๔๔. ธรรมกำหนดรู้ชัดหมายจำในอริยสัจจ์

         Exact Perception of the Noble Truths

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1337

 ความสำคัญของบทความ

 

สภาวะการปรุงแต่งจิตที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะจิตหนึ่งๆ นั้น คือ จิตในกระแสวิถี ที่เรียกว่า “วิถีจิต” ที่มีมูลเหตุจากการสหรคตกับ “กิเลสตัณหา” ทำให้แสดงออกเป็น “กรรม ๓” ไม่ว่าจะเป็นกุศลในสุขคติ หรืออกุศลในทุคติก็ตาม ได้แก่ กายกรรม ๑ วจีกรรม ๑ มโนกรรม ๑ ซึ่งโดยรวมหมายถึง “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ อันเป็นกิจในทุกข์  อันเกิดเนื่องด้วยความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ได้แก่ “รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” นั่นคือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น เหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นของทุกข์นั้น ที่เรียกว่า “สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “ปหานะ” คือ การละ อันเป็นกิจในสมุทัย ได้แก่ “อวิชชา–ตัณหา” ทำให้เกิด “อุปาทาน” ที่ตามมาด้วย “อุปัตติภพ–กรรมภพ” ที่เรียกว่า “ปัจจยุปบัน–ปัจจยุปปันนธรรม” หมายถึง ธรรมที่เกิดแต่ปัจจัย ซึ่งเกิดผลวิบากแห่งกรรมที่เกี่ยวข้องในสงสารทุกข์เป็นธรรมดา  ได้แก่ “ชาติ–ชรา–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัส–อุปายาสะ” นั่นคือ (๑) “ชาติ” เป็นทุกข์ในเบื้องต้นของ “อุปาทานขันธ์” (๒) “ชรา” เป็นทุกข์ในท่ามกลาง (๓) “มรณะ” เป็นทุกข์ในที่สุด (๔) “โสกะ” เป็นทุกข์ถูกเผาผลาญ ด้วยถูกทุกข์ใกล้จะตายเบียดเบียน (๕) “ปริเทวะ” เป็นทุกข์ด้วยการพร่ำเพ้อ เพราะทนทุกข์นั้นไม่ได้ (๖) “ทุกขะ” เป็นทุกข์ด้วยความเจ็บป่วยของกาย เพราะประสบกับสัมผัสอันไม่น่าปรารถนา กล่าวคือ “ธาตุกำเริบ” (๗) “โทมนัสสะ” เป็นทุกข์ด้วยการรบกวนทางใจ เพราะเกิด “ปฏิฆะ–ความขึ้งเคียด” ในโทมนัสของปุถุชนผู้ถูกโทมนัสนั้นเบียดเบียน และ (๘) “อุปายาสะ” เป็นทุกข์ด้วยความทอดถอนใจของผู้เกิดความตกต่ำ เพราะความโศกเป็นต้นท่วมท้น แต่ในทางตรงกันข้าม “การดับเหตุแห่งทุกข์” คือ “อวิชชา–ตัณหา” หมายถึง “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง อันเป็นกิจในนิโรธ นอกเหนือจากนี้ ความปรารภแห่งการหมั่นเพียรสร้างกุศลและละอกุศล ด้วยการเจริญกรรมฐานภาวนาทั้ง “สมถกรรมฐาน” และ “วิปัสสนากัมมัฏฐาน” อันสหรคตด้วย “อริยมรรค = มรรคมีองค์ ๘–มรรค ๔” ที่เรียกว่า “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ซึ่งเป็นแนวทางข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐในการดับกิเลสทั้งหลายและปวงทุกข์ เรียกว่า “ภาวนา” คือ การเจริญ อันเป็นกิจในมรรค ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่ต้องกำหนดรู้หมายจำในประเด็นนี้ เรียกว่า (๑) “อริยสัจจ์ ๔” คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” (๒) “กิจในอริยสัจจ์ ๔” คือ “ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” อันสัมปยุตต์พร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” คือ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” แต่อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ทั้งหมดนี้เป็น (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา และ (๓) ภาวนามยปัญญา ไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะอยู่ในวิปัสสนาภูมิหรือนอกวิปัสสนาภูมิก็ตาม.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – ธรรมกำหนดรู้ชัดหมายจำในอริยสัจจ์

 

ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาที่มีปรีชาสามารถปฏิเวธเข้าถึง “อริยสัจจธรรม” ได้นั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วย (๑) “ปัญญาเห็นธรรม” คือ เห็นทุกข์ เห็นเหตุแห่งทุกข์ เห็นความปราศจากทุกข์ เห็นหนทางในการดับทุกข์ กับ (๒) “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” คือ ปัญญาที่สัมปยุตต์ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “มัคคังคะ ๘” องค์มรรคที่เป็น “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” คือ ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘ ที่เรียกว่า “ธรรมรัตนะ” อันพึงต้องสหรคตด้วย “จริยา ๘” คือ ลักษณะความประพฤติ การครองตน ดังนี้

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด คือ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง]

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ความนึกคิดที่เป็นกุศลจิต ได้แก่ เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา นั่นคือ ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ]

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ “วจีสุจริต ๔” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด  ต้นเหตุวจีทุจริต ๔ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม]

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ “กายสุจริต ๓” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต     การกำจัด ต้นเหตุกายทุจริต ๓ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม]

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่หลอกล่วง การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์]

(๖)  “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ “ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔” นั่นคือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้]

(๗) “สัมมาสติ” — ระลึกชอบ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก

ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สตพละ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต]

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ “ฌาน ๔” นั่นคือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน]

 

และนอกจากนี้ “ปัญญาตรัสรู้ธรรม” ยังต้องสัมปยุตต์ด้วย “โลกุตตรมรรคญาณ” หมายถึง “มัคคญาณ–มรรค ๔” ญาณที่ทำให้บรรลุถึงความเป็นอริยบุคคลทั้ง ๔ ได้แก่ “โสดาปัตติมรรคญาณ–สกทาคามิมรรคญาณ–อนาคามิมรรคญาณ–อรหัตตมรรคญาณ” ที่สงเคราะห์ให้เกิด “ผลญาณ” ในแต่ละขั้นอันสืบเนื่องถึง “อานันตริกสมาธิ” [อรหัตมรรคสมาธิ] หรือ “อานันตริกสมาธิญาณ” คือ “ญาณในสมาธิอันมีในลำดับ” นั่นคือ สมาธิอันไม่มีระหว่าง คือไม่มีอะไรคั่น ให้เกิดผลตามมาทันที ได้แก่ “มรรคสมาธิ” ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเกิด “มรรคญาณ” คือ ปัญญาที่กำจัดอาสวะ ตามติดต่อมาในทันที ฉะนั้น “อานันตริกสมาธิญาณ” หมายถึง ปัญญาในการตัดอาสวะขาด “อาสวสมุจฺเฉเท” เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุให้ไม่ฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่า “อวิกเขปปริสุทธัตตา” ด้วยความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันไม่ฟุ้งซ่านเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจะ หรืออีกนัยหนึ่ง “มรรคญาณ” หมายถึง ปัญญาในการออกและหลีกจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง ๒ ที่ประกอบด้วยองค์มรรคทั้ง ๘ อันประเสริฐ อันทำให้เกิดวิปัสสนาญาณ ที่เรียกว่า “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม ในการตรัสรู้มหาโพธิญาณนั้น ก็ต้องสงเคราะห์ด้วยแนวคิดทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” อันเป็นข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่สรุปลงในหลักไตรสิกขา และ “อริยสัจจ์ ๔” จึงจะทำให้ “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 ลักขณัตติกนิทเทส

 

[๗๙] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร

 

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า “รูปไม่เที่ยง เพราะความว่าในรูป เป็นทุกข์ เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะความว่าหาแก่นสารมิได้” ชื่อว่า “สุตมยญาณ” ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ [ให้พิจารณาข้อธรรมย่อยในอภิญเญยธรรมแต่ละข้อทั้งหมด คือ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖ (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดูรายละเอียดข้างล่าง] ไม่เที่ยง เพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่า “สุตมยญาณ” ชื่อว่าญาณด้วยอรรถว่า “รู้ธรรมนั้น” ชื่อว่า “ปัญญา” ด้วยอรรถ “ว่ารู้ชัด” เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า “สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” ชื่อว่า “สุตมยญาณ”

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “วิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

(หมายเหตุ: ให้พิจารณารายหัวข้อธรรมต่อจาก ข้อ ๑ โดยพิจารณาเป็นรายข้อธรรมย่อย ดังใน ข้อ ๑)

 

 

ทุกขสัจนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 410 –414 FILE 68)

 

[๘๐] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า “นี้ทุกขอริยสัจจ์–นี้ทุกขสมุทยอริยสัจจ์–นี้ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร

 

ในอริยสัจจ์ ๔ ประการนั้น “ทุกขอริยสัจจ์” เป็นไฉน ชาติเป็นทุกข์ ๑ ชราเป็นทุกข์ ๑ มรณะเป็นทุกข์ ๑ โสกะเป็นทุกข์ ๑ ปริเทวะเป็นทุกข์ ๑ ทุกข์เป็นทุกข์ ๑ โทมนัสเป็นทุกข์ ๑ และ อุปายาสเป็นทุกข์ ๑ ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ๑ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ๑ ความไม่ได้สมปรารถนา ก็เป็นทุกข์ ๑ โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

“ชาติ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิด ความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า “ชาติ”

 

“ชรา” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความแก่ ความชำรุด ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า “ชรา”

 

“มรณะ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความจุติ ความเคลื่อน ความแตก ความหายไป ความถึงตาย ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า “มรณะ”

 

[๘๑] “โสกะ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก ความโศก ณ ภายใน ความตรอมตรม ณ ภายในความเผาจิต ความเสียใจ ลูกศร คือ ความโศก แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความฉิบหายอื่นๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า “โสกะ”

 

“ปริเทวะ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความครวญ ความคร่ำครวญ ความร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร ความเป็นผู้รำพัน ความบ่นด้วยวาจา ความเพ้อด้วยวาจา ความพูดพร่ำเพรื่อ กิริยาที่พูดพร่ำ ความเป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความฉิบหายอื่นๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า “ปริเทวะ”

 

“ทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางกาย ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกข์”

 

“โทมนัสสะ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางใจ ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วเกิดแต่สัมผัสทางใจ กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้

ท่านกล่าวว่า “โทมนัสสะ”

 

“อุปายาสะ” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน ความแค้น ความเคือง ความเป็นผู้แค้น ความเป็นผู้เคือง แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความฉิบหายอื่นๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า “อุปายาสะ”

 

[๘๒] “ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือ สัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวังความเกื้อกูล ไม่หวังความสบาย ไม่หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลส แก่บุคคลนั้น การไปร่วมกัน การมาร่วมกัน การอยู่ร่วมกัน การทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า “ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์”

 

“ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใด คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร พวกพ้อง ญาติ หรือสาโลหิตเป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบาย หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไม่ได้ไปร่วมกัน การไม่ได้มาร่วมกัน การไม่ได้อยู่ร่วมกัน การไม่ได้ทำกิจร่วมกันกับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า “ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์”

 

“ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์เป็นไฉน

(๑) สัตว์ทั้งหลายผู้มี “ความเกิด” เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีชาติเป็นธรรมดา และชาติอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์

(๒) สัตว์ทั้งหลายมี “ชรา” เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีชราเป็นธรรมดา และชราอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์

(๓) สัตว์ทั้งหลายมี “พยาธิ” เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีพยาธิเป็นธรรมดา และพยาธิอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์

(๔) สัตว์ทั้งหลายมี “มรณะ” เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีมรณะเป็นธรรมดา และมรณะอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์

(๕) สัตว์ทั้งหลายมี “โสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัสสะและอุปายาสะ” เป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่าพึงมีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้น

 

“โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ในทุกขอริยสัจจ์นั้นเป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือ รูป อุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือ สัญญา อุปาทานขันธ์ คือ สังขาร อุปาทานขันธ์ คือ วิญญาณ อุปาทานขันธ์เหล่านี้ ท่านกล่าวว่า “โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

 

สมุทยสัจนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 447–448 FILE 68)

 

[๘๓] ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขสมุทยอริยสัจจ์เป็นไฉน ตัณหานี้ใดอันให้เกิดในภพใหม่ สหรคตด้วยนันทิ ราคะ อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในสิ่งนั้น ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก

 

“อายตนะภายใน ๖”

(๑)  จักษุ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนั้น

(๒)โสตะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โสตะนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โสตะนั้น

(๓) ฆานะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ฆานะนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ฆานะนั้น

(๔) ชิวหา เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ชิวหานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ชิวหานั้น

(๕) กายะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่กายะนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่กายะนั้น

(๖)  มานะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น

 

“อายตนะภายนอก ๖”

(๑)  รูป ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปนั้น

(๒)เสียง ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เสียงนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เสียงนั้น

(๓) กลิ่น ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่กลิ่นนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่กลิ่นนั้น

(๔) รส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสนั้น

(๕) โผฏฐัพพะ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพะนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพะนั้น

(๖)  ธรรมารมณ์ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมารมณ์นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมารมณ์นั้น

 

“วิญญาณ ๖”

(๑)  จักษุวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุวิญญาณนั้น

(๒)โสตวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โสตวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โสตวิญญาณนั้น

(๓) ฆานวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ฆานวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ฆานวิญญาณนั้น

(๔) ชิวหาวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ชิวหาวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ชิวหาวิญญาณนั้น

(๕) กายวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่กายวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่กายวิญญาณนั้น

(๖)  มโนวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่มโนวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนวิญญาณนั้น

 

“ผัสสะ ๖”

(๑)  จักษุสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุสัมผัสนั้น

(๒)โสตสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โสตสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โสตสัมผัสนั้น

(๓) ฆานสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ฆานสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ฆานสัมผัสนั้น

(๔) ชิวหาสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ชิวหาสัมผัส นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ชิวหาสัมผัส นั้น

(๕) กายสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่กายสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่กายสัมผัสนั้น

(๖)  มโนสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่มโนสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสนั้น

 

“เวทนา ๖”

(๑)  เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น

(๒)เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัสนั้น

(๓) เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น

(๔) เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น

(๕) เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส นั้น

(๖)  เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส  ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้น

 

“สัญญา ๖”

(๑)  รูปสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญญานั้น

(๒)สัททสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่สัททสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่สัททสัญญานั้น

(๓) คันธสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่คันธสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่คันธสัญญานั้น

(๔) รสสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสสัญญานั้น

(๕) โผฏฐัพพสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพสัญญา นั้น

(๖)  ธรรมสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมสัญญานั้น

 

“เจตนา ๖”

(๑)  รูปสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญเจตนานั้น

(๒)สัททสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่สัททสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่สัททสัญเจตนานั้น

(๓) คันธสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่คันธสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่คันธสัญเจตนานั้น

(๔) รสสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสสัญเจตนานั้น

(๕) โผฏฐัพพสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพสัญเจตนานั้น

(๖)  ธรรมสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมสัญเจตนานั้น

 

 “ตัณหา ๖”

(๑)  รูปตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปตัณหานั้น

(๒)สัททตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่สัททตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่สัททตัณหานั้น

(๓) คันธตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่คันธตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่คันธตัณหานั้น

(๔) รสตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสตัณหา นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสตัณหา นั้น

(๕) โผฏฐัพพตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพตัณหานั้น

(๖)  ธรรมตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมตัณหา นั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมตัณหา นั้น

 

“วิตก ๖”

(๑)  รูปวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิตกนั้น

(๒)สัททวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่สัททวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่สัททวิตกนั้น

(๓) คันธวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่คันธวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่คันธวิตกนั้น

(๔) รสวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสวิตกนั้น

(๕) โผฏฐัพพวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพวิตกนั้น

(๖)  ธรรมวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมวิตกนั้น

 

“วิจาร ๖”

(๑)  รูปวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิจารนั้น

(๒)สัททวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่สัททวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่สัททวิจารนั้น

(๓) คันธวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่คันธวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่คันธวิจารนั้น

(๔) รสวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รสวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รสวิจารนั้น

(๕) โผฏฐัพพวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่โผฏฐัพพวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่โผฏฐัพพวิจารนั้น

(๖)  ธรรมวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมวิจารนั้น

 

นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์”

 

นิโรธสัจนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 FILE 68)

 

[๘๔] ในจตุราริยสัจนั้น “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นไฉน การดับตัณหานั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อละย่อมละได้ที่ไหน เมื่อดับย่อมดับได้ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละก็ละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับก็ดับได้ในสิ่งนั้น

 

“อายตนะภายใน ๖”

(๑)  จักษุ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่จักษุนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุนั้น

(๒)โสตะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โสตะนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่โสตะนั้น

(๓) ฆานะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ฆานะนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ฆานะนั้น

(๔) ชิวหา เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ชิวหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ชิวหานั้น

(๕) กายะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่กายะนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่กายะนั้น

(๖)  มานะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ใจนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ใจนั้น  

 

“อายตนะภายนอก ๖”

(๑)  รูป ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปนั้น

(๒)เสียง ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เสียงนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เสียงนั้น

(๓) กลิ่น ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่กลิ่นนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่กลิ่นนั้น

(๔) รส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสนั้น

(๕) โผฏฐัพพะ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โผฏฐัพพะนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่โผฏฐัพพะนั้น

(๖)  ธรรมารมณ์ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมารมณ์นั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมารมณ์นั้น

 

“วิญญาณ ๖”

(๑)  จักษุวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่จักษุวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุวิญญาณนั้น

(๒)โสตวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โสตวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่โสตวิญญาณนั้น

(๓) ฆานวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ฆานวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ฆานวิญญาณนั้น

(๔) ชิวหาวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ชิวหาวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ชิวหาวิญญาณนั้น

(๕) กายวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่กายวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่กายวิญญาณนั้น

(๖)  มโนวิญญาณ ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่มโนวิญญาณนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่มโนวิญญาณนั้น

 

“ผัสสะ ๖”

(๑)  จักษุสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่จักษุสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุสัมผัสนั้น

(๒)โสตสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โสตสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่โสตสัมผัสนั้น

(๓) ฆานสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ฆานสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ฆานสัมผัสนั้น

(๔) ชิวหาสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ชิวหาสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่ชิวหาสัมผัสนั้น

(๕) กายสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่กายสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่กายสัมผัสนั้น

(๖)  มโนสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่มโนสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่มโนสัมผัสนั้น

 

“เวทนา ๖”

(๑)  เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัสนั้น

(๒)เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัสนั้น

(๓) เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัสนั้น

(๔) เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัสนั้น

(๕) เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัสนั้น

(๖)  เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัส  ทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้น  เมื่อดับย่อมดับได้ที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้น

 

“สัญญา ๖”

(๑)  รูปสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปสัญญานั้น

(๒)สัททสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่สัททสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่สัททสัญญานั้น

(๓) คันธสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่คันธสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่คันธสัญญานั้น

(๔) รสสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสสัญญานั้น

(๕) โผฏฐัพพสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลกตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โผฏฐัพพสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่โผฏฐัพพสัญญานั้น

(๖)  ธรรมสัญญา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมสัญญานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมสัญญานั้น

 

“เจตนา ๖”

(๑)  รูปสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปสัญเจตนานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปสัญเจตนานั้น

(๒)สัททสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่สัททสัญเจตนานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่สัททสัญเจตนานั้น

(๓) คันธสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่คันธสัญเจตนานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่คันธสัญเจตนานั้น

(๔) รสสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสสัญเจตนา นั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสสัญเจตนา นั้น

(๕) โผฏฐัพพสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โผฏฐัพพสัญเจตนานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่โผฏฐัพพสัญเจตนานั้น

(๖)  ธรรมสัญเจตนา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมสัญเจตนานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมสัญเจตนานั้น

 

“ตัณหา ๖”

(๑)  รูปตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปตัณหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปตัณหานั้น

(๒)สัททตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่สัททตัณหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่สัททตัณหานั้น

(๓) คันธตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่คันธตัณหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่คันธตัณหานั้น

(๔) รสตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสตัณหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสตัณหานั้น

(๕) โผฏฐัพพตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมารมณ์นั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมารมณ์นั้น

(๖)  ธรรมตัณหา เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมตัณหานั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมตัณหานั้น

 

“วิตก ๖”

(๑)  รูปวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปวิตกนั้น

(๒)สัททวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่สัททวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่สัททวิตกนั้น

(๓) คันธวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่คันธวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่คันธวิตกนั้น

(๔) รสวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลกตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสวิตกนั้น

(๕) โผฏฐัพพวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่โผฏฐัพพวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่โผฏฐัพพวิตกนั้น

(๖)  ธรรมวิตก เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมวิตกนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมวิตกนั้น

 

“วิจาร ๖”

(๑)  รูปวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รูปวิจารนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รูปวิจารนั้น

(๒)สัททวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่สัททวิจาร นั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่สัททวิจาร นั้น

(๓) คันธวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่คันธวิจารนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่คันธวิจารนั้น

(๔) รสวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่รสวิจารนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่รสวิจารนั้น

(๕) โผฏฐัพพวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมารมณ์นั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมารมณ์นั้น

(๖)  ธรรมวิจาร เป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อดับย่อมดับได้ที่ธรรมวิจารนั้น

 

นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์”

 

กล่าวโดยสรุป การรู้แจ้งแทงตลอดใน “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” หมายถึง “การดับตัณหา–นิโรธ” นั้น ด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย เมื่อละย่อมละได้ที่ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เมื่อดับย่อมดับได้ที่ปาทานขันธ์ ๕ สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก “ตัณหา” นี้เมื่อละก็ละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับก็ดับได้ในสิ่งนั้น ซึ่งทำให้เห็น “สัจจภาวะแห่งนิพพาน” อันเป็นสันติบทด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรมทั้งปวง ให้พิจารณาในคำซึ่งมีนัยเช่นเดียวกับคำว่า “นิพพาน” ดังต่อไปนี้

อเสสวิราโค –คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ

อเสสนิโรโธ –ดับโดยไม่มีเหลือ

จาโค –ความสละ

ปฏินิสฺสคฺโค –ความสละคืน

มุตฺติ –ความหลุดพ้น

อนาลโย –ความไม่อาลัย

ราคกฺขโย –ความสิ้นราคะ

โทสกฺขโย –ความสิ้นโทสะ

โมหกฺขโย –ความสิ้นโมหะ

ตณฺหกฺขโย –ความสิ้นตัณหา

อนุปฺปาโท –ความไม่เกิด

อปฺปวตฺตํ –ความไม่เป็นไป

อนิมิตฺตํ –วามไม่เป็นไป

อปฺปณิหิตํ –ความไม่มีที่ตั้ง

อนายูหนํ –ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ

อปฺปฏิสนฺธิ –ความไม่สืบต่อ

อนุปปตฺติ –ความไม่อุบัติ

อคติ –ความไม่มีคติ

อชาตํ –ความไม่เกิด

อชรํ –ความไม่แก่

อพฺยาธิ –ความไม่เจ็บ

อมตํ –ความไม่ตาย

อโสกํ –ความไม่โศก

อปริเทวํ –ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ

อนุปายาสํ –ความไม่เหือดแห้งใจ

อสงฺกิลิฏฺฐํ –ความไม่เศร้าหมอง

 

มัคคสัจนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 457–460 FILE 68)

 

[๘๕] ในจตุรอริยสัจจ์นั้น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อนึ่ง องค์มรรคทั้งหมดใน “โลกิยมรรค” นั้น เป็นอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ ๖ [รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์] ตามสมควร ส่วนใน “โลกุตตรมรรค” ได้แก่

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาทิฏฐิ” เป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาทิฏฐิ” อนึ่ง “สัมมาทิฏฐิ” อันเป็น “ปัญญาจักษุ” ถอน “อวิชชานุสัย” โดยมี “นิพพาน” เป็นอารมณ์ของความเป็นอริยะ เป็นไปแล้วด้วยการแทงตลอด “อริยสัจจ์ ๔”

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาสังกัปปะ” เป็นไฉน ความดำริในความออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความไม่เบียดเบียน นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาสังกัปปะ” อนึ่ง “สัมมาสังกัปปะ” คือ การยกขึ้นสู่บทแห่งนิพพานทางใจถอน “มิจฉาสังกัปปะ” ทั้ง ๓ อย่าง สัมปยุตด้วย “สัมมาทิฏฐิ” นั้น ของผู้มี่ทิฏฐิถึงพร้อมแล้ว คือ “ทิฏฐิสัมปทา”

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาวาจา” เป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาวาจา” อนึ่ง “สัมมาวาจา” เว้นมิจฉาวาจา ถอน “วจีทุจริต” ทั้ง ๔ อย่าง สัมปยุตด้วย “สัมมาสังกัปปะ”นั้นของผู้เห็นและตรึกอย่างนั้น

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมากัมมันตะ”เป็นไฉนเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมากัมมันตะ” อนึ่ง “สัมมากัมมันตะ” คือ เว้นมิจฉากัมมันตะ โดยตัด “มิจฉากัมมันตะ” ทั้ง ๓ อย่าง สัมปยุตด้วย “สัมมาวาจา” นั้นของผู้เว้นอย่างนั้น

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาอาชีวะ” เป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละอาชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพที่ชอบ นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาอาชีวะ” อนึ่ง “สัมมาอาชีวะ” คือ เว้นจาก “มิจฉาอาชีวะ” โดยตัดความหลอกลวง เป็นต้น สัมปยุตด้วย “สัมมากัมมันตะ” นั้น เป็นความผ่องแผ้วของวาจากัมมันตะเหล่านั้นของบุคคลนั้น

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาวายามะ” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียรประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาวายามะ” อนึ่ง “สัมมาวายามะ” คือ ปรารภความเพียร โดยตัดความเกียจคร้าน “มิจฉาวายามะ”  สัมปยุตด้วย “สัมมากัมมันตะ” นั้น สมควรแก่สัมมากัมมันตะนั้น ของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีลภูมิ กล่าวคือ “สัมมาวาจา– สัมมากัมมันตะ–และ–สัมมาอาชีวะ” และให้สำเร็จโดยไม่ให้อกุศลเกิดขึ้น ๑ ละอกุศลที่เกิดขึ้น ๑ ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๑ ตั้งมั่นอยู่ในกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๑

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาสติ” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๒) พิจารณาเห็นเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาสติ” อนึ่ง “สัมมาสติ” ความที่จิตไม่ลุ่มหลง โดยกำจัด “มิจฉาสติ” สัมปยุตด้วย “สัมมาวายามะ” นั้นของผู้พยายามอยู่อย่างนี้ และให้สำเร็จการพิจารณากายในกาย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ๑ การพิจารณาเวทนาในเวทนา “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ๑ การพิจารณาจิตในจิต “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ๑ การพิจารณาธรรมในธรรม “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ๑ ตามลำดับ

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น “สัมมาสมาธิ” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลกรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานอันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่ เป็นสุข เข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาสมาธิ” นี้ อนึ่ง “สัมมาสมาธิ” คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว โดยกำจัด “มิจฉาสมาธิ” สัมปยุตด้วย “สัมมาสติ” นั้นของผู้ที่คุ้มครองจิต ตั้งจิตไว้ดีด้วยสติอย่างยอดเยี่ยม ท่านกล่าวว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ คือ “อัฏฐังคิกมรรค” อันประเสริฐ เป็นโลกุตระ อนึ่ง พึงพิจารณาการดับ “นิวรณูปกิเลส” ทั้ง ๕ อย่าง ดังท่านกล่าวไว้ในปิฎก ดังนี้

(๑) สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ

(๒) ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อพยาบาท

(๓) วิตกเห็นปฏิปักษ์ต่อถีนมิทธะ

(๔) สุขเป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจกุกกุจจะ

(๕) วิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อวิจิกิจฉา  

 

นอกจากนี้ พึงพิจารณาถึง “ฌาน ๒” ได้แก่ (๑) “อารัมมณูปนิชฌาน” คือ เพ่งอารมณ์ โดย “สมาบัติ ๘” เข้าไปเพ่งอารมณ์มีปฐวีกสิณ เป็นต้น และ (๒) “ลักขณูปนิชฌาน” คือ เพ่งลักษณะ โดยวิปัสสนามรรคและผล ซึ่งในวิปัสสนามรรคและผลเหล่านั้น (๑) “วิปัสสนา” ชื่อว่า “ลักขณูปนิชฌาน” เพราะเข้าไปเพ่ง ซึ่งลักษณะมี “อนิจจลักษณะ–ทุกขลักษณะ–อนัตตลักษณะ” (๒) “มรรค” ชื่อว่า “ลักขณูปนิชฌาน”  เพราะกิจทำด้วยวิปัสสนาสำเร็จด้วยมรรค และ (๓) “ผล” ชื่อว่า “ลักขณูปนิชฌาน”  เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งนิโรธสัจจ์ อันเป็นลักษณะที่จริงแท้ หรือ เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็น “สุญญตะ–อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ” อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็น “สัจจภาวะของนิพพาน” อย่างหนึ่ง ในฌานทั้งสองนั้น ในส่วนเบื้องต้นนี้ท่านประสงค์เอา “อารัมมณูปนิชฌาน” แต่ในขณะแห่งโลกุตรมรรคท่านประสงค์เอา “ลักขณูปนิชฌาน” เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า “ฌาน” เพราะเข้าไปเพ่ง “อารมณ์” เข้าไปเพ่ง “ลักขณะ” และเข้าไปเพ่ง “ธรรมเป็นข้าศึก”

 

“สมาบัติที่ภิกษุอยู่ในที่ที่ใกล้มรรค ซึ่งภิกษุออกจากฌานเป็นบาทอย่างนี้แล้วพิจารณาสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำให้เกิดขึ้น ย่อมทำสมาบัติเช่นกับตน เช่นเดียวกับเหี้ยทำสีให้เหมือนสีพื้นดิน ฉะนั้น”

 

เพราะฉะนั้น ชื่อว่า “ญาณ” ด้วยอรรถว่า “รู้ธรรมนั้น” ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถ “ว่ารู้ชัด” เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่า “สุตมยญาณ” ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างนี้

 

จบ มัคคสัจนิทเทส --------------------------- 

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ญาณในสัจจะทั้งหลาย มี ๔ อย่าง [อริยสัจจ ๔–จตุรอริยสัจจญาณ] ได้แก่ (๑) สุตมยญาณ – ญาณเกิดจากการฟัง (๒) ววัตถานญาณ – ญาณเกิดจากการกำหนด (๓) สัมมสนญาณ – ญาณเกิดจากการพิจารณา (๔) อภิสมยญาณ – ญาณเกิดจากการตรัสรู้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) สุตมยญาณ – ญาณเกิดจากการฟัง นั่นคือ พระโยคาวจรนั้น ย่อมฟังสัจจะ ๔ โดยย่อหรือโดยพิสดารย่อมรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้มรรค กล่าวคือ การพิจารณาแยกแยะนามรูป [นามรูปปริจเฉทญาณ] ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ดังพระตถาคตตรัสว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้เสวยแล้ว สิ่งนั้นทั้งหมดเป็นไปในทุกข์”

 

(๒) ววัตถานญาณ – ญาณเกิดจากการกำหนด นั่นคือ พระโยคาวจรนั้นย่อมกำหนดความของการฟัง โดยธรรมดา และโดยลักษณะ ย่อมลงความเห็นว่า ธรรมเหล่านี้นับเนื่องในสัจจะนี้ นี้เป็นลักษณะของสัจจะนี้ กล่าวคือ การพิจารณานามรูปถึงสาเหตุแห่งทุกข์ [ปัจจยปริคคหญาณโดยปัจจยุปันนธรรมแห่งปฏิจจสมุปบาท หรือ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้งหลาย] คือ มีปรีชาสามารถเข้าถึง “อวิชชา–และ–ตัณหา” นอกจากนี้ ให้พิจารณาถึง ประการแรก โดยนัยแห่ง “อุปปันนะ” คือ ธรรมที่เกิดขึ้นมี ๔ อย่าง ดังนี้

(๑) วตฺตมานุปฺปนฺนํ – เกิดขึ้นกำลังเป็นไป คือ ธรรมที่เกิดมาพร้อมกับ อุปปาทะ ชรา ภังคะ –เกิด แก่ ตาย

(๒) ภูตาปคตุปฺปนฺนํ – เกิดขึ้นเสพอารมณ์แล้วดับไป คือ กุศลอกุศลเสวยรสอารมณ์แล้วดับไป คือ เสพแล้วก็ปราศไป และสังขตธรรมที่เหลือ กล่าวคือ เข้าถึงลักษณะ ๓ มี อุปปาทะ เป็นต้น แล้วดับไป คือ เสพแล้ว เป็นไปทั่วแล้ว

(๓) โอกาสกตุปฺปนฺนํ – เกิดขึ้นทำโอกาส คือ เนื่องด้วยห้ามกรรมอันเป็นวิบากอื่นที่มีอยู่ แม้ในอดีตดังที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า “กรรมที่ผู้นั้นได้ทำไว้แล้วในชาติก่อน” แล้วทำโอกาสแห่งวิบากของตนตั้งอยู่ และเนื่องด้วยวิบากอันเป็นโอกาสที่ตนทำไว้แล้วอย่างนั้น แม้ยังไม่เกิดก็จะเกิดขึ้นโดยส่วนเดียวในโอกาสที่ตนทำไว้อย่างนั้น

(๔) ภูมิลทฺธุปฺปนฺนํ – เกิดขึ้นในภูมิที่ได้ คือ อกุศลที่ยังไม่ถอนในภูมิ ๓ นั้นๆ

 

และในประการหลัง โดยนัยแห่ง “อุปปันนะ” คือ ธรรมที่เกิดขึ้นมี ๔ อย่าง ดังนี้

(๑) สมุทาจารุปฺปนินํ –สิ่งเกิดขึ้นกำลังเป็นไปอยู่ นั่นคือ กิเลสชาตแม้ยังไม่เกิดในส่วนเบื้องต้นในอารมณ์อันไปสู่คลองแห่งจักษุ เป็นต้น

(๒) อารมฺมณาธิคฺคหิตุปฺปนฺนํ –เกิดด้วยการถืออารมณ์ โดยเกิดขึ้น โดยส่วนเดียวในกาลอื่น เพราะถือเอาอารมณ์

(๓) อวิกฺขมฺภตุปฺปนฺนํ –เกิดด้วยการไม่ข่ม คือ กิเลสชาตไม่ข่มไว้ด้วยสมถะและวิปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ไม่เจริญด้วยการสืบของจิต เพราะไม่มีเหตุที่จะห้ามการเกิดได้

(๔) อสมูหตุปฺปนฺนํ –เกิดด้วยการไม่ถอน คือ กิเลสชาต แม้ข่มไว้ด้วยสมถะและจะวิปัสสนา เพราะไม่ถอนด้วยอริยมรรค เพราะไม่ล่วงเลยธรรมดาของความเกิด

 

ฉะนั้น การเกิดธรรมทั้งหลายเพราะ “อวิชชา–และ–ตัณหา” โดยปฏิจจสมุปบาท ที่ทำให้หลงงมงายไม่มีสติสัมปชัญญะ จมอยู่ในสงสารทุกข์ไม่สิ้นสุด คือ พึงพิจารณาเห็นโดยความเป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง แห่ง “เวทนา ๓” ดังที่ ท่านกล่าวว่า (๑) สุขเวทนาเป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะปรวนแปร (๒) ทุกขเวทนาเป็นสุขเพราะตั้งอยู่ เป็นสุขเพราะปรวนแปร (๓) อทุกขมสุขเวทนาเป็นสุขเพราะรู้ เป็นทุกข์เพราะไม่รู้ แต่ก็ควรพิจารณาด้วยอำนาจการพิจารณาเห็นสัตว์มีความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา โดย “สัมมสนญาณ”

 

(๓) สัมมสนญาณ – ญาณเกิดจากการพิจารณา นั่นคือ พระโยคาวจรนั้น กำหนดสัจจะ ๔ ตามลำดับอย่างนี้แล้วถือเอาทุกข์เท่านั้น ย่อมพิจารณาตลอดไปถึงโคตรภูญาณ (๑) โดยความไม่เที่ยง (๒) โดยความเป็นทุกข์ (๓) โดยความเป็นอนัตตา กล่าวคือ การพิจารณาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่สัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือ “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” อันเป็น “ระบวนการทุบขันธ์ ๕” เพื่อหลีกออกไปจากสังขารธรรมทั้งหลายโดยให้ถึงอริยมรรค โดย “อภิสมยญาณ”

 

(๔) อภิสมยญาณ – ญาณเกิดจากการตรัสรู้ นั่นคือ พระโยคาวจรนั้น ตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยญาณหนึ่ง ในขณะ “โลกุตตรมรรค” ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ย่อมตรัสรู้ “ทุกข์” โดยการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้ ย่อมตรัสรู้ “สมุทัย” โดยการตรัสรู้ด้วยการละ ย่อมตรัสรู้ “นิโรธ” โดยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมตรัสรู้ “มรรค” โดยการตรัสรู้ด้วยการเจริญ กล่าวคือ การพิจารณาเห็น “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “ปริญญา” หมายถึง การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา

(๒) “ปหานะ” หมายถึง การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ

(๔) “ภาวนา” หมายถึง การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา

 

แต่อย่างไรก็ตาม ก็พึงพิจารณาถึง “มรรค” ที่เป็น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” นั้น พร้อมด้วย “โลกิยมรรค” ได้แก่ “วิชชา–และ–จรณะ” เพราะสงเคราะห์ “สัมมาทิฏฐิ” และ “สัมมาสังกัปปะ” ด้วย “วิชชา” สงเคราะห์ธรรมที่เหลือด้วย “จรณะ” อนึ่ง ได้แก่ “สมถะ–และ–วิปัสสนา” เพราะสงเคราะห์ธรรมทั้งสองอย่างนั้นด้วย “วิปัสสนายาน”  สงเคราะห์ธรรมนอกนั้นด้วย “สมถยาน” ได้แก่ “ขันธ์ ๓–และ–สิกขา ๓” เพราะสงเคราะห์ธรรมทั้งสองนั้นด้วย “ปัญญาขันธ์” สงเคราะห์ธรรม ๓ อย่างในลำดับธรรมนั้นด้วย “สีลขันธ์” สงเคราะห์ธรรม ๓ อย่างที่เหลือด้วย “สมาธิขันธ์” และสงเคราะห์ด้วย “อธิปัญญาสิกขา–อธิสีลสิกขา–และ–อธิจิตตสิกขา” [อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔] เพราะฉะนั้น พระอริยสาวกผู้ประกอบไพบูลย์ด้วยอริยมรรค คือ “มัคคสมังคี” เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “วิชชา–และ–จรณะ” โดยนัย “ดุจคนเดินทางไกลประกอบด้วยตาสามารถเห็นได้ และด้วยเท้าสามารถเดินไปได้” ด้วยเว้น “ที่สุด ๒ อย่าง” [อันตา ๒] คือ (๑) เว้น “กามสุขัลลิกานุโยค” ด้วยวิปัสสนาญาณ และ (๒) เว้น “อัตกิลมถานุโยค” ด้วยสมถญาณ ย่อมพึงปฏิบัติใน “มัชฌิมาปฏิปทา” เพื่อประพฤติปฏิบัติอันยิ่ง ดังนี้

(๑) ทำลายกองโมหะด้วยปัญญาขันข์

(๒) ทำลายกองโทสะด้วยสีลขันธ์

(๓) ทำลายกองโลภะด้วยสมาธิขันธ์

 

โดยให้สำเร็จลุล่วงถึง “สมบัติ ๓” ได้แก่

(๑) ปัญญาสัมปทาด้วยอธิปัญญาสิกขา

(๓) สีลสัมปทาด้วยอธิสีลสิกขา

(๓) สมาธิสัมปทาด้วยอธิจิตตสิกขา

 

พร้อมด้วยปรมัตถประโยชน์เพื่อสำเร็จในการบรรลุ “นิพพานอันเป็นอมตะ” นั่นคือ “การบรรลุปฏิเวธเข้าถึงความตรัสรู้บรมสัมโพธิญาณ” โดยความบริสุทธิสมบูรณ์แห่ง “วิสุทธิ ๗” ฉะนั้น ภิกษุย่อมหยั่งลงสู่ “อริยภูมิ” กล่าวคือ “สัมมัตตนิยาม” [สัมมัตตะ ๑๐ = สภาวะที่ถูกต้อง = อริยมรรคมีองค์ ๘ พร้อม สัมมาญาณ กับ สัมมาวิมุตติ] อันวิจิตรด้วย “ธรรมรัตนะ” คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [ธรรมเครื่ององค์เกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค] โดยอรรถสำคัญว่า “งามในเบื้องต้น–งามในท่ามกลาง–และ–งามในที่สุด” ด้วยประการฉะนี้.

 

จบสมบูรณ์ ในธรรมกำหนดรู้ชัดหมายจำในอริยสัจจ์ ----------------

 

 

 

Visitor Number:
4959454