๔๙. ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพ

        Dhamma Regardful of Reverence

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1423

 ความสำคัญของบทความ

 

ในความเป็นพุทธะนั้น คือ “ความเป็นผู้รู้” ด้วยรู้ตามความเป็นจริงปราศจากอคติใดๆ แทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้นๆ โดยไม่วิปริต ที่เรียกว่า “ยถาภูตํ ปชานาติ” ด้วยจิตใจที่สมถะ สงบวิเวก อันบริสุทธิ์แล้ว นั่นคือ “จตุตถฌานกุศลจิต” (อุเบกขา–เอกัคคตา) เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย นิวรณ์ ๕ วิตก วิจาร ปีติ และ สุข ไม่ขุ่นมัว ปราศจากอุปกิเลสแล้ว และเจริญกรรมฐานด้วย “อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ” คือ ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณี ทั้งกลางวันหรือกลางคืน ก็เช่นเดียวกัน อันถือเป็น “อาโลโก–แสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้” ฉะนั้น คำว่า “วิชชาและจรณะ” จึงเป็นคุณสมบัติของบุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติถูกต้องโดยธรรม คือ “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ที่บุคคลอื่นจะแสดงความเคารพนับถือเยี่ยง “สัตบุรุษ–ปราชญ์มุนี–อุดมบุรุษ–อรหันต์” ถ้ายังไม่เข้าถึงหรือบรรลุถึงอภิญญายิ่งดังกล่าวนี้ ก็ยังเป็นบุคคลที่ประคองใจไว้ พยายาม ปรารภความเพียร ตั้งใจมั่นไว้ ใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาจิตใจ บุคคลดังกล่าวนี้ ย่อมได้รับความเคารพ ทักษิณา บูชาได้จริง ด้วยฐานะแห่งความเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ฉะนั้น “พระอริยสาวกแห่งตถาคต–พระอรหันตขีณาสพเจ้า” แห่งพระธรรมวินัยนี้ ย่อมประเสริฐหมดมลทินจากกิเลสอาสวะทั้งหลายด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–มรรค ๔” ผู้ประกอบพร้อมด้วย “สังฆคุณ ๙” ได้แก่ (๑) “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ” พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี (๒) “อุชุปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติตรง (๓) “ญายปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง (๔) “สามีจิปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติสมควร (๕) “อาหุเนยฺโย” เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือควรรับของที่เขานำมาถวาย (๖) “ปาหุเนยฺโย” เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ (๗) “ทกฺขิเณยฺโย” เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา (๘) “อญฺชลิกรณีโย” เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ และ (๙) “อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส” เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก คุณธรรมทั้งหมดดังกล่าวนี้ ย่อมสัมปยุตต์รวมกับ “ธรรม ๕ ประการ” ที่ตรัสสอนโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ (๑) “อธิศีล–ศีลอันยิ่ง” (สีลสัมปทา) (๒) “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ความรู้ความเห็นที่แท้จริง” (อธิจิตต์–สมถพละแห่งเจโตวิมุตติ) (๓) “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง” (วิปัสสนาพละแห่งปัญญาวิมุตติ) (๔) “อริยสัจจ์ ๔” (อริยสัจจธรรม) และ (๕) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–วิโมกข์ ๘–อภิภายตนะ ๘–กสิณายตนะ ๑๐–ฌาน ๔–วิชชา ๓–วิชชา ๘” ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพ” จากบุคคลอื่นไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้น “ธรรม ๕ ประการ” จึงเป็นคุณธรรมประจำใจของพระอรหันต์ ไม่ใช่ผู้สะสมพอกพูนด้วยกิเลสตัณหาแห่งโลกียทรัพย์ แต่เป็นเรื่องของ “อริยทรัพย์ ๗” อีกต่างหาก ได้แก่ (๑) “ศรัทธา” ความเชื่อที่มีเหตุผล (๒) “ศีล” การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย (๓) “หิริ” ความละอายใจต่อบาป (๔) “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาป (๕) “พาหุสัจจะ” ความเป็นผู้คงแก่เรียน (๖) “จาคะ” ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ (๗) “ปัญญา” ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล.  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๔๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพ

 

 ในธรรมชาติของมนุษย์ที่มาปฏิสนธิในภพภูมิปัจจุบันนี้ ย่อมมีเหตุมาจาก “วัฏฏะ ๓” อันเป็นมูลจากอดีต หมายถึง องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ได้แก่ (๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ประกอบด้วยอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน (๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ประกอบด้วยสังขารและกรรมภพ และ (๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า อุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น แต่ผู้มีภพภูมิที่สูงกว่านี้ คือ “อริยบุคคล” ได้แก่ โสดาบัน ๓–สกทาคามี ๕–อนาคามี ๕ ยกเว้นพระอรหันต์ ผู้ปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ เป็นธรรมดา” ผู้ปราศจากสงสารทุกข์แห่งวัฏฏะ นั่นคือ เป็นผู้มีกิเลสอาสวะสิ้นสุดแล้ว ดังนี้

 

“โสดาบัน ๓” หมายถึง ท่านผู้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ผู้แรกถึงกระแสอันนำไปสู่พระนิพพานแน่ต่อการตรัสรู้ข้างหน้า ได้แก่

(๑) “เอกพีชี” ผู้มีพืชคืออัตภาพอันเดียว คือ เกิดอีกครั้งเดียว ก็จักบรรลุอรหัต

(๒) “โกลังโกละ” ผู้ไปจากสกุลสู่สกุล คือ เกิดในตระกูลสูงอีก ๒–๓ ครั้ง หรือเกิดในสุคติอีก ๒–๓ ภพ ก็จักบรรลุอรหัต  

(๓) “สัตตักขัตตุงปรมะ” ผู้มีเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่ง คือ เวียนเกิดในสุคติภพอีกอย่างมากเพียง ๗ ครั้ง ก็จักบรรลุอรหัต  

 

“สกทาคามี ๕” หมายถึง ท่านผู้บรรลุสกทาคามิผลแล้ว ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว พระสกทาคามีนี้ ในบาลีมิได้แยกประเภทไว้ แต่ในคัมภีร์รุ่นหลังแยกประเภทไว้หลายอย่าง เช่น ในคัมภีร์ปรมัตถโชติกา แยกไว้เป็น ๓ประเภท คือ ผู้ได้บรรลุผลนั้น “ในกามภพ ๑–ในรูปภพ ๑–ในอรูปภพ ๑” ในคัมภีร์ปรมัตถมัญชุสา จำแนกไว้ ๕ ประเภท สกทาคามีที่กล่าวถึงในบาลีหมายเอาประเภทที่ ๕ อย่างเดียว ได้แก่

(๑) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในโลกนี้เอง

(๒) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ปรินิพพานในเทวโลก

(๓) ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว ปรินิพพานในเทวโลกนั้นเอง

(๔) ผู้บรรลุในเทวโลกแล้ว เกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน

(๕) ผู้บรรลุในโลกนี้แล้ว ไปเกิดในเทวโลกหมดอายุแล้ว กลับมาเกิดในโลกนี้จึงปรินิพพาน  

 

“อนาคามี ๕” หมายถึง ท่านผู้บรรลุอนาคามิผลแล้ว ผู้ไม่เวียนกลับมาอีก ได้แก่

(๑) “อันตราปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานในระหว่าง คือ เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งแล้ว อายุยังไม่ถึงกึ่ง ก็ปรินิพพานโดยกิเลสปรินิพพาน  

(๒) “อุปหัจจปรินิพพายี” ผู้จวนจะถึงจึงปรินิพพาน คือ อายุพ้นกึ่งแล้ว จวนจะถึงสิ้นอายุจึงปรินิพพาน  

(๓) “อสังขารปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้แรงชักจูง คือ ปรินิพพานโดยง่าย ไม่ต้องใช้ความเพียรนัก  

(๔) “สสังขารปรินิพพายี” ผู้ปรินิพพานโดยใช้แรงชักจูง คือ ปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก  

(๕) “อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี” ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ คือ เกิดในสุทธาวาสภพใดภพหนึ่งก็ตาม จะเกิดเลื่อนต่อขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพแล้วจึงปรินิพพาน

 

ฉะนั้น ในบรรดาอริยบุคคลดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นบุคคลที่ปฏิปทาอันยิ่งด้วยสามารถบรรลุถึงอรหันต์ได้ในชาตินี้ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะให้ปุถุชนและอริยบุคคลพึงปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นนั้น คือ การแสดงความเคารพ ความนับถือ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น อันเป็นความประพฤติที่งดงาม โดยอาศัยธรรมใน ๕ ประการ ดังเช่น พระพุทธองค์ทรงใช้ “ธรรม ๕ ประการ” ดังกล่าวนี้ เพื่อให้เกิดความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ในพระองค์เองหรือพระรัตนตรัย (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ – หน้าที่ 559–577 FILE 20) ต่อไปนี้

 

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพข้อที่ ๑ (อธิศีล)

[๓๒๙] ดูก่อนอุทายี มี “ธรรม ๕ ประการ” อย่างอื่นอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา แล้วพึ่งเราอยู่ “ธรรม ๕ ประการ” เป็นไฉน

 

ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมสรรเสริญในเพราะ “อธิศีล” ว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง อุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราสรรเสริญในเพราะอธิศีลว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง นี้แลธรรมข้อที่หนึ่ง อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา แล้วพึ่งเราอยู่

 

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพข้อที่ ๒ (ยถาภูตญาณทัสสนะ)

[๓๓๐] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเราย่อมสรรเสริญในเพราะ “ความรู้ความเห็นที่แท้จริง” ว่า พระสมณโคดม เมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุ มิใช่ทรงแสดงไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์ อุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราสรรเสริญในเพราะความรู้ความเห็นที่แท้จริงว่า พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุมิใช่ทรงแสดงธรรมไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์ นี้แล ธรรมข้อที่สองอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา แล้วพึ่งเราอยู่

 

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพข้อที่ ๓ (อธิปัญญา)

[๓๓๑] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเราย่อมสรรเสริญในเพราะ “ปัญญาอันยิ่ง” (อธิปัญญา) ว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันยิ่ง ข้อที่ว่า พระสมณโคดมจักไม่ทรงเล็งเห็นทางแห่งถ้อยคำอันยังไม่มาถึง หรือจักทรงข่มคำโต้เถียงของฝ่ายอื่นที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เป็นการข่มได้ด้วยดีพร้อมทั้งเหตุไม่ได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ อุทายี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สาวกทั้งหลายของเรา เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จะพึงคัดค้านถ้อยคำให้ตกไปในระหว่างๆ บ้างหรือหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อนี้ไม่มีเลย

 

ดูก่อนอุทายี ก็เราจะหวังการพร่ำสอนในสาวกทั้งหลายก็หาไม่   สาวกทั้งหลายย่อมหวังคำพร่ำสอน ของเราโดยแท้ อุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราสรรเสริญในเพราะ “ปัญญาอันยิ่ง” (อธิปัญญา) ว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง ข้อที่ว่า พระสมณโคดมจักไม่ทรงเล็งเห็นทรงแห่งถ้อยคำอันยิ่งไม่มาถึง หรือจักทรงข่มคำโต้เถียงของฝ่ายอื่นที่เกิดขึ้นแล้วให้เป็นการข่มได้ด้วยดีพร้อมทั้งเหตุไม่ได้ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ นี้แล ธรรมข้อที่สามอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วพึ่งเราอยู่

 

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพข้อที่ ๔ (ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔)

[๓๓๒] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเราผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว อันทุกข์ครอบงำแล้ว เพราะทุกข์ใด

(๑) เธอเหล่านั้นเข้ามาหา เราแล้วถามถึง “ทุกขอริยสัจจ์” เราอันเธอเหล่านั้น ถามถึง “ทุกขอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอเหล่านั้นให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหา

(๒) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” เราอันเธอเหล่านั้น ถามถึง “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอเหล่านั้นให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหา

(๓) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เราอันเธอเหล่านั้น ถามถึง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอเหล่านั้นให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหา

(๔) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เราอันเธอเหล่านั้นถามถึง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้ ยังจิตของเธอเหล่านั้นให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา

 

อุทายี ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราผู้อันทุกข์ท่วมทับแล้ว อันทุกข์ครอบงำแล้วเพราะทุกข์ใด

(๑) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขอริยสัจจ์” ราอันเธอเหล่านั้นถามถึง “ทุกขอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้

(๒) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ราอันเธอเหล่านั้นถามถึง “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้

(๓) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” ราอันเธอเหล่านั้นถามถึง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้

(๔) เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เราอันเธอเหล่านั้นถามถึง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” แล้ว ก็พยากรณ์ให้

ยังจิตของเธอเหล่านั้นให้ยินดี ด้วยการพยากรณ์ปัญหา นี้แล ธรรมข้อที่ ๔ อันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่

 

ธรรมเป็นเหตุให้ทำความเคารพข้อที่ ๕ (ว่าด้วย โพธิปักขิยธรรม วิชชา และ จรณะ)

[๓๓๓] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “สติปัฎฐาน ๔”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุไม่ธรรมวินัยนี้ (๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญ “สติปัฏฐาน ๔” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา [พระอรหัต] อยู่

 

[๓๓๔] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “สัมมัปปธาน ๔”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ยังความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียร (๑) เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น (๒) เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความสมบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “สัมมัปปธาน ๔” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๓๕] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “อิทธิบาท ๔”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร (๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิ และปธานสังขาร (๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิ และปธานสังขาร (๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิ และปธานสังขาร ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “อิทธิบาท ๔” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๓๖] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “อินทรีย์ ๕”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) เจริญสัทธินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับให้ถึงความตรัสรู้ (๒)  เจริญวิริยินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๓) เจริญสตินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๔) เจริญสมาธินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๕) เจริญปัญญินทรีย์ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “อินทรีย์ ๕” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๓๗] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “พละ ๕”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) เจริญสัทธาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๒) เจริญวิริยพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๓) เจริญสติพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๔) เจริญสมาธิพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ (๕) เจริญปัญญาพละ ที่จะให้ถึงความสงบระงับ ให้ถึงความตรัสรู้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “พละ ๕” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๓๘] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “โพชฌงค์ ๗”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๒) เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๓) เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๔) เจริญปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๕) เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๖) เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน (๗) เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละคืน ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญ “โพชฌงค์ ๗” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๓๙] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้เจริญสัมมาทิฏฐิ เจริญสัมมาสังกัปปะ เจริญสัมมาวาจา เจริญสัมมากัมมันตะ เจริญสัมมาอาชีวะ เจริญสัมมาวายามะ เจริญสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๐] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญ “วิโมกข์ ๘” คือ

(๑) ผู้ได้รูปฌานย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง

(๒) ผู้ไม่มีรูปสัญญาในภายใน เห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง

(๓) ผู้น้อมใจเชื่อว่า กสิณเป็นของงามอย่างเดียว นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สาม

(๔) ผู้ที่บรรลุ อากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่าอากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจซึ่งนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สี่

(๕) ผู้ที่บรรลุ วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ห้า

(๖) ผู้ที่บรรลุ อากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า อะไรๆ ก็ไม่มี เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หก

(๗) ผู้ที่บรรลุ เนวลัญญานาสัญญายตนะ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่เจ็ด

(๘) ผู้ที่บรรลุ สัญญาเวทยิตนโรธ เ(นิโรธสมาบัติ) เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่แปด

ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว เจริญ “วิโมกข์ ๘” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๑] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญ “อภิภายตนะ” [คือ เหตุเครื่องครอบงำธรรมอันเป็นข้าศึกและอารมณ์] ๘ ประการ คือ

(๑) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก ซึ่งมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หนึ่ง

(๒) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ ซึ่งมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สอง

(๓) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็ก ซึ่งมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สาม

(๔) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่ใหญ่ ซึ่งมีผิวพรรณดีและมีผิวพรรณทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่าเรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่สี่

(๕) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณอันเขียว เขียวล้วนมีรัศมีเขียว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสีมีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้าง อันเขียว มีวรรณเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณเขียว เขียวล้วน มีรัศมีเขียว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว ย่อมมีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่ห้า

(๖) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง ดอกกรรณิการ์อันเหลือง มีวรรณเหลืองเหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้าง อันเหลือง มีวรรณเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณเหลือง เหลืองล้วน มีรัศมีเหลือง แม้ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่หก

(๗) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ดอกบานไม่รู้โรยอันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้าง อันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณแดง แดงล้วน มีรัศมีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น อันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่เจ็ด

(๘) ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว หรือว่าผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีเนื้อเกลี้ยงทั้งสองข้าง อันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่งมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณขาว ขาวล้วน มีรัศมีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็นอันนี้เป็นอภิภายตนะข้อที่แปด

 

ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “อภิภายตนะ ๘” นั่นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๒] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญ “กสิณายตนะ ๑๐” คือ

(๑) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปฐวีกสิณ–ดิน ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๒) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอาโปกสิณ–น้ำ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๓) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งเตโชกสิณ–ไฟ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๔) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งวาโยกสิณ–ลม ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๕) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งนีลกสิณ–เขียวคราม ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๖) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งปีตกสิณ–เหลือง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๗) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งโลหิตกสิณ–แดง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๘) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งโอทาตกสิณ–ขาว ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๙) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอากาสกสิณ–ช่องว่าง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

(๑๐) ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งวิญญาณกสิน–วิญญาณ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

 

ก็เพราะสาวกทั้งหลายปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอก แล้วเจริญ “กสิณายตนะ ๑๐” นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๓] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้วย่อมเจริญ “ฌาน ๔”

 

ดูก่อนอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอทำกายนี้ แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนาน ผู้ฉลาด จะพึงใส่จุรณสีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำหมักไว้ ก้อนจุรณสีตัวนั้นซึ่งยางซึมไปจับติดกันทั่วทั้งหมด ย่อมไม่กระจายออก ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติ และสุข อันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง

 

[๓๔๔] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุ ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่ม ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึก มีน้ำปั่นป่วนไม่มีทางที่น้ำจะไหลไปมาได้  ทั้งในด้านตะวันออก ด้านตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้น จากห้วงน้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแหละให้ชุ่มชื่น เอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมด ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละ ให้ชุ่มชื่น เอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง

 

[๓๔๕] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุ ตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เธอทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวบางเหล่าซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำจมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัวเหล่านั้นชุ่มชื่นเอิบอาบซาบซึมด้วยน้ำเย็นตลอดยอดตลอดเหง้า ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาวทั่วทุกส่วน ที่น้ำเย็นจะไม่พึงถูกต้อง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมทำกายนี้แหละให้ชุ่มชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยสุขปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้อง

 

[๓๔๖] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง ภิกษุบรรลุ จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละ ด้วยใจอันบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่ใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงนั่งคลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่ถูกต้องฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แหละด้วยใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วเจริญฌาน ๔ นั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

ในอันดับต่อไปนี้ ว่าด้วย “วิชชา ๓–วิชชา ๘”

 

[๓๔๗] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม รู้ชัดอย่างนี้ (วิปัสสนาญาณ) ว่า กายของเรานี้แลมีรูปประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่บิดามารดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุก และขนมสดไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดาและวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ ๘ เหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกไส แวววาว สมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้น บุรุษมีจักษุจะพึงหยิบแก้วไพฑูรย์นั้นวางไว้ในมือแล้วพิจารณาเห็นว่า แก้วไพฑูรย์นี้งาม เกิดเองอย่างบริสุทธิ์ ๘ เหลี่ยม นายช่างเจียระไนดีแล้ว สุกใส แวววาวสมส่วนทุกอย่าง มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวลร้อยอยู่ในนั้นฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้น ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูป ประกอบด้วยมหาภูต ๔ เกิดแต่มารดาบิดา เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด ไม่เที่ยง ต้องอบ ต้องนวดฟั้น มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้แล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมี อันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๘] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม นิรมิตกายอื่นจากกายนี้ (มโนมยิทธิ) มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ไส้ นี้หญ้าปล้อง หญ้าปล้องก็อย่างหนึ่ง ไส้ก็อย่างหนึ่ง ก็แต่ไส้ชักออกจากหญ้าปล้องนั่นเอง

 

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักดาบออกจากฝักเขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้ดาบ นี้ฝัก ดาบก็อย่างหนึ่ง ฝักก็อย่างหนึ่ง ก็แต่ชักดาบออกจากฝักนั่นเอง อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักงูออกจากคราบ เขาพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า นี้งู นี้คราบ งูก็อย่างหนึ่ง คราบก็อย่างหนึ่ง ก็แต่งูชักออกจากคราบนั่นเอง ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเรา ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงบรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๔๙] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ (อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ) คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในนี้ก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนช่างหม้อหรือลูกมือของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อนวดดินดีแล้ว ต้องการภาชนะชนิดใดๆ พึงทำภาชนะชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างงา หรือลูกมือของช่างงาผู้ฉลาด เมื่อแต่งงาดีแล้ว ต้องการเครื่องงาชนิดใดๆ พึงทำเครื่องงาชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้

 

อีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทองผู้ฉลาด เมื่อหลอมทองดีแล้ว ต้องการทองรูปพรรณชนิดใด พึงทำทองรูปพรรณชนิดนั้นๆ ให้สำเร็จได้ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด เหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้ บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๐] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม ได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วย ทิพโสตธาตุ อันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนบุรุษเป่าสังข์ผู้มีกำลัง จะพึงยังคนให้รู้ตลอดทิศทั้งสี่โดยไม่ยากฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๑] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม กำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ (เจโตปริยญาณ) คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคตะ ก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคตะ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนหญิงสาวชายหนุ่มที่ชอบการแต่งตัว เมื่อส่องดูเงาหน้าของตนในกระจกอันบริสุทธิ์สะอาด หรือภาชนะน้ำอันใส หน้ามีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้ามีไฝ หรือหน้าไม่มีไฝ ก็จะพึงรู้ว่าหน้าไม่มีไฝ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคตะ ก็รู้ว่าจิตเป็นมหัคตะ หรือจิตไม่เป็นมหัคตะ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นมหัคตะ จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ จิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๒] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อม ระลึกชาติก่อน (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ได้เป็นอันมากคือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้นเราได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๓] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วย ทิพยจักษุ (จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ) อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน (อรติ) พระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนเรือนสองหลังที่มีประตูร่วมกัน บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ตรงกลางเรือนนั้น จะพึงเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปบ้าง กำลังเดินวนเวียนอยู่ที่เรือนบ้าง ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๔] ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้ว สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป (อาสวักขยญาณ) ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

 

ดูก่อนอุทายี เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขา ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้ กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระนั้นดังนี้ ฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นแล ปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้ว ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ก็เพราะสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามปฏิปทาที่เราบอกแล้วนั้นแล สาวกของเราเป็นอันมากจึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่

 

[๓๕๕] ดูก่อนอุทายี นี้แลธรรมข้อที่ห้าอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วพึ่งเราอยู่ ดูก่อนอุทายี “ธรรม ๕ ประการ” นี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเรา สักการะ เคารพ นับถือ บูชา แล้วพึ่งเราอยู่ ฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว สกุลุทายีปริพาชกยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดังนี้แล

 

จบมหาสกุลุทายิสูตรที่ ๗ -----------------------

 

พระศรีศากยมุนีโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนาองค์ที่ ๔ แห่งมหาภัทรกัปในโลกปัจจุบัน ที่ประกอบด้วยคุณบทแห่งอริยบุคคล คือ “พุทธคุณ ๙” ดังนี้

(๑) อรหํ —เป็นพระอรหันต์ 

(๒) สมฺมาสมฺพุทฺโธ —เป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง

(๓) วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน —เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

(๔) สุคโต —เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

(๕) โลกวิทู —เป็นผู้รู้แจ้งโลก 

(๖) อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ —เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า 

(๗) สตฺถา เทวมนุสฺสานํ —เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 

(๘) พุทฺโธ —เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว 

(๙) ภควา —ทรงเป็นผู้มีโชค 

 

ใน “พุทธคุณ ๙” ทั้งหมดดังกล่าวนี้ คือ ธรรมอันเป็นเหตุให้ทั้งมนุษย์และเทวดาเคารพในพระพุทธเจ้า แต่ธรรมที่เหนืออื่นใดนั้น คือ “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” —เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ คำว่า “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง ปัญญาที่รู้คมชัดตามเป็นจริงซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” ซึ่งแสดงถึง (๑) “วิชชา ๓” และ (๒) “วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ “วิชชา ๓” คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” ในทำนองเดียวกัน คำว่า “จรณะ” นั้น หมายถึง ข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งอันเป็นทางบรรลุวิชชา ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน

 

ฉะนั้น “ธรรม ๕ ประการอันเป็นเหตุให้ทำความเคารพ” ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น ได้แก่

(๑) “อธิศีล–ศีลอันยิ่ง” (สีลสัมปทา)

(๒) “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ความรู้ความเห็นที่แท้จริง” (อธิจิตต์–สมถพละแห่งเจโตวิมุตติ)

(๓) “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง” (วิปัสสนาพละแห่งปัญญาวิมุตติ)

(๔) “อริยสัจจ์ ๔” (อริยสัจจธรรม)

(๕) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗–วิโมกข์ ๘–อภิภายตนะ ๘–กสิณายตนะ ๑๐–ฌาน ๔–วิชชา ๓–วิชชา ๘”

 

กล่าวโดยสรุป คือ “บุญ–ฌาน–ญาณ” (วิชชาและจรณะ) ที่ประกอบด้วยองค์ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สัมมัปปธาน ๔ (๓) อิทธิบาท ๔ (๔) อินทรีย์ ๕ (๕) พละ ๕ (๖) โพชฌงค์ ๗ และ (๘) มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นธรรมทำให้เข้าถึง “วิโมกข์ ๘–อภิภายตนะ ๘–กสิณายตนะ ๑๐–ฌาน ๔–วิชชา ๓–วิชชา ๘” ธรรมทั้งหลายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ย่อมเป็นธรรมสำคัญยิ่งของอริยบุคคลทั้งหลาย ได้แก่ (๑) โสดาบัน (๒) สกทาคามี (๓) อนาคามี และ (๔) อรหันต์ ตามลำดับ แต่จะมีมากหรือน้อยนั้น ก็ขึ้นกับการสั่งสมบารมีของแต่ละบุคคล อันทำให้บุคคลอื่นพึงแสดงความเคารพ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ซึ่งบุคคลนั้นก็ต้องถึงพร้อมด้วย “สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่ออย่างมีเหตุผล ได้แก่

(๑) “อาคมนสัทธา–อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา” คือ ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี  

(๒) “อธิคมสัทธา–อธิคมนสัทธา” คือ ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์ (อนุสาสนีปาฏิหาริย์ –คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์)

(๓) “โอกัปปนสัทธา–โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกขสัทธา” คือ ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง (อนุสาสนีปาฏิหาริย์ –คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์)

(๔) “ปสาทสัทธา” คือ ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

ฉะนั้น ผู้ที่จะเชื่อศรัทธาและเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าได้นั้น ต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมได้แท้จริง ที่เรียกว่า “สัทธา ๔” อีกหมวดหนึ่ง ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อผลของกรรม

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต ที่ประกอบด้วย “พระปัญญาคุณ–พระวิสุทธิคุณ–และ–พระกรุณาคุณ” ในอีกส่วนหนึ่งที่นอกเหนือจาก “พุทธคุณ ๙”

 

ด้วยเหตุนี้ การแสดงความเคารพต่อผู้มีอาวุโสด้วยความเป็น “ผู้รู้–มุนี–อรหันต์” นั้น ย่อมเป็นคุณสมบัติของผู้ดี ผู้มีปัญญา ผู้เจริญแล้ว เพราะเป็น “ความเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส” ในผู้ถึงพร้อมด้วยองค์ความรู้อันเป็นปัญญาญาณแห่งพุทธะ (วิชชา) ที่ประกอบด้วยความประพฤติงดงาม (จรณะ) ซึ่งจะกลายเป็นสหายธรรม ที่เรียกว่า “กัลยาณมิตร” นั่นคือ “มีอริยบุคคลเป็นกัลยาณมิตร” ไม่ใช่ “มีโจรเป็นมิตร” ฉะนั้น การคบสมาคมกับ “บัณฑิต–สัตบุรุษ–อุดมบุรุษ” ย่อมได้รับคำแนะนำไปสู่ความสมบูรณ์ ความไพบูลย์ ความเจริญยิ่งรุ่งเรืองด้วยอริยธรรม หรือการก้าวสู่เส้นทางสงบวิเวกแห่งอริยมรรค ที่ประกอบด้วยปัญญาอันยิ่งแห่งมัชฌิมาปฏิปทา นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งขึ้น บุคคลที่มีจิตใจสหรคตด้วย “อุปกิเลสทั้งหลาย–นิวรณูปกิเลส” (ธรรมเครื่องเศร้าหมอง) ย่อมพิจารณาไม่เห็นทางแห่งปัญญาอันยิ่งในพระพุทธศาสนาได้ ย่อมกลายเป็นผู้ประมาทในพระรัตนตรัยเป็นสำคัญ เพราะไม่เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นผู้ประกอบด้วยทรามปัญญา ปัญญาวิปริต อันเป็นความเห็นถือผิด ไม่ตรงตามเป็นจริง ไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น ความกระด้าง ความสบประมาท ความหยิ่งจองหอง ความมองข้ามความดีของผู้อื่น ความไม่กลัวบาป ความไม่ละอายต่อบาป ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตน เพราะความไม่รู้จริง ประการสำคัญ คือ ย่อมไม่ได้รับความเมตตา ความกรุณา จากผู้อื่น ผู้ทรงศีล ผู้ทรงธรรม ที่มีโอกาสกลายเป็นกัลยาณมิตรแก่ตนได้ เป็นการปิดโอกาสชีวิตที่ดีของตนให้เสื่อมเลือนไป ย่อมไม่พบความเจริญ เพราะฉะนั้น คุณค่าอันเป็นคุณสมบัติยิ่งของการเป็นพุทธะนั้น คือ “ธรรม ๕ ประการ” ดังกล่าวข้างต้น ที่หมายถึง “วิชชาและจรณะ” อันเป็นคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เกิดจากปัญญาเห็นธรรมตามที่เป็นจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” นั่นคือ (๑) จักขุ ๕ (๒) ญาณ ๑๖–วิปัสสนาญาณ (๓) วิชชา ๓–วิชชา ๘ (๔) ปัญญา ๓ และ (๕) อาโลกสัญญา คำว่า “อาโลโก” ตามอรรถว่า “อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ”  ความว่า ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณี เป็นต้น ทั้งกลางวันหรือกลางคืน ดังนี้ หรือแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ คือ “ความเป็นผู้รู้ผู้มีปัญญามาก” (สัพพัญญู) ผู้เข้าถึงแล้วด้วย “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ อันเป็นธรรมที่เป็นสาเหตุให้ผู้อื่นเคารพนับถือ ศรัทธา เลื่อมใส มีปรารถนาให้เป็นกัลยาณมิตรหรือมิตรแท้ ที่ประกอบด้วย “สัทธรรม ๗” ได้แก่ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “อริยทรัพย์ ๗” ได้แก่ (๑) “ศรัทธา”ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ (๒) “ศีล” การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม (๓) “หิริ” ความละอายใจต่อการทำความชั่ว (๔) “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อความชั่ว (๕) “พาหุสัจจะ” ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก (๖) “จาคะ” ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ (๗) “ปัญญา” ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4878718