๔๑. ธรรมความกำหนดรู้และกำหนดละ

        The Truths Should Be Known and Be Eradicated

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1295

 ความสำคัญของบทความ

 

คำว่า “ผู้รู้” [Scholar] มีความหมายกว้างในศาสตร์แต่ละสาขา แต่ในทางพุทธศาสนานั้น คือ ผู้ที่พรั่งพร้อมด้วย “วิชชา” คือ ศาสตร์วิชา–จินตามยปัญญากับสุตมยปัญญา ความรู้แจ้ง–ภาวนามยปัญญา ด้วยความรู้แจ้งใน “อริยสัจจ์ ๔–กาล ๓–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์” หรือ ผู้บรรลุถึง “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” และ “จรณะ” คือ ความประพฤติด้วยศีลวัตรที่งดงาม และประการสำคัญ อยู่ในฐานะที่เป็น “ภาวิตัตต์–มัคคสมังคี–ผลสมังคี–อริยบุคคล–พระอริยสงฆ์” ซึ่งเป็นผู้มี “ปัญญาเห็นธรรม–ปัญญาตรัสรู้ธรรม” หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “คนดี–ผู้ทรงศีล–ผู้ประเสริฐ–สัตบุรุษ” ที่ผู้อื่นสามารถคบหาสมาคมเป็นกัลยาณมิตรได้อย่างสบายใจ ฉะนั้น ผู้มีปัญญานำทางชีวิตย่อมมีคุณธรรม มีจิตใจผ่องแผ้วปราศจากกิเลสที่จะมากลุ้มรุมจิตให้มัวหมอง นั่นคือ มีสุตมยญาณที่ครอบงำ จิตตวิปลาส สัญญาวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส และผลพ่วงตามมา ได้แก่ เห็นไม่เที่ยงเป็นเที่ยง เห็นทุกข์เป็นสุข เห็นไม่เป็นตัวตนเป็นตัวตน เห็นไม่งามเป็นงาม หรือ อุปาทาน ๔ และ มิจฉัตตะ ๑๐ ซึ่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรละยิ่ง เพราะทุกข์ประกอบด้วยอกุศลธรรมเหล่านั้น ที่เรียกว่า “อกุสลธัมมัฏฐปฏิสังยุตตา” เพราะฉะนั้น การเป็นผู้คงแก่เรียน “พาหุสัจจะ” ย่อมทำให้ปัญญามีความเจริญไพบูลย์ และการเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวตามกระแสโลกธรรมทั้ง ๘ มีจิตตั้งมั่นในอริยธรรมและพรหมวิหารธรรม ซึ่งเป็นจิตตสมาธิที่ปราศจากนิวรณ์ ย่อมกลายเป็นผู้กำหนดรู้พิจารณาธรรมทั้งหลายเป็นอันรู้ยิ่งยวดในธรรม คือ “อภิญเญยธรรม” ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ไม่ปล่อยให้อกุศลธรรมทั้งหลายครอบงำจิตตนเองด้วยที่มีปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” รู้ได้เท่าทัน เพราะมี “สุตมยปัญญา” [ปรโตโฆสะ] ย่อมทำให้เกิด “จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] และปัญญาทั้ง ๒ ดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้เกิด “ภาวนามยปัญญา” [ปัญญาวิปัสสนา] โดยเฉพาะ “รูปฌาน ๔–สัมมาสมาธิ” กับ “ญาณ ๑๖” หรือบรรดาวิปัสสนาญาณทั้งหลาย พร้อมด้วย “ปัญญา–ญาณ–วิชชา–แสงสว่าง” และ “อภิญญาธรรม” หรือ “อธิคมสมณธรรม” ฉะนั้น การเจริญปัญญาด้วย “สุตมยญาณ” จึงเป็นขั้นตอนของการกำหนดรู้ยิ่ง กำหนดพิจารณาให้แจ้ง เลือกธรรมที่ควรเจริญให้มากอันเป็นโลกียปัญญาและโลกุตตรปัญญา และละธรรมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญภาวนาอันเป็นอกุศลธรรมทั้งปวง โดยรู้ว่าบรรดาธรรมดังกล่าวนั้น คือ อุปสรรคที่ผลาญปัญญา กั้นปิดไม่ให้ปัญญาเจริญงอดงามไพบูลย์ด้วยญายธรรมแห่งอริยมรรค ไม่ยอมสยบให้ “กิเลสอวิชชา–กิเลสตัณหา–กิเลสทิฏฐิ” ครอบงำจิตใจ มีความนึกคิดชั่วด้วยทรามปัญญา ไม่กำหนดรู้พิจารณาธรรมทั้งหลายได้ตามเป็นจริง ไม่เห็นความตั้งมั่นแน่นอนแห่งธรรมฐิติ ไม่เกิดยถาภูตญาณทัสสนะที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ “สุตมยญาณ” ย่อมประกอบด้วยอธิจิตต์ คือ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนอันยิ่งต่อจาก “อธิศีล” จนทำให้เกิด “อธิปัญญา” นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” แห่งอริยมรรค.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๑ ประจำปี ๒๕๕๘ – ธรรมความกำหนดรู้และกำหนดละ

 

การปฏิบัติธรรมนั้น ที่เรียกว่า “สมาธิภาวนา” มีจุดมุ่งหมายอย่างหนึ่ง คือ “สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ความระลึกได้และความรู้รอบ โดยทำ “โยนิโสมนสิการ” ให้เห็นประโยชน์และโทษกับความนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ อะไรเป็นสิ่งที่เกื้อกูลประโยชน์ อะไรเป็นผลเสียเป็นการทำวิปฏิสารความเดือดร้อนให้แก่ตน และมีความนึกคิดที่ “ริเริ่ม–สร้างสรรค์–ประยุกต์ดัดแปลง” อันเป็นคุณบทยิ่งยวดแห่งบุคคล ที่เรียกว่า “ผู้รู้” คือ มีปัญญา มีความคิด มีไหวพริบปฏิภาณ เป็น “ผู้ตื่น” คือ มีปรารภหมั่นเพียรในการสร้างความดีละเว้นความชั่วทั้งหลาย และ เป็น “ผู้เบิกบาน” คือ มีจิตที่ปราศจากนิวรณ์ อวิชชา อรติ และอกุศลธรรมทั้งปวง ซึ่งเป็นจิตที่ผ่องแผ้วสดใส มีความเป็นกลางในอารมณ์ต่างๆ เพราะมีปัญญารอบรู้สิ่งที่ดี สิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เป็นกลางไม่ผูกติดยึดมั่นกับสงสารทุกข์แห่งวัฏฏะ คือ มีชีวิตสืบเนื่อง “ชีวิตสันตติ” เวียนว่าย ตายเกิด ไม่สิ้นสุด ในภวจักรหรือสังสารจักร ที่สหรคตประกอบด้วย “วัฏฏทุกข์” คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” หรือ “โลกธรรม ๘” คือ สภาวะความนึกคิดที่เป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งเป็นทุกข์ สิ่งไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ธรรมดาของโลก หรือ เรื่องของโลก โดยมี (๑) “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา “ภวตัณหา” กับ (๒) “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา “วิภวตัณหา” ที่มีรากฐานมาจาก “กามตัณหา” คือ ความกำหนัดในกามคุณทั้ง ๕ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ” ได้แก่

(๑) ลาภ —ได้ลาภ

(๒) อลาภ —เสื่อมลาภ

(๓) ยส —ได้ยศ

(๔) อยส —เสื่อมยศ 

(๕) นินทา —ติเตียน

(๖) ปสังสา —สรรเสริญ 

(๗) สุข —ความสุข

(๘) ทุกข์ —ความทุกข์

 

ฉะนั้น ภาวะจิตดังกล่าวนี้ ไม่ใช่สิ่งปรารถนาของผู้ปฏิบัติธรรมที่จะถือมั่นให้เกิดสงสารทุกข์ พึงเจริญสมาธิและปัญญาเพื่อครอบงำกิเลสตัณหาทั้งหลายให้สิ้นไป นั่นคือ ธรรมทั้งหลายที่ควรรู้จึงพิจารณารู้ กับ ธรรมทั้งหลายที่พึงละจึงพิจารณาละ ด้วยอาศัย “สุตมยญาณ” หมายถึง “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา” คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า “อะไรควรรู้ยิ่ง–อะไรควรละยิ่ง”

 

ตติยภาณวาร

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 319 –320 FILE 68)

 

[๕๖] “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา” คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็น “สุตมยญาณ” อย่างไร ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่แห่งอุปาทาน “ธรรม ๒” ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ “ธรรม ๓” ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓ “ธรรม ๔” ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔ “ธรรม ๕” ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ “ธรรม ๖” ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ “ธรรม ๗” ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ “ธรรม ๘” ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ “ธรรม ๙” ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ “ธรรม ๑๐” ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐

 

[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง

 

[๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

 

[๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ความไม่พยาบาท เป็นอันได้

ความไม่พยาบาทแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

 

ปหาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 335 –339 FILE 68)

 

[๖๐] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ทุติยฌาน เป็นอันได้ทุติยฌานแล้ว  ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ตติยฌาน เป็นอันได้ ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ จตุตถฌาน เป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นอันได้อากาสานัญจายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้  บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เป็นอันได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้อากิญจัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำลังรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

 

[๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ อนิจจานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นอันได้อนิจจานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ทุกขานุปัสนาคือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ อนัตตานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ นิพพิทานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ วิราคานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ นิโรธานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความดับ ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ปฏินิสสัคคานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ขยานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ วยานุปัสนา คือ การเห็นความเสื่อมไป ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ วิปริณามานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ อนิมิตตานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ อัปปณิหิตานุปัสนา คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้  บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ สุญญตานุปัสนา คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

 

[๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรมวิปัสสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ ยถาภูตญาณทัสนะ คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ อาทีนวานุปัสนา คือ การพิจารณาเห็นโทษ ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ปฏิสังขานุปัสนา คือ การพิจารณาหาทาง ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ วิวัฏฏนานุปัสนา คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้

 

[๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทาคามิมรรค . . . อนาคามิมรรค . . . อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรคแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใดๆ เป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า “รู้ธรรมนั้น” ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า “รู้ชัด” เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว” คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

[๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ “ธรรม ๒” ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ “ธรรม ๓” ควรละ คือ ตัณหา ๓ “ธรรม ๔” ควรละ คือ โอฆะ ๔ “ธรรม ๕” ควรละ คือ นิวรณ์ ๕ “ธรรม ๖” ควรละ คือ ตัณหา ๖ “ธรรม ๗” ควรละ คือ อนุสัย ๗ “ธรรม ๘” ควรละ คือ มิจฉัตตะ – ความเป็นผิด ๘ “ธรรม ๙” ควรละ คือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ “ธรรม ๑๐” ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐

 

[๖๕] “ปหานะ ๒” คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ สมุทเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตตรมรรค และ ปฏิปัสสัทธิปหานะ อันเป็นโลกุตตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นไป

 

“ปหานะ ๓” คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปฌาน เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้ได้อรูปฌานเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว

 

“ปหานะ ๔” คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดสมุทัยสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑

 

“ปหานะ ๕” คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้–วิกขัมภนปหานะ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ –ตทังคปหานะ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิ อันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และ ปฏิปัสสัทธิปหานะ อันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป และ นิสสรณปหานะ เป็นนิโรธ คือ นิพพาน

 

[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละ คืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรละทุกอย่าง

 

ในอันดับต่อไปให้พิจารณารายข้อธรรมย่อยโดยไตรลักษณ์ใน “สังขารธรรม–สังขตธรรม” ต่อไปนี้ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังนี้

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

เมื่อพิจารณาเห็น รูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ สังขาร... วิญญาณ... จักษุ ... ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ ด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้นๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า “รู้ธรรมนั้น” ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า “รู้ชัด” เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ไดสดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

จบ ตติยภาณวาร ----------------------------

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาข้อธรรมทั้งหลายจำนวน ๒๐ ข้อ ข้างต้น หลายๆ รอบ สืบเนื่องเป็นนิตย์ จนเกิดความชำนาญสันทัด ซึ่งจำแนกออกเป็น ๒ ประเด็นหลัก คือ (๑) ธรรมทั้งหลายควรรู้ยิ่งและพิจารณา และ(๒) ธรรมทั้งหลายควรละ เพราะพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย “ปัจจยุปบัน” [อุปปันนธรรม] ย่อมทำให้เกิด “ธัมมัฏฐิติญาณ” คือ “ญาณในธรรมฐิติ” โดยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ย่อมตั้งขึ้น นั่นคือ ย่อมเกิดขึ้นด้วย ย่อมเป็นไปด้วยธรรมชาติใดๆ ที่เป็น “กฎธรรมชาติ” คือ ความเป็นจริงตามปฏิจจสมุปบาท ความเป็นจริงตามไตรลักษณ์ และความเป็นจริงตามอริยสัจจ์ หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง การพิจารณารู้เห็นตามที่เป็นจริงด้วยเหตุผลและปัญญา “สัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ “ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ” ซึ่งเป็นปัญญาชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์ในขั้น “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“อัทธา ๓ “คือ “กาล ๓” ปัญญารู้ชัดอันเกิดโดยการเจริญปฏิจจสมุปบาท ได้แก่

(๑) อดีต = อวิชชา สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ ชรา มรณะ (พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา ได้แก่

(๑) “อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้

(๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้  

(๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่

 

ฉะนั้น ปัญญาความรู้ที่เกิดขึ้นจาก “ธัมมัฏฐิติญาณ” ที่เรียกว่า “สุตมยญาณ” ยังต้องพิจารณารู้เห็นธรรมทั้งหลายด้วย “ปัญญาวิปัสสนา” ซึ่งหมายถึง “มหาวิปัสสนา ๑๘” นั่นคือ “ธรรมเหล่ากำหนดรู้แล้ว และธรรมเหล่านี้พิจารณาแล้ว” ซึ่งโดยนัยสัมปยุตต์ด้วย “ปหานะ ๒–ปหานะ ๓–ปหานะ ๔–ปหานะ ๕” นั่นคือ “ธรรมเหล่านี้ควรละแล้ว”  

 

ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้และพิจารณา

“ธรรม ๑” ควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะ อันมีอาสวะและเป็นที่แห่งอุปาทาน

“ธรรม ๒” ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑

“ธรรม ๓” ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓ [สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑]

“ธรรม ๔” ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔ [กพฬีการาหาร ๑ ผัสสาหาร ๑ มโนสัญเจตนาหาร ๑ วิญญาณาหาร ๑]

“ธรรม ๕” ควรกำหนดรู้ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ [รูปูปาทานขันธ์ ๑ เวทนูปาทานขันธ์ ๑ สัญญูปาทานขันธ์ ๑ สังขารูปาทานขันธ์ ๑ วิญญาณูปาทานขันธ์ ๑]

“ธรรม ๖” ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ [จักขายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ชิวหายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ มนายตนะ ๑]

“ธรรม ๗” ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ [พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปาติกะ–เปรต ๑ พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิดในปฐมฌาน ๑ พวกเทพอาภัสสรา ๑ พวกเทพสุภกิณหะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ๑]

“ธรรม ๘” ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ [ลาภ ๑ เสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑]

“ธรรม ๙” ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ [พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปาติกะ–เปรต ๑ พวกเทพผู้อยู่ในจำพวกพรหม ผู้เกิดในปฐมฌาน ๑ วกเทพอาภัสสรา ๑ พวกเทพสุภกิณหะ ๑ พวกเทพผู้เป็นอสัญญีสัตว์ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ ๑ ผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑]

“ธรรม ๑๐” ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐ [จักขายตนะ ๑ รูปายตนะ ๑ โสตายตนะ ๑ สัททายตนะ ๑ ฆานายตนะ ๑ คันธายตนะ ๑ ชิวหายตนะ ๑ รสายตนะ ๑ กายายตนะ ๑ โผฏฐัพพายตนะ ๑]

 

ธรรมเหล่านี้ควรละ

“ธรรม ๑” ควรละ คือ อัสมิมานะ [มานะว่าเป็นเรา]

“ธรรม ๒” ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑

“ธรรม ๓” ควรละ คือ ตัณหา ๓ [กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑]

“ธรรม ๔” ควรละ คือ โอฆะ ๔ [กาโมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑]

“ธรรม ๕” ควรละ คือ นิวรณ์ ๕ [กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑]

“ธรรม ๖” ควรละ คือ ตัณหา ๖ [รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธตัณหา ๑ รสตัณหา ๑ โผฏฐัพพตัณหา ๑ ธรรมตัณหา ๑]

“ธรรม ๗” ควรละ คือ อนุสัย ๗ [กามราคานุสัย ๑ ปฏิฆานุสัย ๑ มานานุสัย ๑ ทิฏฐานุสัย ๑ วิจิกิจฉานุสัย ๑ ภวราคานุสัย ๑ อวิชชานุสัย ๑]

“ธรรม ๘” ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๘ – ความเป็นผิด [ธรรมคู่ปฏิปักษ์กับมรรคมีองค์ ๘]

“ธรรม ๙” ควรละ คือ ตัณหามูลกา –ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ (ดูรายละเอียดข้างล่าง)

“ธรรม ๑๐” ควรละ คือ มิจฉัตตะ ๑๐ (ดูรายละเอียดข้างล่าง)

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาถึง “ตัณหามูลกา” หมายถึง ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ โดยหลักวิธีคิดแบบอนุโลมปฏิจจสมุปบาท ที่แสดงถึงเหตุและผล ดังนี้

(๑)  เพราะอาศัย ตัณหา จึงเกิดการแสวงหา –ปริเยสนา

(๒)เพราะอาศัย การแสวงหา จึงเกิดลาภ  –ลาโภ

(๓) เพราะอาศัย ลาภ จึงเกิดการตกลงใจ  –วินิจฉยะ [ตัณหาวินิจฉัย ๑ ทิฏฐิวินิจฉัย ๑]

(๔) เพราะอาศัย การตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ  –ฉันทราคะ–ฉนฺทราโค

(๕) เพราะอาศัย การรักใคร่ พึงใจจึงเกิดการพะวง  –อชฺโฌสานํ

(๖)  เพราะอาศัย การพะวง จึงเกิดการยึดถือ  –ปริคฺคโห

(๗) เพราะอาศัย ความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่  –มัจฉริยะ–มจฺฉริยํ

(๘) เพราะอาศัย ความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน  –อารกฺโข

(๙)  เพราะอาศัย การป้องกัน จึงเกิดอกุศลธรรมอันลามก คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูด คำส่อเสียด การพูดปด ย่อมเกิดขึ้น  

 

“มิจฉัตตะ ๑๐” หมายถึง ภาวะที่ผิด–ความเป็นสิ่งที่ผิด ได้แก่

(๑) “มิจฉาทิฏฐิ” คือ เห็นผิด ได้แก่ ความเห็นผิดจากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ และความเห็นที่ไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ 

(๒) “มิจฉาสังกัปปะ” คือ ดำริผิด ได้แก่ ความดำริที่เป็นอกุศลทั้งหลาย ตรงข้ามจากสัมมาสังกัปปะ

(๓) “มิจฉาวาจา” คือ วาจาผิด ได้แก่ วจีทุจริต ๔

(๔) “มิจฉากัมมันตะ” คือ กระทำผิด ได้แก่ กายทุจริต ๓

(๕) “มิจฉาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพผิด ได้แก่ เลี้ยงชีวิตในทางทุจริต 

(๖) “มิจฉาวายามะ” คือ พยายามผิด ได้แก่ ความเพียรตรงข้ามกับสัมมาวายามะ 

(๗) “มิจฉาสติ” คือ ระลึกผิด ได้แก่ ความระลึกถึงเรื่องราวที่ล่วงแล้ว เช่น ระลึกถึงการได้ทรัพย์ การได้ยศ เป็นต้น ในทางอกุศล อันจัดเป็นสติเทียม เป็นเหตุชักนำใจให้เกิดกิเลสมีโลภะ มานะ อิสสา มัจฉริยะ เป็นต้น 

(๘) “มิจฉาสมาธิ” คือ ตั้งจิตผิด ได้แก่ ตั้งจิตเพ่งเล็ง จดจ่อปักใจแน่วแน่ในกามราคะ พยาบาท เป็นต้น หรือเจริญสมาธิแล้ว หลงเพลิน ติดหมกมุ่น ตลอดจนนำไปใช้ผิดทาง ไม่เป็นไปเพื่อญาณทัสสนะ และความหลุดพ้น 

(๙) “มิจฉาญาณ” คือ รู้ผิด ได้แก่ ความหลงผิดที่แสดงออกในการคิดอุบายทำความชั่ว และในการพิจารณาทบทวนว่าความชั่วนั้นๆ ตนกระทำได้อย่างดีแล้ว เป็นต้น

(๑๐) “มิจฉาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นผิด ได้แก่ ยังไม่ถึงวิมุตติ สำคัญว่าถึงวิมุตติ หรือสำคัญผิดในสิ่งที่มิใช่วิมุตติว่าเป็นวิมุตติ   

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้น การเจริญภาวนามีจุดมุ่งหมายในการทำลาย “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” คือ ไม่อยู่ภายใต้กระแสอำนาจของกิเลสตัณหา [โลกธรรม ๘–อฏฺฐ โลกธมฺมา] ซึ่งหมายถึง “สังสารวัฏฏ์” ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด “นามรูป–ขันธ์ ๕” ย่อมเป็นธรรมที่ควรละ ไม่กำหนดพิจารณาเป็นสาระที่ต้องเข้าไปถือมั่นหรือยึดถือ [ปริคฺคโห] จนเกิดเป็น “อุปาทานขันธ์–อุปาทาน ๔” ได้แก่ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ รวมถึงธรรมทั้งหลายต่อไปนี้ด้วย ได้แก่ อัสมิมานะ–  อวิชชา ๔–อวิชชา ๘–ตัณหา ๓–ตัณหา ๖–โอฆะ ๔–นิวรณ์ ๕–อนุสัย ๗–มิจฉัตตะ ๘–ตัณหามูลกา–มิจฉัตตะ ๑๐ อกุศลธรรมดังกล่าวนี้ เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ ทำให้เกิดความนึกคิดในการแสวงหาสิ่งที่เป็นโทษ นั่นคือ “อนริยปริเยสนา” หมายถึง แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐตนยังมีทุกข์ ก็ยังแสวงหาสภาพที่มีทุกข์หรือที่มีมลทิน แทนที่จะเป็น “อริยปริเยสนา” หมายถึง แสวงหาอย่างประเสริฐ ตนมีทุกข์ แต่แสวงหาสภาพที่ไม่มีทุกข์ ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน เพราะฉะนั้น ในการพิจารณาธรรมทั้งหลายนั้น จะต้องมี “ปัญญาเห็นธรรม” ใน ๓ ประการ (๑) กุศลธรรม (๒) อกุศลธรรม (๓) อัพยากตธรรม และมี “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” นั่นหมายถึง“โลกุตตรธรรม ๙ =มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑” เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องอาศัย “สมถสมาธิ–ฌานสมาธิ–จิตตสมาธิ–สมาธิภาวนา” ทำให้สติสัมปชัญญะบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ที่เริ่มต้นจากการเข้าถึงปฐมฌาน [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] จนถึงจตุตถฌาน ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ คือ (๑) “อุเบกขา” คือ การวางเฉยเป็นกลางในอารมณ์เพราะมีปัญญารอบรู้ตามเป็นจริง และมีสติที่บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “อุปัฏฐาน” สติคมชัด สติแก่กล้า ทำให้เกิด “ทัสสนะ–ญาณทัสสนะ” การเห็น–การเห็นด้วยปรีชาหยั่งรู้ด้วยญาณ กับ (๒) “เอกัคคตา” จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียวที่เป็นสมาธิปราศจาก “นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย” ความรู้เห็นดังกล่าวนี้ คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” การรู้เห็นด้วยการหยั่งรู้ตามเป็นจริง คือ การเห็นธรรมที่เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ตามหลักปฏิจจสมุปบาทมีวัตถุ ๑๒ และมีปัญญาเห็นธรรมแห่ง “นามรูปโดยไตรลักษณ์” คือ เห็นสามัญลักษณะแห่งสังขารธรรมหรือสังขตธรรม ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ทำให้ปฏิเสธการเข้าไปยึดมั่นใน “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕” เกิดความรู้สึกปล่อยวางในสิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งที่เป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เห็นความดับ ความเสื่อม โทษภัย ความเบื่อหน่าย คิดปล่อยวาง คิดหาหนทาง วางตนเป็นกลางไม่ยึดติดในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ และเกิดปัญญาคล้อยตามอริสัจจธรรม ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนการหนีจากสังขารทั้งหลายเพื่อให้เข้าถึงอริยมรรค ที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” อันเป็น “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ในการดับขันธ์ ๕ ได้นั้น ย่อมทำให้เกิดปัญญาเปลี่ยนโคตรจากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล คือ เกิดมรรคสมาธิ เชื่อมต่อผลสมาธิ และเกิด “มัคคญาณ” ตามด้วย “ผลญาณ” ในขั้นนั้นๆ สมาธิในวิปัสสนานี้ เรียกว่า “อานันตริกสมาธิญาณ” ในขั้นตอนดังกล่าวทั้งหมดนี้ ย่อมเกิดในภูมิแห่งสมาธิ แต่การศึกษาธรรมทั้งหลายนี้ เป็นปัญญาที่ได้จากการอ่านการฟัง ที่เรียกว่า “สุตมยญาณ –สุตมยปัญญา” หรือเกิดการหยั่งรู้ด้วยปรีชาสามารถเมื่อจิตเป็นสมาธิระดับอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ชำนาญคล่องแคล่วกับการเข้าออกฌานสมาบัติ ที่เรียกว่า “วสี” เพราะฉะนั้น การศึกษาค้นคว้าจากแหล่งความรู้ต่างๆ “ปรโตโฆสะ” คือ “สุตมยปัญญา” และการทำ “โยนิโสมนสิการ” ที่สืบเนื่องในตนถึงปัจจุบัน คือ “จินตามยปัญญา” ย่อมเป็นปัญญาที่เป็นบาทฐานในวิปัสสนาต่อไป ที่เรียกว่า “ญาณในวิปัสสนา” นั่นคือ “ภาวนามยปัญญา” เมื่อเจริญฌานสมาบัติถึงขั้น “จตุตถฌาน” ขึ้นไป ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการเจริญภาวนา ที่ผู้ปฏิบัติธรรมพึงตั้งตนไว้ชอบในสัมมาปฏิปทาอันยิ่งดังกล่าวนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4874486