๓. การมนสิการในปัจจุปปันนังสญาณ

     Discriminating of Insight into the Present

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1593

ความสำคัญของบทความ

 

การดำเนินชีวิตในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่กำลังก้าวสู่สังคมที่มีบริบทสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะมีปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีคนเป็นองค์ประกอบสำคัญ คือ สังคมกำลังเผชิญปัญหาพลเมืองล้นโลก ที่แต่ละคนแต่ละชีวิตต่างแย่งชิงทรัพยากรเพื่อความอยู่ดีกินดีของตน ซึ่งจะก้าวไปสู่ “ทุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติชั่ว ประพฤติไม่ดี ได้แก่ (๑) “กายทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยกาย ได้แก่ “ปาณาติบาต–อทินนาทาน–และ–กาเมสุมิจฉาจาร” (๒) “วจีทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยวาจา ได้แก่ “มุสาวาท–ปิสุณาวาจา–ผรุสวาจา–และ–สัมผัปปลาปะ” และ (๓) “มโนทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยใจ ได้แก่ “อภิชฌา–พยาบาท–และ–มิจฉาทิฏฐิ” ถ้าไม่ใช่การมองโลกในแง่ร้ายเกินไป คือ สังคมมนุษย์กำลังก้าวไปสู่ “ยุคมิคสัญญี” หมายถึง “เมื่อเห็นหน้ากัน ก็ฆ่ากันเหมือนอย่างเนื้อถึก” ซึ่งประกอบด้วย (๑) มนุษย์ไม่รักษาศีล มี “มิจฉาทิฏฐิ” แพร่หลายประกอบด้วย “อธรรมราคะ” คือ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ชอบธรรม “วิสมโลภะ” คือ ความโลภไม่เลือก “มิจฉาธรรม” คือ ความกำหนัดยินดีด้วยอำนาจของความพอใจผิดธรรมดา (๒) อายุขัยเสื่อมถอย คือ อายุสั้นลงและวรรณะเสื่อมด้วย (๓) “กุศลกรรมบถ ๑๐” เริ่มอันตรธานไป  [ทุจริต ๓] คือ มีจิตไม่เคารพยำเกรงญาติพี่น้องและคนอื่น มีแต่ความอาฆาต ความพยาบาท ความคิดร้าย ความคิดจะฆ่าอย่างแรงกล้าในกันและกัน ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติธรรมก็ลำบากที่จะทำได้สะดวกปลอดภัยจาก “อโคจร” ทั้งบุคคลและสถานที่ การหวนคิดถึงเรื่องอดีตและการหวนคิดถึงเรื่องในอนาคตนั้น ย่อมทำให้จิตฟุ้งซ่านหดหู่ ไม่เป็นสมาธิในกิจการงานและการปฏิบัติธรรม ฉะนั้น (๑) การมีจิตสมาธิที่ตั้งมั่น “สัมมาสมาธิ” (๒) สติสัมปชัญญะแก่กล้า “สัมมาสติ” (๓) ความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย “อธิโมกข์” (๔) ความวิริยะปรารภประกอบความเพียร “สัมมาวายามะ” และ (๕) ความกล้าหาญแกล้วกล้าด้วยปัญญา “เวสารัชชะ” คือ ไม่ครั่นคร้ามที่คนอื่นจะทักท้วงด้วย “ปรัปวาท” [ปะ-รับ-ปะ-วาด] ด้วยปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ ย่อมทำให้แกร่งกล้าที่จะสืบค้นแสวงหาใน “สัจจธรรม–ปรมัตถสัจจะ” คือ การปฏิบัติธรรมในปัจจุบันธรรมอย่างถูกวิธี “พระสัทธรรมไม่อันตรธานหายไปอยู่แล้ว” เป็นกฎธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่สามารถพิสูจน์ได้อย่างไม่จำกัดเวลา คำแนะนำของกัลยาณมิตรผู้เป็นสัตบุรุษ จะแนะนำชี้แนะดีแค่ไหน ก็เพียงเป็นแค่คำพูดเท่านั้น ไม่เป็นจริง ถ้าไม่ลงมือปฏิบัติจริง ที่ประกอบด้วยเหตุผลที่พิจารณาได้ใน “โยนิโสมนสิการ” ด้วยหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปัจจัย ๒๔” ที่เกิดในวิปัสสนาภูมิ คือ “ปัจจยปริคคหญาณ”  ทั้งหมดนี้ ให้พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็น “ปัจจุบันธรรม” ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ เป็นการเห็นแจ้งใน “ความจริงแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์” ซึ่งเป็นข้อแห่งความหลุดพ้น.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – การมนสิการในปัจจุปปันนังสญาณ

 

ในความเป็นธรรมชาติของมนุษย์นั้น มักมีอาการของ “จิตประหวัด” [หวนคิดเพราะผูกใจอยู่ คะนึงหา ใคร่ครวญหา นึกตรอง คิดคำนึง ครุ่นคิด คิดทบทวน ความรำพึง การรำลึก นึกถึง = อาวัชนาการ] ซึ่งประกอบด้วยจิตใจที่ยังถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา ทำให้ผูกติดอยู่กับวัฏฏะ คือ “ไตรวัฏฏ์” หมายถึง หมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และ วิบาก เรียกเต็มว่า (๑) “กิเลสวัฏฏ์” ประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (๒) “กรรมวัฏฏ์” ประกอบด้วย “สังขาร–ภพ” (๓) “วิปากวัฏฏ์” ประกอบด้วย “วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ–[พร้อมด้วยอกุศลวิบากแห่งวัฏฏะ] โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง “กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม” [กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของสัตว์] เมื่อทำกรรม ก็ได้รับ “วิบาก” คือ ผลของกรรมนั้น อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสแล้วทำกรรมหมุนเวียนต่อไปอีก เช่น เกิดกิเลสอยากได้ของเขา จึงทำ “อกุศลกรรม” ด้วยการไปลักของเขามา ประสบ “วิบาก–นิสสันท์” [นิสสันทะ–สภาวะที่หลั่งไหลออก สิ่งที่เกิดตามมา สิ่งที่ออกมาเป็นผล ผลสืบเนื่อง หรือผลต่อตาม] หมายถึง ได้รับของนั้นมาเสพเสวย เกิด “สุขเวทนา” [อิฏฐารมณ์–ส่วนที่น่าปรารถนา] ทำให้มีกิเลสเหิมใจอยากได้รุนแรงและมากยิ่งขึ้น [ฉันทราคะ–ความหลงพอใจติดใคร่ ที่เรียกว่า “พลวราคะ–สิเนหะ”] จึงยิ่งทำกรรมมากขึ้น หรือในทางตรงข้าม เมื่อถูกขัดขวาง ได้รับ “ทุกขเวทนา” [อนิฏฐารมณ์–ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา] เป็น “วิบาก” ทำให้เกิดกิเลสคือ โทสะแค้นเคือง แล้วพยายามทำ “อกุศลกรรม” เพิ่มขึ้นด้วยขาดสติสัมปชัญญะ ความไม่สำรวมระวังใน “อินทรียสังวร” [ปมาทะ–ความประมาท] คือ ประทุษร้ายเบียดเบียนเขา  [พยาบาท–วิหิงสา] เป็นต้น เมื่อเป็นอยู่เป็นไปอย่างนี้ วงจรจะหมุนเวียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอาการหมุนวน หรือวงกลมอันหมุนวน ที่เรียกว่า “ภวจักร–สังสารจักร” หรือ “สังสารวัฏ–ไตรวัฏ–ไตรวัฏฏ์” เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดในสมองของมนุษย์ ต้องประกอบด้วยเนื้อหาสาระ ที่เรียกว่า “ธรรม ๓” [บุญ–บาป–ฌานกับญาณ] ดังนี้ 

 

“ธรรม ๓” หมายถึง “สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์” [ให้มองโลกเป็นแบบนี้ทุกขณะ] ได้แก่ 

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔” [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ]  

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับ “อกุศลมูล” นั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” [โลภมูลจิต ๘–โทสมูลจิต ๒–โมหมูลจิต ๒] คือ ความคิดชั่ว จิตอกุศลเกิดขึ้น

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตาม อรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน–วิวฏะ–ขันธวินิมุต” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ “วิบากในภูมิ ๔” [กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ] กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓ รูป และ นิพพาน 

 

เพราะฉะนั้น ความเป็นไปในโลกนี้ จึงจำแนกแยกออกเป็น ๓ ประการ ดังกล่าวข้างต้นนี้ พุทธศาสนิกชนเลือกประพฤติปฏิบัติใน (๑) “กุศลธรรม” คือ การสร้างบุญ–กุศล–วาสนา กับ (๒) “อัพยากตธรรม” คือ การบำเพ็ญเพียรสัมมาปฏิปทาอันยิ่ง ได้แก่ (๑) ในฝ่ายสมถภาวนา คือ “ฌานบารมี–ฌานอุปบารมี–ฌานปรมัตถบารมี” ซึ่งประกอบด้วยองค์ฌาน ๖ [ฌานังคะ] คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–อุเบกขา–เอกัคคตา” กับองค์ธรรมสมาธิ คือ “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” และประกอบด้วยองค์มรรค ๓ [มัคคังคะ] ใน “จิตตภาวนา–อธิจิตตสิกขา” คือ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” กับ (๒) ในฝ่ายวิปัสสนาภาวนา คือ “ญาณบารมี–ญาณอุปบารมี–ญาณปรมัตถบารมี” [ปัญญาบารมี]  ซึ่งประกอบด้วยองค์มรรค ๒ ใน “ปัญญาภาวนา–อธิปัญญาสิกขา” คือ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ดังนั้น องค์ธรรมทั้งหมด จึงเป็นข้อประพฤติปฏิบัติของพระอริยเจ้า ผู้ทรงศีลวัตรดีแล้วใน “อธิสีลสิกขา” ซึ่งประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ได้แก่ “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” และผู้ประกอบด้วย “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ–ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘” ที่เรียกว่า (๑) “กุศลสมังคี” คือ ผู้ประกอบด้วยกุศล “มัคคสมังคี–มรรคสมังคี” คือ ผู้ประกอบด้วยอริย นั่นคือ ตั้งอยู่ในมรรค และได้บรรลุอริยมรรค ได้แก่ (๑) ในโสดาปัตติมรรค (๒) ในสกทาคามิมรรค (๓) ในอนาคามิมรรค (๔) ในอรหัตมรรค ตามลำดับ ซึ่งจะได้รับ “บุญานิสงส์–กุศลานิสงส์–บารมีอานิสงส์” ที่เรียกว่า “ผลสมังคี” คือ ผู้ประกอบด้วยอริยผล นั่นคือ ได้บรรลุอริยผล ได้แก่ (๑) ถึงโสดาปัตติผลแห่งมรรค ๘ เป็น “โสดาบัน” (๒)  ถึงสกทาคามิผลแห่งมรรค ๘ เป็น “สกทาคามี” (๓) ถึงอนาคามิผลแห่งมรรค ๘ เป็น “อนาคามี” และ (๔) ถึงอรหัตผลแห่งมรรค ๘ คือ “ผลญาณ” [สัมมาญาณ] เป็น “อรหันต์” ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดเป็น “มหาผลานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียรภาวนา” ฉะนั้น การเลือกปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนจึงต้องมนสิการใน “กุศลธรรม” [บุญ–กุศล–บารมี] คือ “อธิสีลสิกขา” กับ “อัพยากตธรรม” [ฌาน–ญาณ หรือ “สมาธิ–วิปัสสนา”] คือ “อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา” ซึ่งหมายถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั่นคือ ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐในทางสายกลางแห่งปัญญาอันยิ่ง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นหลักการทางทฤษฎีแห่งพุทธะ ซึ่งเป็นกระบวนการคิดในกำจัดความไม่รู้จริง คือ “อวิชชา” หรือความหลง คือ “โมหะ” อันเป็นสาเหตุแห่งความถือมั่นยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เพราะ “ขาดสติสัมปชัญญะด้วยความประมาท” คือ ไม่มนสิการใน “โยนิโสมนสิการ” [คิดฉลาดมีเหตุผลถูกวิธีตามหลักปฏิจจสมุปบาท] ที่ประกอบด้วย “อัปปมาทะ” คือ ความไม่ประมาท โดยเฉพาะการมีสัตบุรุณหรืออุดมบุรุษเป็นกัลยาณมิตร คือ “กัลยาณมิตตตา” ด้วยประการฉะนี้

 

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดที่นอกเหนือจาก (๑) จินตามยปัญญา กับ (๒) สุตมยปัญญา นั้น หมายถึง (๓) ภาวนามยปัญญา จึงเป็นประเด็นสำคัญยิ่งใหญ่ในทางปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา ปัญญาสูงสุดทางโลกที่เกิดจากการศึกษาที่เป็นทางการในสถาบันการศึกษา คือ “ระเบียบวิธีการวิจัย” หมายถึง การต่อยอดความคิดหรือองค์ความรู้ในปัจจุบันด้วยการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ส่วนองค์ความรู้ทางด้านธรรมนั้น เป็นการบำเพ็ญเพียรภาวนา ที่หมายถึง “ภาวนา ๔” ได้แก่ “กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” ที่มุ่งเน้นเฉพาะการประยุกต์ใน (๑) ทักษะทางด้านการพัฒนาสมาธิที่เกิดจาก “ฌานในสมถสมาธิ” กับ (๒) ทักษะทางด้านการพัฒนาปัญญาที่เกิดจาก “ญาณในวิปัสสนา” เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา ถ้าประพฤติปฏิบัติธรรมโดยปราศจากความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ ยังประกอบด้วยความไม่รู้จริงในอริยมรรค คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่ประกอบด้วย (๑) “อริยสัจจ์ ๔” (๒) “ฌาน ๓ แห่งกาล ๓” และ (๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ความไม่รู้จริงในธรรม ๓ ประการ ข้างต้นนี้ เรียกว่า “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” อันส่งผลที่ตามมาแห่งการปฏิบัติธรรม นั่นคือ มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลได้ยาก ที่เรียกว่า  “ฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่” หมายถึง ไม่ได้บรรลุโลกุตตรธรรม หรือหมดโอกาสที่จะบรรลุโลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้น ยิ่งปฏิบัติลงแรงมากเท่าไหร่ ปัญญาก็ไม่เกิดขึ้น ยิ่งทำยิ่งเสื่อมศรัทธา เพราะไม่ใช่ “ทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา” เป็นเรื่องที่ไม่ทำโดย “โยนิโสมนสิการ” คือ เจริญด้วยปัญญาแห่งญาณทัสสนะเท่านั้น ไม่ใช่ “คิดเอง–ทำเอง–ตามความถือผิดแห่งมิจฉาทิฏฐิ” สิ่งนี้คืออวสานแห่งชนผู้หลงทิศ คือ ไม่พิจารณาตามนัยโดยมิติแห่งกาลเวลาทั้ง ๓ ยิ่งทำให้มืดแปดทิศดับสนิท ที่เรียกว่า “ฌาน ๓ แห่งกาล ๓” ดังนี้

 

“ฌาน ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่

(๑) “อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ 

(๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ 

(๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ 

 

ฉะนั้น “ญาณ ๓” มีส่วนสัมพันธ์กับ “ความฉลาด–ความเชี่ยวชาญ” ที่เรียกว่า “โกศล ๓” ดังนี้

 

“โกศล ๓” หมายถึง ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ ได้แก่

(๑) “อายโกศล” คือ ความฉลาดในความเจริญ รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ 

(๒) “อปายโกศล” คือ ความฉลาดในความเสื่อม รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม 

(๓) “อุปายโกศล” คือ ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ 

 

ในความเป็นจริง “ธรรม ๓” เป็นขั้นตอนการอธิบายความจริง “สัจจธรรม” [ปรมัตถ์] ตามที่เป็นจริง คือ “กฎธรรมชาติ” ที่แฝงหลักธรรมสำคัญอยู่ภายใน นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔” ที่จะอธิบายความจริงแห่งชีวิต ที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” คือ สภาวะแห่งสังขารที่ดำรงอยู่ ๑ ตั้งอยู่ ๑ และ ดับเสื่อมไป ๑ [ธรรมนิยาม ๓]  ที่เป็นทั้ง “รูปธรรม” [รูปขันธ์] และ “นามธรรม” [นามขันธ์] ที่ประกอบด้วย “จิตวิญญาณ” [จิต ๘๙–วิญญาณ ๖] ที่มีชีวิตจิตใจ [ชีวิตินทรีย์ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม] โดยคงสภาพอยู่ด้วย “อาหาร ๔” ดังนี้

 

“อาหาร ๔” หมายถึง สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุน “รูปธรรม” และ “นามธรรม” ทั้งหลาย ๑ เครื่องค้ำจุนชีวิต ๑ สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ ๑ ได้แก่

(๑) “กวฬิงการาหาร” —อาหารคือคำข้าว ได้แก่ “อาหารสามัญ” ที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ราคะ” ที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” ได้ด้วย ได้แก่ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ” ซึ่งแสดงนัยโดยรวมถึง “สัญเจตนา ๖” ที่เข้าไปปรุงแต่ง “ธาตุ ๑๘” หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตาม “ธรรมนิยาม ๓” คือ กำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ ได้แก่

(๑)  จักขุธาตุ —ธาตุคือจักขุปสาท

(๒)รูปธาตุ —ธาตุคือรูปารมณ์  

(๓) จักขุวิญญาณธาตุ —ธาตุคือจักขุวิญญาณ  

(๔) โสตธาตุ —ธาตุคือโสตปสาท  

(๕) สัททธาตุ —ธาตุคือสัททารมณ์  

(๖)  โสตวิญญาณธาตุ —ธาตุคือโสตวิญญาณ  

(๗) ฆานธาตุ —ธาตุคือฆานปสาท  

(๘) คันธธาตุ —ธาตุคือคันธารมณ์  

(๙)  ฆานวิญญาณธาตุ —ธาตุคือฆานวิญญาณ  

(๑๐)   ชิวหาธาตุ —ธาตุคือชิวหาปสาท  

(๑๑)   รสธาตุ —ธาตุคือรสารมณ์  

(๑๒) ชิวหาวิญญาณธาตุ —ธาตุคือชิวหาวิญญาณ  

(๑๓)  กายธาตุ —ธาตุคือกายปสาท  

(๑๔)  โผฏฐัพพธาตุ —ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์

(๑๕)  กายวิญญาณธาตุ —ธาตุคือกายวิญญาณ  

(๑๖)   มโนธาตุ —ธาตุคือมโน  

(๑๗)  ธรรมธาตุ —ธาตุคือธรรมารมณ์  

(๑๘)  มโนวิญญาณธาตุ —ธาตุคือมโนวิญญาณ  

 

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึง “อินทรีย์ ๖” หมายถึง สิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน คือ ทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น ได้แก่

(๑) จักขุนทรีย์ —อินทรีย์ คือ จักขุปสาท  

(๒) โสตินทรีย์ —อินทรีย์ คือ โสตปสาท  

(๓) ฆานินทรีย์ —อินทรีย์ คือ ฆานปสาท  

(๔) ชิวหินทรีย์ —อินทรีย์ คือ ชิวหาปสาท  

(๕) กายินทรีย์ —อินทรีย์ คือ กายปสาท  

(๖) มนินทรีย์ —อินทรีย์ คือ ใจ ได้แก่ จิต ที่จำแนกเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ก็ตาม  

 

(๒) “ผัสสาหาร” —อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่ง “อายตนะภายใน–อายตนะภายนอก–และ–วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “เวทนา” พร้อมทั้ง “เจตสิก” [เวทนา–สัญญา–สังขาร] ทั้งหลายที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย คือ การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์ ได้แก่ (๑) “สุขเวทนา” คือ ความรู้สึกสุข สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม (๒) “ทุกขเวทนา” คือ ความรู้สึกทุกข์ ไม่สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจก็ตาม (๓) “อทุกขมสุขเวทนา” คือ ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า “อุเบกขาเวทนา” นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึง “อินทรีย ๕” หมายถึง สิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน คือ ทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น ได้แก่

(๑) สุขินทรีย์ —อินทรีย์ คือ สุขเวทนา  

(๒) ทุกขินทรีย์ —อินทรีย์ คือ ทุกขเวทนา  

(๓)โสมนัสสินทรีย์ —อินทรีย์ คือ โสมนัสสเวทนา  

(๔) โทมนัสสินทรีย์ —อินทรีย์ คือ โทมนัสสเวทนา

(๕) อุเปกขินทรีย์ —อินทรีย์ คือ อุเบกขาเวทนา  

 

(๓) “มโนสัญเจตนาหาร” —อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ “ความจงใจ” เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่ง “ภพ” คือ ให้เกิดปฏิสนธิใน “ภพ” ทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย คือ ความทะยานอยาก ได้แก่

(๑) กามตัณหา–ความปรารถนาในกามคุณ

(๒) ภวตัณหา–ความต้องการอยากเป็นนั่นเป็นนี่

(๓) วิภวตัณหา–ความไม่ต้องการอยากเป็นนั่นเป็นนี่

 

(๔) “วิญญาณาหาร” —อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ “วิญญาณ” เป็นปัจจัยให้เกิด “นามรูป” [รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ] เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูป” ได้ด้วย คือ กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมทั้ง ๕ หมวด ที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น หรือส่วนประกอบทั้ง ๕ อย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่

(๑) รูปธรรม–รูปขันธ์ คือ “รูป ๒๘” ได้แก่ มหาภูต ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔

(๒) นามธรรม–นามขันธ์ คือ “เวทนา ๖–สัญญา ๖–สังขาร ๓” [เจตสิก ๕๒] –และ “วิญญาณ ๖” [จิต ๘๙]

 

เพราะฉะนั้น การประกอบความเพียรด้วยการมนสิการใน “อาหาร ๔” อย่างลึกซึ้ง ให้มากอย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นประจำ ย่อมทำให้เห็น “ธรรมทั้งหลาย” ได้เช่นกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการหยั่งรู้สภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ที่เรียกว่า “ปัจจุปปันนังสญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓) คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ ซึ่งหมายความว่า “ให้มนสิการ คิดคำนึงถึง สภาวะที่แท้จริงที่จิตกำลังประหวัดถึง นั่นคือ สภาวธรรม” รวมทั้ง การสาวหาสาเหตุที่มาจากอดีต และจะทำให้เกิดผลอะไรในอนาคต ฉะนั้น ข้อ ๑–๓ คือ “ญาณ ๓” ส่วน ข้อ ๔ คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ดังนี้

(๑) ปุพฺพนฺเต ญาณํ —รู้ในส่วนอดีต

(๒)  อปรนฺเต ญาณํ —รู้ในส่วนอนาคต

(๓) ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ญาณํ —รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต

(๔) อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ญาณํ —รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท

 

เมื่อกำหนดสติสัมปชัญญะในการพิจารณาธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องดีแล้ว ย่อมเกิดปัญญาเห็นชีวิตตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” นั่นคือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” ดังนี้

(๑) ทุกฺเข ญาณํ —รู้ในทุกข์

(๒) ทุกฺขสมุทเย ญาณํ —รู้ในทุกขสมุทัย 

(๓) ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ —รู้ในทุกขนิโรธ 

(๔) ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ —รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

 

คำว่า “รู้” [ญาณํ] ในที่นี้ หมายถึง “ปัญญาหยั่งรู้ด้วยญาณที่เกิดขึ้นในวิปัสสนา” ไม่ใช่การรู้อย่างสามัญทั่วไป คือ กระบวนการใช้เหตุผลในการแสวงหาความจริง ที่เรียกว่า “การอนุมาน” [Anticipation–Reasoning] คือ การคาดคะเนตามหลักเหตุผล เช่น “การนิรนัย” [Deduction] คือ วิธีใช้เหตุผลที่ดำเนินจากส่วนรวมไปหาส่วนย่อยในเชิงวิเคราะห์ลงเป็นกฎที่เรียกว่า “ข้อสรุปทั่วไป” หรือ “การอุปนัย” [Induction] คือ วิธีให้เหตุผลโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อมูลต่างๆ แล้วสรุปสังเคราะห์ลงเป็นกฎ หรือ “การอุปมาน” [Comparison] คือ การเปรียบเทียบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ที่เรียกว่า “การเทียบเคียง” [Analogy] กระบวนการคิดดังกล่าวนี้ เป็นวิธีในการแสวงหาความรู้ของศาสตร์ทางโลก คือ “ตรรกวิทยา” [Logic] และ “ปรัชญา” [Philosophy] แต่อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไม่ให้เชื่อในองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ จนกล่าวจะใช้เหตุผล สามัญสำนึก หรือ วิจารณญาณ พิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ถึงความจริงที่เป็นประโยชน์แก่ตนจริง ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ที่เรียกว่า ที่เรียกว่า “กาลามสูตร” กล่าวคือ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลและวิจารณญาณของตนเองว่าเป็นประโยชน์แท้จริงหรือไม่ นั่นคือ “ใช่ทางอริยมรรคหรือไม่” ได้แก่

อย่าปลงใจเชื่อ

(๑) ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) ด้วยการเล่าลือ

(๔) ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

 (๕) ด้วยตรรกวิทยา–การสืบค้นคิดหาเหตุผล

(๖) ด้วยการอนุมาน คาดคะเน คาดสุ่มเดา คาดหมาย

(๗) ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

ในทางพุทธศาสนานั้น ให้หมั่นมนสิการสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาใน “โยนิโสมนสิการ” [การคิดอย่างแยบคายด้วยอุบายอย่างถูกวิธี] ตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หรือ “ปัจจัย ๒๔” ที่คล้อยตามข้อความหลุดพ้นโดย “ไตรลักษณ์” ที่จะทำให้ตรัสรู้ใน “อริยสัจจ์ ๔” ที่เป็นไปเพื่อการดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ โดยเน้นถึง “ปัจจุบันธรรม” เป็นสำคัญ ไม่ไปฟุ้งซ่านถึงอดีตหรืออนาคตที่เกินความเป็นจริง นั่นคือ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันได้ทันเหตุการณ์ และในอนาคตอันใกล้ที่พอคาดคะเนปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้จริง คือ “ทุกข์” แต่ถ้าจะคิดหวนถึงอดีต ก็ควรเป็นเรื่องต้นเหตุหรือสาเหตุของปัญหาในปัจจุบัน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากอดีต ในทางธรรมหมายถึง “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” [อญฺญาณํ] คือ ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง ใน (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) ญาณ ๓ ในกาลทั้ง ๓ และ (๓) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมกันเท่ากับ ความไม่รู้จริงทั้ง ๘ ประการ นอกจากนี้ ยังรวมถึง ความไม่ทะยานอยากในปัจจุบัน อันเป็นสาเหตุของปัญหาแห่งทุกข์ในอนาคต คือ “ตัณหา ๓” ได้แก่ “กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา” เพราะฉะนั้น การบวนการปฏิบัติธรรม คือ การบำเพ็ญเพียรภาวนา เพื่อดับระงับ “อวิชชา–ตัณหา” ให้สิ้นไปอย่างถาวรยั่งยืนตลอดไป  นั่นคือ สภาวะที่สงบระงับจากกิเลสทั้งหลาย “นิพพาน” [สภาวะที่ปราศจากกิเลสอาสวะทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว] ด้วยการบรรลุถึงความตรัสรู้แห่งสัมโพธิญาณ “สัมโพธะ” [ความตรัสรู้] ที่เกิดจากองค์ประกอบสำคัญที่สัมปยุตต์รวมกัน ๗ ประการ ซึ่งเป็นพระธรรมวินัย “สัตถุสาสน์” คือ คำสอนของพระศาสดา ที่ผู้ปฏิบัติธรรม ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จักต้องลงมือประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง ได้แก่

(๑) เอกันตนิพพิทา —ความหน่ายสิ้นเชิง–ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม

(๒) วิราคะ —ความคลายกำหนัด–ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ

(๓) นิโรธะ —ความดับ–หมดกิเลสหมดทุกข์

(๔) อุปสมะ —ความสงบ

(๕) อภิญญา —ความรู้ยิ่ง–ความรู้ชัด 

(๖) สัมโพธะ —ความตรัสรู้–ความรู้แจ้งแทงตลอด [ปฏิเวธะ]

(๗) นิพพาน —สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว

 

การมนสิการใน “สัตถุสาสน์” ทั้ง ๗ ประการนี้ ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน คือ “อวิเขกปะ” มีสติตั้งมั่น [อุปัฏฐาน] ไม่ฟั่นเฟือน [อสัมโมหะ–ไม่หลง มีสติสัมปชัญญะ] ปรารภความเพียร [วิริยารัมภะ–ทำความเพียรมุ่งมั่น] ไม่ย่อหย่อน [เวสารัชชะ–กล้าหาญ] ที่จะสร้างความดีและเจริญภาวนาจนถึงที่สุด นั่นคือ “การบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ซึ่งจะเป็นผลานิสงส์แห่งปัจจุบันธรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต

 

แต่ถ้าพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะแหล่งกำเนิดความทุกข์นี้อยู่ที่ตัวเราเอง วิถีชีวิตของเราเกิดดับอยู่กับสิ่งปฏิกูล (อกุศล) และจิตที่จะทำให้หมดจดบริสุทธิ์จาก (๑) สิ่งปฏิกูล (๒) กิเลสทั้งหลาย และ (๓) ปวงทุกข์ ซึ่งหมายถึง มารอุปสรรคแห่งชีวิต [มาร ๕] ซึ่งเป็น “ปริยุฏฐาน ๗” [ปริยุฏฐานกิเลส = โอฆะ–โยคะ–สัญโญชน์–นิวรณ์–อุปกิเลส ได้แก่ “กามราคปริยุฏฐาน–ปฏิฆปริยุฏฐาน–มานปริยุฏฐาน–ทิฏฐิปริยุฏฐาน–วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน–ภวราคปริยุฏฐาน–อวิชชาปริยุฏฐาน” กิเลสเหล่านี้ คือ “ลังคี” [ลิ่ม] สิ่งที่ตอกปิดกั้นไม่ให้มุ่งหน้าไปเพื่อประโยชน์ ย่อมติดโดยแท้] ให้พิจารณาถึงปัจจุบันธรรมในอารมณ์แห่งกรรมฐานด้วย “มาร ๕” [Destroyer] หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ ๑ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ๑ ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ๑ ให้คิดคำนึงถึงพร้อมด้วย “ธรรม ๓–ธรรมนิยาม ๓” ที่วิปปยุตด้วย “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ดังนี้

 

“มาร ๕” หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ–สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี–ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ได้แก่

(๑) “กิเลสมาร” —มารคือกิเลส กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งหมายถึง “อวิชชา–ตัณหา”

(๒) “ขันธมาร” —มารคือเบญจขันธ์–ขันธ์ ๕ เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไปเพราะ “ชรา–พยาธิ–มรณะ” เป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนาอย่างแรง อาจถึงกับพลาดโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง นั่นคือ พิจารณาตาม “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ กำหนดรู้คล้อยตามให้เห็นเหตุแห่งทุกข์ [ฉะนั้น “กวฬิงการาหาร” จัดเป็น “ขันธมาร” เพราะหล่อเลี้ยงให้เกิด “ขันธ์ ๕” [รูปขันธ์] จึงให้เจริญรรมฐานใน “อาหาเรปฏิกูลสัญญา” คือ กำหนดพิจารณากรรมฐานถึงความเป็นปฏิกูลในอาหาร]

(๓) “อภิสังขารมาร” —มารคืออภิสังขาร–อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม เจตนาหรือ “สัญเจตนา ๖” นำชักให้เกิดกรรมภพหรืออุปัตติภพ “ชาติ–ชรา” พร้อมด้วยอกุศลวิบาก ได้แก่  “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส” ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจาก “ชีวิตสันตติในสงสารทุกข์” [ชีวิตอยู่ในกระแสแห่ง กิเลส–กรรม–วิบาก = วัฏฏะ ๓]  คือ “อกุศลมูล ๓” ได้แก่ “โลภะ [ราคะ] –โทสะ–โมหะ” เพราะ “อวิชชา–ตัณหา” จึงคิดได้แบบนี้

(๔) “เทวปุตตมาร” —มารคือเทพบุตร เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่งชื่อว่า “พญาวสวัตดีมาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ คือ การมี “มิตรเทียม” หรือ คติวิบัติ –กาลวิบัติ [ซวย]

(๕) “มัจจุมาร” —มารคือความตาย–ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย คือ ไม่เข้าใจเรื่อง “มรณัสสติ” จึงเกิดความประมาท แล้วตายในโอกาสไม่เหมาะควรที่จะบรรลุธรรม คิดไม่ทันความตาย เพราะ มัวเมา–หลงใหล “โมหะ” 

 

นอกจากนี้ ยังต้องไตร่ตรองคิดพิจารณาถึง “ภาวะจิตใจ” ที่กลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อกิเลสอยู่ตลอดเวลา ที่คนส่วนใหญ่คิดไม่ถึง มองข้ามความสำคัญ “จิตวิญญาณของตนเอง” ไปอย่างรู้ไม่เท่าทัน แต่กลับมองหาสาเหตุจากภายนอนตัวตนของตนเอง ลงโทษบริบททางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมทางสังคมว่า เป็นต้นเหตุของปัญหาอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ไม่ค่อยคิดว่า “เรื่องทั้งเรื่องมันมาจากตัวเองทั้งนั้น” ฉะนั้น ให้พิจารณาในหลักธรรม “อภิสังขาร ๓–สังขาร ๓” ซึ่งเป็น “ความนึกคิด” กับ “เจตนา” รวมกันอันทำให้เกิด “กรรม” ดังนี้

 

“อภิสังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม [กฎแห่งกรรม] นั่นคือ “บุญ–บาป–ฌาน” ได้แก่

(๑) “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร  

(๒) “อปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย  

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็น “อรูปาวจร ๔” หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วย “สมาธิแห่งจตุตถฌาน–จตุตถฌานจิต–จิตประภัสสร” นั่นคือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์ กล่าวโดยสรุป คือ พัฒนาจิตใจจนถึง “ฌานสมาบัติ ๘” ทั้ง “รูปฌาน ๔” และ “อรูปฌาน ๔”

 

“สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ นั่นคือ สัญเจตนา หรือ เจตนาที่แต่งกรรม ได้แก่

(๑) “กายสังขาร”  คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย “กายสัญเจตนา” นั่นคือ ความจง

       ใจทางกาย

(๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา “วจีสัญเจตนา” นั่นคือ

      ความจงใจทางวาจา

(๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ “มโนสัญเจตนา” นั่นคือ ความจงใจทางใจ

 

ฉะนั้น “การปฏิบัติธรรม” หมายถึง “การกำหนดสติสัมปชัญญะตามพิจารณาดูจิตวิญญาณของตนเอง อันเป็นองค์ประกอบภายใน [วิปัสสนา] แล้วให้เห็นองค์ประกอบภายนอก ในเวลาเดียวกันที่เป็นปัจจุบันธรรม” และหมั่นประกอบกรรมใน “โยนิโสมนสิการ” ให้เห็นแจ้งใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ธรรมที่เป็นองค์ประกกอบใน “ภวจักร–สังสารจักร” ได้แก่  อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม เมื่อกำหนดรู้ในวิปัสสนา หมายถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) ในการประพฤติปฏิบัติดังกล่าวนี้ เป็นการยกจิตใจให้สูงขึ้นสู่ระดับอริยะอันเป็นขั้นสูงสุด ซึ่งเรียงลำดับได้ดังนี้

(๑) กามาวจรจิต = ศีลและวัตร ให้มนสิการในอธิสีลสิกขาโดยอริยมรรคมีองค์ ๘

(๒) รูปาวจรจิต = รูปฌาน ๔ ให้มนสิการในอธิจิตตสิกขาโดยอริยมรรคมีองค์ ๘

(๓) อรูปาวจรจิต = อรูปฌาน ๔ ให้มนสิการในอธิจิตตสิกขาโดยอริยมรรคมีองค์ ๘

(๔) โลกุตตรจิต  = โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ ให้มนสิการในอธิปัญญาสิกขาโดยอริยมรรคมีองค์ ๘

 

ดังนั้น จะสังเกตได้ว่า การปฏิบัติธรรมคือการกำหนดจิตแห่งสติสัมปชัญญะให้คำนึงถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” เสมอ หลักธรรมทั้งหลายย่อมมีแหล่งกำเนิดมาจาก “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งหมายถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันประกอบด้วย “องค์มรรค–มัคคังคะ” ที่ประเสริฐ ๘ ประการ ที่จำแนกตามหลักธรรม “ไตรสิกขา” โดยเป็นสมุกฐานในการบรรลุความตรัสรู้ “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งหมายถึง “สัมโพธิญาณ” คือ ปัญญาแห่งความตรัสรู้  [สัมโพธะ] เมื่อปฏิบัติธรรมย่อมเห็นอรรถประโยชน์แห่งธรรมที่จะเกิดขึ้นในกาลข้างหน้า ซึ่งหมายถึง “นิพพาน” คือ ภาวะที่ดับกิเลสแล้ว  ฉะนั้น การเจริญจิตตภาวนาแห่งสมถกรรมฐานอย่างสืบเนื่อง อยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ คือ เจริญมรรคาที่ประกอกบด้วย “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ –สัมมาสมาธิ” [สัมมัปปธาน ๔–สติปัฏฐาน ๔–รูปฌาน ๔] ในการมนสิการกรรมฐานจึงเป็นเรื่องการทำความเข้าใจตนเองให้ถูกต้อง ซึ่งหมายถึง “ร่างกาย–จิตใจ” นั่นคือ “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ที่สื่อความหมายถึง “กองทุกข์” เพราะจิตใจที่ถูกครอบงำด้วย “กิเลสตัณหา” การปฏิบัติธรรมจึงเป็นขั้นตอนของ “การขัดเกลากิเลส” [สัลเลขตา] ซึ่งต้องอยู่ในทิศทางของคำสอนพระศาสดา ๒ ประการ ดังนี้

 

(๑) สัตถุสาสน์ฝ่ายฆราวาส

(๑) วิราคะ —ความคลายกำหนัด–ความไม่ติดพัน–เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่

(๒) วิสังโยค —ความหมดเครื่องผูกรัด–ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) อปจยะ —ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

 (๔) อัปปิจฉตา —ความอยากอันน้อย–ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่

(๕) สันตุฏฐี —ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) ปวิเวก —ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) วิริยารัมภะ —การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) สุภรตา —ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

 

(๒) สัตถุสาสน์ฝ่ายสมณะ

(๑) เอกันตนิพพิทา —ความหน่ายสิ้นเชิง–ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม 

(๒) วิราคะ —ความคลายกำหนัด–ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ 

(๓) นิโรธ —ความดับ–หมดกิเลสหมดทุกข์ 

(๔) อุปสมะ —ความสงบ

(๕) อภิญญา —ความรู้ยิ่ง–ความรู้ชัด

(๖) สัมโพธะ —ความตรัสรู้

(๗) นิพพาน —ความดับกิเลสและทุกข์หมดแล้ว

 

ฉะนั้น พุทธศาสนิกชนต้องประยุกต์หลักธรรมคำสอนทั้ง ๒ ฝ่าย ดังกล่าวข้างต้น น้อมมาใส่ตนและใช้เป็นข้อประพฤติปฏิบัติตามวิถีชีวิตด้วยธรรม ที่สอดคล้องกับกับหลักธรรม “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นกฎข้อปฏิบัติตามแนวคิดทางทฤษฎี คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลายแห่งปัญญา” นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญาที่ถูกต้อง ด้วยการเจริญใน “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” = อธิปัญญาสิกขา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา ด้วยการเจริญใน “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” = อธิสีลสิกขา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง ด้วยการเจริญใน “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” = อธิจิตตสิกขา ความรู้ความเข้าใจในขั้นตอนแห่งการปฏิบัติธรรมดังกล่าวนี้ ต้องเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะของช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งเดียวตอนใกล้จะตายหมดลมหายใจ เป็นเรื่อง “การสะสมบารมีทางปัญญา” ยิ่งประจักษ์แจ้งในความเป็นจริงมากเท่าไหร่ ปัญญายิ่งสว่างไสวโชติช่วงมาเท่านั้น “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้ ก็ยิ่งเห็นแจ้งบรรลุในธรรมมากเท่านั้นเช่นกัน วิธีคิดดังกล่าวนี้ เรียกว่า “อนุสติ–อนุปัสสนา” หมายถึง การหวนระลึกถึงพิจารณาอยู่เนืองๆ อันเป็นการเจริญใน “สติสัมปชัญญะ” นั่นคือ “สติปัฏฐาน ๔” อย่าได้ขาดตกบกพร่องในทางปฏิบัติธรรม ตอนนี้ก็ให้คิดพิจารณาเช่นนี้ได้เลย ไม่ต้องรำตั้งท่านานนัก มันจะไม่ได้เรื่อง เพราะการปฏิบัติธรรม คือ การพิจารณาธรรมในปัจจุบันตอนนี้ ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อนมากมาย เพียงแต่กำหนด “สติสัมปชัญญะ” ให้เป็น ให้ถูกกาลเทศะ ให้เหมาะควรแก่ธรรม ณ ปัจจุบัน นั่นคือ “อารมณ์ ๖” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา คือ บทเรียนธรรมะอันเป็น “ปรมัตถสัจจะ” [อภิธรรม] ได้เป็นอย่างดี ให้พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๖ ว่ามันเป็นเช่นนั้น [ขันธ์ ๕] อย่าเข้าไปแสดงเจตนาในการปรุงแต่งอารมณ์เหล่านั้น เพียงแต่ว่า ให้จัดระเบียบอยู่ในหลักประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” สิ่งนี้คือการปฏิบัติธรรมในภาคสนามชีวิตอย่างแท้จริง.

 

 

 

Visitor Number:
4874497