๓๗.  ปัญญาญาณแห่งสมาธิในอานาปานสติ

         Meditative Insight Knowledge in the Mindfulness of In–and–Out Breathings

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1547

 ความสำคัญของบทความ

 

การเจริญมหาสติปัฏฐานเพื่อพัฒนาสติและสัมปชัญญะนั้น เป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่งแห่งการปฏิบัติธรรมแห่งอริยมรรค เพื่อเป็นผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน [อนุตฺติณฺเณน มนสา] ไม่ใช่ผู้หวั่นไหวถึงความฟุ้งซ่าน “วิกมฺปมานสฺส” คำว่า “ใจ” หมายถึง จิตตามสภาพแห่งวิถีที่ขุ่นมัวด้วย “นิวรณ์แห่งอุปกิเลส” นั่นคือ กามฉันทะ–พยาบาท– ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ฉะนั้น “การเจริญภาวนากรรมฐาน” ด้วยการพิจารณา “จิตตามวิถี” ด้วยจิตที่เป็น “สติในอนุปัสสติญาณ” [อนุปัสสนาญาณ] ที่ต้องทำอยู่เนืองๆ จึงเป็นข้อประพฤติให้ถึง “สมถะในจตุตถฌาน” [สมถํ] เพื่อให้จิตได้ชื่อว่า “บริสุทธิ์–วิสุทฺธํ” คือ จิตอันบริสุทธิ์แล้ว เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย คือ นิวรณ์ ๕–วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข กล่าวคือ “ปราศจากอุปกิเลส–ไม่มีอุปกิเลส” คือ มีสภาพไม่ขุ่นมัว [วิปฺปสนฺเนน] โดยมีความถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “มัคคสมังคี” มีสมาธิที่เป็น “มรรคสมาธิ” ที่มีสามารถแห่งปัญญาญาณที่จะบรรลุถึง “อริยผล” มีสมาธิที่เป็น “ผลสมาธิ” อันเป็น “ธรรมแห่งโลกุตตรปัญญา” ที่เรียกว่า “ธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา” เพราะตั้งอยู่ในธรรมด้วย ประกอบด้วยธรรมนั้นด้วย นั่นคือ ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิอันยอดเยี่ยมไม่มีระหว่างคั่น เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” คือ มีความเป็นมรรคเป็นผลต่อเนื่องกันในแต่ละขั้น อย่างไรก็ตาม ผู้มีปัญญาวิปัสสนาในกระบวนการคิดที่ถูกวิธีแห่งโยนิโสมนสิการ ย่อมมีความแยบคายคมชัดด้วยอุบายอันเป็น “เชาวน์–ปัญญา–ไหวพริบ–ปฏิภาณ” เป็นผู้แยกแยะวิจัยธรรมด้วยความอิ่มเอิบในธรรม [ธมฺมปีติ] ที่วางพื้นฐานกระบวนการคิดโดยเริ่มจาก “สติ” กับ “สัมปชัญญะ–ปัญญารู้แจ้ง” นั่นคือ “สติปัฏฐาน ๔” ที่เจริญสมาธิใน “อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ที่ทำให้เกิด “ญาณ ๒๐๐” ที่ประกอบด้วย “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–อริยมรรคมีองค์ ๘–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–มรรค ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วย “โพทธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ธรรมทั้งหลายที่มาประชุมรวมกันนี้ เป็นเพราะอำนาจแห่งสมาธิที่เกิดขึ้นด้วย “ฌานสมาบัติ” และญาณใน “วิปัสสนาปัญญา–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ  ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย–อริยสัจจ์ ๔ ที่เป็นกำลังในวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” ใน “ข้อที่หลุดพ้นแห่งสามัญลักษณะ” ได้แก่ (๑) “อนัตตานุปัสสนา–สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น (๒) “อนิจจานุปัสสนา–อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต (๓) “ทุกขานุปัสสนา–อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ที่สัมปยุตต์กับปัญญาญาณในวิปัสสนาอื่นๆ.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

 

บทความที่ ๓๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาญาณแห่งสมาธิในอานาปานสติ

 

ในความหมายของคำว่า “วิปัสสนาปัญญา” นั้น หมายถึง กระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนากรรมฐานที่ประกอบด้วย “ภาวนา ๒” ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” คือ ปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะเจริญสมาธิภาวนา ที่นับตั้งแต่ “สติปัฏฐาน ๔” เป็นต้นไป ซึ่งหมายถึง การเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ที่อยู่ในหัวข้อ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” รวมทั้งฐานสติในวัตถุที่เหลือใน เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนา คำว่า “สติ” หมายถึง ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” อันหมายถึง ญาณต่างๆ ที่จัดเป็นปัญญาในภูมิแห่งวิปัสสนา คือ การพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ จนเข้าถึงโลกุตตรญาณ คือ “มรรคญาณ–มัคคญาณ–มรรค ๔” เพราะฉะนั้น คำว่า “วิปัสสนาปัญญา” [สัมปชัญญะ = ความรู้ชัด รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง] จึงมีนัยถึง ขั้นตอนการพิจารณาสภาวธรรมทุกอย่าง ที่ประกอบด้วยการเจริญฌานสมาบัติ [อานาปานสติ] เพื่อให้จิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์] และการเจริญวิปัสสนาภาวนาด้วย “มนสิการกรรมฐาน” ที่หมายถึง “ลมหายใจเข้า–ลมหายใจออก” [ปัสสาสะ–อัสสาสะ] โดยจิตเป็น “สติเป็นอนุปัสสนาญาณ” [อนุปัสสติ–อนุปสฺสติ] นั่นคือ “อนุปัสสนา ๗” และรวมทั้ง “มหาวิปัสสนา ๑๘” ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง “สภาวธรรม” อันเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานโดยฌานสมาบัติ [อารัมมณูปนิชฌาน] และเป็นลักษณะแห่งกรรมฐานโดยไตรลักษณ์ [ลักขณูปนิชฌาน] หมายถึง “ลมแห่งปัสสาสะ” กับ “ลมแห่งอัสสาสะ” ซึ่งเป็นฝ่ายรูปขันธ์ [รูป] เพราะฉะนั้น สมาธิในที่นี้ คือ “อานาปานสติสมาธิ” ซึ่งอำนาจแห่งสมาธิโดยเจโตวิมุตติย่อมทำให้เกิด “ญาณ ๒๐๐” นั่นคือ เจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ อันกลายเป็นอำนาจแห่งปัญญาโดยปัญญาวิมุตติ จำนวน ๑๐ กลุ่ม ดังนี้

(๑) ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และ ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘

(๒) ญาณในอุปกิเลส ๑๘

(๓) ญาณในโวทาน ๑๓

(๔) ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒

(๕) ญาณด้วยสามารถสมาธิ ๒๔

(๖) ญาณด้วยสามารถวิปัสสนา ๗๒

(๗) นิพพิทาญาณ ๘

(๘) นิพพิทานุโลมญาณ ๘

(๙) นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘

(๑๐) ญาณในวิมุตติสุข ๒๑  

 

 

. “ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และ ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘” หมายถึง ญาณอันเป็นไป เพราะทำอันตรายให้เป็นอารมณ์ หรือญาณในธรรมเป็นอุปการะ [อุปการํ เป็นนปุงสกลิงค์ เพราะไม่เพ่งเป็นอย่างอื่นโดยนัยเหมือนกัน] ในอุปกิเลส เรียกว่า “ปริปนฺเถ ญาณานิ” [ปริปนฺโถ] คือ ญาณในธรรมเป็นอันตราย ที่เป็นอุปกิเลส ๘ อย่าง [อฏฺฐ ปริปนฺเถ ญาณานิ] นั่นเอง โดยมีอรรถว่า ญาณในธรรมเป็นอันตราย และญาณในธรรมเป็นอุปการะเป็นคู่ ตรงกันข้ามและเป็นข้าศึกกัน คำว่า “อุปการะ” [อุปการํ] เป็นลิงควิปลาส [โดยนัยตรงข้าม] ซึ่งคำทั้ง ๒ นี้ “ปริปนฺโถ” และ “อุปการํ” เป็นเอกวจนะ เพราะฉะนั้น จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ย่อมดำรงอยู่ในความเป็นธรรมอย่างเดียวโดย ๔ ฐานะ ได้แก่ (๑) ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน (๒) ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิต (๓) ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม (๔) ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธ ย่อมเป็นจิตที่มีปฏิปทาวิสุทธิผ่องใส เจริญงอกงามด้วยอุเบกขา และ ถึงความร่าเริงด้วยญาณ และนั่นคือ ย่อมหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้ ดังนี้

 

(๑) กามฉันทะเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๒) เนกขัมมะเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๓) พยาบาทเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๔) ความไม่พยาบาทเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๕) ถิ่นมิทธะเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๖) อาโลกสัญญาเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๗) อุทธัจจะเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๘) ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๙) วิจิกิจฉาเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๐) ความกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๑๑) อวิชชาเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๒) ญาณเป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๑๓) อรติเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๔) ความปราโมทย์เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๑๕) อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๖) กุศลธรรมทั้งปวงเป็นอุปการะแก่สมาธิ

 

 

. “ญาณในอุปกิเลส ๑๘” หมายถึง ปัญญาที่สหรคตในสภาวะที่จิตเศร้าหมองขุ่นมัวสหรคตด้วยจิตตอุปกิเลส นั่นคือ ในขณะที่ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะ ย่อมเกิดอุปกิเลสหรือจิตตอุปกิเลสทั้ง ๑๘ อย่าง ขึ้นได้ นั่นคือ กำหนดสติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งลมหายใจเข้าออก ได้แก่ (๑) ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งฌาน (๒) ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งฌาน และ (๓) ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งฌาน กล่าวโดยสรุป คือ ไม่สำรวมอินทรีย์และสำรวมสติสัมปชัญญะให้ถึงที่สุด ดังนี้

 

(๑) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๒) เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายนอก ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๓) ความพอใจคือความปรารถนาลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๔) ความพอใจคือความปรารถนาลมหายใจออก การเที่ยวไปด้วยตัณหา ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๕) ความหลงในการได้ลมหายใจออก แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจเข้าเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๖) ความหลงในการได้ลมหายใจเข้า แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๗) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๘) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๙) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิตจิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๐) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๑) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๒) เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๓) จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๔) จิตที่ปรารถนา อนาคตารมณ์ ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๕) จิตที่หดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๖) จิตที่ถือจัด ตกไปข้าฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๗) จิตที่น้อมเกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๑๘) จิตที่ไม่น้อม ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ

 

กล่าวโดยสรุปญาณในอุปกิเลส ๑๘

 

(๑) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายใน

(๒) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายนอก

(๓) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจเข้าเพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา

(๔) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจออก เพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา

(๕) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารถนา หวั่นไหวและดิ้นรนเพราะความที่พระโยคาวจรผู้ถูกลมหายใจเข้า ครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจออก

(๖) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจรถูกลมหายใจออกครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจเข้า

(๗) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า

(๘) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต

(๙) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก

(๑๐) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรนเพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต

(๑๑) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระ-โยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก

(๑๒) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า

(๑๓) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายความฟุ้งซ่าน

(๑๔) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหวังถึงอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง

(๑๕) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน

(๑๖) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะถือตัว ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ

(๑๗) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด

(๑๘) เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก — กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท

 

ผู้ใดไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญอานาปานสติ กายและ

จิตของผู้นั้นย่อมหวั่นไหว ดิ้นรน ผู้ใดบำเพ็ญ เจริญ

อานาปานสติดี กายและจิตของผู้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหว

ไม่ดิ้นรน ฉะนี้แล.

 

ก็และเมื่อพระโยคาวจร ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะย่อมมีได้ อุปกิเลส ๑๘ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้

 

 

. “ญาณในโวทาน ๑๓” [โวทาเน ญาณานิ] หมายถึง ญาณในโวทาน คือ สภาวะที่จิตผ่องแผ้วบริสุทธิ์ด้วยญาณนั้น เพราะมีสติสัมปชัญญะทำ ญาณของผู้มีสติ [สโตการี] ทำนั้น จึงเรียกว่า “โวทาเน ญาณานิ” ดังนี้

 

(๑) จิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน พระโยคาวจรเว้นจิตนั้นเสีย ย่อมตั้งมั่นจิตนั้นไว้ในฐานะหนึ่ง จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๒) จิตจำนงหวังอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่ง พระโยคาวจรเว้นจิตนั้นเสีย น้อมจิตนั้นไปในฐานะนั้นแล จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๓) จิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายความเกียจคร้าน พระโยคาวจรประคองจิตนั้นไว้แล้ว ละความเกียจคร้าน จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๔) จิตถือจัด ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ พระโยคาวจรข่มจิตนั้นเสียแล้วละอุทธัจจะ จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๕) จิตรู้เกินไปตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด พระโยคาวจรผู้รู้ทันจิตนั้น ละความกำหนัดเสียจิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๖) จิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายความพยาบาท พระโยคาวจรเป็นผู้รู้ทันจิตนั้น ละความพยาบาทเสีย จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้

(๗) ความเป็นธรรมอย่างเดียวของจิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ อย่างนั้น ในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน

(๘) ความเป็นธรรมอย่างเดียวของจิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ อย่างนั้น ในความปรากฏแห่งสมถนิมิต

(๙) ความเป็นธรรมอย่างเดียวของจิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ อย่างนั้น ในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม

(๑๐) ความเป็นธรรมอย่างเดียวของจิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ อย่างนั้น ในความปรากฏแห่งนิโรธ

(๑๑) ความหมดจดวิสุทธิผ่องใสด้วยปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งฌาน

(๑๒) ความพอกพูนเจริญงอกงามด้วยอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งฌาน

(๑๓) ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งฌาน

 

 

. “ญาณในความทำสติ ๓๒” หมายถึง ปัญญาที่เกิดขึ้นด้วยสามารถในการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๓๒ คือ กำหนดสติตามพิจารณาลักษณะกองลมหรือกายสังขารใน (๑) ลมหายใจแห่งอัสสาสะมีวัตถุ ๑๖ และ (๒) ลมหายใจแห่งปัสสาสะมีวัตถุ ๑๖ นั่นคือ ประกอบด้วยจตุกะ ๔ มีกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนา ดังนี้

 

(๑) พิจารณาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว

(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น  

(๓) เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่า หายใจออกยาว  

(๔) เมื่อหายใจ ออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น  

(๕) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า  

(๖) ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๗) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า  

(๘) ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

 

(๒) พิจารณาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๙) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า  

(๑๐) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๑๑) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า  

(๑๒) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๑๓) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๔) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก

(๑๕) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจเข้า

(๑๖) ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก

 

(๓) พิจารณาในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๑๗) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า  

(๑๘) ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๙) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจเข้า

(๒๐) ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์หายใจออก

(๒๑) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า  

(๒๒) ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก

(๒๓) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า  

(๒๔) ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก

 

(๔) พิจารณาในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๒๕) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า  

(๒๖) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๒๗) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า  

(๒๘) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๒๙) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า  

(๓๐) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๓๑) ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า

(๓๒) ย่อมศึกษาว่า ก็พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก

 

 

. “ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔” หมายถึง สมาธิ ๒๔ ในวัตถุ ๑๒ นั่นคือ สมาธิละสอง ได้แก่ สมาธิหนึ่งด้วยสามารถลมอัสสาสะ สมาธิหนึ่งด้วยสามารถลมปัสสาสะ ในวัตถุละหนึ่งๆ แห่งวัตถุ ๑๒ ด้วยสามารถจตุกะ ๓ มีกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ญาณสัมปยุตด้วยสมาธิเหล่านี้ เกิดขึ้นในขณะฌานด้วยอำนาจแห่งสมาธิ ๒๔ กล่าวโดยสรุป คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถในการเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๒๔ แห่งธรรม ๓ คือ กายสังขาร ๑ เวทนา ๑ จิตตสังขาร ๑ จนเกิดเป็นสมาธิ ดังนี้

 

(๑) พิจารณาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ

(๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว เป็นสมาธิ

(๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น เป็นสมาธิ

(๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น เป็นสมาธิ

(๕) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๖) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก เป็นสมาธิ

(๗) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๘) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก เป็นสมาธิ

 

(๒) พิจารณาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๙) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๑๐) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก เป็นสมาธิ

(๑๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๑๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก เป็นสมาธิ

(๑๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๑๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก เป็นสมาธิ

(๑๕) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตสังขารหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๑๖) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก เป็นสมาธิ

 

(๓) พิจารณาในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

(๑๗) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๑๘) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก เป็นสมาธิ

(๑๙) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๒๐) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก เป็นสมาธิ

(๒๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า เป็นสมาธิ

(๒๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออกเป็นสมาธิ

(๒๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้าเป็นสมาธิ

(๒๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออกเป็นสมาธิ

 

ทั้งหมดนั้น คือ ญาณด้วยสามารถของสมาธิ ๒๔ เหล่านี้

 

 

. “ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒” หมายถึง พิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยงในขณะวิปัสสนาด้วยจิตตั้งมั่น เพราะได้ฌาน เพราะเหตุลมหายใจเข้ายาว [ทีฆํ อสฺสาสา] ชื่อว่า “วิปสฺสนา” [โดยความเป็นของไม่เที่ยง–ความเป็นทุกข์–ความเป็นอนัตตา] ซึ่งจะเกิดขึ้นในขณะเจริญอานาปานสติในวัตถุ ๑๒ คือ อนุปัสสนาอย่างละ ๖ อนุปัสสนา ๓ ด้วยสามารถแห่งลมอัสสาสะ อนุปัสสนา ๓ ด้วยสามารถแห่งลมปัสสาสะในวัตถุละหนึ่ง ๆ แห่งวัตถุ ๑๒ เหล่านั้น รวมเป็นอนุปัสสนา ๗๒ เพราะฉะนั้น อนุปัสสนา ๗๒ เหล่านั้น จึงเรียกว่า “ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสสนา ๗๒” ดังนี้

 

๑. พิจารณาในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

(๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์

(๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นอนัตตา

 

(๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นทุกข์

(๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นอนัตตา

 

(๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้าสั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้าสั้นโดยความเป็นทุกข์

(๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้าสั้น โดยความเป็นอนัตตา

 

(๑๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกสั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๑๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกสั้น โดยความเป็นทุกข์

(๑๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกสั้น โดยความเป็นอนัตตา

 

(๑๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๑๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๑๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๑๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๑๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๑๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๑๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๒๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๒๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๒๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับกายสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

๒. พิจารณาในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

(๒๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๒๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๒๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๒๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๓๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งปีติพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๓๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๓๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๓๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๓๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๓๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๓๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งสุขพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๓๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๓๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๓๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๔๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๔๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๔๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๔๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๔๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๔๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตสังขารพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๔๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๔๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๔๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้ระงับจิตตสังขารพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

๓. พิจารณาในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

(๔๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๕๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นทุกข์

(๕๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นอนัตตา

 

(๕๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๕๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจออกโดยความเป็นทุกข์

(๕๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งจิตพิจารณาลมหายใจออกโดยความเป็นอนัตตา

 

(๕๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๕๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๕๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๕๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๕๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๖๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ทำจิตให้บันเทิงพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๖๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๖๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๖๓) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๖๔) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๖๕) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๖๖) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตไว้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

(๖๗) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๖๘) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นทุกข์

(๖๙) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นอนัตตา

 

(๗๐) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง

(๗๑) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นทุกข์

(๗๒) วิปัสสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นอนัตตา

 

 

. “นิพพิทาญาณ ๘” [นิพฺพิทาญาณานิ] หมายถึง ญาณอันเป็นนิพพิทาแห่งความเบื่อหน่าย คือ รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตั้งแต่พิจารณาเป็นกองๆ ไปจนถึงพิจารณาเห็นความดับ ย่อมรู้ตามความเป็นจริงของสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นด้วยญาณจักษุนั้นดุจเห็นด้วยจักษุ ซึ่งเป็นธรรมต่างกันในการพิจารณาสังขารทั้งหลาย ได้แก่ ภยตูปัฏฐานญาณ [ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว] เป็นต้น และ มุญจิตุกัมยตาญาณ [ปรีชาคำนึงด้วยความใคร่จะพ้นไป] ดังนี้

 

(๑) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๒) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๓) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๔) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๕) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความดับลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๖) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความดับลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๗) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

(๘) ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริง

 

 

. “นิพพิทานุโลมญาณ ๘” [นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ] หมายถึง ญาณเกื้อกูลนิพพิทา [นิพพิทานุโลมี] ญาณนุโลมโดยความอนุกูลของนิพพิทาญาณ ย่อมเป็น “ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา” คือ ปัญญาในความปรากฏเป็นของน่ากลัว ซึ่งรวมถึงญาณทั้ง ๓ ได้แก่ ภยตุปัฏฐานญาณ อาทีนวานุปัสสนาญาณ และ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ดังนี้

 

(๑) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว 

(๒) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว 

(๓) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจเข้า ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว 

(๔) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจออก ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว

(๕) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความดับลมหายใจเข้า ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว 

(๖) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความดับลมหายใจออก ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว

(๗) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาสละคืนลมหายใจเข้า ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว

(๘) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจออก ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว

 

 

. “นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘” [นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ] หมายถึง ญาณในความสงบนิพพิทา คือ ความขวนขวายในการเกิดนิพพิทา เพราะนิพพิทาถึงยอดแล้ว อนึ่ง เมื่อกล่าวถึง มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ [ปรีชาคำนึงถึงด้วยพิจารณาหาทาง] สังขารอุเบกขาญาณ [ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยอยู่] แม้อนุโลมญาณและมรรคญาณ ก็รวมไว้ด้วย ย่อมหมายถึง “ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา” คือ ปัญญาพิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ ดังนี้

 

(๑) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ 

(๒) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ 

(๓) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจเข้า พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ 

(๔) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดลมหายใจออก พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่

(๕) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความดับลมหายใจเข้า พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ 

(๖) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความดับลมหายใจออก พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่

(๗) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาสละคืนลมหายใจเข้า พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่

(๘) ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจออก พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่

 

 

๑๐. “ญาณในวิมุตติสุข ๒๑” [วิมุตฺติสุเข ญาณานิ] หมายถึง ญาณสัมปยุตด้วยวิมุตติสุข คือ สุขอันเกิดจากความพ้นกิเลส สุขเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะและปวงทุกข์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “มรรค ๔” และ “สังโยชน์ ๑๐” ได้แก่

(๑) โสดาปัตติมรรค = สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย

(๒) สกทาคามิมรรค = กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ

(๓) อนาคามิมรรค = กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด  

(๔) อรหัตมรรค = รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย

 

เพราะฉะนั้น จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลาย  พร้อมด้วย “ปริยุฏฐานกิเลส” กิเลสอย่างกลาง และ “อนุสัยกิเลส”กิเลสอย่างละเอียด เป็นอันพ้นแล้วด้วย ชื่อว่า “ญาณ” คือ “รู้วิมุตติ” นั้น ชื่อว่า “ปัญญา”คือ “รู้ชัด” และ ปัญญาในการพิจารณาเห็นหรือปรีชาหยั่งรู้อุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว จึงเป็น “วิมุตติญาณ” ดังรายละเอียดแห่งอริมรรคต่อไปนี้

 

(๑) โสดาปัตติมรรค

เมื่อบุคคลนั้นเป็น โสดาบันบุคคล มีจิตสงัด ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๕ เหล่านี้ คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น

 

(๑) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละเพราะตัดขาดซึ่ง สักกายทิฏฐิสังโยชน์ ด้วยโสดาปัตติมรรค

(๒) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง วิจิกิจฉาสังโยชน์ ด้วยโสดาปัตติมรรค

(๓) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง สีลัพพตปรามาสสังโยชน์ ด้วยโสดาปัตติมรรค

(๔) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ทิฏฐานุสัย ด้วยโสดาปัตติมรรค

(๕) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง วิจิกิจฉานุสัย ด้วยโสดาปัตติมรรค

 

(๒) สกทาคามิมรรค

เมื่อบุคคลนั้นเป็น สกทาคามีบุคคล มีจิตสงัด ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ เหล่านี้ คือ กามราคสังโยชน์ ๑ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ ๑ กามราคานุสัย ๑ ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ ๑ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น [รวมทั้ง ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง]

 

(๖) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง กามราคสังโยชน์อย่างหยาบ ด้วยสกทาคามิมรรค

(๗) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ ด้วยสกทาคามิมรรค

(๘) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง กามราคานุสัยอย่างหยาบ  ด้วยสกทาคามิมรรค

(๙) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ ด้วยสกทาคามิมรรค

 

(๓) อนาคามิมรรค

เมื่อบุคคลนั้นเป็น อนาคามีบุคคล มีจิตสงัด ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๔ เหล่านี้ คือกามราคสังโยชน์ ๑ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด ๑ กามราคานุสัย ๑ ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ๑ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น

 

 (๑๐) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง กามราคสังโยชน์อย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค

(๑๑) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค

(๑๒) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง กามราคานุสัยอย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค

(๑๓) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค

 

(๔) อรหัตมรรค

เมื่อบุคคลนั้นเป็น อรหันตบุคคล มีจิตสงัด ย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๘ เหล่านี้ คือ รูปราคสังโยชน์ ๑ อรูปราคสังโยชน์ ๑ มานสังโยชน์ ๑ อุทธัจจสังโยชน์ ๑ อวิชชาสังโยชน์ ๑ มานานุสัย ๑ ภวราคานุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑ กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก [รวมทั้งโมหะ]

 

(๑๔) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง รูปราคะ  ด้วยอรหัตมรรค

(๑๕) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง อรูปราคะ ด้วยอรหัตมรรค

(๑๖) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง มานะ ด้วยอรหัตมรรค

(๑๗) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง อุทธัจจะ ด้วยอรหัตมรรค

(๑๘) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง อวิชชา ด้วยอรหัตมรรค

(๑๙) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง มานานุสัย ด้วยอรหัตมรรค

(๒๐) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง ภวราคานุสัย ด้วยอรหัตมรรค

(๒๑) ญาณในวิมุตติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่ง อวิชชานุสัย ด้วยอรหัตมรรค

 

กล่าวโดยสรุป ญาณในวิมุตติสุข ๒๑ เหล่านี้ เมื่อบุคคลเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ เหล่านี้ อันสัมปยุตด้วยสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น

 

------------------------------------

 

“อริยมรรค ๔–มัคคญาณ ๔” (ข้อ ๑๕ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖ = มรรค ๔) หมายถึง ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล ญาณที่ทำให้ละ “สังโยชน์ ๑๐” ได้ขาดโดยตรงด้วยอธิปัญญาแห่งวิปัสสนาภูมิ ประกอบด้วยอำนาจแห่งฌานสมาธิ [จตุตถฌาน] ที่กำหนดบุคคลผู้ปฏิบัติอริยมรรคเป็นอริยะ ดังรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไปนี้

(๑)   “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส”

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น  กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง

(๓)  “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ”

(๔)  “อรหัตตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง [สพฺพสํโยชนกฺขโย] คือ บรรลุพระนิพพานแล้ว ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา”

 

“สังโยชน์ ๑๐” [สญฺโญชนานิ] หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ  

(๑) “สักกายทิฏฐิ” ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น  

(๒) “วิจิกิจฉา” ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ  

(๓) “สีลัพพตปรามาส” ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร

(๔) “กามราคะ” ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ  

(๕) “ปฏิฆะ” ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง  

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง

(๖) “รูปราคะ” ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ

(๗) “อรูปราคะ” ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม ความปรารถนาในอรูปภพ

(๘) “มานะ” ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่  

(๙) “อุทธัจจะ” ความฟุ้งซ่าน  

(๑๐) “อวิชชา” ความไม่รู้จริง ความหลง  

 

 

หมายเหตุ

(๑) สังโยชน์และทิฏฐิ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส

(๒) สังโยชน์ที่ไม่ใช่ทิฏฐิ ได้แก่ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ 

 

บทว่าด้วยมรรค

 

คำว่า “มคฺโค” หมายถึง “มรรค” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 429–431 FILE 69) หรือ “มัคคสมังคี” ผู้ถึงพร้อมอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นสภาวะที่ถูกต้อง “สัมมัตตะ” เพื่อสงบระงับธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ คือ สภาวะที่ผิด “มิจฉัตตะ” ดังนิยามต่อไปนี้  

 

 (๑) ในขณะโสดาปัตติมรรค

 

๑) สัมมาทิฏฐิ –เพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๒) สัมมาสังกัปปะ –เพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๓) สัมมาวาจา –เพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๔) สัมมากัมมันตะ –เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๕) สัมมาอาชีวะ –เพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๖) สัมมาวายามะ –เพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๗) สัมมาสติ –เพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๘) สัมมาสมาธิ –เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ

 

 (๒) ในขณะสกทาคามิมรรค

 

๑) สัมมาทิฏฐิ –เพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๒) สัมมาสังกัปปะ –เพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๓) สัมมาวาจา –เพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๔) สัมมากัมมันตะ –เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๕) สัมมาอาชีวะ –เพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๖) สัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๗) สัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๘) สัมมาสมาธิ –เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบ ๆ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ

 

 (๓) ในขณะอนาคามิมรรค

 

๑) สัมมาทิฏฐิ –เพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๒) สัมมาสังกัปปะ –เพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๓) สัมมาวาจา –เพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๔) สัมมากัมมันตะ –เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๕) สัมมาอาชีวะ –เพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๖) สัมมาวายามะ –เพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๗) สัมมาสติ –เพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๘) สัมมาสมาธิ –เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆเพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ

 

 (๔) ในขณะอรหัตมรรค

 

๑) สัมมาทิฏฐิ –เพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฏฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๒) สัมมาสังกัปปะ –เพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๓) สัมมาวาจา –เพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๔) สัมมากัมมันตะ –เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๕) สัมมาอาชีวะ –เพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๖) สัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

๗) สัมมาสติ –เพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ

 

๘) สัมมาสมาธิ –เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ

 

บทว่าด้วยมรรค ๕๒

(๑) สัมมาทิฏฐิ –เป็นมรรคแห่งการเห็น

(๒) สัมมาสังกัปปะ –เป็นมรรคแห่งความดำริ

(๓) สัมมาวาจา –เป็นมรรคแห่งการกำหนด

(๔) สัมมากัมมันตะ –เป็นมรรคแห่งสมุฏฐาน

(๕) สัมมาอาชีวะ –เป็นมรรคแห่งความผ่องแผ้ว

(๖) สัมมาวายามะ –เป็นมรรคแห่งความประคองไว้

(๗) สัมมาสติ –เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น

(๘) สัมมาสมาธิ –เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน

(๙) สติสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งการเลือกเฟ้น

(๑๐) วิริยสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งความประคองไว้

(๑๑) ปีติสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งความแผ่ซ่านไป

(๑๒) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งความสงบ

(๑๓) สมาธิสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน

(๑๔) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ –เป็นมรรคแห่งการพิจารณาหาทาง

(๑๕) สัทธาพละ –เป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความไม่มีศรัทธา

(๑๖) วิริยพละ –เป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความเกียจคร้าน

(๑๗) สติพละ –เป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในความไม่ประมาท

(๑๘) สมาธิพละ –เป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในอุทธัจจะ

(๑๙) ปัญญาพละ –เป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวในอวิชชา

(๒๐) สัทธินทรีย์ –เป็นมรรคแห่งความน้อมใจเชื่อ

(๒๑) วิริยินทรีย์ –เป็นมรรคแห่งความประคองไว้

(๒๒) สตินทรีย์ –เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น

(๒๓) สมาธินทรีย์ –เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน

(๒๔) ปัญญินทรีย์ –เป็นมรรคแห่งความเห็น

(๒๕) อินทรีย์ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

(๒๖) พละ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

(๒๗) โพชฌงค์ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่านำออก

(๒๘) ชื่อว่ามรรค –เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ

(๒๙) สติปัฏฐาน –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งมั่น

(๓๐) สัมมัปปธาน –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งไว้

(๓๑) อิทธิบาท –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ

(๓๒) สัจจะ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าถ่องแท้

(๓๓) สมถะ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

(๓๔) วิปัสสนา –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น

(๓๕) สมถะและวิปัสสนา –เป็นมรรคเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน

(๓๖) ธรรมที่เป็นคู่กัน –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน

(๓๗) สีลวิสุทธิ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าสำรวม

(๓๘) จิตวิสุทธิ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

(๓๙) ทิฏฐิวิสุทธิ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเห็น

(๔๐) วิโมกข์ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าหลุดพ้น

(๔๑) วิชชา –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าแทงตลอด

(๔๒) วิมุตติ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าปล่อย

(๔๓) ญาณในความสิ้นไป –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าตัดขาด

(๔๔) ฉันทะ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นมูล

(๔๕) มนสิการ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน

(๔๖) ผัสสะ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม

(๔๗) เวทนา –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม

(๔๘) สมาธิ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นประธาน

(๔๙) สติ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่

(๕๐) ปัญญา –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมนั้น

(๕๑) วิมุตติ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลงสู่

(๕๒) อมตะ –เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด

จบมรรคกถา__

 

อย่างไรก็ตาม ก็ให้พิจารณาถึง “ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น” ที่เกิดขึ้นต่อจากมรรคทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ความหลุดพ้น–วิโมกข์” หรือ “ความดับกิเลส–นิโรธ” หรือ “ความปลีกออก–จิตสงบสงัดจากกิเลส–วิเวก” ซึ่งเกิดจาก “ฌานสมาธิภาวนา” คือ สมาบัติ ๘ หรือ “ปัญญาวิปัสสนาภาวนา” คือ มัคคญาณ ๔–อริยมรรค ที่เป็นตามนัยของ “กรรมฐาน ๔๐” นั่นคือ วิธีการฝึกฝนจิตให้เป็นสมาธิและปราศจากนิวรณ์ ปริยุฏฐานกิเลส–กิเลสอย่างกลาง และ อนุสยกิเลส–กิเลสอย่างละเอียด ทั้งหลาย แต่อย่าลืมว่า ให้ฝึก “การเจริญอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ และมีญาณ ๒๐๐” ดังที่กล่าวมาแล้วในบทความนี้ เพื่อให้เกิดความชำนาญ ก่อนพัฒนาไปสู่กรรมฐานประเภทอื่นๆ ให้พิจารณาการปฏิบัติภาวนาธรรมแห่ง “ฌานและญาณ” ที่เรียกว่า “จิตตวิเวก” ดังนี้

 

“จิตตวิเวก” หมายถึง จิตสงบ คำว่า “วิเวก ๓” หมายถึง ความสงัด ความปลีกออก ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ ผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ยินดีในเนกขัมมะ ชื่อว่า (๑) “กายวิเวก” ผู้ขวนขวายในอธิจิต ชื่อว่า (๒) “จิตตวิเวก” บุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ปราศจากเครื่องปรุงแต่ง หรือน้อมไปในนิพพาน กล่าวคือความวิเวกอันเป็นเครื่องนำออกไป ชื่อว่า (๓) “อุปธิวิเวก” นั่นคือ อาการประพฤติปฏิบัติ ดังนี้ (๑) “วิเวกนินฺนํ” คือ โน้มไปในวิเวก (๒) “วิเวกโปณํ” คือ น้อมไปในวิเวก  (๓) “วิเวกปพฺภารํ” คือ เอนไปในวิเวก (๔) “วิเวกฏฺฐํ” คือ ตั้งอยู่ในวิเวกโดยเว้นจากกิเลสทั้งหลายหรือไปเสียให้ไกล แต่นอกจากนี้ วิเวกยังมีนัยอื่นอีก ๕ อย่าง หรือ “วิเวก ๕” ได้แก่

(๑) “วิกขัมภนวิเวก” ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น

(๒) “ตทังควิเวก” ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกนามรูปออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ

(๓) “สมุจเฉทวิเวก” ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้น

(๔) “ปฏิปัสสัทธิวิเวก” ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้น

(๕) “นิสสรณวิเวก” ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป คือ “อมตธาตุ–นิพพาน”

  

ส่วนคำที่มีความหมายอย่างเดียวกัน ได้แก่ (๑) “นิโรธ ๕” –ความดับกิเลส–ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น (๒) “ปหาน ๕” –การละกิเลส (๓) “วิมุตติ ๕” –ความหลุดพ้น “วิราคะ ๕” –ความคลายกำหนัด–ความสำรอกออกได้ “โวสสัคคะ ๕” –ความสละ–ความปล่อย

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามนัยแห่งการเจริญภาวนานั้น “จิตตวิเวก” มีลำดับปฏิบัติดังต่อไปนี้

 

(๑) ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์

(๒) ภิกษุผู้บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกวิจาร

(๓) ภิกษุผู้บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ

(๔) ภิกษุผู้บรรลุจตุตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์

(๕) ภิกษุผู้บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา

(๖) ภิกษุผู้บรรลุวิญญานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา

(๗) ภิกษุผู้บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา

(๘) ภิกษุผู้บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา

(๙) เมื่อภิกษุนั้นเป็น โสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้นนั้น

(๑๐) เมื่อภิกษุนั้นเป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น

(๑๑) เมื่อภิกษุนั้นเป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น

(๑๒) เมื่อภิกษุนั้นเป็นอรหันตบุคคล มีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก

 

 

 

Visitor Number:
4959493