๒๘. พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง

        The Worthy One without All Mental Intoxication

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2019

 ความสำคัญของบทความ

 

ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในเจตนาของการปฏิบัติธรรมนั้น จนถึงขั้นตัดสินใจออกบวชด้วย “เนกขัมมวิตก” คือ ความตริตรึกที่เป็นกุศล ความนึกคิดที่ดีงาม เพื่อปลอดระงับออกจากกามคุณ และเพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอริยะ ด้วยการเจริญภาวนาใน กาย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ ที่เรียกว่า “ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา และ “วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมาย คือ “นิพพาน” อันแสดงถึงคุณบทแห่งบุคคลผู้สิ้นแล้วแห่ง “อาสวะ” ทั้งปวง หมายถึง สภาวะอันหมักดองสันดาน  สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆได้แก่ (๑) “กามาสวะ” อาสวะคือกาม กิเลสดองอยู่ในสันดานที่ทำให้เกิดความใคร่ (๒) “ภวาสวะ” อาสวะคือภพ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้อยากเป็นอยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป (๓) “ทิฏฐาสวะ” อาสวะคือทิฏฐิ กิเลสดองอยู่ในสันดานที่ทำให้ความเห็นดื้อดึง ถึงผิดก็ไม่ยอมแก้ไข และ (๔) “อวิชชาสวะ” อาสวะคืออวิชชา กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ฉะนั้น ผู้มีปรีชาสามารถชำระกิเลสอาสวะทั้งหลายและ “สังโยชน์ ๑๐” ได้ หมายถึง ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วย “อัญญาตาวินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ที่เรียกว่า “อรหัตตผลญาณ” ซึ่งทำให้หลุดพ้นจากวัฏฏะโดยชอบ คือ “สัมมาวิมุตติ” ซึ่งเป็นผลานิสงส์อันเกิดจากการปฏิบัติด้วยปฏิปทาอันยิ่งแห่งอริยมรรค คือ “โลกุตตรมรรค–มรรค ๔–มัคคญาณ” และความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่า “มัคคสมังคี” ที่เป็นผู้ฝึกพัฒนาตนให้สมบูรณ์ดีพร้อมแล้วด้วย “กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” ที่เรียกว่า “ภาวิตัตต์” ฉะนั้น คุณชาติแห่งการปฏิบัติด้วยอริยมรรคดังกล่าวนี้ คือ “พระอรหันตขีณาสพเจ้า” ผู้ชื่อว่าเป็นอริยสาวกแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า “อาสวะ ๔” กับ “สังโยชน์ ๑๐” นับเป็นกิเลสอย่างละเอียด “อนุสัยกิเลส” ที่หมักดองในพื้นจิตหรือจิตตสันดานของบุคคล ซึ่งจะแสดงผลออกมาเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ตามความคุ้นเคยอันเป็นอุปนิสัยเฉพาะของบุคคลนั้น ฉะนั้น การทำลายกำจัดระงับกิเลสอย่างละเอียดนี้ ต้องอาศัย “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เรียกว่า “อธิปัญญา” [โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ = ปัญญาพระอรหันต์] ซึ่ง “ปัญญาสามัญ” ทั่วไปไม่สามารถสำรอกกิเลสอาสวะและกิเลสสังโยชน์เหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน อันพระอรหันต์เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย (๑) “ภาวิตัตต์แห่งภาวนา ๔” (๒) “สมถนายิกแห่งฌาน ๔” (๓) “สุกขวิปัสสกแห่งญาณ” และ (๔) “จตุสัจจพุทธะแห่งอริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็น “ผู้มีสัมโพธิญาณแห่งความตรัสรู้” ครบองค์ธรรมทุกประการ.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๒๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง

 

ถ้าผู้เลื่อมใสศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาด้วยฉันทะที่แรงกล้าดีแล้วนั้น ท่านเหล่านั้นมีโอกาสในการจะบรรลุถึงอรหัตตมรรคและอรหัตตผลมากน้อยเพียงใด และท่านเหล่านั้นได้เลือกเส้นทางแห่งสัมมาปฏิปทาในการประพฤติปฏิบัติถูกต้องได้อย่างไร สิ่งนี้คือปณิธานหรือความมุ่งหมายเบื้องต้นในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนา” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา นั่นคือ ผู้เจริญพัฒนาตนในด้าน “กาย–ศีล–จิต–ปัญญา” หมายถึง มีความถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วยการรู้แจ้งแห่งศักยภาพหรือสมรรถภาพในตนเองดีแล้ว “อัตตสัมปทา” หรือพัฒนาตนถึงพร้อมด้วยคุณบทของบุคคล ที่เรียกว่า “ภาวิต ๔” ได้แก่ “ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา” คือ บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนแล้ว หรือการทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้าน  “กาย–ศีล–จิต–ปัญญา” เรียกว่า “ภาวิตัตต์” และย่อมถึงพร้อมความเป็น “พระอรหันต์” ฉะนั้น “การเจริญภาวนา” จึงแยกออกเป็น ๔ ด้าน ดังนี้

 

(๑) “กายภาวนา” หมายถึง การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ หรือการพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพให้มีสุขภาพดีแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ไข้ง่ายจนเกินไป เช่น สามารถเดินธุดงค์กับคณะสงฆ์ท่านอื่นๆ ได้

 

(๒) “สีลภาวนา” หมายถึง การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน เช่น ประกอบด้วย “กุศลวิตก ๓” คือ ความตรึกที่เป็นกุศล ความนึกคิดที่ดีงาม ได้แก่ (๑) “เนกขัมมวิตก” ความตรึกปลอดจากกาม ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือสนองความอยากของตน (๒) “อพยาบาทวิตก” ความตรึกปลอดจากพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ไม่ขัดเคืองหรือเพ่งมองในแง่ร้าย  (๓) “อวิหิงสาวิตก” ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณาไม่คิดร้ายหรือมุ่งทำลาย  

 

(๓) “จิตตภาวนา” หมายถึง การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น เช่น การเจริญสมถภาวนา เพื่อให้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติใน “ฌาน ๔” โดยมุ่งหมายเอา “จตุตถฌาน” เป็นที่สุด นั่นคือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ เพื่อให้เป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาภาวนาต่อไป นั่นคือ เกิดความถึงพร้อมด้วย “จรณะ ๑๕” คือ เครื่องดำเนิน ปฏิปทาแห่งข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔ คุณธรรมทั้งหมดดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้เกิด “วิชชา” [อธิคมสรณธรรม] คือ ปัญญาคมชัด ได้แก่ วิชชา ๓  [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] วิชชา ๘  [ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ]  อภิญญา ๖  [ความรู้ยิ่งยวด]  วิปัสสนาญาณ ๙  [ปัญญาวิปัสสนา] มโนมยิทธิ ๑  [ฤทธิ์ทางใจ]

 

(๔) “ปัญญาภาวนา” หมายถึง การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา ด้วยการเจริญญาณในวิปัสสนา “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ที่พร้อมด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” เพื่อให้บรรลุถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง “พระอรหันต์” จึงแยกออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก (๑) “พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค” [อรหตฺตมคฺคจิตฺตํ–โลกุตตรมรรค = มัคคญาณ] คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล (๒) “พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล” [อรหตฺตผลจิตฺตํ–สัมมาญาณ = “ผลญาณ” และ “ปัจจเวกขณญาณ” ที่เป็นญาณทัสสนะ ๑๙ ประเภท หรือ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ดังเช่น พระผู้มีพระภาคทรงมี “ญาณทัสสนะ” ตามเป็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ครบวนรอบ ๓ มี “อาการ ๑๒” ดังบทที่ว่า “ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ” อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว] คือ ผู้บรรลุถึง “อรหัตตผลวิมุตติ” [สัมมาวิมุตติ] แล้ว

 

ฉะนั้น การเข้าใจถึงฐานะแห่งอริยบุคคลหรือพระอรหันต์จึงเป็นประเด็นที่ผู้ปฏิบัติทำควรทำให้แจ้ง ดังเช่น “ปริญญา” [Diagnosis] หมายถึง การกำหนดรู้ การทำความรู้จัก การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน ที่ทางโลกเรียกว่า “การวินิจฉัย–การตรวจสอบ–การวิเคราะห์–การสรุปสังเคราะห์” ได้แก่

(๑) “ญาตปริญญา” กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ หรือ “กำหนดรู้ขั้นรู้จัก” คือ ทำความรู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นโดยตรง พอให้ชื่อว่าได้เป็นอันรู้จักสิ่งนั้นแล้ว เช่นรู้ว่า นี้คือ “เวทนา” จนได้ข้อสรุปว่า “เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์” ดังนี้ เป็นต้น

(๒) “ตีรณปริญญา” กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา กำหนดรู้โดยสามัญลักษณะ หรือ “กำหนดรู้ขั้นพิจารณา” คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดย “ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” รู้แจ้งในความเป็นสังขารแห่งสังขตธรรม [ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม ๓] นั่นคือ “พิจารณาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” เช่นว่า “เวทนา” จนได้ข้อสรุปว่า “เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน” ดังนี้ เป็นต้น  

(๓) “ปหานปริญญา” กำหนดรู้ด้วยการละ กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ “ฉันทราคะ” ความพอใจติดใคร่ ความชอบใจจนติด จนกลายเป็น “อภินิเวสะ” ความยึดมั่น เกิดมีในสิ่งนั้น หรือ “กำหนดรู้ถึงขั้นละได้” โดยอาศัย “วิโมกข์ ๓” หมายถึง ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น นั่นคือ รู้ว่า “สิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แล้ว ละระงับ (๑) “นิจจสัญญา” ความจำนึกคิดว่า ของไม่เที่ยง ว่าเที่ยง โดยอาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต (๒) “สุขสัญญา” ความจำนึกคิดว่า ของเป็นทุกข์ ว่าสุข โดยอาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ (๓) “อัตตสัญญา” ความจำนึกคิดว่า ของเป็นอนัตตา ว่าอัตตา โดยอาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส  

 

อนึ่ง คำว่า “ปริญญา” เป็นกิจอย่างหนึ่งใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว นั่นคือ “พระอรหันต์” ได้แก่

(๑) “ปริญญา” การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ “ทุกขอริยสัจจ์” คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง นั่นคือ เห็น “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา อนึ่ง ในข้อนี้ โดยอาศัย “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป หรือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ หรือระลึกชาติได้

(๒) “ปหานะ” การละกำจัด เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละระงับ “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป นั่นคือ เห็น “อวิชชาเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์” [อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน] ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา อนึ่ง ในข้อนี้ โดยอาศัย “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ซึ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัยในหลักปฏิจจสมุปบาท หรือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย หรือ “กัมมัสสกตาญาณ” ความรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน โดยมี “กัมมัสสกตาปัญญา” [อธิปัญญา] อันมองเห็นความมีกรรมเป็นของตน

(๓) “สัจฉิกิริยา” การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้เห็นแจ้ง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” คือ ปฏิเวธเข้าถึง หรือบรรลุความตรัสรู้ได้ [โลกุตตรผล = ผล ๔–ผลญาณ = สัมมาญาณ จนถึง “อรหัตตผลวิมุตติ” = สัมมาวิมุตติ] ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ อนึ่ง ในข้อนี้ โดยอาศัย “ผลญาณ” (ข้อ ๑๕ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ญาณในอริยผล คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ ซึ่งต้องดำเนินไปตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” กับ “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่  ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการตรวจสอบข้อปฏิบัติในวิปัสสนาก่อนปฏิญาณตนว่าได้บรรลุสัมโพธิญาณในพระธรรมวินัยนี้

(๔) “ภาวนา” การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” [โลกุตตรมรรค = มรรค ๔–มัคคญาณ กับ อริยมรรคมีองค์ ๘] คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา อนึ่ง ในข้อนี้ โดยอาศัย “มัคคญาณ” (ข้อ ๑๔ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ญาณในอริยมรรค คือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น ซึ่งต้องดำเนินไปตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘”

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบด้วยหลักธรรม “ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ญาณทั้งหมดในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” คือ ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือ “ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ” คำว่า “ปริวัฏฏ์” คือ วนรอบ ๓ นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ฉะนั้น “ญาณทัสสนะ” นั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมี “ญาณทัสสนะ” ตามเป็นจริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ครบวนรอบ ๓ “มีอาการ ๑๒” [ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ] อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุถึง “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว สำหรับองค์ประกอบใน “ญาณ ๓” ได้แก่

(๑) “สัจจญาณ” หมายถึง หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(๒) “กิจจญาณ” หมายถึง หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้บริบูรณ์

(๓) “กตญาณ” หมายถึง หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว ได้แก่ กิจในอริยสัจจ์ ๔ กับ ปัจจเวกขณญาณ อันมีญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ

 

 ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวถึง “ความเป็นพระอรหันต์ในเส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” โดยดำเนินจนสำเร็จสิ้นสุดบริบูรณ์ตาม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง จึงเรียกว่า “จตุสัจจพุทธะ” หมายถึง “พระอรหันต์” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“อรหันต์ ๒” หมายถึง ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ได้แก่

(๑) “สุกขวิปัสสก” ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง คือ ท่านผู้มิได้ฌาน หรือไม่ได้ผ่านการเจริญฌานสมาบัติ แล้วสำเร็จอรหัตด้วยเจริญแต่วิปัสสนาล้วนๆ

(๒) “สมถยานิก” ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหันต์

 

“อรหันต์ ๕” หมายถึง ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ได้แก่

(๑) “ปัญญาวิมุต–สุกฺขวิปสฺสโก” ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน ไม่ได้ผ่านการเจริญฌานสมาบัติ

(๒) “อุภโตภาควิมุต” ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ได้ทั้ง “เจโตวิมุตติ” ขั้นอรูปสมาบัติก่อน ด้วยการเจริญสมถภาวนา [สมาบัติ ๘] แล้วได้ “ปัญญาวิมุตติ” ด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนา

(๓) “เตวิชฺโช–เตวิชชะ” ผู้ได้วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ  

(๔) “ฉฬภิญฺโญ–ฉฬภิญญะ” ผู้ได้อภิญญา ๖ คือ ความรู้ยิ่งยวด ความรู้คมชัด ได้แก่ อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติ ทิพพจักขุ อาสวักขยญาณ

(๕) “ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต–ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ คือ ปัญญาแตกฉาน ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา

 

“อริยบุคคล ๗” หมายถึง บุคคลผู้ประเสริฐ โดยเรียงจากสูงลงมา ได้แก่

(๑) “อุภโตภาควิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นทั้งสองส่วน คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และสิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอรหันต์” ผู้ได้ “เจโตวิมุตติ” ขั้นอรูปสมาบัติมาก่อนที่จะได้ “ปัญญาวิมุตติ” ที่เรียกว่า “อัญญาตาวินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ

(๒) “ปัญญาวิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา คือ ท่านที่มิได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่สิ้นอาสวะแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอา “พระอรหันต์” ผู้ได้ “ปัญญาวิมุตติ” ก็สำเร็จเลยทีเดียว นั่นคือ “อัญญาตาวินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ ปัญญาของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ

(๓) “กายสักขี” คือ ผู้เป็นพยานด้วยนามกาย หรือ ผู้ประจักษ์กับตัว คือ ท่านที่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ “อรหัต” ที่มี “สมาธินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า “อัญญินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์คืออัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึง อรหัตตมัคคญาณ

(๔) “ทิฏฐิปปัตตะ” คือ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิ คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ “อรหัต” ที่มี “ปัญญินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ ที่เรียกว่า “อัญญินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์คืออัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึง อรหัตตมัคคญาณ

(๕) “สัทธาวิมุต” คือ ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา คือ ท่านที่เข้าใจอริยสัจจธรรมถูกต้องแล้ว และอาสวะบางส่วนก็สิ้นไปเพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มีศรัทธาเป็นตัวนำ หมายเอาพระอริยบุคคลผู้บรรลุ “โสดาปัตติผล” แล้วขึ้นไป จนถึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ “อรหัต” ที่มี “สัทธินทรีย์” แก่กล้าในการปฏิบัติ  ที่เรียกว่า “อัญญินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์คืออัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึง อรหัตตมัคคญาณ

(๖) “ธัมมานุสารี” คือ ผู้แล่นไปตามธรรม หรือผู้แล่นตามไปด้วยธรรม คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ “โสดาปัตติผล” ที่มี “ปัญญินทรีย์” แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีปัญญาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็น “ทิฏฐิปปัตตะ” ที่เรียกว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ

(๗) “สัทธานุสารี” คือ ผู้แล่นไปตามศรัทธา หรือผู้แล่นตามไปด้วยศรัทธา คือ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุ “โสดาปัตติผล” ที่มี “สัทธินทรีย์” แก่กล้า อบรมอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำ ท่านผู้นี้ถ้าบรรลุผลแล้วกลายเป็น “สัทธาวิมุต” ที่เรียกว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” หมายถึง อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ

 

อนึ่ง ให้พิจารณาถึงอกุศลธรรม คือ “อาสวะ” ซึ่งหมายถึง (๑) ความเสียหาย ความเดือดร้อน โทษ ทุกข์ (๒) น้ำดองอันเป็นเมรัย เช่น “ปุปฺผาสโว” น้ำดองดอกไม้ “ผลาสโว” น้ำดองผลไม้ (๓) สภาวะอันหมักดองสันดาน (๔) สิ่งที่มอมพื้นจิต (๕) กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ (๖) กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตต์เมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ส่วนคำว่า “อนาสวะ” หมายถึง ไม่มีอาสวะ อันหาอาสวะมิได้อีกแล้ว และคำว่า “สาสวะ” หมายถึง เป็นไปกับด้วยอาสวะ ประกอบด้วยอาสวะ ยังมีอาสวะ เป็นโลกิยะ ยกตัวอย่าง เช่น

“โลกิยธรรม” คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ ที่ยังมีอาสวะทั้งหมด

“โลกียสุข” คือ ความสุขอย่างโลกีย์ ความสุขที่เป็นวิสัยของโลก ความสุขที่ยังประกอบด้วยอาสวะ เช่น กามสุข มนุษยสุข ทิพยสุข ตลอดจนถึง ฌานสุข และ วิปัสสนาสุข

“โลกธรรม” คือ ธรรมที่มีประจำโลก ธรรมดาของโลก ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกและสัตวโลกก็เป็นไปตามมัน มี ๘ อย่าง คือ มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์

“อิฏฐารมณ์” คือ อารมณ์ที่น่าปรารถนา สิ่งที่คนอยากได้อยากพบ แสดงในแง่ “กามคุณ ๕” ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ แสดงในแง่ “โลกธรรม” ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และ ความสุข

 “อนิฏฐารมณ์” คือ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา สิ่งที่คนไม่อยากได้ไม่อยากพบ แสดงในแง่ตรงข้ามกับ “กามคุณ ๕” ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าชอบใจ แสดงในแง่ “โลกธรรม” ได้แก่ ความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ การนินทา และความทุกข์

“อุปาทานขันธ์” คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ได้แก่ เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ประกอบด้วยอาสวะ

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณานิยามโดยตรงของคำว่า “อาสวะ” ดังนี้

 

“อาสวะ ๓” หมายถึง (๑) สภาวะอันหมักดองสันดาน (๒) สิ่งที่มอมพื้นจิต (๓) กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ มักใช้ตามนัยตามหลักไตรสิกขาว่า “สมาธิ อันศีลบ่มแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ๑ ปัญญา อันสมาธิบ่มแล้ว ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก ๑ จิตอันปัญญาบ่มแล้วย่อมหลุดพ้นโดยชอบ จากอาสวะทั้งหลาย คือ จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ” ได้แก่

(๑) “กามาสวะ” อาสวะคือกาม กิเลสดองอยู่ในสันดานที่ทำให้เกิดความใคร่

(๒) “ภวาสวะ” อาสวะคือภพ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้อยากเป็นอยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป

(๓) “อวิชชาสวะ” อาสวะคืออวิชชา กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง

 

“อาสวะ ๔” หมายถึง (๑) สภาวะอันหมักดองสันดาน (๒) สิ่งที่มอมพื้นจิต (๓) กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ได้แก่

(๑) “กามาสวะ” อาสวะคือกาม กิเลสดองอยู่ในสันดานที่ทำให้เกิดความใคร่

(๒) “ภวาสวะ” อาสวะคือภพ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้อยากเป็นอยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป

(๓) “ทิฏฐาสวะ” อาสวะคือทิฏฐิ กิเลสดองอยู่ในสันดานที่ทำให้ความเห็นดื้อดึง ถึงผิดก็ไม่ยอมแก้ไข 

(๔) “อวิชชาสวะ” อาสวะคืออวิชชา กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง คำว่า “ผู้สิ้นอาสวะ” ดังพุทธดำรัสว่า

 

“ภิกษุเธอยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะแล้วอย่าได้ถึง วิสสาสะ [ความนอนใจ

 

ดังในคำและนิยามต่อไปนี้

“ขีณาสพ” ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้หมดกิเลส พระอรหันต์

“อรหันตขีณาสพ” พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ใช้สำหรับพระสาวก สำหรับพระพุทธเจ้า ใช้คำว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง

“สำรอก” ทำสิ่งที่ไม่ต้องการให้หลุดออกมา นำออก เอาออก เช่น สำรอกสี จิตสำรอกจากอาสวะ อวิชชาสำรอกไป [วิราคะ]

“สมสีสี” [สะ-มะ-สี-สี] บุคคลผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นชีวิต คือ บรรลุอรหัตตผลในขณะเดียวกับที่สิ้นชีวิต

“วิมุตติสุข” สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์

“วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” กองวิมุตติญาณทัสสนะ หมวดธรรมว่าด้วยความรู้ความเห็นว่า จิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ เช่น ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ

“วิมุตติญาณทัสสนะ” ความรู้เห็นในวิมุตติ ความรู้เห็นว่าจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย

“วิมุตติขันธ์” กองวิมุตติ หมวดธรรมว่าด้วยวิมุตติ คือ การทำจิตให้พ้นจากอาสวะ เช่น ปหานะ การละ สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง  

“อาสวักขยญาณ” ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความตรัสรู้ [เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้]

 

กล่าวโดยสรุป คำว่า “ผู้สิ้นอาสวะ” หมายถึง “พระอรหันต์” ด้วยการเจริญ “อาสวักขยญาณ” คือ ความเป็นผู้ประกอบด้วย “อนาสวะ” หมายถึง ไม่มีอาสวะ อันหาอาสวะมิได้อีกแล้ว นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ให้สังเกตว่า “อวิชชา” เป็นได้ทั้ง “อาสวะ” และ “สังโยชน์” ที่เรียกว่า “อุทธัมภาคิยสังโยชน์” คือ สังโยชน์เบื้องสูง ได้แก่ กิเลสผูกใจสัตว์อย่างละเอียดมี ๕ คือ “รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” ซึ่งพระพระอรหันต์เท่านั้นจึงละสังโยชน์อย่างละเอียดนี้ได้ [อนุสยกิเลส–กิเลสานุสัย] ได้ อีกนัยหนึ่ง พระอรหันต์ย่อมละ “สังโยชน์ ๑๐” ได้ ให้เปรียบเทียบ “อาสวะ ๔” กับ “สังโยชน์ ๑๐” ดังนี้

 

“สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่

โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ

(๑) “สักกายทิฏฐิ” ความเห็นว่าเป็นตัวของตน = [ภวาสวะ]

(๒) “วิจิกิจฉา” ความลังเลสงสัย

(๓) “สีลัพพตปรามาส” ความถือมั่นศีลพรต = [ทิฏฐาสวะ]

(๔) “กามราคะ” ความติดใจในกามคุณ = [กามาสวะ]

(๕) “ปฏิฆะ” แค้นเคือง ความหงุดหงิด ความขึ้งเคียด ความไม่ยินดีด้วย [อรติ]

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง

(๖) “รูปราคะ” ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต

(๗) “อรูปราคะ” ความติดใจในอรูปธรรม

(๘) “มานะ” ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ = [ภวาสวะ]

(๙) “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน

(๑๐) “อวิชชา” ความไม่รู้จริง = [อวิชชาสวะ]

 

ฉะนั้น ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับ “อาสวะ” กับ “สังโยชน์ ๑๐” คือ “มรรค ๔–มัคคญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส”

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นผลของเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ”

(๔) “อรหัตตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นผลของเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา”

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง” ก็คือ ปราศจาก “อาสวะ ๔” พร้อมด้วย “สังโยชน์ ๑๐” ที่สามารถตรวจสอบได้ด้วย “สัจจญาณ–กิจจญาณ–กตญาณ” [ญาณ ๓] และ “ปัจจเวกขณญาณ” อันมีญาณทัสสนะ ๑๙ อย่าง เพื่อยืนยันความถูกต้องบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งปวงและกองทุกข์ ที่จะได้เรียกว่า “อรหัตตขีณาสพ” ผู้เป็นอริยสาวกของพระพุทธเจ้า นั่นเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4874534