๒๓.  ความยึดมั่นแห่งความเห็นถือผิด

         Clinging to the Ego–Belief as False Views

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1678

 ความสำคัญของบทความ

 

ในกระบวนการคิดของมนุษย์นั้น มักเป็นการแสวงหาความรู้ถึงสภาวะที่มีตัวตน โดยหาสิ่งที่เป็นสรณะที่พึ่ง แต่กลับเป็นความยึดมั่นในความเห็นที่ถือผิด คือ “วิปลาสนิมิต–ตัณหาปณิธิ–อัตตาภินิเวส” นั่นคือ ความไม่เข้าใจใน “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์” คือ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” อันเป็นลักษณะเฉพาะของ “สังขตธรรม” ทั้งหลาย คือ สภาวะที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มารวมกันเป็น “ธรรม–สภาวธรรม–ปรากฏการณ์–เหตุการณ์–ความคิด” ฉะนั้น กระบวนการคิดที่มองโลกหรือธรรมชาติจึงผิดเพี้ยนไปจากความจริงโดยหลอกตนเอง เกิดอกุศลจิต ที่เรียกว่า “สัมโมหาภินิเวส” คือ ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล หรือการพอกพูดด้วย “กิเลสราคะ” หรือความคล้อยตามในค่านิยมไปตามกระแสโลก ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘ แห่งสังสารทุกข์” [ภวจักร] เมื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายอย่างละเอียดดีแล้ว ย่อมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องถึง (๑) “ทุกขอริยสัจจ์” คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เห็นสภาพความทุกข์ได้เป็นอย่างดี (๒) “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” คือ เห็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก “ตัณหา ๓” [กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา] อันมีรากเหง้าแห่งอกุศลมาจาก “อกุศลมูล ๓” [โลภะ–โทสะ–โมหะ] และ “อกุศลวิตก ๓” [กามวิตก–พยาบาทวิตก–วิหิงสาวิตก] ที่ทำให้เกิด “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง ที่ทำให้เกิด “ตัณหา ๓–อุปาทาน ๔” (๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” คือ เห็นแจ้งในสภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง และ (๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” คือ เห็นแนวทางในการกำจัดกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง คือ “มรรค ๔–มัคคญาณ” และ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ฉะนั้น การเห็นหรือการกำหนดรู้ใน “อริยสัจจธรรม” ทั้ง ๔ ประการ ดังกล่าวนี้ คือ การเจริญภาวนาที่ประกอบด้วย (๑) “สมถภาวนา–ฌาน ๔” คือ รูปฌานสมาธิที่เป็นฝ่ายเจริญจิตตภาวนา กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา –โสฬสญาณ –ญาณ ๑๖” คือ ญาณในวิปัสสนาทั้งหลายที่เป็นฝ่ายเจริญปัญญาวิปัสสนา ซึ่งกระบวนการคิดทั้ง ๒ ประการนี้ ทำให้จิตบริสุทธิ์ [เจโตวิมุตติ] และปัญญาบริสุทธิ์ [ปัญญาวิมุตติ] ปราศจากกิเลสทั้งหลาย ฉะนั้น “ความยึดมั่นแห่งอุปาทานหรืออภินิเวสะ” จึงเป็นการเริ่มต้นกระบวนการคิดแห่งกระบวนทัศน์ที่พิจารณาความจริงในโลกหรือธรรมชาติที่ถือผิดเป็นใหญ่ เปิดโอกาสให้กิเลสหรืออุปกิเลสทั้งหลายสามารถเข้าครอบงำความคิดหรือจิตใจได้ง่าย ปิดกั้นปัญญาให้มองโลกอย่างผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงแห่ง “กำหนดธรรมดา” หรือผิดเพี้ยนไปจาก “กฎธรรมชาติ” ไม่สามารถเข้าถึง “สภาวะความจริงแห่งสัมมาทิฏฐิ” คือ “ปัญญาเห็นธรรม” จนก้าวลุล่วงถึง “ปัญญาตรัสรู้” ทำให้หมดโอกาสบรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” นั่นคือ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” ดังพระอริยเจ้าพึงกระทำด้วยปฏิปทาอันยิ่งในพระธรรมวินัยนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความยึดมั่นแห่งความเห็นถือผิด

 

ในบรรดาเหล่า ความเชื่อ ความคิดเห็น ทัศนคติ ธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ทั้งหลายที่เป็นเรื่องค่านิยมในสังคม ถือเป็นธรรมเครื่องขัดเกลาให้สมาชิกในสังคมนึกคิดประพฤติตาม ซึ่งประกอบด้วยเจตนาที่ไม่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ–คลองธรรม” ที่เห็นสภาวธรรมในสรรพสิ่งทั้งหลายตามสภาพที่เป็นจริง ส่วนในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นกระบวนขัดเกลาทางความคิด ความเห็น ทัศนคติ ให้เกิดค่านิยมที่ถูกต้องในการพิจารณา “ธรรม–สภาวธรรม–ปรากฏการณ์–เหตุการณ์–ความนึกคิด” [วิปัสสนาธรรม] ให้เป็นไปตามความเป็นจริง ที่ปราศจากการแสดงเจตนาของมนุษย์ [ปรมัตถสัจจะ คือ ให้เป็น “สัลเลขธรรม” ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลส] อันเป็นเหตุปัจจัยเชิงสหสัมพันธ์ที่เข้าไปปรุงแต่งความนึกคิด “มโนวิญญาณ” ให้เกิดตามกระแสวิถีแห่งโลกธรรม ที่เรียกว่า “วิถีจิต” ที่มักเป็นฝ่ายความเห็นถือผิดแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ” คือ จิตอันถูก “อุปกิเลส” [ปริยุฏฐานกิเลส] ทั้งหลายเข้ากลุ้มรุมจิตให้ฟุ้งซ่านไปการกระแสวิถีแห่งสังคมโลก จนถึงขั้น “วิปลาส” ความเห็นที่ผิดเพี้ยน หรือ “อคติ” ความลำเอียงไม่ยุติธรรมหรือเที่ยงตรง ในความคิดเห็นหรือความนึกคิดในใจที่ถือผิด ที่เรียกว่า “อัตตาภินิเวส–อัตตวาทุปาทาน” หมายถึง ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ คือ มองไม่เห็นความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยทั้งหลายที่สัมปยุตต์กันตามหลักปฏิจจสมุปบาท ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้น ย่อมกลายเป็น “ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล” ที่เรียกว่า “สัมโมหาภินิเวส” ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ใน “ความไม่มีสติสัมปชัญญะ” ตามนัยนิยามต่อไปนี้

 

“มีสติ” [สติ–สติมา]

สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

 

 “มีสัมปชัญญะ” [ปัญญา–สัมปชาโน]

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

คำว่า “อภินิเวสะ” หมายถึง ความยึดมั่น นั่นคือ “คันถะกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด” ดังผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:–

 

ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยาก ความเข้าไปถือมั่น ความเข้าไปยึดถือใน “รูปอันเป็นที่มานอนเนื่องแห่งอภินิเวสะ” อย่างมั่นคงแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า “สัตว์” คำว่า “สัตว์” เป็นชื่อของผู้เกี่ยวต้อง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า “เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ”

 

นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมาก ปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง

นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณานัยแห่งคำว่า “นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ – หน้าที่ 1891 File 65) ซึ่งเกี่ยวข้องกับ คำว่า “ความยึดมั่น–หลงใหล” ดังนี้

 

ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ

[๓๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:–

นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง นรชนเช่นนั้นย่อมอยู่ไกลจากวิเวก ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย.

 

[๓๑] คำว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว มีความว่า คำว่า เป็นผู้ข้อง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ก่อน ก็แต่ว่า ถ้ำ ควรกล่าวก่อน กาย เรียกว่า ถ้ำ คำว่า กาย ก็ดี ถ้ำ ก็ดี ร่างกาย ก็ดี ร่างกายของตน ก็ดี เรือ ก็ดี รถ ก็ดี ธง ก็ดี จอมปลวก ก็ดี รัง ก็ดี เมือง ก็ดี กระท่อม ก็ดี ฝี ก็ดี [โรคฝีดาษ] หม้อ ก็ดี เหล่านี้เป็นชื่อของ กาย.

 

คำว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ คือ ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ในถ้ำ เหมือนสิ่งของที่ข้อง เกี่ยวข้อง ข้องทั่วไป ติดอยู่ พันอยู่ เกี่ยวพันอยู่ที่ตะปู ซึ่งดอกติดไว้ที่ฝาหรือที่ไม้ขอ ฉะนั้น.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:– ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยาก ความเข้าไปถือมั่น ความเข้าไปยึดถือในรูป อันเป็น ที่มานอนเนื่องแห่ อภินิเวสะ อย่างมั่นคงแห่งจิต บุคคลมาเกี่ยวข้องอยู่ในความพอใจเป็นต้นนั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่า สัตว์ คำว่า สัตว์ เป็นชื่อ ของผู้เกี่ยวต้อง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ.

 

คำว่า ผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว คือ ผู้อันกิเลสเป็นอันมากปิดบังไว้แล้ว คือ อันความกำหนัด ความขัดเคือง ความหลง ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความลวง ความโอ้อวด ความดื้อ ความแข่งดี ความถือด้วย ความดูหมิ่น ความเมา ความประมาท ปิดบังไว้แล้ว อันกิเลสทั้งปวง อันทุจริตทั้งปวง อันความกระวนกระวายทั้งปวง อันความเร่าร้อนทั้งปวง อันความเดือดร้อนทั้งปวง อันอภิสังขารคืออกุศลธรรมทั้งปวง บังไว้คลุมไว้ หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำไว้แล้ว เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า เป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว.

 

[๓๒] คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง มีความว่า

คำว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ คือ นรชน เมื่อตั้งอยู่ ก็เป็นผู้กำหนัด ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความกำหนัด เป็นผู้ขัดเคืองย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความขัดเคือง เป็นผู้หลงย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความหลง เป็นผู้ผูกพันย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความถือมั่น เป็นผู้ยึดถือย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นผู้ฟุ้งซ่านย่อมดังอยู่ด้วยสามารถแห่งความฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไม่แน่นอน ย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความสงสัย เป็นผู้ถึงความมั่นคงย่อมตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่นอนเนื่อง เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:– [มนสิการในอายตนะ ๑๒ = อัชฌัตติกายตนะ หรือ อายตนะภายใน ๖–พาหิรายตนะ หรือ อายตนะภายนอก ๖]

 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๑) รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชย ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๒) เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชย ยึดถือเสียงนั้น ตั้งอยู่ (๓) กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชย ยึดถือกลิ่นนั้น ตั้งอยู่  (๔) รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบ ด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชย ยึดถือรสนั้น ตั้งอยู่ (๕) โผฏฐัพพะที่พึง

รู้แจ้งด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ดังแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลินชมเชยยึดถือโผฏฐัพพะนั้น ตั้งอยู่  (๖) ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมโน ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลินชมเชยยึดถือธรรมนั้น ตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:– [มนสิการในขันธ์ ๕]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๑) วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๒) วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีเวทนา เป็นอารมณ์ มีเวทนา เป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์  (๓) วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ หรือ (๔) วิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลิน ตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.

 

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:– [มนสิการในอาหาร ๔]

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๑) ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยาก มีอยู่ใน “กวฬิงการาหาร” วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหญ่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไป มีอยู่ในที่ใด. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๒) ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ใน “ผัสสาหาร” วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหญ่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรามรณะต่อไป มีอยู่ในที่ใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๓) ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ใน “มโนสัญเจตนาหาร” วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหญ่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไป มีอยู่ในที่ใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๔) ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความอยากมีอยู่ใน “วิญญาณาหาร” วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไป มีอยู่ในที่ใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้.

 

คำว่า หยั่งลงในที่หลง มีความว่า กามคุณ ๕ คือ (๑) รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๒) สิ่งที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๓) กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๔) รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด (๕) โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า:– ที่หลง เพราะเหตุไร? กามคุณ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า:– ที่หลง เพราะเหตุว่า เทวดาและมนุษย์ โดยมากย่อมหลง หลงพร้อม หลงเสมอ เป็นผู้หลง เป็นผู้หลงพร้อม เป็นผู้หลงเสมอ ใน กามคุณ ๕ เป็นผู้อันอวิชชาทำให้ตาบอด หุ้มห่อไว้ ปิดไว้ ปิดบังไว้ ปกปิดไว้ ปกคลุมไว้ ครอบงำแล้ว เพราะเหตุนั้น กามคุณ ๕ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า:– ที่หลง คำว่า หยั่งลงในที่หลง คือ หยั่งลง ก้าวลง หมกมุ่น จมลงในที่หลง เพราะฉะนั้น จึง

ชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง.

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง คำว่า “ความยึดมั่น” ไม่ว่าจะเป็น “อภินิเวสะ” หรือ “อุปาทิ” (๑) สภาพที่ถูก กรรมกิเลส ถือครอง ๑ สภาพที่ถูก อุปาทาน ยึดไว้มั่น ๑ นั่นคือ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” [นามรูป] (๒) กิเลสเป็นเหตุถือมั่น ๑ ความยึดติดถือมั่น ๑ นั่นคือ “อุปาทาน ๔” เพื่อให้เห็นความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คำว่า “กรรมกิเลส” นั้น แสดงนัยถึง “กรรมกิเลส ๔” [ทุจริต ๔] หมายถึง กรรมเครื่องเศร้าหมอง การกระทำที่เป็นเหตุให้เศร้าหมอง ข้อเสื่อมเสียของความประพฤติมี ได้แก่ (๑) “ปาณาติบาต” การทำชีวิตให้ตกล่วง คือ ฆ่าฟันสังหารกัน (๒) “อทินนาทาน” ถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ คือ ลักขโมย (๓) “กาเมสุมิจฉาจาร” ประพฤติผิดในกาม และ (๔) “มุสาวาท” พูดเท็จ ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับคำว่า “อุปาทาน” นั้น แสดงนัยถึง “อุปาทาน ๔” หมายถึง ความถือมั่น ความยึดติดถือค้างถือคาไว้ [ปัจจุบันมักแปลกันว่า “ความยึดมั่น”] ไม่ปล่อยไม่วางตามควรแก่เหตุผล เนื่องจากติดใคร่ชอบใจหรือใฝ่ปรารถนาอย่างแรง ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ได้แก่ (๑) “กามุปาทาน”  ความถือมั่นในกาม (๒) “ทิฏฐุปาทาน” ความถือมั่นในทิฏฐิหรือความเห็นผิด (๓) “สีลัพพตุปาทาน” ความถือมั่นในศีลและพรตว่าทำให้ตนบริสุทธิ์จากกิเลสราคะ และ (๔) “อัตตวาทุปาทาน” ความถือมั่นวาทะว่าตน

 

นอกจากนี้ ยังกล่าวได้ว่า “ความยึดมั่นโดยมิจฉาทิฏฐิ” เกิดจาก “อกุศลมูล ๓” [โลภะ–โทสะ–โมหะ] ที่เป็นเหตุแห่งความไม่รู้จริงในธรรม ๓ ประการ ดังนี้

(๑) ไม่รู้ “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอย่างประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ ความจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยะ กำหนดรู้ในความจริง ๔ ประการ ได้แก่ (๑) “ทุกข์–ทุกขสัจจะ–ทุกขอริยสัจจ์” คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ–ชรา–มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (๒) “สมุทัย–สมุทัยสัจจะ–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด นั่นคือ “ตัณหา ๓” ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา (๓) “นิโรธ–นิโรธสัจจะ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัด “อวิชชา” สำรอก “ตัณหา” สิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน” และ (๔) “มรรค–มัคคสัจจะ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา”

(๒) ไม่รู้ความเกิดดับระหว่างเหตุและผลในกาลทั้ง ๓ (๑) ไม่รู้ในส่วนอดีต (๒) ไม่รู้ในส่วนอนาคต (๓) ไม่รู้ทั้งอดีตกับอนาคต อันทำให้เห็นเหตุผลในปัจจุบัน นั่นคือ “ญาณ ๓” [Insights] คือ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่  (๑) “อตีตังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ (๒) “อนาคตังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ และ (๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่

(๓) ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน ๑ ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม ๑ การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น ๑ โดยแยกออกเป็น ๒ แนวทาง ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ กระบวนการคิดวิเคราะห์แยกแยะสาวออกไปตามลำดับจากเหตุไปหาผลข้างหน้า เช่น “อวิชชา” เป็นปัจจัย “สังขาร” จึงมี “สังขาร” เป็นปัจจัย “วิญญาณ” จึงมี เป็นต้น จนได้ข้อสรุปว่า “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” มีเหตุมาจาก “อวิชชา” ซึ่งเป็นการกำหนดรู้ในอริยสมุทัยสัจจ์  (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ กระบวนการคิดสังเคราะห์สาวเรื่องทวนจากผลเข้าไปหาเหตุ เช่น “วิญญาณ” มี เพราะ “สังขาร” เป็นปัจจัย “สังขาร” มี เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัย เป็นต้น จนได้ข้อสรุปว่า “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ไม่เป็นผลเกิดขึ้นด้วยดับเหตุแห่ง “อวิชชา” ซึ่งเป็นการกำหนดรู้ในอริยทุกขนิโรธสัจจ์

 

ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งคมชัดในเรื่อง “อกุศลธรรม” นั้น เป็นองค์ความรู้สำคัญที่สามารถขยายพรหมแดนองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขว้างในการศึกษาพระธรรม อันทำให้เห็น “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด ที่ทำให้เกิด “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” และ ย่อมมีอกุศลผลวิบากตามมา คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจในภาวะจิตที่เป็น “อกุศลจิต” [โลภะ–โทสะ–โมหะ] จึงมีความสำคัญที่จะเป็นองค์ความรู้พื้นฐานในการปฏิบัติธรรมที่สูงขึ้น ดังนี้

 

“โลภะ” หมายถึง ภาวะจิตที่ประกอบด้วยอาการลักษณะ “โลภมูลจิต” ต่อไปนี้   

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิด ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัดธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติ เหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสอง ปณิธิ [การตั้งความปรารถนา] ธรรมชาตินำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวังกิริยาที่หวัง สภาพที่หวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ สภาพที่กระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ สภาพที่ละโมบ ธรรมชาติที่เป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือ ราคะ ที่สหรคตด้วย อุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนาวัตถุมีอย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า “โลภะ”

 

 “โทสะ” หมายถึง ภาวะจิตที่ประกอบด้วยอาการลักษณะ “โทสมูลจิต” ต่อไปนี้   

ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเราแล้ว ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเจริญแก่ผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา ความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรือความอาฆาตย่อมเกิดขึ้นในฐานะอันมิใช่เหตุ ความอาฆาตแห่งจิต การกระทบกระทั่ง ความกระทบกระทั่งความยินร้าย ความขุ่นเคือง การขุ่นเคือง ความขุ่นเคืองอย่างแรง ความคิดประทุษร้าย การมุ่งคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความพยาบาทแห่งจิต ความคิดประทุษร้ายทางใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ สภาพที่โกรธความคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย สภาพที่คิดประทุษร้าย ความคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย สภาพที่คิดปองร้าย การยินร้าย ความยินร้าย

ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิตอันใด มีลักษณะเช่นว่า นี้เรียกว่า “โทสะ”

 

“โมหะ” หมายถึง ภาวะจิตที่ประกอบด้วยอาการลักษณะ “โมหมูลจิต” ต่อไปนี้   

ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในธรรมอันเป็นปัจจัยของกันและกันและอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ อันใด มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่า “โมหะ”

 

ฉะนั้น วิธีแก้ไขยกระดับจิตให้สูงขึ้นจากก “อกุศลมูล ๓” ดังกล่าว ข้างต้นนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “อกุศลวิตก ๓” หมายถึง ความตรึกที่เป็นอกุศล ความนึกคิดที่ไม่ดี ได้แก่ (๑) “กามวิตก” คือ ความตรึกในทางกาม ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก (๒) “พยาบาทวิตก” คือ ความตรึกในทางพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย และ (๓) “วิหิงสาวิตก” คือ ความตรึกในทางเบียดเบียน ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญจตุสติปัฏฐานธรรม [สติปัฏฐาน ๔] หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส เมื่อมี “สติคมชัด” ที่ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ” ที่แก่กล้าเป็นกำลังแห่งปัญญาดีแล้ว ย่อมทำให้จิตเป็นกุศล ต้องการทำความดีให้สูงขึ้นด้วยความเพียรที่ถูกต้องให้เกิดผลประโยชน์ความสำเร็จแห่งการปฏิบัติธรรม นั่นคือ “สัมมัปปธาน ๔” หรือ “ปธาน ๔” คือ ความเพียรใหญ่ ความเพียรชอบ ดังนี้

 

“สัมมัปปธาน ๔” หมายถึง ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ที่เป็น “สัมมาวายามะ” [ปธาน ๔] ได้แก่ “สังวรปธาน–ปหานปธาน–ภาวนาปธาน–อนุรักขนาปธาน” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “สังวรปธาน” หมายถึง ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ เพียรระวังป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น โดยมีนัยสำคัญ ดังนี้

(๑) “บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น” หมายถึง “อกุศลมูล ๓” คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” และกิเลสที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทเดียวกันกับ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” นั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วย โลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐานแห่งสภาวธรรมเหล่านี้

(๒) “ทำฉันทะให้เกิด” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด ความพอใจในธรรม (๒) “ทำฉันทะนี้ให้เกิด” หมายถึง ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง  

(๓) “พยายาม” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความพยายาม” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “พยายาม” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้

(๔) “ปรารภความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ปรารภความเพียร” หมายถึง ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียร  

(๕) “ประคองจิตไว้” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “จิต” หมายถึง จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน (๒) “ประคองจิตไว้” หมายถึง ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ ค้ำชู ซึ่งจิตนี้

 (๖) “ทำความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ทำความเพียร” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความเพียรนี้

 

(๒) “ปหานปธาน” หมายถึง ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว โดยมีนัยสำคัญ ดังนี้

(๑) “บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว” หมายถึง “อกุศลมูล ๓” คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” และกิเลสที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทเดียวกันกับ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” นั้น เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐานแห่งสภาวธรรมเหล่านี้   

(๒) “ทำฉันทะให้เกิด” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด ความพอใจในธรรม (๒) “ทำฉันทะนี้ให้เกิด” หมายถึง ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง  

(๓) “พยายาม” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความพยายาม” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “พยายาม” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้

(๔) “ปรารภความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ปรารภความเพียร” หมายถึง ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียร  

(๕) “ประคองจิตไว้” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “จิต” หมายถึง จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน (๒) “ประคองจิตไว้” หมายถึง ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ ค้ำชู ซึ่งจิตนี้

 (๖) “ทำความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ทำความเพียร” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความเพียรนี้

 

(๓) “ภาวนาปธาน” หมายถึง ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเจริญทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น โดยมีนัยสำคัญ ดังนี้

(๑) “กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น” หมายถึง “กุศลมูล ๓” คือ “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” และกุศลธรรมที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทเดียวกันกับ  “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้น นั่นคือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วย  “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มี  “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้นเป็นสมุฏฐานแห่งสภาวธรรมเหล่านี้   

(๒) “ทำฉันทะให้เกิด” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด ความพอใจในธรรม (๒) “ทำฉันทะนี้ให้เกิด” หมายถึง ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง  

(๓) “พยายาม” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความพยายาม” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “พยายาม” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้

(๔) “ปรารภความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ปรารภความเพียร” หมายถึง ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียร

(๕) “ประคองจิตไว้” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “จิต” หมายถึง จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน (๒) “ประคองจิตไว้” หมายถึง ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ ค้ำชู ซึ่งจิตนี้

 (๖) “ทำความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ทำความเพียร” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความเพียรนี้

 

(๔) “อนุรักขนาปธาน” หมายถึง ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมไปและให้เพิ่มไพบูลย์ หรือเพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว โดยมีนัยสำคัญ ดังนี้

(๑) “กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว” หมายถึง “กุศลมูล ๓” คือ “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” และกุศลธรรมที่ตั้งอยู่ในจิตตุปบาทเดียวกันกับ “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้น นั่นคือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วย  “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มี  “อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ” นั้นเป็นสมุฏฐานแห่งสภาวธรรมเหล่านี้

(๒) “ทำฉันทะให้เกิด” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำความฉลาด ความพอใจในธรรม (๒) “ทำฉันทะนี้ให้เกิด” หมายถึง ให้เกิดด้วยดี ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นด้วยดี ให้บังเกิด ให้บังเกิดยิ่ง  

(๓) “พยายาม” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความพยายาม” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “พยายาม” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความพยายามนี้

(๔) “ปรารภความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ปรารภความเพียร” หมายถึง ย่อมปรารภ ปรารภด้วยดี เสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งความเพียร  

(๕) “ประคองจิตไว้” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “จิต” หมายถึง จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน (๒) “ประคองจิตไว้” หมายถึง ประคองไว้ด้วยดี อุปถัมภ์ ค้ำชู ซึ่งจิตนี้

 (๖) “ทำความเพียร” ซึ่งประกอบด้วย (๑) “ความเพียร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ (๒) “ทำความเพียร” หมายถึง เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้ว ด้วยความเพียรนี้

 

ข้อพึงสังเกตในการบรรยายธรรมตามหลักพระไตรปิฎกนั้น มักขยายความอย่างละเอียดในคำนิยามอย่างชัดเจน จึงมักกล่าวถึงซ้ำๆ เพื่อให้เกิดความจดจำในคำนิยามเหล่านั้น  เพราะในสมัยก่อนไม่มีหนังสือหรือเอกสารสิ่งตีพิมพ์ อาศัยการจดจำคำพูดปากต่อปาก ให้พิจารณานิยามต่อไปนี้

คำว่า “โย ฉนฺโท” ได้แก่ ฉันทะ ด้วยความสามารถแห่งการตั้งไว้ ซึ่งความพอใจ อันใด

คำว่า “ฉนฺทิกตา” ได้แก่ ความเป็นผู้ประกอบด้วยฉันทะ หรืออาการ แห่งการกระทำ ฉันทะ

คำว่า “กตฺตุกมฺมยตา” ได้แก่ ความเป็นผู้ใคร่เพื่อทำ

คำว่า “กุสโล” ได้แก่ ผู้ฉลาด

คำว่า “สมฺมปฺปธานา” ได้แก่ ความเพียรที่เป็นเหตุ ความเพียรที่เป็นอุบายความเพียรโดยแยบคาย

คำว่า “อิธ ภิกฺขุ” ได้แก่ ภิกษุผู้ปฏิบัติในพระศาสนานี้

คำว่า “อนุปฺปนฺนานํ” ได้แก่ ที่ยังไม่เกิดขึ้น

คำว่า “ปาปกานํ” ได้แก่ อันลามก

คำว่า “อกุสลานํ ธมฺมานํ” ได้แก่ ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศลในอรรถว่าไม่ฉลาด

คำว่า “อนุปฺปาทาย” ได้แก่ เพื่อต้องการไม่ให้เกิดขึ้น

คำว่า “ฉนฺทํ ชเนติ” ได้แก่ ย่อมยังฉันทะในกุศลความเป็นผู้ใคร่เพื่อกระทำให้บังเกิดขึ้น

คำว่า “วายมติ” ได้แก่ ย่อมทำความบากบั่นประกอบความเพียร

คำว่า “วิริยํ อารภติ” ได้แก่ ทำความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางจิต

คำว่า “จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ” ได้แก่ ย่อมยกจิตขึ้นด้วยความเพียรอันเป็นสหชาตินั้น  

คำว่า “ปทหติ” ได้แก่ ย่อมทำความเพียรอันเป็นประธาน  

คำว่า “อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ” ได้แก่ บาปธรรมอันถึงซึ่งคำอันบุคคลไม่ควรกล่าวว่ายังไม่เกิดขึ้น

คำว่า “ปหานาย” ได้แก่ เพื่อต้องการแก่การละ

คำว่า “อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ” ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลายอันยังไม่เกิดขึ้น

คำว่า “อุปฺปาทาย” ได้แก่ เพื่อต้องการให้เกิดขึ้น

คำว่า “อุปฺปนฺนานํ” ได้แก่ บังเกิดขึ้นแล้ว

คำว่า “ฐิติยา” ได้แก่ เพื่อความดำรงอยู่

คำว่า “อสมฺโมสาย” ได้แก่ เพื่อความไม่เสื่อมไป

คำว่า “ภิยฺโยภาวาย” ได้แก่ เพื่อความเจริญบ่อยๆ

คำว่า “เวปุลฺลาย” ได้แก่ เพื่อความไพบูลย์

คำว่า “ภาวนาย” ได้แก่ เพื่อความเจริญ

คำว่า “ปริปูริยา” ได้แก่ เพื่อความบริบูรณ์

 

เพราะฉะนั้น ให้พิจารณามูลเหตุของ “ความยึดมั่น” [อุปาทาน = กามุปาทาน–ทิฏฐุปาทาน–สีลัพพตุปาทาน–อัตตวาทุปาทาน] กับ “ความเห็นถือผิด” [ทิฏฐิ] ซึ่งมีรากเหง้ามาจาก “อกุศลมูล ๓” [โลภะ–โทสะ–โมหะ] กับ “อกุศลวิตก ๓” ที่ได้ชื่อว่า “มิจฉาทิฏฐิ” ความเห็นผิด เมื่อพิจารณาตามหลักปฏิจจสมุปบาท จะเห็นว่า “อวิชชา” คือ มูลเหตุประการแรกของอกุศลธรรม ที่ส่งผลวิบาก ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” [กำหนดรู้โดย “ปัจจยปริคคหญาณ” ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ดังนี้

 

อนุโลมปฏิจจสมุปบาท

) อดีต = (๑) อวิชชา–สังขาร

) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา– (๒) ตัณหา– (๓) อุปาทาน–ภพ

) อนาคต = ชาติ–ชรา–มรณะ [โสกะ–ปริเทวะ–(๔) ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส]

โดยสรุป = “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน–ทุกข์” คือ วงจรแห่งสังสารทุกข์

 

ฉะนั้น เมื่อลำดับเหตุแห่งทุกข์ จะปรากฏว่า “อวิชชา” [ความไม่รู้จริง] เป็นมูลเหตุในอดีต “ตัณหา” [ความทะยานอยาก] เป็นผลในปัจจุบัน และเป็นเหตุในปัจจุบันที่ให้เกิด “อุปาทาน” [ความยึดมั่น] และในขณะเดียวกัน “อุปาทาน” [ความยึดมั่น] ก็เป็นเหตุในปัจจุบัน ทำให้เกิดผลในอนาคต คือ “ทุกข์” [สภาพแห่งทุกข์] ซึ่งหมุนเวียนวกวนอย่างนี้ไม่สิ้นสุด คำว่า “อวิชชา” [ความไม่รู้จริง] มาจากรากเหง้าของอกุศลธรรม คือ “โมหะ” [ความหลงใหล] อันเป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์ส่วนหนึ่ง กระบวนการคิดในลักษณะเช่นนี้ คนส่วนใหญ่มองข้ามความสำคัญไป จึงประสบกับปัญหาชีวิตที่ประกอบด้วย “ทุกข์” นั่นคือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ–ชรา–มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” [กำหนดรู้โดย “นามรูปปริจเฉทญาณ” ข้อ ๑ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้ ทำให้เห็น “ทุกขอริยสัจจ์” ได้ ซึ่งเกิดจากอกุศลจิตที่ประกอบด้วยความยึดมั่นใน “อินทรีย์ ๖” กับสัมผัสรู้ในการเสวย “อารมณ์ ๖” ได้แก่ “ตาเห็นรูป–หูฟังเสียง–จมูกดมกลิ่น–ลิ้นรับรส–กายสัมผัสโผฏฐัพพะ–ใจรู้แจ้งในธรรมารมณ์” ใน “ความยึดมั่น” [อุปาทาน] ด้วย “เวทนา ๖” ในอารมณ์ทั้ง ๖ นี้ ประกอบด้วย “สัญญา ๖” [สัญเจตนา] ทำให้เกิด “สังขาร ๓–อภิสังขาร ๓”  [กายสังขาร–วจีสังขาร–มโนสังขาร หรือ บุญ–บาป–ฌาน] ซึ่งหมายถึง “เจตสิก ๕๒–กองเจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร] ที่แสดงเป็นระดับจิตหรือคุณภาพชีวิต ที่เรียกว่า “วิญญาณ ๖” [จิต ๘๙–มโนวิญญาณ] แต่ในกรณีนี้ ทั้ง “จิต” กับ “เจตสิก” ถูกครอบงำด้วย “อกุศลจิต–กิเลสตัณหา” [นิวรณูปกิเลส] ที่มีรากเหง้ามาจาก “อกุศลมูล ๓–อกุศลวิตก ๓” จึงเป็นการแสดงออกความคิดเห็น ความเชื่อม ทัศนคติ ที่เรียกว่า “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิด อันเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ที่ทำให้เกิดกระบวนการคิดที่ถือผิด ไม่เป็นไปตามความจริงแห่งธรรมชาติ มีกิเลสธรรมเครื่องเศร้าหมองกลุ้มรุมจิตให้รับบุญกุศลหรือความดีได้ยาก เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางปิดกั้นปัญญาให้ไปในทางที่หลงทิศ ฉะนั้น การถือมั่นในศีลธรรม กุศลธรรม และสมถธรรม ที่เรียกว่า “จิตตภาวนา–สมถภาวนา” [ฌาน ๔ = สัมมาสมาธิ] ย่อมทำให้จิตใจปราศจากนิวรณ์ และจิตเป็นสมาธิ “กุศลจตุตถฌานจิต–จิตประภัสสร” [อุเบกขาจิต–เอกัคคตาแห่งสมาธิ] ซึ่งในขั้นนี้ให้ถือปฏิบัติพร้อมด้วยการเจริญจตุสติปัฏฐาน [สติปัฏฐาน ๔ = สัมมาสติ] และ “สัมมัปปธาน ๔” [สัมมาวายามะ] ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ต่อจากนั้น ค่อยพัฒนาจิตใจให้ก้าวสู่ “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่ (๑) “เป็นของไม่เที่ยง” [อนิจจตา] คือ อาศัย “อนิจจานุปัสสนา” ถอน “วิปัลลาสนิมิต” ความยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ (๒) “เป็นทุกข์” [ทุกขตา] คือ อาศัย “ทุกขานุปัสสนา” ถอน “ตัณหาปณิธิ” ความตั้งใจมั่นในความทะยานอยาก (๓) “มิใช่ตัวตน” [อนัตตตา] คือ อาศัย “อนัตตานุปัสสนา” ถอน “อัตตาภินิเวส” ความยึดมั่นในตัวตน ลักษณะทั้ง ๓ ประการ ของ “นามรูป” [สังขตธรรม] ทั้งหลายนี้ เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ต่อจากนั้นจึงฝึกฝนการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) เพื่อทำลาย “สังขารธรรม–สังขตธรรม” ทั้งหลาย คือ “ขันธ์ ๕” โดยมุ่งมั่นไปสู่ “โลกุตตรธรรม ๙” [คั่นด้วย “โคตรภูญาณ” ข้อ ๑๓ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ได้แก่ (๑) “มรรค ๔–มัคคญาณ” (ข้อ ๑๔ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) (๒) “ผล ๔–ผลญาณ” (ข้อ ๑๕ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) และ (๓) “นิพพาน ๑–อาสวักขยญาณ” (“ปัจจเวกขณญาณ” ข้อ ๑๖ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ซึ่งเรียกอย่างหนึ่งว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓”) ตามลำดับ.

 

 

 

Visitor Number:
4959439