๔๓. การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

         The Realization of Nirvana

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1485

 ความสำคัญของบทความ

 

ในสภาวะที่ดับสิ้นแห่งกิเลสอาสวะทั้งหลายจนถึงขั้นยั่งยืนนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาเห็นจริงได้ด้วยการทำให้แจ้งในคำว่า “นิพพาน” หรือ “นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ (๑) “วิกขัมภนนิโรธ”คือ ดับด้วยข่มไว้ นั่นคือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น (๒) “ตทังคนิโรธ” คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ นั่นคือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม (๓) “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาด นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค (๔) “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับ นั่นคือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก และ(๕) “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้ ดับด้วยปลอดโปร่งไป นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน” แต่อย่างไรก็ตาม ยังรวมถึงการเกิด “ปัญญาเห็นอริยสัจจธรรม” ซึ่งประกอบด้วย (๑) อริยสัจจ์ ๔ กับ (๒) ปฏิสัมภิทา ๔ และ “ปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณแห่งบรมธรรม” กระบวนการพัฒนาปัญญาดังกล่าวนี้ คือ การรู้แจ้งแทงตลอดในมหาโพธิญาณ ซึ่งเรียกว่า “สัจฉิกิริยา” (ข้อ ๓ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การทำให้แจ้ง การบรรลุ อันเป็นกิจในนิโรธ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “สัจฉิกรณะ” การทำให้แจ้ง การประสบ การเข้าถึง การบรรลุธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เช่น ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน คือ “ความตรัสรู้ในการบรรลุนิพพาน” นั่นคือ การรู้แจ้งแทงตลอดใน “สภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์” ซึ่งเป็น “สัมพุทธภาวะ” [ตรัสรู้เองโดยชอบ] กับ “วิสุทธิภาวะ” [ทรงหมดจดลบริสุทธิ์สมบูรณ์ยิ่ง] ที่ใช้เรียกพระพุทธองค์ว่า “ตถาคต” ฉะนั้น คำว่า “สัจฉิกิริยา–สัจฉิกรณะ” จึงเป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับ “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” อันเป็นปรีชาสามารถในการเจริญภาวนาของผู้ปฏิบัติธรรม ที่พิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายที่มาประชุมสัมปยุตต์กันเป็นหนึ่งเดียว ที่สงเคราะห์ทั้งฝ่าย “สมถกรรมฐาน” และ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันทำให้ประจักษ์แจ้งในความเป็นญาณแห่งความหลุดพ้นทั้ง ๒ ฝ่าย (๑) “ฌานวิโมกข์” กับ (๒) “ญาณวิโมกข์” นั่นคือ “อรหัตตผลวิมุตติ” อันเป็นเบื้องปลาย ที่ประกอบด้วยการเจริญฌานสมาบัติมีวัตถุ “สัญญา ๔” หมายถึง ความรู้เข้าใจในธรรมอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ “ปรินิพพานในปัจจุบัน” เพราะให้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเหล่านี้ ได้แก่ (๑) “หานภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม (๒) “ฐิติภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายดำรงอยู่ (๓) “วิเสสภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายวิเศษ และ (๔) “นิพเพธภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายชำแรกกิเลส นอกจากนี้ ยังรวมทั้งความรู้แจ้งในธรรมทั้งหลายที่เกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน

 

การปฏิบัติธรรมนั้น คือ กระบวนการคิดที่ค้นหาความจริง “สัจจธรรม” แต่โดยนัยหมายถึง “ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” ที่เรียกว่า “สภาวธรรม–ธรรมทั้งหลาย” นั่นคือ (๑) การค้นหาสภาวะที่มีปัญญาเห็นจิตที่แท้จริงตามสภาพดั้งเดิม ที่ไม่ใช่ทั้งฝ่ายกุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เรียกว่า “อัพยากตธรรม” กับ (๒) การค้นหาสภาวะที่มีปัญญาเห็นจิตที่แปรปรวนไปจากจิตที่แท้จริง ที่มีเจตนา ความใคร่ปรารถนา ทั้งฝ่าย “กุศลธรรม” นั่นคือ “สุจริต ๓ = กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓” และ “อกุศลธรรม” นั่นคือ “ทุจริต ๓ = ายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓” อันทำให้เกิด “กรรม ๓” คือ การกระทำ ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” คำว่า “กรรม ๓” ดังกล่าวนี้ ย่อมมีผลสืบเนื่องไปในอนาคตธรรม ที่เรียกว่า “ผลวิบาก”  เมื่อการกระทำกรรมนั้นๆ ประกอบด้วย “เจตนา–สัญเจตนา” ที่ครอบงำ “อินทรีย์ ๖” ได้แก่ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” ที่ประกอบด้วยเจตนา เรียกว่า “เจตนา ๖” = “รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธรรมสัญเจตนา” ซึ่งหมายความว่า จิตที่สหรคตด้วยกิเลสตัณหาที่ปรุงแต่งกรรมในอารมณ์ที่กลายเป็นจิตในกระแส “วิถีจิต” ไม่ว่า “อิฏฐารมณ์” หรือ “อนิฏฐารมณ์” ก็ตาม นั่นคือ (๑) สิ่งที่ปรารถนา–ความอยากได้ มีธรรม ๔ ประการ คือ ลาภ–ได้ลาภ–มีลาภ ๑ ยส–ได้ยศ–มียศ ๑ ปสังสา–สรรเสริญ ๑ สุข–ความสุข ๑ กับ (๒) สิ่งที่ไม่ปรารถนา–ความไม่อยากได้ มีธรรม ๔ ประการ คือ อลาภ–เสื่อมลาภ–สูญเสีย ๑ อยส–เสื่อมยศ ๑ นินทา–ติเตียน ๑ ทุกข์–ความทุกข์ ๑ ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านี้จึงได้  เรียกว่า “โลกธรรม ๘” หมายถึง ธรรมดาของโลก เรื่องของโลก ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป เพราะความไม่รู้จริง “อวิชชา” ทำให้เกิดความทะยานอยาก “ตัณหา” เพราะ “ตัณหา” ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ “อุปาทานขันธ์ ๕” จิตจึงไม่บริสุทธิ์ ไม่เบิกบานผ่องใส นั่นคือ อกุศลวิบาก ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” อันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก ซึ่งพระอริยเจ้าตถาคตสาวกทั้งหลาย ย่อมรู้เท่าทันอันเป็นสิ่งไม่พึงปฏิบัติอย่าง “ไม่มีสติสัมปชัญญะ” อันเป็นศัตรูผู้ผลาญ “โยคเกษมธรรมแห่งอรหัตผลวิมุตติ” ได้ตลอดเวลา เพราะโดยปกติทั่วไป ปุถุชนมักมีจิตที่หวั่นไหวใน ๖ ประการ ได้แก่ “อสติ–ความระลึกไม่ได้” “อนนุสฺสติ อปฺปฏิสฺสติ–ความไม่ตามระลึก ความไม่หวนระลึก” “อสรณตา–อาการที่ระลึกไม่ได้”“อธารณตา–ความไม่ทรงจำ” “ปิลาปนตา–ความเลื่อนลอย” “ปมุสฺสนตา–ความหลงลืม ไม่มีสติ” ๑ ฉะนั้น บุคคลผู้ไม่มีสติหรือหลงลืมสตินั้น ย่อมเป็นดุจ “กาที่เก็บก้อนข้าว” และเป็นเช่นกับ “สุนัขจิ้งจอกที่เก็บก้อนเนื้อ” ด้วยเหตุนี้ อารมณ์ของพระอรหันต์จึงพึงสหรคตด้วย “ปัญญาเห็นธรรมด้วยอาโลโกสัญญา” ถึงความจริงที่ว่า “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” ที่เป็นจุดหมายสูงสุดในการเจริญภาวนา ที่เรียกว่า “สัจฉิกิริยา” (ข้อ ๓ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การทำให้แจ้ง การบรรลุ อันเป็นกิจในนิโรธ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สัจฉิกรณะ” การทำให้แจ้ง การประสบ การเข้าถึง การบรรลุ เช่น ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน คือ “ความตรัสรู้ในการบรรลุนิพพาน” อันเป็นปรีชายอดเยี่ยมแห่งวิสัยทัศน์ คือ “ทัสสนานุตตริยะ” การเห็นอันเยี่ยม และ “ปฏิปทานุตตริยะ” การปฏิบัติอันเยี่ยม ดังนี้

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391 –395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

“อภิญเญยธรรม”

         (๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

(หมายเหตุ: ให้พิจารณารายหัวข้อธรรมต่อจาก ข้อ ๑ โดยพิจารณาเป็นรายข้อธรรมย่อย ดังใน ข้อ ๑)

 

(๑) เมื่อพิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๓) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๔) เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๕) เมื่อพิจารณาเห็น ผัสสะ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๖) เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๗) เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๘) เมื่อพิจารณาเห็น เจตนา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๙) เมื่อพิจารณาเห็น ตัณหา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๐) เมื่อพิจารณาเห็น วิตก ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๑) เมื่อพิจารณาเห็น วิจาร ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๒) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๓) เมื่อพิจารณาเห็น อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๔) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะ ๑๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๕) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุ ๑๘ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๖) เมื่อพิจารณาเห็น อินทรีย์ ๒๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๗) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุ ๓ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๘) เมื่อพิจารณาเห็น ภพ ๙ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๙) เมื่อพิจารณาเห็น ฌาน ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๐) เมื่อพิจารณาเห็น อัปปมัญญา ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๑) เมื่อพิจารณาเห็น อรูปสมาบัติ ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๒) เมื่อพิจารณาเห็น ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

จนพิจารณาข้อธรรมย่อยถึง เมื่อพิจารณาเห็น ชราและมรณะ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ ใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” แล้วเริ่มเป็นข้อ ๒๓ อันเป็นข้อสุดท้าย ดังนี้

(๒๓) เมื่อพิจารณาเห็น นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า รู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดที่ได้สดับมาแล้วนั้น ว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

บัดนี้ เพราะความที่ธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ย่อมมีโดยประเภทที่ว่างจากสมาธิอย่างหนึ่งๆ ในการเจริญฌานสมาบัติ ฉะนั้น พระสารีบุตรจึงได้ชี้แจง “หานภาคิยจตุกะ” ทั้ง ๔ ประการ โดยเป็นอันเดียวกัน ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

 

“ภิกษุรู้ว่า มโนสังขารของพระโยคาวจรนี้ ตั้งไว้ดีแล้ว เธอจะตรึกวิตกชื่อนี้ ในลำดับแห่งจิตชื่อนี้ โดยอาการใด สมาธิของพระโยคาวจรนี้ผู้ออกจากสมาบัตินี้แล้ว (๑) ที่เป็น หานภาคิยะ [เป็นส่วนแห่งการละ] (๒) ที่เป็น ฐิติภาคิยะ [เป็นส่วนแห่งความดำรงอยู่] (๓) ที่เป็น วิเสสภาคิยะ [เป็นส่วนแห่งคุณธรรมพิเศษ] หรือ (๔) ที่เป็น นิพเพธภาคิยะ [เป็นส่วนแห่งการแทงตลอด] จักมีหรือการทำให้แจ้งด้วย อภิญญา จักเกิดขึ้นแก่เธอ โดยอาการนั้น ชื่อว่า รู้โดยตรวจดูจิตในภายในสมาบัติ”

 

ฉะนั้น ปัญญาที่เกิดจากผู้รู้ย่อมมีขึ้นได้ เมื่อบุคคลเข้าไปอาศัย บุคคลผู้ควรแก่การเคารพ กิเลสทั้งหลาย่อมไม่บังเกิดขึ้น เขาผู้นั้น ย่อมได้โอวาทและคำพร่ำสอน เพราะเหตุนั้น “การอาศัยบุคคลผู้นั้นอยู่ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งการได้ปัญญา” ที่เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

“ฌานสมาบัติ ๘”

โดยนัยแห่ง “หานภาคิยจตุกะ” ดังกล่าวนั้น ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า (๑) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม (๒) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ (๓) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ (๔) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

(๑) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “กาม” ของพระโยคาวจรผู้ได้ “ปฐมฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ปฐมฌาน” นั้น ยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วย “วิตก” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๒) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “วิตก” ของพระโยคาวจร ผู้ได้ “ทุติยฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ทุติยฌาน” นั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อุเบกขาและสุข” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๓) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “ปีติและสุข” ของพระโยคาวจร ผู้ได้ “ตติยฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ตติยฌาน” นั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อทุกขมสุขเวทนา” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๔) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อุเบกขาและสุข” ของพระโยคาวจรผู้ได้ “จตุตถฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “จตุตถฌาน” นั้น ยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๕) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “รูป” ของพระโยคาวจรผู้ได้ “อากาสานัญจายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อากาสานัญจายตนฌาน” นั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนฌาน” เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๖) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนฌาน” ของพระโยคาวจรผู้ได้ “วิญญาณัญจายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วิญญาณัญจายตนฌาน” นั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “อากิญจัญญายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย วิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๗) สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนฌาน” ของพระโยคาวจรผู้ได้ “อากิญจัญญายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อากิญจัญญายตนฌาน” นั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วย “เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนการอันสหรคตด้วย “ความเบื่อหน่าย” ประกอบด้วย “วิราคะ” เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปใน ส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

 

(๘) ด้วยเหตุนี้ ชื่อว่า “ญาณ” ด้วยอรรถว่า “รู้ธรรมนั้น” ชื่อว่า “ปัญญา” ด้วยอรรถว่า “รู้ชัด” เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า (๑) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม “หานภาคิยสัญญา” (๒) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่  “ฐิติภาคิยสัญญา” (๓) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ “วิเสสภาคิยสัญญา”  (๔) ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส  “นิพเพธภาคิยสัญญา” ย่อมชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

จบ สัจฉิกาตัพพนิทเทส ----------------------

 

ฉะนั้น ให้พิจารณานัยแห่ง “สัญญา ๔” หมายถึง ธรรมอันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ “ปรินิพพานในปัจจุบัน” เพราะให้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมเหล่านี้ ได้แก่

(๑) “หานภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม

(๒) “ฐิติภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายดำรงอยู่

(๓) “วิเสสภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายวิเศษ

(๔) “นิพเพธภาคิยสัญญา” คือ สัญญาฝ่ายชำแรกกิเลส

 

อย่างไรก็ตาม การที่บรรลุถึง “ปรินิพพานในปัจจุบัน” ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรู้เห็นอันเยี่ยมย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยการใฝ่หาอาศัยผู้รู้ที่ควรเคารพย่อมได้ปัญญา [ปรโตโฆสะ] ผู้มีจิตมืดมนด้วยกิเลสครอบงำ ย่อมมี “อริยปัญญา” เกิดขึ้นได้ยาก เพราะปราศจากธรรม ๔ ประการ ดังนี้

(๑) “อารทฺธวิริยสฺส” คือ ผู้ปรารภความเพียร ด้วยสามารถแห่งความเพียรโดย สัมมัปปธาน ๔

(๒) “อุปฏฺฐิตสฺสติสฺส” คือ ผู้มีสติตั้งมั่น ด้วยอำนาจแห่ง สติปัฏฐาน ๔

(๓) “สมาหิตสฺส” คือ ผู้มีจิตมีอารมณ์เลิศเป็นหนึ่ง ด้วยอำนาจสมาธิแห่ง ฌาน ๔

(๔) “ปญฺญวโต” คือ ผู้มีปัญญา ด้วยสามารถแห่ง กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาสัทธา

 

บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ข้างต้นนั้น ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ “ไม่ปรินิพพานในปัจจุบัน” นั่นคือ “ยถาภูติ นปฺปชานาติ” หมายถึง ไม่รู้ด้วยมรรคญาณตามความเป็นจริง ไม่สามารถเข้าถึง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ได้ จึง “ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปตามเป็นจริงได้” อย่างไรก็ตาม ในอรรถว่า “อริยปัญญา” หมายถึง “อริยทรัพย์ ๗” คือ ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เช่น เงินทอง เป็นต้น เพราะโจรหรือใครๆ แย่งชิงไม่ได้ และทำให้เป็นคนประเสริฐอย่างแท้จริง ดังนี้

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ

 

ฉะนั้น “อริยปัญญา–อริยทรัพย์” ทั้ง ๗ ประการนี้ ย่อมกลายเป็นกำลังแห่งผู้เป็นอริยะที่บรรลุถึงความตรัสรู้อริยสัจจ์ได้จริง อันเป็นธรรมวิเศษประเสริฐแห่งเหตุปัจจัยที่ทำให้กลายเป็น “อริยบุคคล ๔” หมายถึง บุคคลผู้เป็นอริยะ ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษมี (๑) โสดาปัตติมรรค–พระโสดาบัน (๒) สกทาคามิมรรค–พระสกทาคามี (๓) อนาคามิมรรค–พระอนาคามี (๔) อรหัตตมรรค–พระอรหันต์ หรือ “อริยบุคคล ๗” หมายถึง บุคคลผู้เป็นอริยะ บุคคลผู้ประเสริฐ ท่านผู้บรรลุธรรมวิเศษ ได้แก่ (๑) สัทธานุสารี (๒) ธัมมานุสารี (๓) สัทธาวิมุต (๔) ทิฏฐิปปัตตะ (๕) กายสักขี (๖) ปัญญาวิมุต และ (๗) อุภโตภาควิมุต นอกจากนี้ เพื่อให้เห็นสภาวะการดำรงอยู่ในภูมิแห่งพุทธะของพระตถาคตเจ้า ให้พิจารณาถึงนัยแห่ง “ตถาคต” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 226 -233 FILE 44) ดังนี้

  

ชื่อว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น เป็นอย่างไร คือ พระโลกนาถทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้ดำเนินไปลำบากเพราะทุกข์ใหญ่ ทรงมีพระมนัสอันพระมหากรุณาใดให้อาจหาญขึ้นว่า หมู่สัตว์นั้นไม่มีใครอื่นเป็นที่พึ่ง เราเท่านั้น พ้นจากสังสารทุกข์นี้แล้ว จักยังสรรพสัตว์ให้พ้นได้ด้วย จึงได้ทรงทำมหาอภินิหาร ครั้นแล้วทรงถึงความอุตสาหะอันให้สำเร็จประโยชน์แก่โลกทั้งสิ้น ตามที่ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ ทรงไม่ห่วงใยพระกายและพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงบำเพ็ญ “ทุกรกิริยา” ที่ทำได้ยากอันทำความสะดุ้งจิตให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุเพียงปรากฏทางโสตทวารของชนเหล่าอื่น “ทรงดำเนินโดยประการที่ข้อปฏิบัติเพื่อมหาโพธิญาณ” อันไม่เป็น “หานภาคิยะ” [ส่วนแห่งการละ] “สังกิเลสภาคิยะ” [ส่วนแห่งความเศร้าหมอง] หรือ “ฐิติภาคิยะ” [ส่วนแห่งการตั้งมั่น] โดยที่แท้เป็น “วิเสสภาคิยะ” อย่างยอดเยี่ยมแท้จริง “ทรงสำเร็จพระโพธิสมภารอย่างสิ้นเชิงโดยลำดับ จึงทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ เบื้องหน้าแต่นั้น” ทรงมีพระมนัสอันพระมหากรุณานั้นนั่นแหละกระตุ้นเตือน ทรงละความยินดีในความสงัดและความสุขอันเกิดแต่วิโมกข์อันสงบอย่างยิ่ง ไม่คำนึงถึงประการที่ไม่เหมาะสมที่ชาวโลกอันมากด้วย “พาลชน” ให้เกิดขึ้น ทรงสำเร็จ “พุทธกิจ” โดยสิ้นเชิงด้วยการแนะนำชนที่ควรแนะนำในข้อนั้น อาการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าหยั่งพระมหากรุณาลงในหมู่สัตว์นั้น จักมีแจ้งข้างหน้า

 

พระโลกนาถผู้เป็นพระพุทธเจ้า มีพระมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลาย ฉันใด แม้ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น ทรงมีพระมหากรุณาในหมู่สัตว์ ในกาลบำเพ็ญมหาอภินิหาร เป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระมหากรุณาของพระองค์ จึงชื่อว่า “ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น” เพราะมีภาวะเสมอกัน ในที่ทุกแห่งและในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จไปคือดำเนินไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลกทั้งสิ้น ด้วยพระมหากรุณาอันถ่องแท้ มีกิจหน้าที่เสมอกันในสรรพสัตว์ทั้งหลายแม้ในกาลทั้ง ๓ ชื่อว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จไปโดยประการนั้น ด้วยประการ ฉะนี้

 

ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาถึงสัจจะถ่องแท้เป็นอย่างไร คือ ชื่อว่า “ถ่องแท้” ได้แก่ “อริยมรรคญาณ” จริงอยู่ “อริยมรรคญาณ” เหล่านั้น ชื่อว่า “ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น” เพราะไม่กล่าวลักษณะแห่งสภาวธรรมพร้อมกิจให้คลาดเคลื่อนแห่งธรรม คือ “อริยสัจ ๔” อันเป็น ปวัตติ นิวัตติ และ เหตุทั้ง ๒ นั้น เป็นเครื่องรวบรวม “เญยยธรรม” [ไญยธรรม] ทั้งมวลอย่างนี้ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา และ เป็นวิภาคของอริยสัจทั้ง ๔ นั้น มีอาทิว่า  (๑) “ทุกขสัจจ์” มีอรรถว่า บีบคั้น มีอรรถว่า เป็น “สังขตะ” มีอรรถว่า ทำให้เดือดร้อน มีอรรถว่า แปรปรวน (๒) “สมุทัยสัจจ์” มีอรรถว่า ประมวลมา มีอรรถว่า เป็นเหตุ มีอรรถว่า ประกอบสัตว์ในภพ มีอรรถว่า กังวล (๓) “นิโรธสัจจ์” มีอรรถว่า เป็นเหตุสลัดออก มีอรรถว่า สงัด มีอรรถว่า อันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ มีอรรถว่าเป็น “อมตะ” และ (๔) “มรรคสัจจ์” มีอรรถว่า นำสัตว์ออก [จากทุกข์] มีอรรถว่า เป็นเหตุ มีอรรถว่า เป็นทัศนะ มีอรรถว่า เป็นอธิปไตย  [เป็นใหญ่] เพื่อความเป็นไปแห่งอาการอันไม่ผิดแปลกกล่าวคือ “ตรัสรู้” โดยไม่งมงายในธรรมนั้น อันได้ด้วยการตัดขาดธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งสังกิเลส อันเป็นเหตุกางกั้นความหยั่งรู้สภาวะตามเป็นจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงมีผู้อื่นที่จะแนะนำ ทรงมาถึงคือบรรลุ “อริยสัจ ๔” เหล่านั้นด้วยพระองค์เองทีเดียว เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จมาถึงสัจจะอันถ่องแท้ เหมือนอย่างว่า พึงทราบถึงภาวะที่ถ่องแท้ ซึ่งพระญาณอันปัจจัยอะไรๆ ไม่กระทบในกาลทั้ง ๓ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔–เวสารัชชญาณ ๔–ญาณที่กำหนดคติ ๕–อสาธารณญาณ ๖–ญาณที่แจ่มแจ้งในโพชฌงค์ ๗–ญาณอันแจ่มแจ้งในมรรค ๘–ญาณในอนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙–และ–พลญาณ ๑๐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แจ่มแจ้งเหมือน “มรรคญาณ” ฉะนั้น ในข้อนั้น มีความแจ่มแจ้ง ดังต่อไปนี้ จริงอยู่ พึงทราบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสภาวกิจ เป็นต้น ความแปลกกันในการกำหนด เป็นต้น และ นามโคตรที่เนื่องกับขันธ์ เป็นต้น ในขันธ์อายตนะและธาตุ อันเป็นอดีตต่างโดยประเภทมี หีนธรรม [ลามก คือ อกุศลธรรม ธรรมทั้งหลายมีในท่ามกลางแห่งธรรมอันลามกและประณีต มีอยู่ เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า “มัชฌิมา” คือ ธรรมที่เป็นไปโนภูมิ ๓ นอกจากหีนะและปณีตธรรม “โลกุตระ” ชื่อว่า ธรรมอันประณีต เพราะอรรถว่า สูงสุด และอรรถว่า ชุ่มชื่นยิ่ง ไม่เร่าร้อน] เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายผู้หาประมาณมิได้ในโลกธาตุอันหาประมาณมิได้ ญาณเหล่านี้ คือพระญาณของพระผู้มี-พระภาคเจ้า ที่ไม่มีปัจจัยอะไรๆ กระทบกระทั่งเป็นไปโดยประจักษ์ ในที่ทั้งปวงในความพิเศษแห่งวรรณะ–สัณฐาน–กลิ่น–รส–และ–ผัสสะ เป็นต้น ของธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยกับความพิเศษแห่งปัจจัยนั้นๆ ในรูปธรรมที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์แม้ที่ละเอียดยิ่ง ที่อยู่ภายนอกฝา และที่อยู่ในที่ไกลเหมือนผลมะขามป้อมที่อยู่บนฝ่ามือ ฉะนั้น และพระญาณที่เป็นไปในอนาคตและปัจจุบัน ก็เหมือนกัน ชื่อว่า “พระญาณที่ไม่มีปัจจัยอะไรๆ กระทบกระทั่ง ในกาลทั้ง ๓” เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนอดีตไม่มีปัจจัยอะไรๆ กระทบกระทั่งญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนอนาคตไม่มีปัจจัยอะไรๆ กระทบกระทั่ง ญาณของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในส่วนปัจจุบันไม่มีปัจจัยอะไรๆ กระทบกระทั่ง ก็ “อริยสัจจ์ ๔” นี้นั้น ชื่อว่า “ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น เพราะไม่ได้ตรัสลักษณะแห่งสภาวะพร้อมด้วยกิจแห่งธรรมในที่นั้นๆ ได้ให้คลาดเคลื่อน” พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรลุสัจจะ ๔ เหล่านั้น ด้วย “สยัมภูญาณ” [ปรีชาหยั่งรู้ของพระสยัมภู พระผู้เป็นเอง ตรัสรู้ได้เอง โดยไม่มีใครสั่งสอน = พระพุทธเจ้า] ชื่อว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จถึงสัจจะ ๔ อย่างถ่องแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้

 

อนึ่ง “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ในปฏิสัมภิทา ๔ นั้น ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถ สามารถกระทำความแจ่มแจ้ง และการกำหนดพร้อมลักษณะแห่งประเภทของอรรถ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรม สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะแห่งประเภทของธรรม ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณอันถึงความแตกฉานในการแสดงภาษา สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะแห่งประเภทของภาษา ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ญาณอันถึงความแตกฉานในปฏิภาณ สามารถทำความแจ่มแจ้งและการกำหนดพร้อมลักษณะแห่งประเภทของปฏิภาณ ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ญาณในอรรถ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณในธรรม ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในการแสดงภาษาของอรรถและธรรม ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ญาณในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ก็ในญาณ ๔ อย่างนั้น ว่าโดยสังเขป ผลอันเผล็ดมาจากเหตุ ชื่อว่า “อัตถะ” เพราะอันบุคคลพึงดำเนินไปและพึงบรรลุตามกระแสแห่งเหตุ แต่เมื่อว่าโดยประเภท ธรรม ๕ เหล่านี้ คือ “ปัจจยุปปันนธรรม” [ธรรมอันเกิดจากปัจจัย = ปัจจัยธรรม] อย่างใดอย่างหนึ่ง “นิพพาน” อรรถแห่งภาษิต วิบาก และ กิริยา ชื่อว่า “อัตถะ” ญาณอันถึงความแตกฉานในอรรถนั้น ของผู้พิจารณาในอรรถนั้น ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา”  

 

เมื่อว่าโดยสังเขป “ปัจจัย” [ปัจจัย ๒๔] ชื่อว่า “ธรรม” จริงอยู่ “ปัจจัย” นั้น ท่านเรียกว่า “ธรรม” [ปัจจยุปบัน–ปัจจยุปปันนธรรม คือ ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย] เพราะจัดแจงคือให้อรรถนั้นๆ เป็นไป และให้บรรลุ แต่เมื่อว่าโดยประเภท “ธรรม ๕” ประการเหล่านี้ คือ เหตุอันยังผลให้เกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง “อริยมรรค” คำภาษิต “กุศลกรรม” และ “อกุศลกรรม” ชื่อว่า “ธรรม” ญาณอันถึงความแตกฉานในธรรมนั้น ของผู้พิจารณาธรรมนั้น ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” สมจริง ดังพระดำรัสที่พระองค์ตรัสไว้ว่า (๑) ญาณในทุกข์ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๒) ญาณในทุกขสมุทัย ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๓) ญาณในทุกขนิโรธ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๔) ญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา”

 

อีกอย่างหนึ่ง ญาณในเหตุ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในผลอันเผล็ดมาจากเหตุ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ธรรมเหล่าใด เกิดแล้วเป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ญาณในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้วจากธรรมใด ญาณในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในชราและมรณะ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณในเหตุเป็นแดนเกิดชราและมรณะ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในธรรมเป็นเครื่องดับชราและมรณะ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณในปฏิปทาเป็นเหตุให้ถึงความดับชราและมรณะ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในชาติ–ภพ–อุปาทาน–ตัณหา–เวทนา–ผัสสะ–สฬายตนะ–นามรูป–วิญญาณ–สังขาร ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณในเหตุเป็นแดนเกิดสังขาร ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณในธรรมเป็นเครื่องดับสังขาร ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณในปฏิปทาเป็นเหตุให้ถึงความดับสังขาร ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” พระองค์ตรัสคำ มีอาทิว่า

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือ ‘สุตตะ–เคยยะ–เวยยากรณะ–คาถา–อุทาน–อิติวุตตกะ–ชาตกะ–อัพภูตธรรม–เวทัลละ’ นี้ เรียกว่า ‘ธัมมปฏิสัมภิทา’ เธอรู้อรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนั้นๆ นั่นแหละว่า นี้ เป็นอรรถแห่งคำอันเป็นภาษิตนี้ นี้เรียกว่า ‘อัตถปฏิสัมภิทา’ ธรรมที่เป็นกุศลเป็นไฉน สมัยใด กุศลจิตฝ่ายกามาวจรเกิดพร้อมด้วยโสมนัสประกอบด้วยปัญญา ปรารภรูปารมณ์ ฯลฯ หรือธรรมารมณ์ ก็หรืออารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น สมัยนั้น ผัสสะย่อมมี ความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี ฯลฯ ธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า กุศล ญาณในธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ‘ธัมมปฏิสัมภิทา’ ญาณในวิบากแห่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า ‘อัตถปฏิสัมภิทา’ ฉะนี้”

 

ความพิสดารแล้ว ก็ “สภาวนิรุตติ” [ภาษาเดิม] คือ “อัพยภิจารโวหาร” [ถ้อยคำที่ไม่คลาดเคลื่อน] “อภิลาปะ” [การพูด] ในอรรถและธรรมนี้ ตามภาษาเดิมของสภาพสัตว์อันเป็นมคธภาษา ในการพูดภาษาเดิมนั้น นี้ ชื่อว่า “สภาวนิรุตติ” นี้ไม่ชื่อว่า “สภาวนิรุตติ” ญาณอันถึงความแตกฉานดังนี้ ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ญาณอันถึงความแตกฉานในญาณนั้น ของภิกษุผู้พิจารณากระทำญาณทั้งหมดนั้นที่เป็นไป โดยกิจแห่งอารมณ์อย่างพิสดารในญาณเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ดังนั้น “ปฏิสัมภิทาญาณ ๔” เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระองค์เอง จึงชื่อว่า “ถ่องแท้ ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น” เพราะเป็นไปโดยอาการไม่ผิดแผก โดยกล่าวไม่ให้คลาดเคลื่อนในอารมณ์ของตนนั้นๆ อันยิ่งด้วยอรรถและธรรม พระองค์ ทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะมาถึงสัจจะถ่องแท้ แม้ด้วยประการฉะนี้

 

อนึ่ง ธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “เญยยะ” [ไญยธรรม] ทั้งหมดนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า “ทรงรู้แล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงบรรลุแล้ว ทรงตรัสรู้เฉพาะแล้ว โดยอาการทั้งปวง” จริงอย่างนั้น (๑) ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง พระองค์ตรัสรู้แล้วโดยเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง (๒) ธรรมที่ควรกำหนดรู้ พระองค์ตรัสรู้แล้ว โดยเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ (๓) ธรรมที่ควรละ พระองค์ตรัสรู้แล้ว โดยเป็นธรรมที่ควรละ ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง พระองค์ตรัสรู้แล้ว (๔)โดยเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ธรรมที่ควรเจริญ พระองค์ตรัสรู้แล้ว โดยเป็นธรรมที่ควรเจริญ เพราะผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นสมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่สามารถที่จะคัดค้านพระองค์ โดยชอบธรรมว่า พระองค์ยังมิได้ตรัสรู้ธรรมชื่อนี้ ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “ปหาตัพพะ” ควรละ ทั้งหมดนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละได้แล้ว ที่ควงต้นโพธิ์นั้นเอง โดยเด็ดขาดไม่มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา กรณียกิจที่ยิ่งกว่าการละธรรมที่ควรละนั้นไม่มี จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงละ ตัดขาด ถอน ได้เด็ดขาด ซึ่ง “กิเลส ๑,๐๐๐” มีประเภท คือ โลภะ โทสะ โมหะ วิปริตมนสิการ อหิริกะ อโนตตัปปะ ถีนะ มิทธะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ วิสมะ ๓ สัญญา ๓ มละ ๓ วิตก ๓ ปปัญจะ ๓ อเนสนา ๓ ตัณหา ๓ วิปริเยสะ ๔ อาสวะ ๔ คัณฐะ ๔ โอฆะ ๔ โยคะ ๔ อคติ ๔ ตัณหูปาทาน ๔ อภินันทนะ ๕ นิวรณ์ ๕ เจโตขีละ ๕ เจตโสวินิพันธะ ๕ วิวาทมูล ๖ อนุสัย ๗ มิจฉัตตะ ๘ อาฆาตวัตถุ ๙ ตัณหามูลกะ ๙ อกุศกรรมบถ ๑๐ อเนสนา ๒๑ ทิฏฐิ ๖๒ และ ตัณหาวิปริต ๑๐๘ เป็นต้น พร้อมทั้งวาสนา เพราะใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัดค้านพระองค์ได้ด้วยความชอบธรรมว่า ขึ้นชื่อว่ากิเลสเหล่านี้พระองค์ยังไม่ได้ละ ก็ธรรมเหล่านี้ใด มีประเภท คือ “กรรมวิบาก–กิเลส–อุปวาทะ [ตำหนิพระอริยะเจ้า] –และ–อาณาวีติกกมะ [ทุศีลต้องอาบัติโดยอลัชชีพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นธรรมให้ผลในลำดับ อาจให้ผลตามลำดับโดยส่วนเดียว แก่ผู้ส้องเสพธรรมเหล่านั้นได้ทีเดียว เพราะใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัดค้านพระองค์ได้โดยชอบธรรมว่า ไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพธรรมเหล่านั้น

 

ก็ “นิยยานิกธรรม” [ธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ อปริยาปันนะ –อริยมรรค ๔ คือ ญาณอันเป็นอนันตรปัจจัยแห่งสภาวธรรมที่เป็น นิยยานิกะ ] อันยอดเยี่ยม มีอริยมรรคเป็นด้วยนำ มี ๓๗ ประเภท ๗ หมวด รวม “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” อันเป็นเหตุสลัดออกจากวัฏฏทุกข์ได้เด็ดขาด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วนั้น ย่อมนำสัตว์ออกจากทุกข์โดยแท้จริงทีเดียว ย่อมทำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากวัฏฏทุกข์ได้โดยแท้จริง เพราะใครๆ ไม่ว่าจะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่สามารถจะคัดค้านพระองค์ได้โดยชอบธรรมว่า ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงว่า เป็นธรรมนำออกจากทุกข์ ไม่นำออกจากทุกข์ได้จริง สมจริงดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า: –

 

“พระสัมมาสัมพุทธะ เมื่อปฏิญญาแก่เธอ ยังไม่ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ พึงทราบความพิสดาร ‘เวสารัชชญาณ ๔’ [สัมมาสัมพุทธปฏิญญา ๑ ขีณาสวปฏิญญา ๑ อันตรายิกธรรมวาทะ ๑ นิยยานิกธรรมเทศนา ๑] เหล่านี้ดังว่ามานี้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นไปโดยอาการไม่ผิดแผก ชื่อ ‘ว่าถ่องแท้ไม่ผิด ไม่กลายเป็นอย่างอื่น’ เพราะรู้ความพิเศษของญาณ ปหานะ และเทศนาของพระองค์โดยภาวะที่ไม่ผิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ‘ตถาคต’ เพราะถึง ‘เวสารัชชญาณ’ อย่างถ่องแท้ ด้วยประการฉะนี้”

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง “เวสารัชชะ” คือ ความอาจหาญ ความไม่ครั่นคร้าม ที่เรียกว่า “เวสารัชชญาณ ๔” หมายถึง ความไม่ครั่นคร้าม ความแกล้วกล้าอาจหาญ พระญาณอันเป็นเหตุให้ทรงแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม ฉะนั้น พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่า ใครก็ตาม จักทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะเหล่านี้ คือ  

(๑) “สัมมาสัมพุทธปฏิญญา” ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้ นั่นคือ ไม่มีความต้อองการด้วยการรจนาไว้ก่อน ไม่มีการอนุมาน และ ไม่มีตรรกในปริยัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระญาณสอดส่องไปไม่ถูกขัดขวางในธรรมทั้งปวง และทรงมีประมาณเป็นหนึ่ง ใน “ไญยธรรม” ทั้งหลาย นั่นคือ มีได้ด้วย “สัมพุทธภาวะ” [ตรัสรู้เองโดยชอบ]

(๒) “ขีณาสวปฏิญญา” ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น แต่พระองค์ทรงมี พฤติกรรมที่อนุเคราะห์ผู้อื่น จึงเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง นั่นคือ มีได้ด้วย “วิสุทธิภาวะ” [ทรงหมดจด]

(๓) “อันตรายิกธรรมวาทะ” ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง นั่นคือ “อันตรายิกธรรม ๕” หมายถึง ธรรมอันเป็นอันตรายต่อสวรรค์และนิพพาน ได้แก่ (๑) กรรม (๒) กิเลส (๓) วิบาก (๔) อริยุปวาทกรรม [อุปวาทะ –อุปวาทันตรายิกธรรม คือ ศัพท์วจีทุจริต = เป็นผู้ด่าสพรหมจารี เป็นผู้บริภาษสพรหมจารี ผู้ว่าร้ายด้วยอันติมวัตถุว่า “เราจักฆ่าคุณของพระอริยะทั้งหลาย” นั่นคือ ย่อมกระทำอันตรายตลอดเวลาที่ยังไม่ให้พระอริยเจ้าทั้งหลายอดโทษ เบื้องหน้าแต่นั้นให้พระอริยเจ้าอดโทษแล้ว หากระทำอันตรายไม่] และ (๕) อาณาวีตกกมะ–อาณาวีติกกมันตรายิกธรรม [อาบัติ ๗ กองที่ภิกษุจงใจล่วงละเมิดแล้วยังปฏิญญาตนว่าเป็นภิกษุอยู่ก็ดี ไม่อยู่ปริวาสกรรมก็ดี ไม่แสดงอาบัติก็ดี เบื้องหน้าแต่นั้น หากระทำอันตรายไม่]

(๔) “นิยยานิกธรรมเทศนา” ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง นั่นคือ “อริยมรรค ๔” หรือ “โลกุตตรมรรค” อนึ่ง พระตถาคตทรงเห็น “นิยยานิกธรรมเป็นพระอรหันต์” เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลสอันนำสัตว์ออกจากภพด้วยคุณพระศาสนาย่อมเป็น “นิยยานิกธรรม” [บทว่า “เอวมาโรเจสิ” ความว่า “นางปริพาชิกา” เมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า “ธมฺมิกํ สมณ” ชื่อว่า กล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสนา ว่า เป็นนิยยานิกธรรม ก็มนุษย์ทั้งหลาย ได้ฟังกถานั้นแล้ว พากันเลื่อมใสในพระศาสนาประมาณ ๕๐๐ ตระกูล]

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาในประเด็น “ธรรม ๕ ประการเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 380 FILE 44) ดังนี้

 

[๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ๕ ประการ เป็นไฉน

(๑) ดูก่อนเมฆิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดีมีเพื่อนดี นี้เป็นธรรมประการที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า = กัลยาณมิตตตา

(๒) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย นี้เป็นธรรมประการที่ ๒ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า = สีลสัมปทา

(๓) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ซึ่งกถาเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่อเป็นที่สบายในการเปิดจิตเพื่อเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน คือ อัปปิจฉกถา–สันตุฏฐิกถา–ปวิเวกกถา–อสังสัคคกถา–วิริยารัมภกถา–ศีลกถา–สมาธิกถา–ปัญญากถา–วิมุตติกถา–วิมุตติญาณทัสสนกถา นี้เป็นธรรมประการที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า = ฉันทสัมปทา

(๔) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมเพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม นี้เป็นธรรมประการที่ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า = วิริยารัมภะ

(๕) อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เป็นธรรมประการที่ ๕ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า = โยนิโสมนสิการสัมปทา

 

กล่าวโดยสรุป “การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน” นั่นคือ ความเข้าใจที่ถูกต้องในสภาวธรรมตามเป็นจริง คือ จิตใจตนเองในขณะปัจจุบัน ซึ่งหมายถึง การปล่อยว่างไม่ยึดมั่นในขันธ์ ๕ กับสภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง โดยอาศัยการเจริญฌานสมาบัติทั้ง ๘ ประการ ที่มีพื้นฐานมาจาก “อริยมรรคมีองค์ ๘” ฉะนั้น การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารธรรมะอันเป็นการบรรยายธรรมโดยผู้รู้ที่นอกเหนือจากพระตถาคตแล้ว ย่อมเป็น “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” ที่หมายถึง “ปรโตโฆสะ” แล้วพัฒนาต่อยอดด้วย “จินตามยปัญญา” ที่หมายถึง “โยนิโสมนสิการ” ที่สืบเนื่องในตน กระบวนการเรียนรู้สืบค้นต่อยอดปัญญานี้ คือ “ทำให้รู้แจ้งถึงข้อปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน” ที่เรียกว่า “สัจฉิกิริยา” (ข้อ ๓ ในกิจในอริยสัจจ์ ๔) หมายถึง การทำให้แจ้ง การบรรลุ อันเป็นกิจในนิโรธ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “สัจฉิกรณะ” การทำให้แจ้ง การประสบ การเข้าถึง การบรรลุธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เช่น ทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน คือ “ความตรัสรู้ในการบรรลุนิพพาน” นั่นคือ “สภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์” ซึ่งกระบวนการทั้งหมดต้องประกอบด้วย “มัชฌิมาธรรม ๕” ได้แก่ (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) ไตรสิกขา (๓) อริยสัจจ์ ๔ (๔) กิจในอริยสัจจ์ ๔ และ (๕) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ซึ่งรวมถึง การเข้าถึงถือการประพฤติปฏิบัติหัวข้อธรรมย่อยในหลักธรรมใหญ่ ที่ต้องเข้าใจอย่างละเอียด ซึ่งทั้งหมดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจาก “สุตมยญาณ” นั่นเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4878722