๓๙. อภิญเญยยธรรม–ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง

        Knowing the Ultimate Reality with Full Comprehension

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2102

 ความสำคัญของบทความ

 

องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในการเจริญปัญญาด้วย “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” คือ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ที่เรียกว่า “อภิญเญยยธรรม” ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด ๓๒ ประการ ได้แก่ (๑) ธาตุ ๒ (๒) ธาตุ ๓ (๓) อาหาร ๔ (๔) อริยสัจจ์ ๔ (๕) วิมุตตายนะ ๕ (๖) อนุตตริยะ ๖ (๗) นิททสวัตถุ ๗ (๘) อภิภายตนะ ๘ (๙) อนุปุพพวิหาร ๙ (๑๐) นิชชรวัตถุ ๑๐ (๑๑) ขันธ์ ๕ (๑๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๑๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๑๔) วิญญาณ ๖ (๑๕) ผัสสะ ๖ (๑๖) เวทนา ๖ (๑๗) สัญญา ๖ (๑๘) เจตนา ๖ (๑๙) ตัณหา ๖ (๒๐) วิตก ๖ (๒๑) วิจาร ๖ (๒๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๒๓)  อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๒๔) อายตนะ ๑๒ (๒๕) ธาตุ ๑๘ (๒๖) อินทรีย์ ๒๒ (๒๗) ธาตุ ๓ (๒๘) ภพ ๙ (๒๙) ฌาน ๔ (๓๐) อัปปมัญญา ๔ (๓๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๓๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ฉะนั้น องค์ความรู้ทั้งหมดนี้ บุคคลสามารถศึกษาค้นคว้าได้ในพระไตรปิฎก ที่นอกเหนือการฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์ผู้เป็นตถาคตสาวก ซึ่งข้อบทตามหลักธรรมตั้งแต่ ข้อ ๑๑ ถึง ข้อ ๓๒ นั้น จะเป็นบาทฐานในกระบวนการคิดที่กำหนดรู้หมายจำให้ได้ “ปริญฺเญยฺยา” คือ “ควรกำหนดรู้” และ “อภิญฺเญยฺยา” คือ “ควรรู้ยิ่ง” นั่นคือ การศึกษา ค้นคว้า วิจัยธรรม วิเคราะห์ สังเคราะห์ หาข้อสรุป [อนุโลม–ปฏิโลม] จัดหมวดหมู่ หรือ จำแนกแจกธรรม เพื่อเป็นบทฐานการพัฒนาปัญญาในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนรวมถึงการบรรลุธรรมในความแตกฉานทางปัญญา “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ควรยิ่งในฐานะผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ นั่นคือ “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ได้แก่ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา –ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล (๒) ธัมมปฏิสัมภิทา –ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา –ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ และ (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา –ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ เพราะฉะนั้น บุคคลที่ฝึกอบรมตนพัฒนามาดีแล้วย่อมตั้งอยู่ในธรรมด้วย ประกอบด้วยธรรมนั้นด้วย นั้นคือ “ธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา” ย่อมเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในพระธรรมด้วยสัมมาปฏิปทาอันยิ่งเช่นกัน จนมีปรีชาสามารถลุล่วงถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ได้โดยชอบที่ต้องพึ่งตนเอง รู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาตามที่เป็นจริงในที่สุด.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๓๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – อภิญเญยยธรรม–ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง

 

ตามขั้นตอนการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมในสมัยครั้งพุทธกาลนั้น คำว่า “สุตะ” มีนัยสำคัญมากอันเป็นคุณสมบัติของผู้รู้ ผู้คงแก่เรียน คือ มีสามารถในสุตะแห่งการสดับฟังพระธรรมหรือปัญญาจากผู้อื่น “ปรโตโฆสะ” ซึ่งหมายถึงอริยบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตร องค์ความรู้แห่งปัญญาที่เกิดขึ้นจากการสดับฟังดังกล่าวนี้ เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” หมายถึง ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน หรือปัญญาสืบแต่ปรโตโฆสะ การตั้งใจมุ่งมั่นในการฟังธรรมจึงเป็นทักษะการเรียนรู้ขั้นสูง คำว่า “ญาณ” คือ ความรู้ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ที่เป็นภาวะประกอบด้วย “พาหุสัจจะ” (ข้อ ๒ ในนาถกรณธรรม ๑๐ ข้อ ๓ ในเวสารัชชกรณธรรม ๕ ข้อ ๔ ในสัทธรรม ๗ ข้อ ๕ ในอริยทรัพย์ ๗) หมายถึง ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน มีองค์ ๕ คือ (๑) พหุสฺสุตา –ได้ยินได้ฟังมาก (๒) ธตา –ทรงจำไว้ได้ (๓) วจสา ปริจิตา –คล่องปาก (๔) มนสานุเปกฺขิตา –เจนใจ (๕) ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา –ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือยังหมายถึง “พหุสูต–พหูสูต” คือ ผู้ได้ยินได้ฟังมามาก นั่นคือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน ฉะนั้น การถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับธรรมในสมัยโบราณนั้น ชื่อว่า “มุขปาฐะ–มุขบาฐ”  หมายถึง “บอกด้วยปาก” คือ การว่าปากเปล่า หมายถึง การสวด สาธยาย บอกกล่าว เล่าเรียน สืบทอดกันมาด้วยปากต่อปากโดยตรง ไม่ใช้ตัวหนังสือ ซึ่งเป็นวิธีครั้งโบราณ ในการรักษาคัมภีร์ให้เที่ยงตรงแม่นยำ [เช่น มีการกำกับ กำชับ ทบทวน และสอบทานกันต่อหน้าได้เต็มที่] เมื่อยังไม่มีแม่แบบที่จะพิมพ์ข้อความออกมาให้ตรงกันแน่นอนทั้งหมด และถือว่าการคัดลอกเป็นวิธีสืบทอดข้อความที่ไม่อาจไว้วางใจ เช่น ในมหาวงส์ว่า “ภิกษุทั้งหลายผู้มีความรู้ความคิดกว้างขวาง ในกาลก่อน นำพระบาลีแห่งพระไตรปิฎกและแม้อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกนั้นมา โดยมุขปาฐะ” ในภาษาไทย “มุขปาฐะ” มีความหมายเลือนลงมาในแง่ที่กลายเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยหนักแน่นหรือไม่ค่อยเป็นหลักฐาน หมายถึง ข้อความที่ท่องจำกันมาด้วยปากเปล่า ไม่ได้เขียนไว้ หรือเรื่องที่เล่าต่อปากกันมา แต่อย่าลืมว่า การพระไตรปิฎกนั้นถูกถ่ายทอดผ่านมาทางพระอริยสงฆ์เจ้า ไม่ใช่สมมติสงฆ์สามัญทั่วไป เพราะอย่าน้อยพระอริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายนั้น คือ “พระอรหันต์” เท่านั้น ซึ่งเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานโดย “ปฏิสัมภิทา ๔” และอยู่ในฐานะที่เรียกว่า “พหูสูต” ฉะนั้น การศึกษาพระธรรมในสมัยก่อนจึงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านจากครูบาอาจารย์ที่เป็น “พระอรหันต์” จึงทำให้ผู้เป็นศิษย์มีอยู่ในฐานะที่จะบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลได้เร็วและถูกต้องอันเยี่ยม ที่ประกอบด้วย “อนุตตริยะ ๖” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม สิ่งที่ยอดเยี่ยม ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่ดีแห่งอริยสาวก ดังนี้

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ การเห็นพระตถาคต และตถาคตสาวก รวมถึงสิ่งทั้งหลายที่จะให้เกิดความเจริญงอกงามแห่งจิตใจ 

(๒) “สวนานุตตริยะ” คือ การฟังอันเยี่ยม ได้แก่ การสดับธรรมของพระตถาคต และตถาคตสาวก

(๓) “ลาภานุตตริยะ” คือ การได้อันเยี่ยม ได้แก่ การได้ศรัทธาในพระตถาคตและตถาคตสาวก หรือการได้อริยทรัพย์  

(๔) “สิกขานุตตริยะ” คือ การศึกษาอันเยี่ยม ได้แก่ การฝึกอบรมในอธิศีล อธิจิตต์ และอธิปัญญา

(๕) “ปาริจริยานุตตริยะ” คือ การบำเรออันเยี่ยม ได้แก่ การบำรุงรับใช้พระตถาคต และตถาคตสาวก

(๖) “อนุสสตานุตตริยะ” คือ การระลึกอันเยี่ยม ได้แก่ การระลึกถึงพระตถาคต และตถาคตสาวก

 

โดยสรุป คือ “การเห็น–การฟัง–การได้–การศึกษา–การช่วยรับใช้–และ–การรำลึก” ที่จะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ล่วงพ้นโสกะปริเทวะ ดับสูญทุกข์โทมนัส เพื่อการบรรลุญายธรรม คือ ข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หมายถึง “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือ ภาวะอันจะลุถึงได้ด้วยข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ได้แก่ “นิพพาน” โดยทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ฉะนั้น ผู้ที่บุญวาสนาลุถึงข้อ “อนุสสตานุตตริยะ” คือ การระลึกอันเยี่ยม จึงเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือความเห็นที่ถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ” ในพระสัตถุสาสน์แห่งพระศาสดาด้วยปัจจัยทั้ง ๖ ดังนี้

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิงไม่หลงใหล

(๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัดไม่ยึดติดโดยโลกุตตรมรรค

(๓) “นิโรธ” คือ ความดับหมดกิเลสและทุกข์โดยโลกุตตรผล

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบสันติโดยฌานสมาบัติ

(๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่งความรู้ชัดแห่งวิชชาโดยปัญญาญาณ

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้โดยโพธิญาณแห่งปัญญาตรัสรู้ “มัคคญาณ”

(๗) “นิพพาน” คือ การดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว

 

ฉะนั้น การสะสมองค์ความรู้แห่งพระธรรมตลอดเวลาที่ประกอบด้วย “อนุตตริยะ ๖” ที่เป็นไปตามพระสัตถุสาสน์ทั้ง ๗ ประการ นั้น จึงเป็นปัจจัยในเบื้องต้นแห่งอริยมรรค ซึ่งหมายถึง “ปรโตโฆสะ–สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยในพระธรรมจากผู้รู้ที่เป็นพระอริยสงฆ์ แต่ในปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถค้นคว้าจากแหล่งความรู้ที่เป็นเอกสารในสื่อต่างๆ ได้ เช่น พระไตรปิฎก หรือ หนังสือธรรมะ เป็นต้น การศึกษาหลักธรรมในพระไตรปิฎกจึงเป็นประสบการณ์อันเป็นทักษะการเรียนรู้ที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จในการบรรลุธรรมวิเศษ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาพระไตรปิฎกจากฉบับแปลเป็นภาษาไทย ที่ช่วยย่นย่อเวลาในการไปศึกษาภาษาบาลีสันสกฤต เพื่อไปศึกษาคัมภีร์ต้นฉบับ แต่คำศัพท์บัญญัติยังต้องใช้เป็นภาษาบาลีสันสกฤตเป็นหลัก เพื่อสื่อความหมายดั้งเดิมให้ถูกต้อง ก็ต้องพัฒนาทักษะด้านภาษาบาลีสันสกฤตไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นศัพท์ด้านวิชาการในพระพุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดปัญญาแตกฉานด้านภาษา นั่นคือ “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ด้วย มิฉะนั้น ก็ไม่สามารถสื่อสารองค์ความรู้ได้อย่างถูกต้อง ไม่ส่งเสริมฐานะความเป็นผู้คงแก่เรียนได้ อนึ่ง การค้นคว้าเรียนรู้จากพระไตรปิฎกโดยตรงในบางส่วน จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในพระธรรมที่ผ่านจากวิธีถ่ายทอดด้วย “มุขปาฐะ–มุขบาฐ” ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ดังต่อไปนี้

 

. สุตมยญาณกถา

 

อรรถกถาวิสัชนุทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 167–176 FILE 68)

 

[] บัดนี้ ท่านปรารภนิทเทสวาร [คำจำแนกอธิบาย คำไขความ หรือ นิเทศ] มีอาทิว่า “กถํ โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ” – ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว ชื่อว่า “สุตมยญาณ” คือ อย่างไร ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรมทั้งหลายที่รวบรวมไว้ด้วย อุทเทส [หรือ อุเทศ คือ ข้อที่ยกขึ้นแสดง] ตามที่ได้ยกขึ้นแสดงแล้วเป็นประเภทๆไป

 

ในนิทเทสวารนั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ว่า “โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ” – ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว ชื่อว่า “สุตมยญาณ” ดังนี้ คำนี้เป็นคำถามเพื่อจะกล่าวแก้ด้วยตนเองว่า “สุตมยญาณ” นั้นเป็นอย่างไร จริงอยู่ “ปุจฉา” –คำถาม มี ๕ อย่าง คือ

. “อทิฏฺฐโชตนาปุจฺฉา” –ถามเพื่อจะส่องความที่ยังไม่เห็น

. “ทิฏฺฐสํสนฺทนาปุจฺฉา” –ถามเพื่อจะเทียบเคียงสิ่งที่เห็นแล้ว

. “วิมติจฺเฉทนาปุจฺฉา” –ถามเพื่อจะตัดความสงสัย

. “อนุมติปุจฺฉา” –ถามเพื่อจะสอบสวนความรู้

. “กเถตุกมฺยตาปุจฺฉา” –ถามเพื่อจะตอบเอง

ความต่างกันแห่งปุจฉา ๕ อย่างนั้นมีดังต่อไปนี้

 

“อทิฏฐโชตนาปุจฉา” เป็นไฉน คือ บุคคลย่อมถามปัญหาเพื่อจะรู้ เพื่อจะเห็น เพื่อจะเปรียบเทียบ เพื่อจะใคร่ครวญ เพื่อจะแจ่มแจ้ง เพื่อจะเปิดเผย ซึ่งลักษณะตามปกติอันเป็นนัยไม่เคยรู้ ยังไม่เคยเห็น ยังไม่เคยเปรียบเทียบ ยังไม่เคยใคร่ครวญ ยังไม่เคยแจ่มแจ้ง ยังไม่เคยเปิดเผย ปุจฉานี้ ชื่อว่า “อทิฏฐโชตนาปุจฉา”

 

“ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา” เป็นไฉน คือ บุคคลนั้นย่อมถามปัญหาถึงลักษณะตามปกติที่ตนเคยรู้แล้ว เคยเห็นแล้ว เคยเปรียบเทียบแล้ว เคยใคร่ครวญแล้ว เคยแจ่มแจ้งแล้ว เคยเปิดเผยแล้ว เพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น ปุจฉานี้ ชื่อว่า “ทิฏฐสังสันทนาปุจฉา”

 

“วิมติจเฉทนาปุจฉา” เป็นไฉน คือ บุคคลนั้นตามปกติเป็นผู้แล่นไปสู่ความสงสัย เป็นผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง เป็นผู้แล่นไปสู่ความเห็นอันเป็นเหมือนทาง ๒ แพร่ง ย่อมถามปัญหาเพื่อตัดความสงสัยว่า อย่างนั้นหรือหนอ หรือมิใช่อย่างนั้น อะไรหนอ อย่างไรหนอแล ดังนี้ นี้ชื่อว่า “วิมติจเฉทนาปุจฉา”

 

“อนุมติปุจฉา” คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาตามความรู้ของภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสำคัญรูปนั้นว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง” เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้าก็ตรัสถามต่อไปว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข” เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นทุกข์พระเจ้าข้า ก็ตรัสถามต่อไปอีกว่า “สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรละหรือที่จะยึดถือคือเห็นตามว่า นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตา ตัวตนของเรา” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่สมควรเลยพระเจ้าข้า ดังนี้ ชื่อว่า “อนุมติปุจฉา”

 

“กเถตุกัมยาปุจฉา” เป็นไฉน คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีพระประสงค์จะแก้เองว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสติปัฎฐานเหล่านี้มี ๔ สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน” ดังนี้ ชื่อว่า “กเถตุกัมยตาปุจฉา”

 

ในบรรดาปุจฉาทั้ง ๕ เหล่านั้น ปุจฉานี้ บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉาของพระสารีบุตรเถระ

บัดนี้ ท่านได้กล่าววิสัชนุทเทส อุทเทสที่ตั้งไว้เพื่อจะแก้ ๑๖ ประการมี อาทิว่า ปัญญาเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่สดับมาแล้วนั้นว่า “ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง” ดังนี้ ชื่อว่า “สุตมยญาณ” ตามกเถตุกัมยตาปุจฉาที่ยกขึ้นตั้งไว้ในเบื้องต้น

 

บรรดาคำเหล่านี้ ปาฐเสสะ คือ พระบาลีว่า “เทสยนฺตสฺส” –ของผู้แสดงอยู่ ของคำว่า “อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา” –ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง ดังนี้หายไป อธิบายว่า สุตะความรู้ที่ทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว ชื่อว่า “โสตาวธาน” ตามนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในก่อนของพระศาสดาหรือของเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ควรเคารพ แสดงอยู่ซึ่งธรรมว่าธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อันพระโยคีบุคคลควรรู้ยิ่ง ดังนี้

 

ปัญญาเป็นเครื่องรู้ “โสตาวธาน” นั้น คือ ปัญญาเป็นเครื่องรู้สุตะนั้น ได้แก่ ปัญญาอันทำการกำหนดรู้ซึ่งปริยาย ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

[คำว่า “สุตะ” หมายถึง “สิ่งสดับ” สิ่งที่ได้ฟังมา สิ่งที่ได้ยินได้ฟัง ความรู้จากการเล่าเรียนหรือรับถ่ายทอดจากผู้อื่น ข้อมูลความรู้จากการอ่านการฟังบอกเล่าถ่ายทอด อันหมายถึง “ปรโตโฆสะ” สำหรับผู้ศึกษาปฏิบัติ “สุตะ” หมายถึง ความรู้ที่ได้เล่าเรียนสดับฟังธรรม ความรู้ในพระธรรมวินัย ความรู้คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “นวังคสัตถุศาสน์” หรือ “ปริยัติ” สุตะเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของผู้ที่จะเจริญงอกงาม ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต โดยเป็นเหตุปัจจัยให้ได้ปัญญา ที่เป็นเบื้องต้นหรือเป็นฐานของพรหมจริยะ และเป็นเครื่องเจริญปัญญาให้พัฒนาจนไพบูลย์บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เป็นผู้มีสุตะมาก นั่นคือ เป็นพหูสูต หรือ มีพาหุสัจจะ และ เป็นผู้เข้าถึงโดยสุตะ]

 

คำว่า “ตํปชานนา” –เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น เป็นฉัฏฐีตัปปุริสสมาส [คำสมาส] วิเคราะห์ว่า “ตสฺส ปชานนา” – เป็นเครื่องรู้ซึ่งสุตะนั้น อีกอย่างหนึ่ง เป็นทุติยาวิภัตติ [การแจกศัพท์ท้ายคำที่ ๒ ส่วนคำแรกคือ ปฐมาวิภัตติ แต่ถ้ายังแจกต่อไปอีก เรียกว่า ฉัฏฐิวิภัตติ] ด้วยสามารถแห่งวิภัตติวิปลาส [การเปลี่ยนแจกคำกรณีพิเศษ] ว่า “ตํ ปชานนา” ดังนี้

 

[หมายเหตุ คำว่า “วิภัตติ” –Suffix หมายถึง วิธีไวยากรณ์ภาษาบาลีและสันสกฤต สำหรับแจกศัพท์โดยเปลี่ยนท้ายคำให้มีรูปต่างๆ กันเพื่อบอก การก และ กาล เป็นต้น เช่นคำนาม โลโก –ว่าโลก โลกํ –ซึ่งโลก โลกา –จากโลก โลเก –ในโลก คำกิริยา เช่น นมติ –ย่อมน้อม นมตุ –จงน้อม นมิ –น้อมแล้ว เป็นต้น ยกตัวอย่างอีก คำสมาส เช่น คำว่า พนฺโธ มารสฺส –ด้วยเครื่องผูกของมาร อีกอย่างหนึ่ง  มารสฺส –ถูกผูกมัดไว้ด้วยกิเลสมาร เป็นฉัฏฐิวิภัตติ ใช้ในอรรถของตติยาวิภัตติ หรือ บทว่า อภินิหาโร เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐิวิภัตติ คือ อภินิหารสฺส –แห่งความน้อมไป หรือ บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย –อาศัยขันธบัญจกภายใน บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส นี้เป็นฉัฏฐิวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ]

 

ก็คำว่า “อภิญฺเญยฺยา” –ควรรู้ยิ่ง ความว่า ควรรู้ด้วยสามารถแห่งการรู้ซึ่งสภาวลักษณะ คือด้วยอาการแห่งปัญญาในมหากุศลญาณสัมปยุตจิต

 

คำว่า “ปริญฺเญยฺยา” –ควรกำหนดรู้ ความว่า ควรรอบรู้ด้วยสามารถแห่งการรู้ซึ่งสามัญลักษณะ และด้วยสามารถแห่งการยังกิจให้สำเร็จ

 

คำว่า “ภาเวตพฺพา” –ควรอบรม ความว่า ควรเจริญ

 

คำว่า “สจฺฉิกาตพฺพา” –ควรทำให้แจ้ง ความว่า ควรทำให้ประจักษ์ ก็การทำให้แจ้งมี ๒ อย่างคือ การทำให้แจ้งด้วยการได้เฉพาะ ๑ การทำให้แจ้งด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ ๑

 

ธรรมทั้งหลายเหล่าใด “จัดจำแนกเข้าฝ่ายเสื่อม” กล่าวคือเป็นไปในฝ่ายแห่งความเสื่อมด้วยสามารถแห่งการกำเริบขึ้นแห่งธรรมอันเป็นข้าศึก ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า “หานภาคิยา” – อันเป็นส่วนแห่งความเสื่อม

 

ธรรมทั้งหลายเหล่าใด “จัดจำแนกเข้าในฝ่ายดำรงอยู่” กล่าวคือตั้งอยู่ ด้วยสามารถแห่งการตั้งมั่นแห่งสติตามสมควรแก่ธรรมนั้น ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า “ฐิติภาคิยา” –อันเป็นส่วนแห่งการดำรงอยู่

 

ธรรมทั้งหลายเหล่าใด จัดจำแนกเข้าในฝ่ายคุณวิเศษด้วยสามารถแห่งการบรรลุคุณพิเศษในเบื้องบน ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจึงชื่อว่า “วิเสสภาคิยา” –อันเป็นส่วนแห่งคุณพิเศษ

 

ธรรมใด ย่อมชำแรก ย่อมทำลาย กองโลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งยังไม่เคยจำแรก ไม่เคยทำลาย ฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า “นิพเพธะ” –ผู้ทำลาย คือ อริยมรรค

 

ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ย่อมจัดจำแนกเข้าในฝ่ายทำลายนั้น ด้วยสามารถแห่งการตั้งขึ้นแห่งสัญญามนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทา – ความเบื่อหน่าย ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงชื่อว่า “นิพเพธภาคิยา” – อันเป็นส่วนแห่งความเบื่อหน่าย

 

คำว่า “สพฺเพ สงฺขารา” –สังขารทั้งปวง ได้แก่ ธรรมอันเป็นไปกับด้วยปัจจัยทั้งปวง ก็ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า “สังขตธรรม” –ธรรมอันมีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ธรรมเหล่าใดอันปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งขึ้น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า “สังขาร” สังขารเหล่านั้นนั่นแหละ ท่านกล่าวให้แปลกออกไปว่า “สังขตะ” เพราะถูกปัจจัยทั้งหลายกระทำขึ้น  รูปธรรมและอรูปธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า “อภิสังขตสังขาร” เพราะเกิดแต่กรรม แม้อภิสังขตสังขารเหล่านั้น ก็ย่อมสงเคราะห์เข้าใน “สังขตสังขาร” ดุจในคำเป็นต้นว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” –สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ดังนี้

 

สังขารทั้งหลาย องค์ธรรมได้แก่กุศลอกุศลเจตนาในภูมิ ๓ มี “อวิชชา” เป็นปัจจัย มาแล้วในคำเป็นต้นว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลนี้ ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา ย่อมตกแต่งสังขารอันเป็นบุญแต่บาป ดังนี้ ชื่อว่า อภิสังขรณกสังขาร”

 

ความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางใจ มาในคำเป็นต้นว่าคติแห่งอภิสังขารมีอยู่เท่าใด ก็ไปเท่านั้น เหมือนกับถูกตรึงตั้งอยู่ ดังนี้ ชื่อว่า “ปโยคาภิสังขาร”

 

“วิตกวิจาร” ปรุงแต่งวาจา มาแล้วในคำเป็นต้นว่า ดูก่อนวิสาขะอุบาสกผู้มีอายุ เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อนแต่นั้น กายสังขารดับ ต่อไปจิตสังขารจึงดับ ฉะนั้น จึงชื่อว่า “วจีสังขาร”

 

“อัสสาสะปัสสาสะ” –ลมหายใจเข้าออก ย่อมตกแต่งกาย ฉะนั้น จึงชื่อว่า “กายสังขาร”

 

“สัญญาด้วย– เวทนาด้วย” ย่อมตกแต่งจิต ฉะนั้น จึงชื่อว่า “จิตตสังขาร”

 

แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา “สังขตสังขาร”

 

ชื่อว่า “อนิจจา” –ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วกลับไม่มี

ชื่อว่า “ทุกขา” –เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เบียดเบียน

คำว่า “สพฺเพ ธมฺมา” –ธรรมทั้งปวง ท่านกล่าวรวมเอาพระนิพพานเข้าไว้ด้วย

ชื่อว่า “อนัตตา” เพราะอรรถว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ

 

ในเมื่อควรจะกล่าวว่า “ทุกฺขสมุทโย ทุกฺขนิโรโธ” ดังนี้ ท่านก็ทำให้เป็นลิงควิปลาสเสียว่า “ทุกฺขสมุทยํ ทุกฺขนิโรธํ” ดังนี้ ดุจในคำเป็นต้นว่า “อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ” ดังนี้ แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมแทงตลอด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “อริยสจฺจานิ” – อริยสัจจ์ทั้งหลาย ดังนี้

 

ชื่อว่า “อริยสัจจ์” เพราะเป็นสัจจะของพระอริยเจ้าดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้ ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้แล พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมแทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงเรียกกว่า อริยสัจจ์”

 

ชื่อว่า “อริยสัจจ์” เพราะสำเร็จความเป็นอริยะ เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยสัจจ์ทั้งหลายเหล่านั้น ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“พระตถาคตเป็นพระอริยะในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจจ์”

 

และชื่อว่า “อริยสัจจ์” เพราะเป็นสัจจะอันประเสริฐ ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้แล ตาม

ความเป็นจริง เพราะฉะนั้นบัณฑิต จึงเรียกว่า อริยะ”

 

คำว่า “อริยานิ” –อันประเสริฐ คือ ไม่ผิดเพี้ยน อธิบายว่า ไม่หลอกลวง ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้แล เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า อริยสัจจ์”

 

คำว่า “สจฺจานิ” –สัจจะทั้งหลาย ความว่า หากจะถามว่า อะไรเป็นอรรถของสัจจะเล่า ก็มีคำตอบว่า ธรรมใดไม่วิปริตดุจดังมายาเป็นธรรมที่ทำให้เข้าใจผิดพลาด ดุจพยับแดดเป็นดุจตัวตนด้วยการคาดคะเนเอาของพวกเดียรถีย์หาสภาวะมิได้ ย่อมปรากฏแก่ผู้พิจารณาด้วยปัญญาจักษุ ธรรมเป็นแล เป็นโคจรของอริยญาณ โดยประการแห่ง “สันติ” – ความสงบ และ “นิยยาน” – การนำออก จากแดนเกิดแห่งความลำบาก และโดยความเป็นจริงอันไม่วิปริต ความเป็นจริง คือ ความแท้ความไม่วิปริตนี้ พึงทราบว่าเป็นอรรถะของสัจจะ ดุจลักษณะแห่งไฟ และดุจปกติของโลก

 

ความพิสดาร ดุจดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงทำความเพียรเพื่อรู้ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ เป็นของจริงแท้ ไม่แปรผัน ไม่เป็นอย่างอื่น”

 

อีกอย่างหนึ่ง

“ทุกข์เป็นของทำให้ลำบาก นอกจากทุกข์ไม่มีสิ่งใดทำให้ลำบาก สิ่งนี้จึงเรียกว่าสัจจะ เพราะนิยามว่าทำให้ลำบาก เว้นจากสิ่งนั้นเสียแล้วทุกข์ไม่มีมาจากสิ่งอื่น ด้วยเหตุที่สิ่งนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์โดยแน่นอน จึงเรียกสิ่งนั้นว่าวิสัตติกา คือตัณหาว่าเป็นสัจจะ ความสงบอื่นจากพระนิพพานไม่มี เพราะฉะนั้น ความดับทุกข์จึงเป็นความจริง ด้วยเหตุที่พระนิพพานนั้นเป็นความดับทุกข์อย่างแน่นอน ทางนำออกนอกจากอริยมรรคไม่มี

เพราะฉะนั้น อริยมรรคจึงเป็นความจริง เพราะเป็นความนำออกอย่างแท้จริง เพราะเหตุนั้น บัณฑิตทั้งหลายจึงได้กล่าวว่า ความเป็นจริงอันไม่วิปลาสจากความจริง ในธรรมแม้ทั้ง ๔ มีทุกข์ เป็นต้น ว่าเป็นอรรถะแห่งสัจจะเป็นพิเศษ” ดังนี้

 

ก็ “สัจจะ” ศัพท์นี้

(๑) ย่อมปรากฏในอรรถเป็นอเนก คือ ย่อมปรากฏในอรรถว่า “วาจาสัจจะ” ได้ในคำเป็นต้นว่า บุคคลพึงกล่าวความจริง ไม่พึงโกรธ ดังนี้  

(๒) ย่อมปรากฏในอรรถว่า “วิรติสัจจะ” ได้ในคำเป็นต้นว่า และสมณพราหมณ์ทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในสัจจะ ดังนี้

(๓) ย่อมปรากฏในอรรถว่า “ทิฏฐิสัจจะ” ได้ในคำเป็นต้นว่า พวกมีทิฏฐิต่างกัน ย่อมกล่าวสัจจะว่าสิ่งนี้แหละของจริง พวกนั้นจะเรียกว่าเป็นผู้ฉลาดเหมือนกันหมดหรืออย่างไร ดังนี้

(๔) ย่อมปรากฏในอรรถว่า “ปรมัตถสัจจะ” คือ นิพพาน และมรรคในคำเป็นต้นว่า สัจจะมีเพียงอย่างเดียว สัจจะที่ ๒ ไม่มี ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้รู้โต้เถียงกัน

(๕) ย่อมปรากฏใน “อริยสัจจ์” ในคำเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร ดังนี้

 

แม้ในที่นี้ “สัจจะ” ศัพท์นี้นั้น ย่อมเป็นไปในอรรถว่า “อริยสัจจ์” ฉะนี้แล

 

อรรถกถาพรรณนาแห่งวิสัชนุทเทส

อันท่านสงเคราะห์แล้วในนิทเทสวาระ จบ -----------------------

 

อภิญเญยยนิทเทส

โดยนัยอรรถใน คำว่า “อภิญเญยยธรรม” หมายถึง ธรรมควรรู้ยิ่ง หรือ “กถํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺย” –ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ซึ่งจะกลายเป็น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ทั้งในวิปัสสนาภูมิ อันเป็นปัญญาอริยะ ได้แก่ ภาวนามยปัญญา และนอกวิปัสสนาภูมิ อันเป็นปัญญาสามัญ ได้แก่ จินตามยปัญญา กับ สุตมยปัญญา ในความเป็นจริงนั้น บุคคลย่อมเกิดปัญญาความรู้ชัดจากการศึกษาเรียนรู้ค้นคว้าจากผู้รู้ [ปรโตโฆสะ] ซึ่งผ่านวิธีบอกด้วยปากเปล่า คือ “มุขปาฐะ” ซึ่งใช่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในพระธรรมครั้นสมัยพุทธกาล การรักษาองค์ความรู้ คือ “สัจจะ–อริยสัจจธรรม” จึงเป็นเรื่องสำคัญในความก้าวหน้าแห่งการปฏิบัติธรรม ฉะนั้น “ความจำ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น ความเจนใจจำได้แม่นยำถูกต้อง และความสามารถขบได้ด้วยทฤษฎีหรือหลักธรรม ดังนั้น “อภิญเญยยธรรม” จึงเป็นองค์ความรู้ที่ควรเข้าใจอย่างถูกต้องในเบื้องต้น เป็นหลักธรรมที่รู้อย่างจริงจัง ก่อนก้าวสู่ภูมิธรรมในขั้นสูงขึ้นไป (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 177–249 FILE 68) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

[] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง เรียกว่า “สุตมยญาณ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“ธรรม ๒” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๒” ดังนี้

(๑) สังขตธาตุ

(๒) อสังขตธาตุ

“ธรรม ๓” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๓” ดังนี้

(๑) กามธาตุ

(๒) รูปธาตุ

(๓) อรูปธาตุ

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อาหาร ๔” ทำให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ ดังนี้

(๑) กวฬิงการาหาร –อาหารคือคำข้าว เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด

(๒) ผัสสาหาร –อาหารคือผัสสะ 

(๓) มโนสัญเจตนาหาร –อาหารคือเจตนา 

(๔) วิญญาณาหาร –อาหารคือวิญญาณ 

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

(๑) ทุกขอริยสัจจ์

(๒) ทุกขสมุทยอริยสัจจ์

(๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์  

“ธรรม ๕” ควรรู้ยิ่ง คือ “วิมุตตายนะ ๕” ดังนี้

(๑) การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่นแสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน

(๒) การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น

(๓) การสาธยายธรรมที่ตนได้สดับมาแล้ว 

(๔) การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ

(๕) อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น

“ธรรม ๖” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุตตริยะ ๖” สภาวะอันยอดเยี่ยม ดังนี้

(๑) ทัสนานุตริยะ –การเห็นอันประเสริฐ

(๒) สวนานุตริยะ –การฟังอันประเสริฐ

(๓) ลาภานุตริยะ –การได้อันประเสริฐ

(๔) สิกขานุตริยะ –การศึกษาอันประเสริฐ

(๕) ปาริจริยานุตริยะ –การบำรุงอันประเสริฐ

(๖) อนุสตานุตริยะ –อนุสติอันประเสริฐ

“ธรรม ๗” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิททสวัตถุ ๗” –เหตุที่พระขีณาสพนิพพานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการสมาทานสิกขา

(๒) เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรมและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป

(๓) เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการกำจัดความอยากต่อไป

(๔) เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการหลีกเร้นต่อไป

(๕) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่มความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการเริ่มความเพียรต่อไป

(๖) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป

(๗) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ ต่อไป

“ธรรม ๘” ควรรู้ยิ่ง คือ “อภิภายตนะ ๘” –อารมณ์แห่งญาณอันฌายีบุคคลผู้ครอบงำไว้ ได้แก่

(๑) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๒) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๓) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๔) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๕) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสอง เกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ เรารู้ เราเห็น

(๖) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ดอกกรรณิกาอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลืองแม้ฉันใด ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๗) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๘) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาวขาวล้วน มีรังสีขาว หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

“ธรรม ๙” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุปุพพวิหาร ๙” ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ ๑ ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็เข้าทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายในมีอารมณ์เป็นเอโกทิภาพ–ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติ สุข อันเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) ภิกษุ เข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่ด้วยอุเบกขา สติ สัมปชัญญะเสวยสุขทางกายซึ่งพระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้

(๔) ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัสโทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่

(๕) ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺโต อากาโส” – อากาสไม่มีที่สุดอยู่

(๖) ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺตํ วิญฺญาณํ” – วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่

(๗) ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วยบริกรรมว่า “นตฺถิ กิญฺจิ” –นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มีอยู่

(๘) ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่

(๙) ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

“ธรรม ๑๐” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิชชรวัตถุ ๑๐” – เหตุกำจัด “มิจฉัตตะ ๑๐” สภาวะที่ผิด ด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” สภาวะที่ถูก ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาทิฏฐินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย. และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจาของผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวาจานั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมอันเป็นอเนกมีสัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมากัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาอาชีวะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มีสัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มีสัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

 

[] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “ธรรมชาติทั้งปวง” [สรรพสิ่งทั้งหลาย] ควรรู้ยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดังนี้

“อายตนะ ๑๒–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๓”

(๑) ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย [แต่ละอย่าง ๆ] ควรรู้ยิ่ง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

 “ธรรมารมณ์” มี ๑๒ ประเภท คือ จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอนมีอารมณ์ ๑๒ ประเภท ได้แก่

(๑) กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘

(๒) มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕

(๓) นิพพานอารมณ์ = นิพพาน

(๔) นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน

(๕) รูปอารมณ์ = รูป ๒๘

(๖) ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๗) อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๘) กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ

(๙) บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ

(๑๐) ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน

(๑๑) อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๑๒) พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ

 

 []   (๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]   (๑) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๒) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๓) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ] ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๒) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๓) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

สัจนิทเทส

ว่าด้วยอริยสัจจธรรมเบื้องต้น

 

ในการพิจารณาธรรมทั้งหลายในหัวข้อธรรมของ บทว่า “สัจนิทเทส” นี้ ให้พิจารณาจากข้อ [] คำเริ่มต้น คือ “รูป” ใน “ขันธ์ ๕” จนถึงข้อ [] คำสุดท้าย คือ “ชรามรณะ” ใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓)  อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔)  อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗)  ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดในหัวข้อธรรมบทว่า“อภิญเญยยนิทเทส” โดยให้ปริวัฏฏ์ไปสาระเนื้อหาตามหัวข้อธรรมในแต่ละข้อ ซึ่งจะละข้อความด้วย (๑) ...  หรือ (๒) ฯลฯ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 250–258 FILE 68) อนึ่ง หลักพึงพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ คือ ภาษาที่ใช้เขียนบรรยายนั้น เป็นความนึกคิดในใจที่พิจารณาไตร่ตรองธรรมทั้งหลายที่กล่าวถึง ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกระบวนการคิดในการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นการกำหนรู้หมายจำแห่ง “สัญญา” นั่นเอง หรือการพิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นเป็นนิตย์ ที่เรียกว่า “อนุสติ” หรือ “อนุปัสสนา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

[๑๐] อริยสัจจานุปัสสนา = ทุกข์ ควรรู้ยิ่ง ทุกขสมุทัย ควรรู้ยิ่ง ทุกขนิโรธ ควรรู้ยิ่ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรรู้ยิ่ง รูป... รูปสมุทัย...รูปนิโรธ ...รูปนิโรธคามินีปฏิปทา ... เวทนา ... สัญญา... สังขาร ... วิญญาณ ...จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ ... ชรามรณสมุทัย ... ชรามรณนิโรธ... ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา [ทุกอย่าง] ควรรู้ยิ่ง (พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ ตั้งแต่ ทุกข์ = ทุกฺขํ อภิญฺเญยฺยํ ถึง ชรามรณะ = ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ โดยประการฉะนี้ว่า “จตฺตาริ วิสชฺชนานิ” คือ การวิสัชนา ๔ ข้อ โดยประกอบเข้ากับอริยสัจ ๔)

 

[๑๑] กิจในอริยสัจจ์ ๔ = สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ = ปริญญา สภาพที่ควรละแห่งทุกขสมุทัย = ปหานะ สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งทุกขนิโรธ = สัจฉิกิริยา สภาพที่ควรเจริญแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา = ภาวนา สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งรูป ภาพที่ควรละแห่งรูปสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งรูปนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งรูปนิโรธคามินีปฏิปทา ภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งชรามรณะ สภาพที่ควรละแห่งชรามรณสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งชรามรณนิโรธ ภาพที่ควรเจริญแห่งชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๒] ปริญญาปฏิเวธะ = สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ [ปริญญาปฏิเวธะ] ทุกข์ สภาพที่แทงตลอดด้วยการลุทุกขสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งทุกขนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้รูป ภาพที่แทงตลอดด้วยการละรูปสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งรูปนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญรูปนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ สภาพที่แทงตลอดด้วยการ

กำหนดรู้ชรามรณะ สภาพที่แทงตลอดด้วยการละชรามรณสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งชรามรณนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๓] นิโรธานุปัสสนา = ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ความดับเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับฉันทราคะ [ฉันทราคนิโรธ] ในทุกข์ ความยินดีในทุกข์ โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูป ความดับเหตุให้เกิดรูป ความยินดีในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ เหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ความดับเหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับฉันทราคะในชราและมรณะ คุณแห่งชราและมรณะ โทษแห่งชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๔] สัจจภาวะแห่งนิพพาน = ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโร ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความยินดีในทุกข์ โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูปเหตุให้เกิดรูป ความดับรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับรูป ความยินดีในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ เหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับชราและมรณะ ความยินดีในชราและมรณะ โทษแห่งชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๕] อนุปัสนา ๗ = การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง = อนิจจานุปัสนา การพิจารณาเห็นทุกข์ = ทุกขานุปัสนา การพิจารณาเห็นอนัตตา = อนัตตานุปัสนา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย = นิพพิทานุปัสนา การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด = วิราคานุปัสนา การพิจารณาเห็นด้วยความดับ = นิโรธานุปัสนา การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน = ปฏินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป การพิจารณาเห็นความทุกข์ในรูป การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความดับในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนในรูป การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักขุ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นอนัตตาในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนในชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๖] กฎแห่งกรรม [วัฏฏะ ๓ = กิเลส–กรรม–วิบาก] = ความเกิดขึ้น–อุปฺปโท ความเป็นไป–ปวตฺตํ เครื่องหมาย–นิมิตฺตํ ความประมวลมา–อายูหนา [กรรมอันปรุงแต่งปฏิสนธิ] ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด–นิพฺพตฺติ อุบัติ–อุปฺปตฺติ “ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ–โสโก– ความเหี่ยวแห้งใจ ปริเทวะ อุปายาส” ความไม่เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีเครื่องหมาย ความไม่มีประมวลมา ความไม่สืบต่อ ความไม่ไป ความไม่บังเกิด ความไม่อุบัติ ความไม่เกิด ความไม่แก่ ความไม่ป่วยไข้ ความไม่ตาย ความไม่เศร้าโศก ความไม่รำพัน ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง [นั่นคือ ความมีและไม่มีใน อุปฺปาโท–ปวตฺตํ–นิมิตฺตํ–อายูหนา–ปฎิสนฺธิ–คติ–นิพฺพตฺติ–อุปฺปตฺติ–ชาติ–ชรา–พฺยาธิ–มรณํ–โสโก–ปริเทโว–อุปายาโส = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

 

[๑๗] การเกิด–การดับ [ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ นั่นคือ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” หมายถึง เกิดปัญญาเห็นธรรมโดยหลักปฏิจจสมุปบาท] = ความเกิดขึ้น ความไม่เกิดขึ้น ความเป็นไป ความไม่เป็นไป เครื่องหมาย ความไม่มีเครื่องหมาย ความประมวลมา ความไม่ประมวลมา ความสืบต่อ ความไม่สืบต่อ ความไป ความไม่ไป ความบังเกิด ความไม่บังเกิด ความอุบัติ ความไม่อุบัติ ความเกิด ความไม่เกิด ความแก่ ความไม่แก่ ความป่วยไข้ ความไม่ป่วยไข้ ความตาย ความไม่ตาย ความเศร้าโศก ความไม่เศร้าโศก ความรำพัน ความไม่รำพัน ความคับแค้นใจ ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๑๘] ทุกขานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็นทุกข์ เครื่องหมายเป็นทุกข์ ความประมวลมาเป็นทุกข์ ปฏิสนธิเป็นทุกข์ คติเป็นทุกข์ ความบังเกิดเป็นทุกข์ อุบัติเป็นทุกข์ ชาติเป็นทุกข์ พยาธิเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะเป็นทุกข์ ปริเทวะเป็นทุกข์ อุปายาสเป็นทุกข์

 

[๑๙] สุขานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไปเป็นสุข ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความไม่สืบต่อเป็นสุข ความไม่ไปเป็นสุข ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความไม่อุบัติเป็นสุข ความไม่เกิดเป็นสุข ความไม่แก่เป็นสุข ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข ความไม่ตายเป็นสุข ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความไม่รำพันเป็นสุข ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข

 

[๒๐] ทุกขานุปัสสนา–สุขานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข เครื่องหมายเป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความประมวลมาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็นสุข ความไปเป็นทุกข์ ความไม่ไปเป็นสุข ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความอุบัติเป็นทุกข์ ความไม่อุบัติเป็นสุข ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข ความป่วยไข้เป็นทุกข์ ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข ความตายเป็นทุกข์ ความไม่ตายเป็นสุข ความเศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข

 

[๒๑] ภยานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย เครื่องหมายเป็นภัย ความประมวลมาเป็นภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไปเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็นภัย ความเกิดเป็นภัย ความแก่เป็นภัย ความป่วยไข้เป็นภัย ความตายเป็นภัย ความเศร้าโศกเป็นภัย ความรำพันเป็นภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย

 

[๒๒] เขมานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย ความไม่มีเครื่องหมาย ปลอดภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไม่ไปปลอดภัย ความไม่บังเกิดปลอดภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความไม่แก่ปลอดภัย ความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย ความไม่รำพันปลอดภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย

 

[๒๓] ภยานุปัสสนา–เขมานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย เครื่องหมายเป็นภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัย ความประมวลมาเป็นภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไปเป็นภัย ความไม่ไปปลอดภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความไม่บังเกิดปลอดภัย ความอุบัติเป็นภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ความเกิดเป็นภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความป่วยไข้เป็นภัย ความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความตายเป็นภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความเศร้าโศก เป็นภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย ความรำพันเป็นภัย ความไม่รำพันปลอดภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย

 

[๒๔] สามิสานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส [เครื่องล่อ –สามิส เพราะไม่พ้นไปจากวัฏฏามิสและโลกามิส] ความเป็นไปมีอามิส ความสืบต่อมีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความบังเกิดมีอามิส ความอุบัติมีอามิส ความเกิดมีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความตายมีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความรำพันมีอามิส ความคับแค้นใจมีอามิส

 

[๒๕] นิรามิสานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส [หมดเครื่องล่อ –นิรามิส เพราะตรงกันข้ามกับ สามิส สิ่งใดเป็นสามิส สิ่งนั้นเป็นพียงสังขารเท่านั้น] ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความไม่มีอุบัติไม่มีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความ

ไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส

 

[๒๖] สามิสานุปัสสนา–นิรามิสานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส เครื่องหมายมีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิส ความสืบต่อมีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มีอามิส ความไปมีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความบังเกิดมีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความอุบัติไม่มีอามิส ความไม่อุบัติไม่มีอามิส ความเกิดมีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส ความแก่มีอามิส ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความตายมีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส ความรำพันมีอามิส ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความคับแค้นใจมีอามิส ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส

 

[๒๗] สังขารานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็นสังขาร เครื่องหมายเป็นสังขาร ความประมวลมาเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ความไปเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ความเกิดเป็นสังขาร ความแก่เป็นสังขาร ความป่วยไข้เป็นสังขาร ความตายเป็นสังขาร ความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร

 

[๒๘] นิพพานานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน [เพราะสงบจากสิ่งตรงกันข้ามกับสังขาร] ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพาน ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไม่ไปเป็นนิพพาน ความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความไม่เกิดเป็นนิพพาน ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพาน ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน

 

[๒๙] สังขารานุปัสสนา–นิพพานานุปัสสนา = ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน เครื่องหมายเป็นสังขาร ความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความประมวลมาเป็นสังขาร ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพาน ความสืบต่อเป็นสังขาร ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไปเป็นสังขาร ความไม่ไปเป็นนิพพาน ความบังเกิดเป็นสังขาร ความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความอุบัติเป็น สังขาร ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความเกิดเป็นสังขาร ความไม่เกิดเป็นนิพพาน ความแก่เป็นสังขาร ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความป่วยไข้เป็นสังขาร ความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความตายเป็นสังขาร ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพาน ความรำพันเป็นสังขาร ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน

 

จบ ปฐมภาณวาร--------------------

 

จากข้อธรรมใน “อภิญเญยยธรรม” ทั้งหมดนั้น ในข้อ [๑๐] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ มีทุกข์ เป็นต้นโดยประกอบเข้ากับ “อริยสัจจ์ ๔” พระสารีบุตรกล่าวประมวล การวิสัชนา ๒๔ อย่าง ด้วยจตุกกะ ๖ ไว้ในบทมี อาทิว่า ทุกฺขํ อภิญฺเญยฺยํ ทุกข์ ควรรู้ยิ่ง ด้วยการวิสัชนา ๑๙๕ มีอาทิว่า จกฺขุํ อภิญฺเญยฺยํ โสตํ อภิญฺเญยฺยํ จักขุ... โสตะ ควรรู้ยิ่ง ในไปยาล (ละคำ) ว่า จกฺขุํ ฯลฯ ชรามรณํ - จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ เป็นอันได้ ๑๙๕ จตุกกะ ด้วยอำนาจของจตุกกะเหล่านั้น จึงเป็นการวิสัชนา ๗๘๐ ในจตุกกะ มีอาทิว่า ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ – ชรามรณะ ควรรู้ยิ่งทั้งหมด จึงเป็นการวิสัชนา ๘๐๘ ข้อ โดยประการฉะนี้ว่า จตฺตาริ วิสชฺชนานิ การวิสัชนา ๔ ข้อ ส่วนในข้อ [๑๑–๑๔] พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึง การวิสัชนา ๑,๖๑๖ ข้อ มีทุกข์ เป็นต้น มีชรามรณะเป็นที่สุด ต่อไปด้วย ๒๐๒ อัฏฐกะ ประกอบด้วยบท อย่างละ ๗ บท มีสมุทัย เป็นต้น เพราะฉะนั้น รวมทั้งหมดในการวิสัชนา ๒,๔๒๔ ข้อ ตั้งแต่ ข้อ [๑๐] ถึงข้อ [๒๙] ซึ่งพอสรุปโดยจัดหมวดหมู่หลักธรรมได้ เพื่อให้สามารถทบทวนท่องจำได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนี้

 

[๑๐] อริยสัจจานุปัสสนา

[๑๑] กิจในอริยสัจจ์ ๔

[๑๒] ปริญญาปฏิเวธะ

[๑๓] นิโรธานุปัสสนา

[๑๔] สัจจภาวะแห่งนิพพาน

[๑๕] อนุปัสนา ๗

[๑๖] กฎแห่งกรรม

[๑๗] การเกิด –การดับ [ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน]

[๑๘] ทุกขานุปัสสนา

[๑๙] สุขานุปัสสนา

[๒๐] ทุกขานุปัสสนา–สุขานุปัสสนา [ปฏิปักษ์ธรรม]

[๒๑] ภยานุปัสสนา

[๒๒] เขมานุปัสสนา

[๒๓] ภยานุปัสสนา–เขมานุปัสสนา [ปฏิปักษ์ธรรม]

[๒๔] สามิสานุปัสสนา

[๒๕] นิรามิสานุปัสสนา

[๒๖] สามิสานุปัสสนา–นิรามิสานุปัสสนา [ปฏิปักษ์ธรรม]

[๒๗] สังขารานุปัสสนา

[๒๘] นิพพานานุปัสสนา

[๒๙] สังขาร–นิพพาน [ปฏิปักษ์ธรรม]

 

หมายเหตุ “ภาวะสัจจะแห่งนิพพาน” = การดับทุกข์–การดับสมุทัย–การดับฉันทราคะ–อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์)

 

กล่าวโดยสรุป ในการศึกษาพระธรรมนั้น ธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่ง “อภิญเญยยธรรม” จึงหมายถึง “สุตมยญาณ–สุตมยปัญญา” ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าองค์ความรู้ที่ได้จากผู้อื่น คือ “ปรโตโฆสะ” แต่ในทางทฤษฎีนั้น หมายถึง บรรดาปัญญาวิปัสสนา ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั้งหมดที่สัมปยุตต์กับ “นามรูป–ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ซึ่งหมายถึง “กองทุกข์แห่งชีวิต–อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งประกอบด้วยธรรม ๒๒ ประการได้แก่  (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ในธรรมทั้งหมด ๒๒ ประการ นี้ คือ “อภิญเญยยธรรม” [องค์ความรู้ที่เกิดจากการฟังธรรมจากผู้รู้แห่งตถาคตสาวกผู้เป็นกัลยาณมิตร] ที่จะกลายเป็นฐานข้อมูลแห่งปัญญาที่จะทำให้เกิด “ญาณ” คือ ปัญญารู้ชัด–ปรีชาหยั่งรู้ ที่เป็นผลพ่วงจะการเจริญสมาธิภาวนาในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน นั่นคือ (๑) “สมาธิในวิปัสสนา” –สติสัมปชัญญะ ที่เป็น “จิตตัววิปัสสนา” และ (๒) “ญาณทัสสนะ” ที่เห็นตามที่เป็นจริงด้วย “ญาณในวิปัสสนา” [วิปัสสนาญาณ–ญาณ ๑๖] หรือ “ปัญญาญาณ” [วิชชา = ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ] ที่เกิดขึ้นในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ฉะนั้น “ปัญญาญาณ” ดังกล่าวนี้ ต้องเกิดขึ้นเป็นทุนเดิมของผู้เจริญภาวนา ไม่ว่าจะสะสมมาจากอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติก็ตาม ที่ทำ “โยนิโสมนสิการ” สืบเนื่องในตนตลอดมา คือ ส่วนหนึ่งเป็น “โลกียปัญญา–โลกียโยนิโสมนสิการ” ที่เรียกว่า “จินตามยปัญญา” และอีกส่วนหนึ่งเป็น “โลกุตตรปัญญา–โลกุตตรโยนิโสมนสิการ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ในส่วนที่เป็น (๑) โลกียญาณ กับ (๒) โลกุตตรญาณ [มัคคญาณ–ผลญาณ–อาสวักขยญาณ สัมโพธิญาณ นิพพานญาณ และโพธิปักขิยธรรม ๓๗] ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เกิด “ปัญญาวิปัสสนา” ได้ด้วยทำ “โยนิโสมนสิการ” นั้น ย่อมประกอบด้วยสัญญาณบ่งบอกถึงความถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” ได้แก่ (๑) กัลยาณมิตตตา (๒) สีลสัมปทา (๓) ฉันทสัมปทา (๔) อัตตสัมปทา (๕) ทิฏฐิสัมปทา (๖) อัปปมาทสัมปทา และ (๗) โยนิโสมนสิการสัมปทา แต่ในทางปฏิบัตินั้น ย่อมเป็นผู้ถึงพร้อมสมบูรณ์ด้วย “อนุตตริยะ ๖” ได้แก(๑) ทัสนานุตริยะ –การเห็นอันประเสริฐ (๒) สวนานุตริยะ –การฟังอันประเสริฐ (๓) ลาภานุตริยะ –การได้อันประเสริฐ (๔) สิกขานุตริยะ –การศึกษาอันประเสริฐ (๕) ปาริจริยานุตริยะ –การบำรุงอันประเสริฐ และ (๖) อนุสตานุตริยะ –อนุสติอันประเสริฐ นอกจากนี้ ยังพร้อมด้วย “พหุการธรรม” คือ ธรรมมีอุปการะมาก อันเป็นเครื่องช่วยให้สามารถสร้างสมความดีอื่นๆ ทุกอย่าง และช่วยให้ประสบความเจริญก้าวหน้าในชีวิต บรรลุความงอกงามไพบูลย์ ที่เรียกว่า “จักร ๔” หมายถึง ธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุจล้อนำรถไปสู่ที่หมาย ได้แก่ (๑) ปฏิรูปเทสวาสะ –อยู่ในถิ่นที่ดี มีสิ่งแวดล้อมเหมาะสม (๒) สัปปุริสูปัสสยะ –สมาคมกับสัตบุรุษ (๓) อัตตสัมมาปณิธิ –ตั้งตนไว้ชอบ ตั้งจิตคิดมุ่งหมายนำตนไปถูกทาง และ (๔) ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว มีพื้นเดิมดี ได้สร้างสมคุณความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น จนรวมถึง เป็นผู้มีความถึงพร้อมด้วย ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ได้แก่ (๑) อินทรียสังวร –การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) โภชเนมัตตัญญุตา –ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) ชาคริยานุโยค –การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป  

 

เพราะฉะนั้น ความถึงพร้อมไพบูลย์บริบูรณ์ด้วย “ปัญญาญาณ” นั้น จึงไม่ใช่เรื่องสามัญกับปุถุชนบุคคลทั่วไป เพราะต้องอาศัย (๑) มีความเพียรชอบ –สัมมัปปธาน ๔ (๒) มีสติชอบ –สติปัฏฐาน ๔ (๓) มีจิตตั้งมั่นชอบ – ฌาน ๔ [สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ] แต่การศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองได้ นั่นคือ การศึกษาฝึกตนใน “อภิญเญยยธรรม” นั้น ย่อมเกิดปัญญาใน “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้น “อภิญเญยยธรรม” หมายถึง ธรรมที่ควรรู้ยิ่งที่เกิดจาก “สุตะ–การสดับฟัง” ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ที่เกิดจากการเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าจากผู้อื่นหรือแหล่งความรู้ต่างๆ คือ “ปรโตโฆสะ” เพื่อใช้เป็น “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ซึ่งหมายถึง องค์ความรู้ทั้งหลายที่จะใช้เป็นบาทฐานใน “จินตามยปัญญา” อันเกิดสืบเนื่องในตนเองโดยการทำ “โยนิโสมนสิการ” และกลายเป็นฐานข้อมูลแห่งปัญญาที่ใช้สืบเนื่องในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ซึ่งหมายถึง “ภาวนามยปัญญา” เพราะฉะนั้น การอ่านทบทวนหลายๆ เที่ยว อย่างสม่ำเสมอ และบังคับให้สมองจดจำให้เจนใจและขบทฤษฎีหลักธรรมได้ คือ ทำให้เกิด “ญาณ” คือ ปัญญาคมชัด ความรู้แจ้ง ซึ่งหมายถึง “อภิญเญยยธรรม” เพราะสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง คือ ความจริง “สัจจะ” ตามนัยแห่ง “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ ๔” อันเป็นเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ” ที่เป็นกระบวนการคิดทบทวน ตริกตรึก ไตร่ตรอง โดยใช้เหตุผลที่ประกอบด้วยปัญญาที่พิจารณาเหตุการณ์หรือสิ่งที่ปรากฏตามที่เป็นจริง ความนึกคิดที่ถูกต้องต้องปรากฏทั้งในปัญญาสามัญและปัญญาในภาวนากัมมัฏฐาน เป็นความคิดที่รู้เท่าทันการ ตามทันอำนาจกิเลสที่เข้ามากลุ้มรุมจิตใจให้ไม่บริสุทธิ์ เศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่เปิดใจรับคุณธรรมใดๆ ได้ เพราะขาดสติ ไม่มีสัมปชัญญะ – “สติปัญญา” ที่มองสรรพสิ่งทั้งหลายด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ที่เป็นไปตามคลองธรรม คือ “ญายธรรมแห่งอริยมรรคโดยมัชฌิมาปฏิปทา” ความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐินั้น ย่อมดับความคิดที่ผิด “มิจฉาทิฏฐิ” ความคิดที่ไม่รู้จริง “อวิชชา” ความคิดที่หลงใหลอย่างขาดสติสัมปชัญญะ “โมหะ” ที่นำไปสู่ความล้มเหลวในการบังคับควบคุมระบบกระบวนการคิดที่มีเหตุผล มีปัญญาเห็นธรรมที่เกิดขึ้นหรือดับเสื่อมไป โดยพึ่งพาอาศัยปัจจัยซึ่งกันและกันตาม “หลักตถตา” หรือ “หลักปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา” ที่โน้มน้าวให้เกิดความสิ้นสงสัยในธรรมที่ปฏิบัติแห่งอริยมรรค มีจิตมั่นคงในอารมณ์เดียว “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” และย่อมวางตนเป็นกลางเพราะมีปัญญารู้ชัดตามที่เป็นจริง “อุเบกขา” มีความเที่ยงธรรมที่จะมองสรรพสิ่งแห่งธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงได้ด้วย “ปัญญาวิปัสสนา” มีระบบกระบวนการคิดที่ถูกวิธีด้วยอุบายแยบคายแห่ง “โยนิโสมนสิการ” จนพัฒนาถึงขั้นเป็นผู้มีปัญญาแตกฉานแห่ง “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ มีความรู้ยิ่งในอรรถมีความรู้ยิ่งในธรรมมีความรู้ยิ่งในภาษามีความรู้ยิ่งในปฏิภาณ ๑ ที่กอปรด้วย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดดัดแปลงประยุกต์ และ (๔) ความคิดทันการ ฉะนั้น ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่งจึงเป็นความนึกคิดตริตรึกอยู่กับหลักอริยมรรค นั่นคือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ ที่ทำให้บุคคลผู้ปฏิบัติบรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลได้ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4959585