๔. การเจริญอิทธิบาทให้บรรลุฌาน

     Cultivating the Path of Accomplishment and Meditative Absorptions

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

 Your Reading Number:  2760

ความสำคัญของบทความ

 

มนุษย์สามัญทั่วไป เมื่อทำกิจการงานใดๆ ย่อมมีปรารถนาความสำเร็จในสิ่งนั้นๆ ความสำเร็จเป็นภาวะจิตที่ปรีดาปราโมทย์ในสิ่งที่ได้กระทำไป เพราะได้รับผลประโยชน์ตามที่คาดหวังเอาไว้ คือ เห็นความสำเร็จไว้ล่วงหน้าไว้ดีแล้ว จึงทำให้มีกำลังพลังใจและพลังกายทำให้กิจการงานนั้น ลุล่วงไปด้วยดี ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่คาดหวังอันเป็น “ปรมัตถประโยชน์แห่งการปฏิบัติธรรม” คือ “นิพพาน” นั่นคือ การเห็นอันยอดเยี่ยมในสิ่งที่ตนต้องประพฤติปฏิบัติธรรม พร้อมด้วยการเห็นข้อประพฤติปฏิบัติอันเยี่ยม คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา” ที่ต้อง “สหรคต–เกิดร่วม–เจือปน–สัมปยุตต์” กับ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง องค์ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้หรืออริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ที่เป็นองค์ประกอบปัจจัยแห่งความสำเร็จในการเจริญฌาน “รูปฌาน ๔” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “อิทธิบาท ๔” ทำให้เกิด (๑) “สมาธิสามัญ”  คือ สมาธิแห่งความตั้งมั่นของจิตในเรื่องงานอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงเรื่องเดียว จนกระทั่งทำงานนั้นสำเร็จ (๒) “ฌานสมาธิ” คือ สมาธิที่เป็น “อุปจารสมาธิ” คือ สมาธิจวนแน่วแน่ กับ “อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิแน่วแน่สนิทเป็นอารมณ์เดียว อันประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ นั่นคือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ที่เป็นสมาธิที่เกิดในวิปัสสนา และเป็นจิตตัววิปัสสนาในเวลาเดียวกัน ที่จะทำให้ “สติบริสุทธิ์” เกิดปัญญารู้ทั่วถ้วน “สัมปชัญญะบริสุทธิ์” จึงวางเฉยต่ออารมณ์ต่างๆ ที่เรียกว่า “อุเบกขา” ซึ่งเป็นเรื่อง “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” และ (๓) “อิทธบาทสมาธิ” คือ สมาธิที่มุ่งหวังความสำเร็จในกิจการงานไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม โดยเฉพาะ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลสให้สำเร็จทั้ง ๔ ประการ ที่เรียกว่า “วุฑฒิ ๔” หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องเจริญ ธรรมเป็นเหตุให้ถึงความเจริญ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียรภาวนา ได้แก่ (๑) “สัปปุริสสังเสวะ” คือ คบหาสัตบุรุษ (๒) “สัทธรรมสวนะ” คือ ฟังสัทธรรม (๓) “โยนิโสมนสิการ” คือ ทำในใจโดยแยบคาย (๔) “ธรรมานุธรรมปฏิบัติติ “ คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในการเจริญภาวนา  ยังต้องแระพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เรียกว่า “ปราชญ์–ผู้รู้–สัตบุรุษ–บัณฑิต” หรือ “อริยบุคคล” ผู้พรั่งพร้อมด้วยปัญญาความรู้ อันเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ คือ มีทั้ง “ปัญญา” และ “กรุณา” และประพฤติตน “บริสุทธิ์” [วิสุทธิ] ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วไม่ต้องการคุณบทแห่งบุคคลดังกล่าวนี้ ก็คงไม่ใช่ทางแห่ง “มัชฌิมาปฏิทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” แน่นอน.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – การเจริญอิทธิบาทให้บรรลุฌาน

 

การเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของธรรมนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ไม่เดินผิดทางในการปฏิบัติธรรมแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” อย่างเช่น หลักธรรม “อิทธิบาท ๔” ที่มุ่งเน้นถึงความสำเร็จแห่งกิจการงานทุกอย่าง ถ้าปราศจากหลักธรรมนี้แล้ว การบรรลุความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ โดยเฉพาะ “สมาธิ” คือ ความตั้งมั่นแห่งจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ที่ประกอบด้วย “องค์ฌาน–ฌานังคะ” จำนวน ๕ องค์ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” และองค์ที่ ๖ คือ “อุเบกขา” ที่สัมปยุตต์กันในชุดหนึ่งๆ ให้กลายเป็น “ฌาน” ในแต่ละขั้น โดยนัย คือ “ฌาน–จตุกกนัย” [ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน] นั่นคือ ฌานขั้นแรกจะมีองค์ฌานครบทั้ง ๕ องค์ และฌานขั้นที่ ๒ จะละ “วิตก–วิจาร” ฌานขั้นที่ ๓ จะละ “ปีติ” และ ฌานขั้นที่ ๔ จะละ “สุข” จะเหลือ “เอกัคคตา” คู่กับ “อุเบกขา” ในฌานแต่ละขั้นนั้น จะต้องประกอบด้วย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” และ “ฌาน–ปัญจกนัย” [ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน–ปัญจมฌาน] นั่นคือ ฌานแต่ละขั้นจะประกอบด้วย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ทุกขั้น ที่คู่กับการลดองค์ฌานลดที่ละองค์ จนถึง “ปัจจมฌาน” จะเหลือ “เอกัคคตา” คู่กับ “อุเบกขา” ฉะนั้น “อิทธิบาท ๔” จะเป็นธรรมที่สัมปยุตต์กับธรรมอื่นของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่ทำให้การเจริญสมถภาวนาประสบความสำเร็จถึง “จิตตสมาธิ” คือ “ฌานจิต” ได้ โดยเฉพาะ “จตุตถฌาน” [ฌานที่ ๔] อันเป็นสมาธิที่แน่วแน่สนิท คือ “อัปปนาสมาธิ” ที่ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตา” ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “จิตประภัสสร” ที่ปราศจากนิวรณ์แล้ว ให้พิจารณาถึงองค์ประกอบของ “อิทธิบาท ๔” ดังนี้

 

“อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่  

(๑) “ฉันทะ” —ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  

(๒) “วิริยะ” —ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย  

(๓) “จิตตะ” —ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  

(๔) “วิมังสา” —ความไตร่ตรอง–ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น  

 

หมายเหตุ: นิยามความหมายของศัพท์บัญญัติ ดังนี้

(๑) คำว่า “อิทธิ” หมายถึง ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง

(๒) คำว่า “อิทธิบาท” หมายถึง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ คือ “นามขันธ์ ๔” ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น

(๓)  คำว่า “เจริญอิทธิบาท” หมายถึง ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก

(๔) คำว่า “ฉันทะ” หมายถึง ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม

(๕) คำว่า “วิริยะ” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ

(๖) คำว่า “จิต” หมายถึง มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน

(๗) คำว่า “วีมังสา” หมายถึง ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔ [โดยย่อ บาทอภิญญาทั้ง ๖ ประการ เจริญให้มากทำให้อายุยืน ซึ่งเป็นขั้นตอนของการกำจัด “นิวรณ์ ๕–นิวรณูปกิเลส” และ “อุปกิเลส ๑๖–จิตตอุปกิเลส” รวมทั้ง “กิเลส ๑๐” ซึ่งเป็น  “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ที่ต้องกำจัดด้วย “อธิจิตตสิกขา” คือ จิดอันยิ่ง] ดังนี้

(๑)  ไม่ย่อหย่อนเกินไป “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยความเกียจคร้าน สัมปยุตต์ด้วยความเกียจคร้าน

(๒)ไม่ต้องประคองเกินไป “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยอุทธัจจะ สัมปยุตต์ด้วยอุทธัจจะ [ฟุ้งซ่าน]

(๓) ไม่หดหู่ในภายใน “อิทธิบาท ๔” ประกอบด้วยถีนมิทธะ สัมปยุตต์ด้วยถีนมิทธะ [ความง่วงเหงาหาวนอน]

(๔) ไม่ฟุ้งซ่านไปภายนอก “อิทธิบาท ๔” พล่านไป ปรารภ “กามคุณ ๕” ในภายนอก ไม่เกิดสมาธิแห่งจิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว คือ “สัมมาสมาธิ”

(๕) มีความสำคัญในเบื้องหลังและเบื้องหน้า  “เบื้องล่างฉันใด–เบื้องบนก็ฉันนั้น” และ “เบื้องบนฉันใด–เบื้องล่างก็ฉันนั้น” เช่น กายคตาสติ [อาการ ๓๒–ปฏิกูลมนสิการ] รวมทั้ง “กลางวันฉันใด–กลางคืนก็ฉันนั้น” และ “กลางคืนฉันใด–กลางวันก็ฉันนั้น” เกิดความรู้แจ้งแทงตลอด   “ปฏิเวธะ” ที่สว่างไสวแห่งจิต คือ อาการรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญาชัด

(๖)  จิตใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่ “อาโลกสัญญา–ทิวาสสญฺญา” [ความสำคัญว่าแสงสว่าง ไม่ว่าหลับหรือลืมตาก็เห็นรูปเช่นเดียวกัน คือ เกิดความสว่างไสวไม่ว่าวันหรือคืน] ดังเช่นบุคคลประเภทที่ ๔ “สว่างมา–สว่างไป” คือ สภาวะจิตไม่เกิดปัญญาทึบ หรือความทรามปัญญา แต่ “สะอาด–ผ่องใส–เบิกบาน” คือ เป็นคนที่จิตใจสว่างไสวเกิดปัญญาแท้ 

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึง “อิทธิบาท ๔” มีความสัมพันธ์ในการกำหนดความสำเร็จในกิจกับ “สมาธิ” และ “ฌาน” ของฝ่ายสมถภาวนาโดยตรง คำว่า “สมาธิ” หมายถึง ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ โดยแยกออกเป็น ๔ ประการ (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ –หน้าที่ ๑๙๘–๒๑๒ FILE 78) ได้แก่

(๑)  การเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “ฉันทสมาธิปธานสังขาร”

(๒) การเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วิริยสมาธิปธานสังขาร”

(๓) การเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “จิตตสมาธิปธานสังขาร”

(๔) การเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วิมังสาสมาธิปธานสังขาร”

 

(๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

[ฉันทสมาธิ]

ถ้าโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทำฉันทะให้เป็น–อธิบดี [ใหญ่ยิ่ง–ผู้เป็นใหญ่–ผู้เป็นหัวหน้า] แล้ว จึงได้–สมาธิ ได้–เอกัคคตาแห่งจิต สมาธินี้เรียกว่า “ฉันทสมาธิ” โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ป้องกัน–บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ละเว้น–บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ สร้าง–กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ความดำรงอยู่–ความไม่สาบสูญ–ความภิญโญยิ่ง–ความไพบูลย์–ความเจริญ–ความบริบูรณ์–แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ–ความขะมักเขม้น–ความบากบั่น–ความตั้งหน้า–ความพยายาม–ความอุตสาหะ–ความทนทาน–ความเข้มแข็ง–ความหมั่น–ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย–ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ–ความไม่ทอดทิ้งธุระ–ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี–วิริยะ–วิริยินทรีย์–วิริยพละ–สัมมาวายามะ.

 

[ฉันทสมาธิฌาน]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา [๑. ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า ๒. ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว ๓. สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา คือ ปฏิปทาที่ปฏิบัติได้สะดวก แต่รู้ได้ช้า] อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “ฉันทสมาธิปธานสังขาร”.

 

[ฉันทิทธิบาท]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด “ฉันทะ” = ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า “ฉันทิทธิบาท”. ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วย “ฉันทิทธิบาท”.

 

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย “ฉันทะ–สมาธิ–อิทธิบาท–และ–ปธานสังขาร” ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้.

 

(๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

[วิริยสมาธิ]

ถ้าโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทำความเพียรให้เป็น–อธิบดี แล้ว จึงได้–สมาธิ ได้–เอกัคคตาแห่งจิต สมาธินี้เรียกว่า “วิริยสมาธิ” โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ป้องกัน–บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ละเว้น–บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ สร้าง–กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ความดำรงอยู่–ความไม่สาบสูญ–ความภิญโญยิ่ง–ความไพบูลย์–ความเจริญ–ความบริบูรณ์–แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ–ความขะมักเขม้น–ความบากบั่น–ความตั้งหน้า–ความพยายาม–ความอุตสาหะ–ความทนทาน–ความเข้มแข็ง–ความหมั่น–ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย–ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ–ความไม่ทอดทิ้งธุระ–ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี–วิริยะ–วิริยินทรีย์–วิริยพละ–สัมมาวายามะ.

 

[วิริยสมาธิฌาน]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วิริยสมาธิปธานสังขาร”.

 

 [วิริยิทธิบาท]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติและสุข–อันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด “วิริยะ” = การปรารภความเพียรทางใจ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า “วิริยิทธิบาท”. ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วย “วิริยิทธิบาท”.

 

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย “ฉันทะ–สมาธิ–อิทธิบาท–และ–ปธานสังขาร” ดังกล่าวมานี้ ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้นจึงเรียกว่า “ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้.

 

(๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

[จิตตสมาธิ]

ถ้าโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทำจิตให้เป็น–อธิบดี แล้ว จึงได้–สมาธิ ได้–เอกัคคตาแห่งจิต สมาธินี้เรียกว่า จิตตสมาธิ. โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ป้องกัน–บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ละเว้น–บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ สร้าง–กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ความดำรงอยู่–ความไม่สาบสูญ–ความภิญโญยิ่ง–ความไพบูลย์–ความเจริญ–ความบริบูรณ์–แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ–ความขะมักเขม้น–ความบากบั่น–ความตั้งหน้า–ความพยายาม–ความอุตสาหะ–ความทนทาน–ความเข้มแข็ง–ความหมั่น–ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย–ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ–ความไม่ทอดทิ้งธุระ–ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี–วิริยะ–วิริยินทรีย์–วิริยพละ–สัมมาวายามะ.

 

[จิตตสมาธิฌาน]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “จิตตสมาธิปธานสังขาร”.

 

[จิตติทธิบาท]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด “จิต–จิตฺตํ” = มโน มานัส–มานสํ หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “จิตติทธิบาท. ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วย จิตติทธิบาท”.

  

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย “ฉันทะ–สมาธิ–อิทธิบาท–และ–ปธานสังขาร” ดังกล่าวมานี้ ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้.

 

(๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร

[วิมังสาสมาธิ]

ถ้าโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทำปัญญาให้เป็น–อธิบดี แล้ว จึงได้–สมาธิ ได้–เอกัคคตาแห่งจิต สมาธินี้เรียกว่า วิมังสาสมาธิ. โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ป้องกัน–บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ละเว้น–บาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ สร้าง–กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อ ความดำรงอยู่–ความไม่สาบสูญ–ความภิญโญยิ่ง–ความไพบูลย์–ความเจริญ–ความบริบูรณ์–แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ–ความขะมักเขม้น–ความบากบั่น–ความตั้งหน้า–ความพยายาม–ความอุตสาหะ–ความทนทาน–ความเข้มแข็ง–ความหมั่น–ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย–ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ–ความไม่ทอดทิ้งธุระ–ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี–วิริยะ–วิริยินทรีย์–วิริยพละ–สัมมาวายามะ.

 

[วิมังสาสมาธิฌาน]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วิมังสาสมาธิปธานสังขาร”.

 

 [วิมังสิทธิบาท]

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ เจริญ โลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่–นิพพาน เพื่อประหาณ–ทิฏฐิ เพื่อบรรลุ–ปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจาก–อกุศลธรรม ทั้งหลายแล้ว บรรลุ–ปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–มีปีติ–และ–สุขอันเกิดแต่วิเวก เป็น–ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ ในสมัยใด “ปัญญา” =  กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใดนี้เรียกว่า “วิมังสิทธิบาท”. ธรรมทังหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วย “วิมังสิทธิบาท”.

 

โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย “ฉันทะ–สมาธิ–อิทธิบาท–และ–ปธานสังขาร” ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้.

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรม โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร ยังต้องพิจารณาถึง การเจริญอิทธิบาทยัง (๑) ทำ “ฤทธิ์ให้บริบูรณ์” และ (๒) ทำให้บรรลุถึง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” ได้ด้วย รวมทั้ง (๓) ทำให้ถึง “สภาวะความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ” และ (๔) “ทำให้อายุยืน” อีกประการหนึ่ง (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ –หน้าที่ ๑๒๑–๑๓๐ FILE 31) ดังนี้

 

(๑) เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ทำฤทธิ์ให้บริบูรณ์ได้

[๑๑๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้นยังฤทธิ์ให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔” สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล จักยังฤทธิ์ ให้สำเร็จบริบูรณ์ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ย่อมยังฤทธิ์ให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔” สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบัน ย่อมยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ย่อมยังฤทธิ์ให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทสมาธิ และ ปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย “วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ” และ “ปธานสังขาร”.

 

[๑๑๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น ยังฤทธิ์ให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”  เหล่านี้แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล จักยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น จักยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”  เหล่านี้แล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบัน ย่อมยังฤทธิ์ให้สำเร็จบริบูรณ์ สมณะหรือพราหมณ์ทั้งหมดนั้น จักยังฤทธิ์ให้สำเร็จได้บริบูรณ์ ก็เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”  เหล่านี้แล.

 

 (๒) เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ทำให้บรรลุถึง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ”  

 

[๑๑๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีตกาลกระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่งอิทธิบาท ๔ ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล จักทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”  เหล่านี้แล ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบัน กระทำให้แจ้งซึ่ง“เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทสมาธิ และ ปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยสมาธิ–จิตตสมาธิ–วิมังสาสมาธิ–และ–ปธานสังขาร.

 

[๑๑๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีตกาลกระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้แล ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอนาคตกาล จักทำให้แจ้งซึ่ง“เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง“เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้แล ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในปัจจุบัน กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ภิกษุทั้งหมดนั้น กระทำให้แจ้งซึ่ง “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เพราะเจริญ กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔”  เหล่านี้แล.

 

(๓) เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ทำให้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ

 

[๑๑๑๘]  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย ฉันทสมาธิ และ ปธานสังขาร ย่อมเจริญอิทธิบาทประกอบด้วย วิริยสมาธิ–จิตตสมาธิ–วิมังสาสมาธิ–และ–ปธานสังขาร.

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้แล เพราะได้เจริญ ได้กระทำให้มากซึ่ง “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้แล เขาจึงเรียก “ตถาคต” ว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”.

 

(๔) เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ทำให้อายุยืน

[๑๑๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงเวสาลี ครั้นเสด็จเที่ยวบิณฑบาตแล้ว เวลาปัจฉาภัต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสเรียกท่านพระอานนท์ มาตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงถือเอาผ้านิสีทนะ เราจะเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ เพื่อพักผ่อนในตอนกลางวัน ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถือผ้านิสีทนะตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางเบื้องพระปฤษฏางค์.

 

[๑๑๒๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ประทับนั่งบนอาสนะที่ท่านพระอานนท์ปูถวาย ส่วนท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ กรุงเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ “อิทธิบาท ๔”.

 

“อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้น เมื่อจำนงอยู่พึงดำรงอยู่ได้กัปหนึ่ง หรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”

 

“ดูก่อนอานนท์ “อิทธิบาท ๔” อันตถาคตเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง”.

 

[๑๑๒๕] แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตอันโอฬาร กระทำโอภาสอันโอฬารอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัปหนึ่ง ขอพระสุคตจงทรงดำรงอยู่ตลอดกัปหนึ่ง เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ เพราะถูกมารเข้าดลใจ.

 

[๑๑๒๖] แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เมืองเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์. .. ตถาคตนั้น เมื่อจำนงอยู่พึงดำรงอยู่ได้กัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัปหนึ่ง.

 

[๑๑๒๗] แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิมิตอันโอฬาร กระทำโอภาสอันโอฬารอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ก็มิอาจรู้ทัน จึงมิได้ทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า. . . เพราะถูกมารเข้าดลใจ.

 

[๑๑๒๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านพระอานนท์ ว่า “เธอจงไปเถิด อานนท์ เธอรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้ว ไปนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่งในที่ไม่ไกล.

 

[๑๑๒๙] ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เมื่อท่านพระอานนท์หลีกไปแล้วไม่นาน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

 

“ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุสาวกของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาท [อ่านว่า “ปะ–รับ–ปะ–วาด” หมายถึง คำกล่าวของคนพวกอื่นหรือลัทธิอื่น คำกล่าวโทษคัดค้านโต้แย้งของคนพวกอื่น] ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น”  

 

ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็บัดนี้ ภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว ได้รับแนะนำแล้ว แกล้วกล้า [เวสารัชชะ –มั่นใจในตนเองอย่างอาจหาญ ไม่ครั่นคร้าม]  เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบประพฤติตามธรรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้งเปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรม [ความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรม = ปฏิเวธะ] ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นในเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

 

[๑๑๓๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ภิกษุณีสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม. . . ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุณีผู้เป็นสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว. . . แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรม [ผู้จำแนกแจกธรรมทั้งหลายได้] ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงทรงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

 

[๑๑๓๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป อุบาสก ฯลฯ อุบาสิกาสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติธรรม ไม่ประพฤติธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้ เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ อุบาสิกาสาวิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้เฉียบแหลมแล้ว ได้รับแนะนำแล้ว แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายได้ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ข่มขี่ปรัปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพาน ในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

 

[๑๑๓๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป พรหมจรรย์ของเรานี้ จักยังไม่สมบูรณ์ แพร่หลาย กว้างขวาง รู้กันโดยมาก แน่นหนา [มั่นคง] จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพาน เพียงนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็บัดนี้ พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์แล้ว แพร่หลาย กว้างขวาง รู้กันโดยมาก แน่นหนา [มั่นคง] จนกระทั่งพวกเทวดาและมนุษย์ประกาศได้ดีแล้ว [สตฺถา เทวมนุสฺสานํ คือ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงปรินิพพานในบัดนี้เถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานในบัดนี้ เถิด บัดนี้ เป็นเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า.

 

[๑๑๓๓] เมื่อมารกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยเถิด การปรินิพพานแห่งตถาคตจักมีในไม่ช้า แต่นี้ล่วงไปอีก ๓ เดือนตถาคตจักปรินิพพาน.

 

[๑๑๓๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระสติสัมปชัญญะทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงอายุสังขารแล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และเกิดขนพองสยองเกล้าน่าพึงกลัว ทั้งกลองทิพย์ก็บันลือลั่น.

 

[๑๑๓๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้น ความว่า มุนี เมื่อเทียบเคียงนิพพาน และภพได้ปลงเสียแล้วซึ่งธรรมอันปรุงแต่งภพ ยินดีแล้วในภายใน มีจิตตั้งมั่นแล้ว ได้ทำลายแล้วซึ่งข่าย คือ กิเลสอันเกิดในตนเปรียบดังเกราะ.

 

กล่าวโดยสรุป การทำให้อายุยืนเพิ่มขึ้นนั้น เกี่ยวข้องกับภารกิจที่ยิ่งใหญ่เป็นประโยชน์มหาศาล มีผู้ที่จะได้รับประโยชน์แสดงเจตจำนง [ความมุ่งหมายตั้งใจ] ขอให้อายุยืนด้วยอีกองค์ประกอบปัจจัยหนึ่ง  และตัวผู้จะมีอายุยืนก็เป็นฝ่ายเจริญ “อิทธิบาท ๔”  อีกองค์ประกอบปัจจัยหนึ่ง เช่นกัน ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรที่ยิ่งใหญ่ สวดเจริญ “อิทธิบาท ๔”  แล้ว ย่อมไม่เกิดผลอะไรมากดังใจนึกคิดที่จะได้ มิฉะนั้น พวกลักเล็กขโมยน้อย พวกกันเจริญ “อิทธิบาท ๔”  พากันลักขโมยสำเร็จทุกครั้ง แถมยังมีอายุยืนกว่าพวกเจ้าทรัพย์ แล้ว ชาวบ้าน พ่อค้าแม่ค้าย่านตลาด จะทำอย่างไรดี ฉะนั้น ปรากฏการณ์นี้ คงน่าพิลึกกึกกือ ข้อกระทู้นี้ไม่เป็นจริงแน่นอน

 

ดังนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร ไม่สามารถเจริญ “อิทธิบาท ๔” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเกิดสมาธิที่ตั้งมั่นจิตชอบนั้น คงจะสมบูรณ์มีผลสัมฤทธิ์ได้ยาก และมักจะเป็น “มิจฉาสมาธิ” มากกว่า ที่สนับสนุนพวกอกุศลกรรม เปรียบเสมือนการทำความดีก็ดีไม่ถึงที่สุด ไปได้ครึ่งๆ กลางๆ ก็ล้มสลายผลาญความดีนั้นไปเสีย เพราะความตั้งใจไม่เด็ดเดี่ยวอย่างแท้จริง ไม่มั่นใจในวิธีหรือแนวทางของการกระทำ โดยเฉพาะ เข้าไม่ถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร จะต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ผู้คงแก่เรียน ในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ “ข้อประพฤติปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง” รู้จักหาเหตุผลและพัฒนากระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ คือ “โยนิโสมนสิการ” ในธรรมทั้งหลายอย่างสม่ำเสมอ สืบเนื่องกันเป็น นิตย์ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องในการพัฒนาจิตใจตนเองนั้น ย่อมเกิด “ธรรมสมาธิ ๕” อันนำไปสู่การพัฒนาสมาธิใน “รูปฌาน ๔” และ “อรูปฌาน ๔” นั่นคือ “ฌานสมาบัติ–สมาบัติ ๘” ซึ่งเป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการเจริญภาวนาหรือการปฏิบัติธรรม [นั่งสมาธิ] ฉะนั้น “ทักษะการอ่าน” จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการค้นคว้าศึกษาพระธรรม จากสื่อความรู้ต่างๆ มากมายในปัจจุบัน ที่นอกเหนือจาก “การฟังธรรม–ธรรมสวนะ–ธัมมัสสวนะ” หมายถึง การหาความรู้ความเข้าใจในหลักความจริงความถูกต้องดีงาม ด้วยการเล่าเรียน อ่านและสดับฟัง การศึกษาหาความรู้ที่ปราศจากโทษ จากสื่อหรือผู้รู้แห่งสัตบุรุษ และ “การสนทนาธรรม–ธรรมสากัจฉา” หมายถึง การสนทนากันในทางธรรมกับกัลยาณมิตรผู้มีปัญญามาก [ปัญญาพาหุลละ] ที่เรียกว่า “บัณฑิต” [ปณฺฑิโต] เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการ ได้แก่ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิบัติติ ๑

 

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมนั้น เพื่อให้เกิดปัญญาใน “ความเป็นบัณฑิต” [ปณฺฑิโต] ให้พิจารณาถึงเหตุให้เป็นบัณฑิตจะประกอบด้วยปัจจัย ๔ ประการ ดังนี้

(๑) ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ

(๒) ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ

(๓) ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท

(๔) ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ [เหตุที่เป็นไปได้]  และอฐานะ [เหตุที่เป็นไปไม่ได้]

 

นอกจากนี้ คำว่า “บัณฑิต” ยังหมายถึง “ผู้มีปัญญามาก” [มหาปณฺโญ] นั้น จะมีความต่างกันแห่งปัญญามากใน ๖ ประการ เปรียบเทียบกับ (๑) ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความ

ไพบูลย์ และ (๒) ปัญญาของพระอรหันต์ เป็นปัญญาไพบูลย์ นี้เป็นความไพบูลย์แห่งปัญญา มีดังต่อไปนี้

 

 (๑) ปัญญามาก

[๑. ปัญญาพาหุลละ–ผู้มีปัญญามาก ๒. มหาปัญญา–ผู้มีปัญญาใหญ่ ๓. ลหุปัญญา–ผู้มีปัญญาพลัน]

 

ชื่อว่า ปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาคุณคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ฐานะและอฐานะ สมาบัติเป็นเครื่องอยู่ อริยสัจจ์ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์มาก อริยมรรค สามัญญผล อภิญญา นิพพานอันเป็นปรมัตถ์

 

(๒) ปัญญากว้าง

[๑. วิบูลปัญญา–ผู้มีปัญญากว้างขวาง ๒. ปุถุปัญญา–ผู้มีปัญญาแน่นหนา ๓. คัมภีรปัญญา–ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ๔. อัสสามันตปัญญา–ผู้มีปัญญาไม่ใกล้]

 

ชื่อว่า ปัญญากว้าง เพราะญาณ [ปัญญา] กว้างเป็นไปในขันธ์ ๕ ธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท สุญญตา ปฏิสัมภิทา [อรรถ–ธรรม–นิรุตติ–ปฏิภาณศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ฐานะและมิใช่ฐานะ สมาบัติเครื่องอยู่ อริยสัจจ์ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค สามัญผล อภิญญา นิพพานอันเป็นปรมัตถ์ และล่วงธรรมอันทั่วไปแก่ชน

 

(๓) ปัญญาร่าเริง

[๑.หาสปัญญา–ผู้มีปัญญาร่าเริง]

 

ชื่อว่าปัญญาร่าเริง เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ บำเพ็ญศีลบำเพ็ญ อินทรีย์สังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ รู้แจ้งฐานะและมิใช่ฐานะ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงบำเพ็ญสมาบัติเป็นเครื่องอยู่ให้บริบูรณ์ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงแทงตลอดอริยสัจจ์  พร้อมยังสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค ให้เจริญ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ทำให้แจ้งสามัญผล เพราะแทงตลอดอภิญญาทั้งหลาย ผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ ความยินดีและความปราโมทย์ กระทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นปรมัตถ์

 

 

(๔) ปัญญาว่องไว

[๑. ชวนปัญญา–ผู้มีปัญญาแล่นไป ๒. สีฆปัญญา–ผู้มีปัญญาเร็ว]

 

ชื่อว่า ปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็ว ยังรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน หรือรูปอยู่ในที่ใกล้ทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะแล่นไปเร็วโดยความเป็นทุกข์ เพราะแล่นไปสู่เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สู่วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ทั้งมวลโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะแล่นไปเร็วยังจักษุ จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มโน [อายตนะภายใน ๖] รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ [อายตนะภายนอก ๖] อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา  เพราะแล่นไปเร็วในนิพพาน อันเป็นที่ดับรูป เพราะใคร่ครวญพิจารณาทำให้แจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว ชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร เพราะแล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับชรามรณะ โดยทำให้แจ้งชัดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มโน [อายตนะภายใน ๖] รูปะ สัททะ คันธะ  รสะ โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ [อายตนะภายนอก ๖] อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เพราะแล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับชรา มรณะ โดยใคร่ครวญ พิจารณา ทำให้แจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย มโน [อายตนะภายใน ๖] รูปะ สัททะ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ [อายตนะภายนอก ๖] อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา.

 

(๕) ปัญญาคม

[๑. ติกขปัญญา–ผู้มีปัญญาคมกล้า ๒. ภูริปัญญา–ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน]

 

ชื่อว่าปัญญาคม เพราะตัดกิเลสได้เร็ว เพราะไม่ให้กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ที่ให้เกิดขึ้นแล้ว อาศัยอยู่ ไม่ให้อกุศล ธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันนำไปสู่ภพทั้งปวง อาศัยอยู่ คือ ละเว้น ได้แก่ บรรเทา หมายความว่า ทำให้มีที่สุด ให้ถึงความไม่มี. ชื่อว่าปัญญาคม เพราะอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ย่อมเป็นอันบุคคลนี้บรรลุแล้ว คือ ทำให้แจ้งแล้ว ได้แก่ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในอาสนะเดียว

 

(๖) ปัญญาหลักแหลม

[๑. คัมภีรปัญญา–ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ๒. นิพเพธิกปัญญา–ผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส]

 

ชื่อว่า ผู้มีปัญญาหลักแหลม เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความหวาดเสียว ความสะดุ้ง ความรำคาญ ความไม่ยินดี ความไม่ยินดียิ่ง ในสังขารทั้งปวง เมินหน้าไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเจาะ คือ ทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายมาก่อน ทำลายกองโทสะ กองโมหะ โกธะ. อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กรรมที่จะให้ไปสู่ภพทั้งหมด ที่ยังไม่เคยทำลายมาก่อน

 

ฉะนั้น “อิทธิบาท ๔” เป็นองค์ธรรมที่ทำหน้าที่สัมปยุตต์กับ “ฌานธรรมแห่งสมถภาวนา” เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียร สามารถสำเร็จบรรลุคุณธรรมนี้ได้ คือ การชำระล้างให้จิตใจสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว สดใส เบิกบาน ปราศจากนิวรณ์และอุปกิเลสทั้งหลาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ธรรมสมาธิ ๕” และ “องค์ฌาน–ฌานังคะ” ทั้ง ๖ องค์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ธรรมสมาธิ ๕”  หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” ตามมา คือ ความตั้งมั่นของจิต ต้องเจริญพร้อม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่

(๑)  “ปราโมทย์” —ความชื่นบานใจ–ร่าเริงสดใส–ปรีดายินดี  [= ภาวะจิตพื้นฐานในฌาน] 

(๒)      “ปีติ” —ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ [= องค์ฌาน]

(๓) “ปัสสัทธิ” —ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย [= โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]  

(๔) “สุข” —ความรื่นใจไร้ความข้องขัด [= องค์ฌาน]

(๕) “สมาธิ” —ความสงบจิตตั้งมั่นสนิท–ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย [= องค์ฌาน–โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]

 

“องค์ฌาน ๖–ฌานังคะ” หมายถึง องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ หรือ “อารมณ์แห่งกรรมฐาน” ที่เกิดขึ้นขณะมนสิการกรรมฐานหนึ่งๆ ได้แก่

(๑) “วิตก” —ความตรึก ความตริตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ การปักจิตลงสู่อารมณ์

(๒) “วิจาร” —ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์การพิจารณาอารมณ์ การตามฟั้นอารมณ์

(๓) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความปราโมทย์–ปรีดาปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ความดื่มด่ำในใจ ซึ่งเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์

(๔) “สุข” —ความสบายใจ ความสุขทางใจ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง  ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่ “เจโตสัมผัส–มโนสัมผัส” [ความกระทบทางใจ = ใจ–ธรรมารมณ์–มโนวิญญาณ] กิริยาที่เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๕) “อุเบกขา” —ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๖) “เอกัคคตา” —การตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไปภาวะที่จิตตั้งเรียบสงบแน่วไม่ฟุ้งซ่านอยู่ในอารมณ์อันเดียว “ความสงบอินทรีย์” คือ “สมาธินทรีย์–สมาธิพละ–สัมมาสมาธิ”

 

“ฌาน–จตุกกนัย” หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งรูปธรรมเป็นอารมณ์จนแน่วแน่ ฌานที่เป็นรูปาวจร ได้แก่

(๑) “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน–ฌานที่ ๓” มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

“ฌาน–ปัญจกนัย” หมายถึง ภาวะจิตที่เพ่งรูปธรรมเป็นอารมณ์จนแน่วแน่ ฌานที่เป็นรูปาวจร ได้แก่

(๑) “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” มีองค์ ๔ คือ วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน–ฌานที่ ๓” มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๕) “ปัญจมฌาน–ฌานที่ ๕” มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

อนึ่ง ในการจำแนกฌานออกเป็น ๕ ขั้น นั้น เพื่อระบุระดับคุณภาพของจิตตาม “รูปาวจรจิต ๑๕” หมายถึง จิตอันเป็นไปใน “รูปภูมิ–รูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป หรือชั้นของพวกที่ได้รูปฌาน ดังนี้

 

(๑) “รูปาวจรกุศลจิต ๕” คือ กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน

(๑) ปฐมฌานกุศลจิต —ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกุศลจิต —ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) ตติยฌานกุศลจิต —ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกุศลจิต —ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต —ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๒) “รูปาวจรวิบากจิต ๕” คือ วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล

(๑) ปฐมฌานวิบากจิต —ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานวิบากจิต —ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) ตติยฌานวิบากจิต —ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานวิบากจิต —ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานวิบากจิต —ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

(๓) “รูปาวจรกิริยาจิต ๕” คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำ    รูปาวจรกุศล

(๑) ปฐมฌานกิริยาจิต —ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) ทุติยฌานกิริยาจิต —ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) ตติยฌานกิริยาจิต —ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๔) จตุตถฌานกิริยาจิต —ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

(๕) ปัญจมฌานกิริยาจิต —ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

ในการปฏิบัติธรรมนั้น  ให้คำนึงพิจารณาถึงการเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ นั่นคือ ควรศึกษารายละเอียดเป็นกรณีพิเศษ ถึงอิทธิพลที่เป็นผลกระทบต่อการเจริญภาวนา ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” ซึ่งมีผลตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดในการปฏิบัติธรรม  ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” คือ เริ่มต้นปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติให้ชัดและมั่นคง เป็นการเริ่มระลึกอยู่เนืองๆ ในการพิจารณาหรือมนสิการในสภาวธรรม ที่เรียกว่า “อนุปัสสนา” ที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ [สติปัฏฐาน] ได้แก่ “กายานุปัสสนา–เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–ธัมมานุปัสสนา” โดยพิจารณาถึง “สุญญตา–อนัตตตา” คือ สภาวะที่ไม่ใช่ตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาวธรรมเหล่านี้ แฝงด้วยความไม่เที่ยง [อนิจจตา] และความเป็นทุกข์ [ทุกขตา]

(๒) “สัมมัปปธาน ๔” คือ เน้นการประกอบความเพียรถึง “สังวรปธาน” เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น “ปหานปธาน” เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว “ภาวนาปธาน” เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น และ “อนุรักขนาปธาน” เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

(๓) “อิทธิบาท ๔” คือ ความเลื่อมใส ศรัทธา ความปลงใจเชื่ออย่างมีเหตุผลในพระศาสนา ที่ส่งผลให้เกิดความพอใจที่แรงกล้า เป็นแรงดลบันดาลใจ ให้มุ่งกิจให้สำเร็จตามตั้งใจ ได้แก่ “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา”

(๔) “อินทรีย์ ๕” คือ จิตที่เป็นอธิบดียิ่งใหญ่เป็นเจ้าการใหญ่ ที่ปิดกั้นอกุศลธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ไม่ให้เกิดขึ้น ได้แก่ “สัทธา” ความเชื่อ “วิริยะ” ความเพียร “สติ” ความระลึกได้ “สมาธิ”  ความตั้งจิตมั่น “ปัญญา” ความรู้ทั่วชัด

(๕) “พละ ๕” คือ จิตที่เป็นพละกำลัง ที่เป็นแรงปิดกั้นอกุศลธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ไม่ให้เกิดขึ้น ได้แก่ “สัทธา” ความเชื่อ “วิริยะ” ความเพียร “สติ” ความระลึกได้ “สมาธิ”  ความตั้งจิตมั่น “ปัญญา” ความรู้ทั่วชัด

(๖) “โพชฌงค์ ๗” คือ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ ที่มีจิตพื้นฐานบริสุทธิ์ “จิตประภัสสร” เป็นสมาธิที่แน่วแน่ “อัปปนาสมาธิ” ที่มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต” [สติชัดบริสุทธิ์] กับ “อุเบกขา” [สัมปชัญญะกล้า–ความรู้รอบชัด] จึงเป็น “สมาธิในวิปัสสนา” และ “จิตผู้วิปัสสนา” ในบรรดาสภาวธรรมทั้งหลานในภูมิแห่งวิปัสสนา ได้แก่ “สติ” ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง “ธัมมวิจยะ” ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม  “วิริยะ” ความเพียร “ปีติ” ความอิ่มใจ “ปัสสัทธิ” ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ “สมาธิ” ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ “อุเบกขา” ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่ทำให้พ้นทุกข์ และกลายเป็นอริยบุคคล ดังนี้ (๑) “อธิปัญญาสิกขา” ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ” เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท “สัมมาสังกัปปะ” ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์  หรือ กุศลวิตก ๓ (๒) “อธิสีลสิกขา” ประกอบด้วย “สัมมาวาจา” เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ “สัมมากัมมันตะ” กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ “สัมมาอาชีวะ”  เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ และ (๓) “อธิจิตตสิกขา” ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ” พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน ๔ หรือ สัมมัปปธาน ๔ และ “สัมมาสมาธิ” ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ ข้อพึงสังเกต คือ “มรรคมีองค์ ๘” [อริยมรรค] นี้ เรียกอีกอย่างว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” หรือเรียกชื่อเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ซึ่งหมายถึง องค์ประกอบแห่งข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐใน “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา” ที่เน้นการศึกษาค้นคว้าที่ถูกต้องในธรรมทั้งหลาย ๓ ขั้นตอนตามหลัก “ไตรสิกขา” ได้แก่ (๑) เริ่มด้วยปัญญา คือ อธิปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา คือ อธิศีล (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง คือ อธิจิตต์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้แจ้งแทงตลอดใน “อริยสัจจ์ ๔”

 

ประการสุดท้ายนี้ ในการศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ต้องทำให้มาก อย่างสืบเนื่อง อยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหรือฟังบรรยายจากกัลยาณมิตรก็ตาม เพราะเป็นเรื่อง “ปรมัตถสัจจะ” ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ “อภิธรรม” เพื่อจะให้เข้า “บรมธรรม” หมายถึง “พระนิพพาน” แต่ความสำเร็จในการบรรลุธรรมแห่งการตรัสรู้สัมโพธิญาณนั้น ก็เริ่มด้วยการเจริญ “อิทธิบาท ๔” ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักธรรมของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น หลักธรรม “อิทธิบาท ๔” นี้ จะทำให้ผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรนั้น สามารถบรรลุฌานสมาบัติได้ นั่นคือ “รูปฌาน ๔” ซึ่งหลักธรรม “อิทธิบาท ๔” เป็นหลักธรรมหนึ่งที่อยู่ในธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ “สัมโพธะ” หรือสนับสนุน “อริยมรรค” ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ธรรมดังกล่าวทั้งหมดนี้ ย่อมสัมปยุตต์กับ “รูปฌาน ๔” ซึ่งหมายถึง “สมถภาวนา–สมถกรรมฐาน” ที่มุ่งเน้นให้จิตเกิด “ธรรมสมาธิ ๕” และ “ฌานจิต–สมาธิจิต” อันเป็น “จิตประภัสสร” คือ จิตที่ปราศจากนิวรณ์.

 

 

 

Visitor Number:
4876979