๓๖. การเจริญอานาปานสติสมาธิ

        Concentration Developing by Mindfulness of In–and–Out Breathings

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1498

 ความสำคัญของบทความ

 

การดับกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยปวงทุกข์นั้น เรียกว่า “ความตรัสรู้–อาสวักขยญาณ” หมายถึง ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งเป็นมรรคสมาธิที่ดีเยี่ยมในภูมิแห่งวิปัสสนา นั่นคือ “อานันตริกสมาธิญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ การเจริญสมาธิภาวนาในระดับไหนก็ตาม ต่างมีจุดมุ่งหมาย คือ (๑) ทิฏฐธรรมสุขวิหาร (๒) สติสัมปชัญญะ (๓) ญาณทัสสนะ–ปัญญาเห็นธรรม และ (๔) อาสวักขยญาณ–ปัญญาตรัสรู้ธรรม ยกตัวอย่าง การเจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการ ถือเป็นข้อประพฤติปฏิบัติแรกเริ่มในการเจริญภาวนากรรมฐาน ที่กำหนดสติตามพิจารณาร่างกายและจิตใจของตัวเอง [นามรูป] คือ  “ธรรมกาย” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายในตัวตนและจิตใจของตนเอง ก่อนที่จะอนุนานเปรียบเทียบกับธรรมทั้งหลายที่เกิดภายนอกตน เพราะฉะนั้น “สติปัฏฐานภาวนา” จึงเป็นเรื่องสำคัญในส่วนที่เริ่มด้วย “อานาปานสติโดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ที่ทำให้เกิดปัญญาญาณขึ้น ที่เรียกว่า “กายานุปัสสนาญาณ–อนุปัสสนาญาณ ๗–ปัญญา ๗” ในขั้นตอนกระบวนการคิดแต่ละขั้นในการเจริญอานาปานสติจึงหมายถึง “ญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ ความสามารถในการหยั่งรู้ ที่เกิดจากจิตเป็นสมาธิ คือ “ฌานสมาธิ–ฌานจิตต์” หรือ “ฌาน ๔” ได้แก่ “ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” ถัดจากนั้นไปจึงเป็นขั้นตอนการเจริญอนุปัสสนาญาณทั้ง ๗ อย่าง เพื่อเป็นการดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ ซึ่งเรียกว่า “ญาณในการทำเจริญสติ ๓๒ ประการ” ซึ่งหมายถึง “โสฬสวัตถุกอานาปานสติ–อานาปานสติ ๑๖ ฐาน” นั่นคือ การเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วย “อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖” พร้อมด้วย “ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒” [ความจริงในทางทฤษฎีมีปัญญาญาณต้องฝึกปฏิบัติถึง ๒๐๐ ญาณ] เพราะฉะนั้น การเจริญสมาธิและปัญญาด้วยอานาปานสติจึงเป็นทักษะการเจริญภาวนาขั้นพื้นฐานในการฝึกกรรมฐาน และเป็นธรรมที่อยู่ใน “สติปัฏฐาน ๔” ข้อ ๑ ใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘” ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็น “โลกุตตรธรรม” อีกหมวดหนึ่งต่างหากจาก “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” เพราะฉะนั้น ในกระบวนการคิดที่เป็นอุบายแยบคายโดย “โยนิโสมนสิการ” ธรรมทั้งหมดนี้ ตั้งมาประชุมสัมปยุตต์รวมกันเป็นหนึ่งเดียวเช่นการเกิดสมาธิและปัญญาญาณ เพื่อความตรัสรู้สัมโพธิญาณในอันดับสุดท้ายแห่งการเจริญบำเพ็ญเพียรภาวนา ซึ่งต้องดำเนินไปเพื่อ “ความดับกิเลสและความหลุดพ้นจากปวงทุกข์” ซึ่งหมายถึง “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข” ที่มีรากเหล้าแห่งอกุศลธรรมมาจาก “อวิชชา–ตัณหา–กรรม–อาหาร” ที่มาประชุมลงใน “ขันธ์ ๕” [สังขตธรรม] ที่ประกอบด้วย “นิวรณ์–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง” ที่กลุ้มรุมจิตให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว ปิดกั้นปัญญาไม่ให้ถึงธรรมเครื่องนำออกจากกิเลสทั้งปวงได้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – การเจริญอานาปานสติสมาธิ

 

จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมนั้น ควรเริ่มต้นที่การสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ เพื่อไม่ให้กิเลสอกุศลธรรมทั้งหลายเข้ากลุ้มรุมจิต ครอบงำให้เกิดความเศร้าหมองขุ่นมัว เข้าผลาญความดีกุศลให้วิบัติจมอยู่ในความเสียหายแห่งทุคติ การสำรวมระวังด้วยสติและสัมปชัญญะ “สติสังวร–อินทรียสังวร” จึงเป็นกิจในการเจริญภาวนาส่วนแรก คือ “สติปัฏฐาน ๔” (ข้อ ๑ ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗) เป็นการพิจารณาภาวะจิตที่ดำเนินด้วยสติที่สหรคตด้วยสมาธิแห่งรูปฌาน เพื่อตามพิจารณาจิต คือ “สังขาร ๓” หมายถึง สภาพหรือที่ สิ่งที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัย ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ “สัญเจตนา–เจตนา” ที่แต่งกรรม ได้แก่ (๑) “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งกาย สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” คือ ลมหายใจเข้าออก หรือ “กายสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางกาย (๒) “วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งวาจา สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ “วิตก” คือ ความตรึก และ “วิจาร” คือ ความตรอง หรือ “วจีสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางวาจา และ (๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ “สัญญา” คือ ความจำได้หมายรู้ไว้ และ “เวทนา” คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรือ “มโนสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางใจ อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณา “สติปัฏฐาน ๔” ตามนิยามต่อไปนี้ หมายถึง ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลสตัณหา ได้แก่

(๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย นั่นคือ สติพิจารณากายตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ เป็นอารมณ์ว่า “กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา”

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา นั่นคือ สติตามดูเวทนา อันเป็นความรู้สึกสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ เป็นอารมณ์โดยรู้เท่าทันว่า “เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา”

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต นั่นคือ สติพิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว เป็นอารมณ์ว่า “ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” หรือ กำหนดรู้จิตตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น จิตมี–ราคะ–โทสะ–โมหะ ก็รู้ว่าจิตมี–ราคะ–โทสะ–โมหะ หรือ จิตปราศจาก–ราคะ–โทสะ–โมหะ ก็รู้ว่า จิตปราศจาก–ราคะ–โทสะ–โมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม นั่นคือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม สติพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า “ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” หรือมีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

แต่อย่างไรก็ตาม การเจริญอานาปานสตินั้น เป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา ที่เรียกว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–กายานุปัสสนา” [กายานุปัสสนาญาณ] โดยมีจุดมุ่งหมายหลัก คือ “การเปลื้องจิต” ให้จิตสังขารสงบระงับเป็นสมาธิและไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งตรงกับ คำว่า “อนุปสฺสติ” ซึ่งหมายถึง การเจริญภาวนาด้วย “อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนาญาณ” ในประเด็นนี้ให้ทำความเข้าใจว่า การเจริญภาวนาประกอบด้วยการใช้ปัญญาในทุกขั้นตอนเสมอ ที่เรียกว่า “สติสัมปชัญญะ” ที่ต้องเริ่มต้นปฏิบัติใน “สติปัฏฐาน ๔” ในเบื้องต้น ด้วยการมนสิการ “กรรมฐานโดยอานาปานสติ” (ข้อ ๙ ในอนุสติ ๑๐ ซึ่งเป็น ข้อ ๓ ในกรรมฐาน ๔๐) คำว่า “อานาปานสติ” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็น ข้อ ๑ ในสติปัฏฐาน ๔) หมายถึง สติกำหนดลมหายใจเข้าออก โดยถือว่า “กองลม–กายสังขาร–อัสสาสะปัสสาสะ” เป็นนิมิตหรืออารมณ์แห่งกรรมฐานด้วยการเพ่งพิจารณา คือ “วิตก–วิจาร” จนเป็น “สมาธิ–สมถะ” แล้วจึงพิจารณาด้วยปัญญา “สติสัมปชัญญะ” ในวิปัสสนาต่อด้วย “อนุวิปัสสนา ๗” โดยมีลำดับการพิจารณากรรมฐาน ดังนี้

 

(๑) พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง = อนิจจานุปัสสนา

(๒) พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาโดยความเป็นสุข = ทุกขานุปัสสนา

(๓) พิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาโดยความเป็นอัตตา = อนัตตานุปัสสนา

(๔) ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี = นิพพิทานุปัสสนา

(๕) ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด = วิราคานุปัสสนา

(๖) ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิด = นิโรธานุปัสสนา

(๗) ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ = ปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(๘) เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ = อนิจจานุปัสสนาญาณ–ชวนปัญญา

(๙) เมื่อพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ = ทุกขานุปัสสนาญาณ–นิพเพธิกปัญญา

(๑๐) เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ = อนัตตานุปัสสนาญาณ–มหาปัญญา

(๑๑) เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดี–นันทิสัญญาได้ = นิพพิทานุปัสสนาญาณ–ติกขปัญญา

(๑๓) เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ–ราคสัญญาได้ = วิราคานุปัสสนาญาณ–วิบูลปัญญา

(๑๔) เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิด–สมุทยสัญญาได้ = นิโรธานุปัสสนาญาณ–คัมภีรปัญญา

(๑๕) เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือ–อาทานสัญญาได้ = ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ–อัสสามันตปัญญา

 

  

ในการเจริญอนุปัสสนาญาณทั้ง ๗ นั้น ทำให้ผู้ปฏิบัติเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเข้าถึง “ปัญญาญาณ” อีก ๗ ประการ [ปัญญา ๗] ในอันดับแรก และเพิ่มเติมอีก ๓ ประการ [ปัญญา ๑๐] ดังนี้

 

(๑)  “อนิจจานุปัสสนา” พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ย่อมเกิด “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว]  

(๒)“ทุกขานุปัสสนา” พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ย่อมเกิด “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาดับกิเลส]  

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ย่อเกิด “มหาปัญญา” [ปัญญามาก]  

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ย่อมเกิด “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า]

(๕) “วิราคานุปัสสนา” พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ย่อมเกิด “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง]  

(๖)  “นิโรธานุปัสสนา”  พิจารณาเห็นความดับแห่งเหตุให้เกิด ย่อมเกิดราคะ “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง]  

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้ผิด ย่อมเกิด “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้]  

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” ทั้งหมดให้บริบูรณ์

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปฏิสัมภิทา ๔” ทั้งหมดให้บริบูรณ์

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปุถุปัญญา” ทั้งหมดให้บริบูรณ์

 

แต่ตามนัยของ คำว่า “วิโมจยํ จิตฺตํ –เปลื้องจิต” โดยพิจารณาตามนิยามต่อไปนี้

 

(๑) เปลื้องปล่อยจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน

(๒) เปลื้องปล่อยจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติฌาน

(๓) จากปีติด้วยตติยฌาน

(๔) จากสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน

(๕) หรือเข้าฌานทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นออกแล้ว ย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไป

(๖) ย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความเสื่อมไป

(๗) เปลื้องปล่อยจิตจากนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๘) เปลื้องปล่อยจิตจากสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๙) เปลื้องปล่อยจิตจากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๐) เปลื้องปล่อยจิตจากความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๑) เปลื้องปล่อยจิตจากราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๒) เปลื้องปล่อยจิตจากสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๓) เปลื้องปล่อยจิตจากความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๔) ย่อมหายใจเข้า และย่อมหายใจออก

  

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า จาก ข้อ ๑–ข้อ ๔ นั้น เป็นสมถะแห่งรูปฌานสมาบัติ คือ “อารัมมณูปนิชฌาน” หมายถึง การเพ่งอารมณ์ ส่วน ข้อ ๖–ข้อ ๑๓ เป็น “ลักขณูปนิชฌาน” หมายถึง การเพ่งลักษณะนามรูปโดยไตรลักษณ์ในวิปัสสนา โดยที่ฌานขั้นต่างๆ เกิดขึ้น แล้วก็ดับเสื่อมไป เหลือแต่สมาธิแห่งอัปปนาสมาธิ [อุเบกขา–เอกัคคตา] จึงเริ่มเข้าภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานใน “ขันธ์ ๕–อุปาทานขันธ์ ๕–อุปาทิแห่งกิเลสตัณหา” [นิวรณ์ อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งหลาย] ที่ต้องสหรคตด้วย “ปัญญาวิปัสสนา” แห่งการกำหนดรู้ทุกขสัจจ์ “สภาพแห่งทุกข์” นั่นคือ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ และ (๔) อินทรีย์ ๒๒ รวมทั้ง อาหาร ๔ และในขั้นต่อไป คือ การกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ “เหตุแห่งทุกข์” นั่นคือ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๘ ได้แก่ กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมของสัตว์ อัทธา ๓–กาล ๓ สังเขป ๔–สังคหะ ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐ มูล ๒ ซึ่งธรรมเครื่องปฏิสังยุตต์ในสังสารจักร ที่อธิบายถึงกิเลสเครื่องปิดกั้นสัตว์ให้อยู่กับกระแสกิเลส กรรม และ ผลวิบาก ในอันสุดท้าย คือ การเจริญปัญญาวิปัสสนาด้วย “อนุปัสสนา ๗” หมายถึง การพิจารณากรรมฐานอยู่เป็นนิตย์ อย่างเช่น สติปัฏฐาน ๔ เหตุการณ์เกิดในอายตนะ ๑๒ อนุสติ ๑๐ เป็นต้น ซึ่งหมายถึง “การพิจารณาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” ในข้อความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ตามนัยแห่ง “อริยสัจจ์ ๔” [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ซึ่งหมายถึง “นามรูป–ขันธ์ ๕–สังขารทั้งหลาย [กายสังขาร–วจีสังขาร–จิตตสังขาร] –สังขตะ–สังขตธรรม” คือ สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยโดยเจตนาของมนุษย์ แต่เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณากรรมฐานเหล่านี้ คือ “ปรมัตถสัจจะแห่งอภิธรรม” นั่นคือ “ปัญญาวิปัสสนา–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ในประเด็นนี้ ก็ให้แยกแยะให้ถูกต้องระหว่าง (๑) “เกณฑ์วิปัสสนา” [ปรมัตถธรรม ๔ = จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน] กับ (๒) “ธรรมที่ต้องนำมาพิจารณา–อารมณ์แห่งกรรมฐาน” [กรรมฐาน ๔๐] หรือจะเรียกว่า  “นามรูป–ขันธ์ ๕–สังขารทั้งหลาย [กายสังขาร–วจีสังขาร–จิตตสังขาร] –สังขตะ–สังขตธรรม” ก็ได้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในขั้นนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการเจริญภาวนากรรมฐาน เพื่อกันไม่ให้เดินผิดทาง หรือเกิดสติฟั่นเฟือน สับสน ฟุ้งซ่าน หลงประเด็น ในการปฏิบัติธรรมตามแนวทาง “มัชฌิมาปฏิปทา” และเพื่อการถือปฏิบัติที่ผิดจากพระสัตถุสาสน์แห่งคำสอนของพระศาสดา เช่น การกำหนดอุบายที่แยบคายเกินความจริงไม่อยู่ในข้อประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรค โดยเห็นดีอนุโลมไปตาม “ติรัจฉานวิชาแห่งอัญญเดียรถีย์ผู้อยู่ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา” คือ การใช้ความรู้ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อการดับทุกข์อย่างแท้จริง เช่น จำพวกทำพิธีบนบาน แก้บน ทำพิธีตั้งศาล ปลูกเรือน บำบวงเจ้าที่ ให้ฤกษ์ แก้เคราะห์ เป็นหมอเวทมนตร์ ทรงเจ้า บวงสรวง สู่ขวัญ ถือว่าผิดศีล [มหาศีล] ด้วยประกอบอเนสนา โดยเฉพาะสมณะ ถึงแม้จะใช้ข้ออ้างแก้ตัวว่า เป็นกุสโลบายอย่างหนึ่งเพื่อช่วยเหลือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากก็ตาม จัดเป็นการทุศีลขัดต่อ “อาชีวปาริสุทธิศีล” หมายถึง ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ถือความบริสุทธิ์ด้วยศีล ถือบริสุทธิ์ด้วยวัตร สุพฺพเตน” คือ มีวัตรงาม] เรียกว่า “ศีลวัตร”  โดยความเป็นผู้ไม่มีวิปฏิสาร เพราะความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ย่อมเข้าถึง “สีลวิสุทฺธิ” ความบริสุทธิ์แห่งศีล คือ “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” เพราะฉะนั้น ผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ประมาทในกรรมฐาน (๑) กำหนดนามรูปข้ามสงสัยโดยกำหนดปัจจัย (๒) ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์พิจารณาสังขาร และ

 

(๓) ปรารภวิปัสสนาภาวนา ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

 

“ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ เพราะไม่มีวิปฏิสาร เป็นผู้หมั่นขวนขวายในพระสัทธรรมย่อมประสบสมบัติทุกอย่าง มีวิมุตติเป็นปริโยสาน”

 

ฉะนั้น ธรรมที่พึงศึกษา เรียกว่า “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” คือ อธิศีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา ดังนี้

 

อธิศีลสิกขา ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกขสังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ศีลขันธ์น้อย ศีลขันธ์ใหญ่ ศีลเป็นที่ตั้ง เป็นเบื้องต้น เป็นเบื้องบาท เป็นความสำรวม เป็นความระวัง เป็นปาก เป็นประธาน แห่งความถึงพร้อมด้วยกุศลธรรมทั้งหลาย นี้ชื่อว่า “อธิศีลสิกขา”

 

อธิจิตตสิกขา ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกและวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะปีติสิ้นไป จึงมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้ชื่อว่า “อธิจิตตสิกขา”

 

อธิปัญญาสิกขา ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญาประกอบด้วยปัญญาอันให้ถึงความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์เหล่านั้น อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ นี้ชื่อว่า “อธิปัญญาสิกขา”

 

ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนในเรื่อง “ศีล” ด้วยการตอบคำถามข้อสงสัย ต่อไปนี้ (๑) อะไรเป็นศีล (๒) ศีลมีเท่าไร (๓) ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน (๔) ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร ดังนี้

(๑)  อะไรเป็นศีล ได้แก่ (๑) “เจตนา สีลํ”–เจตนาเป็นศีล (๒) “เจตสิก สีลํ”–เจตสิกเป็นศีล (๓) “วรฏฺเฐน สีลํ”–ความสำรวมเป็นศีล (๔)  “อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ” –ความไม่ล่วงเป็นศีล

(๒)ศีลมีเท่าไร ได้แก่ ศีลมี ๓ คือ “กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล” นั่นคือ (๑) “กุสลสีลํ”–กุศลเป็นศีล (๒) “อกุสลสีลํ”–อกุศลเป็นศีล (๓) “อพฺยากตสีลํ”–อัพยากฤตเป็นศีล

(๓) ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ได้แก่ กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน “กุสลจิตตสมุฏฺฐานํ กุสลสีลํ” อกุศลศีลมีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน “อกุสลจิตตสมุฏฺฐานํ อกุสลสีลํ” อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน “อพฺยากตจิตตสมุฏฺฐานํ อพฺยากตสีลํ”

(๔) ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร ได้แก่ (๑) “สํ วร สโมธานํ สีลํ”–ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร (๒) “อวีติกฺกม สโมธานํ สีลํ”–ศีลเป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง (๓) “ตถาภาเว ชาตเจตนา สโมธานํ  สีลํ” –ศีลเป็นที่ประชุมแห่งเจตนาอันเกิดในความเป็นอย่างนั้น

 

ด้วยเหตุนี้ ชื่อว่า “ศีล” หมายถึง “สำรวม” และไม่ก้าวล่วง “ทุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติชั่ว ประพฤติไม่ดี ได้แก่ (๑) “กายทุจริต ๓” คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร (๒) “วจีทุจริต ๔” คือ มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ (๓) “มโนทุจริต ๓” คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

 

ด้วยเหตุนี้ ชื่อว่า “ศีล” หมายถึง “สำรวม” [สังวร] และไม่ก้าวล่วงในนิวรณ์ ได้แก่ (๑) นิวรณ์ ๕ (๒) อวิชชา (๓) อรติ (๔) อกุศลธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

ฝ่ายนิวรณ์–นิวรณูปกิเลสด้วยปฏิปักษ์ธรรม 

(๑) ไม่ก้าวล่วง กามฉันทะ ด้วยเนกขัมมะ (๒) ไม่ก้าวล่วง ความพยาบาท ด้วยความไม่พยาบาท (๓) ไม่ก้าวล่วง ถีนมิทธะ ด้วยอาโลกสัญญา (๔) ไม่ก้าวล่วง อุทธัจจะ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน (๕) ไม่ก้าวล่วง วิจิกิจฉา ด้วยการกำหนดธรรม (๖) ไม่ก้าวล่วง อวิชชา ด้วยญาณ (๗) ไม่ก้าวล่วง อรติ ด้วยความปราโมทย์

 

ฝ่ายสมถะแห่งฌานสมาบัติ

(๘) ไม่ก้าวล่วง นิวรณ์ ด้วยปฐมฌาน (๙) ไม่ก้าวล่วง วิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน (๑๐) ไม่ก้าวล่วง ปีติ ด้วยตติยฌาน (๑๑) ไม่ก้าวล่วง สุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน [อุเบกขาในรูปฌาน] (๑๒) ไม่ก้าวล่วง รูปสัญญา [รูปาวจรฌาน ๑๕] ปฏิฆสัญญา ๑๐ [วัตถุแห่งอินทรีย์ ๕ และอารมณ์ ๕ เกิดขึ้นด้วยการกระทบ ได้แก่ กุศลวิบาก ๕ อกุศลวิบาก ๕] นานัตตสัญญา ๔๔ [อกุศลกรรมในกามาวจรกรรมหลายอย่าง มีความต่างกัน มีสภาพต่างกัน ได้แก่ กามาวจรกุศลสัญญา ๘ อกุศลสัญญา ๑๒ กามาวจรกุศลวิบากสัญญา ๑๑ อกุศลวิบากสัญญา ๒ กามาวจรกิริยาสัญญา ๑๑] ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด (๑๓) ไม่ก้าวล่วง อากาสานัญจายตนสสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด (๑๔) ไม่ก้าวล่วง วิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร (๑๕) ไม่ก้าวล่วง อากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ คือ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ [อุเบกขาในอรูปฌาน]

  

ฝ่ายมหาวิปัสสนา ๑๘

(๑๖) ไม่ก้าวล่วง นิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสนา (๑๗) ไม่ก้าวล่วง สุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสนา (๑๘) ไม่ก้าวล่วง อัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสนา (๑๙) ไม่ก้าวล่วง นันทิ–ความเพลิดเพลิน–ตัณหาอันมีความอิ่มใจ ด้วยนิพพิทานุปัสนา (๒๐) ไม่ก้าวล่วง ราคะ ด้วยวิราคานุปัสนา (๒๑) ไม่ก้าวล่วง สมุทัย–เหตุเกิดราคะ ด้วยนิโรธานุปัสนา (๒๒) ไม่ก้าวล่วง อาทานะ–ถือมั่นกิเลสด้วยอำนาจความเกิดถือมั่นอารมณ์อันเป็นสังขตะ ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา (๒๓) ไม่ก้าวล่วง ฆนสัญญา–สัญญาว่า เป็นก้อนด้วยสันตติความสืบต่อ ด้วยขยานุปัสนา (๒๔) ไม่ก้าวล่วง อายุหนะ–การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ด้วยวยานุปัสนา (๒๕) ไม่ก้าวล่วง ธุวสัญญา–สัญญาว่ามั่นคง ด้วยวิปริณามานุปัสนา (๒๖) ไม่ก้าวล่วง นิมิต–เครื่องหมายว่าเที่ยงด้วยอนิมิตตานุปัสนา (๒๗) ไม่ก้าวล่วง ปณิธิ–ปรารถนาความสุข ด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา (๒๘) ไม่ก้าวล่วง อภินิเวส–การยึดมั่นว่าตนมีอยู่ ด้วยสุญญตานุปัสนา (๒๙) ไม่ก้าวล่วง สาราทานาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยถือว่าเป็นแก่นสาร–ความยึดมั่นด้วยถือว่าตนมีแก่นสารเป็นนิจ ด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (๓๐) ไม่ก้าวล่วง สัมโมหาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ด้วยถาภูตญาณทัสสนะ (๓๑) ไม่ก้าวล่วง อาลยาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ด้วยอาทีนวานุปัสนา (๓๒) ไม่ก้าวล่วง อัปปฏิสังขา–ความไม่พิจารณา–การไม่ถืออุบาย ด้วยปฏิสังขานุปัสนา คือ นึกคิดหาอุบายวิธี (๓๓) ไม่ก้าวล่วง สังโยคาภินิเวส–การยึดมั่นด้วยกิเลสอันผูกใจสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ ด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา คือ เห็นอุบายวิธีที่จากออกไปจากสังขารแห่งวัฏฏทุกข์

 

ฝ่ายโลกุตตรมรรค–มัคคญาณ

(๓๔) ไม่ก้าวล่วง กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ–ทิฏเฐกฏฺฐา ด้วยโสดาปัตติมรรค (๓๕) ไม่ก้าวล่วง กิเลสหยาบๆ–โอฬาริเก กิเลเส ด้วยกทาคามิมรรค (๓๖) ไม่ก้าวล่วง กิเลสละเอียด–อณุสหคเต กิเลเส ด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่า “ศีล” เพราะอรรถว่า “สำรวม” และ (๓๗) ไม่ก้าวล่วง กิเลสทั้งปวง–สพฺพกิเลเส ด้วยอรหัตมรรค (ดูนิยามศัพท์บัญญัติเพิ่มเติมใน พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 386–390 File 68)

 

ศีลบริสุทธิ์แห่งเบญจศีล

 

“ศีล ๕” หมายถึง นิยามตามนัยแห่งไตรสิกขา การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การงดเว้นเป็นศีล เจตนาเป็นศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีลเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิต [วิปฏิสาร] เพื่อความปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ เพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญ เพื่อทำให้มาก เพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว บรรดาศีลเห็นปานนี้ (๑) สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม เป็นอธิศีล (๒) จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน อวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตต์ (๓) พระโยคาวจรย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็นอวิกเขปปาริสุทธิโดยชอบ ทัสสนปาริสุทธิความบริสุทธิ์แห่งทัสสนะ เป็นอธิปัญญา

 

ด้วยเหตุนี้ ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่าน และ ทัสสนะ นั้น (๑) ความสำรวม เป็นอธิศีลสิกขา (๒) ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตสิกขา (๓) ความเห็นแจ้ง เป็นอธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓ นี้ ชื่อว่า “ย่อมศึกษา”

 

เพราะฉะนั้น (๑) เมื่อรู้ (๒)  เมื่อเห็น (๓)  เมื่อพิจารณา (๔) เมื่ออธิฏฐานจิต (๕) เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา (๖) เมื่อประคองความเพียรไว้ (๗) เมื่อตั้งสติมั่น (๘) เมื่อตั้งจิตไว้ (๙) เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา (๑๐) เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (๑๑) เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (๑๒) เมื่อละธรรมที่ควรละ (๑๓) เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ (๑๔) เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า “ย่อมศึกษา ทุกอย่าง”

 

“ศีล ๕” หมายถึง “เวรมณี” โดยถือมั่นในข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งต่อไปนี้

 

ฝ่ายการละด้วยสุจริต ๓

(๑) การละทุจริต ๓ ได้แก่ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ ด้วยสุจริต ๓

 

ฝ่ายการละด้วยธรรมตรงกันข้าม

(๒) การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ (๓) การละความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท (๔) การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา (๕) การละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน (๖) การละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม (๗) การละอวิชชาด้วยญาณ (๘)  การละอรติด้วยความปราโมทย์

 

ฝ่ายการละด้วยฌานสมาบัติ–เจโตวิมุตติ

(๙) การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน (๑๐) การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน (๑๑) การละปีติด้วยตติยฌาน (๑๒) การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน (๑๓) การละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๑๔) การละอากาสานัญยายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๑๕) การละวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๑๖) การละอากิญจัญจญยตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

 

ฝ่ายการละด้วยมหาวิปัสสนา ๑๘–ปัญญาวิมุตติ

(๑๗) การละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา (๑๘) การละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา (๑๙) การละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา (๒๐) การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา (๒๑) การละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา (๒๒) การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา (๒๓) การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสนา (๒๔) การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา (๒๕) การละธุวสัญญาด้วยวิปริณาตานุปัสนา (๒๖) การละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา (๒๗) การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา (๒๘) การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา (๒๙) การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (๓๐) การละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ (๓๑) การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา (๓๒) การละอัปปฏิสังขาดัวยปฏิสังขานุปัสสนา (๓๓) การละสังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา

 

ฝ่ายการละด้วยโลกุตตรญาณแห่งอริยมรรค

(๓๔) การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิด้วยโสดาปัตติมรรค (๓๕) การละกิเลสที่หยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค (๓๖) การละกิเลสที่ละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค (๓๗) การละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค กล่าวโดยสรุป “การละนั้นๆ เป็นศีล” นั่นคือ “เวรมณีเป็นศีล” ฉะนั้น เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า “ย่อมศึกษา”

 

ด้วยเหตุนี้ กล่าวโดยสรุป ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า “รู้ธรรมนั้นๆ” ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า “รู้ชัด” เพราะเหตุนั้น ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ เป็น “สีลมยญาณ”

 

ฉะนั้น เพื่อให้สะดวกในการทบทวนวิปัสสนาปัญญาตามเกณฑ์ใน “มหาวิปัสสนา ๑๘” ซึ่งเป็นขั้นตอนในกระบวนการคิดพิจารณาใน “การดับนามรูปแห่งขันธ์ ๕” ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เป็น “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ดับหนีออกไปจากสังขารทั้งหลาย เพื่อให้ถึงอริยมรรค นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ ๙– วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เพื่อดับ “นิจจสัญญา”

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เพื่อดับ “สุขสัญญา”  

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เพื่อดับ “อัตตสัญญา” 

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายไม่เพลิดเพลิน เพื่อดับ “นันทิสัญญา” 

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อดับ “ราคสัญญา” 

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับเสื่อมในเหตุเกิดราคะ เพื่อดับ “สมุทัยสัญญา” 

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืนไม่ถือมั่น เพื่อดับ “อาทานสัญญา” 

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป เพื่อดับ “ฆนสัญญา” 

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป เพื่อดับ “อายุหนสัญญา” 

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน เพื่อดับ “ธุวสัญญา” 

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งเครื่องหมาย เพื่อดับ “วิปลาสนิมิต” 

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งตามปรารถนา เพื่อดับ “ตัณหาปณิธิ”    

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่ายึดมั่นไม่ได้ เพื่อดับ “อัตตาภินิเวส” 

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีแก่นสารตัวตน เพื่อดับ “สาราทานาภินิเวส” 

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริงไม่หลงใหล เพื่อดับ “สัมโมหาภินิเวส” 

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษแห่งความอาลัยยึดมั่น เพื่อดับ “อาลยาภินิเวส”    

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทางแห่งอุบายแก้ไข เพื่อดับ “อัปปฏิสังขา” 

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นอุบายที่จะหลีกไป เพื่อดับ “สังโยคาภินิเวส” 

 

เพราะฉะนั้น เมื่อ “ศีล ๕” ไม่บริสุทธิ์ ย่อมเป็นอุปสรรคในการเจริญภาวนากรรมฐานในขั้น “สมถภาวนา” และ “วิปัสสนาภาวนา” ต่อไป ในอันดับต่อไป แม้ทำได้ก็ไม่ใสผ่องแผ้ว ย่อมขุ่นหมอง แต่ สว่างไสว เพราะไม่เข้าไปถึงความโคจรของความเศร้าหมองแม้ทั้งปวง ในอันดับต่อไปเป็นการเจริญอนุสติ ๑๐ ในหัวข้อ “อานาปานสติโดยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” โดยให้พิจารณาถึง “ญาณในความทำสติ ๓๒” แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการเจริญสมาธิอันปฏิสังยุต [ข้อปฏิบัติ] ด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ อันเนื่องมาแต่สมาธิย่อมเกิดขึ้นพร้อมญาณต่างๆ ได้แก่ (๑) ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ (๒) ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ (๓) ญาณในอุปกิเลส ๑๘ (๔) ญาณในโวทาน ๑๓ (๕) ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ (๖) ญาณด้วยสามารถสมาธิ ๒๔ (๗) ญาณด้วยสามารถวิปัสสนา ๗๒ (๙) นิพพิทาญาณ ๘ (๑๐) นิพพิทานุโลมญาณ ๘ (๑๑) นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ (๑๒) ญาณในวิมุตติสุข ๒๑ ในที่นี่จะข้อกล่าวเฉพาะหัวข้อ “ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒” เท่านั้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

[๓๘๗] ญาณในความทำสติ ๓๒ ประการ

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก

 

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว –ทีฆํ อสฺสาสวเสน

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น –รสฺสํ อสฺสาสวเสน

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว –ทีฆํ ปสฺสสิสฺสวเสน

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น –รสฺสํ ปสฺสสิสฺสวเสน

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า –สพฺพกายปฏิสํเวที

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า –ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

(๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า –ปีติปฏิสํเวที = อารมณ์แห่งอโมหะ

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า –สุขปฏิสํเวที

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า –จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า –ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

(๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า –จิตฺตปฏิสํเวที = สมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน ความเบิกบานแห่งจิต 

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า –อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ = ร่าเริง รื่นเริง

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า –สมาทหํ จิตตํ = ฌานจิตต์

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า –วิโมจยํ จิตฺตํ = ฌาน ๔ และ อนุปัสสนาญาณ ๗–อนุปสฺสติ

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า –อนิจฺจานุปสฺสนา  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า  –วิราคานุปสฺสนา

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า –นิโรธานุปสฺสนา

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า –ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

ให้พิจารณาวิเคราะห์ตามเกณฑ์ (๑) “สติปัฏฐาน ๔” (๒) “ภาวนา ๔” และ (๓) “อาหาร ๔” ดังนี้

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก

  

๑. กายานุปัสสนาจตุกกะ–กายภาวนา–กวฬิงการาหาร [ราคะ–กามคุณ ๕]

โดยสาระ = ลมหายใจยาว–ลมหายใจสั้น–กำหนดรู้กองลมทั้งปวง–สงบกายสังขาร

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว 

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น 

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว 

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า 

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

 

. เวทนานุปัสสนาจตุกกะ–สีลภาวนา–ผัสสาหาร [เวทนา ๓]

โดยสาระ = กำหนดรู้ปีติ–สุข–จิตสังขาร–สงบจิตสังขาร

(๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า 

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า 

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

 

. จิตตานุปัสสนาจตุกกะ–จิตตภาวนา–มโนสัญเจตนาหาร [ตัณหา ๓]

โดยสาระ = กำหนดรู้จิต–จิตยินดียิ่ง–จิตตั้งมั่น–จิตพ้น

 (๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า  

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า 

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า 

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า   

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

 

. ธัมมานุปัสสนาจตุกกะ–ปัญญาภาวนา–วิญญาณาหาร [ขันธ์ ๕]

โดยสาระ = พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง–ความคลายกำหนัด–การดับทุกข์–การสละ

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า 

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

ให้พิจารณาวิเคราะห์ตามเกณฑ์ “ไตรสิกขา” ดังนี้

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เป็นผู้มีสติหายใจออก

 

๑. อธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว 

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น 

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว 

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า 

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

 (๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า 

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า 

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

 

.  อธิจิตตสิกขา  = สัมมวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

 (๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า  

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า 

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า 

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า   

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

 

. อธิปัญญาสิกขา  = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า 

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการกำหนดธรรมหรือการจำแนกแจกธรรมเป็นหมวดหมู่ได้ถูกต้อง ให้คำนึงถึงเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งต้องดำเนินไปตามการพิจารณา ศึกษา วิจัยธรรม ที่เป็นกระบวนการคิดที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็น “องค์ความรู้ในวิปัสสนา–ปัญญาวิปัสสนา” หรือ ปัญญาที่ประกอบด้วย “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” [ภาวนามยปัญญา] นั่นคือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๘ [หมวดธรรมที่แสดงการเกิดธรรมด้วยเหตุปัจจัย ได้แก่ กฎแห่งกรรม–ทิพพจักขุญาณ กฎแห่งกรรมของสัตว์–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ อัทธา ๓–กาล ๓ สังเขป ๔–สังคหะ ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐ มูล ๒] อริยสัจจ์ ๔ และ ไตรลักษณ์ แต่โดยภาพรวมนั้น คือ “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” ที่พร้อมด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือจะพิจารณาในเกณฑ์ “ภาวนา ๒” ที่ต้องรวม “กายานุปัสสนาจตุกกะ” กับ “เวทนานุปัสสนาจตุกกะ” เข้าไว้ใน “จิตตานุปัสสนาจตุกกะ” ซึ่งหมายถึง “สมถะ–สมถภาวนา” = ฌาน แต่ในส่วนของ“ธัมมานุปัสสนาจตุกกะ” นั้น หมายถึง “วิปัสสนา–วิปัสสนาภาวนา” = ญาณ อนึ่ง ในนิยามของคำว่า “ภาวนา ๔” หมายถึง (๑) ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน (๒) อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน (๓)  นำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน (๔) เป็นที่เสพ ฉะนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว “เวทนา” จึงปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป “สัญญา” ย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ปรากฏถึงความดับไป “วิตก” [ความตรึกอารมณ์–ความนึกคิดในใจ] ย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ให้พิจารณาดังนี้ (๑) ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏขึ้น เพราะอวิชชาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิตกจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความเกิด ความเกิดขึ้นแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ (๒) ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏขึ้น เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ (๓) ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏขึ้น เพราะปัจจัยดับ นั่นคือ เพราะ “อวิชชา” ดับวิตกจึงดับ เพราะ “ตัณหา” ดับวิตกจึงดับ เพราะ “กรรม” ดับวิตกจึงดับ เพราะ “สัญญา” ดับวิตกจึงดับ  แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ

 

ลักษณะการเกิดสมาธิในอานาปานสติ

 

ในการเจริญอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ “โสฬสวัตถุกอานาปานสติ” นั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จิตมีอารมณ์เดียว “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ไม่ฟุ้งซ่าน ซึ่งเกิดจากความเพียรด้วยสามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว ที่เรียกว่า “สมาธิภาวนามยญาณ” ในคำว่า “สํวริตฺว สมาทหเน ปญฺญา” หมายถึง ปัญญาของผู้สำรวมด้วยสีลสังวรด้วย “สีลมยญาณ” ซึ่งแสดงนัยโดย

 

ความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา เป็นผู้เข้าถึง เข้าถึงพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม ถึงแล้ว ถึงพร้อมแล้ว ประกอบพร้อมแล้ว แสดงว่า “สังวร” ในธรรม ๕ ประการ ได้แก่ ด้วยปาฏิโมกขสังวร ๑ สติสังวร ๑ ญาณสังวร ๑ ขันติสังวร ๑ และ วิริยสังวร ๑  

 

แล้วเมื่อได้ทำการสำรวมระวังตั้งอยู่ในศีลมีจิตตั้งไว้ด้วยดี กระทำจิตให้มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือ “กุศลจิตเอกัคคตาแห่งสมาธิภาวนา” ด้วยสามารถแห่ง “อุปจารสมาธิ” ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ “อัปปนาสมาธิ” ได้แก่ จตุตถฌาน [อุเบกขา–เอกัคคตา] เป็นไปแล้วใน “สมาธิจิต–ฌานจิตต์” นั้น คือสัมปยุตกับด้วยสมาธิจิตนั้น “การวางไว้ ตั้งไว้ด้วยดีโดยชอบ” [ธรรมสมาธิ ๕ ได้แก่ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ] ฉะนั้น จึงชื่อว่า “สมาทหนํ –การตั้งไว้ด้วยดี” คำนี้ เป็นคำเรียกสมาธิโดยปริยาย อนึ่ง คำว่า “กุศลจิตเอกัคคตา” ชื่อว่า “สมาธิ–เอกัคคตา” ในคำนี้ว่า “สมาธิภาวนามเย ญาณํ” ชื่อว่า “สมาธิ” เพราะอรรถว่าตั้งมั่น “สมาธานํ” ชื่อว่า “สมาธาน” นี้ หมายถึง การวาง การตั้ง ซึ่งจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์เดียวโดยชอบด้วยดี เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิก ไม่ฟุ้งไป ไม่เกลื่อนกล่น ตั้งอยู่โดยชอบด้วยดีในอารมณ์เดียว ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด นอกจากนี้ ภาวะจิตในขณะนั้น ย่อมเกิด “ความเบิกบานแห่งจิต” ขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง

ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฉะนั้น “ความเบิกบานแห่งจิต” มีนัยต่อไปนี้

(๑) เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิต วิญญาณจิต

(๒) เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิงความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิต วิญญาณจิต

(๓) เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิต วิญญาณจิต

(๔) ฉะนั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจเข้าหายใจออก ย่อมปรากฏว่า (๑) สติเป็นอนุปัสสนาญาณ (๒) จิตปรากฏ [อารมณ์แห่งกรรมฐาน = นิมิต] ไม่ใช่สติ (๓) สติปรากฏด้วย [จิตตัววิปัสสนา] เป็นตัวสติด้วย [ญาณทัสสนะ] (๔) บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สติปัฏฐานภาวนา” คือ “การพิจารณาจิตในจิต”

 

อนึ่ง คำว่า “สติเป็นอนุปัสสนาญาณ” ย่อมมีนัยถึงคำว่า “อนุปัสสติ” [อนุปัสสนา ๗] หมายถึง การพิจารณาสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์โดย “สติปัฏฐานภาวนา” คือ การพิจารณาจิตในจิตในภูมิแห่งวิปัสสนา ดังมีขั้นตอนต่อไปนี้

(๑) พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง = อนิจจานุปัสสนา

(๒) พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาโดยความเป็นสุข = ทุกขานุปัสสนา

(๓) พิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาโดยความเป็นอัตตา = อนัตตานุปัสสนา

(๔) ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี = นิพพิทานุปัสสนา

(๕) ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด = วิราคานุปัสสนา

(๖) ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิด = นิโรธานุปัสสนา

(๗) ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ = ปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(๘) เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ = อนิจจานุปัสสนาญาณ–ชวนปัญญา

(๙) เมื่อพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ = ทุกขานุปัสสนาญาณ–นิพเพธิกปัญญา

(๑๐) เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ = อนัตตานุปัสสนาญาณ–มหาปัญญา

(๑๑) เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดี–นันทิสัญญาได้ = นิพพิทานุปัสสนาญาณ–ติกขปัญญา

(๑๓) เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะ–ราคสัญญาได้ = วิราคานุปัสสนาญาณ–วิบูลปัญญา

(๑๔) เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิด–สมุทยสัญญาได้ = นิโรธานุปัสสนาญาณ–คัมภีรปัญญา

(๑๕) เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือ–อาทานสัญญาได้ = ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ–อัสสามันตปัญญา

 

แต่โดยนัยของนิยาม คำว่า “วิโมจยํ จิตฺตํ –เปลื้องจิต” นั่นคือ “สมถะกับวิปัสสนา” ที่เกิดขึ้นใน “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” กับ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ที่เกิดขึ้นต่อจาก “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” กับ “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” โดยพิจารณาตามนิยามต่อไปนี้

 

การพัฒนาจิตด้วยสมาธานปฏิสังยุตตาโดยฌานชวนจิตในภูมิแห่งสมถภาวนา

(๑) เปลื้องปล่อยจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน

(๒) เปลื้องปล่อยจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติฌาน

(๓) จากปีติด้วยตติยฌาน

(๔) จากสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน

 

การพัฒนาจิตด้วยญาณทัสสนปฏิสังยุตตาในภูมิแห่งวิปัสสนาภาวนา

(๕) หรือเข้าฌานทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นออกแล้ว ย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไป

(๖) ย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตด้วยฌานโดยความเสื่อมไป

(๗) เปลื้องปล่อยจิตจากนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๘) เปลื้องปล่อยจิตจากสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๙) เปลื้องปล่อยจิตจากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๐) เปลื้องปล่อยจิตจากความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๑) เปลื้องปล่อยจิตจากราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๒) เปลื้องปล่อยจิตจากสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๓) เปลื้องปล่อยจิตจากความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา

(๑๔) ย่อมหายใจเข้า และย่อมหายใจออก

 

แต่อย่างไรก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาถึงในภาวะที่ถูกต้องที่จิตมีอารมณ์เดียวในขณะแห่งความสามารถกำหนดลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว จิตย่อมโน้มน้าวให้พิจารณาธรรมทั้งหลายแห่งองค์เกื้อกูลการตรัสรู้ และอริยมรรค ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ซึ่งหมายถึง “ธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา” นั่นคือ การตั้งอยู่ในธรรมด้วย การประกอบด้วยธรรมนั้น ด้วยมีใจไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า “อนุตฺติณฺเณน มนสา” คือ ไม่เป็นผู้หวั่นไหวถึงความฟุ้งซ่าน “วิกมฺปมานสฺส” หมายถึง “ผู้ฟุ้งซ่าน” โดยการกำหนดรู้ การทำความรู้จัก การทำความเข้าใจโดยครบถ้วน ได้แก่

(๑) “อภิชานาติ เอกํ ธมฺมํ” การกำหนดรู้ยิ่งซึ่งกุศลธรรมแห่งญาตปริญญาด้วยรู้อริยมรรค

(๒) “ปริชานาติ เอกํ ธมฺมํ” การกำหนดพิจารณารู้ยิ่งซึ่งทุกขสัจธรรมแห่งตีรณปริญญา

(๓) “ปชหติ เอกํ ธมฺมํ” การกำหนดรู้ยิ่งซึ่งการละธรรมแห่งปหานปริญญา คือ อกุศลธรรมทั้งหมด

(๔) “สจฺฉิกโรติ เอกํ ธมฺมํ”  กระทำธรรมภาวนาธรรม คือ อรหัตผลธรรมแห่งนิโรธ ให้ชัดเจนประจักษ์ใน “สมฺมา วิมุตตึ ผุสติ” ถูกต้องโดยวิโมกข์แห่งสัมมาวิมุตติ คือ “อรหัตผลวิมุตติ” ด้วยสัมพันธ์กับความถูกต้องด้วย “ญาณโดยชอบ–สัมมาญาณ” ซึ่งหมายถึง ปัญญารู้ชัด โดยเหตุ โดยนัย โดยการณะ

 

โดยมีจุดประสงค์หลักแล้ว ก็เพื่อหลีกเลี่ยง ภาวะแห่งไม่ตั้งอยู่ในเหตุหรือในสิ่งที่ไม่ใช่เหตุ “ฐานฏฺฐาเน น สณฺฐาติ” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมย่อมอยู่ในฐานะแห่งมิจฉาทิฏฐิ อันเป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางสายกลางแห่งปัญญาโดย “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งเป็นความวิบัติความผิดพลาดแห่งทิฏฐิ “ทิฏฐุปาทาน” [ความยึดมั่นแห่งอุปาทาน] หมายถึง ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี ได้แก่ ความเห็น ลัทธิ หรือหลักคำสอนต่างๆ โดยยอมให้ความนึกคิดเหล่านั้นเป็นใหญ่เหนือเหตุผลที่ประกอบด้วยปัญญาแห่งโยนิโสมนสิการ เพื่อไม่เสื่อมอยู่ในฐานะบุคคล ๔ ประเภท ต่อไปนี้

 

(๑) “สัสสตวาทีบุคคล” ผู้ถือลัทธิว่ายั่งยืนใน “สัสสตทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

(๒) “อุจเฉทวาทีบุคคล” ผู้ถือลัทธิว่าขาดสูญใน “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป  

(๓) “ปุคคลวาทีบุคคล” ผู้ถือลัทธิว่ามีบุคคลใน “อัตตวาทุปาทาน” (ข้อ ๔ ในอุปาทาน ๔ = ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง) คือ ความยึดมั่นในวาทะว่าตัวตน คือ ความถือหรือสำคัญหมายอยู่ในภายในว่า มีตัวตน ที่จะได้ จะเป็น จะมี จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทำลาย หรือเป็นเจ้าของ เป็นนายบังคับบัญชาสิ่งต่างๆ ได้ ไม่มองเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวง อันรวมทั้งตัวตนว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ประชุมประกอบกันเข้า เป็นไปตามเหตุปัจจัยทั้งหลายที่มาสัมพันธ์กันล้วนๆ

(๔) “สุญญตวาทีบุคคล” ผู้ถือลัทธิว่าสูญในแนวคิดที่ว่า (๑) “อกิริยทิฏฐิ” ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล (๒) “อเหตุกทิฏฐิ” ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย (๓) “นัตถิกทิฏฐิ” (ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้ กล่าวโดยย่อ คือ ความคิดที่ประกอบด้วย “อวิชชา” ความไม่รู้จริงในอริยสัจจ์ ๔ ญาณ ๓ แห่งกาลทั้ง ๓ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และความหลงใหลขาดสติ “สัมโมหะ”

 

ฉะนั้น องค์ความรู้ในธรรมทั้งหลายที่มาประชุมกันให้เกิดประโยชน์แห่งการเจริญภาวนาธรรมเพื่อความตรัสรู้และอริยมรรคโดยนัยแห่ง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ด้วยธรรม ๗ ประการ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘” ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ การหายใจเข้าออกจึงไม่เกิดความสูญเปล่าในการเจริญอานาปานสติ เพราะมีกระบวนการคิดที่ถูกต้องด้วยกุสโลบายที่แยกคายโดย “โยนิโสมนสิการ” [Genetic Reflection] ในการพิจารณาธรรมทั้งหลายที่มาสัมปยุตต์ประชุมรวมกันดังเช่นจิตสหรคตด้วยสมาธิมีอารมณ์เดียว เป็นสภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป พร้อมๆ กัน ที่เรียกว่า “สหวุตติ” คือมีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว [เอกุปปาทะ] ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว [เอกนิโรธะ] และมีมหาภูตรูป –ลมหายใจเข้าออกโดยอัสสาสะปัสสาสะแห่งอานาปานสติภาวนา–กองลม–กายสังขาร [รูปกาย–รูปขันธ์] และมี “จิตตสังขารกับธรรมกาย” ทั้งหลายแห่ง “นามขันธ์” [จิตและเจตสิก = นามกาย] เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว [เอกนิสสยะ] ฉะนั้น ให้พิจารณาถึง “ลักษณะการเกิดสมาธิในอานาปานสติ” ต่อไปนี้ว่า มีขั้นตอนกระบวนการคิดเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งเป็นการประยุกต์ดัดแปลงประโยชน์จากการเจริญสมาธิที่ปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมี ๑๖ วัตถุฐาน นั่นคือ “การต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ –นวัตกรรมทางปัญญา–นวัตกรรมทางความคิด” ที่ทำให้เห็นธรรมทั้งหลาย ดังนี้

 

[๓๙๖] บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว ดังนี้

(๑) ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

(๒) ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

(๓) ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุม รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

(๔) ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

(๕) ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมกัน รู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 110 -116 FILE 69)

 

ข้อพึงพิจารณาในการเจริญสมถสมาธิหรือสมาธิภาวนานั้น บรรดาธรรมทั้งหลายใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ย่อมกลายเป็น “สัมปยุตตธรรม” ที่เกิดขึ้นพร้อมด้วย “สมาธิ” และ “ปัญญา” นั่นคือ “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ชื่อว่า “เอกุปปาทะ” ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว ชื่อว่า “เอกนิโรธะ” และมีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียวแห่งรูปขันธ์ มีจิตเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียวแห่งนามขันธ์ ชื่อว่า “เอกนิสสยะ” อันหมายถึง “สังขาร–สังขารธรรม” หรือ “สังขตะ–สังขตธรรม” ซึงมีนัยตามนิยามใน “สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งสังขตธรรม คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่

(๑) ความเกิดขึ้น ปรากฏ

(๒) ความดับสลาย ปรากฏ

(๓) เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ

 

อีกนัยหนึ่ง เป็นการเกิดปัญญาวิปัสสนาที่เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เป็นปัญญาญาณที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนาในข้อความหลุดพ้นด้วยเห็น “ลักษณะสามัญ” คือ “อนิจจัง–อนิจจตา ๑ ทุกขัง–ทุกขตา ๑ อนัตตา–อนัตตตา ๑” ที่เรียกว่า “วิโมกข์ ๓–สมาธิ ๓” ได้แก่

(๑) “สุญญตวิโมกข์” ที่ปฏิสังยุตใน สุญญตสมาธิ โดย อนัตตานุปัสสนา เพื่อถอน อัตตาภินิเวส

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” ที่ปฏิสังยุตใน อนิมิตตสมาธิ โดย อนิจจานุปัสสนา เพื่อถอน วิปัลลาสนิมิต

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” ที่ปฏิสังยุตใน อัปปณิหิตสมาธิ โดย ทุกขานุปัสสนา เพื่อถอน ตัณหาปณิธิ

 

ฉะนั้น “ปัญญาวิปัสสนาที่เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” ดังกล่าวนี้ ทำให้ลงความเห็นข้อสรุปเป็น “ทฤษฎี” ที่เรียกว่า “ธรรมนิยาม ๓” หมายถึง กำหนดแห่งธรรมดา ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา อันเป็น “กฎธรรมชาติ” ที่รวมถึง ธรรมฐิติญาณยถาภูตญาณสัมมาทัสสนะ ๑ ซึ่งเกิดจากการเจริญ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่

ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ตามแนวคิดใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” รวมทั้งธรรมทั้ง ๘ ใน “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุเดียวกันกับ “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยการ–ตถตา”] ได้แก่ กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมของสัตว์ อัทธา ๓–กาล ๓ สังเขป ๔–สังคหะ ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐ มูล ๒ ซึ่งจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ โดย “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณที่กำหนดพิจารณาหลักความจริงแห่ง “นามรูป” หรือ “สภาวธรรม” ทั้งหลาย คือ “ขันธ์ ๕” ตามแนวไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “ธรรมนิยาม ๓” ดังนี้

(๑) สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา  “สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง”  

(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา  “สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์”  

(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา  “ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน”  

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงรายละเอียด “ผลการวิเคราะห์แห่งจิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าลมหายใจออกยาว” ดังนี้

 

บทขยายความ

 

[๓๙๖] คำว่า “ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง” ความว่า บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร นั่นคือ บุคคลย่อมยังสัทธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความน้อมใจเชื่อ ยังวิริยินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสตินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสมาธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังปัญญินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเห็น บุคคลนี้ยังอินทรีย์เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง

 

คำว่า “รู้จักโคจร” ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งบุคคลนั้นว่าเป็นโคจรแห่งบุคคลนั้น รู้จักโคจรแห่งบุคคลนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งบุคคลนั้น บุคคล ความรู้ ปัญญา [คำว่า “โคจร” คือ การดำเนินไปในวิถีแห่งการปฏิบัติ ต้องมีสติสัมปชัญญะที่จะให้รู้จักหลีกเว้นธรรมที่ไม่เหมาะไม่เอื้อ และเสพธรรมอันเอื้อเกื้อกูล]

 

คำว่า “สงบ” ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ

 

คำว่า “ประโยชน์” ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์

 

คำว่า “แทงตลอด” ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอดความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์

 

 [๓๙๗] คำว่า “ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง” ความว่า ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลงอย่างไร นั่นคือ บุคคลย่อมยังสัทธาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ยังวิริยพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ยังสมาธิพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ยังปัญญาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา บุคคลนี้ย่อมยังพละเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง

 

คำว่า “รู้จักโคจร” และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์

 

 [๓๙๘] คำว่า “ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุม” ความว่า บุคคลย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงได้อย่างไร นั่นคือ บุคคลย่อมยังสติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเลือกเฟ้น ยังวิริยสัมโพขฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังปีติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความแผ่ซ่านไป ยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความสงบ ยังสมาธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความวางเฉย บุคคลนี้ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงในอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง

 

คำว่า “รู้โคจร” และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์

 

 [๓๙๙] คำว่า “ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง” ความว่า บุคคลย่อมยังมรรคให้ประชุมลงอย่างไร นั่นคือ บุคคลย่อมยังสัมมาทิฏฐิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังสัมมาสังกัปปะให้ประชุมลงด้วยความยกขึ้นสู่อารมณ์ ยังสัมมาวาจาให้ประชุมลงด้วยความกำหนดยังสัมมากันมันตะให้ประชุมลงด้วยความที่เกิดขึ้นดี ยังสัมมาอาชีวะให้ประชุมลงด้วยความผ่องแผ้ว ยังสัมมาวายามะให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสัมมาสติให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมาสมาธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน บุคคลนี้ย่อมยังมรรคนี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง

 

คำว่า “รู้จักโคจร” และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์

 

 [๔๐๐] คำว่า “ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง” ความว่า บุคคลย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง อย่างไร นั่นคือ บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังพละทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว ยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมเครื่องนำออก ยังมรรคให้ประชุมลงด้วยความเป็นเหตุ ยังสติปัฏฐานให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมัปปธานให้ประชุมลงด้วยความเริ่มตั้ง ยังอิทธิบาทให้ประชุมลงด้วยความให้สำเร็จ ยังสัจจะให้ประชุมลงด้วยความถ่องแท้ ยังสมถะให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความพิจารณาเห็น ยังสมถะและวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความมีกิจเป็นอันเดียวกัน ยังธรรมเป็นคู่กันให้ประชุมลงด้วยความไม่ล่วงเกินกัน ยังสีลวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความสำรวม ยังจิตวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังทิฏฐิวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังวิโมกข์ให้ประชุมลงด้วยควานหลุดพ้น ยังวิชชาให้ประชุมลงด้วยความแทงตลอด ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความสละรอบ ยังญาณในความสิ้นไปให้ประชุมลงด้วยความตัดขาด ยังญาณในความไม่เกิดขึ้นให้ประชุมลงด้วยความเห็นเฉพาะ ยังฉันทะให้ประชุมลงด้วยความเป็นมูลเหตุ ยังมนสิการให้ประชุมลงด้วยความเป็นสมุฏฐาน ยังผัสสะให้ประชุมลงด้วยความประสบ ยังเวทนาให้ประชุมลงด้วยความรู้สึก ยังสมาธิให้ประชุมลงด้วยความเป็นประธาน ยังสติให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังสติสัมปชัญญะให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมที่ยิ่งกว่านั้น ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความเป็นสาระ ยังนิพพานอันหยั่งลงในอมตะให้ประชุมลงด้วยความเป็นที่สุด บุคคลนี้ย่อมยังธรรมเหล่านั้นให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง

 

คำว่า “รู้จักโคจร” ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจรแห่งธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้นบุคคล ความรู้ ปัญญา

 

คำว่า “สงบ” ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ

 

คำว่า “ประโยชน์” ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์

 

คำว่า “แทงตลอด” ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอดความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่า “การเจริญอานาปานสติสมาธิ” นั้น เป็นกระบวนการคิดในการพัฒนาจิตใจให้ปลอดจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ ซึ่งเริ่มต้นที่ร่างกายแห่งรูปธรรมในส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดกับจิต คือ “ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก” ที่เรียกว่า “กายสังขาร” [รูปขันธ์] ต่อจากนั้นก็เป็นใช้จิตตามพิจารณาจิตในส่วนที่เป็น “จิตตสังขาร” คือ “จิตกับเจตสิก” [นามขันธ์] จึงถึง “ปัญญาขันธ์” คือ ธรรมทั้งหลายที่มาสัมปยุตต์รวมกัน อันเกี่ยวข้องกับ “อุปาทานขันธ์ ๕” [นามรูป] โดยแยกการพิจารณาตามหลักสติปัฏฐานทั้ง ๔ ประการ ได้แก่ “กาย–เวทนา–จิต–ธรรม” อนึ่ง ในกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นนั้น คือ การเจริญอนุวิปัสสนา ๗ “อนุปัสสติ” ซึ่งประกอบด้วยวิธิความหลุดพ้นด้วย (๑) ฌานวิโมกข์ (๒) สัญญาวิโมกข์ และ (๓) ญาณวิโมกข์ นอกจากนี้ “อนุปัสสนาญาณ ๗” ยังทำให้เกิด “ภาวนามยปัญญา” ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะมองข้ามผลานิสงส์แห่งการเจริญภาวนานี้ไปไม่ได้ มิฉะนั้น ก็เข้าทำนองว่าการบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นเรื่องไร้ทิศทางหาประโยชน์ไม่ได้ แต่การเจริญภาวนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญญาโดยตรง ที่ทำให้เกิด “วิชชา” ความรู้แจ้งรู้ชัดตามที่เป็นจริง และ “จรณะ” ความประพฤติที่งดงามด้วยศีลวัตร นั่นเอง.

 

สรุปขั้นตอนในการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ที่ทำให้เกิดสมาธิ

 

(๑) พิจารณาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว

ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว

ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น

ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น

ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก

 

 (๒) พิจารณาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตสังขารหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก

 

 (๓) พิจารณาในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก

ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก

 

 (๔) พิจารณาในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

 

พุทธพจน์

“สติเป็นเครื่องกั้นกระแสในโลก เรากล่าวสติว่า

เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย กระแสเหล่านั้น

ย่อมปิดได้ด้วยปัญญา”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Visitor Number:
4957719