๕๐. สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน

        Tranquility and Insight as Complementary Pair

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2367

 ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาถึงการปฏิบัติธรรมหรือการบำเพ็ญเพียรภาวนาทางพระพุทธศาสนานั้น ส่วนใหญ่ก็เริ่มกล่าวถึงองค์ประกอบ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) สมถะ–สมาธิ–ฌาน คือ สมถพละแห่งเจโตวิมุตติ และ (๒) วิปัสสนา–ญาณ คือ วิปัสสนาพละแห่งปัญญาวิมุตติ แต่ตามนัยของชาวบ้านทั่วไปนั้น มักหมายถึง “การนั่งสมาธิ” หรือ “เข้าสมาธิแล้วเห็นสมถนิมิตและพิจารณาสิ่งที่เห็นนั้น” คือ “การปฏิบัติธรรม” อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น กิจใดๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นในทั้งสมถะและวิปัสสนานั้น ย่อมเป็นสภาวธรรมที่เป็นธรรมคู่กัน ที่เรียกว่า “ญาณสัมปยุตต์” คือ ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญา นั่นคือ “ธรรมทั้งหลายเป็นอย่างเดียวกัน ไม่ล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน”  สมถะเป็นอย่างหนึ่ง คือ “ฌานวิโมกข์” (ฌานที่ทำให้หลุดพ้นตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ ได้แก่ สุญญตสมาธิ–อนิมิตตสมาธิ–อัปปณิหิตสมาธิ ซึ่งเกิดขึ้นในฌานวิโมกข์อันมีวัตถุ ๑๙ ประการ) และวิปัสสนาเป็นอย่างหนึ่ง คือ “ญาณวิโมกข์” (ญาณที่ทำให้หลุดพ้นตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์–อนิมิตตวิโมกข์–อัปปณิหิตวิโมกข์ ซึ่งเกิดขึ้นในมหาวิปัสสนา ๑๘) แต่ละอย่างเป็นโครงสร้างเอกเทศที่ต้องมาสัมปยุตต์รวมกันเป็น ๑ ระบบใหญ่เดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง “อรหันต์ ๒” หมายถึง ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง  ได้แก่ (๑) “สุกขวิปัสสก” ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง คือ ท่านผู้มิได้ฌาน สำเร็จอรหัตด้วยเจริญแต่วิปัสสนาล้วนๆ ท่านที่อาศัยเพียงอุปจารสมาธิ เจริญวิปัสสนาไปจนถึงที่สุด แต่เมื่อจะสำเร็จอรหัตนั้น ก็เป็นผู้ได้ ปฐมฌาน (ละนิวรณ์ด้วยวิเวก ดังนี้ “กายวิเวก” ความสงัดกาย ได้แก่ อยู่ในที่สงัดก็ดี ดำรงอิริยาบถและเที่ยวไปผู้เดียวก็ดี ๑ “จิตตวิเวก” ความสงัดใจ ได้แก่ ทำจิตให้สงบผ่องใส สงัดจากนิวรณ์ สังโยชน์ และอนุสัย เป็นต้น หมายเอาจิตแห่งท่านผู้บรรลุฌาน และอริยมรรค อริยผล ๑ “อุปธิวิเวก” ความสงัดอุปธิ ได้แก่ ธรรมเป็นที่สงบระงับสังขารทั้งปวง ปราศจากกิเลสก็ดี ขันธ์ก็ดี อภิสังขารก็ดี ที่เรียกว่า “อุปธิ” หมายเอาพระนิพพาน ๑) ประเภทนี้ เรียกอีกอย่างว่า “วิปัสสนายานิก–สุทธวิปัสสนายานิก” คือ ผู้มีวิปัสสนาเป็นยานคือผู้เจริญวิปัสสนาโดยยังไม่ได้ฌานสมาบัติมาก่อน และ (๒) “สมถยานิก” ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต เรียกว่า “อุภโตภาควิมุต” ซึ่งในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามลำดับนั้น จะเน้นที่ “สมถยานิก–อุภโตภาควิมุต” เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจในทั้ง “ภูมิ ๔” ให้สมบูรณ์ตามขั้นความหมดจดบริสุทธิ์ “วิสุทธิ ๗” ตามหลักทางสายกลางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ โดยมีจุดหมายสูงสุดแห่งความสำเร็จใน “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–ปรินิพพาน ๑ ท่านทั้งปรารถนาในโมกขธรรมนี้ ย่อมต้องทำให้มาก เจริญให้มากด้วยตนเองเท่านั้น ก็ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๐ ประจำปี ๒๕๕๘ – สมถะและวิปัสสนาเป็นธรรมคู่กัน

 

ในการมนสิการกรรมฐานหรือการพิจารณาธรรมทั้งหลายนั้น เพื่อเป็นการก้าวเข้าถึงภูมิแห่งอริยะหรือโลกุตตระนั้น โดยเฉพาะขั้นแรก คือ “โสดาบัน” ที่บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยคุณธรรมบางประการ ที่เรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ ๔” หมายถึง องค์คุณเครื่องบรรลุโสดา องค์ประกอบของการบรรลุโสดา คุณสมบัติที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน อนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรม ๔ ประการดังกล่าวนี้ เมื่อเจริญให้มาก ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก ย่อมเป็นไปเพื่อการบรรลุอริยผลได้ทุกขั้นจนถึงอรหัตตผล ซึ่งตรงกับ “ปัญญาวุฒิธรรม ๔” หรือ “วุฒิธรรม ๔” ได้แก่   

(๑) “สัปปุริสสังเสวะ” เสวนาสัตบุรุษ คบหาท่านผู้ทรงธรรมทรงปัญญาเป็นกัลยาณมิตร

(๒) “สัทธัมมัสสวนะ” สดับสัทธรรม ใส่ใจเล่าเรียนฟังอ่านหาความรู้ให้ได้ธรรมที่แท้  

(๓) “โยนิโสมนสิการ” ทำในใจโดยแยบคาย รู้จักคิดพิจารณาหาเหตุผลโดยถูกวิธี

(๔) “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน ๑ ปฏิบัติธรรมนั้นๆ ให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับธรรมข้ออื่นๆ กลมกลืนกันในหลักใหญ่ที่เป็นระบบทั้งหมด ๑ ดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม ๑

 

หรืออีกนัยหนึ่ง ยังหมายถึง “โสตาปัตติยังคะ ๔” ต่อไปนี้ คือ องค์คุณเครื่องบรรลุโสดา คุณสมบัติที่ทำให้เป็นพระโสดาบัน คุณสมบัติของพระโสดาบัน อันเป็นเรื่องความศรัทธาปสาทะ ดังนี้   

(๑) ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระพุทธเจ้า  

(๒) ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในธรรม  

(๓) ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในสงฆ์

(๔) ประกอบด้วยอริยกันตศีล คือ ศีลอันเป็นที่ชื่นชมพอใจของพระอริยะ บริสุทธิ์ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิแปดเปื้อนหรือครอบงำ และเป็นไปเพื่อสมาธิ หรือ การครองเรือนด้วยใจปราศจากมัจฉริยะ (จาคะ) ยินดีในการแจกจ่ายแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในการประพฤติปฏิบัติอันเป็นปฏิปทายิ่งนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม หรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาควรทำความเข้าใจที่ถูกต้องถึง “การเจริญภาวนากรรมฐาน” ที่เรียกว่า “ภาวนา ๒” หมายถึง การเจริญ การทำให้เกิดให้มีขึ้น การฝึกอบรมจิตใจ ได้แก่

(๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ  

(๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา

 

คำว่า “ภาวนา ๒” นี้ มีนัยตรงในบาลีที่มา ซึ่งเรียกว่า “ภาเวตัพพธรรม” และ “วิชชาภาคิยธรรม”  ในคัมภีร์สมัยหลัง บางทีเรียกว่า “กรรมฐาน” หมายถึง อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งงานเจริญภาวนา ๑ ที่ตั้งแห่งงานทำความเพียร ๑ การฝึกอบรมจิต ๑ วิธีฝึกอบรมจิต ๑ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ต้องมีองค์ประกอบด้วยธรรมที่เป็นคู่กัน “ปัสสัทธิยุคฬาทิ” คือ องค์ธรรมอันเป็นคู่ๆ ที่มีลักษณะเป็นคู่แห่งความสงบคู่กัน ดังเช่น “สมถะ–สมถพละ” (เนกขัมมะ–กามฉันท ๑ อัพยาบาท–พยาบาท ๑ อาโลกสัญญา–ถีนมิทธะ ๑ อวิกเขปะ–อุทธัจจะ ๑ ธรรมววัตถาน–วิจิกิจฉา ๑ ญาณ– อวิชชา ๑ ความปราโมทย์–อรติ ๑ กุศลธรรมทั้งหลาย–อกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) คู่สงบกับ “วิปัสสนา–วิปัสสนาพละ” (อนุปัสสนา ๗) ย่อมทำให้เกิดภาวนากรรมฐานที่ถูกต้อง

 

ว่าด้วย “สมถพละ” หมายถึง ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน

 

ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘

(๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน กามฉันทะ ด้วยสามารถแห่ง เนกขัมมะ

(๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน พยาบาท  ด้วยสามารถแห่ง อัพยาบาท  

(๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน ถีนมิทธะ ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา

(๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน อุทธัจจะ ด้วยสามารถแห่งอวิกเขปะ  

(๕) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน วิจิกิจฉา  ด้วยสามารถแห่ง ธรรมววัตถาน  

(๖) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน อวิชชา  ด้วยสามารถแห่ง ญาณ   

(๗) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านใน อรติ  ด้วยสามารถแห่ง ความปราโมทย์   

 

อานาปานสติสมาธิ ๑๖

ในการเจริญ “อานาปานัสสติสมาธิ” หมายถึง สติกำหนดลมหายใจเข้าและหายใจออก เมื่ออบรมทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นคุณสงบประณีต เยือกเย็น อยู่เป็นสุข และยังบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วๆ ให้อันตรธานสงบไปโดยฉับเพลัน อนึ่ง “ลมหายใจเข้า” เรียกว่า “อานะ” ไม่ใช่ปัสสาสะ และ “ลมหายใจออก” เรียกว่า “ปานะ” ไม่ใช่อัสสาสะ เมื่อกำหนดสติเข้าไปตั้งอยู่ ด้วยอำนาจลมหายใจเข้า สติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยอำนาจลมหายใจออก ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจเข้า ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจออก ความที่จิตมีอารมณ์เดียว (สมาธิ) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสติที่กำหนดลมหายใจเข้าและหายใจออกนั้น เรียกว่า “สมาธิ–เอกัคคตาจิต” นั่นคือ สมาธิที่ประกอบด้วยอานาปานัสสติ หรือสมาธิในอานาปานัสสติ จึงเรียกว่า “อานาปานัสสติสมาธิ” ให้พิจารณาลำดับขั้นในการเจริญอานาปานสติ ดังนี้

 

(๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว

(๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น

(๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก

(๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก

(๕) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก

(๖) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก

(๗) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก

(๘) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตสังขารหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก

(๙) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก

(๑๐) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก

(๑๑) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก

(๑๒) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก

(๑๓) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก

(๑๔) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก

(๑๕) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

(๑๖) ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า  

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก  

 

รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ (ฌานสมาบัติ)

(๑) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน นิวรณ์ทั้งหลาย  ด้วยสามารถ ปฐมฌาน   

(๒) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน วิตกและวิจาร  ด้วยสามารถ ทุติยฌาน   

(๓) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน ปีติ  ด้วยสามารถ ตติยฌาน   

(๔) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน สุขและทุกข์ ด้วยสามารถ จตุตถฌาน  

(๕) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยสามารถ อากาสานัญจายตนสมาบัติ   

(๖) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่าจิตไม่หวั่นไหวใน อากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยสามารถ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ   

(๗) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน วิญญาณัญจายตนสัญญา  ด้วยสามารถ อากิญจัญญายตนสมาบัติ  

(๘) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวใน อากิญจัญญายตนสัญญา  ด้วยสามารถ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๙) ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปใน “อุทธัจจะ” ในกิเลสอันสหรคตด้วย “อุทธัจจะ” และในขันธ์ นี้เป็นสมถพละ

 

ก่อนที่จะก้าวสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” (วิปสฺสนาพลํ) จาก “ภูมิแห่งสมถกรรมฐาน” (สมถพลํ) นั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “สังขาร–สังขารธรรม” หรือ “สังขตะ–สังขตธรรม” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยอันมีเจตนาทำหน้าที่ปรุงแต่งกรรม ซึ่งหมายถึง “อภิญเญยธรรม” คือ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพื่อใช้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานในการเจริญอนุวิปัสสนาทั้ง ๗ ประการ โดยพิจารณาอยู่เนืองๆ ดังนี้

 

“อภิญเญยธรรม”

          (๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา–มรณะ 

 

ว่าด้วย วิปัสสนาพละ (อนุปัสสนา ๗ ในอภิญเญยธรรม)

 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นหรือพิจารณาเห็นความสละคืน เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

 

ในอันดับต่อไปนี้ ให้นำข้อธรรมย่อยใน “อภิญเญยธรรม” มาเจริญพิจารณากรรมฐานในแต่ละข้อด้วย “อนุปัสสนา ๗” ตั้งแต่ ข้อ (๑) “ขันธ์ ๕” (รูป เป็นต้น) จนถึง ข้อ (๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ชรามรณะ) มีจำนวนทั้งหมด ๒๒๐ ข้อธรรมย่อย ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณากรรมฐานบ่อยๆ เป็นเวลานาน เพื่อให้เกิดปัญญาประเภทต่างๆ ตามเป็นจริง (ยถา ปชานํ) ด้วยการเจริญอนุปัสสนานั้นๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่ ๑ การพิจารณา “รูป” (ขันธ์ ๕)

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์ 

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิดใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นหรือพิจารณาเห็นความสละคืนใน รูป เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

ฉะนั้น เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปใน “อวิชชา” ในกิเลสอันสหรคตด้วย “อวิชชา” และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ

 

ตัวอย่างที่ ๒ การพิจารณา “มโนวิญญาณธาตุ” (ธาตุ ๑๘)

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิดใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นหรือพิจารณาเห็นความสละคืนใน มโนวิญญาณธาตุ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

ฉะนั้น เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปใน “อวิชชา” ในกิเลสอันสหรคตด้วย “อวิชชา” และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ

 

ตัวอย่างที่ ๓ การพิจารณา “ชรา–มรณะ” (ปฏิจจสมุปบาท ๑๒)

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิดใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นหรือพิจารณาเห็นความสละคืนใน ชรา–มรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

ฉะนั้น เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปใน “อวิชชา” ในกิเลสอันสหรคตด้วย “อวิชชา” และในขันธ์ นี้เป็นวิปัสสนาพละ

 

เมื่อมาพิจารณาถึงรายละเอียดของการเจริญภาวนาทั้ง ๒ กรรมฐาน นั้น จะเห็นได้ว่า ในประการแรก คือ (๑) “สมถกรรมฐาน–สมถพละ” เป็นขั้นตอนการชำระจิตให้พ้นจากราคะเป็นสำคัญ ซึ่งหมายถึง กลุ่มแรก คือ “ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘” ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง (นั่นคือ นิวรณ์) โดยมีธรรมคู่ปฏิปักษ์ ที่เรียกว่า “ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘” ได้แก่ เนกขัมมะ–ความไม่พยาบาท–อาโลกสัญญา–ความไม่ฟุ้งซ่าน–ความกำหนดธรรม–ญาณ–ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง เพื่อให้จิตสงบไม่หวั่นไหวในสหธรรมทั้งหลาย กับ กลุ่มหลัง คือ “นิวรณ์ ๕–วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข” เพื่อให้บรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต”  เพื่อให้เกิดสมาธิที่แน่วแน่เป็น “อัปปนาสมาธิ” จนรวมถึง “อรูปสมาบัติ ๔” ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ–อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีอากาศไม่มีที่สุด ๑  วิญญาณัญจายตนสมาบัติ–วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีวิญญาณไม่มีที่สุด ๑ อากิญจัญญายตนสมาบัติ–อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะไม่มีอะไร ๑ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ–เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ชั้นที่เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ๑ นอกจากนี้ ผู้ที่มีสามารถบรรลุถึงขั้น “อนาคามี” กับ “อรหันต์”  ย่อมมีบารมีเข้าถึง “นิโรธสมาบัติ–สัญญาเวทยิตนิโรธ” หมายถึง การดับ “วจีสังขาร–กายสังขาร–และ–จิตตสังขาร” ไปตามลำดับ นั่นคือ การดับสัญญา และการดับเวทนา เป็นอันดับสุดท้าย ภาวะจิตดังกล่าวนั้น เป็นจิตปราศจากอุปาทานขันธ์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ขันธวินิมุต” เป็นเรื่องของ “เจโตวิมุตติแห่งสมถพละ” อนึ่ง “สมถพละ” มีนัยถึง “จรณะ ๑๕” หมายถึง ข้อปฏิบัติปฏิปทาอันยิ่งอันเป็นทางบรรลุวิชชา ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน

 

ในประการหลัง คือ (๒) “วิปัสสนากัมมัฏฐาน–วิปัสสนาพละ” หมายถึง การพิจารณาธรรมแห่งกรรมฐานทั้งหลายเพื่อให้หลุดพ้นจาก “อวิชชา ๘” คือ ให้รู้แจ้งใน “อริยสัจจ์ ๔–อัทธา ๓ (กาล ๓) –ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย)” แต่ถ้าพิจารณาตามจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมแล้ว ย่อมหมายถึง “วิชชา” หมายถึง ความรู้แจ้ง –ความรู้วิเศษ ได้แก่  “วิชชา ๓” คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) –ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” หรืออีกนัยหนึ่ง คือ พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” อันเกิดจาก “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ยถา ปชานํ) คือ ความรู้เห็นธรรมตามเป็นจริง นั่นคือ (๑) จักขุ ๕ ได้แก่ มังสจักขุ–ตาเนื้อ ทิพพจักขุ–ตาทิพย์ ปัญญาจักขุ–ตาปัญญา พุทธจักขุ–ตาพระพุทธเจ้า สมันตจักขุ–ตาเห็นรอบ  (๒) ญาณ ๑๖–วิปัสสนาญาณ ๙ (๓) วิชชา ๓–วิชชา ๘ (๔) ปัญญา ๓ ได้แก่ จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา–ภาวนามยปัญญา และ (๕) อาโลกสัญญา คำว่า “อาโลโก” ตามอรรถว่า “อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ”  ความว่า ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณี เป็นต้น ทั้งกลางวันหรือกลางคืน ด้วยประการดังนี้ หรือทำ–มนสิการ “อาโลกสัญญา” ไว้ในใจเพื่อการละ “ถีนมิทธะ” (ความหดหู่และเซื่องซึม) ย่อมตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวันอยู่  กระทำ “อาโลกสัญญา” ว่ากลางวันไว้ในใจ ฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น ย่อมมีใจปลอดโปร่ง อัน “นิวรณ์” ไม่พัวพัน ย่อมเจริญจิตที่มีความสว่าง ด้วยประการฉะนี้ อีกอย่างหนึ่ง “ธรรม ๖ ประการ” ย่อมเป็นไปเพื่อการละถีนมิทธะ ได้แก่

(๑) การถือเอานิมิตในอติโภชนะ (บริโภคมากเกินไป)

(๒) การเปลี่ยนอิริยาบถ

(๓) มนสิการในอาโลกสัญญา

(๔) การอยู่กลางแจ้ง

(๕) ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

(๖) สัปปายกถา

 

อย่างไรก็ตาม ในการเจริญวิปัสสนาญาณอยู่เนืองๆ ย่อมหมายถึงการมนสิการใน (๑) อนุปัสสนา ๗ กับ (๒) มหาวิปัสสนา ๑๘ ดังนี้

 

อนุปัสสนา ๗

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นด้วยสละคืน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

 

ข้อพึงพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อนุปัสสนา ๗” นั้น คือ การพิจารณา การเจริญ หรือ การมนสิการกรรมฐานให้มากอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ให้เกิด “ปัญญาญาณ” หรือ “ภาวนามยปัญญา” ที่เรียกว่า “ปัญญา ๗” ซึ่งเป็นการยืนยันถึงผลปฏิเวธ ความรู้แจ้งแทงตลอดด้วยปฏิเวธะ จนเกิด “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ความรู้เห็นธรรมตามเป็นจริง อันมีสมุฏฐานจากการทำให้มาก เจริญให้มาก พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่นจิตไว้ ให้ถึง เนกขัมมะ–ด้วยละกามฉันท ๑ อัพยาบาท–ด้วยละพยาบาท ๑ อาโลกสัญญา–ด้วยละถีนมิทธะ ๑ อวิกเขปะ–ด้วยละอุทธัจจะ ๑ ธรรมววัตถาน–ด้วยละวิจิกิจฉา ๑ ญาณ–ด้วยละอวิชชา ๑ ความปราโมทย์–ด้วยละอรติ ๑ กุศลธรรมทั้งหลาย–ด้วยละอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมถึงบริบูรณ์ด้วย สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ สัมปยุตต์ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘) และทำให้เกิดองค์ความรู้แห่งปัญญารู้รอบ ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” สิ่งเหล่านี้ คือ ผลอันเกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตา “ปัญญา ๗” ยังทำให้เกิด “อรหัตตปัญญา–ปัญญา ๑๐” ดังนี้

  

ปัญญา ๑๐ แห่งภาวนามยปัญญา (ปัญญาพระอรหันต์)

(๑) “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว (สีฆปัญญา) ด้วยแล่นไปในสังขารเข้าถึงวิปัสสนาและในวิสังขาร

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส ด้วยความ เบื่อหน่าย ไม่พอใจ ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง

(๓)  “มหาปัญญา” —ปัญญามาก ปัญญาใหญ่ ด้วยเห็นความเป็นของสูญถึงความเจริญความยิ่งใหญ่

(๔)  “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด  

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง ในอรรถ ธรรม ภาษา ปฏิภาณ อภิญญา นิพพาน

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง รู้ลึกซึ้งในขันธ์ ธาตุ อภิญญา นิพพาน

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ เป็นปัญญาที่ละเอียดไม่ถูกครอบงำได้

(๘) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา ด้วยล่วมธรรมทั้งหลายจนถึงนิพพาน

(๙) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง มีความร่าเริง แช่มชื่น ยินดี ปราโมทย์

(๑๐) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน ด้วยสามารถ สัทธาธิมุต กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ

 

มหาวิปัสสนา ๑๘

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป 

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง 

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ 

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ส่วนข้อ ๔–ข้อ ๑๒ เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” ดังนี้

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” —ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” —ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ เป็นต้น 

(๓) “สัมมสนญาณ” —ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด 

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” —ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น 

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ 

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” —ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น 

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้นมองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้   

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป

(๑๓) “โคตรภูญาณ” —ญาณครอบโคตร คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่ภาวะอริยบุคคล 

(๑๔) “มัคคญาณ” —ญาณในอริยมรรค คือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น 

(๑๕) “ผลญาณ” —ญาณในอริยผล คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ 

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” —ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ 

 

ดังนั้น ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องถึงอำนาจแห่งสมถะและวิปัสสนา ที่เป็นธรรมคู่กัน (ปัสสัทธิยุคฬาทิ) ให้พิจารณาภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 


เพราะฉะนั้น เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาฝึกอบรมจิตจนถึง “จตุตถฌานกุศลจิต” ที่สหรคตด้วย “อุเบกขาแห่งฌาน–อุเบกขาแห่งโพชฌงค์” (สัมปชัญญะบริสุทธิ์) กับ “อัปปนาสมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต” (สติบริสุทธิ์) ย่อมเกิด “ญาณทัสสนะ” คือ การเห็นด้วยปรีชาหยั่งรู้ตามเป็นจริงในภาวะที่จิตปราศจากนิวรณ์ (กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ซึ่งเป็นธรรมที่อันตรายต่อสมาธิ) นั่นคือ “จิตตัววิปัสสนา–สมาธิในวิปัสสนา” ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่ทำให้เกิด “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” ด้วยเหตุนี้ การบำเพ็ญเพียรภาวนาจึงต้องทำ เจริญ พิจารณา มนสิการ ให้มากยิ่ง อยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ เพื่อทำ “ฉันทะ” ให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร “ประคองจิตไว้” (ปคฺคณฺหิตฺวา) คือ ประคองจิตไว้ด้วย “สตินทรีย์–และ–วีริยินทรีย์” หรืออีกนัยหนึ่ง ประคองจิตไว้ด้วยเจริญ “ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์–และ–ปีติสัมโพชฌงค์” และเพื่อ “ข่มจิตไว้” (วินิคฺคณฺหิตฺวา) คือ ข่มจิตไว้ด้วย “สตินทรีย์–และ–สมาธินทรีย์” หรืออีกนัยหนึ่ง ข่มจิตไว้ด้วยการเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์–สมาธิสัมโพชฌงค์–และ–อุเบกขาสัมโพชฌงค์” รวมทั้ง “ตั้งจิตไว้”  เพื่อความดำรงอยู่–ความไม่สาบสูญ–ความภิยโยยิ่ง–ความไพบูลย์ ความเจริญ–ความบริบูรณ์–แห่งกุศลธรรมที่เกิดแล้ว เหล่านี้เรียกว่า “สัมมาวายามะ” ประกอบด้วยความเพียรมีสัมปชัญญะในสติปัฏฐานทั้ง ๔ ที่เรียกว่า “สัมมาสติ” และสงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย แล้วบรรลุ “ปฐมฌาน” ที่มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ จากนั้นบรรลุ “ทุติยฌาน” อันยังใจให้ผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้นภายใน ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เพราะคายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย จากนั้นบรรลุ “ตติยฌาน” พึงเป็นฌานที่พระอริยทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขอยู่ และต่อจากนั้น จึงบรรลุ “จตุตถฌาน” ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เหล่านี้เรียกว่า “สัมมาสมาธิ” ให้พิจารณาขั้นตอนการเข้าถึง “ปฐมฌาน” ดังนี้

 

“จิตที่ (๑) ถูก กามฉันท์–ความพอใจในกาม–ความต้องการกามคุณ เล้าโลมด้วยอารมณ์ต่างๆ ย่อมไม่ตั้งมั่นในอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ หรือจิตนั้นถูกกามฉันท์ครอบงำ ย่อมไม่ดำเนินไปเพื่อละกามธาตุ (๒) ถูก พยาบาท–ความคิดร้าย–ความขัดเคืองแค้นใจ กระทบกระทั่งในอารมณ์ ย่อมไม่เป็นไปติดต่อ (๓) ถูก ถีนมิทธะ–ความหดหู่และเซื่องซึม ครอบงำ ย่อมเป็นจิตไม่ควรแก่การงาน (๔) ถูก อุทธัจจะกุกกุจจะ–ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ–ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล นำไปในเบื้องหน้า เป็นจิตไม่สงบทีเดียว ย่อมหมุนไปรอบ (๕) ถูก วิจิกิจฉา–ความลังเลสงสัย เข้าไปกระทบ ย่อมไม่ขึ้นสู่ปฏิปทาที่ให้การบรรลุ ฉะนั้น ฌานสำเร็จนิวรณ์ เหล่านั้นแล ท่านกล่าวว่า องค์แห่งการละ เพราะกระทำอันตรายแก่ฌานโดยวิเสส ด้วยประการฉะนี้”

  

“ก็เพราะ (๑) วิตก ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ (๒) วิจาร ประคองจิตไว้ในอารมณ์ (๓) ปีติ เกิดแต่ปโยคสมบัติแห่งจิตที่มี สังโยค–เครื่องผูกมัดไว้กับ อันวิตกวิจารเหล่านั้น สำเร็จแล้วด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การทำความเอิบอิ่ม และ (๔) สุข กระทำความเพิ่มพูน ลำดับนั้น (๕) เอกัคคตา ซึ่งเป็นสัมปยุตธรรมที่เหลือของปฐมฌานนั้น อันการติดไปกับจิต การตามเคล้า ความเอิบอิ่ม และความเพิ่มพูนเหล่านี้อนุเคราะห์แล้วย่อมตั้งมั่นเสมอและ โดยชอบในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความแน่วแน่ ฉะนั้น พึงทราบความที่ประฌานประกอบองค์ ๕ ด้วยสามารถความเกิดขึ้นแห่งองค์ ๕ เหล่านี้ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิต ด้วยว่าเมื่อองค์ ๕ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ฌานชื่อว่าย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น องค์ ๕ เหล่านี้ ท่านจึงกล่าวว่า เป็นองค์ประกอบ ๕ ประการของปฐมฌานนั้น”

 

“เพราะฉะนั้น ปฐมฌานแห่งเอกัคคตาจิต จึงมี ความงาม ๓ คือ เบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ได้แก่ (๑) ปฏิปทาวิสุทธิเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งการมาภายใน อัปปนา–สมาธิแน่วแน่ (๒) การเพิ่มพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งกิจของ ตัตรมัชฌัตตุเปกขา และ (๓) ความรื่นเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งความสำเร็จแห่ง ญาณ–การพิจารณาหรือวิปัสสนา ที่ผ่องแผ้วด้วยการยังความไม่ล่วงธรรมทั้งหลาย เป็นต้น ให้สำเร็จ (ในข้อนี้ให้พิจารณาถึง ธรรมสมาธิ ๕)”

 

ข้อสังเกตเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับ “องค์ฌาน ๖” และ “ธรรมสมาธิ ๕” ให้ดีขึ้น ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

 

“ธรรมสมาธิ ๕”  หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม คือ กุศลธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” แล้ว ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” ตามมา คือ ความตั้งมั่นของจิต ต้องเจริญพร้อม “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่

(๑)  “ปราโมทย์” —ความชื่นบานใจ–ร่าเริงสดใส–ปรีดายินดี  [= ภาวะจิตพื้นฐานในฌาน] 

(๒)“ปีติ” —ความอิ่มใจ–ความปลื้มใจ [= องค์ฌาน]

(๓) “ปัสสัทธิ” —ความสงบเย็นกายใจ–ความผ่อนคลายรื่นสบาย [= โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]  

(๔) “สุข” —ความรื่นใจไร้ความข้องขัด [= องค์ฌาน]

(๕) “สมาธิ” —ความสงบจิตตั้งมั่นสนิท–ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย [= องค์ฌาน–โพชฌงค์–องค์การตรัสรู้]

 

หมายเหตุ: องค์ธรรมย่อยในแต่ละหลักธรรมนั้น ถึงจะเป็นคำเดียวกัน แต่มีความหมายแตกต่างกันในเชิงความละเอียดอ่อนประณีต เช่น ปีติธรรมสมาธิ–ปีติรูปฌาน– ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น ส่วนคำว่า “โพชฌงค์” คือ องค์แห่งการตรัสรู้ และ “สัมโพชฌงค์” คือ องค์แห่งการตรัสรู้แล้ว

 

 “องค์ฌาน ๖–ฌานังคะ” หมายถึง องค์ธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นฌานขั้นหนึ่งๆ หรือ “อารมณ์แห่งกรรมฐาน” ที่เกิดขึ้นขณะมนสิการกรรมฐานหนึ่งๆ ได้แก่

(๑)  “วิตก” —ความตรึก ความตริตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ การปักจิตลงสู่อารมณ์

(๒)“วิจาร” —ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์การพิจารณาอารมณ์ การตามฟั้นอารมณ์

(๓) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความปราโมทย์–ปรีดาปราโมทย์ ความยินดียิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ความดื่มด่ำในใจ ซึ่งเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์

(๔) “สุข” —ความสบายใจ ความสุขทางใจ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง  ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่ “เจโตสัมผัส–มโนสัมผัส” [ความกระทบทางใจ = ใจ–ธรรมารมณ์–มโนวิญญาณ] กิริยาที่เสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๕) “อุเบกขา” —ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส

(๖)  “เอกัคคตา” —การตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไปภาวะที่จิตตั้งเรียบสงบแน่วไม่ฟุ้งซ่านอยู่ในอารมณ์อันเดียว “ความสงบอินทรีย์” คือ “สมาธินทรีย์–สมาธิพละ–สัมมาสมาธิ”

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะต้องประกอบ “ปโยคสมบัติ” (ความถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร ข้อ ๔ ในสมบัติ ๔) ให้ถึง “จตุตถฌาน” (อัปปนาสมาธิ) ให้จงได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะทำได้ ที่เรียกว่า “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) คือ ปฏิบัติลำบากและรู้ช้า ไม่ใช่ “ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา” (ข้อ ๒ ในปฏิปทา ๔) คือ ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว ซึ่งบุคคลทั่วไปมักชอบการปฏิบัติสะดวกและรู้เร็ว (สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ข้อ ๔ ในปฏิปทา ๔) มากกว่า นอกจากนี้ เมื่อพัฒนาตนให้ก้าวหน้าไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้นั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องสะดวกง่ายอีกเช่นกัน ก็ถือเป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” คือ การปฏิบัติลำบากและรู้ผลได้ช้า อันต้องอาศัย “ฉันทะ” ให้เกิดขึ้น พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ ด้วย “สัมมาวายามะ” เพื่อให้เข้าถึงการพัฒนาปัญญาโดยธรรม ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ และตามด้วย “สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ เพราะฉะนั้น การบำเพ็ญเพียรภาวนาจึงเป็นเรื่องภาวะความถึงพร้อมที่เกิดคู่กันระหว่าง “สมถะ–ฌาน” กับ “วิปัสสนา–ญาณ” โดยเริ่มจาก “กุศลธรรมทั้งปวง” (อธิศีล) มาก่อนในอันดับแรกเริ่มในการปฏิบัติ.

 

 

 

Visitor Number:
4959554