๒๔.  ปัญญาในอภิญญา ๖

         Knowledge from the Sixfold Higher Knowledge

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1801

 ความสำคัญของบทความ

 

ข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งในการปฏิบัติธรรมที่หมายถึง “สมาธิภาวนา” นั้น คือ “การมีสติสัมปชัญญะ” เพื่อไม่ให้เกิดความประมาทในความนึกคิดให้เป็น “สัมมาทิฏฐิ” ฉะนั้น ความไม่ประมาท “อัปปมาทะ” จึงเป็นเรื่องการสำรวจระวังตนระวังใจไม่ให้กิเลสตัณหาเข้าครอบงำกลุ้มรุมจิตได้ คำว่า “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด เจริญด้วย “โยนิโสมนสิการ” [พิจารณาสภาวธรรมรอบตัวด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท] โดยรู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้จักดังแปลงประยุกต์และต่อยอดองค์ความรู้ใน “ปัญญา ๓” หมายถึง “ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง” ได้แก่ (๑) “จินตามยปัญญา” ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่โยนิโสมนสิการที่ตั้งขึ้นในตนเอง (๒) “สุตมยปัญญา” ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ปรโตโฆสะ (๓) “ภาวนามยปัญญา” ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม ฉะนั้น การปฏิบัติธรรม คือ (๑) “การเจริญสมถภาวนา” เพื่อให้จิตสงบเกิดคุณธรรมเป็นสมาธิที่ทำให้สติบริสุทธิ์ พร้อมด้วยสัมปชัญญะ อันหมายถึง “ญาณทัสสนะ” คือ การหยั่งรู้ด้วยญาณในวิปัสสนา กับ (๒) “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” เพื่อทำให้เกิดปัญญาในวิปัสสนากัมมัฏฐาน อันหมายถึง “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ซึ่งรวมถึง “ปัญญาในอภิญญา ๖” คือ ความรู้ยิ่งยวด ได้แก่ “อิทธิวิธญาณ–โสตธาตุวิสุทธิญาณ–ปรจิตตญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” ในการบรรลุถึงคุณชาติแห่งอธิคมสมณธรรมดังกล่าวนี้ มีความยากง่ายแตกต่างกันไปในบุคคล ทั้งบรรลุล่วงได้สมบูรณ์และบกพร่องไปไม่ครบถ้วน แต่ข้อพึงสำรวมระวังเป็นอย่างยิ่ง คือ “อย่าไปยึดมั่นในธรรมวิเศษดังกล่าวนั้น จนนึกคิดเป็นสรณะที่พึงอาศัยแทนพระรัตนตรัย” นั่นคือ “เกิดความประมาทไม่สำรวจระวังอินทรีย์” โดยนึกว่าตนได้บรรลุเป็นพระศาสดาไปแล้ว เพราะไม่สำรวมใน “ปาริสุทธิศีล ๔” หมายถึง ศีลคือความบริสุทธิ์ ศีลเครื่องให้บริสุทธิ์ ความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีล ได้แก่ (๑) “ปาฏิโมกขสังวรศีล” ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย (๒) “อินทรียสังวรศีล” ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๓) “อาชีวปาริสุทธิศีล” ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น (๔) “ปัจจัยสันนิสิตศีล” ศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย ๔ ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ คือ พิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา ฉะนั้น ถึงว่าตนมี “อภิญญา ๖” ก็ตาม แต่ก็เป็น “อกุศลอภิญญาที่เสื่อมดีพร้อมด้วยทุศีล” ไม่ใช่ทาง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาในอภิญญา ๖

 

ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาที่แยกออกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” คือ ฌานสมาธิ หรือการเจริญสมถกัมมัฏฐานทำจิตให้แน่วแน่เป็นสมาธิ หรือเรียกว่า “จิตตภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุข ผ่องใส พร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง หรือเรียกว่า “ปัญญาภาวนา” คือ การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์ แต่อย่างไรก็ตาม “ปัญญาในอภิญญา ๖” นั้น เป็น “ปัญญาในอัปปนาสมาธิ” ที่หมายถึง “จตุตถฌาน” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ คือ (๑) “อุเบกขา” คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา หรือ “ตัตรมัชฌัตตตา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ และ (๒) “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว หรือ “สมาธิ” คือ ความตั้งมั่นแห่งจิต ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ฉะนั้น “ปัญญาในอภิญญา ๖” ย่อมถือเป็น “ฤทธิ์–ฤทธิ์เดช–อิทธิฤทธิ์” ที่เกิดจากความสำเร็จในการบรรลุถึง “อธิคมธรรม” หมายถึง ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ เช่น ฌาน อภิญญา มรรค ผล หรือ “อุตตริมนุสสธรรม” หมายถึง ธรรมวิเศษ คุณวิเศษ คุณพิเศษ ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาบัติ มรรค ผล ซึ่งมีความแตกต่างจาก “ติรัจฉานวิชา” อันขัดกับศีลใหญ่ “มหาศีล” คือ ให้ละเว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชาได้แก่ (๑) จำพวกทำนายทายทัก ทำพิธีเกี่ยวกับ โชคลาง เสกเป่า เป็นหมอดู หมองู หมอผี (๒) จำพวกทายลักษณะคน ลักษณะของลักษณะสัตว์ (๓) จำพวกดูฤกษ์ดูชัย (๔) จำพวกทำนายจันทรคราส สุริยคราส อุกกาบาต และนักษัตรที่เป็นไปและที่ผิดแปลกต่างๆ (๕) จำพวกทำนายชะตาบ้านเมือง เรื่องฝนฟ้า ภัยโรค ภัยแล้ง ภัยทุพภิกขา เป็นต้น (๖) จำพวกให้ฤกษ์ แก้เคราะห์ เป็นหมอเวทมนตร์ ทรงเจ้า บวงสรวง สู่ขวัญ (๗) จำพวกทำพิธีบนบาน แก้บน ทำพิธี ตั้งศาล ปลูกเรือน บำบวงเจ้าที่ บูชาไฟ เป็นหมอยา หมอผ่าตัด องค์ความรู้ในวิชาอาคมดังกล่าวนี้ ถือเป็นความรู้ในฝ่ายลัทธินอกพระพุทธศาสนาของเหล่าบรรดา เดียรถีย์ ปาริพาชก ชฎิล ดาบส ฤษี ที่เรียกว่า “ติตถิยะ” หมายถึง นักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา บุคคลเหล่านี้ ไม่ได้หมายถึง คนไม่ดี เพียงแต่มีวัตถุประสงค์ในการใช้วิชาอาคมหรือเวทมนต์ที่ไม่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์ ตามแนวทาง “อริยมรรค” หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” บางคนนำฤทธิ์มาใช้ในการทางมิจฉาอาชีวะเพื่อเลี้ยงตนเอง คือ ประกอบด้วย “อกุศลวิตก ๓” หมายถึง คิดในทางที่ไม่ดีเป็นอกุศลจิต ความนึกคิดที่ไม่ดี ซึ่งมีรากเหง้ามาจากอกุศลธรรม “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ได้แก่ (๑) “กามวิตก” ความตรึกในทางกาม ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก (๒) “พยาบาทวิตก” ความตรึกในทางพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย (๓) “วิหิงสาวิตก” ความตรึกในทางเบียดเบียน ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เพราะฉะนั้น การหลงใหลในอิทธิฤทธิ์จากอธิคมธรรมทั้งหลาย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้นำพาไปสู่การดับทุกข์แห่งชีวิตที่แท้จริง ไม่ควรเลื่อมใสศรัทธาในข้อนี้

ในอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่บำเพ็ญเพียรสมถภาวนาที่ถูกต้องสมควรแก่ธรรมได้อย่างบริสุทธิ์ ย่อมเป็นบุคคลที่สามารถบรรลุคุณวิเศษแห่ง “จตุตถฌาน” ได้ อันเป็นสมุฏฐานที่ทำให้เกิด “ฤทธิ์เดช–อิทธิฤทธิ์” ต่างๆ ได้ ที่เรียกว่า “อธิคมสมณธรรม” [พระเถระ] อย่างเช่น อภิญญา ๖ เป็นต้น ดังนี้

 

“อภิญญา ๖” หมายถึง “ความรู้ยิ่งยวด–ความรู้ยิ่ง–ความรู้ชัด” หรือ “อภิญฺญาโย–มหาภิญฺญตฺตํ” สำหรับ ๕ ข้อแรกเป็น “โลกิยะ–โลกียอภิญญา” ส่วนข้อสุดท้ายเป็น “โลกุตตระ–โลกุตตรอภิญญา” ส่วนคุณบทแห่งบุคคลผู้มีอภิญญา ๖ บุคคลผู้มีอภิญญา ๖ บุคคลผู้ประกอบด้วยอภิญญา ๖ เรียกว่า “ฉฬภิญญบุคคล” เพราะฉะนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้มี “ปัญญาคม–ติกขปัญญา” [ปัญญาในรูปาวจรจตุตถฌาน] คือ ย่อมเป็นอันบุคคลนี้บรรลุแล้วใน อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และ อภิญญา ๖ โดย ทำให้แจ้งแล้ว นั่นคือ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในอาสนะเดียว [บรรลุธรรมเหล่านั้นในรวดเดียว] ได้แก่

(๑) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้

(๒) “ทิพพโสต–โสตธาตุวิสุทธิญาณ” ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์  

(๓) “เจโตปริยญาณ–ปรจิตตญาณ” ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้  

(๔) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้  

(๕) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์  

(๖) “อาสวักขยญาณ” ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป  

 

อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้เป็นพระสาวก ที่ประกอบด้วยสามารถปรีชาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุผลแห่งการปฏิบัติในฝ่ายปัญญา ดังในคำว่า “ยงฺกกิญฺจ สาวเกน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ เตน ปตฺตพฺพํ” ได้แก่ “วิชชา ๓–ปฏิสัมภิทา ๔–อภิญญา ๖–โลกุตรธรรม ๙” ฉะนั้น คุณชาติ [ความดีงาม] นี้ ย่อมเป็นอัน “พระเถระ” นั้นบรรลุแล้วทุกอย่าง นอกจากนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

 

[ภิกษุผู้ปฏิบัติดีใน ๓ ปิฎกได้ผลดีต่างกัน]

อนึ่ง ภิกษุผู้ปฏิบัติในพระวินัย อาศัย “สีลสมบัติ” ย่อมได้บรรลุ “วิชชา๓” ก็เพราะตรัสจำแนกประเภท “วิชชา ๓” เหล่านั้นนั่นแลไว้ในพระวินัยนั้น ผู้ปฏิบัติดีในพระสูตร อาศัย “สมาธิสมบัติ” ย่อมได้บรรลุ “อภิญญา ๖” ก็เพราะตรัสจำแนกประเภท “อภิญญา ๖” เหล่านั้นไว้ในพระสูตรนั้น ผู้ปฏิบัติดีในพระอภิธรรม อาศัย “ปัญญาสมบัติ” ย่อมได้บรรลุ “ปฏิสัมภิทา ๔” ก็เพราะตรัสจำแนกประเภท “ปฏิสัมภิทา ๔”  นั้น ไว้ในพระอภิธรรมนั้นนั่นเอง ผู้ปฏิบัติดีในปิฎกเหล่านี้ย่อมบรรลุ “สมบัติ” [ความถึงพร้อม–ความครบถ้วน–ความสมบูรณ์–สิ่งที่ได้ที่ถึงด้วยดี] ต่างกัน คือ “วิชชา ๓–อภิญญา ๖–และ–ปฏิสัมภิทา ๔” นี้ตามลำดับ ด้วยประการฉะนี้

 

เพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่น อย่างมีเหตุผลและประกอบด้วยปัญญาในคุณวิเศษนี้ ด้วยการเข้าถึง “อธิจิตต์” ที่ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อย่างแท้จริง เพื่อให้กรรมฐานได้ เจริญก้าวหน้าอย่างถูกทาง ไม่เป็นไปในทางเสื่อมวิบัติ แต่ให้นำเอา “วิชชา–ความรู้–ปัญญา–ญาณ” อันเกิดจากสมถภาวนานี้ มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “อธิปัญญา” คือ ปัญญาอันยิ่งที่สามารถเข้าถึง “โลกุตตรปัญญา” หมายถึง ปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกุตตรมรรค ความรู้ที่พ้นวิสัยของโลก ความรู้ที่ช่วยคนให้พ้นโลก นั่นคือ “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–โลกุตตรธรรม ๙” ได้อย่างแท้จริง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ” หมายถึง ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ ดังนี้

[๒๖๑] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงบรรลุ “อิทธิวิธะ” หลายประการ คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดดุจไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบน

น้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์

พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่ เธอก็จักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “อิทธิวิธะ” นั้นๆ

 

คำว่า “อิทฺธิวิเธ ญาณํ” [แปลว่า อิทธิวิธญาณ] บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อว่า ญาณในการแสดงฤทธิ์อันเป็นไปโดยนัยว่า บุคคลแม้คนเดียวทำให้เป็นบุคคลมากได้ ดังนี้ เป็นต้น รูปาวจรทั้งหลายอันสหรคตด้วย “อุเบกขา” อันไม่มี “วิตก” และ “วิจาร” เป็น “ปัญญาในอัปปนา” [คำว่า “อัปปนา” หมายถึง “อัปปนาภาวนา” ภาวนาขั้นแน่วแน่ คือ ฝึกสมาธิถึงขั้นเป็นอัปปนา เป็นขั้นบรรลุปฐมฌาน (ข้อ ๓ ในภาวนา ๓) หรือ “อัปปนาสมาธิ” สมาธิแน่วแน่ จิตต์ตั้งมั่นสนิท เป็นสมาธิในฌาน (ข้อ ๒ ในสมาธิ ๒ ข้อ ๓ ในสมาธิ ๓) ส่วน “ธรรมเป็นอัปปมาณะ” คือ “ไม่มีประมาณ”ได้แก่ มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตระ สามัญผล ๔ และนิพพาน] ซึ่งมีขณะแห่งจิตดวงหนึ่งอันสำเร็จซึ่งความเป็นบุคคลมากนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยคำว่า “อิทฺธิวิเธ ญาณํ” ดังนี้

 

(๒) “ทิพพโสต–โสตธาตุวิสุทธิญาณ” หมายถึง ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ ดังนี้

[๒๖๒] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงฟังเสียงทั้งสอง คือ “เสียงทิพย์” และ “เสียงของมนุษย์” ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ด้วย “ทิพยโสตธาตุ” อันบริสุทธิ์ล่วง “โสตธาตุของมนุษย์” ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่ เธอจักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “ทิพโสตธาตุ” นั้นๆ

 

คำว่า “โสตธาตุวิสุทฺธิยา ญาณํ” [แปลว่า โสตธาตุวิสุทธิญาณ] ได้แก่ “ญาณในทิพโสตธาตุ” อันมีเสียงไกลและใกล้เป็นอารมณ์ อธิบายว่า “รูปาวจร” อันสหรคตด้วย “อุเบกขา” ไม่มี “วิตก” และ “วิจาร” จัดเป็น “ปัญญา” ซึ่งมีขณะแห่งจิตดวงหนึ่งอันมีเสียงล่วงวิสัยแห่ง “โสตธาตุธรรมดา” เป็นอารมณ์แม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยคำว่า “โสตธาตุวิสุทฺธิยา ญาณํ” ดังนี้

 

(๓) “เจโตปริยญาณ–ปรจิตตญาณ” หมายถึง ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ ดังนี้

[๒๖๓] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ พึงรู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ พึงรู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ พึงรู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ พึงรู้ว่า จิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ พึงรู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ พึงรู้ว่า จิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ พึงรู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน พึงรู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคตะ [กุศลธรรมและอัพยากฤตธรรมที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร] พึงรู้ว่าจิตเป็นมหัคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคตะ พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า พึงรู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า พึงรู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ พึงรู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ พึงรู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น พึงรู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น พึงรู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่ เธอจักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “เจโตปริยญาณ” นั้นๆ

 

คำว่า “ปรจิตตฺเต ญาณํ” [แปลว่า ปรจิตตญาณ] ได้แก่ ญาณในการกำหนดจิตของสัตว์อื่น อธิบายว่า “ปัญญาในอัปปนา” [อัปปนาสมาธิ] อันเป็นขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง มีจิตมีราคะเป็นต้นของสัตว์อื่นเป็นอารมณ์ มีประการตามที่กล่าวแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยคำว่า “ปรจิตฺเต ญาณํ” แม้นี้

 

(๔) “ปุพเพนิวาสานุสสติ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” หมายถึง ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ ดังนี้  

[๒๖๔] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ พึงระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอด “สังวัฏกัป” [คือ ระยะกาลเมื่อกัปเสื่อม ยากที่จะนับว่าเท่านั้นปี เท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี] เป็นอันมากบ้าง ตลอด “วิวัฏกัป” [คือ ระยะกาลเมื่อกัปกลับเจริญ ก็ยากที่จะนับว่าเท่านั้น ปีเท่านั้นร้อยปี เท่านั้นพันปี หรือเท่านั้นแสนปี] เป็นอันมากบ้าง ตลอด “สังวัฏวิวัฏกัป” [คือ ระยะกาลเมื่อกัปเสื่อมและระยะกาลเมื่อกัปกลับเจริญ] เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์

อย่างนั้น มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่เธอจักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “บุพเพนิวาสานุสสติญาณ” นั้นๆ  

 

คำว่า “ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ” ได้แก่ ญาณอันสัมปยุตด้วยการตามระลึกถึงขันธ์อันเคยอาศัยในกาลก่อน อธิบายว่า “ปัญญาในอัปปนา” ซึ่งเป็นขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง สัมปยุตด้วย “สติ” เป็นเครื่องตามระลึกถึงขันธ์อันเคยอาศัยแล้วในกาลก่อน มีประการตามที่กล่าวแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยคำว่า “ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ” แม้นี้

 

(๕) “ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” หมายถึง ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์ ดังนี้

[๒๖๕] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย “ทิพยจักษุ” อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตาม “กรรม” ว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ดังนี้ เราพึงเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วย “ทิพยจักษุ” อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่ เธอจักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “จุตูปปาตญาณ” นั้นๆ

 

คำว่า “สตฺตานํ จุตูปปาเต ญาณํ” ได้แก่ ญาณในการจุติและในการอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า “ปัญญาในอัปปนา” อันเป็นขณะแห่งจิคดวงหนึ่งซึ่งมี “วรรณธาตุ” [ผิว–สี เช่น แต่เมื่อพระโลกนารถทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุม พระโลหิตก็ผ่องใส วัตถุรูปก็ผ่องใส พระฉวีวรรณก็ผ่องใส วรรณธาตุมีจิตเป็นสมุฏฐาน ตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว] ของสัตว์ทั้งหลายผู้ตายและเกิดเป็นอารมณ์มีประการตามที่กล่าวแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยคำว่า “สตฺตานํ จุตูปปาเต ญาณํ” แม้นี้

 

(๖) “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป ดังนี้

 [๒๖๖] ดูก่อนวัจฉะ เธอนั้นเพียงจักหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะ “อาสวะ” ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ดังนี้ เมื่อเหตุมีอยู่ เธอจักบรรลุความเป็นผู้อาจ เป็นผู้สามารถใน “อาสวักขยญาณ” นั้นๆ

 

คำว่า “อาสวานํ ขเย ญาณํ” [แปลว่า อาสวักขยญาณ] ได้แก่ ญาณเป็นเครื่องกำหนดรู้สัจจะ ก็ญาณนี้เท่านั้นเป็นโลกุตตระ ญาณที่เหลือ ๕ เป็นโลกีย์ ดังนี้แล

 

ข้อพึงพิจารณาเกี่ยวกับ “คุณวิเศษ” ที่เกิดขึ้นในการเจริญสมถภาวนานั้น เรียกว่า “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–วิปัสสนาญาณ ๑–มโนมยิทธิ ๑” ในการบรรลุธรรมดังกล่าวนี้ เกิดจากจิตที่บริสุทธิ์ “จิตตวิสุทธิ” และเป็น “สมาธิ” นั่นคือ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” ที่ประกอบด้วยองค์มรรค ๓ แห่งอธิจิตตสิกขา ได้แก่ (๑) “สัมมาวายามะ” คือ สัมมัปปธาน ๔ (๒) “สัมมาสติ” คือ สติปัฏฐาน ๔ และ (๓) “สัมมาสมาธิ” คือ ฌาน๔ ฉะนั้น ลำดับขั้นของความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิต ซึ่งหมายถึง “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ที่เกิดขึ้นใน “รูปฌาน ๔” ในแต่ละขั้น ขั้นสูงสุดที่จิตบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ คือ “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“รูปฌาน ๔” หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งอารมณ์จนแน่วแน่ ด้วยฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ในกรรมฐาน หรือ ฌานที่เป็นรูปาวจรโดยมี “สมาธิ–เอกัคคตา” เป็นประธานหลัก ได้แก่

(๑) “ปฐมฌาน” ฌานที่ ๑ มีองค์ฌาน ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน” ฌานที่ ๒ มีองค์ฌาน ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน” ฌานที่ ๓ มีองค์ฌาน ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน” ฌานที่ ๔ มีองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

เพราะฉะนั้น เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์ [นิวรณ์ ๕ อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง] และเป็นสมาธิ [วิเวก] ซึ่งทำให้กระบวนการคิดในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานได้บรรลุถึง “ญาณทัสสนะ” หมายถึง การเห็นด้วยญาณในวิปัสสนา การเห็นด้วยการหยั่งรู้ภายในตนแห่งวิปัสสนาภูมิ อันทำให้เกิด “วิชชา” ต่างๆ ได้แก่ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–วิปัสสนาญาณ ๑ [วิปัสสนาญาณ ๙] –มโนมยิทธิ ๑” ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“วิชชา ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” ความรู้ที่ระลึกชาติได้

(๒) “จุตูปปาตญาณ” ความรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

(๓) “อาสวักขยญาณ” ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น

 

“วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑) “วิปัสสนาญาณ” ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน  

(๒) “มโนมยิทธิ” ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์ทางใจ คือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ ดุจชักไส้จากหญ้าปล้อง ชักดาบจากฝัก หรือชักงูออกจากคราบ

(๓) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้  

(๔) “ทิพพโสต” หูทิพย์  

(๕) “เจโตปริยญาณ” ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้  

(๖) “ปุพเพนิวาสานุสสติ” ระลึกชาติได้  

(๗) “ทิพพจักขุ” ตาทิพย์  

(๘) “อาสวักขยญาณ” ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ  

 

“วิปัสสนาญาณ ๙” หมายถึง ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน หรือเรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” ได้แก่

(๑) “อุทยัพพยญาณ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๒) “ภังคญาณ–ภังคานุปัสสนาญาณ” ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๓) “ภยญาณ–ภยตูปัฏฐานญาณ” ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๔) “อาทีนวญาณ–อาทีนวานุปัสสนาญาณ” ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๕) “นิพพิทาญาณ–นิพพิทานุปัสสนาญาณ” ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๗) “ปฏิสังขาญาณ–ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

(๙) “อนุโลมญาณ–สัจจานุโลมิกญาณ” ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งไตรสิกขา” ซึ่งหมายถึง “วิสุทธิ ๗” เป็นกระบวนการคิดที่ขัดเกลาชำระระงับกิเลสทั้งหลายในแต่ละขั้นด้วยการเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้

(๑) “อธิปัญญา–อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ ซึ่งหมายถึง “ปัญญาภาวนา” การฝึกอบรมเจริญปัญญา ให้รู้เท่าทันเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง จนมีจิตใจเป็นอิสระไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและความทุกข์ นั่นคือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา หรือ “วิปัสสนาภาวนา” ฝึกอบรมเจริญปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งชัดตามเป็นจริง นั่นคือ “เริ่มด้วยปัญญา”

(๒) “ศีล–อธิสีลสิกขา” ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ ซึ่งประกอบด้วย “กายภาวนา” [การพัฒนากาย] หมายถึง อินทรียสังวร คือ ความรู้จักปฏิบัติให้ได้ผลดีในการใช้ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย หรือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้งห้าด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ กับ “สีลภาวนา” การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียน หรือ ก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน นั่นคือ “ดำเนินด้วยปัญญา”

(๓) “อธิจิตต์–อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ซึ่งหมายถึง “สมถภาวนา” ฝึกอบรมจิตใจให้อยู่กับความดีงามเกิดความสงบ หรือ “จิตตภาวนา” การฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามด้วยคุณธรรม มีความเข้มแข็งมั่นคง เบิกบาน สงบสุขผ่องใส พร้อมด้วยความเพียร สติ และสมาธิ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น โดยนัยหมายถึง ให้จิตปราศจากนิวรณ์ คือ ภาวะจิตที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ซึ่งบาทวิถีแห่งกำลัง [อินทรีย์–พละ] ในวิปัสสนาเพื่อให้บรรลุถึง “ปัญญา–ญาณ” ทั้งหลาย นั่นคือ “นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง”

 

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาจิตใจจึงเป็นเรื่องสำคัญในการปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงภาวะจิตที่งดงาม “โสภณจิต” จนก้าวลุถึง “โลกุตตรภูมิ” คือ ระดับจิตใจของพระอริยเจ้า แต่ในระหว่างการพัฒนาตนด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น “จิตประภัสสร–รูปาวจรกุศลจตุตถฌานจิต” [อุเบกขา–เอกัคคตา] ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติที่ถูกต้อง จรณะ ๑๕” ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ (ความถึงพร้อมด้วยศีล) –อปัณณกปฏิปทา ๓ (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม ได้แก่ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค) –สัทธรรม ๗ (ธรรมของคนดี ได้แก่ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา) –ฌาน ๔] ตามเส้นทางแห่งอริยมรรค นั่นคือ “มัคคญาณ [มรรค ๔] –อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น มีสามารถปรีชาโดย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” หรือ “อำนาจแห่งเจโตวิมุตติ” ความหลุดพ้นด้วยกำลังแห่งฌานสมาธิ เข้าถึง “วิชชา” ได้ [วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–วิปัสสนาญาณ ๑ [วิปัสสนาญาณ ๙] –มโนมยิทธิ ๑] โดยนัยในขั้นนี้ หมายถึง การเจริญวิปัสสนาภาวนาด้วย “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ซึ่งเป็น “อำนาจแห่งปัญญาวิมุตติ” ความหลุดพ้นด้วยกำลังแห่งปัญญาญาณ แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะบรรลุปฏิเวธในอธิคมสรณธรรม “อภิญญา ๖” ได้นั้น ใช่ว่าผู้ปฏิบัติทุกคนจะสามารถสำเร็จในฤทธิ์เหล่านี้ได้ครบทุกอย่าง สำหรับด่านแรกของ  “อภิญญา ๖” ความรู้ยิ่งยวด คือ “วิชชา ๓” ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ เมื่อพิจารณาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

วิชชา ๓

โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖

(๑) “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” ความรู้ที่ระลึกชาติได้ ทำให้เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม กำหนดรู้ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” คือ สภาพแห่งทุกข์ ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔

(๒) “จุตูปปาตญาณ” [ทิพพจักขุ–ทิพพจักขุญาณ] ความรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย ทำให้เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม [อัทธา ๓–สังเขป–สังคหะ ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒] รวมทั้ง กฎแห่งกรรม

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว กฎแห่งกรรม ปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม กำหนดรู้ “อวิชชา ๔ และ–ตัณหา ๓–อุปาทาน ๔” เป็นสาเหตุแห่งทุกข์

(๓) “อาสวักขยญาณ” ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น

 

(๓) “สัมมสนญาณ” ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน และตามด้วย

“วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ ๑ –มัคคญาณ ๑ –ผลญาณ ๑ –ปัจจเวกขณญาณ ๑”

 

 

สำหรับนัยของคำว่า “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓ หรือวิชชา ๓ ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖ ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ) หมายถึง ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย นั่นคือ “ความตรัสรู้” [สัมโพธะ] อันเป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวันตรัสรู้ อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องสำหรับการปฏิบัติของบุคคลที่มีศรัทธาออกบวชแล้ว ว่าจะดำเนินก้าวไปอย่างไร จะได้ไม่ประพฤติผิดทางอริยมรรค โดยเริ่มด้วยเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล [นั่นคือ “จูฬมัชฌิมมหาศีล” ได้แก่ จูฬศีล (ศีลย่อย) มัชฌิมศีล (ศีลกลาง) และมหาศีล (ศีลใหญ่) หมายถึงศีลที่เป็นหลักความประพฤติของพระภิกษุ] นั่นคือ “สำรวมอินทรีย์” [สัมมาวายามะ = สัมมัปปธาน ๔] ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” [สัมมาสติ = สติปัฏฐาน ๔] เป็นผู้สันโดษ [สัมมาสมาธิ = ฌาน ๔ หรือ รูปฌาน ๔] เมื่อพร้อมอย่างนี้แล้ว ก็เจริญสมาธิ จนเข้าถึง “จตุตถฌาน” แล้วโน้มจิตที่เป็น “สมาธิในวิปัสสนา” [จิตตัววิปัสสนา] ดีแล้วนั้น ให้มุ่งไปเพื่อ “ญาณทัศนะ–ญาณทัสสนะ” [การเห็นการหยั่งรู้ การเห็นที่เป็นญาณหรือเห็นด้วยญาณ อย่างต่ำสุด หมายถึง วิปัสสนาญาณ นอกนั้นอาจหมายถึง ทิพพจักขุญาณ มรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ สัพพัญญุตญาณ ทั้งนี้สุดแต่ข้อความแวดล้อมในที่นั้นๆ] แล้วก้าวไปใน “วิชชา ๘” ประการ อันเป็นความรู้แจ้ง ความรู้คมชัด ความรู้วิเศษ จนสามารถบรรลุถึง “อาสวักขยญาณ” ในที่สุด ซึ่งโดยหลักการปฏิบัติในการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น “อาสวักขยญาณ” หลังจากเจริญปัจจเวกขณญาณโดย “ญาณทัสสนมีปริวัฏฏ์ ๓” หรือเรียกว่า “อาการ ๑๒” ด้วยการเจริญ “ญาณ ๓” ใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้  

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญบำเพ็ญเพียร

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่

(๑) “ปริญญา” การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา  

(๓) “สัจฉิกิริยา” การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา  

 

ข้อพึงสังเกต คือ ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้วางเป็นหัวข้อได้ดังนี้

(๑) “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต [ปริญญา] ซึ่งหมายถึง “นามรูปปริจเฉทญาณ” กำหนดรู้สภาพแห่งทุกข์ในอุปาทานขันธ์ ๕  

(๒) “สมุทัย–สมุทัยอริยสัจจ์” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป [ปหานะ] ซึ่งหมายถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” กำหนดรู้สาเหตุแห่งทุกข์ ที่ประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” อันก่อให้เกิด “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ตามหลักอนุโลมปฏิจจสมุปบาท

(๓) “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ [สัจฉิกิริยา] ซึ่งหมายถึง กระบวนการคิดตามปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท คือ ดับเหตุแห่งทุกข์ ได้แก่ “ผลญาณ” [ผล ๔ กับ อริยมรรคมีองค์ ๘ = สัมมาญาณ] กับ “ปัจจเวกขณญาณ” และ “อาสวักขยญาณ” [นิพพาน =สัมมาวิมุตติ นั่นคือ อรหัตตผลวิมุตติ]

(๔) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา [ภาวนา] ซึ่งหมายถึง “สัมมสนญาณ–วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ–มัคคญาณ” [มรรค ๔ กับ อริยมรรคมีองค์ ๘]

 

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การบรรลุปฏิเวธถึง “อภิญญา ๖” คือ ความรู้ยิ่งยวด คุณวิเศษแห่งสมณธรรม นั้น จะเกิดขึ้นในขณะจิดปราศจากนิวรณ์ เกิด “ญาณสัมปยุตต์” ครั้งใหญ่ในคราวเดียวกันหรือเกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกันในปัญญาแห่งญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย ได้แก่ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖–วิปัสสนาญาณ ๙ [วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ พร้อมด้วย “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” การประชุมรวมกันแห่งธรรมทั้งหลายระหว่าง “ปัญญาในอัปปนา” กับ “ปัญญาวิปัสสนา” นั้น จึงเป็นภาวะจิตที่เป็นเรื่องใหญ่แห่งกาการปฏิบัติธรรม เพราะการเจริญฌานสมาบัติจนกระทั่งบรรลุล่วงถึง “จตุตถฌาน–รูปาวจรกุศลจตุตถฌานจิต” นั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นข้อปฏิบัติที่ยากและรู้ผลยาก ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า คือ “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องอาศัย (๑) ความหมั่นเพียรแห่งวิริยสังวร (๒) ความอดทนแห่งขันติสังวร (๓) ความเมตตากรุณาแห่งอัปปมัญญาธรรม และ (๔) ความรู้คมชัดแห่งวิชชา ที่ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” [อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท] อยู่ทุกขณะจิตด้วยการทำ “โยนิโสมนสิการ” [หลักปฏิจจสมุปบาท และ ปฏิจจสมุปปันนธรรม] จนกว่าจะเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” กับ “ปัญญาตรัสรู้” ซึ่งกระบวนการคิดทั้งหมดนี้ ต้องพัฒนาจากพื้นฐานความคิดที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” ที่ถือมั่นในข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งของพระอริยเจ้าทั้งหลาย.

 

 

 

Visitor Number:
4957728