๔๒. การเจริญภาวนาโดยนัยแห่งสุตมยญาณ

         Mental Development throughout Learning Knowledge

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1301

 ความสำคัญของบทความ

 

ในการเจริญบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ย่อมเกิดธรรมขึ้นทั้ง (๑) “โลกิยภาวนา” คือ การเจริญธรรมที่ประกอบแล้วในโลก หรือด้วยความเกี่ยวเนื่องกันในวัฏฏะนั้น การเจริญธรรมอันเป็น “โลกิยะ” ได้แก่ ญาณ ๑๖ ยกเว้น มรรคญาณ–ผลญาณ วิปัสสนาญาณ ๙ อนุวิปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ กับ (๒) “โลกุตตรภาวนา” คือ เจริญในธรรมที่ข้ามไปจากโลกด้วยความไม่เกี่ยวข้องโลก ไม่นับเนื่องในวัฏฏะเป็นไปในภูมิ ๓ นั้น คือ “วิวัฏฏะ” จึงเป็น “โลกุตระ” ได้แก่ มรรคญาณ ผลญาณ และ อาสวักขยญาณ–สัมโพธิญาณ–นิพพาน สำหรับนิยามของคำว่า “ภาวนา” หมายถึง ปทหติ–ตั้งจิตไว้เพื่อทำความเพียรเป็นที่ตั้ง ได้แก่ อาเสวนา–การเสพ ภาวนา–การเจริญ พหุลีกรรม–การทำให้มาก โดยตามประกอบภาวนานุโยคซึ่ง โพธิปักขิยธรรม–กุศลธรรมทั้งหลาย [กุสลานํ ธมฺมานํ] สาตัจจกิริยา–การทำติดต่อ ตามลำดับไป หรือ “ภาวนา” หมายถึง การเจริญ การทำให้เป็นให้มีขึ้น การฝึกอบรม การพัฒนา ได้แก่ (๑) “กายภาวนา” คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (๒) “สีลภาวนา” คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนหรือก่อความเดือดร้อนเสียหาย อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน (๓) “จิตตภาวนา” คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่น เบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น (๔) “ปัญญาภาวนา” คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา หรืออีกนัยหนึ่ง “ภาวนา ๔” หมายถึง (๑) ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน (๒) อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน (๓) นำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน (๔) เป็นที่เสพ เพื่อให้เกิดสมาธิ รู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงหมายถึง กัลยาณปุถุชน ผู้ประพฤติดีมีคุณธรรมสูง ผู้กระทำให้บริบูรณ์ด้วย “อนุโลมปฏิปทา” มีศีลสมบูรณ์–สีลสังวร มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย–อินทรียสังวร  รู้จักประมาณในการบริโภคโภชนะ–โภชเนมัตตัญญุตา ตามประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่นอยู่–ชาคริยานุโยค ตามประกอบภาวนานุโยคซึ่ง “โพธิปักขิยธรรม” อย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ ด้วยความคิดว่า “เราจักบรรลุสามัญญผลอย่างใดอย่างหนึ่งในวันนี้หรือพรุ่งนี้” นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๒ ประจำปี ๒๕๕๘ – การเจริญภาวนาโดยนัยแห่งสุตมยญาณ

 

โดยนัยตามนิยามของคำว่า “ภาวนา” [Mental Development] หมายถึง องค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วย “สุตมยญาณ” นั่นคือ ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ซึ่งสัมปยุตต์ด้วยธรรมต่างๆ ที่เกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ รวมทั้งธรรมโดยกรรมฐานทั้ง ๔๐ วิธี ที่เป็นฝ่าย “สมถกรรมฐาน–สมถภาวนา–สมาธิภาวนา” หมายถึง การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ การเพ่งพินิจอารมณ์แห่งกรรมฐานด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เป็นการเจริญฌานสมาบัติทั้ง ๘ วิธี ที่เรียกว่า “อารัมมณูปนิชฌาน” ได้แก่ “รูปฌาน ๔” กับ “อรูปฌาน ๔” จนพัฒนาจิตไปถึงขั้น “อนุบุพพวิหาร ๙” [อนุบุพพนิโรธ] หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่ที่ความสงบประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ (๑) รูปฌาน ๔ (๒) อรูปฌาน ๔ (๓) สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ ๑ ซึ่งเป็นสมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา สมาบัติข้อที่ ๙ นี้ เฉพาะแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ชำนาญ ในสมาบัติ ๘ ข้างต้นแล้วเท่านั้น จึงจะเข้าได้อนุบุพพวิหารนี้ เพราะต้องดับขั้นต้นๆ แต่ละขั้นไปตามลำดับ จึงจะเข้าถึงขั้นสูงที่อยู่ถัดขึ้นไปได้ ธรรมทั้งหลายในหมวดนี้ จะสัมปยุตต์กับกับ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน–วิปัสสนาภาวนา” หมายถึง การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา โดยการเพ่งพินิจนามรูปโดยไตรลักษณ์ด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ ที่เรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙–ญาณ ๑๖ มรรคญาณ–มรรคญาณ และ ผลญาณ–ผล ๔ จนรวมถึงธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดยปัญญาวิปัสสนา นั่นคือ “อนุปัสสนา ๗” และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ฉะนั้น ในการเจริญภาวนาท้ง ๒ ประการนี้ ในบาลีเรียกอีกอย่างว่า “ภาเวตัพพธรรม–วิชชาภาคิยธรรม” ในคัมภีร์สมัยหลัง เรียกว่า “กรรมฐาน” หมายถึง อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียรฝึกอบรมจิต วิธีฝึกอบรมจิต แต่อย่างไรก็ตาม การเจริญสุตมยญาณนั้น คือ การประมวลองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของผู้รู้ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อนำประสบการณ์ที่เป็นองค์ความรู้เหล่านั้นมาประมวลลำดับเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ที่เหมาะควรแก่ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของตนอีกระดับหนึ่ง ในการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ศูนย์แห่งสัจจธรรม เพราะปัญญาสัญญาที่สะสมมาดั้งเดิมของแต่ละบุคคลมีภูมิแตกต่างกันจนถึงขณะปัจจุบันนี้ และปัญญาในปัจจุบันนี้ ก็ย่อมเป็นต้นเหตุแห่งผลในอนาคต ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน พระพุทธองค์จึงทรงชี้แนะให้เจริญกัลยาณมิตตตาธรรม ให้คบเสวนากับบัณฑิตผู้รู้ ผู้เป็นปราชญ์ สัตบุรุษ ให้เป็นกัลยาณมิตรเอาไว้ อยู่ในที่สัปปายะเอื้อต่อกิจงานกรรมฐานของตน ไม่อยู่ในที่อโคจร แหล่งเสื่อมโทรมในศีลธรรม สิ่งเหล่านี้ คือ “กระบวนการต่อยอดทางปัญญา” ที่สามารถแสวงหาได้ในภพนี้ ด้วยมี “สติสัมปชัญญะ” ที่แก่กล้า มี “ปัญญารอบรู้” ที่จะเลือกสุคติที่กลายเป็นฐานภูมิจิตใน (๑) รูปาวจรกุศลจิต (๒) อรูปาวจรกุศลจิต จนลุถึงความเป็นอริยะใน (๓) โลกุตตรจิต กระบวนการคิดดังกล่าวนี้ ย่อมไม่อุบัติในจิตของทรชนผู้หลงทิศ หรือปุถุชนสามัญทั่วไป เพระในพระพุทธศาสนานั้น ไม่ได้สอนให้คนทำเพื่อหวังผลประโยชน์ในทางเสื่อมซ้ำซาก อันสหรคตด้วยกิเลสตัณหา มีจิตที่เศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่พบความเจริญแห่งจิตใจในภูมิแห่งอริยะ คือ จิตประกอบด้วย “อกุศลกรรมบถ ๑๐” นั่นคือ (๑) กายทุจริต ๓ (๒) วจีทุจริต ๔ และ (๓) มโนทุจริต ๓ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่จิตที่สหรคตด้วย “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” อันเป็นธรรมดาของปุถุชนจิต ซึ่งผู้เป็นเจ้าของย่อมมี “ทรามปัญญา” อันเป็นปัญญาลามก ใฝ่ต่ำกลุ้มรุมจิตอยู่เรื่อยไป [อกุศลวิตก ๓ = กามวิตก–ความตรึกในทางกาม ๑ พยาบาทวิตก–ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย ๑ วิหิงสาวิตก–ความตรึกในทางเบียดเบียน ๑] ฉะนั้น สภาวะดังกล่าวนี้ สามารถนำมาอธิบายถึงนรกในปัจจุบันของผู้คนทั่วไปได้เป็นอย่างดี อันหมายถึง “โลกียธรรมแห่งอุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเชี่ยวชาญรอบรู้ถึงเหตุแห่งความเสื่อมดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี

 

ในธรรมชาติที่แท้จริงนั้น คือ “ปรมัตถสัจจะ” หมายถึง ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ ปราศจากเหตุปัจจัยเข้ามาปรุงแต่ง ที่เรียกว่า “ปรมัตถธรรม ๔” หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด อันเป็น “ขันธ์ ๕ ปราศจากกิเลสตัณหา” กับ “อมตธรรม” ได้แก่

(๑) “จิต” คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์

(๒) “เจตสิก” คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต

(๓) “รูป” คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ  

(๔) “นิพพาน” คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา  

 

 ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่เหลืออยู่ย่อมเป็น “สัมปยุตตธรรมแห่งนามรูป” [จิต–เจตสิก–รูป] ที่สหรคตด้วยกิเลสตัณหาที่เกิดในจิตใจมนุษย์ ไม่อยู่ในอำนาจแห่งปรมัตถธรรมทั้ง ๔ เรียกว่า “สังขาร–สังขารธรรม” หรือ “สังขตะ–สังขตธรรม” ซึ่งเป็นกิจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติธรรมที่ต้องกำจัด ดับละ สลัดออก จากธรรมแห่งวัฏฏะดังกล่าวนี้ โดยพิจารณาเห็น “สามัญลักษณะโดยไตรลักษณ์แห่งนามรูป” นั่นคือ “ความไม่เที่ยง–อนิจจตาความเป็นทุกข์–ทุกขตาความไม่ใช่ตัวตน–อนัตตตา” กล่าวโดยสรุป คือ “การปล่อยวาง” ซึ่งย่อมหมายถึง “การไม่ยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์โดยอุเบกขา” คำว่า “อุปาทานขันธ์” หมายถึง เหล่าบรรดาอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่หุ้มห่อ พันเกี้ยว กลุ้มรุม ยึดเกี่ยว ร่างกายจิตใจให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว เป็นทุกข์ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาด้วยการเจริญภาวนา เพื่อแกะเอาเปลือกแห่งกิเลสตัณหาเหล่านี้ออกให้ได้ โดยเริ่มด้วย “สมถกรรมฐาน” กับ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” ตามลำดับ เพื่อเข้าถึงจิตที่ปราศจากนิวรณ์ และโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ที่จะกลายเป็นธรรมเครื่องในการดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ ให้พิจารณารายละเอียดใน  “ภาเวตัพพธรรม–วิชชาภาคิยธรรม” [ภาวนากรรมฐาน] อันเป็น “สุตมยญาณ–สุตมยปัญญา” ที่พระอรหันต์แห่ตถาคตสาวกได้ปรารภไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกไว้ดีแล้ว ดังนี้

 

จตุตถภาณวาร –ภาเวตัพพนิเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 356–365 FILE 68)

 

[๖๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมทั้งได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร

“ธรรม ๑” ควรเจริญ คือ กายคตาสติ อันสหรคตด้วยความสำราญ

“ธรรม ๒” ควรเจริญ คือ สมถะวิปัสสนา

“ธรรม ๓” ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ ได้แก่ สมาธิมีวิตกไม่มีวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร ๑ สมาธิไม่มีทั้งวิตกไม่มีทั้งวิจาร ๑

“ธรรม ๔” ควรเจริญ คือ สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑

“ธรรม ๕” ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ ได้แก่ สมาธิในจตุตถฌาน องค์ ๕ คือ ปีติผรณตา – ปีติซาบซ่าน ปัญญาในทุติยฌานสุขผรณตา – ความสุขซาบซ่าน ปัญญาในตติยฌาน ๑ เจโตผรณตา - จิตซาบซ่าน ปรจิตตปัญญา ปัญญากำหนดรู้จิต นั่นคือ เจโตปริยปัญญา ๑ อาโลกผรณตา – แสงสว่างแผ่ซ่าน ปัญญาเกิดจากตาทิพย์ นั่นคือ ทิพจักขุปัญญา ๑ ปัจจเวกขณนิมิต – การพิจารณาเป็นนิมิต ปัจจเวกขณญาณของผู้ออกจากสมาธินั้น ๑

“ธรรม ๖” ควรเจริญ คือ อนุสติ ๖ ได้แก่ พุทธานุสติ ๑ ธัมมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑

“ธรรม ๗” ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ ได้แก่ สติ ธรรมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา

“ธรรม ๘” ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑

“ธรรม ๙” ควรเจริญ คือ องค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ – ปาริสุทธิ ๙ ได้แก่ สีลวิสุทธิ ๑ จิตตวิสุทธิ ๑ ทิฏฐิวิสุทธิ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ ๑ มัคคามัคคญาณทัสนวิสุธิ ๑ ปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิ ๑ ญาณทัสนวิสุทธิ ๑ ปัญญาวิสุทธิ ๑ วิมุตติวิสุทธิ ๑

“ธรรม ๑๐” ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐ ได้แก่ ภูตกสิณ ๔: ปฐวี–ดิน ๑ อาโป–น้ำ ๑ เตโช–ไฟ ๑วาโย–ลม ๑ วรรณกสิณ ๔: นีลํ–สีเขียว ๑ ปีตํ–สีเหลือง ๑ โลหิตํ–สีแดง ๑ โอทาตํ–สีขาว ๑  และ อาโลโก–แสงสว่าง ๑ อากาโส–ที่ว่าง ๑

 

[๖๘] “ภาวนา ๒” คือโลกิยภาวนาโลกุตตรภาวนา “ภาวนา ๓” คือ (๑) การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล (๒) การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล (๓) การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก คือ “โลกุตตรกุศล” การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีตอย่างเดียว “ภาวนา ๔” คือ “อริยสัจจ์ ๔ โดยกิจในอริยสัจจ์ ๔” (๑) เมื่อแทงตลอด ทุกขสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วย ปริญญา ชื่อว่า เจริญอยู่  (๒) เมื่อแทงตลอด สมุทยสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วย ปหานะ ชื่อว่า เจริญอยู่  (๓) เมื่อแทงตลอด นิโรธสัจจ์ อันเป็นการแทงตลอดด้วย สัจฉิกิริยา ชื่อว่า เจริญอยู่  (๔) เมื่อแทงตลอด มรรคสัจจ์อันเป็นการแทงตลอดด้วย ภาวนา ชื่อว่า เจริญอยู่  

 

[๖๙] “ภาวนา ๔” อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑

 

“เอสนาภาวนา” เป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่า “เอสนาภาวนา”

 

“ปฏิลาภภาวนา” เป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอัปปนานั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่า “ปฏิลาภภาวนา”

 

[๗๐] “เอกรสาภาวนา” เป็นไฉน

“อินทรีย์ ๕”

(๑) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า น้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ วิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓) เมื่อเจริญ สตินทรีย์ ด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๔) เมื่อเจริญ สมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน [สมาธินทรีย์] อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๕) เมื่อเจริญ ปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

 

“พละ ๕”

(๑) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ อสัทธิยะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ วีริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ โกสัชชะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สติพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ ปมาทะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๔) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สมาธิพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ อุทธัจจะ พละอีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๕) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ ปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะ อวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

 

“โพชฌงค์ ๗”

(๑) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า ตั้งมั่นโพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า เลือกเฟ้น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓) เมื่อเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๔) เมื่อเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๕) เมื่อเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า สงบ โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๖) เมื่อเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๗) เมื่อเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่า พิจารณาหาทาง โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

 

“มรรคมีองค์ ๘”

(๑) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สัมมาทิฏฐิ ด้วยอรรถว่า เห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒) เมื่อพระโยคาวจรเจริญ สัมมาสังกัปปะ ด้วยอรรถว่า ตรึก องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓) เมื่อเจริญ สัมมาวาจา ด้วยอรรถว่า กำหนดเอา องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๔) เมื่อเจริญ สัมมากัมมันตะ ด้วยอรรถว่า เป็นสมุฏฐาน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๕) เมื่อเจริญ สัมมาอาชีวะ ด้วยอรรถว่า ผ่องแผ้ว องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๖) เมื่อเจริญ สัมมาวายามะ ด้วยอรรถว่า ประคองไว้ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๗) เมื่อเจริญ สัมมาสติ ด้วยอรรถว่า ตั้งมั่น องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๘) เมื่อเจริญ สัมมาสมาธิ ด้วยอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่า “เอกรสาภาวนา”

 

[๗๑] “อาเสวนาภาวนา” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความชำนาญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดี ตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดี ตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดี ตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่า “อาเสวนาภาวนา”  

 

[๗๒] “ภาวนา ๔” อีกประการหนึ่ง คือ (๑) ภาวนาด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น (๒) ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน (๓) ภาวนาด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันเข้าถึงธรรมนั้นๆ (๔) ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ดังนี้

 

[๗๓] “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ข้อ (๑) ไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น อย่างไร ดังนี้

(๑) เมื่อละ กามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ เนกขัมมะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒) เมื่อละ พยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ความไม่พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓) เมื่อละ ถีนมิทธะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๔)  เมื่อละ อุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๕) เมื่อละ วิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ การกำหนดธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกันเพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๖) เมื่อละ อวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถแห่ง ญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น  

(๗) เมื่อละ อวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๘) เมื่อละ นิวรณ์ ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๙) เมื่อละ วิตกและวิจาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๐) เมื่อละ ปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๑) เมื่อละ สุขและทุกข์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ จตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๒) เมื่อละ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๓) เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๔) เมื่อละ วิญญาณัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๕) เมื่อละ อากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๖) เมื่อละ นิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อนิจจานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๗) เมื่อละ สุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ทุกขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๘) เมื่อละ อัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อนัตตานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๑๙) เมื่อละ ความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ นิพพิทานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๐) เมื่อละ ราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วิราคานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๑) เมื่อละ มนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ขยานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๒) เมื่อละ สมุทัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ นิโรธานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๓) เมื่อละ ความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๔) เมื่อละ อายูหนะ –การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วยานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๕) เมื่อละ ธุวสัญญา –ความสำคัญว่ายั่งยืน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วิปริณามานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๖) เมื่อละ นิมิต –ความถือมั่นในตัวตน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อนิมิตตานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๗) เมื่อละ ปณิธิ –ความปรารถนาแห่งตัณหา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อัปปณิหิตานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๘) เมื่อละ อภินิเวส –ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สุญญตานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๒๙) เมื่อละ สาราทานาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา –ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๐) เมื่อละ สัมโมหาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๑) เมื่อละ อาลยาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อาทีนวานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๒) เมื่อละ อัปปฏิสังขา –ความไม่พิจารณา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ปฏิสังขานุปัสสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๓) เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ วิวัฏฏนานุปัสสนา –ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๔) เมื่อละ กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ โสดาปัตติมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๕) เมื่อละ กิเลสอย่างหยาบ [โอฬาริเก กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ] ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ สกทาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๖) เมื่อละ กิเลสอย่างละเอียด [อณุสหคเต กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด] ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถ อนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๓๗) เมื่อละ กิเลสทั้งปวง [สพฺพกิเลเส] ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ อรหัตมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความไม่ล่วงกันและกัน

ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน อย่างนี้

 

[๗๔] ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ข้อ (๒) อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างไร

เมื่อพระโยคาวจรละ กามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ดังนี้

(๑) เมื่อละ กามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒) เมื่อละ พยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ความไม่พยาบาท เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓) เมื่อละ ถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อาโลกสัญญา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๔)  เมื่อละ อุทธัจจะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ความไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๕) เมื่อละ วิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ การกำหนดธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกันเพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

(๖) เมื่อละ อวิชชา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่ง ญาณ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน  

(๗) เมื่อละ อวิชชา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ความปราโมทย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๘) เมื่อละ นิวรณ์ ทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ปฐมฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๙) เมื่อละ วิตกและวิจาร อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ทุติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๐) เมื่อละ ปีติ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ตติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๑) เมื่อละ สุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ จตุตถฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๒) เมื่อละ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๓) เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๔) เมื่อละ วิญญาณัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๕) เมื่อละ อากิญจัญญายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๖) เมื่อละ นิจจสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อนิจจานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๗) เมื่อละ สุขสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ทุกขานุปัสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๘) เมื่อละ อัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อนัตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๑๙) เมื่อละ ความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ นิพพิทานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๐) เมื่อละ ราคะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ วิราคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๑) เมื่อละ มนสัญญา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ขยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๒) เมื่อละ สมุทัย อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ นิโรธานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๓) เมื่อละ ความถือมั่น อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๔) เมื่อละ อายูหนะ –การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ วยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๕) เมื่อละ ธุวสัญญา –ความสำคัญว่ายั่งยืน อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ วิปริณามานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๖) เมื่อละ นิมิต –ความถือมั่นในตัวตน อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อนิมิตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๗) เมื่อละ ปณิธิ –ความปรารถนาแห่งตัณหา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อัปปณิหิตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๘) เมื่อละ อภินิเวส –ความยึดมั่นว่ามีตัวตน อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ สุญญตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๒๙) เมื่อละ สาราทานาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา –ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๐) เมื่อละ สัมโมหาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ยถาภูตญาณทัสนะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๑) เมื่อละ อาลยาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความอาลัย อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อาทีนวานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๒) เมื่อละ อัปปฏิสังขา –ความไม่พิจารณา อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ ปฏิสังขานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๓) เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ วิวัฏฏนานุปัสสนา –ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๔) เมื่อละ กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ โสดาปัตติมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๕) เมื่อละ กิเลสอย่างหยาบ [โอฬาริเก กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ] อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ สกทาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๖) เมื่อละ กิเลสอย่างละเอียด [อณุสหคเต กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด] อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อนาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

(๓๗) เมื่อละ กิเลสทั้งปวง [สพฺพกิเลเส] อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถ อรหัตมรรค   เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน

 

ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างนี้

 

[๗๕] ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ข้อ (๓) นำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างไร

(๑) เมื่อละ กามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒) เมื่อละ พยาบาท ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ความไม่พยาบาท เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓) เมื่อละ ถีนมิทธะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อาโลกสัญญา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๔)  เมื่อละ อุทธัจจะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ความไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๕) เมื่อละ วิจิกิจฉา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ การกำหนดธรรม เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๖) เมื่อละ อวิชชา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถแห่ง ญาณ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ  

(๗) เมื่อละ อวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๘) เมื่อละ นิวรณ์ ทั้งหลาย ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ปฐมฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๙) เมื่อละ วิตกและวิจาร ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ทุติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๐) เมื่อละ ปีติ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ตติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๑) เมื่อละ สุขและทุกข์ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ จตุตถฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๒) เมื่อละ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๓) เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๔) เมื่อละ วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๕) เมื่อละ อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๖) เมื่อละ นิจจสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อนิจจานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๗) เมื่อละ สุขสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ทุกขานุปัสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๘) เมื่อละ อัตตสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อนัตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๑๙) เมื่อละ ความเพลิดเพลิน ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ นิพพิทานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๐) เมื่อละ ราคะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ วิราคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๑) เมื่อละ มนสัญญา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ขยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๒) เมื่อละ สมุทัย ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ นิโรธานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๓) เมื่อละ ความถือมั่น ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๔) เมื่อละ อายูหนะ –การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ วยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๕) เมื่อละ ธุวสัญญา –ความสำคัญว่ายั่งยืน ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ วิปริณามานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๖) เมื่อละ นิมิต –ความถือมั่นในตัวตน ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อนิมิตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๗) เมื่อละ ปณิธิ –ความปรารถนาแห่งตัณหา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อัปปณิหิตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๘) เมื่อละ อภินิเวส –ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ สุญญตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๒๙) เมื่อละ สาราทานาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา –ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๐) เมื่อละ สัมโมหาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ยถาภูตญาณทัสนะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๑) เมื่อละ อาลยาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อาทีนวานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๒) เมื่อละ อัปปฏิสังขา –ความไม่พิจารณา ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ ปฏิสังขานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๓) เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ วิวัฏฏนานุปัสสนา –ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๔) เมื่อละ กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ โสดาปัตติมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๕) เมื่อละ กิเลสอย่างหยาบ [โอฬาริเก กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ] ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ สกทาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๖) เมื่อละ กิเลสอย่างละเอียด [อณุสหคเต กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด] ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถ อนาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

(๓๗) เมื่อละ กิเลสทั้งปวง [สพฺพกิเลเส] ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถ อรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ

ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างนี้

 

[๗๖] ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่า ข้อ (๔) เสพเป็นอันมาก อย่างไร

(๑) เมื่อละ กามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง เนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒) เมื่อละ พยาบาท ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ความไม่พยาบาท เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓) เมื่อละ ถีนมิทธะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อาโลกสัญญา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๔)  เมื่อละ อุทธัจจะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ความไม่ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๕) เมื่อละ วิจิกิจฉา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง การกำหนดธรรม เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๖) เมื่อละ อวิชชา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งแห่ง ญาณ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก  

(๗) เมื่อละ อวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามาร ความปราโมทย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๘) เมื่อละ นิวรณ์ ทั้งหลาย ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ปฐมฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๙) เมื่อละ วิตกและวิจาร ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ทุติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๐) เมื่อละ ปีติ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ตติยฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๑) เมื่อละ สุขและทุกข์ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง จตุตถฌาน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๒) เมื่อละ รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๓) เมื่อละ อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๔) เมื่อละ วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๕) เมื่อละ อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๖) เมื่อละ นิจจสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อนิจจานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๗) เมื่อละ สุขสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ทุกขานุปัสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๘) เมื่อละ อัตตสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อนัตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๑๙) เมื่อละ ความเพลิดเพลิน ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง นิพพิทานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๐) เมื่อละ ราคะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง วิราคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๑) เมื่อละ มนสัญญา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ขยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๒) เมื่อละ สมุทัย ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง นิโรธานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๓) เมื่อละ ความถือมั่น ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๔) เมื่อละ อายูหนะ –การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง วยานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๕) เมื่อละ ธุวสัญญา –ความสำคัญว่ายั่งยืน ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง วิปริณามานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๖) เมื่อละ นิมิต –ความถือมั่นในตัวตน ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อนิมิตตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๗) เมื่อละ ปณิธิ –ความปรารถนาแห่งตัณหา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อัปปณิหิตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๘) เมื่อละ อภินิเวส –ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง สุญญตานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๒๙) เมื่อละ สาราทานาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา –ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๐) เมื่อละ สัมโมหาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ยถาภูตญาณทัสนะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๑) เมื่อละ อาลยาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อาทีนวานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๒) เมื่อละ อัปปฏิสังขา –ความไม่พิจารณา ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง ปฏิสังขานุปัสสนา เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๓) เมื่อละ สัญโญคาภินิเวส –ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง วิวัฏฏนานุปัสสนา –ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๔) เมื่อละ กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง โสดาปัตติมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๕) เมื่อละ กิเลสอย่างหยาบ [โอฬาริเก กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ] ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง สกทาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๖) เมื่อละ กิเลสอย่างละเอียด [อณุสหคเต กิเลเส = กามราคะพยาบาทอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด] ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถ อนาคามิมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

(๓๗) เมื่อละ กิเลสทั้งปวง [สพฺพกิเลเส] ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่ง อรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก

 

ชื่อว่า “ภาวนา” ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากอย่างนี้ คือ ภาวนา ๔ ประการ นี้

 

ในข้อ ๑ ขันธ์ ๕ พระโยคาวจร พิจารณาเห็น รูป ชื่อว่า “เจริญภาวนา” พิจารณาเห็น เวทนา ชื่อว่า “เจริญภาวนา” พิจารณาเห็น สัญญา ชื่อว่า “เจริญภาวนา” พิจารณาเห็น สังขาร “เจริญภาวนา” พิจารณาเห็น วิญญาณ “เจริญภาวนา” (หมายเหตุ: ให้พิจารณารายหัวข้อธรรมต่อจาก ข้อ ๑ โดยพิจารณาเป็นรายข้อธรรมย่อย ดังใน ข้อ ๑)

 

(๑) พิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๒) พิจารณาเห็น อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๓) พิจารณาเห็น อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๔) พิจารณาเห็น วิญญาณ ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๕) พิจารณาเห็น ผัสสะ ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๖) พิจารณาเห็น เวทนา ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๗) พิจารณาเห็น สัญญา ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๘) พิจารณาเห็น เจตนา ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๙) พิจารณาเห็น ตัณหา ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๐) พิจารณาเห็น วิตก ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๑) พิจารณาเห็น วิจาร ๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๒) พิจารณาเห็น ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๓) พิจารณาเห็น อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๔) พิจารณาเห็น อายตนะ ๑๒ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๕) พิจารณาเห็น ธาตุ ๑๘ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๖) พิจารณาเห็น อินทรีย์ ๒๒ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๗) พิจารณาเห็น ธาตุ ๓ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๘) พิจารณาเห็น ภพ ๙ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๑๙) พิจารณาเห็น ฌาน ๔ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๒๐) พิจารณาเห็น อัปปมัญญา ๔ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๒๑) พิจารณาเห็น อรูปสมาบัติ ๔ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

(๒๒) พิจารณาเห็น ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

 

จนพิจารณาข้อธรรมย่อยถึง พิจารณาเห็น ชราและมรณะ ชื่อว่า “เจริญภาวนา” ใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๒๓) พิจารณาเห็น นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะ ด้วยอรรถว่าเป็นที่ ชื่อว่า “เจริญภาวนา”

 

ฉะนั้น ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่าเดียวกัน ชื่อว่า “ญาณ” ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่า “ปัญญา” ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาความทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

จบ จตุตถภาณวาร__

 

หมายเหตุ

การพิจารณาธรรมในอันดับสุดท้ายใช้เวลานาน เพราะมีรายข้อธรรมย่อยมากถึง ๒๐๑ ข้อ แต่ให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียรพยายามไล่ลำดับธรรมให้ครบ ปฏิบัติให้มาก บ่อยๆ สืบเนื่องกัน เป็นนิตย์  การทบทวนเสมอย่อมทำให้จดจำเจนใจได้หมด

 

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงสาระเนื้อหาสำคัญของธรรมทั้งหลายอันเกิดจากการเจริญสุตมยญาณดีแล้ว ย่อมเห็นได้ว่า การเจริญสมาธิภาวนาย่อมสัมปยุตต์ด้วยวิปัสสนาภาวนาเข้าด้วยกันในเวลาเดียวกัน นั่นคือ การหาข้อสรุปด้วยการลุล่วงถึงในสังขตธรรมทั้งปวง คือ “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” ที่ว่า

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

นั่นคือ สภาวธรรมใดเกิดขึ้นย่อมประกอบรวมกัน [สหวุตติ] เป็นหนึ่ง [เอกุปปาทะ] ด้วยสภาวธรรมอื่นๆ ย่อมตั้งอยู่เป็นหนึ่งเดียว [เอกนิสสยะ] และย่อมดับไปพร้อมๆ กัน [เอกนิโรธะ] ฉะนั้น เมื่อพิจารณาธรรมทั้งหลายที่มาสัมปยุตต์กัน ย่อมพิจารณาตามเกณฑ์ต่อไปนี้

(๑) ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน [พิจารณาถึงลักษณะสากล]

(๒) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน [พิจารณาถึงลักษณะเฉพาะ]

(๓) ย่อมนำไปซึ่งความเพียร [พิจารณาถึงศรัทธาและฉันทะ]

(๔) ย่อมเสพเป็นอันมาก [พิจารณาถึงชาคริยานุโยค]

 

เกณฑ์ทั้งหมดนี้ เป็นไปตามนัยแห่งการเกิดจิตตสมาธิในวิปัสสนาอันเป็น “สัมปยุตตธรรม” เพื่อให้ธรรมกิจดังกล่าวนี้ สำเร็จลุล่วงด้วยดีตามขั้นภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าการเกิดปัญญาขึ้นจากการฟังคำสอนของผู้อื่นหรือการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นขั้นตอนของการต่อยอดปัญญาให้เจริญขึ้นในอีกระดับหนึ่ง ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ–ปรโตโฆสะ” จนนำองค์ความรู้ดังกล่าวเหล่านี้มาเป็นบาทฐานแห่งองค์ปัญญาใน “จินตามยปัญญา–จินตามยญาณ–โยนิโสมนสิการ” และผลแห่งอรรถธรรมที่จะ

เกิดขึ้นในรอบสูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรม คือ “ภาวนามยปัญญา” ที่เกิดจากการสัมปยุตต์ธรรมใน “สมถภาวนา” กับ “วิปัสสนาภาวนา” ร่วมกันเป็นกิจเดียวกันแห่งอริยมรรค นั่นคือ (๑) “อริยมรรคมีองค์ ๘–มัคคสมังคี” กับ (๒) “มรรค ๔–มัคคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ” แห่งอริยสัจจ์ ๔ [ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค] ได้แก่ (๑) โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติมัคคญาณ (๒) สกทาคามิมรรค–สกทาคามิมัคคญาณ (๓) อนาคมมิมรรค–อนาคามิมัคคญาณ และ (๔) อรหัตตมรรค–อรหัตตมัคคญาณ ตามลำดับ หรืออาจพิจารณาในเกณฑ์ คือ “มรรค ๔–ผล ๔” [โลกุตตรมรรค–โลกุตตรผล] ดังนี้ (๑) โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติผลสมาบัติ (๒) สกทาคามิมรรค–สกทาคามิผลสมาบัติ (๓) อนาคามิมรรค–อนาคามิผลสมาบัติ และ (๔) อรหัตมรรค–อรหัตผลสมาบัติ กล่าวสรุปย่อ คือ การดับกิเลสอย่างละเอียด “อนุสยกิเลส” [สังโยชน์ ๑๐] ทั้งหลายในแต่ละขั้นของอริยมรรค ดังนี้

(๑) โสดาปัตติมรรค = สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย

(๒) สกทาคามิมรรค = กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ

(๓) อนาคามิมรรค = กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด  

(๔) อรหัตมรรค = รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย

 

ธรรมทั้งหมดนี้ คือ จุดหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์แห่งการปฏิบัติธรรม “ปรมัตถประโยชน์” นั่นคือ “นิพพาน” หรือเรียกอีกอย่างว่า “การเห็นอันยอดเยี่ยมแห่งนิพพาน” ชื่อว่า “ทัสสนานุตตริยะ” หมายถึง การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือเห็นนิพพาน พร้อมด้วย “ปฏิปทานุตตริยะ” หมายถึง การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา “มรรคมีองค์ ๘” นั่นเอง ฉะนั้น ปัญญาที่เกิดทั้งหมดนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้จากการเจริญสุตมยญาณ ก่อนการลงมือปฏิบัติจริงใน “ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันสืบเนื่องต่อจาก “ภูมิแห่งสมถกรรมฐาน” [การเจริญสมาธิภาวนา] ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีการตั้งตนไว้ชอบที่ถูกต้องในการพัฒนาตนเอง “อัตตสัมมาปณิธิ” คือ ตั้งตนไว้ชอบ ตั้งจิตคิดมุ่งหมายนำตนไปถูกทาง และย่อมเป็นบุคคลที่มีคุณภาพด้วยปัญญาที่ถึงพร้อมด้วยหลักการหรือทฤษฎีแห่งหลักธรรม นั่นคือว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรคจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น” ซึ่งประกอบด้วยคุณธรรม ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

(๑) กัลยาณมิตตตา –ความมีกัลยาณมิตร

(๒) สีลสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยศีล

(๓) ฉันทสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ

(๔) อัตตสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกไว้ดี

(๕) ทิฏฐิสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ มีหลักความคิดความเชื่อที่ถูกต้อง  

(๖) อัปปมาทสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท

(๗) โยนิโสมนสิการสัมปทา –ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ

 

สิ่งที่เหลือจากนี้ไป คือ บุคคลต้องเห็นถูกต้องว่าจะลงมือปฏิบัติตนอย่างไรด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยไม่ต้องลังเลสงสัยในพระธรรมอีกต่อไป พระรัตนตรัยย่อมเป็นสรณะที่พึ่งของผู้ปฏิบัติอริยมรรคเสมอไป อย่างไรก็ตาม คำว่า “ปฏิบัติธรรม” ย่อมหมายถึง “ภาวนา–การเจริญภาวนา” ที่ประกอบด้วย “สมถภาวนา” คือ การเจริญสมาธิภาวนา เพื่อให้จิตเป็นสมาธิ “มีความเพียร–มีสัมปชัญญะ–มีสติ” จนเกิดเป็น “ญาณทัสสนะ” และ “วิปัสสนาภาวนา” คือ เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า “ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ฉะนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นทั้ง “โลกิยภาวนา–โลกิยธรรม–โลกิยญาณ” คือ ปัญญาที่เกี่ยวธรรมฝ่ายโลก กับ “โลกุตตรภาวนา–โลกุตตรธรรม–โลกุตตรญาณ” คือ ปัญญาที่เหนือสภาวะของโลก ฉะนั้น ความรู้ที่สามารถแสวงได้ จึงเป็น “ปัญญาสามัญ” ที่เกิดจาก “สุตมยญาณ–สุตมยปัญญา” [ปรโตโฆสะ] อันเป็นบาทฐานใน “จินตามยญาณ–จินตามยปัญญา” [โยนิโสมนสิการ] ที่ผู้ปฏิบัติธรรมแสวงหาได้จากผู้รู้หรือแหล่งความรู้ที่เป็นเอกสารที่ผลิตผ่านสื่อต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่ เพราะฉะนั้น ตายนัยของคำว่า “ภาวนา” จึงหมายรวมถึง “การเจริญสมาธิภาวนา” ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดคุณธรรมใน ๔ ประการ ได้แก่

(๑) ทิฏฐธรรมสุขวิหาร คือ ความสงบ–สันติสุข เมื่อจิตเป็นสมาธิ เป็น “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน”

(๒) สติสัมปชัญญะ คือ อินทรียสังวรเพื่อเข้าถึง “กัลยาณมิตตตา–โยนิโสมนสิการ–อัปปมาทะ”

(๓) ญาณทัสสนะ คือ ปัญญาเห็นธรรมด้วยญาณหยั่งรู้

(๔) อาสวักขยะ คือ ปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณ

 

ฉะนั้น คำว่า “สติสัมปชัญญะ” คือ มีสติปัญญารอบรู้เป็นกลาง “อุเบกขา” ตั้งมั่นในธรรมเพราะมี “สมาธิ–ฌาน” คือ รู้แจ้งด้วยการเจริญโยนิโสมนสิการ กับ “ญาณทัสสนะ” คือ การรู้เห็นด้วยปัญญาที่เป็น “ญาณ” อันเหนือกว่า “ปัญญาสามัญ” [จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา] ที่คิดเพียงการหาเหตุผลที่เป็นคติโลก จึงเป็นความรู้แจ้ง คือ “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ วิชชา ๓ กับ วิชชา ๘ รวมทั้ง อภิญญา ๖ [ภาวนามยปัญญา] ซึ่งเกิดจากการบรรลุเข้าถึง “ธรรมวิเศษ” คือ ความรู้ยิ่งยวด ที่เรียกว่า “อุตริมนุสธรรม–อธิคมธรรม” คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การทำให้แจ้งซึ่งผล การละกิเลส หรือ ความเปิดจิตความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ธรรมดังกล่าวนี้ จะเกิดขึ้นกับ ผู้เจริญอริยมรรคภาวนา เท่านั้น อันเป็น ปัญญาที่รู้แจงแทงตลอดด้วยอริยสัจจ์ แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้หรือไม่นั้น ก็อยู่ที่จิตของแต่ละบุคคลว่า ยินยอมให้เกิด ให้ตั้งอยู่ และ ให้ดับไป ก็เท่านั้นเอง เพราะโดยปกติ คนทั่วไปมักมีจิตที่หวั่นไหวใน ๖ ประการ ได้แก่ อสติ–ความระลึกไม่ได้ ๑ อนนุสฺสติ อปฺปฏิสฺสติ–ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก ๑ อสรณตา–อาการที่ระลึกไม่ได้ ๑ อธารณตา–ความไม่ทรงจำ ๑ ปิลาปนตา–ความเลื่อนลอย ๑ ปมุสฺสนตา–ความหลงลืม ไม่มีสติ ๑ ฉะนั้น บุคคลผู้ไม่มีสติหรือหลงลืมสตินั้น ย่อมเป็นดุจ “กาที่เก็บก้อนข้าว” และเป็นเช่นกับ “สุนัขจิ้งจอกที่เก็บก้อนเนื้อ” นั่นเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4874500