๔๘. การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ –อิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์

         A Power of Marvel

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1793

 ความสำคัญของบทความ

 

ผู้เป็นปุถุชนสามัญ อันเป็นผู้พร้อมด้วย “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ” เป็นธรรมดา นั่นคือ ผู้หวั่นไหว คือ ผู้ฟุ้งซ่าน หรือผู้ครองตนเป็นเพศแห่งสมณะ จนถึงพระอริยเจ้าทั้งหลาย อันเป็นผู้ปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ” เป็นธรรมดา นั่นคือ ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน ก็ตาม ย่อมเป็นผู้มีฤทธิ์ แต่เป็นฤทธิ์ที่แตกต่างกัน ฉะนั้น ปุถุชนย่อมต้องการ “อกุศลฤทธิ์” จนต่ำไปจรดไสยศาสตร์  เวทมนต์ อาคม ที่เรียกว่า “มนต์ดำแห่งโลกียะ–มนต์ฝ่ายต่ำ” ในทางตรงกันข้าม ผู้เป็นอริยะย่อมอยู่เหนือสภาวะจิตแห่งอกุศลและกุศล ด้วยจิตที่ตั้งมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่สัดส่าย สหรคตด้วยปัญญาที่เห็นธรรมตามที่เป็นจริง นั่นคือ “ยถาภูตํ ปชานาติ” –รู้ตามความเป็นจริง  คือ แทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้นๆ โดยไม่วิปริต“กุศลฤทธิ์” ที่อุบัติเกิดขึ้นในภูมิแห่งโลกุตตระนั้น เรียกว่า “วิชชา” หมายถึง “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” อันเป็นปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมเป็น “อานันตริกสมาธิญาณ” (เกิดมรรคต่อด้วยผลทันที) ได้แก่ “อธิคมสมณธรรม” ต่อไปนี้ คือ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ อริยบุคคลย่อมมองข้าม “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ อริยบุคคลไม่ใช่นักแสดงมายากล และ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ อริยบุคคลไม่ใช่โหราจารย์หรือนักจิตบำบัด แต่ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” นั้น ย่อมเป็น “อิทธิฤทธิ์” ที่เป็น “สมถพละ–วิปัสสนาพละ” ที่ทำให้เกิด “ดวงตามเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” จนถึงปัญญาแห่งความตรัสรู้ “สัมมาสัมโพธะ” จึงเป็นผู้ยกระดับจิตขึ้นถึง “โลกุตตรจิต” อันเป็นจิตสัมปยุตต์ด้วยญาณแห่ง “จรณะ ๑๕” หมายถึง ข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งอันเป็นทางบรรลุวิชชา ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล อปัณณกปฏิปทา ๓ คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน ฉะนั้น ความไพบูลย์แห่งธรรมวิเศษ ย่อมเป็นผู้ดื่มด่ำด้วยธรรมไม่รู้จักอิ่มระย่อในกุศลธรรม “ธัมมปีติ” คือ ปรีดาปราโมทย์ปีติไม่รู้จักเลิก ไม่รู้จักเบื่อหน่าย แต่ไม่หลงใน “สัมโมหะแห่งอวิชชา” (ที่หลุดพ้นด้วยปัญญาวิมุตติแห่งวิปัสสนาพละ) ที่สหรคตด้วย “ราคะ” (ที่หลุดพ้นด้วยเจโตวิมุตติแห่งสมถพละ) ฉะนั้น พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้มีปัญญาดับอาสวะทั้งหลายด้วย “อาสวักขยญาณแห่งโลกุตตรปัญญา” นั่นคือ “อริยมรรค” ซึ่งประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) มัคคญาณ–มรรค ๔ ที่เป็น “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ” ใน (๓) อริยสัจจ์ ๔ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

 บทความที่ ๔๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์

 

การเจริญภาวนานั้น แยกออกเป็น ๒ แนวทาง คือ (๑) “สมถภาวนา” อันเป็นสมาธิสัมปยุตต์ด้วยอรหัตผล ด้วยคำว่า “เจโตวิมุตติ” เพราะพ้นจาก “ราคะ” ซึ่งพร้อมด้วย ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะแก่สมาธิ ๘  (เนกขัมมะ–ความไม่พยาบาท (อัพยาบาท) อาโลกสัญญา–ความไม่ฟุ้งซ่าน (อวิกเขปะ) –ความกำหนดธรรม (ธรรมววัตถาน) –ญาณ (ปัญญารู้ชัด) ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง) รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ และ “สมถพละ” เป็น “เจโตวิมุตติ” กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” อันเป็นปัญญาสัมปยุตต์ด้วยอรหัตผล ด้วยคำว่า “ปัญญาวิมุตติ” เพราะพ้นด้วย  “อวิชชา” ซึ่งพร้อมด้วย มหาวิปัสสนา ๑๘ มัคคญาณ ๔ และ “วิปัสสนาพละ” เป็น “ปัญญาวิมุตติ” หมายถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง (สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา) รู้ด้วยปัจจัยอื่นอีก คือ ทำให้ประจักษ์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง นั่นคือ “เข้าถึง” (อุปสมฺปชฺช) คือ บรรลุแล้วหรือสำเร็จแล้ว สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

 

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมาธิพึงเป็น ‘สมาธินทรีย์’ ปัญญาพึงเป็น ‘ปัญญินทรีย์’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ชื่อว่า ‘เจโตวิมุตติ’ เพราะสำรอก ‘ราคะ’ ชื่อว่า ‘ปัญญาวิมุตติ’ เพราะสำรอก ‘อวิชชา’”

 

ในการบรรลุถึง “อธิคมสมณธรรม” ดังกล่าวนี้ ท่านผู้รู้แจ้งแทงตลอดได้ย่อมมีสามารถในการกระทำให้เป็นเป็นอัศจรรย์ ที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์–อิทธิปาฏิหาริย์” ได้ ซึ่งหมายถึง “การแสดงฤทธิ์” ฉะนั้น ตามนัยของคำว่า “อิทธิปาฏิหาริย์” นั้น มีจริงสำหรับผู้ประพฤติปฏิบัติถึงอริยมรรค เพียงแต่ว่า พระพุทธองค์ทรงไม่สรรเสริญการใช้ “ฤทธิ์” ในการโอ้อวดให้เกิดอัศจรรย์แก่ผู้อื่นหรือเทวดา แต่ให้ผู้ประพฤติปฏิบัติมุ่งมั่น “ฤทธิ์” อันจะเกิดจากคำสอนที่เป็นจริง และนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้ผลสมจริง มากกว่ากว่าการนำไปอวดศักดาเหนือผู้อื่น อันจะนำภัยมาสู่ตนในภายหลัง อย่างเช่น ผู้ได้ฤทธิ์ด้วย “ทิพพโสต” (ข้อ ๒ ในอภิญญา ๖) คือ ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ แต่ต่อเมื่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ก็ดี ของอมนุษย์ก็ดี หรือของเทวดาก็ดี ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ เมื่อหมกมุ่นวุ่นอยู่กับเสียงแว่วเหล่านี้มากเกินไป ย่อมทำให้เกิดจิตฟุ้งซ่าน สับสน ฟั่นเฟือน เป็นทุกข์ หรือเกิดอาการหลงใหลขาดสติ ไม่ประกอบด้วยปัญญา เลยกลายเป็นเรื่องอกุศลกรรมไป คือ มีกิเลสเข้าครอบงำ เป็นความเห็นที่ผิดหรือถือผิด การกระทำทางใจที่ผิด “ทุจริตแห่งมโนกรรม ๓” ที่เรียกว่า (๑) “มิจฉาทิฏฐิ” คือ เห็นผิดจากคลองธรรม ที่ผสมผสานกับ (๒) “อภิชฌา” คือ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา และ (๓) “พยาบาท” คือ คิดร้ายผู้อื่น แต่อย่างไรก็ตาม  “ปาฏิหาริย์–อิทธิปาฏิหาริย์” ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นสามัญทั่วไปแก่ทุกคน เพราะต้องประกอบด้วยความสมบูรณ์ทั้ง “สมถพละ–เจโตวิมุตติ” กับ “วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” หรือเรียกอีกอย่างว่า “วิสุทธิ ๗” ที่แสดงนัยถึง “ความหมดจดบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา” จนบรรลุถึง “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ที่เป็นองค์ความรู้ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งใน “อริยสัจจธรรม” ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ หรือ “อริยมรรค” ได้แก่ มรรค ๔ มัคคญาณ ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘  ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

“ปาฏิหาริย์ ๓” หมายถึง การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้ การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ ในปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ “อิทธิปาฏิหาริย์” และ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” แต่ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ว่าเป็นเยี่ยม ได้แก่

(๑) “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์แห่งฌานและวิปัสสนา แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์  

(๒) “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์ ในข้อนี้ ก็เทียบเคียงได้กับ “พุทธจักขุ” (ข้อ ๔ ในจักขุ ๕ = พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า) หมายถึง “ตาพระพุทธเจ้า” คือ ทรงประกอบด้วย “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” และ “อาสยานุสยญาณ” เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์

(๓) “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ ซึ่งผู้ที่สำเร็จแห่งฤทธิ์ได้นั้น ต้องถึงพร้อมด้วย “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่  (๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป  

 

“อิทธิปาฏิหาริย์”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ

(๑) คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้

(๒) หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้

(๓) ทำให้ปรากฏก็ได้

(๔) ให้หายไปก็ได้

(๕) ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้

(๖) ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้

(๗) เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้

(๘) เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้

(๙) ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้

(๑๐) ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์” (อิทธิปาฏิหาริย์ ๑๐)

 

ว่าด้วยอรรถแห่ง “เรืองฤทธิ์”

 

“ฤทธิ์” เป็นอย่างไร ฤทธิ์มีเท่าไร ภูมิ บาท บท มูล แห่งฤทธิ์ มีอย่างละเท่าไร ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์เป็นอย่างไร ด้วยความว่าสำเร็จ ฤทธิ์ในคำว่า ฤทธิ์มีเท่าไร ฤทธิ์ มี ๑๐ ภูมิแห่งฤทธิ์ มี ๔ บาท มี ๔ บท มี ๘ มูล มี ๑๖

 

“ฤทธิ์ ๑๐” เป็นไฉน

(๑) ฤทธิ์ที่อธิษฐาน

(๒) ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ

(๓) ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ

(๔) ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ

(๕) ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ

(๖) ฤทธิ์ของพระอริยะ

(๗) ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม

(๘) ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ

(๙) ฤทธิ์ที่สำเร็จแต่วิชา

(๑๐) ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้น  

 

“ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์” เป็นไฉน

(๑) ปฐมฌานเป็นภูมิเกิดแต่วิเวก

(๒) ทุติยฌานเป็นภูมิแห่งปีติและสุข

(๓) ตติยฌานเป็นภูมิแห่งอุเบกขาและสุข

(๔) จตุตถฌานเป็นภูมิแห่งความไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ๑

ภูมิ ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความได้ฤทธิ์ ๑ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ ๑ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ๑ เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์ ๑ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ๑ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ๑

 

“บาท ๔ แห่งฤทธิ์” (ฉันทิทธิบาท–วิริยิทธิบาท–จิตติทธิบาท–วิมังสิทธิบาท) เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้

(๑) เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยฉันทะและปธานสังขาร (ฉันทสมาธิปธานสังขาร)

(๒) เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยความเพียรและปธานสังขาร (วิริยสมาธิปธานสังขาร)

(๓) เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยจิตตะและปธานสังขาร (จิตตสมาธิปธานสังขาร)

(๔) เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่ง ด้วยวิมังสาและปธานสังขาร (วิมังสาสมาธิปธานสังขาร)

บาท ๔ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความได้ฤทธิ์ ๑ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ ๑ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ๑ เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์ ๑ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ๑ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ๑

 

หมายเหตุ คำว่า “ปธานสังขาร” หมายถึง สังขารทั้งหลายที่เป็นปธานแห่งเพียรชอบ “สัมมัปปธาน ๔” ที่ทำหน้าที่ ๔ อย่างให้สำเร็จแห่งอิทธิบาท ๔ ดังบทว่า “อธิบาท” กับ “ปธานสังขาร” (ผู้มีฤทธิ์มาก เพราะเจริญอิทธิบาท ๔) ต่อไปนี้

 

[๑๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัย “ฉันทะ” แล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า “ฉันทสมาธิ” เธอยัง “ฉันทะ” ใหัเกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ (๑) เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น –สังวรปธาน (๒) เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –ปหานปธาน (๓) เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น –ภาวนาปธาน (๔) เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –อนุรักขนาปธาน เหล่านี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๑) “ฉันทะนี้ด้วย (๒) ฉันทสมาธินี้ด้วย และ (๓) ปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า “อิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร”

 

[๑๑๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัย “วิริยะ” แล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า “วิริยสมาธิ” เธอยัง “ฉันทะ” ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ (๑) เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น –สังวรปธาน (๒) เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –ปหานปธาน (๓) เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น –ภาวนาปธาน (๔) เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –อนุรักขนาปธาน เหล่านี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๑) วิริยะนี้ด้วย (๒) วิริยสมาธินี้ด้วย และ (๓) ปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า “อิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร”

 

[๑๑๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัย “จิตตะ” แล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า “จิตตสมาธิ” เธอยัง “ฉันทะ” ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ (๑) เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น –สังวรปธาน (๒) เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –ปหานปธาน (๓) เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น –ภาวนาปธาน (๔) เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –อนุรักขนาปธาน เหล่านี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๑) จิตตะนี้ด้วย (๒) จิตตสมาธินี้ด้วย และ (๓) ปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า “อิทธิบาทประกอบด้วยจิต สมาธิ และปธานสังขาร”

 

[๑๑๕๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุอาศัย “วิมังสา” แล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า “วิมังสาสมาธิ” เธอยัง “ฉันทะ” ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ (๑) เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น –สังวรปธาน (๒) เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –ปหานปธาน (๓) เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น –ภาวนาปธาน (๔) เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว –อนุรักขนาปธาน เหล่านี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๑) วิมังสานี้ด้วย (๒) วิมังสาสมาธินี้ด้วย และ (๓) ปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า “อิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร”

 

ตามนัยแห่งคำว่า “ประคองจิตไว้” (ปคฺคณฺหติ จิตฺตํ–จิตตปัคคหะ) “ประคองจิตไว้แล้ว” (ปคฺคณฺหิตฺวา)  “ข่มจิตนั้นเสีย” (วินิคฺคณฺหิตฺวา) และ “พึงตั้งจิตไว้” (จิตฺตํ สมาทเห) หมายถึง “สัมมาวายะ” ด้วยอรรถว่า

 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร (สัมมัปปธาน ๔) ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น ๑ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว ๑ เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น ๑ เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว (ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้  เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว หรือประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิยโยยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว) ๑ อันนี้เรียกว่า “สัมมาวายามะ”

 

การประคองจิตไว้ ด้วยการตั้งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ในสมัยที่จิตหดหู่ เพราะมีความเพียรย่อหย่อนเกินไป เป็นต้น ชื่อว่า “ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง”

 

การข่มจิตไว้ ด้วยการตั้งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในสมัยที่จิตฟุ้งซ่าน เพราะปรารภความเพียรมากเกินไป เป็นต้น ชื่อว่า “ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม”

 

คำว่า “ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรร่าเริง” อธิบายว่า สมัยใด จิตไม่แช่มขึ้น เพราะมีปัญญาและความเพียรอ่อนไป หรือเพราะไม่บรรลุสุขที่เกิดแต่ความสงบ สมัยนั้น ก็จิตให้สลด ด้วยพิจารณาสังเวควัตถุเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ “เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความสลด ๘ ประการ” คือ (๑) ชาติ (๒) ชรา (๓) พยาธิ (๔) มรณะ (๕) ทุกข์ในอบาย (๖) ทุกข์ในอดีตมีวัฏฏะเป็นมูล (๗) ทุกข์ในอนาคตมีวัฏฏะเป็นมูล (๘) ทุกข์ในปัจจุบันมีการแสวงหาอาหารเป็นมูล อนึ่ง การทำความเลื่อมใสให้เกิด ด้วยมาระลึกถึง “คุณพระรัตนตรัย” อันนี้ก็เรียกว่า “การทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง”

 

ชื่อว่า “เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย” อธิบายว่า สมัยใดจิตอาศัยการ ปฏิบัติชอบ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน แช่มขึ้น เป็นไปสม่ำเสมอในอารมณ์ ดำเนินในสมถวิถี สมัยนั้นไม่ต้องขวยขวายในการประคอง ข่มและทำจิตให้ร่าเริงเหมือนสารถี ไม่ต้องขวนขวาย ในเมื่อม้าวิ่งเรียบฉะนั้น อันนี้เรียกว่า “เพ่งเฉยในสมัยที่ควรเพ่งเฉย”

 

 

“บท ๘ แห่งฤทธิ์” (อิทธิบาท ๔ และไม่ใช่สมาธิแห่งอิทธิบาท ๔) เป็นไฉน

(๑) ถ้าภิกษุอาศัย ฉันทะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง

(๒) ถ้าภิกษุอาศัย วิริยะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิริยะ วิริยะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง

(๓) ถ้าภิกษุอาศัย จิตตะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต จิตตะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่จิตตะ จิตตะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง

(๔) ถ้าภิกษุอาศัย วิมังสาได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง

บท ๘ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความได้ฤทธิ์ ๑ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ ๑ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ๑ เพื่อความไหลไปแห่งฤทธิ์ ๑ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ๑ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ๑

 

“มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์” เป็นไฉน

(๑) จิตไม่ฟุบลง ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา” (จิตไม่หวั่นไหว โดยหมายเอาจตุตถฌาน = อุเบกขา–เอกัคคตา หรือ อุเบกขาจิต–เอกัคคตาจิต)

(๒) จิตไม่ฟูขึ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ อุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๓) จิตไม่น้อมไป ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๔) จิตไม่มุ่งร้าย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ พยาบาท เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๕) จิตอันทิฏฐิไม่อาศัย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๖) จิตไม่พัวพัน ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ฉันทราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๗) จิตหลุดพ้น ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ กามราคะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๘) จิตไม่เกาะเกี่ยว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ กิเลส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๙) จิตปราศจากเครื่องครอบงำ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความครอบงำแห่งกิเลส เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”  

(๑๐) เอกัคคตาจิต ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ กิเลสต่างๆ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๑๑) จิตที่กำหนดด้วยศรัทธา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”  

(๑๒) จิตที่กำหนดด้วยวิริยะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๑๓) จิตที่กำหนดด้วยสติ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความประมาท เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๑๔) จิตที่กำหนดด้วยสมาธิ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ อุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๑๕) จิตที่กำหนดด้วยปัญญา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ อวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

(๑๖) จิตที่ถึงความสว่างไสว ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะ ความมืดคืออวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “อเนญชา”

มูล ๑๖ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไป เพื่อความได้ฤทธิ์ ๑ เพื่อความได้เฉพาะฤทธิ์ ๑ เพื่อแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ๑ เพื่อความสำเร็จแห่งฤทธิ์ ๑ เพื่อความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ๑ เพื่อความแกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ ๑

 

(๑) “ฤทธิ์ที่อธิษฐาน” เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

คำว่า “ในศาสนานี้” คือ ในทิฏฐินี้ ในขันตินี้ ในความชอบใจนี้ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าในศาสนานี้

คำว่า “ภิกษุ” คือ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นพระเสขะหรือเป็นพระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบ

คำว่า “แสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก” คือ แสดงฤทธิ์ได้มีประการต่างๆ อย่าง

คำว่า “คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปกติเป็นคนเดียว ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือ นึกให้เป็นร้อยคน พันคนหรือแสนคนแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นหลายคน ก็เป็นหลายคน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต แม้คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ เปรียบเหมือนท่านพระจุลปันถกรูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ ฉะนั้น

คำว่า “หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปกติหลายคนย่อมนึกให้เป็นคนเดียว แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นคนเดียว ก็เป็นคนเดียว ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เปรียบเหมือนท่านพระจุลปันถก หลายรูปเป็นรูปเดียวก็ได้ ฉะนั้น

คำว่า “ทำให้ปรากฏก็ได้” คือ ที่อันอะไรๆ ปิดบังไว้ ทำให้ไม่มีอะไรปิดบังให้เปิดเผยก็ได้

คำว่า “ทำให้หายไปก็ได้” คือ ที่อันอะไรๆ เปิดไว้ ทำให้เป็นที่ปิดบังมิดชิดก็ได้

คำว่า “ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้อากาศกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงฝา กำแพง ภูเขา แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นที่ว่างก็ย่อมเป็นที่ว่าง ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิตย่อมทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ตัดขัดเหมือนไปในที่แจ้ง เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ย่อมไปในที่ที่ไม่มีอะไรๆ ปิดบังกั้นไว้ไม่ติดขัดฉะนั้น

คำว่า “ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ได้อาโปกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงแผ่นดินแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นน้ำ ก็เป็นน้ำ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิตผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ผุดขึ้นดำลงในน้ำได้ ฉะนั้น

คำว่า “เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงน้ำ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น เดินไปบนน้ำ ไม่แตกได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ถึงความชำนาญแห่งจิต เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินไปบนแผ่นดินไม่แตกได้ ฉะนั้น

คำว่า “เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงอากาศ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นเดินบ้าง ยืนบ้าง นอนบ้าง ในอากาศกลางหาวเหมือนนกก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง บนแผ่นดิน ฉะนั้น

คำว่า “ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วยฝ่ามือก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ในศาสนานี้ ถึงความชำนาญแห่งจิต นั่งหรือนอนก็ตาม นึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่าพระจันทร์พระอาทิตย์ จงมีในที่ใกล้มือ ก็ย่อมมีที่ใกล้มือ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นนั่งหรือนอนอยู่ก็ตาม ย่อมลูบคลำสัมผัสพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือได้เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปกติ ย่อมลูบคลำสัมผัสรูปอะไรๆ ที่ใกล้มือได้ ฉะนั้น

คำว่า “ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้” คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ผู้ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ถ้าประสงค์จะไปยังพรหมโลก ก็อธิษฐานที่ไกลให้เป็นที่ใกล้ว่า จงเป็นที่ใกล้ ก็เป็นที่ใกล้ อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงเป็นที่ไกล ก็เป็นที่ไกล อธิษฐานของมากให้เป็นของน้อยว่า จงเป็นของน้อย ก็เป็นของน้อย อธิษฐานของน้อยให้เป็นของมากว่า จงเป็นของมาก ก็เป็นของมาก ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นได้ด้วยทิพยจักษุ ย่อมฟังเสียงพรหมนั้นได้ด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นได้ด้วยเจโตปริยญาณ

 

ท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ปรากฏ ก็น้อมจิตอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกได้ด้วยกายที่ปรากฏอยู่ ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ก็น้อมกายอธิษฐานกายด้วยสามารถแห่งจิต ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ

 

ท่านผู้มีฤทธิ์นิรมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ไว้ข้างหน้าของพรหมนั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์เดินอยู่ รูปกายนิรมิตก็เดินอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ รูปกายนิรมิตก็ยืนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ รูปกายนิรมิตก็นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นอนอยู่ รูปกายนิรมิตก็นอนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์บังหวนควันอยู่ รูปกายนิรมิตก็บังหวนควันอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ให้ไฟลุกโพลงอยู่ รูปกายนิรมิตก็ให้ไฟลุกโพลง ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์กล่าวธรรมอยู่ รูปกายนิรมิตก็กล่าวธรรมอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาอยู่รูปกายนิรมิตก็ถามปัญหาอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์อันรูปกายนิรมิตถามปัญหาแล้วก็แก้ รูปกายนิรมิตอันท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาแล้วก็แก้อยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนสนทนาปราศรัยอยู่กับพรหมนั้น รูปกายนิรมิตก็ยืนสนทนาปราศรัยกับพรหมนั้นอยู่ ณ ที่นั้น ท่านผู้มีฤทธิ์ทำกิจใด รูปกายนิรมิตก็ทำกิจนั้นๆ นั่นแล นี่ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นดังนี้

 

(๒) “ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่าง ๆ” พระเถระนามว่าอภิภู เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก เปล่งเสียงให้พันโลกธาตุทราบชัด ท่านแสดงธรรมด้วยกายที่ปรากฏก็มี ด้วยกายที่ไม่ปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนล่างปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนไม่ปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนบนปรากฏก็มี ด้วยกายครึ่งหนึ่งส่วนล่างไม่ปรากฏก็มี ท่านละเพศปกติแล้วแสดงเพศกุมารบ้าง แสดงเพศนาคบ้าง แสดงเพศครุฑบ้าง แสดงเพศยักษ์บ้าง แสดงเพศอสูรบ้าง แสดงเพศพระอินทร์บ้าง แสดง เพศเทวดาบ้าง แสดงเพศพรหมบ้าง แสดงเพศสมุทรบ้าง แสดงเพศภูเขาบ้าง แสดงเพศป่าบ้าง แสดงเพศราชสีห์บ้าง แสดงเพศเสือโคร่งบ้าง แสดงเพศเสือเหลืองบ้าง แสดงพลช้างบ้าง แสดงพลม้าบ้าง แสดงพลรถบ้าง แสดงพลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ บ้าง นี้เป็นฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ

 

(๓) “ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ” (มโนมยิทธิ) ภิกษุในศาสนานี้ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้ มีรูปสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง เปรียบเทียบบุรุษชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้หญ้าปล้อง นี้ไส้ หญ้าปล้องเป็นอย่างหนึ่ง ไส้เป็นอย่างหนึ่ง แต่ไส้ก็ออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้ดาบนี้ฝัก ดาบเป็นอย่างหนึ่ง ฝักเป็นอย่างหนึ่ง แต่ดาบก็ออกจากฝักนั่นเอง อีกประการหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษเอางูออกจากกระทอ เขาพึงมีความสำคัญอย่างนี้ว่า นี้งู นี้กระทอ งูเป็นอย่างหนึ่ง กระทอเป็นอย่างหนึ่ง แต่งูก็ออกจากกระทอนั่นเอง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้มีรูปสำเร็จด้วยใจมีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง นี้ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ

 

(๔) “ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ” (อนุปัสสนา ๗ เป็นเหตุแห่งปัญญา ๗) ความละนิจจสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุกขานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ความละอัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอนัตตานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ความละความเพลิดเพลิน ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิพพิทานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ความละราคะ ย่อมสำเร็จได้ ด้วยวิราคานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ความละสมุทัย ย่อมสำเร็จได้ด้วยนิโรธานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ  “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ความละความยึดถือ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ คือ “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้)  ท่านพระพักกุละ ท่านพระสังกิจจะ ท่านพระภูตปาละมีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ นี้ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ

 

อนึ่ง คำว่า “ญาณ” หมายถึง มีสามารถหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ ปัญญารู้ชัด ปัญญาเห็นชัด สัมปชัญญะแห่งปัญญา เมื่อพิจารณาหรือมนสิการในอารมณ์แห่งกรรมฐาน (กรรมฐาน ๔๐) อยู่เนืองๆ อย่างสืบเนื่องแห่งสิกขา “อนุวิปัสสนา ๗” นั่นคือ “ย่อมศึกษา–ย่อมเสพ–ย่อมเจริญ–ย่อมทำให้มาก” ก็ย่อมเข้าถึงความสำเร็จแห่งการตรัสรู้ (สัมมาสัมโพธิ = เกิดปัญญาเห็นแจ้ง) ได้จริง และในขณะเดียวกันก็มี “อิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์” ได้ การกได้แสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ตามที่เป็นจริง ตามอรรถว่า “ยถาภูตํ ปชานาติ” หมายถึง “รู้ตามความเป็นจริง”  คือ แทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้นๆ โดยไม่วิปริต (วิปลาส ๔) ดังนี้

(๑)  “อนิจจานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตา ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒)“ทุกขานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์แห่งทุกขตา ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนแห่งอนัตตตา ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖)  “นิโรธานุปัสสนา” หมายถึง การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

 

ฉะนั้น ในภาวะดังกล่าวนี้ ก่อนที่จิตที่ก้าวไปถึง “ญาณ” (ปัญญารู้ชัด) ได้นั้น จิตต้องถึงพร้อมด้วย “สมาธิ” กับ “วิโมกข์” ได้แก่ ประการแรก คือ (๑) “สมาทหํ จิตตํ –ตั้งจิตไว้” คือ ตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์ด้วยอำนาจแห่งปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือเข้าฌานเหล่านั้น ครั้นออกแล้ว จิตสัมปยุตต์ด้วยฌานย่อมเกิดขึ้น “โดยความสิ้นไป–โดยความเสื่อมไป–โดยความดับไป–โดยความสูญ” ด้วยการแทงตลอดลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะจิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะ (จิตตสมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต) เมื่อจิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ภิกษุตั้งดำรงจิตไว้เสมอในอารมณ์ แม้ด้วยอำนาจท่านก็กล่าวว่า ภิกษุย่อมศึกษาว่า เราจักตั้งจิตไว้ มีสติสัมปชัญญะ หายใจเข้า หายใจออก และประการหลัง คือ (๒) “วิโมจยํ จิตฺตํ –เปลื้องจิต” คือ เปลื้องปล่อยจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วย ปฐมฌาน เปลื้องปล่อยจิตจากวิตกวิจารด้วย ทุติฌาน เปลื้องปล่อยจิตจากปีติด้วย ตติยฌาน เปลื้องปล่อยจิตจากสุขและทุกข์ด้วย จตุตถฌาน หรือเข้าฌานทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นออกแล้วย่อมพิจารณาจิตสัมปยุตต์ด้วยฌาน “โดยความสิ้นไป–โดยความเสื่อมไป–โดยความดับไป–โดยความสูญ” ภิกษุนั้นเปลื้องปล่อยจิตจาก นิจจสัญญา ด้วย อนิจจานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก สุขสัญญา ด้วย ทุกขานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก อัตตสัญญา ด้วย อนัตตานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก ความเพลิดเพลิน ด้วย นิพพิทานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก ราคะ ด้วย วิราคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก สมุทัย ด้วย นิโรธานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ๑ เปลื้องปล่อยจิตจาก ความถือมั่น ด้วย ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ในขณะแห่งวิปัสสนา ย่อมมีสติสัมปชัญญะ ย่อมหายใจเข้า และย่อมหายใจออก

 

เพราะฉะนั้น ในลำดับการเจริญภาวนา  (๑) “สมถภาวนา” (สมถพละ) เป็นเรื่อง “วิโมจยํ จิตฺตํ –เปลื้องจิต” เพื่อออกจากราคะ กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” (วิปัสสนาพละ) เป็นเรื่อง “โดยความสิ้นไป–โดยความเสื่อมไป–โดยความสูญ” นั่นคือ “ปรากฏถึงความดับไป” หมายถึง ปรากฏถึงความพินาศด้วยเห็นความเสื่อมโดยความเป็นสามัญ เพื่อออกจากอวิชชา

 

(๕) “ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ” (สมาบัติ ๘) ความละนิวรณ์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยปฐมฌาน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละวิตกวิจาร ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุติยฌาน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละปีติ ย่อมสำเร็จได้ด้วยตติยฌาน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละสุขและทุกข์ ย่อมสำเร็จได้ด้วยจตุตถฌาน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละอากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละวิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ความละอากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระสัญชีวะ ท่านพระขาณุโกณฑัญญะอุตตราอุบาสิกา สามาวดีอุบาสิกา มีฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ นี้ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ

 

(๖) “ฤทธิ์ของพระอริยะ” ภิกษุในศาสนานี้ ถ้าหวังว่า เราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่าเราพึงมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่ ถ้าหวังว่า เราพึงเว้นสิ่งทั้งสองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ ก็เป็นผู้มีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่

 

ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ภิกษุแผ่ไปโดยเมตตา หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้

 

ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอย่างไร ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งที่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนี้

 

ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ภิกษุแผ่ไปโดยเมตตาหรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ในสิ่งทั้งไม่น่าปรารถนาและน่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้

 

ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ภิกษุแผ่ไปโดยความไม่งาม หรือน้อมเข้าไปโดยความเป็นของไม่เที่ยงในสิ่งทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ภิกษุมีความสำคัญในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและในสิ่งที่ปฏิกูลว่าเป็นสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนี้

 

ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูล และในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างไร ภิกษุในศาสนานี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ภิกษุเว้นสิ่งทั้งสองนั้นมีอุเบกขามีสติสัมปชัญญะในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่อย่างนี้ นี้ฤทธิ์ของพระอริยะ

 

(๗) “ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม” นกทุกชนิด เทวดาทั้งปวง มนุษย์บางพวก วินิปาติกเปรตบางพวกมีฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม นี้ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม

 

(๘) “ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ” พระเจ้าจักรพรรดิ เสด็จเหาะไปในอากาศพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนาตลอดจนพวกปกครองม้าเป็นที่สุด นี้เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ฤทธิ์ของโชติยคฤหบดี ฤทธิ์ของชฎิลคฤหบดี ฤทธิ์ของเมณฑกคฤหบดี ฤทธิ์ของโฆสิตคฤหบดี ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญมาก ๕ คน เป็นฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ นี้ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ

 

(๙) “ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชา” พวกวิชชาธรร่ายวิชชาแล้วย่อมเหาะไปได้ แสดงพลช้างบ้าง พลม้าบ้าง พลรถบ้าง พลราบบ้าง แสดงกองทัพตั้งประชิดกันต่างๆ บ้าง ในอากาศ กลางหาว นี้ฤทธิ์สำเร็จด้วยวิชชา คำว่า “วิชชาธร–วิชาธร–วิทยาธร” หมายถึง “ผู้ทรงวิทยา” ผู้มีวิชากายสิทธิ์ ผู้มีฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยวิทยาอาคมหรือของวิเศษ พ่อมด

 

(๑๐) “ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ” ดังมีลำดับต่อไปนี้

(๑) “ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะแก่สมาธิ ๘” คือ “ธรรมอย่างเดียว” เป็นเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ได้แก่ เนกขัมมะ–ความไม่พยาบาท (อัพยาบาท) อาโลกสัญญา–ความไม่ฟุ้งซ่าน (อวิกเขปะ) –ความกำหนดธรรม (ธรรมววัตถาน) –ญาณ ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง และ “ญาณในธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิ ๘” คือ “นิวรณ์” เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง นอกจากนี้ ยังรวมถึง “ธรรมสมาธิ ๕” ที่ทำให้เกิดความตั้งมั่นในกุศลธรรมในขณะเกิด “จิตตสมาธิ” ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ

(๒) “รูปฌาน” ได้แก่ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน

(๓) “อรูปฌาน” ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ

(๔) “มหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา

(๕) “มรรค ๔” ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตมรรค

 

ในธรรมทั้ง ๕ หมวดนี้ แสดงความสำเร็จด้วยฤทธิ์ ดังนี้

(๑) ความละกามฉันทะ ย่อมสำเร็จได้ด้วย เนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒) ความละพยาบาท ย่อมสำเร็จได้ด้วย ความไม่พยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓) ความละถีนมิทธะ ย่อมสำเร็จได้ด้วย อาโลกสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๔) ความละอุทธัจจะ ย่อมสำเร็จได้ด้วย ความไม่ฟุ้งซ่าน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๕) ความละวิจิกิจฉา ย่อมสำเร็จได้ด้วย การกำหนดธรรม เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๖) ความละอวิชชา ย่อมสำเร็จได้ด้วย ญาณ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๗) ความละอรติ ย่อมสำเร็จได้ด้วย ความปราโมทย์ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๘) ความละนิวรณ์ทั้งหลาย ย่อมสำเร็จได้ด้วย ปฐมฌาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๙) ความละวิตกและวิจาร ย่อมสำเร็จได้ด้วย ทุติยฌาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๐) ความละปีติ ย่อมสำเร็จได้ด้วย ตติยฌาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๑) ความละสุขและทุกข์ ย่อมสำเร็จได้ด้วย จตุตถฌาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๒) ความละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย อากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๓) ความละอากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๔) ความละวิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย อากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๕) ความละอากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๖) ความละนิจจสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย อนิจจานุปัสสนา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๗) ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย ทุกขานุปัสสนา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๘) ความละอัตตสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วย อนัตตานุปัสสนา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๑๙) ความละความเพลิดเพลิน ย่อมสำเร็จได้ด้วย นิพพิทานุปัสสนา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๐) ความละราคะ ย่อมสำเร็จได้ด้วย วิราคานุปัสสนา (ความคลายกำหนัด) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๑) ความละฆนสัญญา (กลาปหรือกลุ่มก้อนแห่งนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย) ย่อมสำเร็จได้ด้วย ขยานุปัสสนา (ความสิ้นไป) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๒) ความละสมุทัย ย่อมสำเร็จได้ด้วย นิโรธานุปัสสนา (ความดับไป) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๓) ความละความถือมั่น ย่อมสำเร็จได้ด้วย ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (สละคืน) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๔) ความละอายูหนะ – การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร (อายูหนะ = ความประมวลมา–กรรมอันปรุงแต่งปฏิสนธิสืบต่อกันในระหว่างภพ) ย่อมสำเร็จได้ด้วย วยานุปัสสนา (ความเสื่อมไป) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๕) ความละธุวสัญญา – ความสำคัญว่ายั่งยืน ย่อมสำเร็จได้ด้วย วิปริณามานุปัสสนา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๖) ความละนิมิต (เครื่องหมายสังขารทั้งหมด–สังขารนิมิต–วิปัลลาสนิมิต) ย่อมสำเร็จได้ด้วย อนิมิตตานุปัสสนา (ไม่ถึงนิมิต) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๗) ความละปณิธิ (ความตั้งปรารถนา–ตัณหาปณิธิ) ย่อมสำเร็จได้ด้วย อัปปณิหิตานุปัสสนา (ไม่ทำความปรารถนา) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๘) ความละอภินิเวส – ความยึดมั่นว่ามีตัวตน ย่อมสำเร็จได้ด้วย สุญญตานุปัสสนา (หมดความยึดมั่น) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๒๙) ความละสาราทานาภินิเวส – ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร ย่อมสำเร็จได้ด้วย อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา – ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๐) ความละสัมโมหาภินิเวส – ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล ย่อมสำเร็จได้ด้วย ยถาภูตญาณทัสนะ (ความรู้ความเห็นตามเป็นจริง) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๑) ความละอาลยาภินิเวส – ความยึดมั่นด้วยความอาลัย ย่อมสำเร็จได้ด้วย อาทีนวานุปัสสนา (เห็นโทษ) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๒) ความละอัปปฏิสังขา – ความไม่พิจารณา ย่อมสำเร็จได้ด้วย ปฏิสังขานุปัสสนา (หาทางอุบาย) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๓) ความละสัญโญคาภินิเวส – ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ ย่อมสำเร็จได้ด้วย วิวัฏฏนานุปัสสนา – ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป (คลายออก) เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๔) ความละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ย่อมสำเร็จได้ด้วย โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๕) ความละกิเลสอย่างหยาบ ย่อมสำเร็จได้ด้วย สกทาคามิมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๖) ความละกิเลสอย่างละเอียด ย่อมสำเร็จได้ด้วย อนาคามิมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ

(๓๗) ความละกิเลสทั้งปวง ย่อมสำเร็จได้ด้วย อรหัตมรรค เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ ชื่อว่าฤทธิ์ด้วยความว่าสำเร็จ เพราะเหตุแห่งการประกอบชอบในส่วนนั้นๆ  


อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สะดวกและง่ายในการจดจำ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ไปใช้เป็นประโยชน์ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (ญาณวิโมกข์)
(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ (ญาณวิโมกข์)
(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน (ญาณวิโมกข์)
(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย (ญาณวิโมกข์)
(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด (ญาณวิโมกข์)
(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ (ญาณวิโมกข์)
(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน (ญาณวิโมกข์)
(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป
(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป
(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน
(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย (ญาณวิโมกข์)
(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง (ญาณวิโมกข์)
(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า (ญาณวิโมกข์)
(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง
(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง
(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ
(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง
(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป

นอกจากนี้ พึงสังเกตถึงการเจริญฌานสมาบัติใน “รูปฌาน ๔” เพื่อสำรอกราคะ ซึ่งอยู่ในขั้นตอน “ฌานวิโมกข์” ซึ่งมีลำดับ ๑๙ ขั้นตอน ที่เป็นอีกหนทางหนึ่งแห่งการบรรลุอริยมรรคที่เกิดขึ้นพร้อมหรือคู่กันกับ “ญาณ ๑๖” (โสฬสญาณ) เพื่อสำรอกอวิชชา ซึ่งอยู่ในขั้นตอน “มหาวิปัสสนา ๑๘” (วิปัสสนาญาณ ๙) อันประกอบด้วย “อนุปัสสนายถาภูตญาณแห่งญาณวิโมกข์” (ข้อ ๑–๗ กับ ข้อ ๑๑–๑๓ เช่น อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ หรือ สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ) นั่นคือ “สมถพละ– ไม่หวั่นไหวในสหชาตธรรมทั้งหลาย” กับ “วิปัสสนาพละ–เห็นธรรมตามเป็นจริง” เป็นธรรมคู่กัน (คำว่า “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” คือ องค์ธรรมอันเป็นคู่ๆ ที่มีลักษณะเป็นคู่แห่งความสงบคู่กัน เช่น โลกบาลธรรม ได้แก่ หิริ –ความละอายบาป–ละอายใจต่อการทำความชั่ว และ โอตตัปปะ –ความกลัวบาป–เกรงกลัวต่อความชั่ว ย่อมเป็นเหตุสำคัญทำให้ธรรมคุ้มครองโลกเกิดขึ้น หรือ ภาวนาธรรม ได้แก่ สมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา ย่อมเป็นเหตุสำคัญทำให้อริยมรรคเกิดขึ้น) ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจึงไม่ควรละเลิกในการเจริญ “โยนิโสมนสิการ” เพื่อพิจารณาหรือมนสิกรกรรมฐานทั้งหลาย (กรรมฐาน ๔๐ คือ ธรรมอันเป็นเครื่องฝึกอบรมจิต)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อานาปานสติ” (ข้อ ๑ ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ที่จัดเป็นการกำหนดสติตามพิจารณากาย หรือ “กายสังขารทั้งหลาย” ในขณะนั้น ซึ่งหมายถึง “ลมหายใจเข้า–อัสสาสะ” และ “ลมหายใจออก –ปัสสาสะ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ฌานวิโมกข์” แสดงลำดับขั้นการปฏิบัติจำนวน ๑๙ ขั้น ดังนี้

(๑)  เนกขัมมะ เกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน  

(๒) เนกขัมมะ เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๓) ธรรม เกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๔) ความไม่พยาบาท เกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๕) ความไม่พยาบาท เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๖)  อาโลกสัญญา เกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน [จิตสว่างไสวตลอดแม้วันหรือคืน]

(๗) ความไม่ฟุ้งซ่าน เกิด เผาอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๘) การกำหนดธรรม เกิด เผาวิจิกิจฉา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๙)  ญาณ เกิด เผาอวิชชา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๐)  ความปราโมทย์ เกิด เผาอรติ [ความไม่ยินดีด้วยริษยา] เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๑) ปฐมฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน                                 

(๑๒) ทุติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๓)  ตติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๔)  จตุตถฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๕)  โสดาปัตติมรรค เกิด เผากิเลส  เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน       

(๑๖) สกทาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๗) อนาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๘) อรหัตตมรรค เกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๙) ฌาน เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

 

ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ ในขั้นตอนของ “ฌานวิโมกข์” นั้น ไม่ได้เน้นการเจริญ “อรูปฌาน ๔” ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ ดังนั้น สมมตติฐานในการเข้าถึงอริยมรรคจึงควรมุ่งเน้นที่ “รูปฌาน ๔” เป็นสำคัญ ได้แก่ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน แต่ถ้าต้องการให้เกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่สมบูรณ์ก็ต้องเจริญ “ฌานสมาบัติ ๘” ให้ครบทุกประการ เพราะเป็นจิตแห่งอริยบุคคลใน โลกุตตรภูมิ ที่อยู่เหนือ “ภูมิ ๓” ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ

 

 

“อาเทศนาปาฏิหาริย์”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๑) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมทายใจได้ตามเหตุที่กำหนดว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๒) ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย แต่เมื่อได้ฟังเสียงของมนุษย์ก็ดี ของอมนุษย์ก็ดี หรือของเทวดาก็ดี ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๓) ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย และหาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้กำลังตรึกตรองอยู่ ก็ทายใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นประการนี้ จิตของท่านเป็นดังนี้ ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมาก การทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (๔) ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่ทายใจตามเหตุที่กำหนดเลย หาได้ฟังเสียงของมนุษย์ ของอมนุษย์ หรือของเทวดาแล้วทายใจไม่ และหาได้ฟังเสียงตรึกตรองของผู้กำลังตรึกตรองแล้วทายใจไม่ แต่เมื่อกำหนดใจของผู้เข้าสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ด้วยใจของตนแล้วก็รู้ได้ว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้อย่างใด ก็จักตรึกถึงวิตกชื่อโน้นในระหว่างจิตนี้อย่างนั้น ถึงแม้ภิกษุนั้นจะทายใจเป็นอันมากการทายใจนั้นก็คงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า “อาเทศนาปาฏิหาริย์”

 

 

“อนุสาสนีปาฏิหาริย์”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำสอนอย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงมนสิการอย่างนี้ อย่ามนสิการอย่างนั้น จงละธรรมนี้ จงเข้าถึงธรรมนี้อยู่เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า

“อนุศาสนีปาฏิหาริย์” ดังมีลำดับต่อไปนี้

(๑) “ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะแก่สมาธิ ๘” คือ “ธรรมอย่างเดียว” เป็นเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ได้แก่ เนกขัมมะ–ความไม่พยาบาท (อัพยาบาท) อาโลกสัญญา–ความไม่ฟุ้งซ่าน (อวิกเขปะ) –ความกำหนดธรรม (ธรรมววัตถาน) –ญาณ ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง และ “ญาณในธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิ ๘” คือ “นิวรณ์” เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง

(๒) “รูปฌาน” ได้แก่ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน

(๓) “อรูปฌาน” ได้แก่ อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ

(๔) “มหาวิปัสสนา ๑๘” ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–ขยานุปัสสนา–วยานุปัสสนา–วิปริณามานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา–อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา–ยถาภูตญาณทัสนะ–อาทีนวานุปัสสนา–ปฎิสังขานุปัสสนา–วิวัฏฏนานุปัสสนา

(๕) “มรรค ๔” ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตมรรค

 

ในธรรมทั้ง ๕ หมวดนี้ แสดงความสำเร็จด้วยฤทธิ์แห่งคำสอนพระศาสดา ดังนี้

(๑) “เนกขัมมะ” (ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “เนกขัมมะ” ย่อมกำจัด “กามฉันทะ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วยเนกขัมมะนั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “เนกขัมมะ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และเนกขัมมะนั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “เนกขัมมะ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “เนกขัมมะ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒) “ความไม่พยาบาท” (อัพยาบาท) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ความไม่พยาบาท” ย่อมกำจัด “พยาบาท” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ความไม่พยาบาท” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ความไม่พยาบาท” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ความไม่พยาบาท” นั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ความไม่พยาบาท” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ความไม่พยาบาท” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓) “อาโลกสัญญา” (ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวัน มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ เจริญจิตให้มีแสงสว่างว่ากลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันฉันนั้น = แสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อาโลกสัญญา” ย่อม กำจัด “ถีนมิทธะ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อาโลกสัญญา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อาโลกสัญญา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อาโลกสัญญา” นั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อาโลกสัญญา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อาโลกสัญญา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๔) “ความไม่ฟุ้งซ่าน” (อวิกเขปะ) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ความไม่ฟุ้งซ่าน” ย่อมกำจัด “อุทธัจจะ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ความไม่ฟุ้งซ่าน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ความไม่ฟุ้งซ่าน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ความไม่ฟุ้งซ่าน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ความไม่ฟุ้งซ่าน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ความไม่ฟุ้งซ่าน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๕) “ธรรมววัตถาน” (การกำหนดธรรรม) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ธรรมววัตถาน” ย่อมกำจัด “วิจิกิจฉา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ธรรมววัตถาน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ธรรมววัตถาน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ธรรมววัตถาน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ธรรมววัตถาน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ธรรมววัตถาน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๖) “ญาณ” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ญาณ” ย่อมกำจัด “อวิชชา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ญาณ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ญาณ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ญาณ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ญาณ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ญาณ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๗) “ความปราโมทย์” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ความปราโมทย์” ย่อมกำจัด “อรติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ความปราโมทย์” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ความปราโมทย์” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ความปราโมทย์” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ความปราโมทย์” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ความปราโมทย์” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๘) “ปฐมฌาน” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ปฐมฌาน” ย่อมกำจัด “นิวรณ์” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ปฐมฌาน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ปฐมฌาน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ปฐมฌาน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ปฐมฌาน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ปฐมฌาน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๙) “ทุติยฌาน” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ทุติยฌาน” ย่อมกำจัด “วิตกวิจาร” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ทุติยฌาน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ทุติยฌาน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ทุติยฌาน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ทุติยฌาน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ทุติยฌาน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๐) “ตติยฌาน” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ตติยฌาน” ย่อมกำจัด “ปีติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ตติยฌาน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ตติยฌาน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ตติยฌาน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ตติยฌาน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ตติยฌาน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๑) “จตุตถฌาน” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “จตุตถฌาน” ย่อมกำจัด “สุขและทุกข์” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “จตุตถฌาน” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “จตุตถฌาน” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “จตุตถฌาน” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “จตุตถฌาน” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “จตุตถฌาน” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๒) “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” (ความว่างเปล่าของอากาศ) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” ย่อมกำจัด “รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๓) “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” (วิญญาณว่างเปล่า) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” ย่อมกำจัด “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๔) “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” (ไม่มีอะไรเหลือสักน้อยหนึ่งเป็นอารมณ์–ไม่มีอะไรเหลือ) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” ย่อมกำจัด “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๕) “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” ย่อมกำจัด “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๖) “อนิจจานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อนิจจานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “นิจจสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อนิจจานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อนิจจานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อนิจจานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อนิจจานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๗) “ทุกขานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นสังขารเป็นทุกข์) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ทุกขานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “สุขสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ทุกขานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ทุกขานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ทุกขานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ทุกขานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๘) “อนัตตานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อนัตตานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อัตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อนัตตานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น  “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อนัตตานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อนัตตานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อนัตตานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๑๙) “นิพพิทานุปัสสนา” (พิจารณาความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “นิพพิทานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “นันทิสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “นิพพิทานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “นิพพิทานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “นิพพิทานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “นิพพิทานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๐) “วิราคานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “วิราคานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “ราคสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “วิราคานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “วิราคานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วิราคานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “วิราคานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๑) “นิโรธานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความดับไป) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “นิโรธานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “สมุทยสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “นิโรธานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “นิโรธานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “นิโรธานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “นิโรธานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๒) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” (พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อาทานสัญญา” (ความสำคัญโดยความถือมั่น) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๓) “ขยานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความสิ้นไป) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ขยานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “ฆนสัญญา” (ก้อน) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ขยานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ขยานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ขยานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ขยานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ยานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๔) “วยานุปัสสนา” (การเห็นความเสื่อมไป) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “วยานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อายุหนะ” (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร–ด้วยพิจารณาเห็นความเสื่อม–การประมวลอายุ)ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “วยานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “วยานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “วยานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วยานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “วยานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๕) “วิปริณามานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความแปรปรวน) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “วิปริณามานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “ธุวสัญญา” (ความสำคัญว่ายั่งยืนด้วยพิจารณาเห็นความแปรปรวน)ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “วิปริณามานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “วิปริณามานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วิปริณามานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “วิปริณามานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๖) “อนิมิตตานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อนิมิตตานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “นิมิตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อนิมิตตานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น  “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อนิมิตตานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อนิมิตตานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อนิมิตตานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๗) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” (การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อัปปณิหิตานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “ปณิธิสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อัปปณิหิตานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อัปปณิหิตานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อัปปณิหิตานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อัปปณิหิตานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๘) “สุญญตานุปัสสนา” (การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “สุญญตานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อภินิเวสสัญญา” (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “สุญญตานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “สุญญตานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “สุญญตานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “สุญญตานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๒๙) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” (ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” ย่อมกำจัด “สาราทานาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๐) “ยถาภูตญาณทัสนะ” (ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ยถาภูตญาณทัสนะ” ย่อมกำจัด “สัมโมหาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ยถาภูตญาณทัสนะ” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ยถาภูตญาณทัสนะ” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ยถาภูตญาณทัสนะ” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ยถาภูตญาณทัสนะ” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๑) “อาทีนวานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นโทษ) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อาทีนวานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อาลยาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อาทีนวานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อาทีนวานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อาทีนวานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อาทีนวานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๒) “ปฏิสังขานุปัสสนา” (การพิจารณาหาทาง) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ปฏิสังขานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “อัปปฏิสังขา” (ความไม่พิจารณา) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “ปฏิสังขานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “ปฏิสังขานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “ปฏิสังขานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “ปฏิสังขานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๓) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป–การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป) ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “วิวัฏฏนานุปัสสนา” ย่อมกำจัด “สังโยคาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “วิวัฏฏนานุปัสสนา” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “วิวัฏฏนานุปัสสนา” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “วิวัฏฏนานุปัสสนา” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “วิวัฏฏนานุปัสสนา” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๔) “โสดาปัตติมรรค” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “โสดาปัตติมรรค” ย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “โสดาปัตติมรรค” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “โสดาปัตติมรรค” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “โสดาปัตติมรรค” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๕) “สกทาคามิมรรค” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “สกทาคามิมรรค” ย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “สกทาคามิมรรค” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “สกทาคามิมรรค” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “สกทาคามิมรรค” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “สกทาคามิมรรค” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “สกทาคามิมรรค” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๖) “อนาคามิมรรค” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อนาคามิมรรค” ย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อนาคามิมรรค” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อนาคามิมรรค” จึงเป็น “อาเทศนาปาฏิหาริย์” และ “อนาคามิมรรค” นั้น ท่านทั้งหลาย พึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อนาคามิมรรค” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อนาคามิมรรค” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๗) “อรหัตมรรค” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “อรหัตมรรค” ย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด เพราะฉะนั้น เป็นปาฏิหาริย์ ชนเหล่าใดประกอบด้วย “อรหัตมรรค” นั้น ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้มีจิตหมดจด มีความดำริไม่ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น “อรหัตมรรค” จึงเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์ และ “อรหัตมรรค” นั้น ท่านทั้งหลายพึงเสพอย่างนี้ พึงเจริญอย่างนี้ พึงทำให้มากอย่างนี้ พึงตั้งสติอันเป็นธรรมสมควรแก่ “อรหัตมรรค” นั้นไว้ให้มั่นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น “อรหัตมรรค” จึงเป็น “อนุศาสนีปาฏิหาริย์”

(๓๘) กล่าวโดยสรุป ดังนี้

“เนกขัมมะ”–ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “กามฉันทะ” ได้เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์”  อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ความไม่พยาบาท”–ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัดพยาบาทได้เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อาโสกสัญญา”–ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัดถีนมิทธะได้เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ความไม่ฟุ้งซ่าน”–ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัดกามฉันทะได้เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

 “ธรรมววัตถาน” (การกำหนดธรรรม) –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “วิจิกิจฉา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ญาณ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อวิชชา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ความปราโมทย์” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อรติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ปฐมฌาน” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “นิวรณ์” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ทุติยฌาน” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” และ “ทุติยฌาน” ย่อมกำจัด “วิตกและวิจาร” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ตติยฌาน” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “ปีติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

 “จตุตถฌาน” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สุขและทุกข์” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“อากาสานัญจายตนสมาบัติ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“อากิญจัญญายตนสมาบัติ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อากิญจัญญายตนสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”   

“อนิจจานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “นิจจสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ทุกขานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สุขสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“อนัตตานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อัตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“นิพพิทานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “นันทิสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“วิราคานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “ราคสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“นิโรธานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สมุทยสัญญา”ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อาทานสัญญา” (ความสำคัญโดยความถือมั่น) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ขยานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “ฆนสัญญา” (ก้อน) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”   

“วยานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อายุหนะ” (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร–ด้วยพิจารณาเห็นความเสื่อม–การประมวลอายุ) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“วิปริณามานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “ธุวสัญญา” (ความสำคัญว่ายั่งยืนด้วยพิจารณาเห็นความแปรปรวน) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อนิมิตตานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “นิมิตตสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อัปปณิหิตานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “ปณิธิสัญญา” ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”  

“สุญญตานุปัสสนา” ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อภินิเวสสัญญา” (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” (ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สาราทานาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

 “ยถาภูตญาณทัสนะ” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สัมโมหาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อาทีนวานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อาลยาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“ปฏิสังขานุปัสสนา” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “อัปปฏิสังขา” (ความไม่พิจารณา) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“วิวัฏฏนานุปัสสนา” (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป) –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “สังโยคาภินิเวส” (ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“โสดาปัตติมรรค” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”   

“สกทาคามิมรรค” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์”  อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อนาคามิมรรค” –ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้ เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์”

“อรหัตมรรค”–ย่อมสำเร็จ เพราะฉะนั้น เป็น “อิทธิ” ย่อมกำจัด “กิเลส” ได้หมด เพราะฉะนั้น เป็น “ปาฏิหาริย์” อิทธิและปาฏิหาริย์นี้ ท่านเรียกว่า “อิทธิปาฏิหาริย์” ฉะนี้แล

 

จบปาฏิหาริยกถา ------------------------

 

 

ฉะนั้น จากรายละเอียดที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งหลาย จำเป็นต้องทำสมถสมาธิให้สำเร็จเข้าถึงขั้น “เจโตวิมุตติ” ด้วยการละราคะ และวิปัสสนาญาณให้สำเร็จเข้าถึง “ปัญญาวิมุตติ” ด้วยการละอวิชชา ส่วนคำว่า “ฤทธิ์–อิทธิ–ปาฏิหาริย์” นั้น เป็นเรื่องพลอยได้โดยอัศจรรย์ จะตั้งใจทำหรือไม่ตั้งใจทำก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ เพียงแต่ผู้มีปัญญาย่อมไม่ถือมั่นยึดมั่นใน “อุปาทาน–อภินิเวส” ให้เป็นสรณะที่พึ่งทางจิตวิญญาณเท่านั้นเอง และ ไม่หวั่นไหว ฟั่นเฟือน ฟุ้งซ่าน จนเสียสติ เสียสมาธิแห่งจิตไป ไม่เสียสมาธิแห่งวิปัสสนา ที่เกิดปัญญาเห็นจริงตามเป็นจริง เมื่อ “ทิฏฐิ–นิวรณ์–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ” ที่สัมปยุตต์ด้วยฌาน (จิตเป็นสมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต) ย่อมเกิดขึ้น “โดยความสิ้นไป–โดยความเสื่อมไป–โดยความดับไป–โดยความสูญ” ด้วยการแทงตลอดลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรภาวนามีอุปนิสัยเฉไฉวอกแวกเพราะความฟุ้งซ่าน มีความสับสนสำคัญผิดในธรรมเพราะอำนาจแห่งทิฏฐิ ว่าตนเองได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว เพราะไม่เกิดปัญญาเห็นนามรูป (สังขารนิมิตทั้งภายในและภายนอก) โดยไตรลักษณ์ ที่ทำให้เกิด “ปัญญา ๗” ดังนี้ 

 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตา (วิปลาสนิมิต –สังขารนิมิต) ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ เพราะปัญญาแล่นไปในสังขารที่เห็น เทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งแล้ว โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และโดยความเป็นอนัตตาว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์แห่งทุกขตา (ตัณหาปณิธิ) ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ เพราะปัญญามีกำลังโดยอาศัยสมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลายปณิธิเพราะปัญญานั้นทำลายกิเลส

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนแห่งอนัตตตา (อัตตาภินิเวส–ความถือมั่นถือผิด) ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์ เพราะการถึงความเจริญด้วยเห็นความเป็นของสูญเป็นการถึงความยิ่งใหญ่ หรือปัญญาใหญ่เพราะถึงความความเจริญ

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์ เพราะเป็นปัญญาคมกล้าสามารถเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง หรือ “สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาเป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออกในสังขารทั้งปวง

(๕) “วิราคานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์ เพราะเป็นปัญญากกว้างขวางสามารถคลายกำหนัดจากสังขารทั้งปวง หรือ “วิราคสญฺญา” คือ กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีตโดยอริยมรรคที่ทำให้สิ้นราคะ

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” หมายถึง การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ เพราะเป็นปัญญาลึกซึ้งสามารถเห็นความดับทั้งปวง ด้วยลักษณะของความเสื่อม หรือ “นิโรธสญฺญา” คือ กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีตโดยอริยผลที่ให้ดับตัณหา

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” หมายถึง พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์ เพราะเป็นเป็นปัญญาไม่ใกล้สามารถสละคืนสังขารทั้งปวงด้วยลักษณะแห่งความเสื่อม และเพราะไกลจากปัญญาเบื้องต่ำ

 

ด้วยเหตุนี้ มีกฎข้อหนึ่งพึงสังวรสำรวมระวังในการเจริญภาวนาด้วยความไม่ประมาท คือ “อย่าละเลยการใช้ปัญญา” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ “อินทรียสังวร” เป็นต้น ที่หมายถึง “สังวร ๕” และย่อมมีศักยภาพในการพัฒนาปัญญาขั้นสูงได้อย่างถูกต้องในอันดับถัดไปอันถือเป็น “จินตามยปัญญา” ดังนี้

 

“สังวร ๕” หมายถึง ความสำรวม ความระวังปิดกั้นบาปอกุศล “สังวรศีล” นั่นคือ ศีลคือสังวร ความสำรวมเป็นศีล ได้แก่ สังวร ๕ อย่าง คือ

(๑) “ปาฏิโมกขสังวร” สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ รักษาสิกขาบทเคร่งครัดตามที่ทรงบัญญัติไว้ในพระปาฏิโมกข์  

(๒) “สติสังวร” สำรวมด้วยสติ คือ สำรวมอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ระวังรักษามิให้บาปอกุศลธรรมเข้าครอบงำ เมื่อเห็นรูป เป็นต้น = “อินทรียสังวร”

(๓) “ญาณสังวร” สำรวมด้วยญาณ คือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหาเป็นต้นเสียได้ ด้วยใช้ปัญญาพิจารณา มิให้เข้ามาครอบงำจิต ตลอดถึงรู้จักพิจารณาเสพปัจจัยสี่ = “ปัจจัยปัจจเวกขณ์”

(๔) “ขันติสังวร” สำรวมด้วยขันติ คือ อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย ถ้อยคำแรงร้าย และทุกขเวทนาต่างๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ

(๕) “วิริยสังวร” สำรวมด้วยความเพียร คือ พยายามขับไล่ บรรเทา กำจัดอกุศลวิตกที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปเป็นต้น ตลอดจนละมิจฉาชีพ เพียรแสวงหาปัจจัยสี่เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ ที่เรียกว่า “อาชีวปาริสุทธิ” = “อาชีวปาริสุทธิ”

 

ทักษะการคิดขั้นสูง [ปัญญาปุถุชน–ปัญญาอนริยะ: เปรียบเทียบกับ โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖]

• ทักษะการคิดซับซ้อน [นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมาสนญาณ: ญาตปริญญา–กำหนดรู้ด้วยให้เป็นสิ่งอันรู้แล้ว
           และ ตีรณปริญญา
–กำหนดรู้ด้วยการพิจารณาโดยสามัญลักษณะ]

(๑) ทำความกระจ่าง                                        (๒) สรุปลงความเห็น                          (๓) ให้คำจำกัดความ 

(๔) วิเคราะห์                                                   (๕) สังเคราะห์                                    (๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ                                                (๘) สร้างความรู้                                  (๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง                                       (๑๑) หาแบบแผน                                (๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน                                (๑๓) ตั้งสมมุติฐาน                              (๑๔) พิสูจน์ความจริง

(๑๕) ทดสอบสมมุติฐาน                                 (๑๖) ตั้งเกณฑ์                                     (๑๗) ประเมินผล

 • ทักษะลักษณะการคิด [วิปัสสนาญาณ ๙–โคตรภูญาณ: ปหานปริญญา–กำหนดรู้ด้วยการละ]

(๑) คิดคล่อง–ชวนปัญญา                               (๒) คิดหลากหลาย–มหาปัญญา          (๓) คิดละเอียด–หาสปัญญา

(๔) คิดชัดเจน–ติกขปัญญา                             (๕) คิดอย่างมีเหตุผล–ปุถุปัญญา        (๖) คิดถูกทาง–นิพเพธิกปัญญา

(๗) คิดกว้าง–วิบูลปัญญา                               (๘) คิดไกล–อัสสามันตปัญญา           (๙) คิดลึกซึ้ง–คัมภีรปัญญา 

• ทักษะกระบวนการคิด [มัคคญาณ–ผลญาณ] = ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ปัญญาแตกฉานแห่งอริยสัจจ์ ๔

(๑) คิดวิจารณญาณ–โยนิโสมนสิการ              (๒) คิดตัดสินใจ–เวสารัชชะ              (๓) คิดแก้ปัญหา–อริยมรรค

(๔) คิดวิจัย–ประยุกต์ดัดแปลง–ปฏิภาณ         (๕) คิดริเริ่ม–ปฏิภาณ                          (๖) คิดสร้างสรรค์–ปฏิภาณ

 

 

ในความเป็นจริงนั้น “จินตามยญาณ–จินตามยปัญญา” ยังไม่มี “อิทธิ–ฤทธิ์–ปาฏิหาริย์” แต่จะแสดงฤทธิ์ความสำเร็จในการประกอบอาชีพเฉพาะในสังคมด้อยพัฒนา คือ การได้เลือนขั้นการทำงาน (ซี) ที่เห็นได้ชัดมาก แต่ในสังคมที่บูชาศรัทธาความรู้ ไม่วัดคุณค่าทางปัญญาด้วยเงินและอำนาจ แต่วัดคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วย “วิชชาและจรณะ” คำว่า “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ วิชชา ๓ คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” วิชชา ๘ คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” ซึ่งจนรวมทั้ง “อภิญญา ๖” (สมณธรรม) คือ ความรู้ยิ่งยวด ได้แก่ อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้) –ทิพพจักขุ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) ในทางตรงกันข้าม ส่วนคำว่า “จรณะ” (จรณะ ๑๕) หมายถึง ข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งอันเป็นทางบรรลุวิชชา ได้แก่ สีลสัมปทา ๑ คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล อปัณณกปฏิปทา ๓ คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน เพราะฉะนั้น คำว่า “วิชชา” (ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ) จึงหมายถึง  “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” (ข้อ ๓ ในปาฏิหาริย์ ๓) คือ ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ ฉะนั้น โดยธรรมชาติความเป็นจริง ผู้ปฏิบัติถูกต้องด้วย “จรณะ ๑๕” ย่อมเข้าถึงแล้วตรัสรู้แล้วซึ่ง “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” ไม่ต้องไปกระสันหา “อิทธิ–ฤทธิ์–เดช–ปาฏิหาริย์” ใดๆ ให้ปวดหัว กลายเป็นเหยื่อของ “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง จิตอันฟุ้งซ่าน มีโลกธาตุหวั่นไหวไปกับโลกธรรม เพราะไม่ละพ้นจากราคะด้วยสมาธิอย่างแท้จริง เพราะไม่ละพ้นจากอวิชชาด้วยวิปัสสนาในขณะแห่งสมาธิในวิปัสสนา “โดยความสิ้นไป–โดยความเสื่อมไป–โดยความดับไป–โดยความสูญ” ไม่ใช่อารมณ์แห่งพระอรหันต์ เมื่อจิตถูกครอบงำแห่งกิเลสทิฏฐิถึงขั้นแล้ว ย่อมเห็น “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” กลายเป็น “ความฟุ้งซ่าน–ธัมมุทธัจจะ–ธรรมุธัจจ์” หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา สภาวะที่ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด หรือสภาพน่าชื่นชม ซึ่งเกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน (ตรุณวิปัสสนา = ขณะเจริญ นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ ก้าวขึ้นสู่ อุทยัพพยญาณ จนผ่านถึงภาวะกำหนดพิจารณาเห็นความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องรู้เห็นว่าทางหรือมิใช่ทางด้วย มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งจะเริ่มเป็น พลววิปัสสนา ต่อไป ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙ โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ) แต่กลายเป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ความฟุ้งซ่านด้วยสำคัญผิดในธรรม คือ ความฟุ้งซ่านเนื่องจากเกิดวิปัสสนูปกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแล้ว สำคัญผิดว่าตนบรรลุธรรมคือมรรคผลนิพพาน จิตก็เลยคลาดเขวออกไปเพราะความฟุ้งซ่านนั้น (เพราะ ไม่เกิดปัญญาที่จะเห็นไตรลักษณ์ได้จริง ได้แก่

(๑) โอภาส–แสงสว่าง

(๒) ปีติ–ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๓) ญาณ–ความรู้ที่คมชัด

(๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ

(๕) สุข–ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖) อธิโมกข์–ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี

(๘) อุปัฏฐาน–สติชัด

(๙) อุเบกขา–ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๐) นิกันติ–ความติดใจพอใจ

 

ด้วยเหตุนี้ ความมีสติสัมปชัญญะตลอดทุกขณะในการเจริญภาวนาจึงเป็นสำคัญยิ่งด้วย “สติสังวร” หรือ “อินทรียสังวร” กล่าวโดยสรุป คือ การสำรวมครองสติด้วย “สติปัฏฐาน ๔” (ข้อ ๑ ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗) คือ สำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ ประการ โดยลงข้อสรุปที่ว่า “เห็นสักว่าเห็น –ได้ยินสักว่าได้ยิน – ได้กลิ่นสักว่าได้กลิ่น –ได้รสสักว่าได้รส –ได้สัมผัสสักว่ากายสัมผัส –ได้นึกคิดสักว่านึกคิด อินทรีย์ทั้งหลาย อารมณ์ทั้งหลาย ล้วนไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” แต่อย่างไรก็ตาม ก็ให้กำหนดสติตามพิจารณาธรรมในขณะนั้น อันเป็นฐานที่ตั้งแห่งสติใน “กาย (อานาปานสติ–อิริยาบถ–สัมปชัญญะ–ปฏิกูลมนสิการ–ธาตุมนสิการ–นวสีวถิกา) –เวทนา (สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็น สามิส –“ต้องขึ้นต่อวัตถุหรืออารมณ์ภายนอก–เจือด้วยอามิสคือเครื่องล่อ” และเป็น นิรามิส –“ไม่มีอามิสคือเหยื่อที่เป็นเครื่องล่อใจหรือไม่ต้องอาศัยวัตถุ” ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ) –จิตต์ (มีราคะ–ไม่มีราคะ มีโทสะ–ไม่มีโทสะ มีโมหะ–ไม่มีโมหะ เศร้าหมอง–ผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่าน–เป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ) –ธรรม (นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔)” ที่เรียกเต็มว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” โดยกำหนดหมายรู้แจ้งว่า “กายนี้สักว่ากาย–เวทนานี้สักว่าเวทนา–จิตต์นี้สักว่าจิตต์–ธรรมนี้สักว่าธรรม ล้วนไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ฉะนั้น กล่าวโดยย่อ ผู้ที่มีจิตฟุ้งซ่าน สติแตก ย่อมแสดงปาฏิหาริย์แห่งอริยมรรคไม่ได้ นอกจากแสดงความวิปลาสวิปริตแห่งจิตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ นั่นคือ “ปาฏิหาริย์มีจริง” จบอาวสานสมบูรณ์ว่าด้วยฤทธิ์แห่งปาฏิหาริย์.

 

 

 

Visitor Number:
4874496