ปัญญารอบรู้] อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” [มรรคจิต–มรรคสมาธิ ที่สัมปยุตต์ด้วย อนุโลมปฏิจจสมุปบาท กับ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] นั่นคือ จิตที่เป็น “โยนิโสมนสิการเจตสิก” ๑ นั้น จะต้องมี “สัมมาทิฏฐิ–ทิฏฐิสัมปทา–ทิฏฐิวิสุทธิ” [ธัมมัฏฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ–ปัจจยาการ–ตถตา] ๑ ที่เรียกว่า “ทฤษฎี–หลักอภิธรรม” ๑ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง ๓ ประการ นี้ หมายถึง “สัมปชัญญะ” นั่นเอง ดังนี้

 

(๑)  “สัมปชัญญะ” [Awareness] หมายถึง (๑) ปัญญา: กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนปฏัก (๒) ปัญญา: ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง–ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ

 

(๒)“สัมปชัญญะ ๔” [Awareness] (ข้อ ๒ ในธรรมมีอุปการะมาก ๒ อีกข้อ ๑ คือ สติ) หมายถึง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ตระหนัก–ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่นึกได้ มักมาคู่กับ “สติ” [Mindfulness หมายถึง ความระลึกจำได้ โดยจำแนกออกเป็นคำไวพจน์ ดังนี้ (๑) สติ: ความตามระลึก–ความหวนระลึก (๒) สติ: กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม (๓) สติ: สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ] ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ส่วนคำว่า “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ นั่นคือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

ถ้าจะกล่าวในเชิงทฤษฎีนั้น “สติสัมปชัญญะ” [Temperance] นั้น จะทำหน้าที่เป็น “จิตตัววิปัสสนา” นั่นคือ “ญาณทัสสนะ” หมายถึง ความรู้ความเห็น ด้วยปัญญาหยั่งรู้ในธรรมสภาวธรรมทั้งหลาย โดยญาณในวิปัสสนาทั้งหลายตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” [ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง] เพราะฉะนั้น ให้ผู้ปฏิบัติธรรมลองพิจารณาถึง “ปรากฏการณ์แห่งจิต” ตามนัยของคำพูดที่ว่า “จิตตามพิจารณาจิต” ตามรายละเอียดใน ภาพประกอบ ๑: ภาวะจิตที่ดำรงอยู่ในการเจริญภาวนากรรมฐาน ที่เป็นจิตสหรคตด้วย “ธรรมทั้งหลายที่เหลือเป็นสัมปยุตตธรรม” ดังอธิบายมาแล้วข้างต้น ให้ทบทวน ลองพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติด้วย [กล่าวคือ นั่งสมาธิด้วยการเจริญรูปฌาน ให้รู้เห็นเป็น “ภาพนิมิต–Mental Image or Sign” จะมีแสงสว่างหรือไม่มีก็ได้–Non-Visual Color จะเป็นชนิดขาวดำก็ได้–Black & White Color หรือ จะเป็นภาพนิมิตหลากสี–Multicolor ก็ได้ ที่แสดงให้รู้เห็นในความหลากหลายมิติความสัมพันธ์ วิธีที่จะเข้าให้ถึงภาพนิมิต ก็คือ ตอนเราสร้างความนึกคิดหรือสร้างจินตนาการ ที่เกิดขึ้นในอิริยาบถต่างๆ ความนึกคิดดังกล่าวนั้น คือ “ภาพนิมิต” หรือ “อุคคหนิมิต: นิมิตที่ใจเรียน–นิมิตติดตา” นั่นเอง แต่ถ้าจิตเป็นสมาธิสงบเย็นทางกายและใจแล้ว ย่อมหยั่งรู้เห็นในภาพนิมิตเคลื่อนไหวได้ ที่เรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต: นิมิตเสมือน–นิมิตเทียบเคียง” นั่นเอง] เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า โดยธรรมชาติที่แท้จริงของนักวิทยาศาสตร์ จะมีความอยากรู้อยากเห็น [Curiosity] เพราะอำนาจแห่งกิเลสทั้งหลายที่กลุ้มรุมจิตใจให้เศร้าหมองเข้าถึงคุณธรรมเชิงพระพุทธศาสนาได้ยาก [อธิศีลสิกขา] คือ ไม่ได้พัฒนาจิตใจให้สูงพอถึงความเป็นอริยบุคคล โดยมีไตรสิกขาอันบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายด้วย “วิสุทธิ ๗”

 

ฉะนั้น ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็นความขยันอดทนหมั่นเพียร เพื่อจะตอบสนองต่อแรงผลักดันของกิเลส เพราะ “การย่อมสยบเป็นทาสกิเลส” นั่นเอง ภพภูมิที่อยู่ก็คือ “กามาวจรภูมิ” หรือ “กามภพ” หมายถึง ที่เกิดของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม โลกเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสพกาม ได้แก่ (๑) อบายภูมิ ๔ คือ แดนซึ่งปราศจากความเจริญ ได้แก่ นรก–เปรต–อสุรกาย–ดิรัจฉาน (๒) มนุษยโลก ๑ และ (๓) สวรรค์ ๖ ชั้น ที่เรียกว่า “ฉกามาพจรสวรรค์” หมายถึง สวรรค์ที่ยังเกี่ยวข้องกาม ๖ ชั้น ได้แก่ “จาตุมหาราชิกา–ดาวดึงส์–ยามา–ดุสิต–นิมมานรดี–ปรนิมมิตวสวัตตี” หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่า “กามสุคติภูมิ” คือ สุคติภูมิที่ยังเกี่ยวข้องกับกาม หรือ กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ คือ มนุษย์ ๑ และ สวรรค์ ๖ ก็ได้ รวมทั้งหมดเป็น ๑๑ ชั้น แต่อย่างไรก็ตาม ภูมิ ๑๑ ชั้น นั้น ต่างก็เรียกว่า “ทุคติ” หมายถึง คติไม่ดี–ทางดำเนินที่ไม่ดีมีความเดือดร้อน–ที่ไปเกิดอันชั่ว–ที่ไปเกิดของผู้ทำกรรมชั่ว–แดนกำเนิดที่ไม่ดีมากไปด้วยความทุกข์ อนึ่ง ในความหมายที่ลึกลงไป ถือว่า (๑) นรก (๒) เปรต–อสุรกาย จนถึง (๓) ติรัจฉาน ที่เป็น “ทุคติ ๓” นั้น ก็โดยเทียบว่ามีทุกข์เดือดร้อนกว่า เทวะ [เทพ–พรหม] และ มนุษย์ แต่กำเนิดหรือแดนเกิดทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่ ที่เรียกว่า “สุคติ” นั้น ไม่ว่าจะเป็น “เทวดา” หรือ “พรหมชั้น” ใดๆ ก็เป็น “ทุคติ” [คือ มีความใคร่ปรารถนาหรือไม่มีในโลกธรรมทั้งหลาย: มีลาภ–ไม่มีลาภ มียศ–ไม่มียศนินทา–สรรเสริญสุข–ทุกข์] ทั้งนั้น เมื่อเทียบกับ “นิพพาน” เพราะคติเหล่านั้น ยังประกอบด้วยทุกข์ หรือเป็นคติของผู้ที่ยังมีทุกข์ เมื่อพิจารณาโดย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เรียกว่า “ผ้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” อันเป็น “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” [วัฏฏะ ๓] นั่นเอง นอกจากนี้ กลุ่มผู้เป็นปราชญ์เมธีทั้งหลาย [นักวิชาการ–ผู้เชี่ยวชาญ] ก็จัดอยู่ในชั้น “กามาวจรภูมิ” ด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมเป็นบุคคลผู้มีปัญญาฉลาดในปรัชญา ๓ ด้าน ได้แก่

 

(๑) “อภิปรัชญา” [Metaphysics] เรียกอีกอย่างว่า “ภววิทยา” [Ontology] เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นจริง นั่นคือ “สรรพสิ่ง” [Reality] เพื่อค้นหาความจริงอันเป็นที่สูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถะ–ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” [Ultimate Reality] ในแนวทางพระพุทธศาสนาเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” [โลกียสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ = กฎธรรมชาติ หรือ กำหนดแห่งธรรมดา]ได้แก่ “ความจริง–สัจจธรรม”  [สัจฉิกัตตะ–Signified]  ที่เกี่ยวกับ (๑) ธรรมชาติ–Nature (๒) จิตวิญญาณ–Spirituality รวมทั้ง (๓) เทวดา–เทพพระเจ้า–Gods เรื่องอันเป็นบ่อเกิดของลัทธิศาสนา

 

(๒) “ญาณวิทยา” [Epistemology] เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “ความรู้” [Knowledge] ศึกษา (๑) ธรรมชาติของความรู้ (๒) บ่อเกิดของความรู้ (๓) ขอบเขตของความรู้ ซึ่งความรู้อาจจะได้มาจากแหล่งต่างๆ เช่น จากพระเจ้าประธานมาซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่ทำการศึกษาค้นคว้าปรากฏในตำรา เกิดจากการหยั่งรู้เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาในทันทีทันใด [ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ = ความรู้ความเห็นตามที่เป็นจริง] เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ [ศาสนา] หรือ เป็นความรู้ที่เกิดจากการพิจารณาเหตุและผล [ปรัชญา–ตรรกวิทยา] หรือ ได้จากการสังเกต [วิธีทางวิทยาศาสตร์]

 

(๓) “คุณวิทยา” [Axiology] ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับ “คุณค่า” หรือ “ค่านิยม” [Values] เช่น คุณค่า เกี่ยวกับความดีและความงาม มีอะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่า อย่างไรดี อย่างไรงาม แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

(๓.๑) “จริยศาสตร์” [Ethics] ได้แก่ คุณค่าแห่งความประพฤติ หลักแห่งความดี ความถูกต้อง เป็นคุณค่าแห่งจริยธรรมทางสังคมกำหนด เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม หรือ คุณค่าแห่งศีลธรรมทางศาสนากำหนด เช่น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อตกลงทางสังคมที่ทุกฝ่ายยอมรับกัน อันเป็น “คุณค่าภายใน”

(๓.๒) “สุนทรียศาสตร์” [Anesthetics] ได้แก่ คุณค่าความงามทางศิลปะ [Arts] หรือ ดนตรี [Music] ซึ่งสัมพันธ์กับ จิตนาการ [Imaginations] และ ความคิดสร้างสรรค์ [Creative Thinking] ซึ่งตัดสินได้ยากและเป็นอัตนัย [Subjectivism] ขึ้นกับเกณฑ์ตัดสินของแต่ละบุคคลหรือเฉพาะบุคคล อันเป็น “คุณค่าภายนอก”

 

ฉะนั้น ก็คงเข้าลักษณะที่ว่า “รู้มากจนทำอะไรไม่ถูก” ก็ฟุ้งซ่านเป็นนักอนาคตศาสตร์ที่จะทำนายแนวโน้มสภาวะโลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร [โหราจารย์ใหญ่–เขียนบทความหรือหนังสือเชิงอุดมคติให้โลกงงเป็นเพื่อนเหมือนกับตนเอง เช่น หนังสือ Mega Thoughts เมื่อช่วงทศวรรษ 1970s พอสังคมโลกก้าวสู่ยุคหัสวรรษ–The Ages of Millennium หมายถึง ช่วงระยะเวลาแห่งความถูกต้องและความสุขเริ่มแต่ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นไป ส่วนสังคมอีสานก็ไม่น้อยหน้าชาวโลกเหมือนกัน มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คือ บ้องไฟติดร่มชูชีพตามมาตรฐาน ISO เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เวลาพนันเงินกันเสร็จแล้วตกลงสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย ไม่เหมือนกระสวยหรือสถานีอวกาศของพวกฝรั่งนาๆ ชาติ ที่เคยเขย่าขวัญชาวโลกมาแล้ว และองค์การเภสัชไทยสามารถผลิตยาต่อต้าน ไวรัสเอดส์–HIV ทุกสายพันธุ์ได้ ไม่แน่ใจว่า น่าจะลดระดับความรุนแรงในการแพร่ระบาดเชื้อลง เหลือเป็นเพียง ไข้หวัดน้อย ก็พอ ที่ไม่เป็นข่าวมากกลัวพวกเที่ยงกลางมันจะไม่บันยะบันยังกัน แต่อย่าไปเป็นเลย มาเป็นผู้ถือศีลให้บริสุทธิ์ดีกว่า ยังจะต่อยอดสิ่งดีๆ ได้อีกเยอะ อย่างน้อยก็เป็นสายพันธุ์ดี น่าจะมีคนตาดีเลือกไปขยายพันธุ์ได้ ดีกว่าพวกเชื้อเห็ดฟางที่คนคิดชั่ว พากันหลอกขายให้ชาวสวนแถวสระบุรี สูญเงินเป็นแสนบาท ก็แล้วกัน] เพราะฉะนั้น บุคคลใน ๒ ฝ่ายนั้น ได้แก่ (๑) นักปราชญ์ กับ (๒) นักวิทยาศาสตร์ นั้น จะเรียกว่าเป็น บุคคลผู้มีปัญญาล้ำเลิศ [Illuminati] หรือ อัจฉริยบุคคล [Genius] ก็ตาม ก็มีระดับจิตใจอยู่แค่ใน “กามาวจรภูมิ” ถ้ายิ่งไม่มี “จรรยาบรรณวิชาชีพ” ด้วย ก็ต้องย้ายไปอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” คือ มีความฉลาดในการฉ้อโกง ทำความเดือดร้อน [วิปฏิสาร] ให้แก่สังคมที่แยบคาย เช่น การฉ้อโกงเชิงนโยบาย หรือ อาจมีวาระซ้อนเร้นในการกำหนดนโยบายชาติบ้านเมือง เพื่อโกยผลประโยชน์ให้ส่วนตัวหรือพรรคพวกก็ตาม เป็นต้น แต่ในทางกันข้ามนั้น เมื่อพิจารณาถึง “ความเป็นพระอริยบุคคลแห่งพระพุทธศาสนา” นั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่อันสุดรอบแห่งชีวิตของบุคคลนั้นๆ ที่เรียกว่า “พระอรหันตขีณาสพ” [พระอริยสาวกแห่งตถาคต–จตุสัจจพุทธะ] นั่นคือ “วิสุทธิเทพ” หมายถึง เทวดาผู้บริสุทธิ์ด้วย “การบำเพ็ญเพียรภาวนากรรมฐาน” [สมถกรรมฐาน–วิปัสสนากัมมักฐาน] นั่นคือ “ตรสิกขา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–วิสุทธิ ๗–ญาณ ๑๖ [โสฬสญาณ] –อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อาสาวักขยญาณ [มีอาการ ๖๔โลกุตตรธรรม ๙” เป็นต้น ส่วน “นักปราชญ์” กับ “นักวิทยาศาสตร์” นั้น ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตนตามหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ถึงแม้จะได้ศึกษาเรียนรู้มาบ้างก็ตาม คือ ไม่เกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง “นักปราชญ์” [Philosophers] เป็นผู้ได้รู้ได้เข้าใจสวรรค์มีจริงที่เป็น “พรหมโลก–โลกุตตรภูมิ” แต่เดินทางไปไม่ถึงดวงดวงนั้น แต่บรรดาเหล่า  “นักวิทยาศาสตร์” [Scientists] นั้น หากินกับสวรรค์บนดิน ไม่เข้าใจสวรรค์บนพรหมโลกและโลกุตตรภูมิ แต่เดินทางไปถึงเหมือนกัน ที่เรียกว่า “นรกภูมิ” [โลกแห่งอณู–โลกแห่งเซลล์] อันเป็นเรื่องพยายามเอาชนะ “กฎธรรมชาติ” [มนุษย์ผู้มี ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ เป็นธรรมดา] สุดท้ายทั้งกายและจิตใจก็กลายเป็น “พวกอสุรกาย” [ผีก็ไม่ใช่–คนก็ไม่เชิง] ไปโดยไม่รู้ตัว [หลงใหลอย่าไม่มีสติสัมปชัญญะ] เพราะอยากมีชีวิตอยู่อย่างเป็นอมตะ คือ ผู้คนเหล่านี้กลัวความตาย [The Fear of Death] ไม่เตรียมพร้อมไปสู่โลกแห่งความตายอย่างแท้จริง แต่สำหรับ “พระอรหันต์” [Arahant] นั้น (๑) เห็นตายก่อนตายไปแล้ว และ (๒) เห็นนิพพานก่อนนิพพานไปแล้ว ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้น การละสังขารสิ้นชีวิตไปของพระอรหันต์ทั้งหลายนั้น เป็นการทิ้งโลกเน่าๆ นี้ทั้งใบไปอย่างไม่ไยดี ไม่ผูกติดเกี่ยวข้องจิตเอาไว้ให้เป็นทุกข์แม้สักนิดเดียว ที่เรียกว่า “ผู้ไม่มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” คือ มีจิตที่ปราศจากสังกิเลสธรรม แต่มีจิตสหรคตด้วยโวทานธรรม ดังนี้

 

“สังกิเลส” [สังกิเลสิกะ–สังกิเลสธรรม] หมายถึง ความเศร้าหมอง ความสกปรก สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ธรรมที่อยู่ใน “หานภาค” คือ ในฝ่ายข้างเสื่อม ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้ตกต่ำเสื่อมทราม เช่น “อโยนิโสมนสิการ–อคติ–ตัณหา–มานะ–ทิฏฐิ–อวิชชา” รวมทั้ง นิวรณ์ ๕ และ อุปกิเลส ๑๖ [จิตตอุปกิเลส –ปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสอย่างกลางที่กลุ้มรุมจิตใจ] หรือการอยู่ปราศจากสติใน “กุศลธรรม ๑๐” เป็นผู้มีใจเศร้าหมอง หรือ ธรรมที่เป็นทั้ง “กิเลส” และ “สังกิเลสิกธรรม” เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ “โมหะ–ทิฏฐิ–ถีนะ–อุทธัจจะ–อหิริกะ–อโนตตัปปะ” สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลาย และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัย “โลภะ” โดยรวมแล้ว ปัจจัยแห่งความเศร้าหมองแห่งสังกิเลสธรรมทั้งหลาย คือ “อกุศลกรรมบถ ๑๐”

 

“โวทาน” [โวทานํ–โวทานธรรม] หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความผ่องแผ้ว การชำระล้าง การทำให้สะอาด ธรรมที่อยู่ใน “วิเสสภาค” คือในฝ่ายข้างวิเศษ ได้แก่ ธรรมจำพวกที่ทำให้เจริญงอกงามดียิ่งขึ้นไปจนปลอดพ้นจากประดาสิ่งมัวหมองบริสุทธิ์บริบูรณ์ เช่น โยนิโสมนสิการ กุศลมูล สมถะและวิปัสสนา ตลอดถึง นิพพาน โดยรวมแล้ว ปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์แห่งโวทานธรรมทั้งหลาย คือ “กุศลกรรมบถ ๑๐”

 

เพราะฉะนั้น “องค์ความรู้ของผู้เป็นปราชญ์เมธีและนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิ” นั้น ย่อมหมายถึง “จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] กับ “สุตมยปัญญา” [ปรโตโฆสะ] ที่สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลงให้เกิดปัญญาในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ปัญญาทั้ง ๒ อย่างแรกนั้น ย่อมเป็นบาทฐานหรือสมุฏฐานแห่งเหตุปัจจัย ที่จะนำไปสู่ปัญญาส่วนสุดท้าย “ภาวนามยปัญญา” ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะประมาทปัญญา สิ่งที่ทำให้มีโชคดีด้วย “มงคล ๓๘” ดังนี้

 

“มงคล ๓๘” หมายถึง สิ่งที่ทำให้มีโชคดี–ธรรมอันนำมาซึ่งความสุขความเจริญ เรียกเต็มว่า “อุดมมงคล” คือ มงคลอันสูงสุด [อย่าท่องจำเพียงอย่างเดียว ให้ลงมือปฏิบัติให้เกิดจริงด้วย] ได้แก่

 

คาถาที่ ๑

(๑) อเสวนา จ พาลานํ [ไม่คบคนพาล]

(๒) ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา [คบบัณฑิต]

(๓) ปูชา จ ปูชนียานํ [บูชาคนที่ควรบูชา]

คาถาที่ ๒

(๔) ปฏิรูปเทสวาโส จ [อยู่ในถิ่นมีสิ่งแวดล้อมดี]

(๕) ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา [ได้ทำความดีให้พร้อมไว้ก่อน]

(๖) อตฺตสมฺมาปณิธิ จ [ตั้งตนไว้ชอบ]

คาถาที่ ๓

(๗) พาหุสจฺจญฺ จ [เล่าเรียนศึกษามากอยู่เสมอ]

(๘) สิปฺปญฺ จ [มีศิลปวิทยาชำนาญในวิชาชีพของตน]

(๙) วินโย จ สุสิกฺขิโต [มีวินัยที่ได้ศึกษาดีแล้ว]

(๑๐) สุภาสิตา จ ยา วาจา [รู้จักใช้วาจาพูดให้เป็นผลดี] 

คาถาที่ ๔

(๑๑) มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ [บำรุงมารดาบิดา] 

(๑๒) ปุตฺตสงฺคห [สงเคราะห์บุตร]

(๑๓) ทารสงฺคห [สงเคราะห์ภรรยา]

(๑๔) อนากุลา จ กมฺมนฺตา [การงานไม่อากูล] 

คาถาที่ ๕

(๑๕) ทานญฺ จ [รู้จักให้เผื่อแผ่แบ่งปัน]

(๑๖) ธมฺมจริยา จ [ประพฤติธรรม ดำรงอยู่ในศีลธรรม]

(๑๗) ญาตกานญฺจ สงฺคโห [สงเคราะห์ญาติ] 

(๑๘) อนวชฺชานิ กมฺมานิ [การงานที่ไม่มีโทษ]

คาถาที่ ๖

(๑๙) อารตี วิรตี ปาปา [เว้นจากความชั่ว] 

(๒๐) มชฺชปานา จ สญฺญโม [เว้นจากการดื่มน้ำเมา]

(๒๑) อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ [ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย]

 คาถาที่ ๗

(๒๒) คารโว จ [ความเคารพ]

(๒๓) นิวาโต จ [ความสุภาพอ่อนน้อม]

(๒๔) สนฺตุฏฺฐี จ [ความสันโดษเอิบอิ่มพึงพอใจในผลสำเร็จที่ได้สร้างขึ้น]

(๒๕) กตญฺญุตา [มีความกตัญญู] 

(๒๖) กาเลน ธมฺมสฺสวนํ [ฟังธรรมตามกาล]

คาถาที่ ๘

(๒๗) ขนฺตี จ [มีความอดทน] 

(๒๘) โสวจสฺสตา [เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย]

(๒๙) สมณานญฺจ ทสฺสนํ [พบเห็นสมณะ เยี่ยมเยือนเข้าหาท่านผู้สงบกิเลส]

(๓๐) กาเลน ธมฺมสากจฺฉา [สนทนาธรรมตามกาล]

คาถาที่ ๙

(๓๑) ตโป จ [มีความเพียรเผากิเลส]

(๓๒) พฺรหฺมจริยญฺ จ [ประพฤติพรหมจรรย์ ดำเนินตามอริยมรรค]

(๓๓) อริยสจฺจาน ทสฺสนํ [เห็นอริยสัจจ์ เข้าใจความจริงของชีวิต]

(๓๔) นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ [ทำพระนิพพานให้แจ้ง บรรลุนิพพาน] 

คาถาที่ ๑๐

 (๓๕) ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ [ถูกโลกธรรม จิตไม่หวั่นไหว] 

(๓๖) อโสกํ [จิตไร้เศร้า] 

(๓๗) วิรชํ [จิตปราศจากธุลี] 

(๓๘) เขมํ [จิตเกษม] 

 

ประการสุดท้ายนี้ เมื่อผู้ปฏิบัติท่องจำ “อุดมมงคล ๓๘” นี้ได้แล้ว และน้อมนำใส่ใจด้วยการปฏิบัติจริง และพร้อมด้วยความเป็นนักปราชญ์กับนักวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วสังคมไทยจะเจริญแค่ไหน คำว่า “สงบร่มเย็น” คงไม่เป็นสังคมอยู่ในอุคมคติอีกต่อไป ถ้าคนไทยส่วนใหญ่มีคุณสมบัติครบตามที่กล่าวมานี้ โดยเกิด “ธรรมสามัคคี” ใน (๑) พระอรหันต์ควบคุมอินทรีย์ตนเอง (๒) พระอรหันต์ควบคุมนักปราชญ์ และ (๓) นักปราชญ์ควบคุมนักวิทยาศาสตร์ ตามลำดับ โดยย่อมมีตัวตน ร่างกายและจิตในผู้เดียวกัน อันเป็น (๑) “เอกนิสสยะ” คือ เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว (๒) “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน (๓) “เอกุปปาทะ” คือ ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว (๔) “เอกนิโรธะ” คือ ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว และแล้วผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย รู้เห็น–เข้าใจ–ประจักษ์แจ้ง ในใจแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ก็ให้กลับไปอ่านไปฟังใหม่อีก เพราะภาวะดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักจักษุ” แล้ว ไม่ต้องอะไรอีกแล้ว ก็ให้ท่านทั้งหลายรู้เห็นในตอนนี้เลย ทั้งหลายทั้งปวง ก็มีแค่นี้ จบอวสานสมบูรณ์ [ความจริงบทนี้มีแค่ย่อหน้านี้] ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4878745