๔๖. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี

         Concentration Development as Knowledge with Well–Trained Restraint

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1385

 ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อบุคคลมีโอกาสที่จะบรรลุความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายในการเจริญสมาธิภาวนานั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญาอยู่เป็นสุขอย่างทันทีในปัจจุบัน –ทิฏฐธรรมสุขวิหาร ๑ ผู้มีความระลึกได้ด้วยปัญญารอบรู้ –สติสัมปชัญญะ ๑ ผู้มีปัญญาหยั่งรู้ด้วยญาณ –ญาณทัสสนะ ๑ ผู้มีปัญญากำจัดอาสวะ –อาสวักขยญาณ ๑ ตามลำดับ กล่าวโดยย่อ คือ เป็นผู้มากด้วยความแสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ หมั่นเพียรประกอบกุศลกรรม และร่าเริงเบิกบานใจด้วยปรีดาปราโมทย์ ฉะนั้น ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ต้องประกอบด้วยปัญญาใน ๓ ด้าน คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา ด้วยสติสัมปชัญญะหรือสติปัญญาแห่งญาณ (๒) ดำเนินด้วยปัญญา ด้วยศีลแห่งอินทรียสังวร (๓) นำไปสู่ปัญญายิ่ง ด้วยสมาธิแห่งฌาน การปรารภตั้งตนโดยชอบด้วยปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดีจึงเป็นกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สมาธิภาวนามยญาณ–สมาธิภาวนามยปัญญา” เมื่อจิตมีความตั้งมั่นเป็นอารมณ์เดียวที่สนิทไม่หวั่นไหว “เอกัคคตาแห่งจิต–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” จิตนั้นย่อมบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ เพราะเกิดจากความสงบสุขแห่งจิต คือ (๑) “กายวิเวก” คือ อยู่ในที่สงบสัปปายะ (๒) “จิตตวิเวก” คือ จิตสงบเบิกบานใจ และ (๓) “อุปาธิวิเวก” คือ จิตปราศจากกิเลส ภาวะจิตดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดปัญญาในการหยั่งรู้ มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริงในขณะเป็นจิตตสมาธิ ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” นั่นคือ การเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” จนบรรลุถึงสัจจภาวะแห่งพุทธะด้วยปัญญาที่ถูกต้องโดยชอบ ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” หรือ “สัมมาสัมโพธิญาณ” คือ ปัญญาตรัสรู้เองโดยชอบ เพราะฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่เป็นภาคทฤษฎีนั้น ต้องสอดคล้องกับกับความสำเร็จอันเป็นภาคปฏิบัติ นั่นคือ ต้องคิดได้ถูกต้องก่อนลงมือปฏิบัติจริง การพิจารณาเห็น “การทำสมาธิ” ให้เกิดขึ้นได้ทุกขณะจิตประกอบด้วย “สติ” และ “สัมปชัญญะ” ซึ่งต้องมีองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ (๓) สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔  อันเป็นฝ่าย “อธิจิตตสิกขา–สมาธิแห่งไตรสิกขา” เพราะฉะนั้น การที่ได้คิดก่อนอย่างเข้าใจอย่างถูกต้อง ถึงขั้นตอนการปฏิบัติหรือการเจริญสมาธิภาวนาที่สามารถเกิดผลได้จริง จึงหมายถึง “ปัญญาแห่งการเจริญสมาธิภาวนา” ที่เรียกว่า “สมาธิภาวนามยญาณ–สมาธิภาวนามยปัญญา” ซึ่งสัมปยุตต์ด้วย (๑) อินทรียสังวร (๒) ปวิเวก–ความสงัดกายสงัดใจ (๓) ไม่ฟุ้งซ่าน (๔) ไม่สันโดษระย่อในการทำลายกิเลสทั้งหลาย และ (๕) สร้างวิวัฒน์ “ปัญญา” เพื่อปิดกั้นความไม่รู้ “อวิชชา–โมหะ” จนกลายเป็น “สมาธิในวิปัสสนา” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” โดยทำหน้าที่เป็นจิตตัววิปัสสนาที่รู้แจ้งเห็นจริงด้วย “ปัญญาญาณ” ต่างๆ ตามกำลังของ “สมาธิ” และ “ปัญญา” นั่นคือ “วิชชา –วิชชา ๓ และ วิชชา ๘” ที่ประกอบด้วย “จรณะ –สีลสัมปทา อปัณณกปฏิปทา ๓ สัทธรรม ๗ และ ฌาน ๔” แห่งพุทธะ.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี

 

การทำกรรมต่างๆ นั้น ย่อมประกอบด้วยอารมณ์ที่ตั้งใจมั่นดำรงด้วย “สติสัมปชัญญะ” ผู้มีสติประกอบด้วยปัญญา “สติมา โหติ” โดยนัยรวม อันหมายถึง “สติปัญญา” ไม่ใช่เป็น “ผู้มีสติหลง” คือ ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความกลับระลึกไม่ได้ ความไม่มีสติ ความระลึกไม่ได้ ความทรงจำไม่ได้ ความหลงใหล ความฟั่นเฟือน “ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ” คือ “อสัมปชัญญะ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้ตาม ความไม่พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่รับทราบ ความไม่กำหนดลงทราบ ความไม่เพ่งเล็ง ความไม่พิจารณา ไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความเป็นผู้ทรามปัญญา ความเป็นผู้เขลา ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม ความโง่ โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ ดังเช่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า

 

“โมฆราชะ เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ หยั่งเห็นโดยความเป็นของสูญ ถอนอัตตานุทิฏฐิเสีย เธอพึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชเสียได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะมัจจุราชย่อมไม่แลเห็นบุคคลผู้หยั่งเห็นโลกอยู่อย่างนี้ ดังนี้”

 

และ “ผู้ประมาท” คือ “ความประมาท–ปมตฺตํ” ย่อมเป็นผู้ไม่ตั้งสติในการเจริญเมตตา หมายถึง ความปล่อย ความตามเพิ่ม ความปล่อยจิตไปในกายทุจริตก็ดี ในวจีทุจริตก็ดี ในมโนทุจริตก็ดี ในเบญจกามคุณก็ดี หรือความไม่ทำเนืองๆ ความทำหยุดๆ ความประพฤติย่อหย่อน ความปลงฉันทะ ความทอดธุระ ความไม่ส้องเสพ ความไม่เจริญ ความไม่ทำให้มาก ความไม่ตั้งใจ ความไม่ประกอบเนืองๆ ในการเจริญธรรมทั้งหลายฝ่ายกุศล ฉะนั้น ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งผู้ประมาท ชื่อว่า “ผู้มีกรรมดำ” ดังเช่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

 

“ทุกข์อันไม่น่ายินดี ย่อมครอบงำคนผู้ประมาท โดยความเป็นของน่ายินดี ทุกข์อันไม่น่ารักย่อมครอบงำคนผู้ประมาท โดยความเป็นของน่ารัก ทุกข์ย่อมครอบงำบุคคลผู้ประมาท โดยความเป็นสุข”

 

ฉะนั้น การมีสติชัดสติแก่กล้า “อุปัฏฐาน” [ความตั้งมั่น] คือ การเข้าไปตั้งสติ “สติอุปัฏฐาน” ย่อมทำให้สติมีมาก “สติปฏฺฐานา” แต่สติย่อมบริสุทธิ์ย่อมเกิดจากการเจริญฌานสมาบัติที่บรรลุถึงขั้น “จตุตถฌาน” ซึ่งประกอบด้วย “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง กับ “เอกัคคตา” คือ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ เพราะฉะนั้น การเจริญสมาธิภาวนากรรมฐานนั้น จึงเป็นขั้นตอนการพัฒนาจิตให้สงบสุขเพื่อให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา สติที่ตั้งมั่นดีแล้วย่อมเกิดขึ้น ย่อมได้ชื่อว่า “อุปัฏฐาน” แต่อย่างไรก็ตาม การประพฤติปฏิบัติธรรมนั้น ควรมุ่งเน้นไปที่ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐ ที่เรียกว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยสรุปลงที่ “ไตรสิกขา” [ศีล–สมาธิ–ปัญญา] อันพร้อมด้วย “จริยา ๘” ที่ควบคู่กัน ดังนี้

 

“อธิปัญญาสิกขา” หมายถึง สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง อธิปัญญาอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาปัญญาอย่างสูง อนึ่ง ความรู้เข้าใจหลักเหตุผลถูกต้องอย่างสามัญ อันเป็น “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้จักว่าทุกคนเป็นเจ้าของแห่งกรรมของตน เป็นปัญญา วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์ เป็นอธิปัญญา แต่โดยนัยอย่างเพลา “กัมมัสสกตาปัญญา” ที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วยวัฏฏะหรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปในมรรค ก็เป็นอธิปัญญา ดังนี้

(๑) การประพฤติสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่า “ทัสสนจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาทิฏฐิ” เพราะเห็นชอบ หรือเป็นเหตุเห็นชอบ หรือมีทิฏฐิงามน่าสรรเสริญแห่งสัมมาทิฏฐินั้น ได้แก่ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ความถึงพร้อมด้วยกระบวนการคิดที่ถูกต้องด้วยอุบายแยบคายอย่างเหตุผลในปัจจัยธรรมทั้งหลาย เข้าใจในธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง รู้ปฏิจจสมุปบาท รู้อริยสัจจ์ รู้ไตรลักษณ์ มีความรู้แจ้ง รู้ชัด รู้ยิ่ง ด้วย “วิชชา” ได้แก่ วิชชา ๓ วิชชา ๘ หรือรวมทั้ง อภิญญา ๖ ชื่อว่า “ทัสสนจริยา” เพราะประพฤติด้วยการทำนิพพานให้ประจักษ์

(๒) การประพฤติสัมมาสังกัปปะ ชื่อว่า “อภิโรปนจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาสังกัปปะ” เพราะดำริชอบ หรือเป็นเหตุดำริชอบหรือดำริดีน่าสรรเสริญ ได้แก่ เนกขัมมะ–ปลีกจากกาม อพยาบาท–ไม่คิดประทุษร้าย อวิหิงสา–ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ชื่อว่า “อภินิโรปนจริยา” เพราะประพฤติปลูกฝังจิตไว้ในอารมณ์ๆ ตาม “กุศลวิตก ๓” นั้น

 

“อธิสีลสิกขา” หมายถึง สิกขาคือศีลอันยิ่ง อธิศีลอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาศีลอย่างสูง อนึ่ง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นศีล ปาฏิโมกขสังวรศีล เป็นอธิศีล แต่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ที่รักษาด้วยความเข้าใจ ให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิศีล ดังนี้

(๓) การประพฤติสัมมาวาจา ชื่อว่า “ปริคคหจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาวาจา” เพราะเจรจาชอบ หรือเป็นเหตุเจรจาชอบ หรือเจรจาดีน่าสรรเสริญด้วยการเว้นมิจฉาวาจา ชื่อว่า “ปริคคหจริยา” เพราะประพฤติยึดวจีสังวร ๔ อย่างของสัมมาวาจานั้น ได้แก่ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ มุสาวาท–พูดโกหก ปิสุณาวาจา–พูดส่อเสียด ผรุสวาจา–พูดหยาบ และ สัมผัปปลาปะ–พูดเพ้อเจ้อ

(๔) การประพฤติสัมมากัมมันตะ ชื่อว่า “สมุฏฐานจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมากัมมันตะ” เพราะทำชอบ หรือเป็นเหตุทำชอบหรือการงานดีน่าสรรเสริญ การงานชอบด้วยการเว้นจากมิจฉากัมมันตะ ชื่อว่า “สมุฏฐานจริยา” เพราะประพฤติตั้งอยู่ในกายสังวร ๓ อย่าง ได้แก่ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ ปาณาติบาต–ฆ่าสัตว์ อทินนาทาน–ลักขโมย และ กาเมสุมิจฉาจาร–ทำผิดในกาม

(๕) การประพฤติสัมมาอาชีวะ ชื่อว่า “โวทานจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาอาชีวะ” เพราะเลี้ยงชีพชอบ หรือเป็นเหตุเลี้ยงชีพชอบ หรือมีอาชีพดีน่าสรรเสริญด้วยการเว้นมิจฉาอาชีวะ ชื่อว่า “โวทานจริยา” เพราะประพฤติผ่องแผ้ว หรือ ชื่อว่า “ปริสุทธจริยา” เพราะประพฤติบริสุทธิ์

 

“อธิจิตตสิกขา” หมายถึง สิกขาคือจิตอันยิ่ง อธิจิตอันเป็นข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติเพื่อการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิเป็นต้นอย่างสูง อนึ่ง กุศลจิตทั้งหลายจนถึง “สมาบัติ ๘” เป็นจิต “ฌานสมาบัติ” ที่เป็นบาทแห่งวิปัสสนา เป็นอธิจิต แต่ “สมาบัติ๘” นั้น ถ้าปฏิบัติด้วยความเข้าใจมุ่งให้เป็นเครื่องหนุนนำออกจากวัฏฏะ ก็เป็นอธิจิต ดังนี้

(๖) การประพฤติสัมมาวายามะ ชื่อว่า “ปัคคหจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาวายามะ” เพราะพยายามชอบ หรือเป็นเหตุพยายามชอบ หรือพยายามดีน่าสรรเสริญ ด้วยการเจริญ “สัมมัปปธาน ๔” ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่ สังวรปธาน–เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น ๑ ปหานปธาน–เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ๑ ภาวนาปธาน–เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น ๑ อนุรักขนาปธาน–เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ๑ ชื่อว่า “ปัคคหจริยา” เพราะประพฤติประคองใจ

(๗) การประพฤติสัมมาสติ ชื่อว่า “อุปัฏฐานจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาสติ” เพราะระลึกชอบ หรือเป็นเหตุระลึกชอบ หรือระลึกดีน่าสรรเสริญ ด้วยการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งแห่งสติ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–กำหนดสติตามพิจารณากายในกายถึงลักษณะความไม่ใช่ตัวตน ๑ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–กำหนดสติตามพิจารณาเวทนาในเวทนาถึงลักษณะความไม่ใช่ตัวตน ๑ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–กำหนดสติตามพิจารณาจิตในจิตถึงลักษณะความไม่ใช่ตัวตน ๑ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน–กำหนดสติตามพิจารณาธรรมในธรรมถึงลักษณะความไม่ใช่ตัวตน ๑ ชื่อว่า “อุปัฏฐานจริยา” เพราะประพฤติตั้งมั่น

(๘) การประพฤติสัมมาสมาธิ ชื่อว่า “อวิกเขปจริยา” ฉะนั้น ชื่อว่า “สัมมาสมาธิ” เพราะตั้งใจชอบ หรือเป็นเหตุตั้งใจชอบ หรือตั้งใจดีน่าสรรเสริญ ด้วยการเจริญ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ได้แก่ (๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” (๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” (๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” (๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ชื่อว่า “อวิกเขปจริยา” เพราะประพฤติไม่ฟุ้งซ่าน

 

เพราะฉะนั้น ในข้อ “อธิจิตตสิกขา” จึงเป็นสำคัญยิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงในธรรม “สมาธิภาวนากรรมฐาน” หมายถึง “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ซึ่งเป็นธรรมทั้งหลายที่ต้องสัมปยุตต์กัน เป็นอย่างเดียวกัน ที่ทำให้เกิดปัญญาสำรวมระวังตั้งไว้ดีที่เห็นลักษณะที่แท้จริงของ “สภาวะแห่งสมาธิ–เอกัคคตา” ที่เรียกว่า “สมาธิภาวนามยญาณ–สมาธิภาวนามยปัญญา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 615–617 FILE 68)

 

[๙๒] “ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี” เป็น สมาธิภาวนามยญาณ อย่างไร

“สมาธิ ๑” คือ เอกัคตาจิต–มีอารมณ์เลิศ คือ สูงสุดอย่างหนึ่ง ไม่มีความฟุ้งซ่านแห่งอารมณ์ต่างๆ ที่มีจิตมีอารมณ์หนึ่งนั้น หรือจิตในสภาวะประกอบด้วยธรรมเหล่านี้ คือ “วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ซึ่งเกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในวิเวกนี้

“สมาธิ ๒” คือ โลกิยสมาธิ–สมาธิประกอบแล้วในโลกโดยความเป็นสมาธิเนื่องอยู่ในวัฏฏะนั้นหรือแตกสลายไป ๑ โลกุตรสมาธิ –สมาธิที่ข้ามไปจากโลกโดยความเป็นสมาธิไม่เนื่องอยู่ในโลก 

“สมาธิ ๓” คือ “ฌาน ๓” สมาธิมีวิตกและวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑

“สมาธิ ๔” คือ “ปรินิพพานในปัจจุบัน” สมาธิมีส่วนเสื่อม–หานภาคิยสัญญา คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม ๑ สมาธิเป็นส่วนตั้งอยู่–ฐิติภาคิยสัญญา คือ สัญญาฝ่ายดำรงอยู่ ๑ สมาธิเป็นส่วนวิเศษ–วิเสสภาคิยสัญญา คือ สัญญาฝ่ายวิเศษที่ปฏิเวธในอธิคมธรรม ๑ สมาธิเป็นส่วนชำแรกกิเลส–นิพเพธภาคิยสัญญา คือ สัญญาฝ่ายชำแรกกิเลส

“สมาธิ ๕” คือ สมาธิมีปีติแผ่ไป ๑ สมาธิมีสุขแผ่ไป ๑ สมาธิมีจิตแผ่ไป ๑ สมาธิมีแสงสว่างแผ่ไป ๑ สมาธิมีการพิจารณาเป็นนิมิต ๑  

“สมาธิ ๖” คือ “อนุสติ ๖” สมาธิมีเอกัคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถ พุทธานุสติ ๑ ธรรมานุสติ ๑ สังฆานุสติ ๑ สีลานุสติ ๑ จาคานุสติ ๑ เทวตานุสติ ๑

“สมาธิ ๗” คือ “วสี ๗” ความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ–สมาธิกุสลตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ–สมาธิสฺส สมาปตฺติกุสลตา ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งสมาธิ–สมาธิสฺส ฐิติกุสฺลตา ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ–สมาธิสฺส วุฏฺฐานกุสลตา ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในความงามแห่งสมาธิ–สมาธิสฺส กลฺลตากุสลตา ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิ–สมาธิสฺส โคจรกุสลตา ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมไปแห่งสมาธิ–สมาธิสส อภินีหารกุสลตา

“สมาธิ ๘” คือ “กสิณ ๘” สมาธิมีเอกัคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถ ปฐวีกสิณ ๑ อาโปกสิณ ๑ เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑ นีลกสิณ ๒ ปีตกสิณ ๑ โลหิตกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑

“สมาธิ ๙” คือ “สมาบัติ ๘” ได้แก่ (๑) “รูปฌาน ๔” คือ รูปาวจรสมาธิส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ [ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน ผู้มีพรหมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐะ ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่า รูปาจรภูมิ หรือ รูปพรหม ๑๖ ชั้น ได้แก่ พรหมปาริสัชชะ ๑ พรหมปุโรหิต ๑ มหาพรหม ๑ ปริตตาภา ๑ อัปปมาณาภา ๑ อาภัสสรา ๑ ปริตตสุภา ๑ อัปปมาณสุภา ๑ สุภกิณหา ๑ อสัญญีสัตว์ ๑ เวหัปผลา ๑ อวิหา ๑ อตัปปา ๑ สุทัสสา ๑ สุทัสสี ๑ อกนิฏฐา ๑] กับ (๒) “อรูปฌาน ๔” คือ อรูปาวจรส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ [ธรรม คือ จิตละเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่าน ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้น อากาสานัญจายตนภพ วิญญาณัญจายตนภพ อากิญจัญญายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้น เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่า อรูปาวจรภูมิ] และ “สมาธิ ๓” ได้แก่ สุญญตสมาธิ–อริยมรรคสมาธิ คือ สำเร็จโดยความเป็นของสูญในสังขารทั้งหลายที่ไม่มีตัวตน ๑ อนิมิตตสมาธิ–อริยมรรคสมาธิ คือ สำเร็จโดยสมาธิที่เว้นจากนิมิตที่เที่ยง ๑ อัปปณิหิตสมาธิ–อริยมรรคสมาธิ คือ สำเร็จโดยสมาธิที่เว้นจากความตั้งใจปรารถนา ๑

“สมาธิ ๑๐” คือ “อสุภะ ๑๐” สมาธิมีเอกัคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถ อุทธุมาตกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่ขึ้นอืด ๑ วินีลกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ ๑ วิปุพพกสัญญา –ความสำคัญซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ตามที่ที่แตกปริออก ๑ วิฉิททกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่ขาดจากกันเป็น ๒ ท่อน ๑ วิกขายิตกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น แร้ง กา สุนัข จิกทึ้งกัดกินแล้ว ๑ วิกขิตตกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่กระจุยกระจาย มือเท้าศีรษะหลุดออกไปข้างๆ ๑ หตวิกขายิตกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่ถูกสับฟันบั่นเป็นท่อนๆ กระจายออกไป ๑ โลหิตกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราดอยู่ ๑ ปุฬุวกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด ๑ อัฏฐิกสัญญา–ความสำคัญซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน ๑

สมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๕๕

 

[๙๓] อีกอย่างหนึ่ง สภาพใน “ความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ” มี ๒๕ ประการ ดังนี้

สมาธิเพราะอรรถว่า อันสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา

สมาธิเพราะอรรถว่า อินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน

สมาธิเพราะอรรถว่า สัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์

สมาธิเพราะอรรถว่า มีอารมณ์เป็นอันเดียว

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่แส่ไป

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ขุ่นมัว

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหว

สมาธิเพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกิเลส

สมาธิเพราะอรรถว่า ความที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิตมีอารมณ์เดียว

สมาธิเพราะอรรถว่า แสวงหาความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า แสวงหาความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า ยึดมั่นความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ยืดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า ยึดมั่นความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ยึดมั่นธรรมอัน เป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า ปฏิบัติสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ปฏิบัติสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า ปฏิบัติสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า ไม่ปฏิบัติไม่สงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า เพ่งความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า เผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ

สมาธิเพราะอรรถว่า เพ่งความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า เผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว

สมาธิเพราะอรรถว่า เป็นธรรมสงบเป็นสภาพเกื้อกูลและนำสุขมาให้

สภาพในความเป็นสมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๒๕

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถรู้ว่าธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี” เป็น “สมาธิภาวนามยญาณ”

 

จบ สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส -------------------------

 

 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงตามภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัตินั้น “สมาธิ” คือ ความตั้งมั่นแห่งจิตที่มั่นคงมุ่งมั่นในอารมณ์แห่งกิจอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่สั้นหรือยาวก็ตาม จนกระทั้งได้ทำกิจอย่างนั้นให้บรรลุความสำเร็จตามจุดมุ่งหมายสมบูรณ์ ซึ่งต้ององค์ประกอบด้วย ๓ ประการ ดังนี้

(๑) ความเพียรชอบ “สัมมัปปธาน ๔” แห่งสัมมาวายามะ หมายถึง ความเพียรชอบ ได้แก่ (๑) “สังวรปธาน” เพียรระวัง คือ เพียรระวังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น (๒) “ปหานปธาน” เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) “ภาวนาปธาน” เพียรเจริญ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่มียังไม่เกิด ให้เกิดให้มีขึ้น และ (๔) “อนุรักขนาปธาน” เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม และบำเพ็ญให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

(๒) ความมีสติชัด “สติปัฏฐาน ๔” แห่งสัมมาสติ ได้แก่ (๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย (๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา (๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิตหรือสภาพและอาการของจิต และ (๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม จนรวมทั้ง “สัมปชัญญะ ๔” หมายถึง “ความรู้ตัว–ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก” ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่ามีประโยชน์ ตระหนักในจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ ตระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าเป็นโคจร ตระหนักในแดนกิจงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดว่าไม่หลงใหลฟั่นเฟือน ตระหนักในตัวเนื้อหาสภาวะ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน

(๓) ความมีจิตเป็นสมาธิด้วย “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” (ฌานสมาบัติ) แห่งสัมมาสมาธิ หมายถึง การเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็น “อัปปนาสมาธิ” หรือ ภาวะจิตสงบประณีตซึ่งมีสมาธิเป็นองค์ธรรมหลัก ฉะนั้น ฌานในแต่ละขั้นจึงมีองค์ธรรมทั้งหลายที่เรียกว่า “องค์ฌาน–ฌานังคะ” ที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ ได้แก่ (๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ ๕ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” (๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ ๓ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” (๓) “ตติยฌาน” มีองค์ ๒ “สุข–เอกัคคตา” และ (๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ ๒ “อุเบกขา–เอกัคคตา”

 

ฉะนั้น ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิที่พัฒนาจนถึง “จตุตถฌาน” คือ สหรคตด้วยองค์ฌาน “อุเบกขา–เอกัคคตา” จะเป็นจิตที่สะอาดหมดจดจาก “นิวรณ์” นั่นคือ “กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรม” ที่เรียกว่า “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ในฌานขั้นที่ ๔ นี้ เป็นจิตที่ดำรงอยู่ในภูมิแห่งอนาคามี  คือ พระอริยบุคคลผู้ได้บรรลุอนาคามิผล มี ๕ ประเภท หมายถึง ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก ได้แก่

(๑) “อันตราปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานโดยกิเลสปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง

(๒) “อุปหัจจปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานเมื่อจวนจะถึงสิ้นอายุ  

(๓) “อสังขารปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก

(๔) “สสังขารปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก

(๕) “อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี” ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพแล้วจึงปรินิพพาน

 

ในระดับภูมิแห่งจิตนี้ คือ “โลกุตตรจิต” ซึ่งจะบรรลุถึงขั้นสูงสุด คือ “อรหัตตจิต” ได้แก่

(๑) “อรหัตตมรรค” ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุผล คือ ความเป็นพระอรหันต์ ญาณคือความรู้เป็นเหตุละ “สังโยชน์” ได้ทั้ง ๑๐

(๒) “อรหัตตผล” ผลคือการสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลที่ได้รับจากการละสังโยชน์ทั้งหมดอันสืบเนื่องมาจากอรหัตตมรรค ทำให้เป็นพระอรหันต์

(๓) “อรหัตตวิโมกข์” ความพ้นจากกิเลสด้วยอรหัต หรือเพราะสำเร็จอรหัต คือ หลุดพ้นขั้นละกิเลสได้สิ้นเชิงและเด็ดขาดสำเร็จเป็นพระอรหันต์

 

 

แต่ถ้าจำแนกประเภทของพระอรหันต์มี ๓ กลุ่ม ซึ่งหมายถึง ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง ดังนี้

“พระอรหันต์ ๒” ได้แก่ (๑) พระสุกขวิปัสสก คือ ท่านผู้มิได้ฌาน สำเร็จอรหัตด้วยเจริญแต่วิปัสสนาล้วนๆ กับ (๒) พระสมถยานิก คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหันต์

“พระอรหันต์ ๔” ได้แก่ (๑) พระสุกขวิปัสสก–ผู้ได้ด้วยวิปัสสนาล้วนๆ (๒) พระเตวิชชะ–ผู้ได้วิชชา ๓ (๓) พระฉฬภิญญะ–ผู้ได้อภิญญา ๖ (๔) พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ–ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔

“พระอรหันต์ ๕” ได้แก่ (๑) พระปัญญาวิมุต–ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญา (๒) พระอุภโตภาควิมุต–ผู้หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติด้วยสมาบัติ ๘ และ ปัญญาวิมุตติ (๓) พระเตวิชชะ–ผู้ได้วิชชา ๓ (๔) พระฉฬภิญญะ–ผู้ได้อภิญญา ๖ (๕) พระปฏิสัมภิทัปปัตตะ–ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔

 

ข้อที่พึงต้องเข้าใจให้ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง คือ “สมาธิ” ที่เป็นเครื่องมืออันเป็นธรรมชำระจิตให้เบิกบานและผ่องแผ้วบริสุทธิ์ในเบื้องต้น นั่นคือ “ปราศจากนิวรณ์” ที่ประกอบด้วยการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้เหตุผลอย่างถูกวิธีที่มีปัญญาเห็นความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย “ปัจจัยธรรม” ตามหลักปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นใน “วิปัสสนาภูมิ” เป็นสำคัญ รวมทั้งใน “ปัญญาสามัญแห่งโลกียะ” ฉะนั้น “สมาธิ” ที่สหรคตด้วย “อุเบกขา” อันเป็นจิตที่บริสุทธิ์จากอกุศลธรรมทั้งปวงนั้น ย่อมทำให้ “สติ” ที่คมชัดด้วย “อุปัฏฐาน” และ “สัมปชัญญะ” ที่แก่กล้าด้วย “อธิโมกข์” ทำให้เกิด “ญาณ” ที่เป็นปัญญาคมชัด ประกอบด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ “อาโลโก–โอภาส” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้ที่ทำให้มรรคาทั้ง ๘ ประการ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” กลายเป็น “ญาณในวิปัสสนา” ที่ครอบงำทั้งใน “เจโตวิมุตติ” กับ “ปัญญาวิมุตติ” เพราะฉะนั้น คำว่า “สมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต–จิตตสมาธิ–ฌานจิตต์” หมายถึง “ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี–สมาธิภาวนามยญาณ–สมาธิภาวนามยปัญญา” [สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา อันทำให้เกิดเป็นการเห็นแจ้งตามเป็นจริงด้วยญาณแห่งปัญญาหยั่งรู้ คือ “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ”] ตามนัยแห่งอรรถะนี้ คือ “สติสังวร–อินทรียสังวร” ที่คอยป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมทั้งหลายครอบงำจิตใจ ซึ่งหมายถึง “อินทรีย์ ๖” ได้แก่ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” ที่จิตต้องคล้อยตามด้วยเจตนา “สัญเจตนา ๖” ฉะนั้น “สมาธิ–ฌาน” กับ “ญาณ–วิปัสสนา” จึงเป็นธรรมที่คู่กัน เป็นธรรมอันเดียวกัน ที่เรียกว่า (๑) “สมถพละ–เจโตวิมุตติ” ที่เรียกว่า “ฌานวิโมกข์” โดยพิจารณาถึงรายละเอียดตามลำดับขั้นการปฏิบัติจำนวน ๑๙ ขั้น ดังนี้

 

 

“ฌานวิโมกข์ ๑๙”

(๑)  เนกขัมมะ เกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๒)เนกขัมมะ เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๓) ธรรม เกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๔) ความไม่พยาบาท เกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๕) ความไม่พยาบาท เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๖)  อาโลกสัญญา เกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน [จิตสว่างไสวตลอดแม้วันหรือคืน]

(๗) ความไม่ฟุ้งซ่าน เกิด เผาอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๘) การกำหนดธรรม เกิด เผาวิจิกิจฉา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๙)  ญาณ เกิด เผาอวิชชา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๐)   ความปราโมทย์ เกิด เผาอรติ [ความไม่ยินดีด้วยริษยา] เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๑)   ปฐมฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน                                 

(๑๒) ทุติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๓)  ตติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๔)  จตุตถฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๕)  โสดาปัตติมรรค เกิด เผากิเลส  เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน       

(๑๖)   สกทาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๗)  อนาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๘)  อรหัตตมรรค เกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๙)   ฌาน เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

 

กับ (๒) “วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” ที่เรียกว่า “ญาณวิโมกข์” ๑๐ ประการ ซึ่งเป็น “ยถาภูตญาณแห่งมหาวิปัสสนา ๑๘” ต่อไปนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน

(๘) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย

(๙) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง 

(๑๐) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ทั้งหมด คือ พิจารณาขั้นตอนการชำระจิตเพื่อดับกิเลสอุปาทิ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งตรงกับ “วิปัสสนาญาณ ๙” หรือที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทา–กระบวนการทุบขันธ์ ๕” คือ ข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อหลีกหนีออกจากสังขารทั้งหลาย เพื่อให้ถึง “อริยมรรค” นั่นคือ “มรรค ๔–มัคคญาณ” ที่สหรคตกับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ดังนี้

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘”

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป 

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง 

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ 

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป

 

 

“วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖)

(๑) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๒) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๓) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๔) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๕) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๗) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

(๙) “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง “มหาวิปัสสนา ๑๘” กับ “วิปัสสนาญาณ ๙” นั้น คือ ผู้เจริญภาวนาต้องใช้ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ในการพิจารณาธรรมที่ควรพิจารณายิ่ง “อภิญเญยยธรรม–ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง” ดังนี้

 

“อภิญเญยยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

สำหรับ  “วิปัสสนาญาณ ๙” นั้น ผู้เจริญภาวนาต้องนำความรู้อันเป็นปัญญารู้แจ้งด้วย “ญาณ–ปัญญาญาณ” ตามลำดับ จากข้อ ๑ – ข้อ ๑๖ ใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” นั่นคือ วิปัสสนาจาก “โลกียญาณ–โลกียปัญญา” จนถึง “โลกุตตรญาณ–โลกุตตรปัญญา” (มรรค ๔–มัคคญาณ–ผล ๔–ผลญาณ–อาสวักขยญาณ) ดังนี้

 

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ”

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร คือหัวต่อที่ข้ามพ้นภาวะปุถุชน

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณที่พิจารณาทบทวน

 

ข้อพึงระวังไม่ให้เกิดความสับสนหรือฟั่นเฟือนในการพิจารณาภาวนาธรรมทั้งหลาย คือ ความเข้าใจว่าธรรมอะไรใช้ในการพิจารณาอะไรที่ให้ผลออกมาเหมือนกัน คือ “การบรรลุถึงความตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ” ซึ่งเป็นการเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งอริยสัจจ์ ๔” ด้วยกันทั้งหมด ถึงแม้จะมีแนวทางวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้มีบุญวาสนาบารมีแก่กล้า พอเจริญภาวนาด้วยญาณใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” นั้น ทำให้เกิด “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” ที่เรียกว่า “วิชชา ๓–ญาณ ๓” ได้ ซึ่งทำให้บรรลุความตรัสรู้ได้เร็ว ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นความรู้อันหมายถึงปัญญาในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่เกี่ยวกับ “ขันธ์ ๕” โดยตรง ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อันถือเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ นั่นเอง เมื่อจิตยกขึ้นสูง “จตุตถฌานจิต” ได้ ซึ่งประกอบด้วย “อุเบกขา –เอกัคคตาแห่งสมาธิ” จิตปราศจากนิวรณ์ นั่นคือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ

วิจิกิจฉา อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง ในขั้นตอนนี้จะมีกุศลธรรมแห่งจิตเกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนาได้ ที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” โดยเริ่มตั้งแต่ข้อ ๑–๔ ในญาณ ๑๖ นี้ เพราะจิตไม่สงบจริงแต่หวั่นไหวไปกับภาวะที่ดีเลิศแห่งจิตที่ไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิตจึง “หลงใหล–หวั่นไหว” สำคัญตนเองผิดคิดว่าบรรลุธรรมวิเศษไปแล้ว ทั้งที่ไม่เป็นจริงตามที่คิดนั้น เรียกว่า “ธัมมุทธัจจะ” คือ ความฟุ้งซ่านด้วยสำคัญผิดในธรรม ซึ่งเป็นภาวะจิตในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ฉะนั้น ผู้มีปัญญามากจึงไม่ยึดมั่นถือมั่นใน “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ดังกล่าวนี้ เพราะธรรมเหล่านี้สักว่าธรรม มีภาวะเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ที่ตนต้องนำมาเป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนาเท่านั้นเอง ได้แก่

(๑) โอภาส –แสงสว่าง

(๒) ปีติ –ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๓) ญาณ –ความรู้ที่คมชัด

(๔) ปัสสัทธิ –ความสงบเย็นกายใจ

(๕) สุข –ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖) อธิโมกข์  –ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๗) ปัคคาหะ –ความเพียรที่พอดี

(๘) อุปัฏฐาน –สติชัด

(๙) อุเบกขา –ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๐) นิกันติ –ความติดใจพอใจ

 

อารมณ์แห่งกรรมฐานดังกล่าวนี้ จะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่บรรลุ “ปฐมฌาน” [วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา] ซึ่งจิตยังไม่สิ้นไปด้วยอกุศลธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “นิวรณ์–นิวรณูปกิเลส” แต่ในขั้นที่จิตบริสุทธิ์หมดจดจากนิวรณ์ คือ “จตุตถฌาน” [อุเบกขา–เอกัคคตา] จิตจะประกอบด้วยคุณธรรมทั้ง ๑๐ ประการ ที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” เพราะจิตฟุ้งซ่านไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นจริง เกิดความวิปลาสไปเอง

 

“วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ฉะนั้น ความวิปลาส มี ๓ ระดับ ดังนี้

(๑) “สัญญาวิปลาส” คือ สัญญาแห่งความทรงจำคลาดเคลื่อน หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู  

(๒) “จิตตวิปลาส” คือ จิตในปัจจุบันคลาดเคลื่อน ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร  

(๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตตวิปลาสนั้น เช่น มีสัญญาวิปลาสเห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิดทิฏฐิวิปลาสเชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมีจิตตวิปลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิดทิฏฐิวิปลาสว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล  

 

วิปลาส ๓ ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน ๔ ด้าน คือ “บ้าเต็มขั้น–สติแตก” ได้แก่

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

 

ฉะนั้น เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านไปตามวิปัสสนูปกิเลสตัวใดตัวหนึ่ง จิตนั้นต้องทรงสภาพดำรงสภาพตั้งมั่นเป็นสมาธิด้วย “อุเบกขา–ฌานุเปกขา” [พระอนาคามี–พระอรหันต์] ทำให้ “สติ” เกิดบริสุทธิ์ คมชัด [อุปัฏฐาน] และ “สัมปชัญญะ” แก่กล้าเป็นปัญญารู้รอบ คือ “ญาณ” นั่นคือ มีศรัทธาที่เป็น “อธิโมกข์” แต่ให้ความเป็นจริงนั้น คือ “ภาวะที่เป็นจริงในวิปัสสนูปกิเลส ๑๐” นั่นเอง โดยเฉพาะ “ญาณ–ความรู้ที่คมชัด” ทำให้เกิด “วิชชา ๓–ญาณ ๓” หมายถึง “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” ที่เรียกว่า “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ นั่นคือ “ระลึกชาติได้” คือ ปรีชาหยั่งรู้เรื่องราวในอดีตหลายภพหลายชาติของตนเองจนรวมถึงของผู้อื่นได้ด้วย ซึ่งเป็นความสามารถทางปัญญาที่หวนระลึกถึงเรื่องราวในอดีตได้

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาตา–ตถตา] และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ได้แก่ “อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒” รวมทั้งตามแนว “กฎแห่งกรรม” [รวมทั้ง “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญ แต่ยังไม่เป็น “อธิปัญญา” และเป็น “โลกิยสัมมาทิฏฐิ”]    ภาวะจิตที่พัฒนาถึง “จตุตถฌาน –อุเบกขา และ เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ย่อมเป็นสมุฏฐานให้เกิด “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” คือ “วิชชา ๓–ญาณ ๓” ในคราวเดียวกันกับ “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฺฐิติญาณ” ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกอีกอย่างว่า  “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ”

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ข้อ ๓ จนถึง ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖ นี้ ถือเป็นขั้นตอนก้าวสู่ “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ นั่นคือ “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” ซึ่งจะเกิดต่อจาก “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่  จัดเป็น “สัมมาญาณ” คือ รู้ชอบ  ได้แก่ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ ทั้ง ๑๙ ประเภท  ที่เรียกอีก

อย่างว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ซึ่งเกิดจาก “ญาณ ๓” คือ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ [สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะ ๑ กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจ ๑ กตญาณ–หยั่งรู้การอันทำแล้ว ๑] ที่ดำเนินใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ปริญญา–การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ๑ ปหานะ–การละ เป็นกิจในสมุทัย ๑ สัจฉิกิริยา–การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ๑ ภาวนา–การเจริญ เป็นกิจในมรรค ๑] คำว่า “ปริวัฏฏ์–วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ [ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ] อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว คือ “ปัญญาตรัสรู้เองโดยชอบอันเยี่ยม”

 

เพราะฉะนั้น “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓ หรือวิชชา ๓ ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖ ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ และ ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ) จึงเป็นความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย นั่นคือ “ความตรัสรู้” เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวันตรัสรู้ นั่นเอง นอกจากนี้ ควรทราบถึง “อาสวักขยญาณด้วยอาการ ๖๔” คือ ด้วยอาการแห่งอินทรีย์ทั้ง ๓ อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔ คำว่า “อินทรีย์ ๓” (ข้อ ๒๐–๒๒ ในอินทรีย์ ๒๒) ประกอบด้วย (๑) “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ ๑ (๒) “อัญญินทรีย์” คือ อินทรีย์ คือ อัญญา หรือ ปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ “ญาณ ๖ ในท่ามกลาง” คือ โสตาปัตติผลญาณ สกทาคามิมัคคญาณ สกทาคามิผลญาณอนาคามิมัคคญาณ อนาคามิผลญาณ อรหัตตมัคคญาณ ๑ และ (๓) “อัญญาตาวินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ “ปัญญาของพระอรหันต์” ได้แก่ อรหัตตผลญาณ ๑ ซึ่งปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นนี้ มีนัยตรงกับ คำว่า “วสิภาวตา ปญฺญา” หมายถึง “ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ” หมายถึง ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็น “ผู้มีความชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์” ด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล เพราะความสำเร็จผลนั้น ด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น คำว่า  “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ตามนัยว่า “อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว”

 

ด้วยเหตุนี้ “สมาธิ” [ฌาน] จึงเป็นก้าวแรกในธรรมเบื้องต้นแห่งการเจริญภาวนาที่ต่อจากปริสุทธิศีล ที่จะก้าวไปสู่ปัญญาอันยิ่ง คือ “วิปัสสนา” [ญาณ] บุคคลผู้มากด้วยความเพียรชอบหมั่นประกอบความเพียรในกุศลธรรมโดยไม่ระย่อ มีสติที่บริสุทธิ์คมชัด มีสัมปชัญญะที่แก่กล้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ด้วยความเชื่อในธรรมอย่างมีเหตุผล ด้วยสมาธิที่บริสุทธิ์เบิกบานใจ ร่าเริงแจ่มใส ปราศจากนิวรณ์ เป็นผู้มากด้วยความสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ด้วยญาณ ด้วยความบริสุทธิ์หมดจดแห่งยถาภูตญาณทัสสนะในทางโลกุตตระ ส่วนในทางโลกียะนั้น ย่อมเป็นผู้มากด้วยอำนาจแห่งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่ขัดแย้งกัน แต่เป็น “เอกีภาพแห่งญาณทัสสนวิสุทธิ” [มัคคญาณ] เกิดเป็น “สมาธิในโลกุตตรมรรค” [มรรคสมาธิ] อันเป็นบาทฐานพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความเห็นชอบโดยธรรม คือ “สัมมาทิฏฐิ” ทั้งในโลกียะและโลกุตตระ และย่อมเกิด “สัทธา ๔” คือ ความเชื่ออย่างมีเหตุผล ได้แก่ (๑) “อาคมนสัทธา” คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี (๒) “อธิคมสัทธา” คือ ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ (๓) “โอกัปปนสัทธา” คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง และ (๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง ฉะนั้น บุคคลดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นผู้มีกุศลจิตในสุคติแห่งภูมิทั้ง ๓ คือ “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ” เป็นผู้มีปัญญาเหนือกิเลสที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางโลก คือ มีอำนาจเหนืออิทธิพลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่เรียกว่า “ไฮทัช –High Touch” นั่นคือ ไม่เป็น “ทาสเทคโนโลยี” แต่เป็น “นายเทคโนโลยี” ซึ่งปุถุชนทั่วไปไม่ค่อยรู้เท่าทัน “ความก้าวหน้าทางวิทยาการความรู้สมัยใหม่” อันเป็นผลพ่วงพลอยได้จาก “ความก้าวหน้าทางปัญญา” ซึ่งเป็น “โลกียปัญญา–ปัญญาสามัญ” โดยเป็นผู้มากด้วยปัญญาที่ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันถึงเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นในกาลทั้ง ๓ เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาปัญญาหรือทักษะการเรียนรู้ของตนอย่างถูกต้องโดยธรรม “ไม่ทำวิปฏิสาร” อันเป็นความเดือดร้อนให้กับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าทางกายหรือทางใจก็ตาม คือ ผู้มากพร้อมด้วย “สัมมาสังกัปปะ” ได้แก่ ความเสียสละเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ๑ ความไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่น ๑ และความไม่เบียดเบียนผู้อื่น ๑ ด้วย “การเจริญเมตตาธรรมแห่งสัตบุรุษ” ย่อมประพฤติตนเป็น “กัลยาณปุถุชน” อย่างแท้จริง  “ปุถุชนผู้มีคุณธรรมสูง” โดยเฉพาะเป็นผู้รู้จักประมาณตนได้เหมาะควรในสถานการณ์ต่างๆ มีความรู้และความประพฤติงดงาม น่าเลื่อมใสศรัทธาในหมูชนคณะ ทั้งหมดนี้ เป็นผลพ่วงที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนาที่สัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ที่เรียกว่า “สมาธิภาวนาญาณ–สมาธิภาวนาปัญญา” อันเป็นอารมณ์แห่งข้อประพฤติปฏิบัติของอริยบุคคลทั้งหลายพึ่งกระทำให้มากเป็นนิตย์อย่างสืบเนื่องกัน.

 

 

 

Visitor Number:
4957774