๔๐. ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งเป็นสุตมยญาณ

        These Phenomena that Should Fully Be Known Are Learning Knowledge

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1338

 ความสำคัญของบทความ

 

ความเข้าใจความเห็นที่ถูกต้องในการพิจารณาธรรมนั้น ย่อมถึงข้อสรุปที่ว่า “ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยทั้งหลายเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้น คือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใดๆ ย่อมดับเสื่อมเป็นธรรมดา” ฉะนั้น “ธรรมชาติ” นั้น จึงชื่อว่า “ธรรมฐิติ–กฎธรรมชาติ” คำนี้เป็นชื่อของ “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย นั่นคือ “ปัจจยุปบัน” แปลว่า ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย และ ญาณในธรรมฐิตินั้น ชื่อว่า “ธัมมัฏฐิติญาณ” อันเป็นญาณที่รู้เห็นจริงตามเป็นจริงด้วยอำนาจแห่งสมาธิภาวนา คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” อันเป็นปัญญาที่เห็นตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ” โดยธรรมชาติของปุถุชนสามัญนั้น บุคคลย่อมไม่เห็นธรรมที่แท้จริง เพราะยินยอมพอใจติดใคร่ตามความปรารถนาของตน ที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา” ยอมเป็นผู้หวั่นไหวหรือผู้ฟุ้งซ่าน “วิกมฺปมานสฺส” ประกอบด้วยความประมาท ไม่สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ ยอมถึงความฟุ้งซ่าน ผู้ที่มีตนอันได้พัฒนาด้วยการเจริญภาวนาดีแล้ว คือ “ภาวิตัตต์” ย่อมเป็นบุคคลมีใจไม่ฟุ้งซ่าน “อนุตฺติณฺเณน มนสา” มีจิตที่เป็นสมาธิได้อย่างสืบเนื่อง “จิตตสมาธิแห่งจตุตถฌาน” จึงเป็นคุณสมบัติของผู้เป็นอริยะในพระธรรมวินัยนี้ ที่เป็นจิตที่สหรคตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” พร้อมด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ฉะนั้น ความสงบวิเวก ความสงัดในกาย ในจิต ในอุปธิ อยู่ในที่อันควรเป็นประโยชน์เกื้อกูลให้เจริญธรรม จึงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนเกื้อกูลในการตรัสรู้และอริยมรรค เพราะตั้งอยู่ในธรรมด้วย ประกอบด้วยธรรมนั้นด้วย ที่เรียกว่า “ธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา” ซึ่งมีอรรถว่า “สมถํ” ได้แก่ สมถะในจตุตถฌาน และ “วิสุทฺธํ” ตามอรรถว่า อันบริสุทธิ์แล้ว เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย กล่าวคือ นิวรณ์ ๕ วิตก วิจาร ปีติและสุข นั่นคือ ปราศจากอุปกิเลสแล้ว “วิปฺปสนฺเนน” คือ ไม่ขุ่นมัว ไม่มีอุปกิเลส ทำให้เกิด “ยถาภูตญาณทสฺสนํ” คือ การรู้และการเห็นตามความเป็นจริง ได้แก่ การกำหนดนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยที่ทำให้เกิดญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย อันเป็นปัญญาเห็นธรรม จนลุถึงปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็น “อานันตริกสมาธิญาณ” เมื่อเกิดมรรคญาณแล้วย่อมเกิดบรรลุถึงด้วยผลญาณในขั้นนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ “การเจริญสุตมยญาณ” ด้วยควรรู้ยิ่งในธรรมอันเป็นปัจจัยพื้นฐานแห่งปัญญาญาณ “อภิญเญยธรรม” ที่ประกอบด้วยทักษะชำนาญในการพิจารณาธรรม “โยนิโสมนสิการ” [จินตามยปัญญา–จินตามยญาณ] ที่เกิดสืบเนื่องในตนทั้งในทางโลกและทางธรรม การฝึกฝนที่ทำให้มาก เจริญให้มาก พิจารณาให้มาก ย่อมเสริมสร้างปัญญาไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นการสัมปยุตต์กันแห่งปัญญาทั้ง ๓ ได้แก่ จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา–และ–ภาวนามยปัญญา ทำให้เกิดคุณธรรมในเบื้องตน คือ ปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” ได้แก่ รอบรู้เชี่ยวชาญในอรรถ ๑ ในธรรม ๑ ในภาษา ๑ ในปฏิภาณ ๑ ซึ่งเป็นคุณสมบัติแห่งบุคคลที่เป็นอริยะ.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๐ ประจำปี ๒๕๕๘ – ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งเป็นสุตมยญาณ

 

เมื่อกล่าวถึง “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา” หมายถึง เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ย่อมเป็น “สุตมยญาณ” ฉะนั้น ธรรมใดๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้นๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น จึงชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งเป็น “สุตมยญาณ” ในการสดับฟังธรรมใดๆ มาดีแล้ว ย่อมทำให้เกิด “ปัญญารู้ทั่วชัด–ญาณ” ในการเจริญภาวนาจำแนกออกเป็นหลักใหญ่ ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิที่มีจิตปรารภความเพียรกุศลละอกุศล มีสัมปชัญญะที่เป็นปัญญารู้เห็นตามที่เป็นจริง มีสติที่ระลึกพิจารณาในธรรม โดยพื้นฐานแล้ว คือ การเจริญฌานสมาบัติที่เป็น “รูปฌาน ๔” เพื่อให้จิตปราศจากนิวรณ์ เพื่อเป็นบาทฐานใน “อรูปฌาน ๔” และ “วิปัสสนา” [สมาธิในวิปัสสนา–สติสัมปชัญญะที่จิตตัววิปัสสนา] และ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การเจริญญาณในวิปัสสนาซึ่งเป็นขั้นตอนของการพัฒนาปัญญา นั่นคือ “วิปัสสนาญาณ” [ญาณ ๑๖–วิปัสสนาญาณ ๙–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘] ทั้งหลาย แต่การเจริญภาวนาทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น ต้องสัมปยุตต์รวมกับ (๓) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” คือ ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค องค์ความรู้แห่งการเจริญภาวนาดังกล่าวนี้ ทำให้เกิด “สภาพแห่งสัจจธรรม” ที่หลากหลายประการในหัวข้อ “ทุติยภาณวาร” ในบทความนี้ โดยนัยที่ว่า สืบทอดองค์ความรู้ด้วยวิธีมุขปาฐะ ที่รวบรวมไว้ในพระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นภาษไทย เป็นธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่งด้วยปัญญาญาณ คือ “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องค้นคว้าด้วย “โยนิโสมนสิการ” อันเป็นปัญญาที่จะเกิดพอกพูนในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ที่สัมปยุตต์ด้วย “เจโตวิมุตติญาณ” และ “ปัญญาวิมุตติญาณ” ที่ให้บรรลุล่วงถึง “โลกุตตรธรรม–มัคคญาณแห่งโลกุตตรมรรค–ผลญาณแห่งโลกุตตรผล” ทั้งปัญญามรรคและปัญญาผลนี้ทำให้สำเร็จในความตรัสรู้สัมโพธิญาณถึงความเป็น “อริยบุคคล ๔” ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคมมี–อนาคมมี–อรหันต์ ตามลำดับ “ปัญญาญาณ” ทั้งหลายดังกล่าวนี้ จะกลายเป็น “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่ถูกต้องยอดเยี่ยมกลายเป็นทักษะประสมการณ์ในการบำเพ็ญเพียรภาวนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้น คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” หมายถึง การรู้และการเห็นตามความเป็นจริง โดยการทำ โยนิโสมนสิการแห่งปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ การกำหนดรู้เห็น “นามรูป–ขันธ์ ๕” ที่สหรคตพร้อมด้วยปัจจัยทั้งหลายได้ มีปัญญาเห็นสังขารธรรมโดยไตรลักษณ์ หรือ มีปรีชาสามารถทางปัญญาแตกฉานในธรรมแห่งธัมมปฏิสัมภิทา จำแนกแจกธรรมตามเป็นจริงด้วย “ความรู้ชัด–ความรู้แจ้ง–ความรู้ยิ่งยวด” [ญาณ–วิชชา–อภิญญา] อันเป็นคุณวิเศษแห่งปฏิเวธะโดยอริยสัจจ์ในพระธรรมวินัยนี้ อย่างไม่จำกัดในกาลแห่งเวลา อันหมายถึง “อมตธรรม–บรมธรรม–พระนิพพาน” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

ทุติยภาณวาร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 268 –276 FILE 68)

 

[๓๐] “พระสารีบุตรได้ชี้แจงถึงการวิสัชนา ๓๑ ข้อ” ดังนี้ สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา สภาพแห่งธรรมที่เป็นบริวาร สภาพแห่งธรรมที่เต็มรอบ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน สภาพแห่งธรรมที่ประคองไว้ สภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไป สภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว สภาพแห่งจิตไม่หวั่นไหว สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความปรากฏแห่งจิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งธรรมเป็นอารมณ์ สภาพแห่งธรรมเป็นโคจร สภาพแห่งธรรมที่ละ สภาพแห่งธรรมที่สละ สภาพแห่งธรรมที่ออก สภาพแห่งธรรมที่หลีกไป สภาพแห่งธรรมที่ละเอียด สภาพแห่งธรรมที่ประณีต สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีอาสวะ สภาพแห่งธรรมเครื่องข้าม สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีเครื่องหมาย สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า สภาพแห่งธรรมที่มีกิจเสมอกัน สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน สภาพแห่งธรรมที่เป็นคู่ สภาพแห่งธรรมที่นำออก สภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ สภาพแห่งธรรมที่เห็น สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๑] “สมถะและวิปัสสนา” ดังนี้ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ สภาพที่พิจารณาเห็นแห่งวิปัสสนา สภาพที่มีกิจเสมอกันแห่งสมถะและวิปัสสนา สภาพมิได้ล่วงกันแห่งธรรมที่เป็นคู่ และ “อริยมรรค ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด” ดังนี้ สภาพที่สมาทานแห่งสิกขาบท สภาพที่โคจรแห่งอารมณ์ สภาพที่ประคองจิตที่ย่อท้อ สภาพที่ปราบจิตที่ฟุ้งซ่าน สภาพที่คุมจิตอันบริสุทธิ์จากความย่อท้อและฟุ้งซ่านทั้ง ๒ ประการ สภาพที่จิตบรรลุคุณวิเศษ สภาพที่แทงตลอดอริยมรรคอันประเสริฐ สภาพที่ตรัสรู้สัจจะ สภาพที่ให้จิตตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๒] “อินทรีย์ ๕” ดังนี้ สภาพที่น้อมไปแห่งสัทธินทรีย์ สภาพที่ประคองไว้แห่งวีริยินทรีย์ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ สภาพที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๓] “พละ ” ดังนี้ สภาพที่สัทธาพละมิได้หวั่นไหวในเพราะความไม่มีสัทธา สภาพที่วีริยพละมิได้หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สภาพที่สติพละมิได้หวั่นไหวเพราะความประมาท สภาพที่สมาธิพละมิได้หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ สภาพที่ปัญญาพละมิได้หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๔] “โพชฌงค์ ๗” องค์แห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ และเป็นธรรมดีและประเสริฐ ชื่อว่า “สัมโพชฌงค์” ดังนี้ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ สภาพที่เลือกเฟ้นแห่งธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ สภาพที่ประคองแห่งวีริยสัมโพชฌงค์ สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติสัมโพชฌงค์ สภาพที่สงบแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่พิจารณาหาทางแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๕] “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้ สภาพที่เห็นแห่งสัมมาทิฏฐิ สภาพที่ตรึกแห่งสัมมาสังกัปปะ สภาพที่กำหนดแห่งสัมมาวาจา สภาพที่ตั้งขึ้นแห่งสัมมากัมมันตะ สภาพที่ผ่องแผ้วแห่งสัมมาอาชีวะ สภาพที่ประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๖] “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–องค์ฌาน” ดังนี้ สภาพที่เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ สภาพที่ไม่หวั่นไหวแห่งพละ สภาพที่นำออกแห่งโพชฌงค์ สภาพที่เป็นเหตุแห่งมรรค สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน สภาพที่เริ่มตั้งแห่งสัมมัปธาน สภาพที่สำเร็จแห่งอิทธิบาท สภาพที่เที่ยงแท้แห่งสัจจะ สภาพที่ระงับแห่งประโยชน์ สภาพที่ทำให้แจ้งแห่งผล สภาพที่ตรึกแห่งวิตก สภาพที่ตรวจตราแห่งวิจาร สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติ สภาพที่ไหลมาแห่งสุข สภาพที่มีอารมณ์เดียวแห่งจิต สภาพที่คำนึง สภาพที่รู้แจ้ง สภาพที่รู้ชัด สภาพที่จำได้ สภาพที่สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๗] “ปริญญา ๓” ดังนี้ สภาพที่รู้แห่งปัญญาที่รู้ยิ่ง สภาพที่พิจารณาแห่งปริญญา สภาพที่สละแห่งปหานะ สภาพแห่งภาวนามีกิจเป็นอย่างเดียว สภาพที่ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา สภาพที่เป็นกองแห่งทุกข์ สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุ สภาพที่ต่อแห่งอายตนะ สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม สภาพที่ปัจจัยไม่ได้ปรุงแต่แห่งอสังขตธรรม ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๘] “สมถจิต” [สมาธิปัญญา] ดังนี้ สภาพที่คิด สภาพที่ไม่มีระหว่างแห่งจิต สภาพที่ออกแห่งจิต สภาพที่หลีกไปแห่งจิต สภาพที่เป็นเหตุแห่งจิต สภาพที่เป็นปัจจัยแห่งจิต สภาพที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต สภาพที่เป็นภูมิแห่งจิต สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งจิต สภาพที่เป็นโคจรแห่งจิต สภาพที่เที่ยวไปแห่งจิต สภาพที่ไปแห่งจิต สภาพที่นำไปยิ่งแห่งจิต สภาพที่นำออกแห่งจิต สภาพที่สลัดออกแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๓๙] “วิปัสสนาจิต” [วิปัสสนาปัญญา] ดังนี้ สภาพที่นึก ในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพที่รู้แจ้ง ในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพที่รู้ชัด... สภาพที่จำได้... สภาพที่จิตมั่นคง ... สภาพที่เนื่อง... สภาพที่แล่นไป... สภาพที่ผ่องใส ... สภาพที่ตั้งมั่น... สภาพที่หลุดพ้น... สภาพที่เห็นว่านี่ละเอียด... สภาพที่ทำให้เป็นเช่นดังยาน... สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้ง ... สภาพที่ตั้งขึ้นเนืองๆ ... สภาพที่อบรม ... สภาพที่ปรารภชอบด้วยดี... สภาพที่กำหนดถือไว้... สภาพที่เป็นบริวาร ... สภาพที่เต็มรอบ... สภาพที่ประชุม ... สภาพที่อธิษฐาน... สภาพที่เสพ... สภาพที่เจริญ... สภาพที่ทำให้มาก... สภาพที่รวมดี... สภาพที่หลุดพ้นด้วยดี... สภาพที่ตรัสรู้... สภาพที่ตรัสรู้ตาม... สภาพที่ตรัสรู้เฉพาะ ... สภาพที่ตรัสรู้พร้อม... สภาพที่ตื่น... สภาพที่ตื่นตาม... สภาพที่ตื่นเฉพาะ... สภาพที่ตื่นพร้อม.. . สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ตาม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้เฉพาะ.... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้พร้อม ... สภาพที่สว่าง... สภาพที่สว่างขึ้น ... สภาพที่สว่างเนืองๆ ... สภาพที่สว่างเฉพาะ... สภาพที่สว่างพร้อม ในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๐] “อริยมรรคจิต” ดังนี้ สภาพที่อริยมรรคให้สว่าง สภาพที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสทั้งหลายเร่าร้อน สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน สภาพที่อริยมรรคหมดมลทิน สภาพที่อริยมรรคสงบ สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสระงับ สภาพแห่งวิเวก สภาพแห่งความประพฤติในวิเวก สภาพที่คลายกำหนัด สภาพแห่งความประพฤติในความคลายกำหนัด สภาพแห่งความประพฤติในความดับ สภาพที่ปล่อย สภาพแห่งความประพฤติในความปล่อย สภาพที่พ้น สภาพแห่งความประพฤติในความพ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๑] “ฉันทะ” ดังนี้ สภาพแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นบาทแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ สภาพที่สำเร็จแห่งฉันทะ สภาพที่น้อมไปแห่งฉันทะ สภาพที่ประคองไว้แห่งฉันทะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ สภาพที่เห็นแห่งฉันทะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๒] “วิริยะ” ดังนี้ สภาพแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นมูลแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นบาทแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นประธานแห่งวิริยะ สภาพที่สำเร็จแห่งวิริยะ สภาพที่น้อมไปแห่งวิริยะ สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิริยะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิริยะ สภาพที่เห็นแห่งวิริยะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๓] “จิตตะ” ดังนี้ สภาพแห่งจิต สภาพที่เป็นมูลแห่งจิต สภาพที่เป็นบาทแห่งจิต สภาพที่เป็นประธานแห่งจิต สภาพที่สำเร็จแห่งจิต สภาพที่น้อมไปแห่งจิต สภาพที่ประคองไว้แห่งจิต สภาพที่ตั้งมั่นแห่งจิต สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต สภาพที่เห็นแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๔] “วิมังสา” ดังนี้ สภาพแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา สภาพที่สำเร็จแห่งวิมังสา สภาพที่น้อมไปแห่งวิมังสา สภาพที่ประคองไว้แห่งวิมังสา สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิมังสา สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา สภาพที่เห็นแห่งวิมังสา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๕] “อริยสัจจ์ ๔” ดังนี้ สภาพแห่งทุกข์ ภาพที่ทุกข์บีบคั้น สภาพที่ทุกข์อันปัจจัยปรุงแต่ง สภาพที่ทุกข์ให้เดือดร้อน สภาพที่ทุกข์แปรปรวน สภาพแห่งสมุทัย สภาพที่สมุทัยประมวลมา สภาพที่สมุทัยเป็นเหตุ สภาพที่สมุทัยเกี่ยวข้อง สภาพที่สมุทัยพัวพัน สภาพแห่งนิโรธ สภาพแห่งนิโรธสลัดออก สภาพที่นิโรธเป็นวิเวก สภาพที่นิโรธเป็นอสังขตะ สภาพที่นิโรธเป็นอมตะ สภาพแห่งมรรค สภาพที่มรรดนำออก สภาพที่มรรคเป็นเหตุ สภาพที่มรรคเห็น สภาพที่มรรคเป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๖] “ยถาภูตญาณทัสสนะ” คือ สภาพที่ถ่องแท้ สภาพที่เป็นอนัตตา สภาพที่เป็นสัจจะ สภาพที่ควรแทงตลอด สภาพที่ควรรู้ยิ่ง สภาพที่ควรกำหนดรู้ สภาพที่ทรงรู้ สภาพที่เป็นธาตุ สภาพที่อาจรู้ได้ สภาพที่รู้ควรทำให้แจ้ง สภาพที่ควรถูกต้อง สภาพที่ควรตรัสรู้ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๗] “สมาบัติ ๘” ดังนี้ เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความกำหนดธรรม ญาณ ความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๘] “มหาวิปัสสนา” ดังนี้ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความสิ้นไป การพิจารณาเห็นความเสื่อมไป การพิจารณาเห็นความแปรปรวน การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง การพิจารณาเห็นโทษ การพิจารณาหาทาง การพิจารณาเห็นอุบายที่จะหลีกไป ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๔๙] “มรรค ๔–ผล ๔” [โลกุตตรมรรค–โลกุตตรผล] ดังนี้ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๐] “อินทรีย์ ๕–พละ ๕” ดังนี้ สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมใจเชื่อ วีริยินทรีย์ด้วยความว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยความว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็น สัทธาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีสัทธา วีริยพละด้วยความไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สติพละด้วยความไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท สมาธิพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ปัญญาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๑] “โพชฌงค์ ๗” ดังนี้ สติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น วีริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าแผ่ไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๒] “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้ สัมมาทิฏฐิด้วยความว่าเห็น สัมมาสังกัปปะด้วยความว่าตรึก สัมมาวาจาด้วยความว่ากำหนดเอา สัมมากัมมันตะด้วยความว่าให้กุศลธรรมเกิด สัมมาอาชีวะด้วยความว่าขาวผ่อง สัมมาวายามะด้วยความว่าประคองไว้ สัมมาสติด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๓] “เจโตวิมุตติ–ปัญญาวิมุตติ” คือ อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์ด้วยความว่านำออก มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมัปธานด้วยความว่าตั้งไว้ อิทธิบาทด้วยความว่าสำเร็จ สัจจะด้วยความว่าเที่ยงแท้ สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาด้วยความว่าพิจารณา สมถะและวิปัสสนาด้วยความว่ามีกิจเสมอกัน ธรรมชาติที่เป็นคู่ด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกัน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๔] “วิสุทธิ ๗–อริยธรรม” คือ สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม จิตตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็น วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด วิมุตติด้วยความว่าสละ ญาณในความสิ้นไปด้วยความว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ฉันทะด้วยควานว่าเป็นมูลฐาน มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา เวทนาด้วยความว่าประชุม สมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐกว่ากุศลธรรมนั้นๆ วิมุตติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[๕๕] “สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ” ดังนี้ ธรรมใดๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้นๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่งเป็น “สุตมยญาณ”

 

จบ ทุติยภาณวาร ฯ ---------------

 

จากหัวข้อธรรมทั้งหมดจำนวน ๒๕ ข้อ นั้น เป็นเนื้อหาสาระที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องจดจำให้ขึ้นใจ “เจนใจ” คือ ชำนาญจำได้แม่นยำ ในใจ พร้อมด้วยมีอุบายที่แยบคายด้วยวิธีคิดที่ถูกวิธีด้วยเหตุผล เห็นประโยชน์แห่งธรรมนั้นๆ “ธรรมอรรถ” เป็นอย่างดี คือ “มีสติ” ระลึกพิจารณาโยงถึงธรรมอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสัมพันธ์กันแห่งการสำเร็จถึงประโยชน์ในปัจจุบันและเบื้องหน้า ด้วย “มีสัมปชัญญะ” ที่ “เจนจบ” ชำนาญทั่วอย่างรอบรู้ หรือ “เจนจัด” มีสันทัดชำนาญการ พร้อมด้วย “มีความเพียร” ในการทำดีละชั่ว ด้วยจิตที่มีคุณธรรม นั่นคือ “โกศล ๓” [โกสัลละ] หมายถึง ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ ได้แก่

(๑) “อายโกศล” ความฉลาดในความเจริญ รอบรู้ทางเจริญและเหตุของความเจริญ นั่นคือ ความรู้ยิ่งในเหตุ หรือ “อัตถปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ และมีความเข้าใจที่สามารถคาดหมายผลดีข้างหน้า อันจะเกิดสืบเนื่องไปจากเหตุ นั่นคือ รอบรู้แตกฉานในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และ “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๒ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม และเห็นผลดีในทางเจริญ ก็สืบสาวไปหาเหตุได้ นั่นคือ รอบรู้แตกฉานในเหตุปัจจัยแห่งปัญหาอุปสรรคนั้นๆ

(๒) “อปายโกศล” ความฉลาดในทางเสื่อม รอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม หรือ “อัตถปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๑ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ และมีความเข้าใจที่สามารถคาดหมายผลเสียข้างหน้า อันจะเกิดสืบเนื่องไปจากเหตุ นั่นคือ รอบรู้แตกฉานในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น และ “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๒ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม และเห็นผลเสียในทางเสื่อม ก็สืบสาวไปหาเหตุได้ นั่นคือ รอบรู้แตกฉานในเหตุปัจจัยแห่งปัญหาอุปสรรคนั้นๆ

(๓) “อุปายโกศล” ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ ทั้งในการป้องกันความเสื่อมและในการสร้างความเจริญ หรือ “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” (ข้อ ๓ ในปฏิสัมภิทา ๔) คือ ความแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบโต้ตอบปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงที หรือแก้ไขเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ฉับพลันทันการ

 

ฉะนั้น การอ่านทบทวนพิจารณาหลายๆ รอบ จึงเป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในกระบวนการคิด ที่ทำให้เกิด “ปัญญา” ความรอบรู้–ความรู้ชัด ที่เป็น “ญาณ” ความหยั่งรู้ในธรรมที่เกิดจากศึกษาค้นคว้า “ธัมมวิจยะ” หรือ “วิมังสา” คือ การสอบสวนทดลอง การตรวจสอบ การหมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดที่ประกอบด้วยปัญญาสามัญ “จินตามยปัญญา–โยนิโสมนสิการ” กับ “สุตมยปัญญา–ปรโตโฆสะ” แล้วสะสมเป็นความจำอันเป็นฐานข้อมูลแห่งทักษะประสบการณ์ ซึ่งหมายถึง ความสันทัดเชี่ยวชาญแห่งวิริยะ ไหวพริบปฏิภาณแห่งสติ ปัญญารอบรู้แห่งสัมปชัญญะ ทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรมแห่งยถาภูตญาณทัสสะ” ที่เห็นสังขารธรรมโดย “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔” [ปัญญาขันธ์ ได้แก่ ธัมมวิจยะ–วิมังสา–ปฏิสัมภิทา–สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น] อันเป็นฐานภูมิให้แก่เกิด “ปัญญาตรัสรู้แห่งสัมโพธิญาณ” ที่ประกอบด้วย “ปัญญามรรค–มัคคญาณ–ปัญญาผล–ผลญาณ–ปัจจเวกขณญาณ” [วิมุตติญาณทัสสนขันธ์] และ “ปัญญาวิมุตติ–ปหาน–วิราคะ–วิโมกข์–วิสุทธิ–สันติ–นิโรธ–นิพพาน” [วิมุตติขันธ์] กล่าวโดยย่อ ให้มีสติสัมปชัญญะกำหนดรู้หมายจำใน “ธรรมขันธ์ ๕” ได้แก่ (๑) สีลขันธ์ (๒) สมาธิขันธ์ (๓) ปัญญาขันธ์ (๔) วิมุตติขันธ์ (๕) วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ หรือมีความถึงพร้อมด้วย “อริยธรรม ๕” ได้แก่ “อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยญาณทัสสนะ–อริยวิมุตติ” ด้วยเหตุนี้ คำศัพท์หลักที่ใช้สื่อความหมายในการบรรยายธรรม คือ “ศัพท์บัญญัติ” จึงเป็นหน่วยความคิดที่อ้างถึงความเป็นจริงแห่งสัจจะตามสภาพที่ปรากฏจริง “ยถาภูตธรรม–ธรรมฐิติ–ธรรมนิยาม–สัมมาทัสสนะ” ซึ่งหมายถึง  “ธรรม–สภาวธรรม–ปรากฏการณ์–ปรมัตถสัจจะ” อันเป็นความหายสูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถธรรม ๔” ได้แก่ “จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน” เพราะฉะนั้น ในขณะที่ศึกษาค้นคว้า [อ่านหรือฟัง] พระธรรมที่ควรรู้ยิ่ง “อภิญเญยธรรม” ที่หมายถึง “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ได้แก่ ได้แก่ (๑) ธาตุ ๒ (๒) ธาตุ ๓ (๓) อาหาร ๔ (๔) อริยสัจจ์ ๔ (๕) วิมุตตายนะ ๕ (๖) อนุตตริยะ ๖ (๗) นิททสวัตถุ ๗ (๘) อภิภายตนะ ๘ (๙) อนุปุพพวิหาร ๙ (๑๐) นิชชรวัตถุ ๑๐ (๑๑) ขันธ์ ๕ (๑๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๑๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๑๔) วิญญาณ ๖ (๑๕) ผัสสะ ๖ (๑๖) เวทนา ๖ (๑๗) สัญญา ๖ (๑๘) เจตนา ๖ (๑๙) ตัณหา ๖ (๒๐) วิตก ๖ (๒๑) วิจาร ๖ (๒๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๒๓)  อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๒๔) อายตนะ ๑๒ (๒๕) ธาตุ ๑๘ (๒๖) อินทรีย์ ๒๒ (๒๗) ธาตุ ๓ (๒๘) ภพ ๙ (๒๙) ฌาน ๔ (๓๐) อัปปมัญญา ๔ (๓๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๓๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ ๓๙ ประจำปี ๒๕๕๘ เรื่อง “อภิญเญยยธรรม–ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง”)

 

ประการสุดท้ายนี้ ให้ทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของหัวข้อธรรมย่อมที่รวมกันแสดงนัยถึงหัวข้อธรรมหลักในเชิงจุดมุ่งหมายของธรรมนั้นๆ ที่มาร่วมสัมปยุตต์กันเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือ กระบวนการคิดที่พิจารณารู้เห็นความสัมพันธ์ในระบบโครงสร้างแห่งปัจจัยทั้งหลาย ที่จัดรูปแบบเป็นเครือข่ายที่มีทั้ง “กุศลธรรม–อกุศลธรรม–และ–อัพยากตธรรม” คือ พิจารณารู้เห็นทั้ง (๑) ธรรมที่เป็นคู่กัน (๒) ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน และ (๓) ธรรมที่เป็นกลาง ซึ่งทั้งหมดมารวมสหรคตกันเป็น “สัมปยุตตธรรม” หรือ “ญาณสัมปยุตต์” คือ ธรรมที่ประกอบร่วมกันด้วยเหตุผลและปัญญาที่แสดงถึงปรากฏการณ์ “อย่างใด–นามธรรม–วจีสังขาร–จิตตสังขาร” หรือ “อย่างหนึ่ง–รูปธรรม–กายสังขาร” ซึ่งหมายถึง “สังขาร–สังขารธรรม–สังขตะ–สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง นั่นคือ “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕–อุปาทานขันธ์–อุปาทิขันธ์” หมายถึง ขันธ์ทั้ง ๕ ที่ยังถูกครอบงำด้วยอำนาจกิเลสตัณหาอันเป็น “กามาวจรจิต” นอกจากนี้ ยังต้อง “รู้เห็น” รู้–ระลึกได้ จำได้ ด้วย อำนาจสมาธิแห่งสติบริสุทธิ์ เห็น–รอบรู้ด้วยปัญญาคมชัด ด้วย อำนาจสมาธิแห่งสัมปชัญญะแก่กล้า ที่ พิจารณาเห็น–ทัสสนะ ด้วย ปัญญา–ญาณทัสสนะ ตาม ที่เป็นจริง –ยถาภูตญาณทัสสนะ ที่เกิดจาก ญาณ–การหยั่งรู้ชัด อันเป็นปัญญาในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ฉะนั้น ผู้เกิดทักษะสันทัดในประสบการณ์ดังกล่าวนี้ ย่อมมีจิตที่สงบด้วยสมาธิ วางเฉยเป็นกลางในสภาวะหรืออารมณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ที่เรียกว่า “อุเบกขา–อุเบกขาแห่งรูปาวจรกุศลจิต” ที่ประกอบด้วยความเพียรในการสร้างกุศลละเว้นอกุศลด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔” มีสติคมชัดแห่งอุปัฏฐาน “สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔” มีสัมปชัญญะที่รอบรู้ด้วยญาณทัสสนะ “สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔” โดยร่วมหมายถึง “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” ที่ปราศจากนิวรณ์ตั้งแต่บรรลุถึง “ปฐมฌาน” ที่มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” โดยให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ด้วยการะงับ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข” ให้เหลือเพียง “อุเบกขา–เอกัคคตา” ในฌานสมาบัติแห่งจตุตถฌานหรือรูปฌานที่ ๔ ภาวะจิตแห่งจตุตถฌานดังกล่าวนี้ หมายถึง  “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” เมื่อจิตทรงสภาพที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ไพบูลย์ด้วยคุณธรรมทั้งหลายตามภพภูมิแห่งจิตในขณะนั้น ทำให้รู้เห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง “ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ” เกิดความเลื่อมใสผ่องแผ้วด้วยปัญญา “อธิโมกข์” ในข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐด้วย “อัตตสัมมาปณิธิ” คือ การตั้งตนไว้ชอบในทางอริยะ มีจิตตั้งมั่นในธรรม ๓ ประการ คือ “ฉันทะ–ศรัทธา–จิตตะ” ที่มี “อริยมรรคมีองค์ ๘” ประกอบสหรคตด้วยธรรม ๔ ประการ คือ “มีวิเวก ๕–มีวิราคะ ๕–มีนิโรธ ๕–มีความสละ ๕” และ “มีนิสัย ๑๒” คือ ธรรม ๓ มีปริวัฏฏ์ ๓ รอบ ในธรรม ๔ รวมมีอาการ ๑๒ รอบ อยู่อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ด้วยจิตที่เป็นสมาธิหรือเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอ เมื่อมาพิจารณาถึงความเป็นสัจจะจึงไม่เกิดความผิดพลาดในทิฏฐิ ไม่ใช่ “มิจฉาทิฏฐิ–ทิฏฐาสาวะ–ทิฏฐิวิบัติ” แต่เป็น “ทิฏฐิวิสุทธิ” หรือ “สัมมาทิฏฐิ–ทิฏฐิสัมปทาน” เพราะการเจริญอภิญเญยธรรมแห่งสุตมยญาณจึงเป็นสิ่งที่ควรรู้อย่างยิ่งตลอดเวลา ย่อมทำให้ปัญญาไม่เป็นหมันหมดความคิด.

 

 

 

Visitor Number:
4878699