๓๐. พุทธปณิธิสั่นไหวย่อมถึงฐานะแห่งเดียรถีย์

        Unstable Aspiring and Directing in Buddhism as the Heretical Teacher

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1526

 ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ที่ตั้งตนไว้ชอบหรือตั้งจิตคิดมุ่งหมายนำตนไปถูกทางด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกว่า “อัตตสัมมาปณิธิ” อันเป็นปฏิปทาข้อหนึ่งใน “จักร ๔” หมายถึง ธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำรถไปสู่ที่หมาย นั่นคือ มรรค ผล นิพพาน ที่ต้องประกอบด้วยปัจจัยอื่นอีก คือ “ปฏิรูปเทสวาสะ” อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมไม่ใช่สิ่งที่เป็นอโคจรที่จะล้างผลาญความดี ๑ “สัปปุริสูปัสสยะ” สมาคมกับสัตบุรุษ ผู้จะเป็นกัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ ๑ “ปุพเพกตปุญญตา” ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว มีพื้นเดิมดี ได้สร้างสมคุณความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น เพราะมีความเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องความเลื่อมใส ความศรัทธาปสาทะ ความชื่นบานผ่องใส ความรู้สึกยอมรับนับถือ ความเชื่อถือมั่นใจ ที่จิตเกิดความแจ่มใสโปร่งโล่งเบิกบานปราศจากความอึดอัดขัดข้องขุ่นมัว โดยเกิดความรู้สึกชื่นชมนิยมนับถือในพระธรรมวินัย นั่นคือ “สัทธา ๔ ระดับ” ได้แก่ (๑) “อาคมนสัทธา–อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา” ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี (๒) “อธิคมสัทธา–อธิคมนสัทธา” ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์  (๓) “โอกัปปนสัทธา–โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกข์–หรืออธิโมกขสัทธา” ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง (๔) “ปสาทสัทธา” ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง ฉะนั้น ความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยจึงเป็นเรื่อง ทำให้มั่นใจในเรื่อง “สัมโพธะ–ความตรัสรู้” ที่ต้องประกอบด้วย “ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย ๔” คือ ธรรมที่จะช่วยให้ได้ “ทุลลภธรรม” สมหมาย ได้แก่ (๑) “สัทธาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในพระรัตนตรัย (๒) “สีลสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยศีล (๓) “จาคสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยการบริจาคการเสียสละ (๔) “ปัญญาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยโยนิโสมนสิการ ส่วนคำว่า “ทุลลภธรรม ๔” หมายถึง สิ่งที่ได้ยาก ความปรารถนาของคนในโลกที่ได้สมหมายโดยยาก ได้แก่ (๑) ขอโภคสมบัติจงเกิดมีแก่เราโดยทางชอบธรรม (๒) ขอยศจงเกิดมีแก่เรากับญาติพวกพ้อง (๓) ขอเราจงรักษาอายุอยู่ได้ยืนนาน (๔) เมื่อสิ้นชีพแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์ ในข้อสุดท้ายนี้ คือ หนทางแห่งการเจริญภาวนาอย่างเดียว คือ เลื่อมใสศรัทธาปฏิบัติตามเส้นทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งต้องปฏิบัติตามองค์มรรคอันประเสริฐทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่แยกตามไตรสิกขา ได้แก่ (๑) อธิปัญญาสิกขา คือ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) อธิสีลสิกขา คือ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๓) อธิจิตตสิกขา คือ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ แต่ถ้ายังประพฤติปฏิบัติตามไม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ให้เริ่มใหม่อยู่อย่างนั้น  จนกว่าจะประสบความสำเร็จไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าก็แล้วกัน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓๐ ประจำปี ๒๕๕๘ – พุทธปณิธิสั่นไหวย่อมถึงฐานะแห่งเดียรถีย์

 

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุดในชีวิตนั้น คือ “เวลา” ดังคติพจน์ที่ว่า “เวลากลืนกินสรรพสิ่งทั้งหลายหมดสิ้น แม้แต่ตัวมันเอง” ฉะนั้น อายุขัยของคนจึงขึ้นกับเวลา เริ่มนับตั้งแต่จุติมาปฏิสนธิเป็นชีวิตใหม่ในกรรมภพนี้ “ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวไปสู่ความเสื่อมที่อยู่ในช่วงเวลาที่ยาวนาน” ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ยาวนานมากจนทำให้คนคิดว่าตนเองไม่ตาย เช่น ทำงานมากจนลือตาย คิดว่าความสำเร็จในการงานเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่าเสมอเหมือนไม่ หรือรักกันมากจนลืมตาย ไม่จักตาย จะอยู่ครองรักครองโลก ไม่นึกคิดว่าสักวันหนึ่งพญามัจจุมารจะมาเยี่ยมถึงที่นอนหรือที่ตายได้ จนนึกคิดทำอะไรที่เป็นประโยชน์ใหญ่หลวงสูงสุดให้ชีวิตในภพชาตินี้ได้ทันเวลา “คนส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท” นั่นคือ “ประมาทความตาย” ลืมกำหนดมรณัสสติว่าตนเองต้องตายเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่มีใครหนีความตายนี้ได้ ในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นเรื่องการสะสมประสบการณ์ที่ดีๆ เป็นเรื่องบุญกุศลบารมีที่ไม่ควรละเว้น ไม่ความมองข้ามความสำคัญนี้ไป เพราะมัวแต่หลงใหลเพลิดเพลิดติดใจในกามสุข หรือพอกพูนกิเลตัณหาราคะไม่สิ้นสุด “ลืมความตายไปอย่างสนิท” เพราะเมื่อใกล้สิ้นลมหายใจ อะไรๆ สิ่งใดๆ ที่สะสมมาทั้งชีวิต มันเอาติดตัวไปไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้แต่สังขารของตนเอง ก็เอาไปไม่ได้ เส้นผมสักเส้นก็ไม่ได้ แม้แต่ธุลีผงกระดูกอณูเดียวก็ไม่ได้ เพราะธรรมชาติเป็นเจ้าของ ต้องคืนร่างกายทั้งหมดให้แก่ธรรมชาติ มีแต่ต้องรีบฝังเรียบเผา เพราะเน่าเหม็น เป็นภาพที่ไม่เจริญตาต่อผู้อื่น ปลาตายยังมีประโยชน์มากกว่า เพราะทำปลาเค็ม ทำปลาร้าได้ คนตายไร้ประโยชน์ เพราะเอามาทำปุ๋ยก็ไม่ได้ เข้าทำนองที่ว่า “คนตายกินคนเป็น” มากกว่า คือ เสียค่าจัดงานศพมโหฬารตามฐานะ ปัจจุบันงานหนึ่งเป็นจำนวนเงินแสนบาทขึ้นไป ผีตนนี้ตายไปแล้ว ทำให้โศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ รำพึงรำพัน ยังไม่พอ ยังสร้างหนี้สินให้คนข้างหลังเดือดร้อนอีกต่างหาก ถ้าทำประกันชีวิตก็พอทุเลาอาการทุกข์ไปได้บ้าง นั่นคือ “ชีวิตมีต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดเวลา” ไม่ใช่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอนตาเหลือกเล่นไปวันๆ อย่างไร้ความหมาย คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะคนที่เรียกว่ามนุษย์นี้ มีสิทธิ์พัฒนาตนจนถึงภูมิแห่งโลกุตตระได้ พวกอยู่ในภพภูมิของเทวดายังไม่มีสิทธิ์ทำได้ ต้องมาจุติกลายเป็นคนก่อน แล้วคนที่ยังเป็นคนอยู่ขณะนี้ “กำลังคิดทำอะไรกันอยู่” ข้อความที่บรรยายมานี้ เป็นสัตย์จริง ถ้าท่านได้อ่านแล้ว ก็ขอให้พ้นภัยอันตรายทุกอย่าง เพื่อให้มีโอกาสแสวงบุญในพระพุทธศาสนานี้ ด้วยสวัสดีทุกท่าน และอย่าลืมว่า ความแก่หง่อม ความเจ็บป่วยพยาธิทั้งหลาย ความเสื่อมของสังขารทั้งหลาย ล้วนเป็นสื่อแห่ง “ยมทูต” หมายถึง ทูตของพญายม สื่อแจ้งข่าวของความตายกำลังมาแล้ว หรือสภาวะที่เตือนให้นึกถึงความตายเพื่อจะได้ไม่ประมาททำความดีเตรียมไว้ หรือการประสบกับ “สังเวควัตถุ” หมายถึง เรื่องที่น่าสลดใจ เรื่องที่พิจารณาแล้วจะทำให้เกิดความสังเวช คือ เร้าเตือนสำนึกให้มีจิตใจน้อมมาในทางกุศล เกิดความคิดไม่ประมาทและมีกำลังที่จะทำความเพียรปฏิบัติธรรมต่อไป เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และ “อาหารปริเยฏฐิทุกข์” คือ ทุกข์ในการหากิน ทุกข์เกี่ยวกับการแสวงหาอาหาร ได้แก่ “อาชีวทุกข์” คือ ทุกข์เนื่องด้วยการเลี้ยงชีวิต เป็นต้น ฉะนั้น โลกนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าภิรมย์ชมชอบ แม้มีโอกาสดีกว่าคนอื่นก็ตาม

 

อนึ่ง พระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนเรื่องชีวิตเกี่ยวกับ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ให้รู้สึกปล่อยวางจากทุกข์ทั้งปวง ที่อยู่ในชุดอกุศล ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างสืบเนื่อง และพร้อมพุทธโอวาท อันเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามีหลักใหญ่ ๓ ข้อ ดังนี้

(๑) สพฺพปาปสฺส อกรณํ “ไม่ทำความชั่วทั้งปวง”

(๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา “ทำความดีให้เพียบพร้อม”

(๓) สจิตฺตปริโยทปนํ “ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์”

 

หลักประพฤติปฏิบัติที่ดูพื้นๆ สามัญทั่วไปที่จะทำได้ง่ายทั้ง ๓ ข้อ ดังกล่าวนี้ เป็นหัวใจแก่นแท้ของพระสัทธรรม ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดา อย่างเช่น ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ

 (๑) “เอกันตนิพพิทา” ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม

(๒) “วิราคะ” ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ  

(๓) “นิโรธ” ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์  

(๔) “อุปสมะ” ความสงบ

(๕) “อภิญญา” ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด

(๖) “สัมโพธะ” ความตรัสรู้  

(๗) “นิพพาน” สภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง

 

นอกจากนี้ ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือ คำสอนของพระศาสดา ได้แก่

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

 

 

ฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคำสั่งสอนของพระศาสดานั้น จะเป็นเครื่องเตือนใจเตือนสติไม่ให้หลงผิดในทางปฏิบัติธรรม มีความมั่นคงมั่นใจในข้อปฏิบัติที่ประพฤติอยู่ ไม่ผิดทางอย่างแน่นอน นั่นคือ “เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ต้องประพฤติปฏิบัติตามองค์มรรคอันประเสริฐทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” เพราะฉะนั้น เมื่อถือมั่นใน “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” แห่งไตรสิกขาในพระสัทธรรมนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องหวั่นไหว เคลือบแคลงใจในพระธรรมอีกต่อไป เพราะทางสายนี้เป็น “เส้นทางแห่งอริยมรรค” เหลือเพียงอย่างเดียว มีใจที่จะทำได้เด็ดเดี่ยวอย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่เท่านั้นเอง อย่าให้พญามารหัวเราะเยาะก็แล้วกัน ที่เรียกว่า “เทวปุตตมาร” หมายถึง  เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่ง ชื่อว่า “มาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงใน “กามสุข” นึกแต่เสียดายสิ่งของที่สะสมมา ไม่กล้าหรืออาจหาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ คือ “ไม่รู้จักปล่อยวาง”

 

ดังนั้น “ชีวิต” กับ “เวลา” เป็นของคู่กัน ใครลืมเวลาก็เท่ากับลืมชีวิต เพราะเวลาหมดก็คือหมดอายุขัย นั่นคือ “เวลาแห่งความตายมาถึง” ก็เป็นอันว่าได้เวลาอำลาโลกแห่งละครชีวิตกลับบ้านเก่าของใครของมัน หมายถึง มีชีวิสืบต่อในภพภูมิใหม่ตามยถากรรม คำว่า “ภพภูมิใหม่” อาจจะเป็นแดนที่สูงกว่าเดิม คือ “สุคติ” [กามาวจรกุศลภูมิ] ถ้าสะสมบุญกุศลความดีไว้เพียงพอ หรืออาจจะเป็นแดนที่ต่ำกว่าเดิม คือ “ทุคติ” [กามาวจรอกุศลภูมิ] ถ้าสะสมบาปอกุศลความชั่วไว้มากมาย แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่ดำเนินชีวิตถูกคลองธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ย่อมมี “สุคติ” เป็นแดนเกิดอย่างแน่นอน นับแต่ (๑) “รูปาวจรภูมิ” คือ รูปพรหม ๑๖ ชั้น ในรูปภพหรือรูปาวจรเทวโลก สำหรับผู้สำเร็จรูปฌาน ๔ ได้แก่ “ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” (๒) “อรูปาวจร” คือ อรูปพรหม ๔ ชั้น ในอรูปภพหรืออรูปาวจรเทวโลก สำหรับผู้สำเร็จอรูปฌาน ๔ ได้แก่ “อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ” หรือ (๓) “โลกุตตรภูมิ” สำหรับผู้สำเร็จ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” คือ “ภูมิแห่งอริยบุคคล” แต่ในความหมายสูงสุด คือ “ภูมิแห่งพระอรหันต์หรือพระอริยเจ้า” แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า “ภพภูมิใหม่” ยังให้ความถึงระดับคุณภาพชีวิตจิตใจในปัจจุบันกาล นอกเหนือจากช่วงเวลาหลังความตาย ที่ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิด ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจดีในปัจจัยสัมพันธ์ทั้ง ๔ อย่าง คือ “ชีวิต–เวลาอายุขัย–ความตาย–ภพภูมิใหม่” นั้น ย่อมกลายเป็นบุคคลที่แสวงแนวทางวิถีชีวิตที่ดีขึ้นด้วย “ข้อปฏิบัติที่ประเสริฐ” ให้กับช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า ดังเช่น “สีลสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม อย่างน้อยก็รักษาเบญจศีลหรือศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจาก “ทุกข์” อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

 

(๑) “อินทรียสังวร” การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ [อายตนะภายใน ๖] นั่นคือ มี “สติสังวร” สำรวมด้วยสติ คือ สำรวมอินทรีย์มี จักขุ–จักษุ–ตา โสต–หู ฆานะ–จมูก ชิวหา–ลิ้น กาย–กายสัมผัส มโน–ใจ โดยระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ทั้ง ๖ [อายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ รูปะ–สัททะ–คันธ–รสะ–โผฏฐัพพะ–ธรรมหรือธรรมารมณ์] นั่นคือ เห็นรูปคือสิ่งที่เห็นหรือวัณณะคือสี ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสทางกาย รู้แจ้งอารมณ์ที่เกิดกับใจหรือสิ่งที่ใจนึกคิด

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา นั่นคือ “อาหารคือคำข้าว–อาหารที่กิน” อันเป็นอาหารสามัญที่ต้องกินหรือดื่มเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงตามสภาพปกติ ที่เรียกว่า “กวฬิงการาหาร” หมายถึง อาหารที่เป็นวัตถุ

(๓) “ชาคริยานุโยค” การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือ ขยันหมั่นเพียร นั่นคือ ความเพียรพยายามปฏิบัติธรรม ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

นอกจากนี้ ยังรวมถึง (๑) ผู้มีสัทธรรม ๗ ประการ และ (๒) ผู้เจริญฌานสมาบัติ สำหรับนัยแห่ง “สัทธรรม ๗” นั้น ธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพระศาสนา ธรรมของสัตบุรุษหรือคนดี มีรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) มีศรัทธา –“สัทธา” ความเชื่อ ความเชื่อถือ ในทางธรรม หมายถึง เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีงาม ความเลื่อมใสซาบซึ้งชื่นใจสนิทใจเชื่อมั่นมีใจโน้มน้อมมุ่งแล่นไปตามไปรับคุณความดีในบุคคลหรือสิ่งนั้นๆ ความมั่นใจในความจริง ความดีสิ่งดีงาม และในการทำความดี ไม่ลู่ไหลตื่นตูมไปตามลักษณะอาการภายนอก

(๒) มีหิริ –“หิริ” ความละอายแก่ใจ คือละอายต่อความชั่ว

(๓) มีโอตตัปปะ –“โอตตัปปะ” ความกลัวบาป ความเกรงกลัวต่อทุจริต ความเกรงกลัวความชั่วเหมือนกลัวอสรพิษ ไม่อยากเข้าใกล้พยายามหลีกให้ห่างไกล

(๔) เป็นพหูสูต –“พาหุสัจจะ” ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียนมีองค์ ๕ คือ (๑) พหุสฺสุตา ได้ยินได้ฟังมาก (๒) ธตา ทรงจำไว้ได้ (๓) วจสา ปริจิตา คล่องปาก (๔) มนสานุเปกฺขิตา คล่องแคล่ว เจนใจ (๕) ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา ขบได้ด้วยทฤษฎี

(๕) มีความเพียรอันปรารภแล้ว –“วิริยารัมภะ” ปรารภความเพียร คือ ลงมือทำความเพียรอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ระดมความเพียร

(๖) มีสติมั่นคง –“สติ” ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้

(๗) มีปัญญา –“ปัญญา” ความรู้ทั่ว ปรีชาหยั่งรู้เหตุผล ความรู้เข้าใจชัดเจน ความรู้เข้าใจหยั่งแยกได้ในเหตุผล ดีชั่ว คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น และรู้ที่จะจัดแจง จัดสรร จัดการ ดำเนินการ ทำให้ลุผล ล่วงพ้นปัญหา ความรอบรู้ในกองสังขารมองเห็นตามเป็นจริง

  

(๒) ผู้เจริญฌานสมาบัติ ซึ่งหมายถึง “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” อันเป็นพื้นฐานในการเจริญจิตตภาวนา เพื่อให้จิตสงบเย็นเป็นสมาธิ ที่เรียกว่า “สมถภาวนา” หมายถึง การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ หรือ “จิตตภาวนา” หมายถึง การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส หรือเป็นจิตตสมาธิที่ประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] นั่นคือ การฝึกจิตให้อยู่ในสภาพที่  “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ที่เรียกว่า “จิตปราศจากนิวรณ์–จิตประภัสสร–จิตตามสภาพดั้งเดิม” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ (๑) “ตัตรมัชฌัตตตาแห่งอุเบกขา” หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา [สติสัมปชัญญะ] นั่นคือ ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน และ (๒) “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” หมายถึง ความมีใจตั้งมั่น ความตั้งมั่นแห่งจิต การทำให้ใจสงบแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน นั่นคือ ภาวะที่จิตตั้งเรียบแน่วอยู่ในอารมณ์คือสิ่งอันหนึ่งอันเดียว ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” หมายถึง การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ ภาวะจิตสงบประณีต ซึ่งมี

สมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก ได้แก่

(๑) “ปฐมฌาน” ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน” ฌานที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน” ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน” ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา

 

ในแนวทางเจริญจิตตภาวนาในพระพุทธศาสนานั้น “ฌายี–ฌานลาภีบุคค” คือ ผู้มีฌาน นักบำเพ็ญฌาน หรือ “สมถยานิก” (ข้อ ๒ ในอรหันต์ ๒) คือ ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต ที่เรียกว่า “อรหันต์” คือ ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ดังกล่าวนั้น คือ ผู้เจริญฌานสมาบัติใน “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” เพื่อให้จิตเป็นสมาธิปราศจากนิวรณ์ อันเป็นจิตพื้นฐานในวิปัสสนาต่อไป แต่ถ้ามีบุญวาสนาเพียงพอ ก็ให้เจริญฌานสมาบัติที่เป็น “อรูปฌาน ๔” ต่อได้ นั่นคือ “สมาบัติ ๘” จนถึงความมีปรีชาสามารถในการเข้านิโรธสมาบัติต่อไปก็ได้ ที่เรียกว่า “อนุบุพพวิหาร ๙” หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ เพราะต้องดับขั้นต้นๆ แต่ละขั้นไปตามลำดับ จึงจะเข้าถึงขั้นสูงที่อยู่ถัดขึ้นไปได้ ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ [สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนาเรียกอีกอย่างว่า “นิโรธสมาบัติ”] สมาบัติข้อที่ ๙ นี้ เฉพาะแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ชำนาญในสมาบัติ ๘ ข้างต้นแล้วเท่านั้น จึงจะเข้านิโรธสมาบัติได้ แต่อย่างไรก็ตาม การบรรลุรูปาวจรกุศลฌานในแต่ละขั้นนั้น ย่อมเป็นการยกระดับจิตใจที่สูงขึ้นจากกามาวจรกุศลจิต เพราะจิตได้รับการชำระให้บริสุทธิ์หมดจดจากนิวรณ์ทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง] เพราะฉะนั้น ภพภูมิที่เกิดขึ้นกับผู้สำเร็จในรูปฌาน เรียกว่า “จตุตถฌานภูมิ ๓–” คือ ระดับจตุตถฌาน ได้แก่

 (๑) “เวหัปผลา” พวกมีผลไพบูลย์  

(๒) “อสัญญีสัตว์” พวกสัตว์ไม่มีสัญญา  

(๓) “อวิหา” เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว ผู้คงอยู่นาน

(๔) “อตัปปา” เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร

(๕) “สุทัสสา” เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา

(๖) “สุทัสสี” เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด

(๗) “อกนิฏฐา” เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร ผู้สูงสุด  

หมายเหตุ ข้อ ๓–๗ เรียกว่า “สุทธาวาส ๕” หมายถึง พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี

 

อนึ่ง การปฏิเวธรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ต้องไปห่วงว่าจะสำเร็จบรรลุผลในธรรมชั้นใด อันเป็นเหตุให้ฟุ้งซ่านไม่เป็นสมาธิ ถ้าโชคร้ายในการเจริญวิปัสสนา อาจหลงภูมิในวิปัสสนูปกิเลสได้ คือ เกิดอาการสำคัญตัวเองผิดว่าได้บรรลุคุณวิเศษแห่งอธิคมธรรมแล้ว ทั้งที่ไม่จริง คือ เกิดประสบการณ์ในธรรมที่ละเอียดประณีตที่ตนเองไม่เคยประสบมาก่อนจึงหลงใหลติดใจไม่อยากหนีจากสภาวธรรมดังกล่าวนั้น เพราะวิปัสสนายังไม่แก่กล้าในระหว่างเจริญ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–อุทยัพพยานุปัสสนา” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย เมื่อประสบกับวิปัสสนูปกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ให้ปล่อยวางด้วย “อุเบกขาแห่งจตุตถฌาน” ที่ผ่านมาแล้ว เพราะสิ่งวิเศษเหล่านี้เป็นเพียงผลแห่งการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางที่ต้องถือมั่นเป็นอริยมรรค แค่เป็นธรรมเครื่องให้ละสังขารทั้งหลายเท่านั้นเอง [คือ อย่าไปซึ้งให้มากเกินไป] ที่จัดอยู่ใน “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือ “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” หมายถึง ปัญญาหลีกหนีออกจากสังขารทั้งหลาย ที่เรียกวา “การทุบขันธ์ ๕–การระเบิดขันธ์ ๕” ให้พิจารณารายละเอียดวิปัสสนูปกิเลส ดังนี้

 

“วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ ได้แก่

(๑) โอภาส —แสงสว่าง  

(๒) ญาณ —ความหยั่งรู้  

(๓)  ปีติ —ความอิ่มใจ

(๔) ปัสสัทธิ —ความสงบเย็น

(๕) สุข —ความสุขสบายใจ

(๖) อธิโมกข์ —ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ

(๗) ปัคคาหะ —ความเพียรที่พอดี

(๘) อุปัฏฐาน —สติแก่กล้า สติชัด  

(๙) อุเบกขา —ความมีจิตเป็นกลาง  

(๑๐) นิกันติ —ความพอใจ ความติดใจ

 

เพราะฉะนั้น การเจริญฌานสมาบัติแห่งรูปฌานก็เพื่อยกระดับจิตใจใน “รูปาวจรกุศลจิต ๕” ดังนี้

(๑) “ปฐมฌานกุศลจิต” ที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌานกุศลจิต” ที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌานกุศลจิต” ที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌานกุศลจิต” ที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

(๕) “ปัญจมฌานกุศลจิต” ที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

 

กล่าวโดยย่อ “ข้อปฏิบัติที่ประเสริฐ” ประกอบด้วยธรรม ๑๕ ประการแห่งจรณะ คือ “จรณะ ๑๕” ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔–รูปฌาน ๔ ที่เรียกว่า “เสขปฏิปทา” หมายถึง ทางดำเนินของพระเสขะ หรือข้อปฏิบัติของพระเสขะ นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ความบริสุทธิ์ ความสะอาดหมดจด ที่เกิดขึ้นด้วย “จรณะ ๑๕” แบ่งออกได้ ๒ ลักษณะ ที่เรียกว่า “สุทธิ ๒” ได้แก่

(๑) “ปริยายสุทธิ” ความบริสุทธิ์บางส่วน หมดจดในบางแง่บางด้าน ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของปุถุชนจนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค ที่ครองตนบริสุทธิ์ด้วยข้อปฏิบัติหรือธรรมที่ตนเข้าถึงบางอย่าง แต่ยังมีกิจในการละและเจริญซึ่งจะต้องทำต่อไปอีก

(๒) “นิปปริยายสุทธิ” ความบริสุทธิ์สิ้นเชิง หมดจดแท้จริงเต็มความหมาย ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของพระอรหันต์ผู้เสร็จกิจในการละและการเจริญธรรม ครองตนไร้มลทินทุกประการ ที่ถึงพร้อมด้วยปัญญาวิมุตติและเจโตวิมุตติสมบูรณ์แล้ว

 

ด้วยเหตุนี้  “จรณะ ๑๕” หมายถึง ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา คำว่า “วิชชา” หมายถึง การบรรลุถึงคุณวิเศษแห่งอธิคมสมณธรรม ได้แก่ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ วิปัสสนาญาณ ๑ มโนมยิทธิ ๑ อันหมายถึงนัยสำคัญดังคำว่า “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” (ข้อ ๓ ในพุทธคุณ ๙) นั่นคือ [พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น] ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ประกอบด้วย “วิชชา ๓” หรือ “วิชชา ๘” คือ มีความรู้ประเสริฐ และ “จรณะ ๑๕” อันเป็นปฏิปทาเครื่องบรรลุวิชชานั้น คือ ความประพฤติประเสริฐ ฉะนั้น การตั้งปณิธานในการปฏิบัติธรรมจนถึงการถือเพศเป็นสมณะนั้น จะต้องไม่หวั่นไหวสั่นคลอนหรือง่อนแง่นไม่มั่นคงในพระธรรมวินัย หมายถึง “ความประมาทในพระธรรม” ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและจิตใจที่จะบรรลุคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรมได้ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ความตั้งใจในการปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ผู้ที่ได้ตัดสินใจครองเพศสมณะแล้ว ยังอาจประสบกับอุปสรรคได้ อย่างเช่น ความวิตกกลัวอดข้าว ทำให้คิดประกอบ “อเนสนา” หลอกเขาเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เช่น หลอกลวงเขาด้วยการอวดอุตริมนุสธรรม หาเลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควร ทำวิญญัติคือออกปากขอต่อคนที่ไม่ควรขอ ใช้เงินลงทุนหาผลประโยชน์ ต่อลาภด้วยลาภ คือ ให้แต่น้อยเพื่อหวังตอบแทนมาก เป็นหมอเวทมนต์เสกเป่า ใช้เวทมนตร์เพื่อให้ดีหรือร้าย วิชาเสกเป่าป้องกัน การทำพิธีป้องกันอันตรายต่างๆ ตามพิธีพราหมณ์ เช่น พิธีฝังเสาหิน หรือ ฝังบัตรพลี เป็นต้น ประการสำคัญ คือ “การทุศีลในมหาศีล ๗ ประการ” ได้แก่

(๑) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกทำนายทายทัก ทำพิธีเกี่ยวกับโชคลาง เสกเป่า เป็นหมอดู หมองู หมอผี

(๒) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกทายลักษณะคน ลักษณะของลักษณะสัตว์

(๓) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกดูฤกษ์ดูชัย

(๔) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกทำนายจันทรคราส สุริยคราส อุกกาบาต และนักษัตรที่เป็นไปและที่ผิดแปลกต่างๆ

(๕) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกทำนายชะตาบ้านเมือง เรื่องฝนฟ้า ภัยโรค ภัยแล้ง–ทุพพุฏฐิภัย ภัยทุพภิกขา–ทุพภิกขภัย หรือ ฉาตกภัย นั่นคือ ภัยคือความหิว ภัยอดอยาก ซึ่งมักมากับภัยแล้งหรือภัยข้าวยากหมากแพง เป็นต้น

(๖) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกให้ฤกษ์ แก้เคราะห์ เป็นหมอเวทมนตร์ ทรงเจ้า บวงสรวง สู่ขวัญ

(๗) เว้นจากมิจฉาชีพด้วยติรัจฉานวิชา จำพวกทำพิธีบนบาน แก้บน ทำพิธี ตั้งศาล ปลูกเรือน บำบวงเจ้าที่ บูชาไฟ เป็นหมอยา หมอผ่าตัด

 

สำหรับ ความหมายของคำว่า “ติรัจฉานวิชา” หมายถึง วิชาทำร้ายคนอื่น รวมทั้งมนต์อาถรรพ์ [อาถรรพณมนต์ ตามคัมภีร์อถรรพเวทของพราหมณ์] เช่น มนต์ในการฝังรูปฝังรอย มนต์สะกดคนให้อยู่ใต้อำนาจ มนต์แผดเผาสรีรธาตุให้เขาผอมแห้ง มนต์ชักลากเอาทรัพย์ของคนอื่นมา มนต์ทำให้มิตรผิดใจแตกกัน เป็นต้น มนต์เหล่านี้ภิกษุณีจะเรียนหรือสอนไม่ได้ เป็นการผิดพุทธบัญญัติ แต่เรียนหรือสอนปริตรเพื่อคุ้มครองตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม ไม่ผิด เช่น คาถากันปอบ สัตว์มีพิษ เป็นต้น นอกจากนั้น หลายครั้ง พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพระสาวก ให้เจริญเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลายบ้าง ให้ทำสัจกิริยาคืออ้างสัจจะอ้างคุณธรรมบ้าง ให้ระลึกถึงคุณและเคารพนบน้อมพระรัตนตรัยบ้าง เป็นกำลังที่คุ้มครองรักษา แล้วพระดำรัสนั้นก็ได้รับความนับถือจัดเป็น “ปริตร” ชื่อต่างๆ นั่นคือ ปริตรเป็นเรื่องของคุณธรรมทั้งในเนื้อหาและการปฏิบัติ คุณธรรมที่เป็นพื้นทั่วไป คือ “เมตตา” อย่างไรก็ตาม “ติรัจฉานวิชา” เป็นเหตุให้ทำผิดพระวินัยเพราะขาดสติสัมปชัญญะ จนเกิดความหลงใหล [โมหะ] อันเป็นทางผิดและเป็นปฏิปักษ์ต่อ “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” ความหลงใหลงมงายไม่มีเหตุผลและไม่ประกอบด้วยปัญญา “ประมาทพระธรรม” ทำให้กลายสภาพและฐานะไปสู่องค์ความรู้ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “ติตถิยะ–เดียรถีย์–อัญญเดียรถีย์–ปริพาชก” ผู้ถือลัทธินอกพระพุทธศาสนา การเห็นดีเห็นชอบใน “ติรัจฉานวิชา” นำมาซึ่งความสั่นไหวในพระธรรมที่ตนไม่สามารถสำเร็จบรรลุได้ด้วย “จรณะ ๑๕” อันเป็นปฏิปทาอันยิ่งที่ประเสริฐเพื่อให้บรรลุวิชชานั้นๆ หรือได้บรรลุถึงบางวิชชา ก็นำวิชชาเหล่านั้นมาประกอบอเนสนาหลอกผู้อื่น เป็นการอวดอุตตรมนุสธรรม “เหล่าบรรดาเดียรถีย์กลายเป็นสมณะในพระพุทธศาสนา” นั้น ย่อมเป็นสภาวการณ์ที่ไม่น่ากลัว แต่ “เหล่าสมณะในพระพุทธศาสนากลับกลายเป็นทาสสมุนบริวารอัญญาเดียรถีย์” นั้น ย่อมน่าสะพรึงกลัวมากกว่า เพราะจะกลายสื่อชักนำพุทธบริษัทอื่นๆ มีความนึกคิดผิดเพี้ยนจากพระธรรมวินัยได้ง่ายยิ่งขึ้น บทลงโทษให้ถึงขั้นต้องอาบัติปาราชิกก็ยังไม่เอาจริงจัง จึงเป็นการสร้างลัทธิน้อยๆ ซ่อนอยู่ในพระศาสนาที่คาดไม่ถึง เป็นถ่วงเวลาผู้ที่มีปณิธานจริงในพระศาสนา ต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ กล่าวสรุปง่ายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ เรียกว่า “สัทธรรมปฏิรูป” หมายถึง “สัทธรรมปลอม–สัทธรรมเทียม” ไม่เป็นไปนามคำสอนของพระศาสดาอันเป็นพระธรรมวินัยหรือ “สัตถุสาสน์” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มเสี่ยงผู้มีแนวโน้มจะเป็นอัญญาเดียรถีย์ พอบรรลุธรรมเล็กๆ น้อยๆ สำคัญตนผิดว่ามีฐานะเป็นศาสดาได้ เก่งกว่าพระตถาคตเสียอีก ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกันว่า ถ้าวิเศษนักก็เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยนี้ทำไมตั้งแต่แรก คนพวกนี้มาสร้างความเสียหายให้พระศาสนาชนิดคาดไม่ถึง ถ้าพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่มีความอาจหาญกล้าเพียงพอที่จะกำจัดเสี้ยนหนามพระศาสนาเหล่านี้ได้ เพราะธรรมชาติลงโทษช้าไป มันเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเหล่าบรรดาพุทธบริษัททั้งหมด ข้อพึงสังเกต คือ “วิชชา” บางประการย่อมจัดอยู่ใน “วิปัสสนูปกิเลส” คือ อุปกิเลส [นิวรณูปกิเลส] ในภูมิแห่งวิปัสสนา ทำให้ท่านบางคนเกิดอาการฟุ้งซ่านสับสนฟั่นเฟือนในสติสัมปชัญญะ ที่เรียกอาการทางจิตนี้ว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” เพราะมีปัญญารู้ธรรมไม่เพียงพอ วิปัสสนายังไม่แก่กล้าเพียงพอ เพราะขาดประสบการณ์ในการเจริญภาวนา และคำแนะจาก “สหธรรมิก ๗” คือ ผู้มีธรรมร่วมกัน ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ผู้เป็นกัลยาณมิตรที่แท้จริง ได้แก่ “ภิกษุ–ภิกษุณี–สิกขมานา–สามเณร–สามเณรี–อุบาสก–อุบาสิกา” อาจเป็นเพราะความยึดมั่นใน “ทิฏฐิมานะ” คือ ถือรั้นอวดดี หรือดึงดื้อถือตัว ย่อมไม่ได้ดีในคนพวกนี้ แม้มีการตั้งความปรารถนาในพุทธะก็ยังแหกพระธรรมวินัยไปอยู่กับฝ่ายอัญญาเดียรถีย์ได้ แต่ยังทำตนเป็นสมณะในพระพุทธศาสนาด้วยฐานะแห่งอลัชชีผู้ไม่รู้จักอับอายในจริตอุปนิสัยของตน ขอสวัสดี ณ โอกาสนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957733