๑๑๙. คิดอะไรก็ตามสุดท้ายก็เป็นเรื่องพุทธะ

          At Last Whatever We Think Buddhism Has Come Along

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1092

ความสำคัญของบทความ

 

ในการเกิดมาเป็นมนุษย์ได้นั้น ถือเป็นเรื่องโชคดีขั้นแรก และในขั้นสุดท้าย ต้องโชคดีเพราะได้ถือโอกาสนี้ลงมือปฏิบัติธรรมตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระตถาคต ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้จะได้เกิดในภูมิแห่งพระพุทธศาสนาได้นั้น ย่อมมีเหตุปัจจัยแห่งสมุฏฐานจากปานก่อนมาด้วยเสมอ คือ เกิดมาเพื่อจะต่อยอดในการปฏิบัติธรรมจากชาติก่อน เพื่อให้ได้พระอรหันต์ในชาติต่อไป โดยสำคัญจุดมุ่งหมายไว้ในชาตินี้ ถ้าชาติที่ผ่านมาได้บรรลุถึงขั้นอนาคามี ชาตินี้ก็เป็นชาติสุดท้ายที่จะได้บรรลุถึงขั้นพระอรหันต์ [ชีวิตสมสีสีบุคคล] กระบวนการคิดแห่งโลกทัศน์ของผู้เป็นอริยบุคคลมาแล้ว แม้ในชาตินี้ก็ตาม ย่อมเป็นบุคคลผู้ได้ปัญญาที่เห็นธรรมทั้งปวง รู้เห็นโลกอย่างประจักษ์ ที่เป็นกระบวนการคิดแบบพุทธะ มีจิตที่สว่างไสวประกอบด้วยสติและปัญญา แม้วันหรือคืนก็ตาม ที่เรียกว่า “อาโลกสัญญา” นั่นคือ จะคิดอะไรก็ตามย่อมมีธรรมแห่งพระสัตถุสาสน์รองรับความจริงตามกำหนดแห่งธรรมดา คือ “กฎธรรมชาติ” [Natural Law] ความเข้าใจที่ถูกต้องตามเป็นจริงนี้ เป็นศักยภาพทางสมองและแนวทางวิธีคิด ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ คิดอย่างถูกวิธี การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มีอุบายวิธีที่ฉลาด มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ซึ่งประกอบด้วย (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดสาวเรื่องไปตามลำดับจากเหตุไปผล จากอวิชชาไปหาทุกข์ “อวิชชาเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดทุกข์” นั่นคือ การกำหนดรู้ขั้นสมุทัยสัจจ์ และ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ คิดเพื่อจะดับสาเหตุแห่งทุกข์ โดยการคิดย้อนทางกัน นั่นคือ “ทุกข์จะดับได้ต้องดับที่เหตุคืออวิชชา” เป็นการกำหนดรู้ขั้นนิโรธสัจจ์ ซึ่งกระบวนการคิดในเชิงปรัชญาเรียกว่า “จิตตนิยม–Idealism” และ “สัจจนิยม–Realism” และในเชิงวิทยาศาสตร์ เรียกว่า “วิธีทางวิทยาศาสตร์ในเชิงพรรณนาตามเป็นจริง–The Descriptivism of the Scientific Methods” อันมีเหง้า “ทฤษฎีต้นแบบ” [Prototype Theory]  เกิดมาจาก “อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์” นั่นเอง ฉะนั้น ในกระบวนการคิดอะไรก็ตามในพระพุทธศาสนานั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องคิดให้ได้อย่างขาดลอย ไม่ใช่ติดๆ คาๆ หลงทิศทาง ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยปัญญาที่ต่อยอดขึ้นมา แต่เป็น “การคิดแบบมีเจตจำนงเสรีอย่างแท้จริง” [Absolute Free–Will Thinking] ไม่ได้คิดอย่างทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ลืมใช้สมองมาคิด ไม่มีม่านหมอกแห่งสังกิเลสมาปิดบัง ให้ปัญญาสิ้นคิดลงไปได้ แต่ต้องทำจิตให้ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย จนจิตย่างก้าวสู่ความรุ่งเรือนใน “โลกุตตรธรรม ๙” ที่สัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ฉะนั้น การคิดได้เองจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ไม่ใช่เอาแต่ความคิดคนอื่นมาพูดมาอ้าง กลายเป็นความคิดขี้กลาก ทางธรรมเรียกว่า “ธัมมวิจยะ” ทางปรัชญาเรียกว่า “ญาณวิทยา” และทางโลกเรียกว่า “ระเบียบวิธีวิจัย” เอารวมกันแล้วจะดีขึ้นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๑๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – คิดอะไรก็ตามสุดท้ายก็เป็นเรื่องพุทธะ

 

มนุษย์ทั้งหลายนั้น มีจิตวิญญาณที่เป็นเจตนา ซึ่งทำหน้าที่กำหนดชะตากรรมของตนเองทั้งหมด แต่เพราะความไม่รู้จริงใน “กฎธรรมชาติ” ความเป็นไปแห่งสรรพสิ่ง ที่พวกตนไม่สามารถเข้าใจกลไกแห่งความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ หรือกำหนดธรรมดาแห่งปรากฏการณ์เหล่านั้น จึงพากันนั่งเทียนเชื่อว่า สิ่งนั้นทั้งหลาย เป็นอำนาจที่อยู่เหนือธรรมชาติขึ้นไปอีก นั่นคือ ความพยายามคิดด้วยการใช้เหตุผล ที่มีการตั้งข้อสมมติฐานทั้งที่ถูกต้องและที่ผิด โดยมีวาระซ้อนเร้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในเหล่าบรรดานักบวชนอกพระพุทธศาสนา เช่น พ่อมด หมอผี หมอดู หมอยา หมอเวทย์มนต์ หมออาคม หมอปลุกเสก [ที่เรียกว่า “หมอ” นั้น ไม่ได้จบทางด้านแพทยศาสตร์] หรือ เจ้าพิธีตามลัทธิความเชื่อแบบชาวบ้าน เรื่องนี้ เป็นความงงงายระดับโลกหรือตามสายเผ่าพันธุ์ เพราะเกิดขึ้นก่อนยุคศตวรรษที่ ๑๘ [สมัยยุโรปยุคกลาง] ที่สังคมยุโรปส่วนใหญ่ ได้ก้าวสู่ยุคล่าอาณานิคมและเป็นสมัยที่เรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรม” [Industrial Revolution] ซึ่งเริ่มต้นใน ค.ศ. ๑๗๖๐ จากประเทศอังกฤษ และ “การฟื้นฟูศิลปวิทยา” [The Renaissance] ในด้านศิลปะ วรรณกรรม สถาปัตยกรรม และ การศึกษาค้นคว้า ในยุโรปช่วงศตวรรษที่ ๑๔–๑๖ โดยเริ่มต้นในประเทศอิตาลีก่อน แล้วค่อยขยายครอบคลุมประเทศในยุโรปตะวันตก อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจาก “โลกยุคกลาง” [The Medieval World] ไปสู่ “โลกยุคสมัยใหม่” [The Modern World] พวกคนอังกฤษรู้จักใช้คำว่า “โลก–World” ได้ดี เพราะไม่เชื่องมงายในเรื่อง “โลกแบน” [ลัทธิศาสนาครอบงำ] แต่เชื่อในเรื่อง “โลกกลม” [สัมมาทิฏฐิ] จึงกลายเป็นเจ้าโลกแห่งอาณานิคมที่ล่ามาเป็นเมืองขึ้น ที่เรียกว่า “จักรวรรดินิยมอังกฤษ” [Imperialism –The British Empire] โดยคณะรัฐบาล ที่เรียกว่า “The British Commonwealth” [Cromwell and Parliament: 1649–1660] ส่วนประเทศอาณานิคมที่ประกาศตนเป็นอิสระโดยยังให้ประเทศอังกฤษเป็นผู้นำอยู่ ซึ่งเรียกว่า “ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ–Protectorates” [The British Commonwealth of Nations] เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น เพราะฉะนั้น อังกฤษจึงสำคัญตนว่าเป็น “เจ้าโลก” [Lord Protector of the Commonwealth: the title of Oliver Cromwell and his son Richard as heads of state in England 1653–1659] ฉะนั้น คำว่า “โลก” จึงหมายถึง “ประเทศพระอาทิตย์ไม่ตกดิน” เพราะมีอาณานิคมเมืองขึ้นทั่วโลก ประการสำคัญนั้น ยุโรปยุคกลางช่วงปลายจนถึงยุโรปยุคสมัยใหม่นั้น มีความคิดแยกอำนาจออกจากันอย่างเด็ดขาดระหว่างฝ่าย “ศาสนจักร” กับฝ่าย “อาณาจักร” [นักบวชก็อยู่ส่วนนักบวช กษัตริย์ก็อยู่ส่วนกษัตริย์] ฝ่ายศาสนจักรไม่มีสิทธิ์ในรับรองสถานะของกษัตริย์อีกต่อไป เพราะปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ฝ่ายอาณาจักรไม่สะดวกในการดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  การเปลี่ยนแปลกแนวคิดทางสังคม จากสังคมเกษตรดั้งเดิม ไปสู่สังคมอุตสาหกรรม เมื่อพิจาณาตามแนวปรัชญา คือ การย่างก้าวสู่สังคม “นายทุนนิยมเสรี” [Free Capitalism] ที่เป็น “วัตถุนิยม” [Materialism] และ “บริโภคนิยม” [Consumerism] ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเปรียบเทียบกับโลกยุคใหม่นี้ ที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” [Globalization] กับ “เขตการค้าเสรี” [Free Trade Zones] แตกต่างจาก “จักรวรรดินิยมอังกฤษ” [Imperialism –The British Empire] อย่างไร เพียงแต่ปัจจุบันเปลี่ยนมือไปอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยใหม่นี้ [ยุคข้อมูลสารสนเทศ–ยุคดิจิตอล] ประเทศที่แข็งแรงกว่า ไม่ได้ใช้เรือรบไปปิดปากอ่าว แล้วยิงปืนใหญ่ถล่มเมืองเล่นๆ ให้คนตกใจ แล้วยอมเป็นเมืองขึ้น หรือการใช้กองทหารเข้าบุกรุกอธิปไตยกลุ่มที่อ่อนแอกว่า แล้วตามมาด้วยการมอมเมาโฆษณาสินค้า เพื่อขยายตลาด ตามปรัชญาตะวันตกฝ่ายนายอาณานิคม [Protector] ที่ว่า “ขู่–บุก–ยิง–ฆ่า–ยึด–ขายของ” [ไม่ใช่ตลาดนัด แต่เป็นอาวุธและสินค้าอุปโภค ทำเป็นดี มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา] ส่วนฝ่ายเมืองขึ้น [Colonies] ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน มี “ปรัชญาขี้ข้า” [The Philosophy of Slavism] ประจำตัวที่ว่า “กลัว–ขวัญหาย–ตดแตก–ขี้แตก–หัวหาย–หน้าใหญ่” [ดูถูกกำพืดเผ่าพันธุ์ตนเองว่าป่าเถื่อน “ของเขาดีจริงๆ พวกเรายอมรับได้ จะได้ยกระดับ” ถึงขนาดตัวดำๆ ยังอยากเป็นตัวขาวเหมือนฝรั่ง และตั้งชื่อเป็นฝรั่ง เช่น อีหิ่น–Nancy  แรมจันทร์–Penny เจินเจิน–Elizabeth เกียอุ๊ย–Emanuel เอาแต่จะคิดเอาเองว่า ให้มันเหนือคนข้างบ้าน และให้ฝรั่งยอมรับได้ อย่าลืมพ่อแม่สอนไว้ “แมวกับลิง ย่อมไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกัน” วัฒนธรรมฝรั่งเขาแรงจริงๆ กรณีนี้ ป้าแหยงบ้านข้างวัด ก็คงงานเข้าอีกเช่นกัน เป็นงงตามระเบียบ เกินกว่าผีบ้านผีเรือนจะยอมรับและเข้าใจได้ และพระภูมิถือเป็นโมฆะไม่ฟ้อง–ท่านจบนิติศาสตร์ ท่านงงเรียกชื่อฝรั่ง แต่พอเห็นหน้าแบนๆ หัวเบี้ยวๆ ไม่ทุย เพราะตอนเกิดนอนกระด้ง จมูกบานบี้ มันเป็นไปได้อย่างไง ความจริงมันเป็นไปแล้ว ไม่ต้องสงสัย] ข้อคิดประจำวันนี้ ผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งปรารภว่า “ประเทศเมืองขึ้นทั้งหลายที่เป็นชาวพื้นเมือง แม้จะพูดภาษาอังกฤษได้ ก็เป็นได้แค่นกแก้วนกขุนทอง เพราะไม่มีปัญญาที่เห็นอะไรตามเป็นจริง เพราะวัฒนธรรมและปรัชญาชีวิต มันคนละเรื่อง ถึงจะพูดได้ ทำตัวลืมชาติตนเอง มันก็ไม่เป็นฝรั่งได้เลย” [น่าจะเป็นบักสีดา] เรื่องที่บรรยายมาข้างต้นนี้ ไม่ใช่เรื่องตลกขำขันอะไร แต่มันเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ ที่เกิดขึ้นมาแล้วบนโลกใบนี้ และส่งผลกระทบต่อทุกคนในสังคม เป็นเรื่องมิติความสัมพันธ์ระดับมหัพภาค [Macro or Large–Scale Dimensions] จนถึงการทำความเข้าใจในทฤษฎีทางสังคมวิทยา คือ “ทฤษฎีความไร้ระเบียบ” [Chaos Theory] ในทางธรรม เรียกว่า “อนิจจตา” [Impermanence or Transience: ทฤษฎีความแปรปรวนแห่งสังขตธรรม–Conditioned Phenomena] นั่นคือ ถ้าเข้าใจถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนานั้น “หลักไตรลักษณ์” [The Three Characteristics of Existence] ก็จะเข้าใจธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งได้ดีขึ้น ถึง “สามัญลักษณะ ๓” [The Common Characteristics = ลักษณะความเป็นสากล–Universality หรือ กฎธรรมชาติ–Natural Law] ได้แก่ (๑) อนิจจตา–Impermanence (๒) ทุกขตา–Suffering (๓) อนัตตตา–Not-Self ในการปฏิบัติธรรม เรียกว่า “อนุปัสสนา ๓” ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา (๒) ทุกขานุปัสสนา และ (๓) อนัตตานุปัสสนา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” [The Contemplation of Impermanence] หมายถึง การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เพราะดับ นิจจสัญญา เมื่อทำให้มากและสมบูรณ์บริบูรณ์ดียิ่ง ย่อมทำให้เกิด “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว ตามหลักการปฏิบัติ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในขันธ์ ๕ หรือธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งความไม่เที่ยงนั้น “อนิจจตา–อนิจจลักษณะ” ความที่เบญจขันธ์เหล่านั้นเกิดเสื่อมและเป็นอย่างอื่น หรือเป็นแล้วไม่เป็น หรือแสดงในนัยที่ว่า การไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแตกไปโดยการทำลายแห่งขณะ ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

 

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” [The Contemplation of Suffering] หมายถึง การพิจารณาเห็นความทุกข์ เพราะดับ สุขสัญญา เมื่อทำให้มากและสมบูรณ์บริบูรณ์ดียิ่ง ย่อมทำให้เกิด “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส ตามหลักการปฏิบัติ คือ การพิจารณาเห็นสังขารเป็นทุกข์ เห็นสภาพแห่งทุกข์ “ทุกขตา–ทุกขลักษณะ” ซึ่งมีกำลังแห่งวิปัสสนาพละ เพราะอาศัยสมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลาย “ปณิธิแห่งขันธ์ ๕” ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุกขานุปัสสนา ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

 

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” [The Contemplation of Not-Self] หมายถึง การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เพราะดับ อัตตสัญญา เมื่อทำให้มากและสมบูรณ์บริบูรณ์ดียิ่ง ย่อมทำให้เกิด “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก–ปัญญายิ่ง ตามหลักการปฏิบัติ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน โดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาอย่างนี้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอาศัยปัจจัย เพราะไม่อยู่ในอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟัง พิจารณาเห็นความพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ที่เรียกว่า “อัตตาภินิเวส” ซึ่งเป็นการมนสิการสภาวธรรมอันประกอบด้วยจิตมากด้วยญาณของผู้เห็นอนัตตลักษณะอันลึกซึ้ง ซึ่งคนภายนอกไม่เห็น จิตมากด้วยความยินดีของผู้ยินดีว่า เห็นอนัตตลักษณะที่โลกพร้อมทั้งเทวโลกยังไม่เห็น ที่เรียกว่า “เวทพหุลํ” นั่นคือ การพิจารณาใน “สุญญตธาตุ” [สุญญตานุปัสสนา] คือ ที่เกิดขึ้นใน “นิพพานธาตุ” กล่าวคือ “สุญญตา” โดยความปรากฏโดยอาการที่เป็นของสูญ เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

 

ตามขั้นตอนดังกล่าวนี้ กระบวนการคิดก็ให้เริ่มต้นในการพัฒนาสติ คือ “สติปัฏฐาน ๔” [สัมปยุตต์ด้วยธรรมที่เหลือใน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (สติสัมปชัญญะ) –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] ให้แข่งแกร่งดำรงมั่นด้วยสมาธิ เช่น อานาปานสติสมาธิ เป็นต้น แล้วพัฒนาก้าวสู่ขั้นสูงขึ้นไปอีก คือ “รูปฌาน ๔” พร้อมด้วย “อรูปฌาน ๔” เพิ่มระดับเข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนา คือ การเพ่งถึงลักษณะนามรูปด้วยไตรลักษณ์ [เจริญไปครึ่งทาง คือ อนุปัสสนา ๗] ถ้าให้เต็มกำลัง คือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” [ไตรลักษณ์อย่างเต็มระบบ] ก่อนจะก้าวถึงภูมิแห่งอริยสัจจธรรม [อริยสัจจ์ ๔] ซึ่งประกอบด้วย  “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ (๑) อริยมรรค ๔ (๒) อริยผล ๔ (๓) คั่นระหว่างด้วย “ปัจจเวกขณะ ๑๙ ประการ–ปัจจเวกขณญาณ” [โลกียญาณ ส่วนสัมปยุตตธรรมที่เหลืออยู่ทั้งหมด คือ โลกุตตรญาณ] (๔) อาสวักขยะมีอาการ ๖๔–อาสวักขยญาณ (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) และ (๕) นิพพาน ๑ [นิพพาน ๒: ถ้าบรรลุสัมโพธิญาณแล้วและยังมีชีวิตอยู่ คือ (๑) สอุปาทินเสสนิพพาน–สอุปาทินเสสบุคคล–พระเสขะ ถ้าบรรลุสัมโพธิญาณและเสียชีวิตพร้อม “ชีวิตสมสีสี” คือ (๒) อนุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ] ให้พิจารณาในรายละเอียดเกี่ยวกับ “โลกุตตรธรรม ๙” ในภาพรวม ดังนี้

 

“โลกุตตรธรรม ๙” หมายถึง ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก–สภาวะพ้นโลก ได้แก่

(๑) “มัคคญาณ–มรรค ๔–อริยมรรค ๔” หมายถึง ญาณในอริยมรรค ปัญญาสูงสุดที่กำจัดกิเลสเป็นเหตุให้บรรลุความเป็น “อริยบุคคล” ชั้นหนึ่งๆ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ–สกทาคามิมัคคญาณ–อนาคามิมัคคญาณ–อรหัตตมัคคญาณ

(๒) “ผลญาณ–ผล ๔–อริยผล ๔–สามัญผล ๔” [สัมมาญาณ] หมายถึง ญาณในอริยผล ญาณที่เกิดขึ้นในลำดับ ต่อจาก “มัคคญาณ” และเป็น “ผลแห่งมัคคญาณ” นั้น ซึ่งผู้บรรลุแล้วได้ ชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลขั้นนั้นๆ มี โสดาบัน–โสดาปัตติผลญาณสกทาคามี–สกทาคามิผลญาณอนาคามี–อนาคามิผลญาณอรหันต์–อรหัตตผลญาณ

(๓) “นิพพาน–นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่

(๑) สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ หรือ กิเลสปรินิพพาน–ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะ”

(๒) อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ หรือ ขันธปรินิพพาน–ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ”

 

ในขั้นตอนกระบวนการคิด [โยนิโสมนสิการในสัญญา] ดังกล่าวนี้ ผู้เป็นพุทธศาสนิกชนต้องเข้าใจอย่างถูกต้องถึงขั้นตอนทุกขั้นตอนในการปฏิบัติธรรม มิฉะนั้น ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นในความเป็นชาวพุทธ ก็ให้เหลือเฉพาะว่า “ใครจะลงมือปฏิบัติได้สำเร็จบรรลุอธิคมธรรมนี้ได้ในพระธรรมวินัยนี้” อีกประการหนึ่ง คือ ข้อพึงสังวรระวัง ข้อความที่บรรยายมาในย่อหน้าข้างต้นนี้ ง่ายนิดเดียว แต่บางคนในเวลาทั้งชีวิตแม้ออกบวชถือเพศเป็นสมณะก็ตาม ก็ไม่มีแววสำเร็จได้ แค่เพียง “สติปัฏฐาน ๔” ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

“สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

สำหรับ “อภัพบุคคล” ทั้งหลายนั้น คนผู้ที่ไม่อาจบรรลุโลกุตตรธรรมได้ [ปทปรมะ: ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง–ผู้อับปัญญา ไม่ใช่ เนยยะ: ผู้ที่พอจะแนะนำได้–ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป ๑ วิปจิตัญญู: ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ–ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป ๑ อุคฆฏิตัญญู: ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้–ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง ๑ ซึ่งเรียกโดยรวมว่า “เวไนยสัตว์–เวเนยยสัตว์” คือ สัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอน–สัตว์ที่พึงแนะนำได้–สัตว์ที่พอดัดได้สอนได้ ส่วนคำว่า “สัตว์–Beings” นั้น คือ ผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับวัฏฏสังสาร “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” นั่นคือ มี ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์กาย–ทุกข์ใจ–และ–ความคับแค้นใจ (โทสะ–อรติ) โดยมีต้นเหตุมาจาก “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริงใน อริยสัจจ์ ๔–ญาณในกาลทั้ง ๓–อิทัปปัจจยตา ตามลำดับ ดังนั้น ในกระบวนการคิด (โยนิโสมนสิการ) นี้ คือ คิดทั้งแบบ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เป็นฝ่ายสมุทัยวาร = ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” เป็นฝ่ายนิโรธวาร = ทุกขนิโรธอริยสัจจ์] เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ไม่สามารถเข้าอริยมรรคได้ในยุคสมัยใหม่นี้ ถือว่าบาปหนักมาก เพราะสังคมมนุษย์มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม แต่อย่าไปเอาแนวคิดลัทธิทางการเมืองเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาใช้ “ถ้าตายในสนามรบ อีก ๗ วัน ก็มาเกิดใหม่” แล้วมีจิตวิปลาสไปฆ่ากันได้อย่างมันมือในสนามรบ แม้สะพานพุทธในกรุงเทพฯ สมัยนั้น ก็หนีไม่พ้น ยังเจอไข่นกกระจอกเทศ โยนลงมาใส่ “พวกตาย ๗ วัน มาเกิดใหม่” หนีกันชนิดหัวหดตดหายกัน [ไม่มีเวลานั่งผายลมแบบสบายใจ] จ้าละหวั่น ชุลมุนวุ่นวาย ลงหลุมเพลาะ เหมือนชาวบ้านแถวชายแดนเขาพระวิหาร พากันวิ่งหนีลูกกระสุนปืนใหญ่ แนวคิดอันเป็น “อุดมการณ์ทางการเมือง” [Political Ideology] จะใช้ได้ดีมีผลในประเทศที่เป็นรัฐทหาร เพราะฟังความคิดจากประชาชนหลายๆ ฝ่าย แก้ปัญญาบ้านเมืองไม่ทันการ ก็เข้าหลัก “ทฤษฎีธรรมชาติเลือกสรร” [The Theory of Natural Selection] โดยนัยว่า “สัตว์ที่แข็งแรงกว่า จะสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของตนได้ ต่อไปบนโลกนี้” แนวคิดนี้จึงกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลระหว่างประเทศไป แม้แต่ในโลกสมัยปัจจุบันนี้ ที่ทำสงครามทางเศรษฐกิจกัน แล้วนักปฏิบัติธรรมจะไปอยู่แถวไหนบนโลกนี้ เพราะประเทศมหาอำนาจที่มีตาทิพย์ [ดวงเทียมทางการทหาร] สามารถมองทะลุโลกทุกองศา มองทะลุแม้แต่ว่าตายแล้วหรือยังไม่ยอมตาย หลังจากยิงจรวดใส่แล้ว ส่วนเทคโนโลยีด้านอากาศยานไร้คนขับ ที่เรียกว่า “DRONES: A Remote-Controlled Pilotless Aircraft” ก็คือ แนวคิดของบรรดาหมอผีเขมรแถวบ้านเรานี้เอง คือ “วิชาปล่อยควายธนู” หรือศาสตร์สาขา “วิชาพรายกระซิบ” [จับพวกผีไร้ญาติมารับงานพิเศษ คือ Freelance-ฟรี'ลานซฺ'] แต่การโปรยลูกระเบิดดาวกระจายเป็นสนามระเบิด [Shell Field = An explosive artillery projectile or bomb] นั้น จะเทียบเคียงได้กับ “วิชาเสกข้าวสาร” [ค่ายกลเวทย์มนต์ ในสมัยสงครามอยุธยา พอพวกศัตรูเดินผ่านเข้ามา ก็จะมีทหารผีรบแทน เกิดภาพล่วงตา หรือนักรบคล้ายพวก Zombies] หมอผีขมังเวทย์หรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องกับพวกปีศาจจิ้งจอกขาวอีก

 

เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้น เป็นเรื่อง “เทคโนโลยีสมัยใหม่” [ความก้าวร้าวทางปัญญา] กับ “เวทย์มนต์คาถาแห่งโลกวิญญาณ” [ฤทธิ์ปาฏิหาริย์] ซึ่งเทคโนโลยีทางพระพุทธศาสนานั้น รู้เห็นเข้าใจดีในเรื่องทั้ง ๒ อย่าง แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับ เพราะเป็นปัญญาความรู้ที่ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากสังสารทุกข์แห่งภวจักร ไม่สรรเสริญการมาเกิดแล้วเกิดอีกไม่สิ้นสุดให้เสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ต้องพยายามแยกแยะ (๑) “ของจริง” [พระสัทธรรมแก่นแท้ ไม่ใช่แก่นไม้มะขามดำ ไม้งิ้วดำ แต่ประการใด คือ ป้าแหยงบ้านข้างวัด  เห็นและศรัทธาเลื่อมใสด้วยอย่างยิ่ง] (๒) “ของปลอม” [สัทธรรมเทียม คือ ป้าแหยงบ้านข้างวัด ยอมรับไม่ได้เลย แก่สงสัยว่าจะพากันบ้าไปแล้ว เช่น ชอบปล่อยพระเครื่องปลอม เหล็กไหลปลอม หรือเครื่องราง เป็นต้น หัวหน้ามักสักยันต์ตัวลายๆ เดียรถีย์ใหญ่] และ (๓) “ของเลียนแบบ” [ลัทธิใหม่–ญาณตบะแตกของเป็นศาสดาใหม่ดีกว่า จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับศีลวัตรมากมาย ทำให้ชีวิตของโอ๋ลำบาก คือ ป้าแหยงบ้านข้างวัด ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แก่สงสัยว่าจะพากันบ้าไปแล้ว เช่น ปล่อยพระเครื่องปลอม เหล็กไหลปลอม เป็นต้น หัวหน้ามักสักยันต์ตัวลายๆ เช่นกัน เดียรถีย์น้อย อลัชชี] ก็ระวังให้ดีๆ ด้วยมีสติสัมปชัญญะ มีปัญญาพิจารณารู้เห็นได้ตามเป็นจริง ก็ไม่หลงทิศหลงทาง ไม่ใช่เอาปัญญาในวิปัสสนาภูมิไปช่วยเขาสร้างระเบิดอนุภาคกลูออน [Gluon Energy: พลังงานในอนาคตที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่า จะเป็นเทคโนโลยีในการเดินทางในอวกาศ] แต่อย่างไรก็ตาม พลังงานอะไรก็สู้พลังงานแห่งศรัทธาเลื่อมใสแบบชาวบ้านไทยของเราไม่ได้ “พลังงานผ้าป่าสามัคคี” [พวกร้านขายวัสดุก่อสร้างศรัทธามาก ไม่พลาดแน่งานนี้ ทำธุรกิจกับวัดนั้น วัดไม่เบี้ยวหนี้ ใครได้ใครเสียอย่างไร คิดเอาเองก็แล้วกัน] ดังนั้น ในเรื่องเหล่านี้ ให้ชาวพุทธจริงอย่าหลงทางในการปฏิบัติธรรม ต้องมีสารปัญญาป้องกันตนเองให้ได้ อย่าปราณีพวกคนทำลายพระศาสนาในทางผิดๆ ไปตามกระแสโลก ไม่มีทางออกจริงๆ ก็จัดสรรตามแนวคิดใหม่ เพื่อป้องกันวิกฤติทางศรัทธาในพระศาสนา คือ “ทำบ้านให้เป็นวัด” เพื่อต่อต้าน “พวกทำวัดให้เป็นบ้าน” ซึ่งมีมากในสังคมปัจจุบัน และแข็งแรงดีด้วย แต่ไม่ใช่เปิดสาขาสำนักร่างทรงหรือคนมีองค์ เช่น เจ้าแม่นั้นเจ้าพ่อนี้ อย่าไปลงข้อสรุปที่ว่า “ไม่ใช่กิจของพุทธศาสนิกชนหรือพุทธบริษัท” เพราะในอนาคตอาจจะไม่มีบริษัทให้อยู่จริงๆ ก็ย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะท่านทั้งหลายไม่ประกอบด้วยปัญญาและเหตุผล นั่นเอง

 

ดังนั้น จากเนื้อหาทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ตั้งแต่ “ดาวเทียม” จนกระทั่ง เรื่อยลงมาถึง “ไสยาศาสตร์” และ “พระพุทธศาสนา” นั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องความคิด ที่จะถูกบันทึกไว้ใน “สัญญา–Perception” ของแต่ละบุคคล ที่เรียกว่า “ความทรงจำ–Memory” ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะปรุงแต่งเสริมต่อขึ้นไปอีก ที่เรียกว่า (๑) “สังขตธรรม” [สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นธรรมทั้งหลายใน “วัฏฏะ ๓: กิเลส–กรรม–วิบาก” นั่นคือ “ขันธ์ ๕” ทั้งหมด] (๒) “โลกียธรรม” [ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก นั่นคือ “ขันธ์ ๕” ที่เป็นสาสวะทั้งหมด] หรือ (๓) “อุปาทินนธรรม” [ธรรมที่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิ หรือ “กิเลส–สัญเจตนา ๖” ทั้งหลายเข้ายึดครอง นั่นคือ “นามขันธ์ ๔” ทั้งหมดที่เป็น “วิบาก” และ “รูป” ทั้งหมดที่เกิดแต่ “กรรม” ทั้งหมด] เพราะฉะนั้น คำว่า “โลก–World” [โลกียภูมิ] จึงหมายถึง “ธรรม ๓ อย่าง” ข้างต้น ได้แก่ “สังขตธรรม–โลกียธรรม–อุปาทินนธรรม” ซึ่งเป็นธรรมแห่งความไม่สงบ เป็นธรรมที่พอกพูนเจริญยิ่งด้วยกิเลสทั้งหลาย ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมไม่เชื่อ ก็ให้ลองดูทบทวนเรื่องดังกล่าวข้างต้นอีกรอบหรือหลายๆ รอบก็ได้ ไม่เสียหายอะไร เพราะเป็นคำอธิบายพรรณนาถึงความจริงเกี่ยวกับวิถีชีวิตบนโลกใบนี้ดีแท้ ให้พิจารณาตามเป็นจริง คิดว่า ตนเองได้ดีได้เสีย เป็นทุกข์เป็นสุข อะไรบ้างกับชาวโลกมนุษย์และชาวอบายภูมิทั้งหลาย ที่เรียกรวมๆ ว่า “ทุคติ–ทุคติภูมิ” หมายถึง ภูมิที่ไปเกิดอันชั่ว หรือ แบบดำเนินชีวิตที่ไม่ดี คติไม่ดี ทางดำเนินที่ไม่ดีมีความเดือดร้อน ภูมิที่ไปเกิดอันชั่ว หรือที่ไปเกิดของผู้ทำกรรมชั่ว แดนกำเนิดที่ไม่ดีมากไปด้วยความทุกข์ มี ๓ ได้แก่ “นรก–ดิรัจฉาน–เปรต” ตามนัยของคำว่า “คติที่ไม่ดี” คือ “ทุคติ ๓” นี้ ตรงข้ามกับคติที่ดี คือ “สุคติ ๒” [มนุษย์ และ เทพ] รวมทั้งหมดเป็น “คติ ๕” ที่ไปเกิดหรือแดนกำเนิดไม่ดีนี้ บางทีเรียกว่า “อบาย ๔–อบายภูมิ ๔” [แปลว่า “แดนซึ่งปราศจากความเจริญ”] ได้แก่ “นรก–ดิรัจฉาน–เปรต–อสุรกาย” ดังนี้

 

“อบายภูมิ ๔” หมายถึง คุณภาพชีวิตที่ตกอยู่ในทุคติมากกว่าสุคติ นั่นคือ จะกินจะอยู่ก็เป็นสังสารทุกข์ตลอดเวลา หรือ ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ไม่มีปัญญาที่เห็นทางพ้นกองทุกข์ได้ ได้แก่

(๑) “นิรยะ” คือ พวกอยู่ในสภาวะไม่มีความสุขความเจริญ หรือภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย 

(๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ พวกมืดมัวโง่เขลา ไม่มีศีลธรรม มีเบียดเบียนกัน สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก

(๓) “ปิตติวิสัย” คือ พวกอยู่ในภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุขแย่งส่วนบุญกันไม่มีเมตตาปราณี

(๔) “อสุรกาย” คือ พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริงเพราะมีจิตเศร้าหมองขุ่นมัว พวกจิตเป็นปีศาจ

 

ฉะนั้น บุคคลผู้ที่ขึ้นชื่อว่า “ผู้ไม่รู้จริง –ผู้ไม่รู้แจ้ง” [อวิชชา] ย่อมกลายเป็นผู้มีวิถีชีวิตต่อเนื่อง [ชีวิตสันตติ] คือ การเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดในภวจักร เป็นไปตามหลัก “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

“วัฏฏะ ๓” (ไตรวัฏฏ์) หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ซึ่งประกอบด้วยปัจจัย ๑๒ องค์ แห่งหลักปฏิจจสมุปบาท [(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร (๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ (๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ] พร้อม “สังกิเลส” ทั้งหลาย หมายถึง ความเศร้าหมอง ความสกปรก สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง [โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส] ดังนี้

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–ภพ [กรรมภพ] (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา ๖)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส [ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์กาย–ทุกข์ใจ–และ–ความคับแค้นใจ]

 

เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรมนั้น ประกอบด้วย “ปัญญา ๒” [สัมปชัญญะ: ความรู้ตัว– ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก] ที่สัมปยุตต์ด้วย “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด–ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ–ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยัง “ไตรสิกขา” ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ “นิพพาน” แต่พึงสังวรด้วยว่า ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ต้องสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้–ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ [สติสัมปชัญญะ] –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ให้พิจารณา “ปัญญา ๒” นั่นคือ

 

(๑) “ปัญญาในสมาธิ” หมายถึง “ญาณทัสสนะ” [ปัญญาความรู้ความเห็นด้วยญาณอันเกิดจากฌานสมาธิ โดยเฉพาะ “จตุตถฌาน” อันเป็นสมุฏฐานแห่งความรู้แจ้ง “วิชชา ๓” ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–ระลึกชาติได้ ๑ จุตูปปาตญาณ–รู้เห็นจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายตามอำนาจแห่งกรรม ๑ อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้ ๑ และ ความรู้ชัดยิ่งยวด “อภิญญา ๖” ได้แก่ อิทธิวิธา–ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ ๑ ทิพพโสต–ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ ๑ เจโตปริยญาณ–ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติ–ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ ๑ ทิพพจักขุ–ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ ๑ อาสวักขยญาณ–ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ๑] จิตที่เป็นสมาธิ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย จนพัฒนาไปถึงขั้น ที่เรียกว่า “มรรคสมาธิ” หรือสมาธิในสูงสุด ที่เรียกว่า “อานันตริกสมาธิ” [อาสวักขยะ] = เจโตวิมุตติ กล่าวโดยย่อ ได้แก่ ฌานในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔

 

(๒) “ปัญญาในวิปัสสนา” หมายถึง “ญาณในวิปัสสนา” ทั้งหลาย [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย นั่นคือ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม–กฎกรรมของสัตว์ (กัมมัสสกตา)] โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ซึ่งสัมปยุตต์ด้วย อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรค ๔ [มรรคสมาธิญาณ] –อริยผล ๔[ผลสมาธิญาณ] –ปัจจเวกขณญาณ มี ๑๙ ประการ–อาสวักขยญาณ มีอาการ ๖๔–นิพพาน ๒ ซึ่งปัญญาบริสุทธิ์ที่ก้าวไปถึงขั้น ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” = ปัญญาวิมุตติ

 

ฉะนั้น ในอันดับต่อไปนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย มาใช้เวลาสักนิดหนึ่ง เข้ามาพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งโลกธรรมทั้งหลาย เกี่ยวกับ “สังขตธรรม–โลกียธรรม–อุปาทินนธรรม” นั้น ที่สัมพันธ์กับสำนวนที่ว่า: “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” ซึ่งหมายถึง ความเป็นอยู่ในโลกมนุษย์ โดยให้พิจาณาใน ๓ เรื่อง ได้แก่ (๑) “เรื่อง ยสกุลบุตร” (๒) “ประวัตินางสุชาดา เสนียธิดา” และ (๓) “อรรถกถายสเถราปทาน” เพื่อให้เกิดความรู้ความเห็น และความเข้าใจที่ถูกต้อง [สุตมยปัญญา] เกี่ยวกับโลกแห่งวัฏฏสังสาร และประการสำคัญ คือ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดทักษะในการถอดความในพระไตรปิฎก [Exogenesis] ได้แม่นยำ ดังนี้

 

 

(๑) ว่าด้วย เรื่อง ยสกุลบุตร

       (พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 62 -67 FILE 06)

 

[๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครพาราณสี มีกุลบุตร ชื่อ “ยสะ” เป็นบุตรเศรษฐี สุขมาลชาติ ยสกุลบุตรนั้น มีปราสาท ๓ หลัง คือ หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน ยสกุลบุตรนั้นรับบำเรอด้วยพวกดนตรี ไม่มีบุรุษเจือปนในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือนไม่ลงมาเบื้องล่างปราสาท ค่ำวันหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ด้วย “กามคุณ ๕” [กามสุขัลลิกานุโยค–การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข (ข้อ ๑ ในที่สุด ๒ อย่าง: ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา”)] ได้นอนหลับก่อน ส่วนพวกบริวารชนนอนหลับภายหลัง ประทีปน้ำรังมันตามสว่างอยู่ตลอดคืน คืนนั้นยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน ได้เห็นบริวารชนของตนกำลังนอนหลับ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ที่อก บางนางสยายผม บางนางมีน้ำลายไหล บางนางบ่น  และเมื่อต่างๆ ปรากฏแก่ยสกุลบุตร ดุจป่าช้าผีดิบ ครั้นแล้วความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร จิตตั้งอยู่ในความเบื่อหน่าย จึงทำให้ยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่า “ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” [อาการอยากบวชเกิดขึ้นแล้ว เพราะพอแล้วตอนนี้] แล้วสวมรองเท้าทองเดินตรงไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า (๑) “ใครๆ อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตรเลย” ลำดับนั้น ยสกุลบุตรเดินทรงไปทางประตูพระนคร พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ด้วยหวังใจว่า (๒) “ใครๆ อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตร” ทีนั้น ยสกุลบุตรได้เดินทรงไปทางป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน

 

[๒๖] ครั้นปัจจุสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าตื่นบรรทมแล้ว เสด็จจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง ได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ขณะนั้น ยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะยสกุลบุตรว่า ดูก่อนยสะ “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” มาเถิดยสะ นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ ที่นั้นยสกุลบุตรร่าเริงบันเทิงใจว่าได้ยินว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” ดังนี้ แล้วถอดรองเท้าทองเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” คือ ทรงประกาศ (๑) ทานกถา (๒) สีลกถา (๓) สัคคกถา (๔) โทษแห่งกาม ความต่ำทรามแห่งกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ (๕) อานิสงส์ในความออกจากกาม  เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า “ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว” จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” และเกิด “ดวงตาเห็นธรรม” ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน โดยว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา” ได้เกิดแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น

 

หมายเหตุ: “อนุปุพพิกถา ๕” หมายถึง เทศนาที่แสดงไปโดยลำดับ เพื่อฟอกอัธยาศัยของสัตว์ให้หมดจดเป็นชั้นๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟัง “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) “ทานกถา” คือ พรรณนาทาน (๒) “สีลกถา” พรรณนาศีล (๓) “สัคคกถา” พรรณนาสวรรค์ คือ ความสุขที่พรั่งพร้อมด้วยกาม (๔) “กามาทีนวกถา” พรรณนาโทษของกาม และ (๕) “เนกขัมมานิสังสกถา” พรรณนาอานิสงส์แห่งการออกจากกาม

 

(๒) บิดาของยสกุลบุตรตามหา

 

[๒๗] ครั้นรุ่งเช้า มารดาของยสกุลบุตรขึ้นไปยังปราสาท ไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาเศรษฐีผู้คหบดี แล้วได้ถามว่า “ท่านคหบดีเจ้าข้า พ่อยสกุลบุตรของท่านหายไปไหน” ฝ่ายเศรษฐีผู้คหบดีส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง ๔ ทิศแล้ว ส่วนตัวเองไปหาทางป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ได้พบรองเท้าทองวางอยู่ ครั้น แล้วจึงตามไปสู่ที่นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีผู้คหบดีมาแต่ไกล ครั้นแล้วทรงพระดำริว่า “ไฉนหนอ เราพึงบันดาลอิทธาภิสังขารให้เศรษฐีคหบดี นั่งอยู่ ณ ที่นี้ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้” แล้วทรงบันดาล อิทธาภิสังขาร [การปรุงแต่งฤทธิ์ขึ้นทันใด–การบันดาลด้วยฤทธิ์] ดังพระพุทธดำริ ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีได้เช้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลถามว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า”

 

พระผู้รีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง บางที่ท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้ จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้”

 

ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีร่าเริงบันเทิงใจว่า ได้ยินว่า “เรานั่งอยู่ ณ ที่นี้แหละจักเห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้” จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อเศรษฐีผู้คหบดีนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” คือ ทรงประกาศ (๑) ทานกถา (๒) สีลกถา (๓) สัคคกถา (๔) โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ (๕) อานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า เศรษฐีผู้คหบดี มีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรนเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค–ดวงตาเห็นธรรม”ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา” ได้เกิดแก่เศรษฐีผู้คหบดี ณ ที่นั่งนั่นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น

 

ครั้นเศรษฐีผู้คหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบายสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป” ก็ เศรษฐีผู้คหบดีนั้น ได้เป็นอุบาสกล่าวอ้างพระรัตนตรัย เป็นคนแรกในโลก

 

(๓) ยสกุลบุตรสำเร็จพระอรหัตต์

 

[๒๘] คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่บิดา ของยสกุลบุตร จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว ก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น

 

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า “เมื่อแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตรอยู่ จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน ถ้ากระไร เราพึงคลายอิทธาภิสังขาร [แสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์พรางตัวปิดบังไว้ไม่ให้เห็น] นั้นได้แล้ว”

 

พระองค์ก็ได้ทรงคลายอิทธาภิสังขารนั้น เศรษฐีผู้คหบดีได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกะยสกุลบุตรว่า “พ่อยส มารดาของเจ้า โศกเศร้าคร่ำครวญถึง เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด” ครั้งนั้น ยสกุลบุตรได้ชำเลืองดูพระผู้มีพระภาคเจ้าๆ ได้ตรัสแก่เศรษฐีผู้คหบดีว่า “ดูก่อนคหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วย ญาณทัสสนะ เพียง เสขภูมิ [ความเป็นพระอรหันต์] เหมือนท่าน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนคหบดี ยศกุลบุตรควรหรือเพื่อจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน”

 

เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า “ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับรองว่า “ดูก่อนคหบดี ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะเพียงเสขภูมิเหมือนท่าน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนคหบดี ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกามเหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน”

 

เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า “การที่จิตของยสกุลบุตรพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นนั้น เป็นลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้ามียศกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะ จงทรงรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้เถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ โดยดุษณีภาพ ครั้นเศรษฐีผู้คหบดีทราบการรับนิมนต์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป

 

กาลเมื่อเศรษฐีผู้คหบดีกลับไปแล้วไม่นาน ยสกุลบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด” แล้วได้ตรัสต่อไปว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงพระพฤติพรหมจรรย์เถิด” พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์ [ข้อสังเกต: ไม่มีค่าปัจจัยพระอุปัชฌายะ มีแต่ความยินดีปราโมทย์ แม้อมนุษย์ก็ยินดีตั้งแต่ต้นที่ออกบวชในกาลครั้งนี้]

 

ยสบรรพชา จบ -------------------------

 

 

อุบาสิกาบาลี

อรรถกถาวรรคที่ ๗

อรรถกถาสูตรที่ ๑

(พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 83 -86 FILE 33)

 

. ประวัตินางสุชาดา เสนียธิดา

 

อุบาสิกาบาลี สูตรที่ ๑ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

 

ด้วยบทว่า “ปฐมํ สรณํ คจฺฉนฺตีนํ” ท่านแสดงว่า ธิดาของเสนียะ ชื่อ “สุชาดา” เป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ดำรงอยู่ในสรณะก่อนคนอื่นทั้งหมด แม้นาง ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า “ปทุมุตตระ” บังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี ต่อมา นางฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่า พวกอุบาสิกาผู้ถึงสรณะก่อนอุบาสิกาทั้งปวง จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไปปรารถนาตำแหน่งนั้น นางเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป บังเกิดในครอบครัวของกุฎุมพี ชื่อ “เสนียะ” ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิด เจริญวัยแล้วได้ทำความปรารถนาไว้ ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า ถ้านางไปมีเหย้าเรือนกะคนที่เสมอๆ กัน ได้บุตรชายในท้องแรกจักทำพลีกรรมประจำปี ความปรารถนาของนางก็สำเร็จ เมื่อพระมหาสัตว์ทรงทำทุกรกิริยาครบปีที่ ๖ ในวันวิสาขปุณณมี นางคิดว่า จักทำพลีกรรมแต่เช้าตรู่ จึงตื่นขึ้นเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีแล้วใช้ให้เขารีดนมโค เหล่าลูกโคก็ไม่ไป ถือเอาเต้านมของเหล่าแม่โคนม พอเอาภาชนะใหม่ๆ เข้าไปรองใกล้นม หยาดน้ำมันก็ไหลโดยธรรมดาของนม  นางสุชาดาเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ถือเอาน้ำนมด้วยมือของตนเองใส่ภาชนะใหม่ เริ่มเคี่ยว เมื่อข้าวมธุปายาสกำลังเคี่ยวอยู่ฟองใหญ่ๆ ก็ผุดขึ้นเวียนขวาไปรอบๆ หยาดมธุปายาสสักหยดหนึ่งก็ไม่กระเด็นออกข้างนอก ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ถือพระขรรค์ตั้งการรักษา ท้าวสักกะรวบรวมฟืนติดไฟ เหล่าเทวดานำโอชะใน ๔ ทวีปมาใส่ในข้าวมธุปายาสนั้น [ไม่มีมารมาผจญ] ในวันนั้นนั่นเอง นางสุชาดาเห็นข้ออัศจรรย์เหล่านี้ จึงเรียก นางปุณณทาสี [คำว่า “ทาสี” คือ การถวายตัวรับใช้ฝ่ายเทพตลอดชีวิต เพราะแก่ตัวลง ไม่มีคนขอแต่งงานนำไปเลี้ยงดู ทุกวันนี้ยังมีให้เห็นในอินเดียตามศาสนถานของฮินดู และกลายเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง คือ การค้าประเวณี หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ “นางทาส” ประจำตระกูล ก็ได้ แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ผิด “จูฬศีล” ข้อ ๑๗. เว้นจากการรับทาสีและทาส หรือ การค้ามนุษย์ อย่างเช่น อังกฤษเคยค้าทาสชาวแอฟริกาตะวันออกมาก่อน หรือในมลรัฐทางใต้สหรัฐอเมริกาก่อนสงครามเหนือใต้ คือ วันประกาศอิสรภาพ –The Declaration of Independence (1776) ของทุกปี ไม่ยอมเป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไป จนมาถึงทุกวันนี้ แต่ไม่ใช่ผู้เป็นช่างทาสีประจำตระกุล อย่างแน่นอน] มาสั่งว่า “แม่ปุณณะ วันนี้ เทวดาของเราน่าเลื่อมใสเหลือเกิน ตลอดเวลาเท่านี้ ข้าไม่เคยเห็นความอัศจรรย์เห็นปานนี้เลย เจ้าจงรีบไปปฏิบัติเทวสถาน” นางปุณณทาสี รับคำนางว่า “ดีละแม่เจ้า ขมีขมันรีบไปยังโคนต้นไม้” ฝ่ายพระโพธิสัตว์รอเวลาแสวงหาอาหาร ก็เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้แต่เช้าตรู่

 

นางปุณณะเดินไปเพื่อจะปัดกวาดโคนต้นไม้ ก็มาบอกนางสุชาดาว่า “เทวดาประทับนั่งอยู่โคนต้นไม้แล้ว” นางสุชาดากล่าวว่า “แม่มหาจำเริญ ถ้าเจ้าพูดจริง เจ้าก็ไม่ต้องเป็นทาสีละ แล้วประดับเครื่องประดับทุกอย่างจัดข้าวมธุปายาสอย่างดีลงในถาดทองมีค่าแสนหนึ่ง เอาถาดทองอีกถาดหนึ่งปิดแล้วหุ้มห่อด้วยผ้าขาว ห้อยพวงของหอมพวงมาลัยไว้รอบๆ ยกขึ้นเดินไป พบพระมหาบุรุษ” ก็เกิดปีติอย่างแรง ก้มตัวลงตั้งแต่สถานที่ๆ พบ ปลงถาดลงจากศีรษะ เปิดออกแล้ววางข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดไว้ในพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษ ไหว้แล้วกล่าวว่า “ขอมโนรถของท่านจงสำเร็จเหมือนมโนรถของดิฉันที่สำเร็จแล้วเถิด” แล้วก็หลีกไป

 

พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองไว้ริมฝั่ง ลงสรงสนานแล้วเสด็จขึ้น ทรงปั้นเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน เสวยข้าวมธุปายาสแล้ว ทรงลอยถาดทองลงในแม่น้ำ เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถาน ตามลำดับ ทรงบรรลุ พระสัพพัญญุตญาณ ประทับ ณ โพธิมัณฑสถานล่วงไป ๗ สัปดาห์ [เสวยวิมุตติสุขหลังตรัสรู้ถึง “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ”] ทรงประกาศ “พระธรรมจักร” อันประเสริฐ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ทรงเห็นอุปนิสัยของเด็ก ชื่อ “ยสะ” บุตรของนางสุชาดา จึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง

 

หมายเหตุ: [คำว่า “พระธรรมจักร” หมายถึง ดวงตาเห็นธรรม –ด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง คือ “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเหตุเป็นแดนเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” ที่เรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” หมายถึง อาณาจักรธรรม คือ เทศนากัณฑ์แรกปฐมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ในก่อนหน้านั้น ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากวันตรัสรู้สองเดือน  (๑) ว่าด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ทางสายกลางซึ่งเว้นที่สุด ๒ อย่าง และ (๒) ว่าด้วย “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อันทำให้พระองค์สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” หมายถึง ญาณคือความตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม ท่านโกณฑัญญะ หัวหน้าคณะปัญจวัคคีย์ ฟังพระธรรมเทศนานี้แล้วได้ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” และขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรก เรียกว่า เป็น “ปฐมสาวก”] วิจารณ์: ในประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแทงตลอดในขั้นตอนการบรรลุ “สมณธรรม–อธิคมธรรม” ในพระธรรมวินัยนี้ คำว่า “อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม” หมายถึง ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรคผล บางทีเรียกให้ง่ายว่า ธรรมวิเศษ บ้าง คุณวิเศษ หรือ คุณพิเศษ บ้าง ถ้าสมณะกล่าวอ้างในคุณวิเศษนี้โดยไม่เป็นจริง เป็น “การอวดอุตตริมนุสสธรรม” ต้องอาบัติปาราชิก [ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ คือ สำคัญผิดในธรรมว่าตนได้บรรลุคุณวิเศษเหล่านี้ เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน เป็นอวิชชา มีปัญญาไม่เห็นธรรมโดยไตรลักษณ์อย่างแท้จริง] บุคคลนั้น ย่อมขาดจากความเป็นภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณีสงฆ์ทันที ส่วนอุบาสกและอุบาสิกา ก็ไม่ควรกล่าวอ้างเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการทุศีลในข้อความประพฤติชั่วทางวาจาได้ คือ “วจีทุจริต” รวมทั้ง “มโนทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วใจ อันตรายมาก...! เพราะคุณวิเศษทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องเฉพาะตน ให้พิจารณาคติพจน์ที่ว่า “กลองที่ดังเอง คือ กลองจัญไร” ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระตถาคตผู้มีพระภาคเจ้านั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนสาวกภาษิตนั้น ท่านให้พิจารณาประกอบเป็นทางเลือกเสริมให้สำเร็จอีกทางหนึ่งว่าตรงจริตของตนหรือไม่ ฉะนั้น กรุณาอ่านต่อตามญัตติวาระที่ว่า: “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” [เพราะสุกจนไหม้ กามคุณสิ่งนั้นไม่ใช่ทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา]

 

แม้ยสกุลบุตรเห็นนางบำเรอนอนเปิดร่างในลำดับต่อจากครึ่งราตรี เกิดความสลดใจพูดว่า “วุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอ” แล้วออกจากนิเวศน์เดินไปยังสำนักพระศาสดานอกพระนคร ฟังธรรมเทศนาแล้วแทงตลอดอริยมรรค ๓ อริยผล ๓ ขณะนั้น [ปฏิเวธใน โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิมรรค–สกทาคามิผล ๑ อนาคามิมรรค–อนาคามิผล ๑] บิดาของเขาเดินตามรอยเขาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามเรื่องของยสกุลบุตร พระศาสดาทรงปกปิดยสกุลบุตรไว้ทรงแสดงธรรม จบเทศนาเศรษฐีคฤหบดีก็ดำรงอยู่ใน “พระโสดาปัตติผล” ส่วนยสะบรรลุ “พระอรหันต์”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะเขาว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” ทันใดนั้นนั่นเองเพศคฤหัสถ์ของเขาก็หายไป เขาได้เป็นผู้ทรงบาตรและจีวรสำเร็จด้วยฤทธิ์ แม้บิดาของท่านก็นิมนต์พระศาสดา พระศาสดาทรงมีพระยสกุลบุตรเป็น “ปัจฉาสมณะ” [พระตามหลัง–พระผู้ติดตาม] ติดตามไปข้างหลัง เสด็จไปเรือนของเศรษฐีนั้น เสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรด จบเทศนา นางสุชาดามารดาและภริยาเก่าของพระยสะ ก็ดำรงอยู่ใน “พระโสดาปัตติผล” ในวันนั้น นางสุชาดากันหญิงสะใภ้ ก็ดำรงอยู่ใน “เตวาจิกสรณะ” คือ ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ครบ ๓ เป็นสรณะ นี้เป็นความย่อในเรื่องนั้น ส่วนโดยพิสดาร เรื่องนี้มาแล้วในคัมภีร์ขันธกะ ภายหลังต่อมา พระศาสดาเมื่อทรงสถาปนาเหล่าอุบาสิกาไว้ในตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้นี้ไว้ในตำแหน่งเลตทัคคะเป็น “เลิศกว่าพวกอุบาสิกา ผู้ถึงสรณะ” แล

 

จบ อรรถกถาสูตรที่ ๑ ---------------------------

 

 

ยศวรรคที่ ๕๖

๕๕๑. อรรถกถาสเถราปทาน

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๙ ภาค ๑ - หน้าที่ 420–427 FILE 72)

 

พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๕๖ ดังต่อไปนี้

 

อปทานของท่านพระยสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า “มหาสนุทฺทํ โอคฺคยฺห” ดังนี้ แม้พระเถระรูปนี้ ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “สุเมธะ” ท่านได้เป็นนาคราชผู้มีอานุภาพมาก ได้นำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปยังภพของตนแล้วได้ถวายมหาทาน ได้ถวายไตรจีวรที่มีค่ามากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองได้ถวายคู่แห่งผ้า และเครื่องสมณบริขารทั้งปวงอันมีค่ามากกะพระภิกษุรูปละคู่ ด้วยบุญกรรมอันนั้น เขาได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “สิทธัตถะ” ได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี นำเอารัตนะ ๗ ประการบูชารอบต้นมหาโพธิ์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “กัสสปะ”ได้บวชแล้วในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมณธรรม 

 

ด้วยความประพฤติอย่างนี้เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติอย่างเดียว ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ได้บังเกิดในท้องของธิดาเศรษฐี ชื่อ นางสุชาดา ผู้ถวายข้าวปายาสผสมน้ำมันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าถึงชื่อ เขาชื่อว่า “ยสะ” เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ยสะนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือ หลังหนึ่ง สำหรับอยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูร้อน หลังหนึ่งสำหรับอยู่ในฤดูฝน เขาอยู่ในปราสาทฤดูฝน ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน มีนักดนตรีสตรีล้วนบำเรออยู่ มิได้ลงมายังพื้นปราสาทชั้นล่างเลย เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูหนาวตลอด ๘ เดือน ปิดบานประตูหน้าต่างอย่างสนิทดี อยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล เขาอยู่บนปราสาทประจำฤดูร้อน อันสมบูรณ์ด้วยบานประตูและหน้าต่างมากมายอยู่ประจำบนปราสาทนั้นนั่นแล กิจการงานที่เกี่ยวกับการนั่ง เป็นต้น บนภาคพื้นไม่มี เพราะมือและเท้าของเขาละเอียดอ่อน เขาลาดพื้นให้เต็มไปด้วยปุยนุ่นและปุยงิ้ว เป็นต้น แล้ว จึงทำการงานบนหมอนที่รองพื้นนั้น

 

เมื่อความเพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ กำลังบำเรอขับกล่อมอยู่ ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนเขา คล้ายเทวบุตรผู้อยู่ในเทวโลกอย่างนั้นแล แม้เมื่อพวกบริวารชนนอนหลับ และประทีปน้ำมันยังลุกโพลงอยู่ตลอดราตรี ครั้นต่อมา ยสกุลบุตรตื่นก่อนเขาทั้งหมด ได้พบเห็นบริวารชนของตนนอนหลับใหล บางนางก็มีพิณอยู่ที่รักแร้  บางนางก็มีตระโพนอยู่ที่ข้างลำคอ  บางนางก็มีเปิงมางอยู่ที่รักแร้  บางนางก็สยายผม บางพวกก็มีน้ำลายไหล บางพวกก็บ่นเพ้อละเมอ บางพวกก็นอนแบมือคล้ายซากศพในป่าช้า ครั้นได้มองเห็นแล้ว โทษจึงได้ปรากฏชัดแก่ยสกุลบุตรนั้น จิตเบื่อหน่ายแล้วมีความดำรงมั่น

 

ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร จึงได้เปล่งอุทานว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ” ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงสวมรองเท้าทองคำ เข้าไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า “ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนบวช” ดังนี้ ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรจึงเข้าไปยังประตูพระนคร พวกอมนุษย์เปิดประตูแล้วด้วยคิดว่า “ใครๆ อย่าทำอันตรายแก่ยสกุลบุตร เพื่อจะได้ออกจากเรือนไปบวช” ดังนี้ ลำดับนั้น ยสกุลบุตร จึงได้เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล

 

ก็ในสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุกขึ้นในเวลาเช้ามืดเสด็จจงกรมในเวลาจงกรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรแต่ไกลเทียว ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว จึงเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนบัญญัตตาอาสน์ ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร ได้เปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่วุ่นวายหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย ที่นี่ขัดข้องหนอ” ดังนี้

 

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะยสกุลบุตรนั้นว่า “ยสะ ที่นี่แลไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสะ เธอจงมานั่งเถิด เราจักแสดงธรรมให้เธอฟัง” ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร ดีใจร่าเริงว่า “เราได้ยินว่าที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง” ดังนี้แล้ว ดีใจ ถอดรองเท้าทองคำออกแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วจงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแสดง “อนุปุพพิกถา” คือ (๑) ทานกถา (๒) ศีลกถา (๓) สัคคกถา (๔) โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส แล้วทรงประกาศ (๕) อานิสงส์ในเนกขัมมะ แก่ยสกุลบุตรผู้นั่งแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทราบถึงยสกุลบุตรนั้นว่า “มีจิตสมควร มีจิตอ่อนโยน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตร่าเริง มีจิตแจ่มใส” จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงเอง อันได้แก่ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–และ–มรรค” จิตอันปราศจากธุลี จิตอันปราศจากมลทิน คือ “ธรรมจักษุ”ได้เกิดขึ้นแก่ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นนั่นเองว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีเหตุเป็นแดนเกิด สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับเป็นธรรมดา” เปรียบเหมือนผ้าอันบริสุทธิ์ สะอาดปราศจากจุดดำ พึงควรรับน้ำย้อมที่ดีได้ทันที

 

ลำดับนั้นแล มารดาของยสกุลบุตรนั้น ไปยังปราสาท มองไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหาท่านเศรษฐีคหบดี พอเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั่นว่า “ท่านคฤหบดี ยสะ บุตรของท่านไม่เห็นปรากฏ” ลำดับนั้นแล ท่านเศรษฐีคหบดี จึงส่งพวกทูตม้าเร็วไปทั้ง ๔ ทิศแล้ว ตนเองก็เข้าไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ท่านเศรษฐีคฤหบดี ได้พบแต่รองเท้าทองคำถอดไว้ ครั้นเห็นแล้ว จึงได้ติดตามเข้าไป พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีคฤหบดี ผู้มาแต่ที่ไกลทีเดียว ครั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า “ไฉนหนอ เราพึงแสดงฤทธิ์ให้เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้มองไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี่” ดังนี้

 

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้แสดงฤทธิ์อย่างพระดำริแล้ว ลำดับนั้น เศรษฐีคฤหบดี จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เห็นยสกุลบุตรบ้างไหม” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ท่านคฤหบดี เชิญนั่งก่อน ท่านนั่งแล้วในที่นี้ ก็จึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้” ต่อมาเศรษฐีคฤหบดี คิดว่า นัยว่าเรานั่งแล้วในที่นี้เท่านั้น จักได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วในที่นี้เป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงร่าเริงดีใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดง “อนุปุพพิกถา” คือ (๑) ทานกถา (๒) ศีลกถา (๓) สัคคกถา (๔) โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส แล้วทรงประกาศ (๕) อานิสงส์ในเนกขัมมะ แก่เศรษฐีคฤหบดีผู้นั่งอยู่แล้ว ณ ที่สมควรนั้นแล ท่านเศรษฐีคฤหบดี เป็นผู้มีความเชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสดา โดยมิต้องอาศัยผู้อื่นเป็นปัจจัย ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระดำรัสน่ายินดียิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดไฟให้สว่างไสวในที่มืด ด้วยคิดว่ารูปทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่คนนัยน์ตาดี ดังนี้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเช่นกัน ทรงแสดงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายแล้วแล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ขอถึงสรณะจนตลอดชีวิต” ท่านเศรษฐีนั้น ได้เป็นอุบาสก [ผู้กล่าวถึงสรณะ ๓] คนแรกในโลก แล

 

ลำดับนั้นแล เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่คนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นจากอาสาวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระดำริว่า “เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรก็พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ยสกุลบุตรไม่สมควรเวียนมา เพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนคนครองเรือนในกาลก่อน ถ้ากระไรเราพึงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย”

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงระงับอิทธาภิสังขารนั้นเสีย ท่านเศรษฐีคฤหบดีได้เห็นแล้วซึ่งยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่แล้วแล ครั้นได้เห็นแล้วจึงได้กล่าวกะยสกุลบุตรนั้นว่า “พ่อยสะเอ๋ย…! มารดาของเจ้า กำลังได้ประสบความเศร้าโศกปริเทวนาการมาก เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาเถิด” ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตรได้แลดูพระผู้มีพระภาคเจ้า

 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านเศรษฐีคฤหบดีนั้นว่า “ท่านคฤหบดี ท่านจะสำคัญยสกุลบุตรนั้นอย่างไร ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้ว ด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะ เหมือนกับท่าน เมื่อยสกุลบุตรนั้น พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่ตนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่นเขาเป็นผู้สมควรเพื่อจะเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณเหมือนคนครองเรือนในกาลก่อนอย่างนั้นหรือ” ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า “มิใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 

พระศาสดาตรัสว่า “ดูก่อนคฤหบดี ธรรมที่ยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว ได้ทราบแล้วด้วยเสกขญาณ ด้วยเสกขทัสสนะ เหมือนกับท่านแต่เมื่อยสกุลบุตรนั้น ได้พิจารณาถึงภูมิธรรมตามที่ตนเห็นแล้ว ตามที่คนทราบแล้ว จิตก็หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ยึดมั่น ท่านคฤหบดี ยสกุลบุตรแล เป็นผู้ไม่สมควรเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว เพื่อบริโภคกามคุณ เหมือนกับคนครองเรือน ในกาลก่อนเลย”

 

ท่านเศรษฐีคหฤบดี ได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเป็นลาภของยศกุลบุตรแล้วหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ยสกุลบุตรได้ดีแล้วหนอ จิตของยสกุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับนิมนต์เสวยภัตตาหาร ในวันพรุ่งนี้ โดยมียสกุลบุตรเป็นปัจฉาสมณะเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว

 

ลำดับนั้นแลท่านเศรษฐีคฤหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกขึ้นจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ลำดับนั้นแล ยสกุลบุตร เมื่อเศรษฐีคฤหบดีหลีกไปไม่นาน ก็ได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” แล้วได้ตรัสว่า “ธรรมเรากล่าวไว้ดีแล้ว จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” พระวาจานั้นแลได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น ก็ครั้นท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศเรื่องราวที่ตนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า “มหาสมุทฺทํ โอคฺคยฺห” ดังนี้

 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า “สมุทฺทํ”มีความหมายว่า ชื่อว่า “สมุทร” เพราะอันบุคคลพึงแสดงชี้ด้วยดี ด้วยแหวนตรา อีกความหมายหนึ่งชื่อว่า “สมุทร”เพราะผุดขึ้น กระเพื่อม ชำระด้วยดี คือทำเสียงครั่นครื้น ย่อมเคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่น สมุทรนั้นด้วย ใหญ่ด้วย ชื่อว่า “มหาสมุทร”ซึ่งมหาสมุทรนั้น บทว่า “โอคฺคยฺห”ความว่า จมลงแล้ว เข้าไปภายในคือเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น ก็คำว่า “โอคฺคยฺห”ความว่าไหลท่วมเข้าไปในภายในคือไหลเข้าไปภายในมหาสมุทรนั้น บทนั้นพึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ บทว่า “ภวนํ เม สุมาปิตํ”ความว่า ชื่อว่า “ภวนะ” เพราะเป็นที่มี ที่เกิด ที่อยู่อาศัย คือ เป็นที่เลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยอิริยาบถ ๔ ในที่อยู่นั้น วิมานนั้นเป็นของเรา ปราสาทนั้นคือนครที่เราสร้างไว้แล้วเป็นอย่างดีด้วยเรือนยอดมีปราการ ๕ แห่ง หมายความว่า สร้างเป็นอย่างดีด้วยกำลังของตน

 

บทว่า “สุนิมฺมิตา โปกฺขรณี”ความว่า ชื่อว่า “โปกขรณี” เพราะเป็นสระใหญ่ดี ถึง ไป เป็นไป สร้างไว้แล้วโดยครู่เดียว อธิบายว่า เพราะสร้างให้มีพร้อมด้วย ปลา เต่า ดอกไม้ ทราย ท่าลง และ น้ำหวาน เป็นต้น บทว่า “จกฺกวากูปกูชิตา” เชื่อมความว่า สระโปกขรณีนั้นมีนกจากพราก ไก่ป่า และ หงส์ เป็นต้น ร้องกึกก้องบันลือเสียง เบื้องหน้าต่อแต่นี้ไป การพรรณนาถึง แม่น้ำ ป่า สัตว์ปีกชนิดสองเท้าและสี่เท้า การได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “สุเมธะ” และการนิมนต์แล้ว ถวายทานตามลำดับแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “สุเมธ”ทุกประเด็นบัณฑิตพอจะกำหนดได้โดยง่ายทีเดียว

 

ในบทว่า “โลกาหุติปฏิคฺคหํ”นี้ มีความหมายว่า เครื่องบูชาและสักการะในโลก เรียกว่า “โลกาหุติ”พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรับเครื่องบูชาและสักการะของ “ชาวโลก” คือ กามโลก–รูปโลก–อรูปโลก เพราะเหตุนั้น จึงรวมเรียกว่า “โลกาหุติปฏิคฺคหํ”อธิบายว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า “สุเมธะ”

 

เรื่องราวเกี่ยวกับการประทานพยากรณ์ และการบรรลุพระอรหัตผลที่เหลือ บัณฑิตพอจะกำหนดรู้ได้โดยง่ายทีเดียว

 

จบ อรรถกถายสเถราปทาน ----------------------

 

 

ด้วยเหตุนี้ จึงแนะนำให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาให้เห็นธรรมในเรื่อง “อนุปุพพิกถา” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ (๑) ทานกถา (๒) ศีลกถา (๓) สัคคกถา (๔) โทษของกามทั้งหลาย ความต่ำช้าคือสังกิเลส แล้วทรงประกาศ (๕) อานิสงส์ในเนกขัมมะ โดยเฉพาะ (๑) “โทษในกามฉันทะ” คือ ธรรมไม่อุปการะแก่สมาธิ ทำให้จิตเศร้าหมองรับคุณธรรมได้ยาก กับ (๒) “อานิสงส์ในเนกขัมมะ” คือ ธรรมอุปการะแก่สมาธิ ทำให้จิตใจผุดผ่อง เป็นสมาธิปราศจากนิวรณ์ได้ ซึ่งธรรมทั้ง ๒ นั้น ต่างก็เป็น “อกุศลธรรม” กับ “กุศลธรรม” ต่อกันและกัน ก่อนที่จะได้ “ดวงตาเห็นธรรม” เพราะเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงใน “พระธรรมจักร” คือ เห็นธรรมในหมวด “อัพยากตธรรม” เพิ่มเข้ามาอีก อันเป็นการรู้เห็นระดับจิตในภูมิทั้ง ๔ หรือ “ธรรมทั้งปวง” หมายถึง ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตตรธรรม ตามลำดับ ว่ามีส่วนเกี่ยวพันธ์กับหลักธรรม (๑) “มัชฌิมาปฏิทา” และ (๒) “อริยสัจจ์ ๔” อย่างไร จากนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมก็ควรคิดพิจารณาถึง (๑) ศีลที่บริสุทธิ์ [อธิสีลสิกขา] ด้วยข้อประพฤติปฏิบัติด้วย ได้แก่ สัมมาวาจา–วจีสุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ–กายสุจริต ๓ สัมมาอาชีวะ–ประกอบอาชีพสุจริต กล่าวโดยย่อ เว้นการทำชั่ว ๑ ทำความดีให้ถึงพร้อม ๑ (๒) จิตที่บริสุทธิ์ [อธิจิตตสิกขา] ด้วยข้อประพฤติปฏิบัติด้วย ได้แก่  สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔ กล่าวโดยย่อ ทำจิตของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นสมาธิ ปราศจากนิวรณ์ นั่นคือ ให้มีความถึงพร้อมด้วย “ปัญญาในสมาธิ” และ (๓) ปัญญาที่บริสุทธิ์ [อธิปัญญาสิกขา] ด้วยข้อประพฤติปฏิบัติด้วย ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เช่น อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์ นั่นคือ ไตรสิกขา สัมมาสังกัปปะ–กุศลวิตก ๓ กล่าวโดยย่อ ให้มีความถึงพร้อมด้วย “ปัญญาในวิปัสสนา” [วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ] นั่นคือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง อนึ่ง ข้อที่พึงทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งเป็นสำคัญ คือ พระพุทธโอวาท ข้อ ๓ คือ ทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นสมาธิ ปราศจากนิวรณ์ ในคำว่า “นิวรณ์” นั้น มีองค์ประกอบด้วยอกุศลธรรมอย่างไร [ปัจจนิกธรรม] และมีธรรมตรงกันข้ามอย่างไร [สมณธรรม–สมธรรม] มีลำดับกระบวนการคิด ๔ ขั้นตอน ดังรายละเอียดในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

(๑) ให้พิจารณาภาษิตของพระตถาคตผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้

 

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพระดำริว่า “เมื่อแสดงธรรมแก่บิดาของยสกุลบุตรอยู่ จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน ถ้ากระไร เราพึงคลายอิทธาภิสังขาร [แสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์พรางตัวปิดบังไว้ไม่ให้เห็น] นั้นได้แล้ว” (พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 65 FILE 06)

 

(๒) ให้พิจารณาเปรียบเทียบและเทียบเคียงระหว่าง ข้อความว่า (๑) “ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น” กับ คำว่า (๒) “จิตประภัสสร” ดังนี้

 

 

จิตประภัสสร

อวิชชา

ฌาน [วิชชา ๓ญาณ [อภิญญา ๖]

อโยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ

ธรรมไม่อุปการะแก่สมาธิ ๘

ธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘

อกุศลธรรมทั้งปวง

กุศลธรรมทั้งปวง

ปัจจนิกธรรม

สมณธรรม–สมธรรม

 

ปัญญาในสมาธิ [สติ]

ปัญญาในวิปัสสนา [สัมปชัญญะ]

 

รูปฌาน ๔

มหาวิปัสสนา ๑๘

 

อรูปฌาน ๔

อริยมรรค ๔

 

ภาพประกอบ ๑: นิวรณ์แห่งปัจจนิกธรรมกับสมณธรรมและสมธรรม

 

(๓) ให้พิจารณาศึกษาค้นคว้าใน คำว่า “สมธรรม” ดังนี้

 

[๗๒๕] คำว่า “สมธรรม” [ธรรมสงบ] ความว่า:

 

ฝ่ายสมถพละ [ปัญญาในสมาธิ]

[] ในอันดับ ข้อ ๑–คือ ญาณในธรรมอุปการะแก่สมาธิ ๘

(๑) เพราะท่านละ “กามฉันทะ” ได้แล้ว “เนกขัมมะ” จึงเป็น “สมณธรรม”

(๒) เพราะท่านละ “พยาบาท” ได้แล้ว “อัพยาบาท” จึงเป็นสมธรรม

(๓) เมื่อท่านละ “ถีนมิทธะ” ได้แล้ว “อาโลกสัญญา” จึงเป็นสมธรรม

(๔) เพราะท่านละ “อุทธัจจะ” ได้แล้ว “อวิกเขปะ” จึงเป็นสมธรรม

(๕) เพราะท่านละ “วิจิกิจฉา”ได้แล้ว “ธรรมววัตถาน” จึงเป็นสมธรรม

(๖) เพราะท่านละ “อวิชชา” ได้แล้ว “ฌาน” [ญาณ] จึงเป็นสมธรรม

(๗) เพราะท่านละ “อรติ” ได้แล้ว “ปราโมทย์” จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๘–๑๑ คือ รูปฌาน ๔

(๘) เพราะท่านละ “นิวรณ์” ได้แล้ว “ปฐมฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๙) เพราะท่านละ “วิตก–วิจาร” ได้แล้ว “ทุติยฌาน” [ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๐) เพราะท่านละ “ปีติ” ได้แล้ว “ตติยฌาน” [สุข–เอกัคคตา] จึงเป็นสมธรรม

(๑๑) เพราะท่านละ “สุข” ได้แล้ว “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา = จิตประภัสสร] จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๑๒–๑๕ คือ อรูปฌาน ๔

(๑๒) เพราะท่านละ “รูปสัญญา–ปฏิฆสัญญา–นานัตตสัญญา” ได้แล้ว “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๓) เพราะท่านละ “อากาสานัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๔) เพราะท่านละ “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้แล้ว “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๕) เพราะท่านละ “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้แล้ว “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

 

ฝ่ายวิปัสสนาพละ [ปัญญาในวิปัสสนา]

[] ในอันดับ ข้อ ๑๖–๓๓ คือ มหาวิปัสสนา ๑๘

(๑๖) เพราะท่านละ “นิจจสัญญา” ได้แล้ว “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๗) เพราะท่านละ “สุขสัญญา” ได้แล้ว “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๘) เพราะท่านละ “อัตตสัญญา” ได้แล้ว “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๑๙) เพราะท่านละ “นันทิสัญญา” [ความเพลิดเพลิน] ได้แล้ว “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๐) เพราะท่านละ “ราคสัญญา” ได้แล้ว “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๑) เพราะท่านละ “สมุทยสัญญา” ได้แล้ว “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๒) เพราะท่านละ “อาทานสัญญา” [ความสำคัญโดยความถือมั่น] ได้แล้ว “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๓) เพราะท่านละ “ฆนสัญญา” [สำคัญว่าเป็นก้อน] ได้แล้ว “ขยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๔) เพราะท่านละ “อายูหนา” [การประมวลมา] ได้แล้ว “วยานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๕) เพราะท่านละ “ธุวสัญญา” [สำคัญว่ายั่งยืน] ได้แล้ว “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๖) เพราะท่านละ “นิมิตตสัญญา” ได้แล้ว “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๗) เพราะท่านละ “ปณิธิสัญญา” [การตั้งมั่นแห่งกิเลส] ได้แล้ว “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๒๘) เพราะท่านละ “อภินิเวส” [ยึดมั่น–อัตตาภินิเวส] ได้แล้ว “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

 (๒๙) เพราะท่านละ “สาราทานาภินิเวสะ” [ยึดมั่นด้วยยึดถือว่าเป็นสาระ] ได้แล้ว “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม [การเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง]

(๓๐) เพราะท่านละ “สัมโมหาภินิเวส” [ยึดมั่นด้วยความลุ่มหลง] ได้แล้ว “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็นสมธรรม

(๓๑) เพราะท่านละ “อาลยาภินิเวส” [ยึดมั่นในอาลัย] ได้แล้ว “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๒) เพราะท่านละ “อัปปฏิสังขา” [ไม่พิจารณา] ได้แล้ว “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

(๓๓) เพราะท่านละ “สังโยคาภินิเวสะ” [ยึดมั่นในการประกอบกิเลส] ได้แล้ว “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็นสมธรรม

 

[] ในอันดับ ข้อ ๑๒–๑๕ คือ อริยมรรค ๔

(๓๔) เพราะท่านละ “กิเลสอันตั้งอยู่ในฐานเดียวกับทิฏฐิ” ได้แล้ว “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๕) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างหยาบ” ได้แล้ว “สกทาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๖) เพราะท่านละ “กิเลสอย่างละเอียด” ได้แล้ว “อนาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๓๗)  เพราะท่านละ “กิเลสทั้งปวง” ได้เด็ดขาดแล้ว “อรหัตตมรรค” จึงเป็นสมธรรม

 

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 802 FILE 69)

 

(๔) หาข้อสรุปเชิงทฤษฎีตามอรรถะแห่ง “โลกธรรม–โลกียธรรม–สังขตธรรม–อุปาทินนธรรม” ตามลำดับ โดยพิจารณาให้เห็นการเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย [ปัจจนิกธรรม] เหล่านี้ และการดับลงแห่งธรรมทั้งหลาย [ปัจจนิกธรรม] เหล่านี้ คือ “ความสงบปัจจนิกธรรมทั้งหลาย” ข้อพึงสังเกต อีกประการหนึ่ง คือ ในการพิจารณาธรรมทั้งหลาย หรือ “มนสิการกรรมฐาน” นั้น ย่อมหมายถึง “การเจริญภาวนากรรมฐาน: สมถะกับวิปัสสนา” นั่นคือ การนั่งสมาธิ หรือ การทำจิตให้สงบจากนิวรณ์ทั้งหลาย อันประกอบด้วยกลุ่มปัญญา ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ–ปรโตโฆสะ] เพื่อให้เกิด (๒) “ภาวนามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–นามรูปปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ] ที่เป็นสัมปยุตตธรรมตลอดขั้นตอนในการวิปัสสนากัมมักฐาน ที่หมายถึง  “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ตามความเป็นจริง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย นั่นคือ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๑–มูล ๒ และ กฎแห่งกรรม–กฎกรรมของสัตว์ [กัมมัสสกตา] ถ้าไม่เกิดปัญญาเหล่านี้ เรียกว่า “กรรมฐานล้ม” [The Collapse of Mental Development] แปลว่า “ผีบ้านั่งสมาธิ” เพราะฉะนั้น คำว่า “โลก–โลกียะ” จึงหมายถึง “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ในการปฏิบัติธรรมต้องการความเหนือโลก [โลกุตตระ] จึงหมายถึง “วิวัฏฏะ” นั่นเอง

 

 

ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องการใช้ปัญญาและการค้นคว้าศึกษาวิจัยในธรรมทั้งหลาย ผู้ที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ จึงถือเป็นบุคคลที่จะบรรลุ “โลกุตตรธรรม”ได้ยากพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่า พวกที่เรียนสูงและเรียนเก่ง จะเป็นผู้ตรัสรู้ธรรมได้เพียงฝ่ายเดียว เพราะมันไม่ได้หมายถึง แค่เพียงเชาวน์ปัญญาฝ่ายเดียว ยังตั้งประกอบด้วยฝ่ายอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย คือ จะต้องสามารถควบคุมพัฒนาทั้งอารมณ์กับปัญญาให้ได้จริง [เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ] ไม่ใช่เพียงข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น และนอกจากนี้ ยังรวมถึง “ไหวพริบปฏิภาณ” [ความคิดริเริ่ม–ความคิดสร้างสรรค์–ความประยุกต์ดัดแปลง] นั่นคือ ความฉลาดในการคิดอย่างถูกวิธี มีอุบายวิธีที่แยบคายในใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสมาธิภาวนาหรือนอกสมาธิภาวนาก็ตาม เช่น (๑) มีความรอบรู้ในเหตุแห่งความเจริญ [อายโกศล = ความฉลาดในความเจริญ–รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ] (๒) มีความรอบรู้ในเหตุแห่งความเสื่อม [อปายโกศล = ความฉลาดในความเสื่อม–รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม] และ (๓) มีความรอบรู้ในแนวทางเลือกในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้นได้จริง [อุปายโกศล = ความฉลาดในอุบาย–รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ] ปัจจัยที่เหลือ คือ “โอกาส” ที่จะได้ใช้ปัญญาทั้งหลายอย่างประสบเหมาะและได้เหตุผลลัพธ์ตามเป็นจริง คือ เห็นความอัศจรรย์แห่งปาฏิหาริย์ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า “โอกาส” [Opportunity or Chance] คือ จังหวะที่บุคคลนั้นต้องแสวงหาให้เหมาะสมกับ “พฤติกรรม” [Behavior = กรรม ๓] และ “ความคิดเห็น” [ทิฏฐิสัมปทา–สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] อันเป็นทั้งปรัชญาและทฤษฎีตามหลักธรรมทั้งหลายในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ในการบรรลุถึงอธิคมธรรมนั้น ย่อมหมายถึง ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งสิ่งอันให้สำเร็จความปรารถนา–ผลสำเร็จที่ให้สมความปรารถนา ที่เรียกว่า “สมบัติ ๓” ดังนี้

 

 

ภูมิ ๔

สมบัติ ๓

(๑) กามาวจรภูมิ

(๑) มนุษยสมบัติ

สมบัติในมนุษย์–สมบัติชั้นมนุษย์

(๒) รูปาวจรภูมิ– (๓) อรูปาวจรภูมิ

(๒) เทวสมบัติ

สมบัติในสวรรค์–สวรรคสมบัติ–ทิพยสมบัติ

(๔) โลกุตตรภูมิ

(๓)นิพพานสมบัติ

สมบัติคือพระนิพพาน

 

ภาพประกอบ ๒: การเปรียบเทียบภูมิ ๔ กับ สมบัติ ๓ อันเนื่องจากการปฏิบัติอริยมรรค

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมพึงคำนึงถึง หลักธรรมที่สนับสนุนให้ดำเนินวิถีให้ถูกธรรมในอีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ (๑) “ภัพพตาธรรม ๖” [การต่อยอดธรรมให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น] และ (๒) “นาถกรณธรรม ๑๐” [การถึงตนเอง] ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยธรรมเพิ่มเติมนั้น เป็นสิ่งที่จะมองข้ามความสำคัญไม่ได้เด็ดขาด จะกลายเป็นความประมาทในธรรม กลายเป็นการไม่พัฒนาปัญญาในตนเอง เพราะธรรมชาติของจิตใจและปัญญานั้น มีเรื่องให้ศึกษาไม่สิ้นสุด ฉะนั้น การมนสิการกรรมฐานอย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ จึงเป็นกิจที่สำคัญ ดังนี้

 

“ภัพพตาธรรม ๖” หมายถึง ธรรมอันทำให้เป็นผู้ควรที่จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังไม่บรรลุและทำกุศลธรรมที่บรรลุแล้วให้เจริญเพิ่มพูน–คุณสมบัติที่ทำให้เป็นผู้ควร เหมาะ สามารถ หรือ พร้อมที่จะได้จะถึงสิ่งดีงามที่ยังไม่ได้ไม่ถึง และทำสิ่งดีงามที่ได้ที่ถึงแล้วให้เจริญเพิ่มพูน ได้แก่

(๑) “อายโกศล” คือ ฉลาดในหลักความเจริญ รู้เข้าใจกระบวนเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความเจริญเพิ่มพูน

(๒) “อปายโกศล” คือ ฉลาดในหลักความเสื่อม รู้เข้าใจกระบวนเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดความสูญเสียเสื่อม

(๓) “อุปายโกศล” คือ ฉลาดในอุบาย รู้เข้าใจชำนาญในวิธีการที่จะแก้ไขจัดทำดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง

(๔) “ฉันทสัมปทา” คือ สร้างฉันทะที่จะบรรลุกุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ  

(๕) “อนุรักขนาปธาน–อินทรีย์สังวร” คือ ระวังรักษากุศลธรรมที่ได้ลุถึงแล้ว  

(๖) “ชาคาริยานุโยค” คือ ทำให้สำเร็จลุจุดหมายด้วยการกระทำต่อเนื่องไม่ยั้งหยุดหรือขาดตอน

 

“นาถกรณธรรม ๑๐” หมายถึง ธรรมอันกระทำที่พึ่ง–ธรรมสร้างที่พึ่ง–คุณธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ นั่นคือ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” [อัตตนาถะ = อัตตหิตสมบัติ (ข้อ ๑ ในพุทธคุณ ๒) –ความถึงพร้อมแห่งประโยชน์ตน] หรือ เรียกอีกอย่างว่า “พหุการธรรม–ธรรมมีอุปการะมาก” เพราะเป็นกำลังหนุนในการบำเพ็ญคุณความดีทั้งหลาย ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์ได้แก่

(๑) “สีล” คือ ความประพฤติดีงามสุจริต รักษาระเบียบวินัย มีอาชีวะบริสุทธิ์  

(๒) “พาหุสจฺจ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้ง

(๓) “กลฺยาณมิตฺตตา” คือ ความมีกัลยาณมิตร การคบคนดี ได้ที่ปรึกษา และผู้แนะนำสั่งสอนที่ดี

(๔) “โสวจสฺสตา” คือ ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย รับฟังเหตุผล  

(๕) “กิงฺกรณีเยสุ ทกฺขตา” คือ ความเอาใจใส่ช่วยขวนขวาย ในกิจใหญ่น้อยทุกอย่าง ของเพื่อนร่วมหมู่คณะ รู้จักพิจารณาไตร่ตรอง สามารถจัดทำให้สำเร็จเรียบร้อย  

(๖) “ธมฺมกามต” คือ ความเป็นผู้ใคร่ธรรม นั่นคือ รักธรรม ใฝ่ความรู้ใฝ่ความจริง รู้จักพูดรู้จักรับฟังทำให้เกิดความพอใจ น่าร่วมปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดีปรีดาในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไป

(๗) “วิริยารมฺภ” คือ ความขยันหมั่นเพียร นั่นคือ เพียรละความชั่ว ประกอบความดี มีใจแกล้วกล้า บากบั่นก้าวหน้า ไม่ย่อท้อ ไม่ทอดทิ้งธุระ

(๘) “สนฺตุฏฺฐี” คือ ความสันโดษ นั่นคือ ยินดี มีความสุขความพอใจด้วยปัจจัยสี่ที่หามาได้ด้วยความเพียรอันชอบธรรมของตน

(๙) “สติ” คือ ความมีสติ รู้จักกำหนดจดจำ ระลึกการที่ทำคำที่พูดไว้ได้ เป็นอยู่อย่างไม่ประมาท  

(๑๐) “ปญฺญา” คือ ความมีปัญญาหยั่งรู้เหตุผล [สัมปชัญญะ] รู้จักคิดพิจารณา เข้าใจภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

 

เพราะฉะนั้น การหมั่นเพียรในการพิจาณาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในจิตใจตนนั้น จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่จะละเลยไม่ได้ เพราะร่างกายของตนเองเป็นที่ประชุมแห่งธรรมทั้งปวง ที่เรียกว่า “ธรรมกาย” ด้วย การเจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยให้พิจารณาถึงสัมปยุตตธรรมกับ (๑) ไตรสิกขา (๒) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๓) กรรม ๓ และ (๔) สังขาร ๓ [ขันธ์ ๕–อนุปาทินนธรรม = ธรรมที่ถูกยึดด้วยตัณหาและทิฏฐิ] ได้แก่

(๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” = ศีล–รูป ๒๘–กายกรรม–วจีกรรม [สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ] นั่นคือ กายสังขาร (ลมหายอัสสาสะ–ลมหายใจปัสสาสะ] วจีสังขาร [วิตก–วิจาร]

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” = สมาธิ–เจตสิก ๕๒–มโนกรรม [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] นั่นคือ จิตตสังขาร [เวทนา]

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” = สมาธิ–จิต ๘๙ [ฌาน ๔] –มโนกรรม [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] นั่นคือ จิตตสังขาร [สัญญา]

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” = ปัญญา–ญาณในวิปัสสนา–มโนกรรม [สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ] นั่นคือ จิตตสังขาร [เวทนา–สัญญา]

 

กล่าวโดยสรุป “สติปัฏฐาน ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วย “สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘” [โพธิปักขิยธรรม ๓๗] คือ สมาธิที่กลายเป็น “ญาณทัสสนะ–ปัญญาในสมาธิ” [วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖] นอกจากนี้ ยังรวมทั้ง “สัมปยุตตธรรม” กับธรรมเหลือทั้งปวง คือ “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘” ทั้งหลายนั้น ย่อมกลายเป็น “ญาณในวิปัสสนา–ปัญญาในวิปัสสนา” ฉะนั้น ภาวะจิตหรืออาการลักษณะจิต [กองเจตสิก] ที่มีความถึงพร้อมด้วย (๑) ปัญญาในสมาธิ กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา นั้น ย่อมมีคุณชาติแห่งสมถะและอธิบดีแห่งวิปัสสนา ที่ถือปฏิบัติถูกต้องตามพระสัตถุสาสน์คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่า “สมถะและวิปัสสนามีอาการ ๑๘” ซึ่งจะประกอบด้วย “ธรรม ๓” ได้แก่ (๑) ธรรมสมาธิ ๕ (๒) องค์ฌาน ๖ (๓) วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ นั่นคือ ฝ่ายสมถะ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องได้ถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” และฝ่ายวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องได้ถึง “ญาณ ๒” ในพื้นฐานเบื้องต้น ดังนี้

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) [นามรูปปริคคหญาณ–สังขารปริจเฉทญาณ] หมายถึง ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป ซึ่งตรงกับความรู้แจ้งในฝ่ายสมาธิ ที่เรียกว่า “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา๓) หมายถึง ปัญญาระลึกชาติได้ อันจัดเป็นขั้นกำหนดรู้ทุกข์สัจจ์

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) [กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ] หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ซึ่งตรงกับความรู้แจ้งในฝ่ายสมาธิ ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา๓) หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม อันจัดเป็นขั้นกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์

 

อีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมจะสังเกตได้ว่า “สมถะกับวิปัสสนา” นั้น ต้องมีพละกำลังทาง “จิตสมาธิ” [เจโตวิมุตติ] และ “ปัญญาญาณ” [ปัญญาวิมุตติ] ที่เท่าเทียมกันในการบรรลุอธิคมธรรมทั้งหลาย อย่างเช่น เมื่อไดสมาธิในขั้นจตุตถฌาน บุคคลนั้น ย่อมบรรลุได้ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คู่กับ “นามรูปปริจเฉทญาณ” และ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คู่กับ “ปัจจยปริคคหญาณ” ตามลำดับ ขึ้นอยู่ว่าจะมีทักษะในการจัดการองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ ได้อย่างไร นั่นเอง หลังจากนั้น อาการลักษณะของจิต [กองเจติสิก] ก็จะเกิดการกลั่นตัวย่อยความนึกคิดและสมาธิประกอบด้วยปัญญา เป็น “สมถะและวิปัสสนามีอาการ ๑๘” แต่ถ้าควบคุมได้ไม่ดี ย่อมเกิดจิตฟุ้งซ่าน [อุทธัจจะ] ก็สำคัญผิดในธรรมนึกว่าตนได้บรรลุธรรมวิเศษหมดแล้ว ที่เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” เพราะกำลังสมาธิยังไม่ดีพอ และ กำลังวิปัสสนายังอ่อนอยู่ [ตรุณวิปัสสนา] คือ กำลังอยู่ระหว่างญาณทั้ง ๔ ได้แก่ “สังขารปริจเฉทญาณ–กังขาวิตรณญาณ–สัมมสนญาณ–มัคคามัคคญาณ” (ข้อ ๑–๔ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ) ก็ให้สำคัญว่า “สมณธรรม” [ธรรมระงับกามฉันทะหรือเบญจกามคุณ] และ “สมธรรม” [ธรรมสงบ] เหล่านี้ เป็นเพียงเครื่องมือหรือกลไกที่จะช่วยให้สำเร็จในกิจแห่งสมาธิภาวนาเท่านั้น ไม่ควรไปยึดมั่นด้วยอวิชชา ดังนี้

 

“สมถะและวิปัสสนามีอาการ ๑๘”

(๑) “เนกขัมมะ” [สมณธรรม] คือ ความปลอดจากความโลภ

(๒) “อัพยาบาท” คือ ความไม่คิดร้าย 

(๓) “อาโลกสัญญา” คือ ความกำหนดหมายสว่างด้วยปัญญา

(๔) “อวิกเขปะ” คือ ความไม่หวั่นไหว

(๕) “ธรรมววัตถาน” คือ การกำหนดธรรม

(๖) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด [ฌาน–สงบวิเวก ย่อมละอวิชชาได้ เช่นกัน]

(๗) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ–ความร่าเริงสดใส

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–อริยมรรค ๔] คือ ภาวะที่เจริญรุ่งเรือง

(๙) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ

(๑๐) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย  

(๑๑) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๑๒) “สมาธิ” [เอกัคคตา] คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย  

(๑๓) “โอภาส” คือ แสงสว่างไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ อันโชติช่วงและไพบูลย์

(๑๔) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๑๕) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี 

(๑๖) “อุปัฏฐาน” คือ สติแก่กล้า–สติชัด

(๑๗) “อุเบกขา” คือ ความมีจิตเป็นกลาง 

(๑๘) “นิกันติ” คือ ความพอใจ–ติดใจ 

 

นอกจากนี้ ภาวะจิตในขณะนั้นยังต้องสหรคตด้วยองค์ธรรมย่อยทั้งหลาใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้–ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (สติสัมปชัญญะ) –สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ แต่ถ้านับตัวสภาวธรรมแท้ๆ ตัดจำนวนที่ซ้ำออกไป มี ๑๔ คือ สติ–วิริยะ–ฉันทะ–จิตตะ–ปัญญา–สัทธา–สมาธิ–ปีติ–ปัสสัทธิ–อุเบกขา–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ ดังนี้

(๑) สติ–ความระลึกได้

(๒) วิริยะ– ความพอใจ

(๓) ฉันทะ–ความเพียร

(๔) จิตตะ–ความคิดมุ่งไป

(๕) ปัญญา–ความรู้ทั่วชัด

(๖) สัทธา–ความเชื่อ

(๗) สมาธิ–ความตั้งจิตมั่นแน่วแน่

(๘) ปีติ– ความอิ่มใจและดื่มด่ำในใจ

(๙) ปัสสัทธิ–ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ

(๑๐) อุเบกขา–ความเป็นกลางในอารมณ์

(๑๑) สัมมาสังกัปปะ–ดำริชอบ

(๑๒) สัมมาวาจา–เจรจาชอบ

(๑๓) สัมมากัมมันตะ–กระทำชอบ

(๑๔) สัมมาอาชีวะ–เลี้ยงชีพชอบ

 

ข้อพึงระวัง: ตามนัยแห่งความตรัสรู้ คือ “สัมโพธะ” นั้น จะเกิดขึ้นพร้อมกันกับ “อริยมรรค ๔” [มรรคสมาธิ–มัคคญาณ] และ “อริยผล ๔” [ผลสมาธิ–ผลญาณ] ที่คั่นด้วยปัญญาในการตัดอาสวะขาด อย่างรู้แจ้งแทงตลอด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” แล้วยังต้องสัมปยุตต์ด้วย “ปัจจเวกขณะญาณ–ปัจจเวกขณะวิถี ๑๙ ประการ” [ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ มีอาการ ๑๒] แล้วตามด้วย “อาสวักขยญาณ–อาสวักขณะมีอาการ ๖๔” หลักจากนั้น จึงเป็นขั้นตอนการเข้าถึง “สัจจสภาวะแห่งนิพพาน” คือ “นิพพาน ๒” [สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน] ซึ่งจะเป็นอันดับสุดท้ายใน “กระบวนการวิวัฒน์ทางปัญญาแห่งมวลมนุษยชาติ” นั้น ย่อมหมายถึง “ความเป็นพุทธะ” ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาทบทวนหลักธรรม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] ในรายละเอียดอีกครั้ง ดังนี้

 

“โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [อภิญญาเทสิตธรรม] หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค หรือ “เอกายนมรรค” หมายถึง ทางอันเอก คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และบรรลุนิพพาน ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒)   “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

  

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

  

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

หลังจากนั้น ก็จะก้าวหน้าในวิปัสสนาที่สูงขึ้น พร้อมด้วยสมาธิที่แก่กล้า [สติสัมปชัญญะ] ไปพร้อม “ปัญญาญาณ” ในแต่ละขั้น นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [วิปัสสนาญาณ ๑๐: สัมมสนญาณ–อุทยัพพยญาณ–ภังคญาณ–ภยญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ–อนุโลมญาณ ในขั้นนี้เรียกว่า “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลังแข็งกล้า ได้แก่ ญาณ ๔: ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–มุญจิตุกัมยตาญาณ–สังขารุเปกขาญาณ ให้ระวังชื่อของญาณอาจเรียกได้หลายชื่อ หรือ ให้เข้มขนยิ่งขึ้น ก็คือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ใน ๗ ข้อแรก เรียกว่า “อนุปัสสนา ๗” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา –วิราคานุปัสสนา –นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา –อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา ตามลำดับ ก่อนเข้าถึง “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” (ข้อ ๑๔ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ) ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค] เพราะฉะนั้น ความเข้าใจที่ถูกต้องอันเป็น “สัมมาทิฏฐิ” [ปราศจากอวิชชาและปราศจากนิวรณ์] และเกิดดำริที่ถูกต้องในการปฏิบัติธรรม “สัมมาสังกัปปะ” จึงเป็นการเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรมด้วยปัญญา ดำเนินด้วยปัญญา และ นำไปสู่ปัญญา ตามนัยของหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” และ “อริยมรรค–อริยสัจจธรรมทั้ง ๔” [อริยมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘] กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนพิจารณา “โลกธรรม” หรือ “โลกียธรรม” นั้น ให้พิจารณาด้วย “สมณธรรม” และ “สมธรรม–ธรรม ๓๗ ประการ” เพื่อก้าวสู่ความเป็น “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ ตามลำดับ ส่วนธรรมขั้นสูง ชื่อว่า “โลกุตตรธรรม ๙” นั้น จะประกอบด้วย “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔– [ปัจจเวกขณญาณ (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖–โสฬสญาณ) –ปัจจเวกขณะมี ๑๙ ประการ–ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓] –าสวักขยะมีอาการ ๖๔–อาสวักขยญาณ [สัมโพธะ–ความตรัสรู้] –นิพพาน ๑ [นิพพาน ๒: สอุปาทิเสสนิพพาน (สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะ)–อนุปาทิเสสนิพพาน (อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ–ชีวิตสมสีสีบุคคล)] ตามลำดับ [หมายเหตุ: ดูรายละเอียดและทบทวนใน บทความที่ ๑๑๘ ประจำปี ๒๕๕๘ “สัญญาบริสุทธิ์แห่งสัจจวิถีในนิพพาน”] องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ เป็นนิมิตแห่งความปีติยินดีปราโมทย์ในทุกขณะจิต จะเป็นสมาธิหรือวิปัสสนา ก็อยู่ในภูมิแห่งจิตเช่นนี้ตลอดไป คือ ผ่องแผ้วสดใสบริสุทธิ์แห่งโวทานธรรม สะอาดสงบสว่างแห่งสมณธรรมและสมธรรม เป็นสมาธิปราศจากนิวรณ์ เป็นปัญญาญาณปราศจากอวิชชาแห่งกิเลสสีสะ จนละชีวิตินทรีย์แห่งปวัตตสีสะในกาลสุดท้ายแห่งชีวิต ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” เหล่านี้ทั้งหลาย คือ ความคิดอะไรทั้งปวงก็อยู่ในพุทธะ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4959479