๑๔. จิตฟุ้งซ่านเป็นจิตไม่มีคุณภาพ

        Distraction as Disqualified Mind  

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1718

 ความสำคัญของบทความ

 

ผู้คนจำนวนมาในสังคมสมัยใหม่นั้น มักเผชิญ “ภาวะจิตที่ฟุ้งซ่าน” [อุทธัจจะ] คือ อาการจิตที่หวั่นไหวไม่มั่นคง สัดส่ายไปตามกระแสโลกธรรมทั้ง ๘ แห่ง “สังสารจักร” มึนเมาในสิ่งที่ใคร่ปรารถนา “ภวตัณหา–อิฏฐารมณ์” และในสิ่งที่ไม่ใคร่ปรารถนา “วิภวตัณหา–อนิฏฐารมณ์” การเวียนว่ายตายเกิดแห่งชีวิตสันตติไม่สิ้นสุด อันเป็นไป “หลักปฏิจจสมุปบาทจักร” นี้ คือ มีจิตที่เกิดขึ้นด้วยเหตุนั้นๆ [อุปปาทะ–อุปปันนธรรม] คือ “อวิชชา” อันเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ “ทุกฺขมูลํ” [รากเหง้าแห่งทุกข์] เพราะเป็นมูลแห่งวัฏทุกข์ ที่ชื่อว่า “ทุกฺขนิทานํ” [เหตุแห่งทุกข์] เพราะเป็นเหตุเกิดของทุกข์ และ “อวิชชา” [ความหลงปราศจากปัญญาหรือสติสัมปชัญญะ = โมหะ] ทำให้เกิด “ตัณหา” พร้อมด้วย “อุปาทาน” [อุปาทานขันธ์ = อุปาทิ] อันเป็น “ทุกฺขปฺปภโว” คือ แดนเกิดแห่งทุกข์ เพราะทุกข์นั้นย่อมเกิดจาก “กิเลสตัณหา” และ “กิเลสอุปาทาน” นี้ กล่าวโดยย่อ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ขันธมาร = ขันธ์ ๕ เป็นมาร] ฉะนั้น “ความฟุ้งซ่านแห่งจิต” จึงเป็นภาวะจิตที่ต้องรับสภาพการไหลบ่าของ “กิเลส” ที่มาท่วมพื้นจิตที่สะสม “อกุศลธรรม” [นิสัย–อนุสัย] หรือหมักดองด้วย “กิเลสอาสวะ” [กาม–ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา] ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความกลัดกลุ้มแห่งจิต ที่มีกระบวนการคิดที่ไร้ระเบียบ ไม่มีเหตุผล ไม่เกิดปัญญาที่เป็นความรู้คมชัดแห่งญาณ ตกอยู่ภูมิแห่งทุกขตาที่ต้องรับผลแห่งอกุศลวิบากกรรมแห่งตน ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ด้วยเหตุนี้ ภาวะจิตจึงฟุ้งซ่าน และยังพัฒนาตนไปสู่ “อคติ” ความลำเอียงอยู่ในฐานะที่ไม่ถูกต้อง และ “วิปลาส” ความถือผิดเพี้ยนไปจากความจริง ในการค้นหาสาเหตุของ “ความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ” นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นเรื่อง “วิบากกรรม” ที่สะสมจากอดีตทั้งในชาติที่ผ่านมาและในชาติปัจจุบัน ฉะนั้น การเจริญภาวนาแห่ง “อริยมรรค” จึงเป็นหนทางแห่งการกำจัดบำราบ “กิเลสอกุศล” ทั้งหลายให้สิ้นไป คือ การพิจารณาภาวะจิต [สภาวธรรม] ถึง “สาเหตุ” [เหตุปัจจัย] อันเป็น “ปัจจุปันนธรรม” ในขณะนั้น เพื่อให้เกิด “ผล” ในอนาคต [อนาคตธรรม] ถ้าเลื่อมใส ศรัทธาปสาทะ ในการทำความดี ละเว้นความชั่วทั้งปวง ตาม “กฎแห่งกรรม” และเจริญจิตตภาวนาด้วย “สติปัฏฐาน ๔” ที่ก้าวสู่ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” จนยกจิตสู่ “ภูมิแห่งกุศลจตุตถฌานจิต” [จิตประภัสสร] ที่ชำระ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข” สิ้นไป คงเหลือภาวะจิตที่ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” ที่เป็นปัญญารู้รอบคมชัด ที่บริสุทธิ์ด้วย “อุเบกขา–ฌานุเปกขา” และ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ภาวะจิตดังกล่าวนี้ ประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] เมื่อจิตตั้งมั่นในสมาธิ เป็น “สัมมาสมาธิ” ดำรงมั่นในสติ [สติสัมปชัญญะ] เป็น “สัมมาสติ” และมีความเพียรในการชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ เป็น “สัมมาวายามะ” ความหวั่นไหว ความสัดส่าย และความฟุ้งซ่าน ย่อมดับสิ้นไปจากจิต.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๑๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – จิตฟุ้งซ่านเป็นจิตไม่มีคุณภาพ

 

ความซับซ้อนสับสนทางสังคมและเศรษฐกิจนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบด้านจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความเชื่อ ความคิดเห็น ทัศนคติ และพฤติกรรม ที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองโลกในแง่ร้าย อันเป็นทัศนคติที่เป็นลบไม่สร้างสรรค์ ที่เรียกว่า “อุทธัจจะ” หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ไม่เป็น “สมาธิ” คือ จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว ทำให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามมา คือ “ความด้อยคุณภาพทั้งพฤติกรรมและจิตใจ” อันนำไปสู่ความล้มเหลวในการดำเนินชีวิตและการงานในที่สุด เพราะขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำที่ดี ทำให้กระบวนการคิดผิดพลาดเช่นกัน ได้แก่ (๑) ไม่เกิดความคิดริเริ่ม (๒) ไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ไม่เกิดความคิดประยุกต์ดัดแปลง หรือไม่อยู่ในภาวะที่ฉลาด ได้แก่ (๑) มองไม่เห็นเหตุแห่งความเจริญ (๒) มองไม่เห็นเหตุแห่งความเสื่อม และ (๓) มองไม่เห็นอุบายวิธีที่ดีในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม ก็เป็นจิตที่ไม่ได้คุณภาพและไม่มีประสิทธิภาพ เป็นจิตที่ด้อยคุณค่าในตนเอง ซึ่งมีอิทธิพลต่อความเชื่อ ความคิดเห็น ทัศนคติ และพฤติกรรม ที่จะก้าวสู่ฝ่าย “อกุศลธรรม” ไม่สามารถเข้าถึงคุณธรรมหรือความดีได้ เพราะฉะนั้น คนที่ฟุ้งซ่านจึงเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณภาพที่จะนำความสำเร็จมาสู่ชีวิต เพราะมีความท้อแท้ถดถอยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เป็นคนไม่สู้ปัญหา เจออุปสรรคเล็กน้อยก็ไม่สู้ อยากอยู่เฉยๆ แบบสิ้นคิดไปวันๆ หาจุดหมายปลายของชีวิตไม่ได้ อยู่แต่กับความนึกคิดที่ไร้ประโยชน์คุณค่า อยู่ในกรอบความคิดแคบๆ ไม่กว้างไกล คือ “วิสัยทัศน์คับแคบ” แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์หรือวินิจฉัยระดับคุณภาพของจิตแล้ว จะพบว่า “จิต” ต้องประกอบด้วย “อกุศลธรรม” ทั้งปวง หมายถึง ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒–สรณธรรม” เวทนา–สัญญา–สังขาร [=เจตสิก] –วิญญาณ [=จิต แต่ละขันธ์สหรคตด้วย “โลภะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] คำว่า “อุปปาโท–อุปบาทะ–อุปปาทะ” หมายถึง เกิดขึ้น “จิตตุปปาทะ” คือ จิตที่เกิดขึ้น] คือ จิตอกุศลเกิดขึ้น ความคิดชั่ว ได้แก่ (๑) “นิวรณ์ ๕–นิวรณธรรม–นิวรณูปกิเลส” คือ ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม อกุศลธรรมที่กดทับจิต ปิดกั้นปัญญา (๒) “กิเลส ๑๐–กิเลสธรรม–กิเลสวัตถุ ๑๐” คือ สิ่งที่ทำใจให้เศร้าหมอง ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์ และเป็นเครื่องปรุงแต่งความคิดให้ทำกรรมซึ่งนำไปสู่ปัญหา ความยุ่งยากเดือดร้อน และ ความทุกข์ (๓) “อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส” คือ โทษเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ทำปัญญาให้ทราม [ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ] และ (๔) “อนุสัย ๗” คือ กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน รวมทั้ง (๕) “อกุศลเจตสิก ๑๔” คือ เจตสิกฝ่ายอกุศล ตามลำดับ คำว่า “เจตสิก” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“นิวรณ์ ๕” หมายถึง ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี สิ่งที่ขัดขวางจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม อกุศลธรรมที่กดทับจิต ปิดกั้นปัญญา บั่นทอนปัญญา ได้แก่

(๑) “กามฉันทะ” พอใจใฝ่กามคุณ  

(๒) “พยาบาท” แค้นเคืองคิดร้ายเขา

(๓) “ถีนมิทธะ” หดหู่ซึมเซา

(๔) “อุทธัจจกุกกุจจะ” ฟุ้งซ่านรำคาญใจ

(๕) “วิจิกิจฉา” ลังเลสงสัย

 

ในบางครั้ง หมายถึง “นิวรณ์ ๖” ได้แก่ กามฉันทนิวรณ์ พยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์ อวิชชานิวรณ์ ซึ่งเรียกว่า “นิวรณธรรม” ซึ่งมีลักษณะการเกิด ๗ ประการ ดังนี้

(๑) “กามฉันทนิวรณ์” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง

(๒) “พยาปาทนิวรณ์” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง

(๓) “ถีนมิทธนิวรณ์” บังเกิดในอกุศลจิตที่เป็นสสังขาริก

(๔) “อุทธัจจนิวรณ์” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ

(๕) “กุกกุจจนิวรณ์” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง

(๖) “วิจิกิจฉานิวรณ์” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา

(๗) “อวิชชานิวรณ์” บังเกิดในอกุศลจิตทั้งปวง

 

“กิเลส ๑๐” หมายถึง สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ได้แก่

(๑) “โลภะ” ความอยากได้  

(๒) “โทสะ” ความคิดประทุษร้าย

(๓) “โมหะ” ความหลง ความไม่รู้ ความเขลา

(๔) “มานะ” ความถือตัว  

(๕) “ทิฏฐิ” ความเห็นผิด

(๖) “วิจิกิจฉา” ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง

(๗) “ถีนะ” ความหดหู่ ความท้อแท้ถดถอย

(๘) “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน  

(๙) “อหิริกะ” ความไม่ละอายต่อความชั่ว  

(๑๐) “อโนตตัปปะ” ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว  

 

“กิเลส ๑๐–กิเลสธรรม–กิเลสวัตถุ ๑๐” มีลักษณะการเกิด ดังนี้

(๑) “โลภะ” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง

(๒) “โทสะ” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโทมนัสเวทนา ๒ ดวง

(๓) “โมหะ” บังเกิดในอกุศลทั้งปวง

(๔) “มานะ” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยโลภวิปปยุตจากทิฏฐิ ๔ ดวง

(๕) “ทิฏฐิ” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง

(๖) “วิจิกิจฉา” บังเกิดในจิตตุปบาทที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา

(๗) “ถีนะ” บังเกิดในอกุศลที่เป็นสสังขาริก

(๘) “อุทธัจจะ” บังเกิดในอกุศลจิตทั้งปวง

(๙) “อหิริกะ” บังเกิดในอกุศลจิตทั้งปวง

(๑๐) “อโนตตัปปะ” บังเกิดในอกุศลจิตทั้งปวง

 

“อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส ๑๖” หมายถึง ธรรมเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี ทำปัญญาให้ทราม คือ ปัญญาอันยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น และปัญญาอันเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป ฉะนั้น ต้องชำระอุปกิเลสให้บริสุทธิ์ด้วยการถึงอริยมรรค ซึ่งเป็น “ปริยุฏฐานกิเลส” เพราะเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต ได้แก่ 

(๑) “อภิชฌาวิสมโลภะ” คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร 

(๒) “พยาบาท” คิดร้ายเขา  

(๓) “โกธะ” ความโกรธ

(๔) “อุปนาหะ” ความผูกโกรธ  

(๕) “มักขะ” ความลบหลู่คุณท่าน ความหลู่ความดีของผู้อื่น 

(๖) “ปลาสะ” ความตีเสมอ ยกตัวเทียมท่าน

(๗) “อิสสา” ความริษยา

(๘) “มัจฉริยะ” ความตระหนี่  

(๙) “มายา” มารยา

(๑๐) “สาเถยยะ” ความโอ้อวดหลอกเขา หลอกด้วยคำโอ้อวด  

(๑๑) “ถัมภะ” ความหัวดื้อ กระด้าง  

(๑๒) “สารัมภะ” ความแข่งดี ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน  

(๑๓) “มานะ” ความถือตัว ทะนงตน

(๑๔) “อติมานะ” ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา ดูหมิ่นเขา

(๑๕) “มทะ” ความมัวเมา  

(๑๖) “ปมาทะ” ความประมาท ละเลย เลินเล่อ  

 

“อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๗” หมายถึง กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน เป็น “อนุสยกิเลส” หรือจัดเป็น “สัญโญชนธรรม” ได้แก่

(๑) “กามราคะ–กามราคสัญโญชน์” ความกำหนัดในกาม

(๒) “ปฏิฆะ–ปฏิฆสัญโญชน์” ความหงุดหงิด

(๓) “ทิฏฐิ–ทิฏฐิสัญโญชน์” ความเห็นผิด

(๔) “วิจิกิจฉา–วิจิกิจฉาสัญโญชน์” ความลังเลสงสัย

(๕) “มานะ–มานสัญโญชน์” ความถือตัว

(๖) “ภวราคะ–ภวราคสัญโญชน์” ความกำหนัดในภพ

(๗) “อวิชชา–อวิชชาสัญโญชน์” ความไม่รู้จริง

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึง “อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๗” มักพิจารณาถึง “สังโยชน์ ๑๐” [สัญโญชน์ ๑๐ = กามราคสัญโญชน์ ๑ ปฏิฆสัญโญชน์ ๑ มานสัญโญชน์ ๑ ทิฏฐิสัญโญชน์ ๑ วิจิกิจฉาสัญโญชน์ ๑ สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์ ๑ ภวราคสัญโญชน์ ๑ อิสสาสัญโญชน์ ๑ มัจฉริยสัญโญชน์ ๑ อวิชชาสัญโญชน์ ๑] ดังนี้

 

“สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล อกุศลธรรมในหมวดนี้ จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “มัคคญาณ–มรรค ๔” ดังนี้

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕  คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ  

(๑) “สักกายทิฏฐิ” ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เป็นตน เป็นต้น

(๒) “วิจิกิจฉา” ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ  

(๓) “สีลัพพตปรามาส” ความถือมั่นศีลพรตอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้

(๔) “กามราคะกามราคสัญโญชน์” ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ

(๕) “ปฏิฆะ” ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง  

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ คือ สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง  

(๖) “รูปราคะ” ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌานอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ

(๗) “อรูปราคะ” ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน ความปรารถนาในอรูปภพ

(๘) “มานะ” ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่  

(๙) “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน

(๑๐) “อวิชชา” ความไม่รู้จริง ความหลง

 

“อกุศลเจตสิก ๑๔” หมายถึง เจตสิกฝ่ายอกุศล ดังนี้

ก. สัพพากุสลสาธารณเจตสิก ๔ คือ เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง ได้แก่

(๑) “โมหะ” ความหลง  

(๒) “อหิริกะ” ความไม่ละอายต่อบาป  

(๓) “อโนตตัปปะ” ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป  

(๔) “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน  

ข. ปกิณณกอกุสลเจตสิก ๑๐ คือ อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต ได้แก่

(๕) “โลภะ” ความอยากได้อารมณ์  

(๖) “ทิฏฐิ” ความเห็นผิด  

(๗) “มานะ” ความถือตัว  

(๘) “โทสะ” ความคิดประทุษร้าย

(๙) “อิสสา” ความริษยา  

(๑๐) “มัจฉริยะ” ความตระหนี่  

(๑๑) “กุกกุจจะ” ความเดือดร้อนใจ  

(๑๒) “ถีนะ” ความหดหู่  

(๑๓) “มิทธะ” ความง่วงเหงา  

(๑๔) “วิจิกิจฉา” ความคลางแคลงสงสัย  

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าอย่างละเอียดเกี่ยวกับ คำว่า “อกุศล” ให้พิจารณาธรรมต่อไปนี้

 

“ธรรมเป็นอกุศล”

อกุศลจิต สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยทิฏฐิ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ก็หรือว่านามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น

 

“อกุศลเหตุ ๓–อกุศลมูล ๓” หมายถึง “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ดังนี้

 

“โลภะ” หมายถึง ความโลภอยากได้ของเขา ไม่คิดความคิดเผื่อแผ่เสียสละ ดังนี้

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสองปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ ความกระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือราคะที่สหรคต ด้วยอุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนา วัตถุมีอย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา

 

“โทสะ” หมายถึง ความคิดประทุษร้าย ดังนี้

ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเจริญแก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรือความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นในฐานะอันมิใช่เหตุ ความอาฆาตแห่งจิต การกระทบกระทั่ง ความกระทบกระทั่งความยินร้าย ความขุ่นเคือง การขุ่นเคือง ความขุ่นเคืองอย่างแรง ความคิดประทุษร้าย การมุ่งคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความพยาบาทแห่งจิต ความคิดประทุษร้ายทางใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ สภาพที่โกรธ ความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย สภาพที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย สภาพที่คิดปองร้าย การยินร้าย ความยินร้าย ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต

 

“โมหะ” หมายถึง ความหลง ความไม่รู้ตามเป็นจริง อวิชชา ดังนี้

ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล  

 

“อัพยากตเหตุ ๓” 

(๑) “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” ฝ่ายวิบากของกุศลธรรม หรือ (๒) “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” ในพวกกิริยาอัพยากตธรรม  

 

เพราะฉะนั้น “จิตฟุ้งซ่าน” จึงมีสมุฏฐานมาจาก “อกุศลธรรม” ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่าง “อกุศลมูล ๓” หมายถึง รากเหง้าของอกุศล รากเหง้าแห่งความชั่ว ต้นเหตุของอกุศล หรือ ต้นเหตุของความชั่ว ในการพิจารณาระดับจิตใจนั้น ให้ตั้งสมมตติฐานไว้ว่า มนุษย์ที่เกิดมานั้น เกิดจากอำนาจของกิเลส [ตัณหา–ฉันทะ–ราคะ = ความทะยานอยาก ความพอใจ ความกำหนัดติดใจ] อันเป็นฝ่ายอกุศลจิต น้อยมากที่จะเป็นอำนาจฝ่ายกุศลจิต อย่างเช่นบรรดาอริยบุคคล คือ “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี” ทั้งหลาย เพื่อมาบำเพ็ญเพียรภาวนา ในประเด็นนี้ ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา สามารถพิจารณาไตร่ตรองสืบถึงต้นเหตุและผลของภาวะจิตได้โดย “หลักปฏิจจสมุปบาท” หรือ “หลักปฏิจจสมุปปันนธรรม” โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น “กฎแห่งกรรม” เพราะ “กรรม” เป็นผู้กำหนดแดนเกิดของบุคคลนั้น ผู้เป็นเจ้าของ “กรรม” และ “วิบาก” อันคาบเกี่ยวระหว่างห่วงชีวิตที่สืบเนื่อง [ชีวิตสันตติ] เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดในกระแสแห่ง “ภวจักร–สังสารจักร–สังสารทุกข์–สังสารวัฏ [กิเลส–กรรม–วิบาก ด้วยเหตุนี้ “จิต” ของมนุษย์นั้น นอกจากจะมีกิเลสดั้งเดิมเข้าครอบงำมาแล้ว ในปัจจุบันยังถูกบรรดา “กิเลสธรรม–นิวรณธรรม–หรือ–จิตตอุปกิเลส” ทั้งน้อยใหญ่ บุกกระหนำเข้าครอบงำยำยีจิตใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้จิตมนุษย์เกิดอาการสัดส่าย หวั่นไหว และฟุ้งซ่าน อยู่เสมอ เพราะรู้ไม่เท่าทัน หรือมิฉะนั้น ก็มีอาการมีนเมาหลงใหลอย่างขาดสติไปกับกระแสโลกธรรมทั้ง ๘ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล และปัญญา [อโยนิโสมนสิการ] คือ ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท นั่นเอง  อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักที่ทำให้คนฟุ้งซ่านไม่มีสมาธิในการดำเนินชีวิต คือ ความไม่รู้จริง “อวิชชา” หรือความหลง “โมหะ” ดังที่ได้บรรยายมาแล้วข้างต้น เพราะปราศจากกระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล [ไม่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท] หรือไม่ประกอบด้วยปัญญา “อโยนิโสมนสิการ” ดังนั้น ในการพิจารณาธรรมทั้งหลาย ต้องประกอบด้วยหลักธรรม (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กับ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย และ (๒) โยนิโสมนสิการ ซึ่งประกอบด้วย “ปัญญา ๓” ดังนี้

 

“ปัญญา ๓” หมายถึง “ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง” นั่นคือ “สัมปชัญญะ” ได้แก่

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง นั่นคือ “การใช้ความคิดถูกวิธี–ความรู้จักคิด–คิดเป็น” คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท

(๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ วิจัยค้นคว้า สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับ “สัทธรรม” จากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม จนเกิดการเห็นการหยั่งรู้ด้วย “ญาณในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” คำว่า “ญาณ” หมายถึง “ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้” นั่นคือ “ญาณในวิปัสสนาแห่งโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ที่ดำเนินพิจารณาสภาวธรรมตั้งแต่ต้นจนจบสมบูรณ์

 

แต่ในโลกในความเป็นจริงนั้น คนส่วนใหญ่ไม่ชอบศึกษาหาความรู้อย่างเป็นระบบ เช่น การเจริญธรรมด้วยกระบวนวิธีคิดที่อาศัยขั้นตอนใน “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งหมายถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอธิบายสภาวธรรมที่เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์] คือ การเห็น “อวิชชา” เป็นต้นเหตุแห่งการเกิดสภาวะใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [ทุกขอริยสัจจ์] หรือฝ่ายอธิบายถึงการดับทุกข์ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [ทุกขนิโรธอริยสัจจ์] คือ การบำราศกำจัด “กิเลสอาสวะ” ให้สิ้นไป เมื่อ “อวิชชา” ถูกสำรอกกำจัดไป “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” [ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ] ย่อมหมดสิ้นไปเช่นกัน อนึ่ง “ปฏิจจสมุบาท ๑๒” หมายถึง ญาณในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรม ทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว (๑) กฎแห่งกรรม (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] (๓) อัทธา ๓–กาล ๓ (๔) สังเขป ๔–สังคหะ ๔ (๕) สนธิ ๓ (๖) วัฏฏะ ๓ (๗) อาการ ๒๐ หรือ (๘) มูล ๒ ในกระบวนการคิดทั้ง ๘ ประการนี้ คือ การคิดสืบค้นหาความจริงตั้งแต่ต้นเหตุจนครบกระบวนความถึงปลายเหตุแห่งปัญหาหรือสภาวธรรมนั้นๆ อีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา เป็นผู้มีปัญญาคมชัด ที่ประกอบด้วย “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” หรือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจจ์ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมถึง ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย [คำว่า “อุปปันนธรรม” คือ ธรรมที่อาศัยเหตุนั้นๆ เกิดขึ้น ที่สัมพันธ์กับหลักปฏิจจสมุปบาท เช่น ธรรมทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบในภวจักร ได้แก่ (๑) อัทธา ๓–กาล ๓ (๒) สังเขป ๔–สังคหะ ๔ (๓) สนธิ ๓ (๔) วัฏฏะ ๓ (๕) อาการ ๒๐ หรือ (๖) มูล ๒ รวมทั้ง (๗) กฎแห่งกรรม] หรือหมายถึง “ปรมัตถธรรม” [ตามปกติหมายถึง “ปรมัตถธรรม ๔” คือ “จิต ๑–เจตสิก ๑–รูป ๑–นิพพาน ๑”] อันแยกประเภทเป็นชุดสำหรับ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ “ขันธ์–อายตนะ–ธาตุ–สัจจะ–อินทรีย์–และ–ปฏิจจสมุปบาท” ฉะนั้น องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ มีความสำคัญในกระบวนการคิด “โยนิโสมนสิการ” ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ การเจริญญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย ที่เรียกว่า “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” รวมทั้งบรรดา “อธิคมธรรม” จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–อาโลโก” ฌาน–มรรค–ผล–และ–อภิญญา] ทั้งหลาย คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ หรือ “อุตตริมนุสสธรรม” หมายถึง “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ” คือ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ “ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรค–ผล” ซึ่งต้องดำเนินด้วย “จรณะ” คือ ความประพฤติ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา หรือ นิพพาน ที่เป็นข้อ “ปฏิปทา” หมายถึง แนวปฏิบัติ ทางดำเนิน การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมายคือความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ ในข้อ ๑ คือ “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ “ปฏิบัติลำบาก–ทั้งรู้ได้ช้า” ในการบรรลุธรรมวิเศษนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสาธารณ์แก่ปุถุชนทั่วไป ที่จะทำอย่างไรก็ได้เช่นกัน บางคนยิ่งทำยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งฟุ้งซ่าน เป็น “จิตที่ไม่มีคุณภาพ” ไม่อ่อนโยน ไม่ควรแก่งาน ไม่ซื่อตรงเป็นกลาง ไม่เที่ยงตรง นั่นเอง ย่อมเจริญในวิปัสสนาได้ยาก และแสดงผลออกมาเป็น ความเห็นที่ผิด คือ “มิจฉาทิฏฐิ” ในที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม “จิต” ของมนุษย์ก็จำแนกออกเป็น “ธรรม ๓” เช่นเดียวกัน โดยให้เทียบเคียงกับ “เจตสิก ๕๒” [อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต] ได้แก่ (๑) “กุศลธรรม” = “โสภณเจตสิก ๒๕” คือ เจตสิกฝ่ายดีงาม ได้แก่ สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌัตตตา กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ กรุณา มุทิตา ปัญญินทรีย์–อโมหะ (๒) “อกุศลธรรม” = “อกุศลเจตสิก ๑๔” คือ เจตสิกฝ่ายอกุศล ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ วิจิกิจฉา  (๓) “อัพยากตธรรม” = “อัญญสมานาเจตสิก ๑๓” คือ เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น นั่นคือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ เพราะฉะนั้น ไม่ว่า “จิต” จะมีความแปรปรวนมากน้อยแค่ไหน “เจตสิก ๕๒” ก็สามารถอธิบายถึงภาวะจิตได้เสมอ ในการพิจารณาสภาวธรรมนั้น ก็คือ การพิจารณาองค์ประกอบที่เป็นคุณอาการของจิต โดยจำแนกแจกธรรมไปตาม “ธรรม ๓” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม คุณภาพหรือระดับชั้นของ “จิต” ในทางพุทธศาสนา ก็จำแนกตามเกณฑ์ “ธรรม ๓” เช่นกัน ดังนี้

 

โดยภูมิประเภท

๑. กามาวจรจิต ๕๔

๑) อกุศลจิต ๑๒

- โลภมูลจิต ๘

- โทสมูลจิต ๒

- โมหมูลจิต ๒

๒) อเหตุกจิต ๑๘

- อกุศลวิบากจิต ๗

- กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘

- อเหตุกกิริยาจิต ๓

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔

- มหากุศลจิต ๘

- มหาวิบากจิต ๘

- มหากิริยาจิต ๘

 ๒. รูปาวจรจิต ๑๕

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔

๔. โลกุตตรจิต ๘ (× ฌาน ๕ = ๔๐)

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ (๒๐)

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ (๒๐)

 

 

ฉะนั้น ในการวิเคราะห์วินิจฉัยภาวะจิตหรือระดับคุณภาพของจิตนั้น จึงตั้งข้อสมมตติฐานไว้ด้วยว่า “พื้นจิต–สันดาน” ของมนุษย์ดั้งเดิมที่มี “กรรมเป็นแดนเกิด” นั้น จิตถูกครอบงำด้วยกิเลส คือ “กิเลสเกิดขึ้นกลุ้มรุมจิต” ที่เรียกว่า “ปริยุฏฐาน” [กิเลสย่อมกลุ้มรุมจิต] หรือ “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ได้แก่ “นิวรณ์” หมายถึง “นิวรณธรรม–อวิชชา–อรติ–และ–อกุศลธรรมทั้งปวง” คำว่า “พื้นจิต–สันดาน” หมายถึง (๑) “นิสัย” คือ ความประพฤติที่เคยชิน (๒) “อุปนิสัย” คือ ความประพฤติที่เคยชินจนเป็นนิสัย (๓) “ใจคอ” คือ “จิตใจ–อัธยาศัย–อารมณ์” [ที่เรียกว่า “มโนวิญญาณ–วิถีจิต” คือ จิตในกระแสแห่งโลกธรรมทั้ง ๘ ใน “ภวจักร–สังสารจักร” หรือ “สังสารวัฏ” ที่ประกอบด้วยวงจร ๓ อย่างคือ “กิเลส–กรรม–วิบาก”] นั่นคือ ความนึกคิดในใจอันเป็น “มโนกรรม” ไม่ว่าจะฝ่ายกุศล [สุจริต ๓] หรือฝ่ายอกุศล [ทุจริต ๓] ก็ได้ ที่เรียกว่า “อภิสังขาร ๓” [เจตนาที่ปรุงแต่งกรรม = บุญ–บาป–ฌาน หรือ อาเนญชา] ที่พร้อมที่จะแสดงออกเป็นพฤติกรรมหรือการกระทำ ที่เรียกว่า “กายกรรม” และ “วจีกรรม” แต่ในความเป็นจริง “จิตตามสภาพดั้งเดิม” จะเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ สะอาด ผ่องใส เบิกบาน บริสุทธิ์ แต่ยังไม่สิ้นจาก “กิเลสานุสัย–อนุสยกิเลส” คือ กิเลสอย่างละเอียดที่หมักดองอยู่ในพื้นจิตสันดาน ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” [ปฐมวิญญาณ–ฐีติภูตัง–ภวังคจิต] มนุษย์สามารถขำระบำราศกิเลสอย่างกลาง “ปริยุฏฐานกิเลส” [เช่น นิวรณ์ ๕ กิเลส ๑๐ อุปกิเลส ๑๖] ได้ ด้วยการเจริญอริยมรรค โดยเฉพาะ การเจริญจิตตภาวนาให้ล่วงลุถึงความเป็น “อธิจิตต์” ได้แก่ “สัมมาวายามะ [สัมมัปปธาน ๔] –สัมมาสติ [lสติปัฏฐาน ๔] –สัมมาสมาธิ [รูปฌาน ๔ เพื่อให้เข้าถึงจิตที่ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตา” [ฌานุเปกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] แห่งจตุตถฌานจิต คือ จิตได้ปราศจาก “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข” ฉะนั้น ภาวะจิตในสมัยนั้น ย่อมเป็นจิตที่ตั้งมั่นใน “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] ปราศจากความลังเลสงสัยในพระธรรมแห่งข้อปฏิบัติที่กำลังดำเนินอยู่ พร้อมที่จะเกื้อกูลประโยชน์แห่งความตรัสรู้ [สัมโพธะ] และอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่ประกอบด้วยหลักธรรมใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่นอกเหนือจาก “อธิจิตต์” [สติปัฏฐาน ๔ กับ สัมมัปปธาน ๔] ดังนี้

(๑) “อิทธิบาท ๔” คือ ธรรมเครื่องมุ่งมั่นแห่งความสำเร็จในกิจต่างๆ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์ ทางแห่งความสำเร็จ ได้แก่ (๑) “ฉันทะ” ความพอใจรักใคร่สิ่งนั้น (๒) “วิริยะ” ความพยายามทำสิ่งนั้น (๓) “จิตตะ” ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น (๔) “วิมังสา” ความพิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผลในสิ่งนั้น ให้จำง่ายๆ ว่า มีใจรัก พากเพียรทำ เอาจิตฝักใฝ่ ใช้ปัญญาสอบสวน

(๒) “อินทรีย์ ๕” คือ ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน โดยเป็นเจ้าการในการทำหน้าที่ และเป็นหัวหน้านำ “สัมปยุตตธรรม” ในการครอบงำกำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ ได้แก่ ความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

 (๓) “พละ ๕” คือ ธรรมที่เป็นกำลังให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้ อันได้แก่ ความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลำดับ ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรม ๕ อย่าง ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

(๔) “โพชฌงค์ ๗” คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ ได้แก่ (๑) สติ (๒) ธัมมวิจยะ (๓) วิริยะ (๔) ปีติ (๕) ปัสสัทธิ (๖) สมาธิ (๗) อุเบกขา

(๕) “มรรคมีองค์ ๘” คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ” เรียกสามัญว่า “มรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ (๑) “สัมมาทิฏฐิ” เห็นชอบ (๒) “สัมมาสังกัปปะ” ดำริชอบ (๓) “สัมมาวาจา” เจรจาชอบ (๔) “สัมมากัมมันตะ” ทำการชอบ (๕) “สัมมาอาชีวะ” เลี้ยงชีพชอบ (๖) “สัมมาวายามะ” เพียรชอบ (๗) “สัมมาสติ” ระลึกชอบ (๘) “สัมมาสมาธิ” ตั้งจิตมั่นชอบ

 

ด้วยเหตุนี้ บุคคลที่ปราศจากการเจริญพัฒนาจิตใจใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” และ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ย่อมกลายเป็นคนที่บกพร่องใน “สมาธิ” [ฌาน ๔–รูปฌาน ๔] และ “ปัญญา” [โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ซึ่งสืบเนื่องจากความบกพร่องแห่งการทุศีล [ศีลบริสุทธิ์] นั่นคือ ไม่ได้พัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” โดยรวมแล้ว ระดับคุณภาพของจิตย่อมเป็นความคิดเห็นที่ผิด คือ “มิจฉาทิฏฐิ” แห่งอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ [กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓] ฉะนั้น จิตจึงฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ ไม่เบิกบาน ไม่ประภัสสร เป็นธรรมดา นั่นคือ “วิกมฺปมานสฺส” ผู้หวั่นไหว คือ ผู้ฟุ้งซ่านที่เข้าถึงความฟุ้งซ่านอย่างแท้จริง ประกอบด้วยความวิปลาสวิปริต ความนึกคิดในใจที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ” เพราะมีความคิดเห็นที่ถือผิด “ทิฏฐิ ๒” คือ ความเห็นผิด ได้แก่  

(๑) “สัสสตทิฏฐิ” ความเห็นว่าเที่ยง คือ ความเห็นว่า “อัตตาและโลก” เป็นสิ่งเที่ยงแท้ยั่งยืน คงอยู่ตลอดไป เช่น เห็นว่าคนและสัตว์ตายไปแล้ว ร่างกายเท่านั้นทรุดโทรมไป ส่วน “ดวงชีพ–เจตภูต–มนัส” เป็นธรรมชาติไม่สูญ ย่อมถือปฏิสนธิในกำเนิดอื่นสืบไป เป็น “มิจฉาทิฏฐิ” อย่างหนึ่ง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นบ่อเกิดแห่ง “ภวตัณหา” ความทะยานอยากในภพที่ต้องการเป็นนั่นเป็นนี่ ที่เหนืออำนาจธรรมชาติ ซึ่งไม่เป็นความจริงแห่งชีวิต เช่น ความปรารถนาอยากหนุ่มอยากสาวตลอดไป เพราะทุกคนต่อแก่ชรา เป็นต้น

(๒) “อุจเฉททิฏฐิ” ความเห็นว่าขาดสูญ คือ ความเห็นว่ามี “อัตตาและโลก” ซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป อยากพรากพ้นไปจากภาวะที่ตนเกลียดชังไม่ปรารถนา ความทะยานอยากที่ประกอบด้วย “วิภวทิฏฐิ” เช่น เห็นว่าคนและสัตว์จุติจากอัตภาพนี้แล้วขาดสูญ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นบ่อเกิดแห่ง “วิภวตัณหา” ความทะยานอยากในวิภพไม่ต้องการเป็นนั่นเป็นนี่ ที่เหนืออำนาจธรรมชาติ ซึ่งไม่เป็นความจริงแห่งชีวิต เช่น ความปรารถนาไม่อยากตาย เพราะสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องตาย ไม่มีข้อยกเว้น เป็นต้น

 

ดังนั้น คนที่ครุ่นคิดติดอยู่กับเรื่องที่ไม่เป็นจริง ไม่เป็นไปตามธรรมชาติตามสภาพที่เป็นจริง มักชอบคิดปรุงแต่งตามความปรารถนาของตน จึงเรียกว่า “ความคิดฟุ้งซ่าน” ประกอบด้วยนิวรณ์ รวมทั้งอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ดำมั่นตั้งมั่นในธรรมโดยปรมัตถ์ [ธรรมสมาธิ ๕] ซึ่งแสดงนัยถึง “ไม่ได้เจริญจิตใจด้วยอริมรรคและโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย” นั่นเอง แต่ประกอบด้วย “ความไม่รู้จริงในสัจจธรรม” นั่นคือ “อวิชชา ๔” หมายถึง ความไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ และ “อวิชชา ๘” หมายถึง (๑) ความไม่รู้จริงในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” ซึ่งนับเป็น ๔ ประการแห่งความไม่รู้จริง (๒) ความไม่รู้จริงในเหตุและผลแห่งความจริงในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ ไม่รู้เหตุในอดีตและปัจจุบัน ไม่รู้ผลในปัจจุบันและอนาคต นั่นคือ ไม่รู้ในส่วนอดีตไม่รู้ในส่วนอนาคตไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต ๑ ซึ่งนับเป็น ๓ ประการแห่งความไม่รู้จริง และ (๓) ความไม่รู้จริงในปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ได้แก่ อนุโลมปฏิจจสมุปบาท [ฝ่ายสมุทัย] และ ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท [ฝ่ายนิโรธ] ซึ่งนับเป็น ๑ ประการแห่งความไม่รู้จริง ระดับความฟุ้งซ่านนี้ มีตั้งแต่ (๑) ไม่รู้ตามธรรมดา [โง่เขลาตามภูมิปัญญา] ความหลงๆ ลืมๆ ตามปกติ (๒) มีอคติ ๔ [จิตประสาทอ่อนๆ] หมายถึง ฐานะอันไม่พึงถึง ทางความประพฤติที่ผิด ได้แก่ “ฉันทาคติ” ลำเอียงเพราะรักใคร่ ๑ “โทสาคติ” ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน ลำเอียงเพราะชัง ๑ “โมหาคติ” ลำเอียงเพราะเขลา ๑ “ภยาคติ” ลำเอียงเพราะกลัว ๑ จนถึง (๓) ขั้นวิปลาส [จิตหลอนจนเป็นบ้าไปเสียแล้ว] หมายถึง กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้: (ก) วิปลาสด้วยอำนาจจิตต์และเจตสิก ๓ ประการ คือ (๑) วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า “สัญญาวิปลาส” (๒) วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า “จิตตวิปลาส” (๓) วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า “ทิฏฐิวิปลาส” (ข) วิปลาสด้วยสามารถวัตถุเป็นที่ตั้ง

ประการ คือ (๑) วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (๓) วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน (๔) วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม เพราะฉะนั้น ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นได้ชั่วขณะ แต่ต้องรู้อย่างเท่าทันไม่ให้ “กิเลสนิวรณ์” นี้ ยึดกลุ้มรุมหรือครองงำยำยีจิต “ปริยุฏฐาน” จนเกิด “อรติ” ความเบื่อหน่ายในการหมั่นประกอบกุศลความดี “กุสลธัมมานุโยค” การแก้ไขภาวะจิตในบางข้อตามหลักธรรม “อุดมมงคล” [มงคล ๓๘] หมายถึง สิ่งที่ทำให้มีโชคดี ธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญ ดังเช่น ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา อยู่ในถิ่นมีสิ่งแวดล้อมดี ได้ทำความดีให้พร้อมไว้ก่อน ทำความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น ตั้งตนไว้ชอบ เล่าเรียนศึกษามาก ทรงความรู้กว้างขวาง ใส่ใจสดับตรับฟังค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ มีศิลปวิทยา ชำนาญในวิชาชีพของตน มีระเบียบวินัย ได้ฝึกอบรมตนไว้ดี วาจาสุภาษิต รู้จักใช้วาจาพูดให้เป็นผลดีสนทนาธรรมตามกาล หาโอกาสสนทนาถกเถียงเกี่ยวกับหลักความจริงและหลักความถูกต้องดีงาม มีความเพียรเผากิเลส รู้จักบังคับควบคุมตน ไม่ปรนเปรอตามใจอยาก ประพฤติพรหมจรรย์ ดำเนินตามอริยมรรค การรู้จักควบคุมตนในทางเพศ หรือถือเมถุนวิรัติตามควร เห็นอริยสัจจ์ เข้าใจความจริงของชีวิต ทำพระนิพพานให้แจ้ง เพื่อบรรลุนิพพาน ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว จิตไร้เศร้า จิตปราศจากธุลี และ จิตเกษม ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นในจิต ๓ อย่าง คือ กุศลธรรมอกุศลธรรมอัพยากตธรรม ๑ นั่นคือ “อภิสังขาร ๓” ได้แก่ “บุญ–บาป–อาเนญชา” ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4959488