๓๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายในและภายนอก

         Knowledge to Know about Internal and External States 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1663

 ความสำคัญของบทความ

 

การเป็นผู้จำแนกแจกธรรมได้นั้น เป็นคุณสมบัติของผู้เป็นอริยบุคคลในระดับขั้นต่างๆ ที่บรรลุมรรคผลในอริยสัจจธรรม อันเป็นปัญญาเห็นธรรมขั้นสูง ที่เป็นกระบวนการคิดที่ละเอียดประณีต ที่เกิดจากการรวมกันโดยการสัมปยุตต์ทางปัญญาญาณ ที่เกิดขึ้นใน (๑) ภูมิแห่งรูปาวจรกุศลจตุตถฌาน ที่ทำให้บรรลุถึงอธิคมสมณธรรมบางประการ กับ (๒) ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่ดำเนินตามขั้นตั้งแต่ต้นจนบรรลุถึงนิพพาน คือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” รวมกระบวนการคิดในวิปัสสนาอย่างอื่น ได้แก่ (๑) “วิปัสสนาญาณ ๙” [วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ] ซึ่งเป็นขั้นตอนการทุบขันธ์ ๕ หรือ “การทำลายความถือมั่นยึดมั่นในขันธ์” เพื่อให้เข้าถึงอริยมรรค [มรรค ๔] และ (๒) “อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนาญาณ ๗” ที่ทำให้เกิด “ปัญญา ๗” และ “ปัญญา ๑๐” ฉะนั้น ปัญญาญาณทั้งหมดที่เกิดขึ้น หมายถึง “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เรียกว่า “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” คือ การพิจารณากรรมฐาน “อายตนะภายใน ๖” [อินทรีย์ ๖ = จักขุ–ตา–จักขายตนะ โสตะ–หู–โสตายตนะ ฆานะ–จมูก–ฆานายตนะ ชิวหา–ลิ้น–ชิวหายตนะ กาย–กาย–กายายตนะ มโน–ใจ–มนายตนะ] กับ “อายตนะภายนอก ๖” [อารมณ์ ๖ รูปะ–รูป–รูปายตนะ สัททะ–เสียง–สัททายตนะ คันธะ–กลิ่น–คันธายตนะ รสะ–รส–รสายตนะ โผฏฐัพพะ–สัมผัสทางกาย–โผฏฐัพพายตนะ ธรรม–ธรรมารมณ์–อารมณ์ที่เกิดกับใจ–ธัมมายตนะ] โดยพิจารณาให้เห็น “สามัญลักษณะ ๓” ได้แก่ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” นั่นคือ “อายตนะ” ทั้ง ๒ ฝ่าย ต่างเป็นเหตุปัจจัยร่วมกัน ที่ทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” โดยพิจารณาเห็นสาเหตุที่เกิดจาก ๔ ปัจจัย ได้แก่ (๑) อวิชชา คือ มูลเหตุในอดีตที่ทำให้เกิดความอยากความพอใจ (๒) ตัณหา คือ มูลเหตุในปัจจุบันที่ทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์” (๓) กรรม และผลวิบากกรรมที่ตามมา (๔) อาหาร คือ ปัจจัยค้ำจุนหล่อเลี้ยงรูปธรรมและนามธรรม ที่ให้รู้การเกิด “ราคะ” ความกำหนัดด้วยใคร่หรือความติดใจหลงใหลขาดสติเนื่องใน “กามคุณ ๕” [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–กายสัมผัส] เพราะฉะนั้น การประชุมรวมกัน [ผัสสะ] ระหว่าง (๑) อายตนะภายใน (๒) อายตนะภายนอก และ (๓) วิญญาณ ทำให้เกิดการรับรู้ในการเสพอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต และจิตยังมีเจตนาเข้าไปปรุงแต่งตามอำนาจครอบงำของกิเลสตัณหา ทำให้เกิดกรรมภพต่างๆ ทั้งที่เป็นสุคติและทุคติ ในกระแสแห่งสังสารจักร ที่เวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุด การพิจารณาเห็นอายตนะทั้ง ๑๒ ประการ จึงเป็นการพิจารณาเห็นด้วยปัญญาที่เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เพื่อทำลายหนีให้พ้นจากสังขาร อันประกอบด้วย “ราคะแห่งอุปาทานขันธ์ ๕” ในขณะเดียวกัน การเจริญอนุวิปัสสนาญาณที่ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “ปัญญา ๗” กับ “ปัญญา ๑๐” เพราะในการเห็นธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริงได้ ต้องเห็นด้วยปัญญาญาณและเกิดการต่อยอดแห่งปัญญาญาณนั้นให้เป็นปัญญาอันยิ่งขึ้นนั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓๕ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายในและภายนอก

 

เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญในก้าวแรกแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น การบรรลุธรรมในขั้นโสดาบันแห่งอริยบุคคล ที่ต้องประกอบด้วย คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ซึ่งเป็น “ปัญญาเห็นธรรม” นั่นคือ เห็นทั้งสภาพแห่งทุกข์ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ที่กำหนดรู้ได้ด้วย “นามรูปปริคคหญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) ญาณกำหนดแยกนามรูป ที่เกิดจากความหมดจดแห่งทิฏฐิ “ทิฏฐิวิสุทธิ” (ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) และสาเหตุแห่งทุกข์ ที่กำหนดรู้ได้ด้วย “ปัจจัยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป ที่เกิดจากความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) ที่เรียกว่า “มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วงแห่งเหตุปัจจัย ได้แก่ (๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน และ (๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องมีปรีชาหยั่งรู้ในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” อันเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล เชื่อกรรมและผลของกรรม นั่นคือ “กัมมผลสัทธา” และเชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน นั่นคือ “กัมมัสสกตาสัทธา” รวมทั้งมีปัญญาหยั่งรู้ได้ถึงการเกิด “อุปาทานขันธ์ ๕” ที่มีรากเหง้ามาจาก “ราคะ” ความกำหนัดด้วยติดใคร่ในรสแห่งกามคุณทั้ง ๕ [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ] ที่เกิดจาก “กวฬิงการาหาร” (ข้อ ๑ ในอาหาร ๔) หมายถึงอาหารคือคำข้าว นั่นคือ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ซึ่งเป็นฝ่ายรูปกาย รูปธรรม หรือ รูปขันธ์ ฉะน้น “อาหาร” จึงเป็นสภาพขององค์ประกอบร่างกายที่นำมาซึ่งผล โดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย  อันทำหน้าที่เป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ โดยอาศัยธาตุหลักดั้งเดิมทั้ง ๔ ที่เรียกว่า “มหาภูตรูป ๔” หมายถึง รูปใหญ่ รูปต้นเดิม คือ “ธาตุ ๔” ได้แก่ ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–และ–วาโยธาตุ ที่เรียกกันให้ง่ายว่า ดิน–น้ำ–ไฟ–ลม โดยการกำหนดรู้ได้ด้วย “จตุธาตุววัฏฐาน–ธาตุมนสิการ” (ข้อ ๖ ในกรรมฐาน ๔๐ ข้อ ๕ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) คือ กำหนดพิจารณาธาตุ ๔ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ ๔ แต่ละอย่างๆ โดยพิจารณากรรมฐานนี้จนถึงขั้น “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ปัญญาวิปัสสนาที่พิจารณาหรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองเห็นตามแนวไตรลักษณ์ [ญาณทัสสนะที่เห็นด้วยญาณในวิปัสสนา] คือ รู้ว่า “ไม่เที่ยง–ทนอยู่ไม่ได้–ไม่ใช่ตัวตน” นั่นคือ “สามัญลักษณะ” ได้แก่ อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา ตามลำดับ ความรู้ชัดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ อาจจะรวมปัญญาวิปัสสนาที่เกิดจาก “ปฏิกูลมนสิการ” (ข้อ ๔ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ หรือ “อาหาเรปฏิกูลสัญญา” (ข้อ ๕ ในกรรมฐาน ๔๐) กำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหารที่ต้องหล่อเลี้ยงอวัยวะทั้ง ๓๒ ประการ ย่อมกลายเป็นสิ่งปฏิกูลไม่สะอาด ไม่งดงามเช่นกัน นั่นคือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย จนเข้าใจถึงนามรูปโดยไตรลักษณ์ได้ นั่นคือ “กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ พิจารณาด้วยอนัตตานุปัสสนาญาณ

 

ในอันดับต่อไป ปัญญาวิปัสสนายังอยู่ในไตรลักษณ์วิถี ด้วยธรรมเครื่องชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส เรียกว่า “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องรู้เห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ซึ่งเกิดขึ้นต่อจาก “สัมมสนญาณ” ขึ้นสู่ “อุทยัพพยญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) ซึ่งเป็นตรุณวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่มีกำลังน้อยยังไม่แก่กล้า ในภูมินี้ย่อมเกิด “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ได้แก่

 

(๑) “โอภาส” แสงสว่าง (๒) “ปีติ” ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว (๓) “ญาณ” ความรู้ที่คมชัด (๔) “ปัสสัทธิ” ความสงบเย็นกายใจ (๕) “สุข” ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง  (๖) “อธิโมกข์” ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง (๗) “ปัคคาหะ” ความเพียรที่พอดี (๘) “อุปัฏฐาน” สติชัด (๙) “อุเบกขา” ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท (๑๐) “นิกันติ” ความติดใจพอใจ

 

วิปัสสนูปกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด ย่อมเหนี่ยวครอบงำจิตเพราะไม่เคยมีประสบการณ์อันละเอียดประณีตในธรรมเช่นนี้มาก่อน ย่อมเกิด “ตัณหาราคะ” ขึ้น คือ ความทะยานอยากติดใคร่หรือกำหนัดติดใจ และชวนให้สำคัญผิดว่าถึงจุดหมาย ได้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว ได้แก่ “มรรค–ผล–นิพพาน” คือ เกิดอาการจิตที่ฟุ้งซ่าน เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” ซึ่งไม่เกิดปัญญาที่จะเห็นไตรลักษณ์ได้จริง แต่เมื่อรู้เท่าทัน กำหนดแยกได้ว่าอะไรเป็นทางอะไร มิใช่ทาง ก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น (๑) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาน้อย จะฟุ้งซ่านเขวไปและเกิดกิเลสอื่นๆ ตามมาด้วย (๒) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาปานกลาง ก็ฟุ้งซ่านเขวไป แม้จะไม่เกิดกิเลสอื่นๆ แต่จะสำคัญผิด (๓) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้า ถึงจะฟุ้งซ่านเขวไป แต่จะละความสำคัญผิดได้ และเจริญวิปัสสนาต่อไป (๔) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้ามาก จะไม่ฟุ้งซ่านเขวไปเลย แต่จะเจริญวิปัสสนาก้าวต่อไป

 

ฉะนั้น “อุทยัพพยญาณ” นั้น ก็จะพัฒนาเป็น “มัคคามัคคญาณ” เข้าถึงวิสุทธิคือความบริสุทธิ์ที่สำคัญขั้นหนึ่ง เรียกว่า “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” อย่างแท้จริงและสมบูรณ์ ในลำดับต่อไป ก็จะเป็นความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนินเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๖ ในวิสุทธิ ๗) ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ (ข้อ ๔–ข้อ ๑๒ ในญาณ ๑๖) นับแต่ “อุทยัพพยญาณ” ที่ผ่านพ้นวิปัสสนูปกิเลสแล้ว เกิดเป็น “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลัง ที่แรงกล้า หรืออย่างเข้ม เป็นต้นไปจนถึง “อนุโลมญาณ” ดังนี้

 

“วิปัสสนาญาณ ๙” หมายถึง ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา หรือที่จัดเป็นวิปัสสนา คือ เป็นความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ได้แก่

(๑) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” [อุทยัพพยญาณ] ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๒) “ภังคานุปัสสนาญาณ” [ภังคญาณ] ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๓) “ภยตูปัฏฐานญาณ” [ภยญาณ] ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๔) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” [อาทีนวญาณ] ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๕) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” [นิพพิทาญาณ] ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๗) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” [ปฏิสังขาญาณ] ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง  

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร  

(๙) “สัจจานุโลมิกญาณ” [อนุโลมญาณ] ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

ข้อพึงพิจารณาเพิ่มเติมในขั้นตอนนี้ คือ “ขั้นตอนการทุบขันธ์ ๕” คือ การหลีกหนี้ออกไปให้พ้นจากสังขารทั้งหลาย ที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” เพื่อไปให้ถึง “อริยมรรค–มรรค ๔–มรรคญาณ–มัคคญาณ” องค์ความรู้ที่เกิดขึ้น “วิปัสสนาญาณ ๙” นี้ ทำให้เกิด “ปัญญาญาณ–ปัญญาวิปัสสนา” อื่นๆ ตามมา ซึ่งเป็นผลจากจิตที่ปราศจากนิวรณ์ในขั้นเจริญฌานบรรลุถึง “จตุตถฌาน” ฌานที่ ๔ มาแล้ว ซึ่งเป็นจิตประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” เท่านั้น ผลแห่งการบรรลุถึงรูปาวจรกุศลฌานที่ ๔ นี้ ย่อมเกิดอธิคมสมณธรรมต่างๆ [ปัจจยปริคคหญาณ วิปัสสนาญาณ วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ นิโรธญาณ] นั่นคือ “จตุตถฌาน ๑๓ ประเภท”  ดังต่อไปนี้

๑. จตุตถฌาน อันเป็น บาทแห่งฌานทั้งปวง ๑

๒. จตุตถฌาน อันเป็น อิทธิวิธิ ๑

๓. จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ ๑

๔. จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ ๑

๕. จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ ๑

๖. จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ ๑

๗. จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ ๑

๘. จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ ๑

๙. จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน ๑  

๑๐. จตุตถฌาน อันเป็น วิญญาณัญจายตนฌาน ๑  

๑๑. จตุตถฌาน อันเป็น อากิญจัญญายตนฌาน ๑

๑๒. จตุตถฌาน อันเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ๑  

๑๓. จตุตถฌาน อันเป็นโลกุตตระ ๑

 

อนึ่ง ระดับความเข้มข้นของอารมณ์ในจตุตถฌานแบ่งเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ เป็น “ปริตตารัมมณะ” คือ “มีอนุภาพน้อย–มีอารมณ์เล็กน้อย” [ไม่ชำนาญ] ในขณะที่รู้จิตอันเป็นกามาวจร เป็น “มหัคคตารัมมณะ” คือ “มีอารมณ์ที่เป็นใหญ่” [ชำนาญปานกลาง] ในเวลารู้จิตอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร เป็น “อัปปมาณารัมมณ” (นวัตตัพพารัมมณะ = อารมณ์ไม่พึงกล่าว) คือ “มีอารมณ์ไม่มีประมาณ” [ชำนาญมาก] ในขณะเวลารู้จิตอันเป็นโลกุตตระ [ธรรมอันประณีต

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง “จตุตถฌาน ๑๒ อย่าง” นั่นคือ รูปาวจรจตุตถฌานที่เป็นฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา มีอย่างละ ๑๒ อย่าง ได้แก่

๑. จตุตถฌานอันเป็นบาทในธรรมทั้งปวง [จตุตถฌานในกสิณ ๘]

๒. จตุตถฌานที่เป็นไปในอากาสกสิน ๑

๓. จตุตถฌานที่เป็นไปในอาโลกกสิณ ๑

๔. จตุตถฌานที่เป็นไปในพรหมวิหาร ๑

๕. จตุตถฌานที่เป็นไปในอานาปานะ ๑

๖. จตุตถฌานที่เป็นไปในอิทธิวิธะ ๑

๗. จตุตถฌานที่เป็นไปในทิพยโสต ๑

๘. จตุตถฌานที่เป็นไปในเจโตปริยญาณ ๑

๙. จตุตถฌานที่เป็นไปในยถากัมมูปคญาณ ๑

๑๐. จตุตถฌานที่เป็นไปในทิพยจักขุญาณ ๑

๑๑. จตุตถฌานที่เป็นไปในบุพเพนิวาสญาณ ๑

๑๒. จตุตถฌานที่เป็นไปในอนาคตังสญาณ ๑

 

คำว่า “จตุตถฌานในกสิณ ๘” หมายถึง “จตุตถฌานเป็นบาทในธรรมทั้งปวง” นั่นคือ ย่อมเป็นบาทแห่งวิปัสสนาบ้าง เป็นบาทแห่งอภิญญาทั้งหลายบ้าง เป็นบาทแห่งนิโรธบ้าง เป็นบาทแห่งวัฏฏะบ้าง ได้แก่

. ปฐวีกสิณ (กสิณคือดิน)

. อาโปกสิณ (กสิณคือน้ำ)

. เตโชกสิณ (กสิณคือไฟ)

. วาโยกสิณ (กสิณคือลม)

. นีลกสิณ (กสิณคือสีเขียวคราม)

. ปีตกสิณ (กสิณคือสีเหลือง)

. โลหิตกสิณ (กสิณคือสีแดง)

. โอทาตกสิณ (กสิณคือสีขาว)

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึงในขณะที่เจริญฌานถึงขั้น “จตุตถฌาน” ทำให้เกิด “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” ในบางญาณได้ ดังรายละเอียดข้างต้นนั้น ซึ่งมีส่วนที่ซ้ำซ้อนใน “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ข้อ ๑–ข้อ ๑๒ ซึ่งรวมถึง“วิปัสสนาญาณ ๙” ไว้ด้วย ฉะนั้น “ปัญญาวิปัสสนา–ปัญญาญาณ” ที่เกิดขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับความหมั่นเพียรในการเจริญกรรมฐานเพื่อให้เกิดความชำญาณ “วสี ๕” ซึ่ง “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” คือ ฌานที่เพ่งรูปธรรมหรือนิมิตในรูปาวจรภูมิเป็นอารมณ์ ที่เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” [สมาบัติ ๘ = รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] ดังนี้

 

“วสี ๕” หมายถึง ความชำนาญ ได้แก่

(๑) “อาวัชชนวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว

(๒) “สมาปัชชนวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที

(๓) “อธิฏฐานวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้นตกภวังค์

(๔) “วุฏฐานวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ

(๕) “ปัจจเวกขณวสี” ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน

 

ฉะนั้น การก้าวถึงโสดาบันในขั้นต้นด้วย “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงองค์แห่งการบรรลุโสดาบัน ๔ อย่างไว้ ดังนี้

(๑) “สปฺปุริสสํเสโว” การคบหากับสัตบุรุษ

(๒) “สทฺธมฺมสฺสวนํ” การฟังพระสัทธรรม

(๓) “โยนิโสมนสิกาโร” การทำไว้ในใจโดยแยบคาย

(๔) “ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ” การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

 

ในทำนองเดียวกัน การบรรลุถึงปัญญาในวิปัสสนาที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” ที่ทำให้เข้าถึง “ปรมัตถสัจจะ” ได้ นั่นคือ “อายตนะ ๑๒” ซึ่งมีกระบวนการคิดที่ละเอียดอ่อน อันประกอบด้วย “อำนาจแห่งสมาธิในรูปาวจรกุศลจตุตฌานจิต” กับ “อำนาจแห่งปัญญาในวิปัสสนาญาณ ๙” ที่เรียกว่า “อายตนนานตฺตํ” หมายถึง “ความเป็นไปหลากหลายแห่งอายตนะ–ความแตกต่างกันแห่งอายตนะ” ซึ่งแยกออกเป็น ๒ ญาณ ดังนี้

(๑) “วัตถุนานัตตญาณ” (ข้อ ๑๕ ในปัญญาญาณ ๗๓) คือ ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน นั่นคือ “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖” ได้แก่ ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ

(๒) “โคจรนานัตตญาณ” (ข้อ ๑๖ ในปัญญาญาณ ๗๓) คือ ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก นั่นคือ “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” ได้แก่ รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์

 

วัตถุนานัตตญาณ

 

[๑๖๐] “ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน” หมายถึง “วัตถุนานัตตญาณ”

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายใน  คือ ย่อมกำหนด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ [จักขุ–ตา–จักขายตนะ โสตะ–หู–โสตายตนะ ฆานะ–จมูก–ฆานายตนะ ชิวหา–ลิ้น–ชิวหายตนะ กาย–กาย–กายายตนะ มโน–ใจ–มนายตนะ] เป็นอายตนธรรมภายใน [อัชฌัตติกายตนะ]

 

[๑๖๑] พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายใน [จักขุวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางตา คือ รู้รูปด้วยตา = เห็น]  คือ ย่อมกำหนดว่า จักษุ เกิดพราะอวิชชา [อวิชฺชาสมฺภูโต] เกิดเพราะตัณหา [ตณฺหาสมฺภูโต] เกิดเพราะกรรม [กมฺมสมฺภูตํ] เกิดเพราะอาหาร [อาหารสมฺภูโต] อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว [อุปฺปนฺนํ] เข้ามาประชุม [สมุทาคตํ] แล้ว ว่า จักษุ ไม่มีแล้วมี [อหุตฺวา สมฺภูตํ] มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็น ของมีที่สุด [อนฺตวนฺตโต] กำหนดว่าจักษุ ไม่ยั่งยืน [อทุธุวํ] ไม่เที่ยง [อสสฺสตํ] มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา [วิปริณามธมฺมํ] จักษุไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เทียง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้

 

[๑๖๒] พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายใน [โสตวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางหู คือ รู้เสียงด้วยหู = ได้ยิน] คือ ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้าประชุมกันแล้วว่า หูไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดหูโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า หูไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา หูไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดหูโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายใน [ฆานวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือ รู้กลิ่นด้วยจมูก = ได้กลิ่น] คือ ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้าประชุมกันแล้วว่า จมูกไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดจมูกโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า จมูกไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จมูกไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจมูกโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายใน  [ชิวหาวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือ รู้รสด้วยลิ้น = รู้รส] คือ ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้าประชุมกันแล้วว่า ลิ้นไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดลิ้นโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ลิ้นไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลิ้นไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดลิ้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายใน  [กายวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางกาย คือ รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย = รู้สึกกายสัมผัส] คือ ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้าประชุมกันแล้วว่า กายไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดกายโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า กายไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา กายไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดกายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายใน  [มโนวิญญาณ–ความรู้อารมณ์ทางใจ คือ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ = รู้ความนึกคิด] คือ ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้าประชุมกันแล้วว่า ใจไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดใจโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

 

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ

 

 

โคจรนานัตตญาณ

 

[๑๖๓] “ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก” หมายถึง “โคจรนานัตตญาณ”

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์  [รูปะ–รูป–รูปายตนะ สัททะ–เสียง–สัททายตนะ คันธะ–กลิ่น–คันธายตนะ รสะ–รส–รสายตนะ โผฏฐัพพะ–สัมผัสทางกาย–โผฏฐัพพายตนะ ธรรม–ธรรมารมณ์–อารมณ์ที่เกิดกับใจ–ธัมมายตนะ] เป็นอายตนธรรมภายนอก [พาหิรายตนะ]

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอก [รูปายตนธรรม] คือ ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว รูปไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดรูป โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่ารูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้

 

[๑๖๔] พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอก [สัททายตนะ] คือ ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว เสียงไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดเสียง โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าเสียงไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เสียงไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดเสียงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดกลิ่นเป็นภายนอก  [คันธายตนะ] คือ ย่อมกำหนดว่า กลิ่นเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว กลิ่นไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดกลิ่น โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่ากลิ่นไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา กลิ่นไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดกลิ่นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดกลิ่นเป็นภายนอกอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอก [รสายตนะ] คือ ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว รสไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดรส โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่ารสไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รสไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดรสโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอก [โผฏฐัพพายตนะ] คือ ย่อมกำหนดว่า โผฏฐัพพะเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว โผฏฐัพพะไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะ โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าโผฏฐัพพะไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา โผฏฐัพพะไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดโผฏฐัพพะโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้

 

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอก [ธรรมายตนะ] คือ ย่อมกำหนดว่า ธรรมารมณ์เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว ธรรมารมณ์ไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดธรรมารมณ์ โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมือคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างนี้

 

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ

 

หมายเหตุ

อ่านทบทวนกระบวนการคิดในอายตนะแต่ละอย่าง เพื่อให้เข้าใจในวิธีดังกล่าวนั้นอย่างถูกต้อง และให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “อนุวิปัสสนา ๗” ในแต่ละขั้นตอนวิธีคิดเช่นกัน นั่นคือ ให้พิจารณาถึงความสัมพันธ์แห่งปัจจัยทั้งหลายที่มาประชุมสัมปยุตต์กัน ทำให้เกิดธรรม ทำให้ดับสลายในธรรม จนเกิด “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึง “ปัญญาวิปัสสนา” หรือรวมถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย และ อริยสัจจ์ ๔ พร้อมด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗

 

 

ดังนั้น ปัญญรู้แจ้งในธรรมแห่งอายตนะทั้ง ๑๒ ประการ ๖ คู่ นี้ ได้แก่ (๑) จักขวายตนะ–รูปายตนะ (๒) โสตายตนะ–สัททายตนะ (๓) ฆานายตนะ–คันธายตนะ (๔) ชิวหายตนะ–รสายตนะ (๕) กายายตนะ–โผฏฐัพพายตนะ (๖) มนายตนะ–ธัมมายตนะ นั้น เกิดจากการเห็นการเกิดดับเพราะ (๑) อวิชชา (๒) ตัณหา (๓) กรรม (๔) อาหาร ตลอดรวมทั้ง การเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่าย ไม่ยินดี คลายความกำหนัดแห่งราคะ สลัดคืนได้ โดยไม่ถือมั่นยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลายนั่นคือ “วิราคะ” ใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น ปัญญากำหนดธรรมเป็นภายในและภายนอกนี้ ก็ไม่ต่างจากการเจริญอนุปัสสนาโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ (๑) อนิจจานุปัสสนา (๒) ทุกขานุปัสสนา (๓) อนัตตานุปัสสนา หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ขั้นตอนในการเจริญ “อนุปัสสนา ๗” นั่นเอง เมื่อเจริญมากๆ ทำให้เกิดความชำนาญดีแล้ว ย่อมเกิดปัญญาที่เป็นความรู้ชัด หรือ “ปัญญา ๗” ที่เป็นขั้นตอนในปัญญากำหนดธรรมภายในและภายนอกข้างต้น ได้แก่

(๑)  “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว] ให้บริบูรณ์

(๒)“ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส] ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” [ปัญญามาก] ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า] ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง] ให้บริบูรณ์

(๖)  “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง] ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้] ให้บริบูรณ์

 

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ว่า “ปัญญาญาณ” ที่เกิดขึ้นนั้น เริ่มต้นด้วยปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ซึ่งเป็น ปัญญาญาณในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่แสดงนัยว่า ถ้าสามารถเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ ย่อมเกิดปัญญาญาณต่างๆ มากมาย ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ประยุกต์ดัดแปลงในการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมใน “อนุปัสสนา ๗” กับ “ปัญญา ๑๐” ต่อไปนี้

 

           “ปัญญา ๑๐” อันเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตและปัญญาด้วย “อนุปัสสนา ๗” ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา”

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา”

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา”

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา”

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา”

(๖)  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา”

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา”

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗”

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘”

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙”

 

การวิเคราะห์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ไตรลักษณ์ และวิปัสสนา ๗

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอก [ธรรมายตนะ] คือ (๑) ย่อมกำหนดว่า ธรรมารมณ์เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้ว ธรรมารมณ์ไม่มีแล้วมี มีแล้วจักไม่มี ย่อมกำหนดธรรมารมณ์ โดยความเป็นของมีที่สุด [ปฏิจจสมุปบาท] (๒) กำหนดว่าธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง [อนิจจานุปัสสนา] (๓) มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา [ทุกขานุปัสสนา] (๔) ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา  [ปฏิจจสมุปบาท] (๕) ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง  [อนิจจานุปัสสนา] (๖) กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข [ทุกขานุปัสสนา] (๗) กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอนัตตา [อนัตตานุปัสสนา] (๘) ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี [นิพพิทานุปัสสนา] (๙) ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด [วิราคานุปัสสนา] (๑๐) ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด [นิโรธานุปัสสนา] (๑๑) ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ [ปฏินิสสัคคานุปัสสนา] เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ [อนิจจานุปัสสนา] (๑๒) เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ [อนัตตานุปัสสนา] (๑๓) เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ [นิพพิทานุปัสสนา] (๑๔) เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้  [วิราคานุปัสสนา] (๑๕) เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ [นิโรธานุปัสสนา] (๑๖) เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ [ปฏินิสสัคคานุปัสสนา] พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างนี้

 

จากผลการวิเคราะห์ดังกล่าวนั้น การวิเคราะห์ในแต่ละช่วงของกระบวนการคิดนั้น เป็นเรื่อง “ฌานสมาธิ” ที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งสมถะ ในขณะที่จิตได้พัฒนาไปถึง “จตุตถฌาน” แล้ว จนเกิดอธิคมสมณธรรม [วิชชา ๓ วิชชา ๘ ญาณ ๓ อภิญญา ๖ วิปัสสนาญาณ] และ “ปัญญาวิปัสสนา” ที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เป็น “อนุวิปัสสนา ๗” และ “ญาณ ๑๖” ซึ่งรวมถึง “วิปัสสนาญาณ ๙” นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึงเกณฑ์ “จตุตถฌาน” ที่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้

(๑) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ สอดคล้องกับ นามรูปปริคคหญาณ

(๒) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ สอดคล้องกับ ปฏิจจสมุปบาท ปัจจยปริคคหญาณ

(๓) จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ สอดคล้องกับ ปฏิจจสมุปบาท ปัจจยปริคคหญาณ

(๔) จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ สอดคล้องกับ ญาณ ๓

 

อนึ่ง ให้พิจารณาถึงการเจริญ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” (ข้อ ๑ ในสติปัฏฐาน ๔) ที่ทำให้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ได้แก่ ปฏิกูลมนสิการ กับ ธาตุมนสิการ อาจจะรวมการพิจารณาไปถึง “กลาป–รูปกลาป” นั่นคือ “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนญาณ” ที่เกิดขึ้นใน “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) รวมทั้ง “กรรมฐาน ๔๐” ได้แก่ อาหาเรปฏิกูลสัญญา กับ จตุธาตุววัฏฐาน ซึ่งลงข้อสรุปที่ว่า “กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ พิจารณาด้วย “อนัตตานุปัสสนาญาณ” แต่โดยนัยแล้ว ต้องพิจารณาร่วมกับ “ธรรมนิยาม ๓” [ธรรมฐิติญาณ] ได้แก่ (๑) สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง (๒) สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ (๓) ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา หรือ จะพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วย “สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่ (๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ (๒) ความดับสลาย ปรากฏ (๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ หลักธรรมทั้ง ๒ สุดท้ายนี้ หมายถึง “กฎธรรมชาติ–กำหนดตามธรรมดา” ซึ่งเป็นเรื่อง “ปรมัตถสัจจะ” ที่เป็นเกณฑ์ร่วมอีกเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณาธรรมทั้งหลาย

 

กล่าวโดยสรุป ในการพิจารณากรรมฐานในภูมิแห่งวิปัสสนานั้น ตามปกติคือการเจริญญาณ ๑๖ ซึ่งมีลำดับขั้นการปฏิบัติจากญาณที่ ๑ จนสิ้นสุดญาณที่ ๑๖ แต่ในการจำแนกแจกธรรมทั้งหลายนั้น มีขั้นตอนที่เรียกว่า “อนุปัสสนา ๗” เกิดขึ้นในการพิจารณาธรรมบางประการ รวมทั้งผู้ที่มีปรีชาสามารถในการเข้าถึงภูมิแห่งรูปฌานที่ ๔ คือ “จตุตถฌาน” ที่เกิด “วิชชา” ต่างๆ ขึ้น ย่อมทำให้มี “ปัญญาเห็นธรรม” ในอีกทางหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น การพิจารณากรรมฐานใน “อายตนะ ๑๒” นั้น จึงเกิดขึ้นในภูมิแห่งปัญญา ๔ อย่าง ดังนี้

(๑) โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖

(๒) วิปัสสนาญาณ ๙

(๓) อนุปัสสนาญาณ ๗

(๔) อธิคมสมธรรมในจตุตถฌาน

 

 ในบรรดา “ปัญญาญาณ” ดังกล่าวนี้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิด “ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายในและภายนอก” หรือ “ความเป็นไปหลากหลายแห่งอายตนะ–ความแตกต่างกันแห่งอายตนะ” ที่เกิดการรวมกันประชุมกันแห่งญาณทั้งหลาย “ญาณสัมปยุตต์” และทำให้เกิด “ปัญญาญาณ” ที่อนุโลมตามอริยสัจจ์ นั่นคือ (๑) วัตถุนานัตตญาณ กับ (๒) โคจรนานัตตญาณ ตามลำดับ ซึ่งกระบวนการคิดที่เกิดขึ้น “โยนิโสมนสิการ” เป็นการกำหนดรู้ (๑) สภาพแห่งทุกข์ คือ “ทุกขอริยสัจจ์” (๒) สาเหตุแห่งทุกข์ “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” (๓) สภาวะที่ปราศจากทุกข์ “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” และ (๔) แนวทางในการดับทุกข์ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ซึ่งก็เป็นขั้นตอนการพิจารณาธรรมจนถึงขั้นตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ นั่นเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4959481