๕๓. การพิจารณาสังขารนิมิตด้วยปรมัตถธรรม

        Considering Mental Volition as Absolute States

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1380

 ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาได้บรรลุเข้าถึง “อธิคมธรรม” บางประการแล้ว ในขั้นต่อไปคือการรักษาคุณวิเศษนั้นให้กลายเป็นเครื่องมืออันยอดเยี่ยมในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไปให้ได้อย่างไร การประคองจิต การยกระดับจิต การตั้งมั่นจิตให้เป็น “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” กับ “อุเบกขา” (จตุตถฌาน) จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง นั่นคือ การข่มดับบรรดา “นิวรณูปกิเลส” ทั้งหลายให้ได้ ได้แก่ (๑) “กามฉันทะ” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง เนกขัมมะ–ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน (๒) “พยาบาท” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง อัพยาบาท–ความไม่คิดประทุษร้าย (๓) “ถีนมิทธะ” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง อาโลกสัญญา–การกำหนดแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ (๔) “อุทธัจจกุกกุจจะ” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน (๕) “วิจิกิจฉา” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง ธรรมววัตถาน–ความกำหนดธรรม (๖) “อวิชชา” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง ญาณ–ปัญญารู้ชัด หรือ วิชชา–ความรู้แจ้ง (๗) “อรติ” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง ความปราโมทย์–ความยินดีชื่นชอบ (๘) “อกุศลธรรมทั้งปวง” ย่อมละดับด้วยสามารถแห่ง กุศลธรรมทั้งปวง–รูปฌาน ๔ รวมทั้ง อรูปฌาน ๔ ฉะนั้น การรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐานด้วยปัญญาหยั่งรู้ในธรรมทั้งหลาย คือ (๑) “ญาณในธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิ ๘” และ (๒) “ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะแก่สมาธิ ๘” ด้วยเหตุนี้ การดำริแห่ง “เนกขัมมวิตก” (ความตรึกปลอดจากกาม–ความนึกคิดในทางเสียสละ ไม่ติดในการปรนปรือ สนองความอยากของตน นั่นคือ การออกบวชถือสมณเพศ) เพื่อละ “กามฉันทะ” (ความพอใจในกาม–ความต้องการกามคุณ) นั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงในการที่จะตัดตนเองออกจากเรื่องตามกระแสโลก ไปสู่ภพภูมิที่อยู่เหนือวิสัยโลก “โลกุตตรภูมิ” ข้อประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยปฏิปทาอันยิ่งในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก และรู้ได้ช้า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า) แต่สามารถทำลายหรือดับ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ที่แรงกล้าได้สนิท ทำให้บรรลุสำเร็จในการรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลาย (ปฏิเวธะ) จนถึงตรัสรู้ “สัมมาสัมโพธิญาณ” ได้จริง ดังเช่น พระตถาคตเจ้าทรงเป็นอุดมบุรุษแห่งการปฏิบัติเองโดยชอบอันยอดเยี่ยมมาแล้ว พระองค์ทรงเน้นถึงการวิวัฒน์พัฒนาภูมิปัญญาอันยิ่ง ที่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ในการทำลายความยึดมั่นถือมั่นใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” อันเป็นการสวนทางความคิดกับปุถุชนทั่วไป ที่จมอยู่ในกระแสวิสัยโลก (โลกธรรม ๘) นั่นคือ การไม่ได้ปัญญาที่เห็นธรรมตามเป็นจริง มีความประมาทในพระธรรม คือ “ปัญญา” บางคนประมาทมากจนถึงสิ้นลมหายใจ ก็ไม่พบแสงสว่างแห่งพระธรรม เป็นการตายอย่างไร้ค่าในชาตินี้ จิตวิญญาณของคนเหล่านี้ย่อมร่อนเรไปตามกระแสวิสัยแห่งโลกตามสงสารวัฏฏ์ไม่สิ้นสุด จะพบแต่ความฉิบหายเสียการใหญ่ที่จะบรรลุถึงคุณใหญ่แห่งโลกุตตรธรรม ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – การพิจารณาสังขารนิมิตด้วยปรมัตถธรรม

 

เมื่อกล่าวถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ “พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีโคตรม” พระองค์ทรงเป็น “อุคฆฏิตัญญูโพธิสัตว์” หมายถึง พระโพธิสัตว์ที่มีปัญญาบารมีมาก ซึ่งเรียกว่า “พระปัญญาธิกพุทธเจ้า” จนกระทั่งอบรมอินทรีย์ให้แก่กล้าเต็มเปี่ยม จึงมีปรีชาสามารถที่ตรัสรู้ธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ได้โดยเร็วพลันทันทีด้วยตนเองโดยชอบอันยอดเยี่ยม เพราะพระองค์ทรงสร้างบารมีชนิดที่มีปัญญามาก แต่มีศรัทธาน้อย ซึ่งแตกต่างจากพระโพธิสัตว์ “วิปจิตัญญูโพธิสัตว์” ที่เรียกว่า “พระสัทธาธิกพุทธเจ้า” เป็นพระโพธิสัตว์มีปัญญาปานกลาง แต่มีศรัทธามาก  สามารถตรัสรู้สัทธรรมได้โดยไม่ช้าไม่เร็ว และ “เนยยโพธิสัตว์” เป็นพระโพธิสัตว์ผู้สร้างวิริยบารมี คือ ความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่ แต่มีปัญญาน้อย ที่เรียกว่า “พระวิริยาธิกพุทธเจ้า” ซึ่งจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ คือ “พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย” ทรงได้รับพุทธพยากรณ์จากสมเด็จพระศรีศากยมุนีโคตมเจ้า ว่าจะได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ แห่งภัทรกัปนี้ พระองค์จึงได้เป็น “พระนิยตโพธิสัตว์” หมายถึง “มีความแน่นอนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า” ในพระชาติที่พระองค์เสวยชาติเป็น “อชิตะภิกษุ” ฉะนั้น ในภัทรกัปอันเป็นมหากัปที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ ได้แก่ (๑) พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า (๒) พระโกนาคมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า (๓) พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า (๔) พระศรีศากยมุนีโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า และ (๕) พระศรีอริยเมตไตยสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับ

 

ดังนั้น ผู้ที่บำเพ็ญเพียรภาวนาตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่มีข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นสัมมาปฏิปทาอันยิ่ง คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่ผู้ปฏิบัติต้องตริตรึกใส่ใจในการศึกษาพระธรรมใน ๓ ทาง ได้แก่ (๑) นำด้วยปัญญา คือ “อธิปัญญาสิกขา = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” (๒) ดำเนินด้วยปัญญา คือ “อธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” (๓) มุ่งไปสู่ปัญญาอันยิ่ง คือ “อธิจิตตสิกขา = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” นั่นคือ ต้องประกอบด้วย “จรณะ ๑๕” อันเป็น “เสขปฏิปทา” คือ ทางดำเนินของพระเสขะหรือข้อปฏิบัติของพระเสขะที่กระทำอย่างสืบเนื่องอยู่เนืองๆ เป็นนิตย์ เพื่อให้บรรลุ “วิชชา: วิชชา ๓–วิชชา ๘” ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน เมื่อจิตได้บรรลุสำเร็จถึง “ปฐมฌาน” ที่ทำให้ปราศจากนิวรณ์ จนถึงปราศจาก “นิวรณ์ ๕: กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา” และ “อวิชชา–อรติ –อกุศลธรรมทั้งปวง” เมื่อได้บรรลุถึง “จตุตถฌาน” จนบรรลุถึง “อาเนญชา” คือ “อรูปฌาน ๔” หลังจากนั้น จึงใช้ “ฌานสมาบัติ: รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔” เป็นปทัฏฐานในวิปัสสนาต่อไป นั่นคือ “ญาณ ๑๖” ในระหว่างช่วงที่จะบรรลุ “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” นั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาอาจมีปรีชาสามารถบรรลุถึง “วิชชา –อธิคมธรรม” ได้ นั่นคือ “วิชชา ๓–วิชชา ๘” ดังนี้ “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)”

 

ในการพิจารณากรรมฐานอยู่เนืองๆ นั้น เป็นกิจที่อริยบุคคลทุกระดับพึงประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อประคองจิตไว้ซึ่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ดังนี้

 

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น ผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาพึงปฏิบัติด้วย  (๑) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (๒) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว  (๓) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” เพราะพยายามชอบ หรือเป็นเหตุพยายามชอบ หรือพยายามดีน่าสรรเสริญ หรือชื่อว่า เพราะประพฤติประคองใจด้วยจริยาทั้ง ๘ โดยนัยว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” (อริยมรรค–สุตมยญาณ) ดังนี้   

 

(๑) ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฏฐิ เพราะประพฤติด้วยการทำนิพพานให้ประจักษ์

(๒) อภิโรปนจริยาแห่งสัมมาสังกับปะ เพราะพระพฤติปลูกฝังจิตไว้ในอารมณ์นั้น

(๓) ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา เพราะประพฤติยึดวจีสังวร ๔ อย่างของสัมมาวาจานั้น

(๔) สมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ เพราะประพฤติตั้งอยู่ในกายสังวร ๓ อย่าง

(๕) โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ เพราะประพฤติผ่องแผ้ว หรือ ปริสุทธจริยา–ประพฤติบริสุทธิ์

(๖) ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ เพราะประพฤติประคองใจ

(๗) อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ เพราะประพฤติตั้งมั่น

(๘) อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ เพราะประพฤติไม่ฟุ้งซ่าน

 

นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ชื่อว่า ญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า ปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่า สุตมยญาณ ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ อย่างนี้

 

แต่ในขณะเดียวกัน การเจริญจิตตภาวนาต้องเริ่มด้วยการทำจิตอันยิ่งแห่งอธิจิตต์หรืออธิจิตตสิกขาให้เกิดขึ้นให้ได้ ได้แก่ (๑) “สัมมาวายามะ” มีความถึงพร้อมด้วย ศรัทธาและฉันทะ–สัมมัปปธาน ๔ (๒) “สัมมาสติ” มีความถึงพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ–สติปัฏฐาน ๔ (๓) “สัมมาสมาธิ” มีความถึงพร้อมด้วยอุเบกขาและเอกัคคตาแห่งจิต–รูปฌาน ๔ ซึ่งทำให้เป็นผู้มีจิตใจเบิกบานปราศจาก “นิวรณ์–นิวรณูปกิเลส” ดังนี้

(๑) “กามฉันทะ” ย่อมละด้วย เนกขัมมะ–ความปลอดโปร่งจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน

(๒) “พยาบาท” ย่อมละด้วย อัพยาบาท–ความไม่พยาบาท

(๓) “ถีนมิทธะ” ย่อมละด้วย อาโลกสัญญา–การกำหนดแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้

(๔) “อุทธัจจกุกกุจจะ”ย่อมละด้วย อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน

(๕) “วิจิกิจฉา” ย่อมละด้วย ธรรมววัตถาน–ความกำหนดธรรม

(๖) “อวิชชา” ย่อมละด้วย ญาณ–ปัญญารู้ชัด หรือ วิชชา–ความรู้แจ้ง

(๗” “อรติ” ย่อมละด้วย ความปราโมทย์–ความยินดีชื่นชอบ

(๘) “อกุศลธรรมทั้งปวง” ย่อมละด้วย กุศลธรรมทั้งปวง–รูปฌาน ๔ รวมทั้ง อรูปฌาน ๔

 

เพื่อให้เห็นความจริงแห่งการเจริญภาวนาจิตด้วย “อธิจิตตสิกขา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (๒) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว  (๓) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (๔) ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวายามะ เพราะพยายามชอบ หรือเป็นเหตุพยายามชอบ หรือพยายามดีน่าสรรเสริญ หรือชื่อว่า ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ เพราะประพฤติประคองใจ

 

(๒) ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๒) พิจารณาเห็นเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๓) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่  มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย (๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสติ เพราะระลึกชอบ หรือเป็นเหตุระลึกชอบ หรือระลึกดีน่าสรรเสริญ หรือชื่อว่า อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ เพราะประพฤติตั้งมั่น

 

(๓) ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลกรรม เข้า ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวก –เอกัคคตาแห่งจิต อยู่ (๒) เข้า ทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต อยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขา (๓) มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้า ตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข–เอกัคคตาแห่งจิต (๔) เข้า จตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสมาธิ เพราะตั้งใจชอบ หรือเป็นเหตุตั้งใจชอบหรือตั้งใจดีน่าสรรเสริญ หรือชื่อว่า อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ เพราะประพฤติไม่ฟุ้งซ่าน

 

ในอันดับต่อไป ให้ใช้จิตที่พัฒนาแล้วที่เป็น “อธิจิตต์” ให้เป็นปทัฏฐานในวิปัสสนา เพื่อเจริญปัญญาในวิปัสสนาภูมินั้น ที่เรียกว่า “มรรคญาณ–มัคคญาณ–มรรค ๔” ซึ่งแสดงนัยเป็น “อริยมรรค” อีกอย่างหนึ่ง ดังนี้

 

(๑) “โสดาปัตติมรรคญาณ” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก [อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘] มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” หรือ สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย

 

(๒) “สกทาคามิมรรคญาณ” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น  กับทำ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” [อกุศลมูล ๓] นั่นคือ “ติด–โกรธ–หลง” ให้เบาบางลง หรือ กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ  

 

(๓) “อนาคามิมรรคญาณ” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” หรือ กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด

 

(๔) “อรหัตตมรรคญาณ” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” หรือ รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย

 

 

ในการพิจารณาสภาวธรรม ที่เรียกว่า “สังขารนิมิต” นั้น คือ ภาวะจิตที่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัยต่างๆ ให้เกิดอุบัติขึ้นใน “จิตแห่งมโนกรรม” (สัมมาสังกัปปะ) ที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม “มโนสุจริต ๓” หรือ “กุศลวิตก ๓” หรือที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม “มโนทุจริต ๓” หรือ (มิจฉาสังกัปปะ) “อกุศลวิตก ๓” และ การแสดงออกเป็นพฤติกรรม ๒ อย่าง คือ “วาจาแห่งวจีกรรม” ที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม “วจีสุจริต ๔” (สัมมาวาจา) หรือที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม “วจีทุจริต ๔” (มิจฉาวาจา) กับ “การกระทำแห่งกายกรรม” ที่เป็นฝ่ายกุศลกรรม “กายสุจริต ๓” (สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ) หรือที่เป็นฝ่ายอกุศลกรรม “กายทุจริต ๓” (มิจฉากัมมันตะ–มิจฉาอาชีวะ) กล่าวโดยสรุป ฝ่ายกุศลกรรมเกิดจาก “สัมมาทิฏฐิ” และฝ่ายอกุศลกรรมเกิดจาก “มิจฉาทิฏฐิ” ฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะต้องรู้เท่าทันภาวะจิตของตนว่า อยู่ในฝ่ายความเห็นและความนึกคิดที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นฝ่ายที่สุคติ หรืออยู่ฝ่ายความเห็นและความนึกคิดที่ผิด ซึ่งเป็นฝ่ายที่ทุคติ โดยการยกจิตและประคองจิตให้เข้าสู่กุศลฌานจิต ตั้งแต่ “ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน” เพื่อดับกิเลสนิวรณ์ ได้แก่ กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ด้วยธรรมที่อุปาระสมาธิ ได้แก่ เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อาโลกสัญญา–อวิเขกปะ–ธรรมววัตถาน–ญาณ–ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง (รูปฌาน ๔) เพราะฉะนั้น การกำหนดจิตให้ปราศจากนิวรณ์ จิตนั้นต้องได้รับการพัฒนาไปตามขั้นตอนของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อย่างสืบเนื่องตลอดทุกขณะ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ซึ่งหมายถึง “การเป็นผู้เบิกบานใจ” มีศีลบริสุทธิ เช่น ศีล ๕ หรือ ศีล ๘ คือ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล “ศีลสัมปทา” และมี “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่ (๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป อันเป็นบาทวิถีที่จะก้าวสู่วิปัสสนาต่อไปที่ไม่ผิดพลาด

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอารมณ์แห่งอริยบุคคล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสมณะหรือคฤหัสถ์ก็ตามนั้น ต้องประกอบด้วย (๑) “สมถพละ” ได้แก่ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” และ “รูปฌาน ๔” โดยเฉพาะ “จตุตถฌาน = อุเบกขา–เอกัคคตา” จนถึง “อรูปฌาน ๔” (ฌานสมาบัติ–อาเนญชา) กับ (๒) “วิปัสสนาพละ” ได้แก่ “เหตุผลแห่งปฏิจจสมุปบาท” และ “กระบวนการคิดด้วยโยนิโสมนสิการ” (อริยมรรคมีองค์ ๘ = อธิปัญญาสักขา–อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา) และ “ปัญญาญาณแห่งสัมมาทิฏฐิ”  (อริยสัจจ์ ๔–กาล ๓ [อัทธา ๓ = อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา หรือ ญาณ ๓ = อตีตังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต ๑ อนาคตังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต ๑ ปัจจุปปันนังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน ๑] –ปฏิจจสมุปบาท ๑๒) เพราะเป็นปัญญาหยั่งรู้ที่ดับ “อวิชชา ๔” คือ ความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ และ “อวิชชา ๘” คือ ความไม่รู้อริยสัจจ์ ๔–กาล ๓–และ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (อิทัปปัจจยตา ๑๒–ปัจจยาการ ๑๒) เพราะฉะนั้น “สังขารนิมิต” คือ ความเข้าใจด้วยปัญญาเห็นธรรมโดยแยกออกเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ (๑) อกุศลสังขารนิมิต–ทุจริต ๓–มิจฉัตตะ ๑๐ กับ (๒) กุศลสังขารนิมิต–สุจริต ๓–สัมมัตตะ ๑๐ (“มรรคมีองค์ ๘” พร้อมด้วย “สัมมาญาณ” นั่นคือ “โลกุตตรมรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” กับ “สัมมาวิมุตติ” นั่นคือ “โลกุตตรผล–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–อรหัตตผลวิมุตติ–นิพพาน ๒ [สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน) อนึ่ง ในการมนสิการกรรมฐานนั้น ที่กล่าวถึงคำว่า “สังขาร–สังขารนิมิต–สังขารธรรม” หรือ “สังขตะ–สังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วย “เจตนา” หรือ “สัญเจตนา” ของตน (กิเลสตัณหา) ที่เกิดขึ้นในชั่วขณะก่อนที่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายได้ ฉะนั้น ในขณะกำลังวิปัสสนานั้น ต้องประกอบด้วย “ญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ ที่เป็น “ปัญญาเห็นธรรม” ที่เห็นความจริงตามเป็นจริงของ “ขันธ์ ๕” (นามรูป) และ “สหชาตธรรม” ทั้งหลายที่เป็นเหตุปัจจัยรวมกัน นั่นคือ องค์ประกอบทั้งหมดมี “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว เรียกว่า “เอกุปปาทะ” ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว เรียกว่า “เอกนิโรธะ” และมีมหาภูตรูป (กายานุปัสสน) เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียวจนรวมถึง “เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–ธัมมานุปัสสนา” (กำหนดรู้ด้วยสติปัฏฐาน ๔ รวมทั้งสัมปยุตตธรรมที่เหลือ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘) ที่เรียกว่า “เอกนิสสยะ” นอกจากนี้ ยังต้องมีปัญญาเห็น “วิสังขาร–อสังขตะ–อสังขตธรรม” ซึ่งหมายถึง ความสามารถปรีชาทางปัญญาที่ตรัสรู้อริยธรรมได้ จนถึง “นิพพาน” (อมตธาตุ) ได้ คำว่า “ปัญญาเห็นธรรม” หมายถึง (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ปัญญาแยกแยะรูปธรรมกับนามธรรมอันเป็น “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ปัญญาสืบเห็นเหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์ และ (๓) “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาเห็นความจริงของนามรูปโดยไตรลักษณ์ หลักจากนั้น จึงเป็นการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” จนเกิด “โคตรภูญาณ” เข้าสู่ “มรรคญาณ–ผลญาณ” จนถึงการตรัสรู้ปรินิพพาน (ปัจจเวกขณญาณ) เพราะฉะนั้น คำว่า “ธรรมทั้งหลาย” ให้พิจารณาตามข้อธรรมย่อมต่อไปนี้

 

“สังขาร ๓” (Formation or Volition) หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งสภาพที่ปัจจัยทั้งหลายปรุงแต่งขึ้นสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัยธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำสัญเจตนา–เจตนาที่แต่งกรรม ๑ ซึ่งเป็นไปตาม “สัญเจตนา ๖” (ความจงใจ–ความตั้งใจ–ความจำนง–ความแสวงหาอารมณ์) นั่นคือ (๑) รูปสัญเจตนา–ความจำนงรูป (๒) สัททสัญเจตนา–ความจำนงเสียง (๓) คันธสัญเจตนา–ความจำนงกลิ่น (๔) รสสัญเจตนา–ความจำนงรส (๕) โผฏฐัพพสัญเจตนา–ความจำนงโผฏฐัพพะ (๖) ธัมมสัญเจตนา–ความจำนงธรรมารมณ์ สำหรับผู้เข้านิโรธสมาบัติ (สัญญาเวทยิตนิโรธ) นั้น จะมีลำดับการดับสังขาร คือ “วจีสังขาร–กายสังขาร–และ–จิตตสังขาร” ในภาพรวมนั้น การดับสังขารทั้งหลาย คือ ทางสู่นิพพาน (วิสังขาร) ได้แก่

(๑) “กายสังขาร” (Bodily Formation) คือ สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ “อัสสาสะ–ลมหายใจเข้า” และ “ปัสสาสะ–ลมหายใจออก” อันเกิดจากสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย เรียกว่า “กายสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางกาย ซึ่งทำให้เกิด “กายกรรม” ได้แก่ (๑) “กายทุจริต ๓” คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย–ประพฤติชั่วทางกาย คือ ปาณาติบาต–ฆ่าสัตว์ ๑ อทินนาทาน–ลักทรัพย์ ๑ กาเมสุมิจฉาจาร–ประพฤติผิดในกาม ๑ และ (๒) “กายสุจริต ๓” คือ ประพฤติชอบด้วยกาย–ประพฤติชอบทางกาย ได้แก่ เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑ เว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑

(๒) “วจีสังขาร” (Verbal Formation) คือ สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ “วิตก” (ตรึก) และ “วิจาร” (ตรอง) อันเกิดจากสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา เรียกว่า “วจีสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางวาจา ที่ก่อให้เกิด “วจีกรรม” ได้แก่ (๑) “วจีทุจริต ๓” คือ ประพฤติชั่วด้วยวาจา–ประพฤติชั่วทางวาจา ได้แก่ มุสาวาท–พูดเท็จ ๑ ปิสุณาวาจา–พูดส่อเสียด ๑ ผรุสวาจา–พูดคำหยาบ ๑ สัมผัปปลาปะ–พูดเพ้อเจ้อ ๑ (๒) “วจีสุจริต ๓” คือ ประพฤติชอบด้วยวาจา–ประพฤติชอบทางวาจา ได้แก่ เว้นจากพูดเท็จ ๑ เว้นจากพูดส่อเสียด ๑ เว้นจากพูดคำหยาบ ๑ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑

(๓) “จิตตสังขาร” (Mental Formation) คือ สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ “สัญญา” และ “เวทนา” อันเกิดจากสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ เรียกว่า “มโนสัญเจตนา” คือ เจตนาที่ก่อให้เกิด “มโนกรรม” ได้แก่ (๑) “มโนทุจริต ๓” คือ ความประพฤติชั่วด้วยใจ–ความทุจริตทางใจ ได้แก่ อภิชฌา–ความเพ่งเล็งอยากได้จ้องจะเอาของเขา ๑ พยาบาท–ความขัดเคืองคิดร้าย ๑ มิจฉาทิฏฐิ–ความเห็นผิดจากคลองธรรม ๑ (๒) “มโนสุจริต ๓” คือ ความประพฤติชอบด้วยใจ–ความสุจริตทางใจ ได้แก่ อนภิชฌา–ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑ อพยาบาท–ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑ สัมมาทิฏฐิ–เห็นชอบตามคลองธรรม ๑

 

“อภิสังขาร ๓” (Volitional Formation) หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง (โดยความหมายในหลักปฏิจจสมุปบาท) –ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ–เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม ได้แก่   

(๑) “ปุญญาภิสังขาร” (Formation of Merit) คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ–สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็น “กามาวจร” และ “รูปาวจร”  

(๒) “อปุญญาภิสังขาร” (Formation of Demerit) คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป–สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลายที่เป็น “กามาวจร”

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” (Formation of the Imperturbable) คือ อภิสังขารที่เป็น “อาเนญชา” –สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วย “สมาธิแห่งจตุตถฌาน” กุศลเจตนาที่เป็น “อรูปาวจร ๔”

 

“ธรรม ๓” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล–สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔”  

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล–สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” 

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต–สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตาม อรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ “วิบากในภูมิ ๔–กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓–รูป–และ–นิพพาน” 

 

“ธรรมนิยาม ๓” หมายถึง กำหนดแห่งธรรมดา–ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา–กฎธรรมชาติ หลักความจริงนี้ แสดงให้เห็นลักษณะ ๓ อย่าง ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ของสภาวธรรมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าจะอุบัติหรือไม่ก็ตาม หลักทั้งสามนี้ ก็คงมีอยู่เป็นธรรมดา พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผยแสดงแก่เวไนย ได้แก่  

(๑) สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา —สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง  

(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา —สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์  

(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา —ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน  

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “รูปธรรม” คือ สภาวะอันเป็นรูป–สิ่งที่มีรูป ได้แก่ รูปขันธ์ทั้งหมด  

(๒) “อรูปธรรม” คือ สภาวะมิใช่รูป–สิ่งที่ไม่มีรูป ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และ นิพพาน  

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “โลกียธรรม” คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก–สภาวะเนื่องในโลก ได้แก่ “ขันธ์ ๕” ที่เป็นสาสวะทั้งหมด

(๒) “โลกุตตรธรรม” คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก–สภาวะพ้นโลก ได้แก่ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” นอกจากนี้ยังรวมถึง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗”

  

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง นั่นคือ “ขันธ์ ๕” ทั้งหมด  

(๒) “อสังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง คือ “นิพพาน”

 

“สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งสังขตธรรม คือสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่

(๑) อุปฺปาโท ปญฺญายติ —ความเกิดขึ้น ปรากฏ  

(๒) วโย ปญฺญายติ —ความดับสลาย ปรากฏ  

(๓)  ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ —เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ

 

“อสังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งอสังขตธรรม ได้แก่  

(๑) น อุปฺปาโท ปญฺญายติ —ไม่ปรากฏความเกิด

(๒) น วโย ปญฺญายติ —ไม่ปรากฏความสลาย

(๓) น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ —เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร  

 

“ธรรม ๒” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “อุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ถูกยึด–ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิเข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบาก และรูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด  

(๒) “อนุปาทินนธรรม” คือ ธรรมที่ไม่ถูกยึด–ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ส่วนนอกนี้ รูปที่มิใช่เกิดแต่กรรม และโลกุตตรธรรมทั้งหมด  

 

“สัจจะ ๒” (Truth) หมายถึง ความจริง ได้แก่

(๑) “สมมติสัจจะ” (Conventional Truth) คือ ความจริงโดยสมมุติ–ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน–ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะ หนังสือ เป็นต้น

(๒) “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truth) คือ ความจริงโดยปรมัตถ์–ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน–ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า รูป–นาม–เวทนา–จิต–เจตสิก เป็นต้น  

 

“ปรมัตถธรรม ๔” (Abstract Realities) หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์–สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด–ธรรมที่เป็นปรมัตถ–สภาวธรรม ตามอรรถแห่งพระอภิธรรม ได้แก่

(๑) “จิต–จิต ๘๙” (Consciousness) คือ สภาพที่คิด–ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์

(๒) “เจตสิก–เจตสิก ๕๒” (Mental Factors) คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต–คุณสมบัติและอาการของจิต   

(๓) “รูป–รูป ๒๘” (Corporeality) คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ

(๔) “นิพพาน–นิพพาน ๒” (Nirvana) คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง–สภาวะที่ปราศจากตัณหา  

เพราะฉะนั้น ความเข้าใจใน “ธรรมทั้งหลาย” ซึ่งหมายถึง “สังขารนิมิต” อันเป็นสภาวะที่แปรปรวนของจิตหรือความหวั่นไหวไปตาม “โลกธรรม ๘” นั้น ย่อมต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของ “ปรมัตถสัจจะ” ที่เป็นนิยามที่แท้จริงของสภาวธรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาเห็นสภาพที่แท้จริงตามลักษณะอันเป็นสามัญของสังขารทั้งหลายและธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์” (ให้พิจารณาด้วยอนุปัสสนา ๗) ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา พร้อมด้วย นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา นอกจากนี้ ให้พิจารณาให้เห็น “ไตรลักษณ์” (อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา) และ “ธรรมนิยาม ๓” (สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ๑) โดยเฉพาะธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่ง “อภิญเญยธรรม” ต่อไปนี้

 

[] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง เรียกว่า “สุตมยญาณ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“ธรรม ๒” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๒” ดังนี้

(๑) สังขตธาตุ

(๒) อสังขตธาตุ

“ธรรม ๓” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๓” ดังนี้

(๑) กามธาตุ

(๒) รูปธาตุ

(๓) อรูปธาตุ

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อาหาร ๔” ทำให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ ดังนี้

(๑) กวฬิงการาหาร –อาหารคือคำข้าว เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด

(๒) ผัสสาหาร –อาหารคือผัสสะ 

(๓) มโนสัญเจตนาหาร –อาหารคือเจตนา 

(๔) วิญญาณาหาร –อาหารคือวิญญาณ 

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

(๑) ทุกขอริยสัจจ์

(๒) ทุกขสมุทยอริยสัจจ์

(๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ 

“ธรรม ๕” ควรรู้ยิ่ง คือ “วิมุตตายนะ ๕” ดังนี้

(๑) การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่นแสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน

(๒) การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น

(๓) การสาธยายธรรมที่ตนได้สดับมาแล้ว 

(๔) การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ

(๕) อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น

“ธรรม ๖” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุตตริยะ ๖” สภาวะอันยอดเยี่ยม ดังนี้

(๑) ทัสนานุตริยะ –การเห็นอันประเสริฐ

(๒) สวนานุตริยะ –การฟังอันประเสริฐ

(๓) ลาภานุตริยะ –การได้อันประเสริฐ

(๔) สิกขานุตริยะ –การศึกษาอันประเสริฐ

(๕) ปาริจริยานุตริยะ –การบำรุงอันประเสริฐ

(๖) อนุสตานุตริยะ –อนุสติอันประเสริฐ

“ธรรม ๗” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิททสวัตถุ ๗” –เหตุที่พระขีณาสพนิพพานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการสมาทานสิกขา

(๒) เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรมและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป

(๓) เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการกำจัดความอยากต่อไป

(๔) เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการหลีกเร้นต่อไป

(๕) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่มความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการเริ่มความเพียรต่อไป

(๖) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป

(๗) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ ต่อไป

“ธรรม ๘” ควรรู้ยิ่ง คือ “อภิภายตนะ ๘” –อารมณ์แห่งญาณอันฌายีบุคคลผู้ครอบงำไว้ ได้แก่

(๑) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๒) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๓) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๔) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๕) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสอง เกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ เรารู้ เราเห็น

(๖) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ดอกกรรณิกาอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลืองแม้ฉันใด ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

 (๗) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๘) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาวขาวล้วน มีรังสีขาว หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

“ธรรม ๙” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุปุพพวิหาร ๙” ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ ๑ ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็เข้าทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายในมีอารมณ์เป็นเอโกทิภาพ–ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติ สุข อันเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) ภิกษุ เข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่ด้วยอุเบกขา สติ สัมปชัญญะเสวยสุขทางกายซึ่งพระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้

(๔) ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัสโทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่

(๕) ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺโต อากาโส” – อากาสไม่มีที่สุดอยู่

(๖) ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺตํ วิญฺญาณํ” – วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่

(๗) ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วยบริกรรมว่า “นตฺถิ กิญฺจิ” –นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มีอยู่

(๘) ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่

(๙) ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

“ธรรม ๑๐” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิชชรวัตถุ ๑๐” – เหตุกำจัด “มิจฉัตตะ ๑๐” สภาวะที่ผิด ด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” สภาวะที่ถูก ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาทิฏฐินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย. และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจาของผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวาจานั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมอันเป็นอเนกมีสัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมากัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาอาชีวะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มีสัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มีสัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

 

[] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “ธรรมชาติทั้งปวง” [สรรพสิ่งทั้งหลาย] ควรรู้ยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดังนี้

“อายตนะ ๑๒–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๓”

(๑) ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย [แต่ละอย่าง ๆ] ควรรู้ยิ่ง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

 “ธรรมารมณ์” มี ๑๒ ประเภท คือ จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอนมีอารมณ์ ๑๒ ประเภท ได้แก่

(๑) กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘

(๒) มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕

(๓) นิพพานอารมณ์ = นิพพาน

(๔) นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน

(๕) รูปอารมณ์ = รูป ๒๘

(๖) ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๗) อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๘) กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพาน บัญญัติ

(๙) บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ

(๑๐) ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน

(๑๑) อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๑๒) พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ

 

 []   (๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

 []   (๑) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๒) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๓) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ] ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๒) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๓) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

 

ด้วยเหตุนี้ ให้พิจารณาธรรมทั้งหลายให้เห็น “นามรูป” โดยไตรลักษณ์ (นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ) ก่อนที่จะพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานโดย “วิปัสสนาญาณ ๙” (วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ = การทุบขันธ์ ๕) เมื่อพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย (สังขตธรรม–อสังขตธรรม หรือ สังขาร–วิสังขาร) ด้วย “อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” การที่จะพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายด้วย “โลกุตตรธรรม ๙” ก็จะยิ่งง่ายขึ้น ได้แก่ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” รวมทั้ง “อาสวักขยญาณ” อย่างไรก็ตาม “อิทธิฤทธิ์” ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในการพัฒนาจิตใจให้เป็น “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” กับ “อุเบกขา” (มีสติสัมปชัญญะที่บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์) นั้น ผู้มีบุญวาสนาที่สั่งสมบารมีปัญญามาเพียงพอดีแล้ว ย่อมบรรลุถึง “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ” ได้ ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” หรือ “วิชชา ๘” ที่เรียกว่า “วิชชา” ที่เกิดขึ้นพร้อมกับ “นามรูปปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ” ก่อนที่จะก้าวสู่ “วิปัสสนาญาณ ๙” ต่อไป  แต่อย่าไปหวั่นไหวกับธรรมเหล่านี้เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่านสำคัญในธรรมด้วยถือผิดว่าตนได้บรรลุคุณวิเศษบางประการ ซึ่งอาจไม่เป็นจริงดังที่นึกคิดเอาเอง ดังนี้

“วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้ หรือเห็นสภาพแห่งทุกข์) –จุตูปปาตญาณ (ทิพพจักขุญาณ หรือ เห็นเหตุแห่งทุกข์ด้วยปฏิจจสมุปบาท) –อาสวักขยญาณ (ปัญญาตรัสรู้)” และ “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)”

 

ในประการสุดท้ายนี้ การสั่งสมองค์ความรู้ด้วยปัญญาที่เห็น “ธรรมตามเป็นจริง” ตามคำสอนของพระบรมศาสดานั้น เป็นเรื่องสำคัญกว่าที่จะไปหลงใหลใน “อิทธิฤทธิ์” เพราะเป็นธรรมที่อันตรายต่อสมาธิ ทำให้หวั่นไหวและฟุ้งซ่านด้วยขาดสติสัมปชัญญะ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถดับ “ทิฏฐิ” ได้จริง แต่ดูเหมือนจะได้บรรลุคุณตั้งแต่ “โสดาบัน” แล้ว แต่ก็ไม่จริง เพราะฟุ้งซ่านเข้าใจผิดในธรรมที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ความหลงผิดย่อมนำบุคคลนั้นไปสู่ความเสียหาย “วิบัติ ๔” (อุปกิเลสครอบงำ) ได้แก่ “ศีลวิบัติ–อาจารวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ–อาชีววิบัติ” หรือเกื้อกูลในความผิดพลาดเสียหายกับภาวะภายนอก ได้แก่ (๑) คติวิบัติ–วิบัติแห่งคติ (๒) อุปธิวิบัติ–วิบัติแห่งร่างกาย (๓) กาลวิบัติ–วิบัติแห่งกาล (๔) ปโยควิบัติ–วิบัติแห่งการประกอบ เพราะฉะนั้น การประคองจิตให้ตั้งมั่นด้วย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” ในฌานสมาบัติแต่ละขั้นนั้น ย่อมทำให้จิตมีความหมดจดบริสุทธิ์แตกต่างกัน ซึ่งบ่งบอกถึงขั้นในการพัฒนาปัญญาในวิปัสสนาภูมิที่แตกต่างกันเช่นกัน โดยเฉพาะ การพัฒนาจิตใจให้เกิด “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” (ธรรมสมาธิ ๕) ได้ทุกขณะแห่งจิตของตนเอง.

 

 

 

Visitor Number:
4959467