๕๔. กลาปกับไมโทคอนเดรีย

        United Subnuclear Atomic Particles and Mitochondrial Structure 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2762

ความสำคัญของบทความ

 

ความนึกคิดในใจที่พินิจพิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่ประกอบด้วย “มุมมอง” (Prospective) หรือ “กระบวนทัศน์” (Paradigm) ที่สร้าง “วิสัยทัศน์” (Vision) ที่กว้างไกล ดังเช่น ผู้รู้ ปราชญ์เมธี นักวิชาการ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น เรียกว่า “ปัญญาสามัญ” ที่จัดเป็นปัญญาในระดับ (๑) “จินตามยปัญญา” กับ (๒) “สุตมยปัญญา” ฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นดัชนีเครื่องวัดเกณฑ์คุณภาพของบุคคล ไม่ใช่ทรัพย์สินแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็น “ทรัพย์สินประกอบด้วยปัญญา” ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ก็ต้องประกอบด้วย “คุณธรรม–จริยธรรม” แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะมาสันโดษจากปัญญาไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะความโง่เขลาไม่ใช่เครื่องมือข้อปฏิบัติที่อริยบุคคลใช้เพื่อหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง “สติปัญญาทำให้เข้าถึงจิตปราศจากนิวรณ์” และในขณะเดียวกัน “จิตปราศจากนิวรณ์ย่อมทำให้เกิดปัญญาญาณได้” คำว่า “ปัญญาญาณ” จึงรวมถึง “วิชชา” (วิชชา ๓–วิชชา ๘) ด้วย ฉะนั้น ทั้ง “ญาณ” รวมกับ “วิชชา” นั้น ย่อมทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” อันสืบเนื่องจาก “จิตประภัสสร” (เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา หรือ จตุตถฌานแห่งรูปาวจรจิต) ซึ่งหมายถึง “สัมมาทิฏฐิ” ไม่ว่าจะเป็น “โลกียสัมมาทิฏฐิ” หรือ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ก็ตาม หลักเกณฑ์สำคัญในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น คือ ปัญญาหยั่งรู้ที่เห็น “นามรูป” โดยไตรลักษณ์ นั่นคือ การพิจารณาเห็นข้อลักษณะแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ได้แก่ “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ–ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ–อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” รวมทั้ง “นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ–วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ–นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ–ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ” อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ทั้งหมด ที่เรียกว่า “อนุปัสสนา ๗” ซึ่งญาณทั้งหมดนี้ทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริง ได้แก่ “ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว” ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนา ๑ “นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส” ด้วยสามารถแห่งทุกขานุปัสสนา ๑ “มหาปัญญา–ปัญญามาก” ด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนา ๑ “ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า” ด้วยสามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา ๑ “วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง” ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา ๑ “คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง” ด้วยสามารถแห่งนิโรธานุปัสสนา ๑ “อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้” ด้วยสามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนา ๑ รวมทั้งเกิด “ปุถุปัญญา–ปัญญาแน่นหนา”“หาสปัญญา–ปัญญาร่าเริง”“จตุปฏิสัมภิทาปัญญา” ๑ ดังนั้น การพิจารณาธรรมทั้ง “กลาป” กับ “ไมโทคอนเดรีย” นั้น ย่อมเห็น “ธรรมฐิติ–ยถาภูตธรรม–สัมมาทัสสนะ” ตามที่เป็นจริงแห่งนามรูปดังกล่าวนั้น ซึ่งการพิจารณากลาปทำหน้าที่เป็น “ทฤษฎี” ส่วนไมโทคอนเดรียเป็นการพิสูจน์และการยืนยันทฤษฎีแห่งหลักธรรมในพระพุทธศาสนาว่าเป็น “สัจจธรรมที่ไม่แปรเป็นอื่นโดยปรมัตถ์” ยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากเท่าใด พุทธศาสนายิ่งเป็นทฤษฎีที่แก่กล้ามากเท่านั้น.

 

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๔ ประจำปี ๒๕๕๘ – กลาปกับไมโทคอนเดรีย

 

ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ นี้ มนุษยชาติได้พัฒนาภูมิปัญญาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างก้างกระโดด ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์ความรู้เกี่ยวกับด้านชีวเคมีและนิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่สามารถศึกษาองค์ประกอบของเชลล์ที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดได้อย่างละเอียด จนเข้าใจถึงโครงสร้างของเซลล์ (Cell) โมเลกูล (Molecule) อะตอม (Atom) และ นิวเคลียส (Nucleus) ที่ทำให้เกิดเป็นตัวตนของมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้ดีขึ้น เทคโนโลยีด้านพันธุกรรมศาสตร์ได้ก้าวหน้าไปถึงขั้นการสร้างมนุษย์ขึ้นใหม่จากต้นฉบับเดิมได้อีกคนหนึ่ง ที่เรียกว่า “Human Cloning” (มนุษย์สังเคราะห์–เด็กหลอดแก้ว) จนถึงขั้นที่เรียกว่า “มนุษย์คือพระเจ้า” ที่มีปรีชาสามารถเสกสรรสิ่งมีชีวิตขึ้นได้เอง แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดข้อขัดแย้งกับแนวคิดความเชื่อทางศาสนา และปรัชญา อย่างรุนแรง วิทยาการหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ก้าวล้ำยุคทางด้านชีวเคมีนั้น ได้ทำให้เกิดการรักษาโรควิธีใหม่ ซึ่งเป็นวิธีการรักษาแบบแพทย์ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เช่น ความเข้าใจเกี่ยวกับการกินอาหารที่ไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งของจุลินทรีย์ในเซลล์ ที่เรียกว่า “ไมโทคอนเดียน” (Mitochondrion: Karl Benda. 1898) ที่เป็นแหล่งพลังงานชีวิตในเซลล์ ทำให้เซลล์สามารถแบ่งตัวเกิดใหม่แทนเซลล์เก่าที่หมดสภาพไป การที่องค์ประกอบภายในเซลล์ที่อยู่รูปรีของโปรโตปลาสซึม (Protoplasm ส่วนข้นที่เป็นส่วนสำคัญของเซลล์ประกอบด้วย Cytoplasm และ Neuroplasm) นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า “ไมโทคอนเดียน” (Mitochondrion) ทำหน้าซ่อมแซมเซลล์ใหม่ให้สมบูรณ์ตาม “รหัสพันธุกรรม” (Genetic Code) ดั้งเดิมที่ไม่ชำรุดผิดเพี้ยนที่จะถ่ายทอดสู่เซลล์ใหม่ ที่เรียกว่า “DNA = Desoxyribonucleic Acid or Nucleic Acids” เมื่อจำนวนเซลล์ในร่างกายของมนุษย์มีความแข็งแรงตามธรรมชาติดั้งเดิมดีแล้ว ร่างกายหรือสรีระทางกายภาคย่อมมีสภาพที่แข็งแรงเช่นเดิม คือ ไม่เจ็บป่วย มีสภาพเป็นปกติ การเลือกอาหารที่เหมาะให้แก่บรรดาเหล่า “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ทั้งหลาย ทำให้เกิดระบบหายใจภายในเซลล์ (Cell Respiration) มีความสมบูรณ์ถูกต้อง มีระบบสันดาป (Metabolism) คือ การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของเนื้อเยื่อเพื่อแบ่งเซลล์ใหม่ให้เกิดขึ้นในการรักษาชีวิตให้สืบเนื่องต่อไปจนกว่าจะเสียชีวิต  

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงสามารถตั้งข้อสมมติฐานได้ว่า “ผู้มีไมโทคอนเดรียที่แข็งแรงสมบูรณ์ ร่างกายย่อมสมบูรณ์เช่นกัน” (คือ มีชีวิตแก่ชราช้าปราศจากโรคได้) ดังนั้น “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) นั้น จะเป็นองค์ประกอบทั่วอวัยวะร่างกายมนุษย์ทุกส่วนที่เรียกว่า “เซลล์” (Cells) เช่น ถ้า “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ที่ผิดเพี้ยนทำหน้าที่ผิดพลาด เห็นเซลล์ในตนเองเป็นศัตรู ร่างกายย่อมสร้างเซลล์มะเร็ง (Cancer Cells) ขึ้นหรือเนื้องอกที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายในร่างกายผู้นั้น แต่ถ้า “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) มีอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมเลี้ยงให้แข็งแรงใหม่ ร่างกายย่อมกำจัดเซลล์ที่ผิดเพี้ยนให้ออกจากร่างกายไปเอง ด้วยเหตุนี้ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) จึงเป็นแหล่งพลังงานชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย องค์ความใหม่เกี่ยวกับชีวเคมีสมัยใหม่นี้ ย่อมกลายเป็นแนวโน้มการรักษาโรคและยืดอายุมนุษย์ให้ยาวนานขึ้นในปัจจุบัน ที่ทางเลือกที่ดีกว่าการรักษาด้วยยาเคมีในวงการแพทย์ ซึ่งแนวโน้มนี้กำลังทำวิจัยอย่างจริงจังในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจมากของนักวิชาการทุกวงการเช่นกัน สำหรับความก้าวหน้าเกี่ยวกับ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ในประเทศไทยนั้น นักวิทยาศาสตร์ไทย “พงศ์ศักดิ์ ละไมพิศ” (PhD. Biochemistry, Austria) ได้คิดวิจัยอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในเซลล์ประเภทนี้อย่างจริงจัง และได้เก็บตัวอย่างผู้ป่วยที่รับประทานอาหารพิเศษสำหรับ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) และได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในผู้ป่วยหลายๆ โรค เช่น เบาหวาน เรื้อน อัมพฤกษ์ สมอง (Parkinson) ความจำเสื่อม ไต มะเร็ง เก๊าท์ รวมทั้งพวกสัตว์เลี้ยงด้วย เช่น สุนัข เมื่อรับประทานอาหารสำหรับจุลินทรีย์ในเซลล์แล้ว ช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บป่วยลงได้ ไม่ทุกข์ทรมานมากจนเกินไป

 

ในการศึกษาพระอภิธรรมของพระพุทธศาสนานั้น องค์ความรู้ไม่ว่าทางรูปธรรมหรือนามธรรมทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต ซึ่งหมายถึง “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” (นามรูป) และองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา–ภาวนามยญาณ” เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรภาวนามี “ญาณทัสสนะ” ที่บริสุทธิ์ที่หยั่งรู้ด้วยปัญญาเห็นแจ้งในธรรม (ญาณทัสสนวิสุทธิ –ข้อ ๗ ในวิสุทธิ ๗) ที่เป็น “โลกียญาณ” จนเข้าถึง “โลกุตตรญาณ” (โลกุตตรธรรม ๙) ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” นั่นคือ “มรรคญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ” (มรรค ๔) และ “ผลญาณ” (ผล ๔) จนถึง “นิพพาน” (นิพพาน ๑) และ “อาสวักขยญาณ”  ตามลำดับ เพราะฉะนั้น เป้าหมายสูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถปฏิปทา” คือ “ความตรัสรู้ถึงปรินิพพาน” ที่หมายถึง “ชีวิตสมสีสี” คือ ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต–ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี หรือ “สมสีสี” [สะ–มะ–สี–สี] คือ บุคคลผู้สิ้นอาสวะพร้อมกับสิ้นชีวิต นั่นคือ “บรรลุอรหัตตผลในขณะเดียวกับที่สิ้นชีวิต” ฉะนั้น ตามอรรถนี้ จิตของผู้เป็นพระอรหันต์ไม่ได้มุ่งมั่นในการยืดชีวิตเพื่อผลประโยชน์ทางวิสัยโลก อันขัดแย้งต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ๘ ประการ ได้แก่

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจติดใคร่

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ปฏิบัติด้วยปฏิปทาอันยิ่งแล้ว ถึงพร้อมด้วย “สมถพละ–วิปัสสนาพละ” ดีแล้ว ย่อมเห็น “ตายก่อนตาย” มาเป็นอย่างดี เข้าใจถูกต้องการมีชีวิตสืบเนื่องด้วย “กรรม” (กรรมปัจจัย –วิปากปัจจัย) ที่สืบเนื่องมาจาก “อาหาร–อาหารปัจจัย” (อาหารรูป–กวฬิงการาหาร = อาหารคือคำข้าว อาหารที่กิน ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย เมื่อกำหนดรู้ “กวฬิงการาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะที่เกิดจาก “เบญจกามคุณ” ได้ด้วย) อันทำให้มีชีวิตได้ คำว่า “ชีวิต” หมายถึง “ชีวิตินทรีย์” (อินทรียปัจจัย ทั้งฝ่าย “รูปธรรม” –“ชีวิตินทรีย์” ข้อ ๑๓ ในอุปาทายรูป ๒๔ และ ข้อ ๑๒ ในอุปาทายรูป ๒๔ หัวข้อ “หทัยรูป ๑” คือ “หทัยวัตถุ” ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ กับฝ่าย “นามธรรม” –“ชีวิตินทรีย์” ข้อ ๖ ในเจตสิก ๕๒) ความเข้าใจในภาวะแห่งชีวิตของร่างกาย คือ การหล่อเลี้ยงด้วยอาหารที่เป็นประโยชน์ และอาหารสำหรับจิตใจ ได้แก่

(๑) “ผัสสาหาร” อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา เมื่อกำหนดรู้ “ผัสสาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “เวทนา ๓” ได้ด้วย

(๒) “มโนสัญเจตนาหาร” อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่า “กรรม” เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย เมื่อกำหนดรู้ “มโนสัญเจตนาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓” ได้ด้วย

(๓) “วิญญาณาหาร” อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป เมื่อกำหนดรู้ “วิญญาณาหาร” ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ “นามรูป” (ขันธ์ ๕–อุปาทานขันธ์) ได้ด้วย

 

เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ย่อมรู้แจ้งในคำว่า “ชีวิต” ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ทางฝ่ายรูปธรรมหรือฝ่ายนามธรรม คือ พิจารณา “นามรูป” ทุกขณะด้วย “สติปัฏฐาน ๔” ว่า “กาย–กายานุปัสสนา ๑ เวทนา–เวทนานุปัสสนา ๑ จิต–จิตตานุปัสสนา ๑ ธรรม–ธัมมานุปัสสนา ๑” ก็สักว่า “กาย –เวทนา–จิต–ธรรม” ไม่ใช่สัตว์บุคคลเราเขาตัวตน (อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ) สำหรับกระบวนการคิดของผู้เป็นอริยบุคคลนั้น ย่อมเป็น “ปัญญาสามัญ” (จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา) ส่วนหนึ่ง กับ “ภาวนามยปัญญา” อีกส่วนหนึ่ง  ที่หล่อเลี้ยงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันและกัน เพราะฉะนั้น การเจริญภาวนาทุกขณะนั้น จึงเป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่สำคัญ นั่นคือ “ภาวนา ๔” ได้แก่ “กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” ต้องมีความสมบูรณ์เสมอกันและเป็นธรรมอันเดียวกัน เพื่อให้บรรลุสำเร็จถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ “การเป็นผู้รู้แห่งพุทธะ” นั่นคือ “ใช้ปัญญาเพื่อมีชีวิตอยู่ และมีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาอันยิ่ง” ซึ่งต้องเป็นไปตามแนวคิดทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่มีข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยแบ่งตาม “ไตรสิกขา” ได้แก่ (๑) นำด้วยปัญญาแห่งผู้รู้ คือ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) ดำเนินด้วยปัญญาแห่งผู้ตื่น คือ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ และ (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งด้วยผู้เบิกบาน คือ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ เมื่อ “ไตรสิกขา” สะอาดหมดจดบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาทั้งหลาย (ขัดเกลากิเลสตัณหาตามลำดับในวิสุทธิ ๗ จนถึงข้อสุดท้าย ญาณทัสสนวิสุทธิ) บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงการตรัสรู้ถึง “อริยสัจจ์ ๔” โดยมีการกำหนดรู้แจ้งเห็นจริงด้วย “สติสัมปชัญญะ” (จิตที่เป็นเอกัคคตาจิตแห่งสมาธิในวิปัสสนา) ใน (๑) ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขญาณ (๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขสมุทยญาณ (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธญาณ และ (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ–มรรคญาณ–มรรค ๔ (อริยมรรค) ฉะนั้น ขั้นตอนที่สำคัญในการเจริญภาวนา คือ การเข้าถึง “ปัญญาเห็นธรรม” นั่นคือ เห็นสัจจธรรมตามเป็นจริง (กฎธรรมชาติ–ธรรมฐิติ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒) โดย “โยนิโสมนสิการ” ทั้งที่เป็น (๑) “ปัญญาสามัญ” (จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา) กับ “ภาวนาปัญญา” ที่ประกอบด้วย “จินตามยญาณ–สุตมยญาณ–ภาวนามยญาณ” ที่เป็นทั้ง “โลกียญาณ” กับ “โลกุตตรญาณ” การมีชีวิตอยู่ของผู้เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา จึงเป็น “วิถีชีวิตที่ประเสริฐ” ที่ดำเนินด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” (ภาวิตัตต์–มัคคสมังคี) เพราะฉะนั้น การบรรลุถึงความตรัสรู้ในเบื้องต้นนั้น คือ “อรหันต์แห่งจตุปฏิสัมภิทา” (อัตตปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา) ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ซึ่งจะเป็น “อาโลกสัญญา” (แสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ไม่เว้นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม) นำไปสู่ความตรัสรู้ธรรมที่สูงขึ้นไปอีก

 

อย่างไรก็ตาม “ปัญญาเห็นธรรม” (จินตามยญาณ–สุตมยญาณ–ภาวนามยญาณ = ปัญญาญาณในวิปัสสนา) นั้น เป็นการประมวลองค์ความที่เป็นที่มีอยู่ทั้งหมด ที่เรียกว่า “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” (วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ) เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมในขณะเดียวกัน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการรู้อย่างเท่าทันกิเลสทั้งหลายเป็นอย่างดี ย่อมเป็นบุคคลที่รู้แจ้งเห็นจริงใน “อธิคมธรรม” ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งปวง การมีชีวิตอยู่จึงไม่ได้เกรงกลัวต่อ “ความตาย” เพราะศรัทธา เลื่อมใส ในพระรัตนตรัย ด้วยฉันทะที่แท้จริง ในการวิปัสสนาโดย “กลาป” [กะ–หลาบ] ซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖ = ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน) กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ = ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด) โดยพิจารณาเห็นทั้งรูปธรรมกับนามธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ในฝ่ายรูปธรรมย่อมเห็นด้วยการโยนิโสมนสิการใน “โครงสร้างอณู” (โมเลกูล) หรือ “อนุภาคที่เล็กที่สุด” (อะตอม) และในฝ่ายนามธรรมก็ย่อมเห็นด้วยการโยนิโสมนสิการในองค์ประกอบของจิตในภูมิทั้ง ๔ ที่แตกต่างกันด้วย “ปัจจัย ๒๔” ที่เป็นไปตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา) อันประกอบด้วย “ปัญญาญาณ” ที่เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ) หมายถึง ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม คือ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย จนถึงการเกิดปัญญาหยั่งรู้อันเป็นความรู้แจ้งใน “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน นั่นคือ “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือ “ชีวิต–กองทั้ง ๕ แห่งชีวิต” (ขันธ์ ๕) ฉะนั้น ขั้นตอนกระบวนการคิดที่แสดงถึงปฏิภาณในการต่อยอดองค์ความรู้จึงเป็นคุณสมบัติของบุคคลผู้เป็นผู้รู้หรือหผู้มีปัญญามาก ที่เรียกว่า “พหูสูต” ยกตัวอย่าง พระอริยเจ้านั้น มักสามารถบอกสูตรยารักษาโรคได้ด้วยปัญญาญาณที่มีเมตตาต่อญาติโยม เช่น สูตรยาสมุนไพรไทย อันเป็น “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ที่มีมาแต่โบราณ เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้มุ่งมั่นทำเป็นงานวิจัยแบบทางโลก เพื่อจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรเพื่อการค้า ข้อนี้สังเกตสมุดข้อยโบราณที่บันทึกสูตรยารักษาโรคต่างๆ ตามวัด หรือที่รวบรวมไว้ที่วัดมหาธาตุ (ท่าพระจันทร์) เป็นต้น พระอรหันต์ไม่ได้มีหน้าที่นั่งสมาธิหายาหรืออาหารพิเศษทำให้ผู้คนแม้ตนเองให้อายุยืนแข่งกับเทวดา ซึ่งเป็นเรื่อง “ตัณหา ๓” คือ ความทะยานอยาก ได้แก่ (๑) “กามตัณหา” คือ ความทะยานอยากในกามคุณทั้ง ๕ ความทะยานอยากในกาม อยากได้อารมณ์อันน่าใคร่ (๒) “ภวตัณหา” คือ ความทะยานอยากในภพอยากเป็นนั่นเป็นนี่ และ (๓) “วิภวตัณหา” คือ ความทะยานอยากในวิภพ อยากไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่ อยากพรากพ้นดับสูญไปเสีย เพราะฉะนั้น อารมณ์แห่งพระอรหันต์จึงต้องพร้อมด้วย “จตุตถฌาน” อันเป็นรูปาวจรกุศลจิต ที่ประกอบด้วย “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” กับ “อุเบกขา” เป็นผู้ปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ” เป็นธรรมดา ย่อมเป็นผู้รู้แจ้งโลก รู้เท่าทัน “กิเลสอวิชชา–อวิชชาสังโยชน์” เป็นอย่างดี ให้พิจารณาข้อธรรม “กลาป” เพื่อเปรียบเทียบในการต่อยอดองค์ความรู้กับเรื่องจุลินทรีย์ในเซลล์ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“กลาป” [กะ–หลาบ –United Subnuclear Atomic Particles] หมายถึง “กลุ่ม–หมวด–หน่วยรวม” ดังนี้

 

(๑) “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนะ–นยวิปัสสนา–สมุทายมนสิการ” ด้วยอรรถว่าในการเจริญวิปัสสนา หมายถึง การพิจารณาโดย “กลาป” ด้วยพิจารณาธรรมอย่างรวมๆ โดยรวมเป็นหมวด หรือรวบทั้งกลุ่ม (เพื่อลงความเห็นเป็นข้อสรุป กฎ หรือ ทฤษฎี) เช่นว่า รูปธรรมทั้งปวง ไม่เที่ยง หรือ ฌานธรรมเหล่านี้ ไม่มีแล้วก็มีขึ้น มีแล้ว ก็ไม่มี เป็นต้น   ซึ่งง่ายกว่าการพิจารณาโดยองค์ หรือโดยแยกรายข้อย่อย เช่น พิจารณาองค์ฌานตามลำดับข้อ หรือเป็นรายข้อ ซึ่งเรียกว่า “อนุปทธรรมวิปัสสนา–อังคโตสัมมสนะ” อนึ่ง คำว่า “กลาปสัมมสนะ–กลาปวิปัสสนา” คือ การพิจารณากลาปที่เป็นหมวดหรือกลุ่มของธรรมด้วยข้อสรุปทั้งรูปธรรมหรือนามธรรม (นามรูป) โดยพิจารณาถึง (๑) ความเกิดขึ้น–อุปปาทักขณะ (๒) ความตั้งอยู่–ฐิติขณะ (๓) ความเสื่อมไป–ภังคขณะ ตามหลัก “ธรรมนิยาม ๓” หรือ “ไตรลักษณ์” (อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา) นั่นคือ “สัมมสนญาณ” หมายถึง ญาณที่กำหนดพิจารณานามรูป คือ “ขันธ์ ๕” ตามแนวไตรลักษณ์ ซึ่งเกิดขึ้นต่อจาก “กังขาวิตรณวิสุทธิ” หมายถึง ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ (เวลาก่อนแต่ปฏิสนธิกาล ชื่อว่า “อดีตอัทธา” ๑ เวลาหลังจากจุติ ชื่อว่า “อนาคตอัทธา” ๑ เวลาในระหว่างแห่งปฏิสนธิกับจุติ รวมทั้งจุติและปฏิสนธิ ชื่อว่า “ปัจจุบันนัทธา” ๑) ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” ซึ่งจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ เพราะฉะนั้น “กลาปสัมมสนะ–กลาปวิปัสสนา” จึงเกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ที่ยังเป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่ยังมีกำลังอ่อน) หมายถึง ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด ซึ่งจะกลายเป็น “พลววิปัสสนา” คือ วิปัสสนาที่มีกำลังแรงกล้าเห็นธรรมตามที่เป็นจริง

 

(๒) “รูปกลาป” คือ หน่วยรวมรูปธรรมที่เล็กที่สุด หน่วยรวมเล็กที่สุด ซึ่งมีองค์ประกอบที่จำเพาะแน่นอนมารวมกันขึ้น อันเป็นส่วนย่อยของรูปธรรมประเภทนั้นๆ โดยที่องค์ประกอบทั้งหมดมี “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว (เอกุปปาทะ) ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว (เอกนิโรธะ) และมีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว (เอกนิสสยะ) ตามหลักทางอภิธรรม หน่วยรวมรูปธรรมเล็กที่สุด ที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของรูปธรรมทั้งปวง ได้แก่ “สุทธัฏฐกกลาป” (หน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน) คือกลาปซึ่งประกอบด้วย “อวินิพโภครูป ๘” คือ รูปธรรมแปดอย่างที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป ไม่สามารถแยกพรากออกจากกันได้ อันได้แก่ “ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ (อาหารรูป–กวฬิงการาหาร–คำข้าว)”

 

ฉะนั้น “กลาป” คือ หน่วยรวมย่อยของรูปธรรมทั้งหลาย ซึ่งมี “อวินิพโภครูป ๘” นั้น เป็นแกนยืนพื้น ถ้าไม่มีองค์ประกอบอื่นร่วม ก็เป็นหน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน เรียกว่า “สุทธัฏฐกกลาป” (สุทธ=ล้วน + อัฏฐก=หมวด ๘ + กลาป=หน่วยรวม) ดังกล่าวแล้ว แต่ถ้ามีองค์ประกอบอื่นเข้าร่วมเพิ่มขึ้น ก็เป็นกลาปต่างแบบออกไป โดยที่กลาปแต่ละแบบนั้นมีจำนวนองค์ประกอบร่วมอย่างเดียวกันเท่ากันตายตัว ถ้ามีองค์ประกอบ ๙ ก็เป็นนวก=หมวด ๙ ถ้ามีองค์ประกอบ ๑๐ ก็เป็นทสก=หมวด ๑๐ ถ้ามีองค์ประกอบ ๑๑ ก็เป็นเอกาสก=หมวด ๑๑ ถ้ามีองค์ประกอบ ๑๒ ก็เป็นทวาทสก=หมวด ๑๒ ถ้ามีองค์ประกอบ ๑๓ ก็เป็นเตรสก=หมวด ๑๓ “กลาป” แยกเป็น ๔ ประเภท ตาม “สมุฏฐาน ๔” ดังนี้

 

(๑) “กัมมชกลาป” คือ กลาปที่เกิดแต่กรรม ซึ่งการก่อกรรม (ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร) นั้น จะทำผ่าน “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ” สัมปยุตต์ด้วย  “อินทรีย์ ๖” คือ “ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ” ที่ประกอบด้วย “ภาวรูป ๒–หทัยรูป ๑–ชีวิตรูป ๑” โดยมีกรรมเป็นสมุฏฐาน มี ๙ แบบ ได้แก่

๑.๑ “จักขุทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์) –จักขุปสาทรูป

๑.๒ “โสตทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–โสตปสาทรูป

๑.๓ “ฆานทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–ฆานปสาทรูป

๑.๔ “ชิวหาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–ชิวหาปสาทรูป

๑.๕ “กายทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–กายปสาทรูป  

๑.๖ “อิตถีภาวทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–อิตถีภาวรูป (เพศหญิง)

๑.๗ “ปุริสภาวทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–ปุริสภาวรูป (เพศชาย)

๑.๘ “หทัยวัตถุทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)–หทัยรูป (หทัยวัตถุ–ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ)

๑.๙ “ชีวิตนวกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–ชีวิตรูป (ชีวิตินทรีย์)

 

(๒) “จิตตชกลาป” คือ กลาปที่เกิดแต่จิต มี ๘ แบบ ได้แก่

๒.๑ “สุทธัฏฐกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ

๒.๒ “สัททนวกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–สัททรูป (เสียงอันเกิดแต่สิ่งที่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่จิต)

๒.๓ “กายวิญญัตตินวกกลาป” =ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–กายวิญญัตติรูป

๒.๔ “วจีวิญญัตติสัทททสกกลาป” =ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–วจีวิญญัตติรูป–สัททรูป (เสียงอันเกิดแต่สิ่งที่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่จิต)

๒.๕ “ลหุตาทิเอกาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

๒.๖ “สัททลหุตาทิทวาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–สัททรูป–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

๒.๗ “กายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ– กายวิญญัตติรูป –วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

๒.๘ “วจีวิญญัตติสัททลหุตาทิเตรสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–วจีวิญญัตติรูป–สัททรูป–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

 

(๓) “อุตุชกลาป” คือ กลาปที่เกิดแต่อุตุ (อุณหภูมิและสภาพแวดล้อม) มี ๔ แบบ ได้แก่

๓.๑ “สุทธัฏฐกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ   

๓.๒ “สัททนวกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–สัททรูป (เสียงอันเกิดแต่สิ่งไม่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่อุตุ)

๓.๓ “ลหุตาทิเอกาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

๓.๔ “สัททลหุตาทิทวาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–สัททรูป–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

 

(๔) “อาหารชกลาป” คือ กลาปที่เกิดแต่อาหาร มี ๓ แบบ ได้แก่

๔.๑ “สุทธัฏฐกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ

๔.๒ “สัททนวกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–สัททรูป (เสียงอันเกิดแต่สิ่งไม่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่อุตุ)

๔.๓ “ลหุตาทิเอกาทสกกลาป” = ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชะ–วิการรูป ๓ (ลหุตา–ความเบา ๑ มุทุตา–ความอ่อนสลวย ๑ กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ๑)

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่อง “รูปธรรมแห่งชีวิตินทรีย์” (กลาปรูปย่อมอุบัติเกิดขึ้นก่อนที่จิตวิญญาณแห่งธาตุรู้จะเข้าครอบครอบ) นั้น การพิจารณากลาปนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอยู่เนืองๆ ใน “สติปัฏฐาน ๔” เพื่อให้เกิด “กายานุปัสสนาสติปัฏฐานญาณ” ในหัวข้อ “ธาตุมนสิการ–การพิจารณาธาตุ” หรือ “จตุธาตุววัฏฐาน–การกำหนดธาตุ ๔” ที่หมายถึงหลักธรรม “ธาตุกัมมัฏฐาน ๔” ดังนี้

 

“ธาตุกัมมัฏฐาน ๔” หมายถึง กรรมฐานคือธาตุ กรรมฐานที่พิจารณาธาตุเป็นอารมณ์ คือ กำหนดพิจารณากายนี้แยกเป็นส่วนๆ (อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ) ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ให้เห็นว่าเป็นเพียง “ธาตุ ๔” แต่ละอย่าง “ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา” (อนัตตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา) ซึ่งต้องประกอบด้วย “อินทรีย์ ๓” เพื่อบ่งบอกความเป็นชีวิตหรืออินทรีย์สาร นั่นคือ อิตถินทรีย์–อินทรีย์ คือ อิตถีภาวะ ๑ ปุริสินทรีย์–อินทรีย์ คือ ปุริสภาวะ ๑ ชีวิตินทรีย์–อินทรีย์ คือ ชีวิตรูป ๑ ได้แก่   

(๑) “ปฐวีธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ได้แก่ ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะแข้นแข็งเป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๒) “อาโปธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบ ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ดี–เสลด–หนอง–เลือด–เหงื่อ–มันข้น–น้ำตา –เปลวมัน–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–มูตร–มันสมอง หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะเอิบอาบเป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๓) “เตโชธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะร้อน ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ได้แก่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะร้อนเป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๔) “วาโยธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปตามตัว ลมหายใจ หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะพัดผันไป เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

หมายเหตุ แต่ถ้าเพิ่มเข้าไปอีก ๒ ธาตุ เรียกว่า “ธาตุกัมมัฏฐาน ๖” ดังนี้

(๕) “อากาสธาตุ” คือ สภาวะที่ว่าง โปร่งไป เป็นช่อง ธาตุที่มีลักษณะเป็นช่องว่าง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์ เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ได้แก่ ช่องหู–ช่องจมูก–ช่องปาก–ช่องทวารหนัก–ทวารเบา–ช่องแห่งอวัยวะทั้งหลาย หรือที่อื่นใดที่มีลักษณะเป็นช่องว่างอย่างเดียวกันนี้ ในข้อนี้จะเกื้อกูลการพิจารณากรรมฐานด้วย “ปฏิภาคนิมิต” ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาย่อมเห็นระบบโครงสร้างภายในอวัยวะต่างๆ ที่มารวมกันเป็นร่างกายหนึ่ง ๆ คือ ของตนและของผู้อื่น

(๖) “วิญญาณธาตุ” คือ สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ ธาตุที่มีลักษณะเป็นเครื่องรู้แจ้งอารมณ์ ที่เรียกว่า “ธาตุรู้” ได้แก่ “วิญญาณธาตุ ๖” (อินทรีย์ ๖–อายตนะภายใน ๖ = ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ ที่เกิด “ผัสสะ ๖” กับ อารมณ์ ๖–อายตนะภายนอก ๖ = รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์) คือ จักขุวิญญาณธาตุ ๑ โสตวิญญาณธาตุ ๑ ฆานวิญญาณธาตุ ๑ ชิวหาวิญญาณธาตุ ๑ กายวิญญาณธาตุ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑

 

ข้อพึงสังเกต คือ พระพุทธศาสนาให้ศึกษาสภาวธรรมที่เป็นจริงตาม “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) โดยให้รวบรวมชุดข้อมูลให้เพียงพอเป็นหลักฐานในการศึกษาวิจัยธรรมทั้งหลายในวิปัสสนาภูมิ ซึ่งฝึกฝนสะสมประสบการณ์ตามลำดับ  

 

อนึ่ง ในสภาวะของการเกิด “กายานุปัสสนาสติปัฏฐานญาณ” นั้น อาจฝึกฝนการใช้วัตถุถึง ๖ อย่าง ในการพัฒนาตนให้เกิด “สติสัมปชัญญะ” ที่เต็มรอบทุกขณะ โดยเข้าใจถึง “กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา” (อนัตตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา) ได้แก่ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลมหายใจ (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น ดังนั้น “กายานุปัสสนามีวัตถุ ๖” นี้ จะเกื้อกูลการพิจารณากายของตนโดย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ตายนัยของสมุทัยสัจจ์ คือ แสดงให้เห็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ตามลำดับ (พิจารณาให้เห็นภาพนิมิตในวิปัสสนาภูมิต่อไปนี้) ตั้งแต่ ร่างกาย–(เซลล์–ไมโทคอนเดรีย–Chromosomes–Genes–DNA) –เกิด–แก่–เจ็บ–ตาย–น่าพองขึ้นอืด–เน่าเปื่อย–มีโลหิตไหลอาบเรี่ยราดอยู่–ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูกหรือกระดูกท่อน–เสื่อมสลาย–ผงธุลี–ธาตุ– (อณู–โมเลกุล–อะตอม) จนถึง “ความว่างเปล่า” (Void) คือ “อนัตตตา–สุญญตา” ในขณะเดียวกัน ก็ให้พิจารณาสังขารธรรมนี้ เป็นการย้อนทิศทางกลับกัน ที่เรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ตามนัยของนิโรธสัจจ์ คือ ฝ่ายนิโรธในการดับทุกข์ ในระหว่างที่พิจารณา “ภาพสังขารนิมิต–สมถนิมิต–วิปัสสนานิมิต” ดังกล่าวนี้ใน ๒ ทิศทาง ก็กำหนดรู้ธรรมทั้งหลายด้วย “อนุปัสสนา ๗” ที่ทำให้เกิด “ปัญญา ๗–ปัญญา ๑๐” และการออกจากสังขารทั้งหลายด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙–มหาวิปัสสนา ๑๘” ที่เรียกว่า “วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” ก่อนที่บรรลุเข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” ตามลำดับ เพราะฉะนั้น การมนสิการกรรมฐานตามนัยนี้ เป็นการประยุกต์องค์ความรู้ที่เกิดจาก “สุตมยญาณ” ระหว่าง (๑) “กลาป” (United Subnuclear Atomic Particles) อันเป็นปัญญาที่หยั่งเห็นธรรม (Insight) ด้วยการเจริญภาวนา (Mental Development) กับ (๒) “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) อันเป็นปัญญาที่ค้นพบ (Discover) ความจริงในธรรมชาติที่เกิดจากการแสวงหาความรู้ด้วยวิธีวิจัย (Research) ที่ต้องประกอบด้วย “จินตามยญาณ” ที่สืบเนื่องด้วย “โยนิโสมนสิการ” จนทำให้เกิด “ภาวนามยปัญญา–ภาวนามยญาณ” แห่งวิปัสสนาภูมิ ฉะนั้น “การค้นพบ” (ตรัสรู้–สัมโพธะ = สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ) และ “การเห็น” (ปัญญาญาณอันมีสามารถหยั่งรู้ธรรม = สัมมาทิฏฐิ–ทัสสนะ–ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ โดยจิตต้องอยู่ในภูมิแห่งรูปาวจรกุศลจิตแห่งจตุตถฌานขึ้นไป จึงจะเกิดความบริสุทธิ์แห่งโลกียสัมมาทิฏฐิกับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ) ของพระพุทธเจ้าในธรรมทั้งหลาย (สังขตะ–อสังขตะ หรือ สังขาร–วิสังขาร) เป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งที่ประกอบด้วย (๑) เหตุผลด้วยโยนิโสมนสิการแห่งสัมมาทิฏฐิทั้งโลกิยะกับโลกุตตระ และ (๒) ปัญญาด้วยสมาธิกำลังกับญาณกำลังแห่งยถาภุตญาณทัสสนะ ที่เรียกว่า “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ วิชชา ๓–วิชชา ๘ นั่นเอง

 

“Quarks” คือ อนุภาคมูลฐาน ๓ ชั้นที่เป็นรากฐานของมวลทั้งหมดในจักรวาล

 

ให้พิจารณาให้เห็นความสืบเนื่องในรูปธรรม โดยที่องค์ประกอบทั้งหมดมี “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกันอันเป็นหน่วยรวม (คล้ายเซลล์หนึ่งหน่วย) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว คือ “เอกุปปาทะ” ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว คือ “เอกนิโรธะ” และมีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว คือ “เอกนิสสยะ” นั่นคือ เห็นขณะทั้ง ๓ “อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ” และกาลทั้ง ๓ “อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา” โดยเปรียบเทียบกับหลักธรรมทั้งหลาย

 

 

 

(สสารวัตถุไม่ประกอบด้วยสารอินทรีย์) ดังภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

 

โครงสร้างเซลล์

Slide: Introduction to Cells

Source: https://www.youtube.com/watch?v=gFuEo2ccTPA
ดูไฟล์ภาพยนตร์

 

รวมภาพโครงสร้างเซลล์
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
       
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
         

 

 

 

ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria)

Slide: Powering the Cell Mitochondria

Source: https://www.youtube.com/watch?v=RrS2uROUjK4
ดูไฟล์ภาพยนตร์

 

รวมภาพไมโทคอนเดรีย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
       
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย   ดูภาพขยาย
         
         
         

 

จากภาพประกอบดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่า องค์ประกอบภายในของ “ไมโทคอนเดรียน” (Mitochondrion)  ๑ หน่วย ที่สารอาหารจะต้องซึมผ่านผนังภายภายนอกเซลล์ (Outer Membrane) ผ่านเข้าไปบริเวณผนังระหว่างภายนอกกับภายในของเซลล์ (Inter Membrane Space) เพื่อซึมผ่านเข้าไปในผนังภายใน (Inner Membrane) อีกชั้นหนึ่ง โดยซึมผ่านไปที่ผนังเยื่อชั้นในสุด คือ  Cristae ก่อนซึ่งไปหล่อเลี้ยงถึงองค์ประกอบภายในสุดที่ประกอบด้วย Ribosome, Granules, ATP Synthase Particles, Matrix, DNA หลังจากนั้น “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) แต่ละหน่วยจะแปลงสารอาหารต่างๆ ให้เป็น “สนามพลังงาน” (Power Energy Field) เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเซลล์แต่ละเซลล์ รวมทั้งเซลล์ทั้งหมดในระบบของร่างกาย ดูภาพประกอบด้านบนที่เห็นเป็น “ลูกไฟ” นั่นคือ “พลังงานในคอนโทมิเดรียนในแต่ละเซลล์” ซึ่งการเคลื่อนไหวของเซลล์ต่างๆ อาศัยแหล่งพลังจาก “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการรวมเซลล์ การแยกเซลล์ การเกิดเซลล์ใหม่ การเสื่อมโทรมเสียเซลล์ไป ก็ตาม (ดูภาพประกอบโครงสร้างเซลล์) ซึ่งร่างกายมนุษย์มีเซลล์มากกว่า 100 Trillion Cells (1,000,000,000,000,000,000 = 1018) ซึ่งแต่ละวินาทีจะมีปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมากกว่า 500 Quadrillion /Second Chemical Reactions (500,000,000,000,000,000,000,000,000 = 1024)

 

เพราะฉะนั้น ร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างมโหฬาร ซึ่งเป็นไปตาม “กฎอนิจจัง–กฎแห่งความไม่เที่ยง” ที่ต้องดำเนินไปตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ชาติ –พยาธิ -อันมีสมุฏฐานจาก “อวิชชา” (Ignorance) คือ ความไม่รู้จริง ด้วยความแปรปรวนแห่งสังขารนิมิต (กายสังขาร) นำมาซึ่งความเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด “สงสารทุกข์” ในขณะที่ยังมีชีวิตสืบเนื่อง “ชีวิตสันตติ” ในสงสารวัฏฏ์ การดับทุกข์แบบชาวโลก คือ ความถึงพร้อมด้วย “มีเงิน–มีความรู้–มีอำนาจ” จึงจะรักษาตนได้ดี นั่นคือ เลือกซื้ออาหารที่มีประโยชน์มาเลี้ยงร่างกาย และการออกกำลังกาย รวมทั้ง การออกกำลังความคิด เพื่อให้เกิด “ปัญญา” ด้วย แต่ต้องมองโลกในแง่ดีอย่างสร้างสรรค์ด้วยคุณธรรมที่ว่า “คิดดี–ทำดี” (มีศีลธรรม–มีจริยธรรม) “ปัญญา” ทำให้คิดได้ว่า อาหารที่จะนำเข้าไปหล่อเลี้ยง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น  ไม่น่าจะเป็นอาหารพื้นฐานทั่วไปตามปกติ ก็ควรจะเป็นอาหารที่ผลิตผ่านกรรมวิธีระดับชีวินาโนเทคโนโลยี (Bio–Nanotechnology) ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมากๆ คือ “Nanometer = nm” (One thousand millionth of a meter) ซึ่งในความเป็นจริง มนุษย์ได้ก้าวสู่ “ยุคนาโนเทคโนโลยี” ไปแล้ว เพียงแต่ว่า นวัตกรรมการผลิตสินค้ากำลังก้าวสู่วิทยาการสมัยใหม่ดังกล่าวนี้ อยู่ในกระบวนการวิจัยไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารและอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ กล่าวโดยสรุป อาหารที่จะใช้หล่อเลี้ยง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ควรเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารชีวนาโนเทคโนโลยี จึงจะเรียกว่า สมกันอย่างเหมาะควร นั่นคือ น้ำต้มข่าขาไก่หรือสมุนไพรคงใช้เวลาถึง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) เป็นวันๆ นั่นเอง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) คงไม่นั่งรอกินน้ำต้มข่าไก่ เพื่อรักษาชีวิตตนเอง ผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค คงเข้าไปซ่อมแซมระบบโครงสร้างของ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ได้ไม่เหมาะสม เพราะ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) เป็นจุลินทรีย์ในเซลล์ ที่จะต้องฟื้นฟูระบบโครงสร้างทั้งหมดด้วยอาหารไม่ใช่ยาโดยตรง ฉะนั้น “ยา” (Medicines) จึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในการรักษาร่างกาย เป็นได้แค่องค์ประกอบหนึ่ง ที่อยู่ในสมมติฐาน “ได้อย่าง–ย่อมเสียอีกอย่าง” ได้ไม่คบ ๑๐๐ % จึงเข้าทำนองรักษา “ตับทุเลาไปแต่ไตเริ่มจะไว” แต่การรักษาด้วย “อาหารชีวนาโนเทคโนโลยี” (Bio–Technological Nutriments) ย่อมเป็นการซ่อมแซมระบบโครงสร้างเซลล์ทั้งระบบ เพราะอาศัยต่อเชื่อมเป็น “รหัสพันธุกรรม” (DNA or Genetic Codes) ตัวเดียวกันทั้งร่างกายในแต่ละบุคคล เนื่องจาก เซลล์แต่ละหน่วยจะต้องมีรหัสพันธุกรรมอย่างเดียวกันเท่านั้น ที่จะบ่งบอกเป็นบุคคลคนนี้ได้ ฉะนั้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาหารอวกาศนี้ เป็นเรื่องท้าทายวงการแพทย์สมัยใหม่ ด้วยการรักษาด้วย “ยาเคมี” (Chemical Medicines) เพราะไม่สามารถไปซ่อม “รหัสชีวิต” (Life Codes) ได้จริง ที่ยังตั้งสมมติฐานว่า “อวัยวะในร่างกายมนุษย์เป็นเสมือนอะไหล่” แต่ในความเป็นจริง “อวัยวะทุกส่วนในร่างกายมนุษย์ควบคุมด้วยระบบรหัสพันธุกรรมที่หล่อเลี้ยงด้วยพลังงานจากไมโทคอนเดรีย”

 

ตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่า วงการแพทย์กำลังเข้าถึง “ยุคโอละหนอ” จะยอมรับความจริงก็ไม่ได้ เพราะหลงทางมานานเหมือนกับว่าเดินทางมาถูกต้อง จะกลับก็ไม่ได้ จะเดินหน้าก็ยิ่งหลงทาง ทำให้เสีย “ลุค” (Look) จึงพากันเรียกแนวทางรักษาโรคด้วยวิธีใหม่ๆ ว่า “แพทย์ทางเลือก” (Alternative Medications) นั่นคือ โรงพยาบาลหมดสูตรรักษาเยียวยา ให้หาที่ตายตามอัธยาศัย ซึ่งส่วนใหญ่เลือกตามที่บ้านดีกว่า เพราะลาโลกในอ้อมอารีย์แห่งญาติทั้งหลาย ตายด้วยความสบายใจอย่างอบอุ่น ไม่ติดมั่นกับห่วงชีวิตของคนข้างหลัง ตัดภพตัดชาติกันอย่างถูกต้อง คนตายก็ไปทางของตนตาม “ยถากรรม” คนที่อยู่ก็อยู่ตามกรรมในเจตนาของตนไป แต่ไม่ใช่ทำนอง “หมาก็เดินตามทางหมา สิงโตก็เดินตามทางสิงโต” (คติพจน์ของโจรเป็นการทำวิปฏิสารความเดือดต่อเนื่องในตนและผู้อื่น) เช่น การรักษาด้วยสมุนไพร (อาจรวมถึงเป่าแสกคาถาด้วย เพื่อปรับทัศนคติเจ้ากรรมนายเวรใหม่) หรือที่มาแรงหน่อยในปัจจุบัน คือ การรับประทานอาหารเพื่อรักษาร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ชีวนาโนเทคโนโลยี ไม่ใช่การกำจัดสารพิษในร่างกายด้วย “หินภูเขาไฟหรือก้อนแม่เหล็ก” หรือ “น้ำทิพย์จากแร่เทวดา” ที่กำลังระบาดแพร่เชื้อในระบบขายตรง พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะชีวิตให้ยังยืนด้วย “อาหาร ๔” เป็นหลัก ที่ประกอบด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” (เข้าใจใน อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อัทธา ๓–กาลทั้ง ๓) นอกเหนือจาก “ยาสมุนไพร” ที่มีสมมติฐานโรคของแต่ละคนที่ต้องเลือกน้ำหนักและประเภทสมุนไพรเป็นส่วนประกอบของยา  (หมอชีวกโกมารภัจจ์–หมอใหญ่ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและมีชื่อเสียงมากในครั้งพุทธกาล เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้า) ซึ่งเป็นการรักษาอาการทางกาย รวมทั้งการรักษาอาการทางจิตใจให้เบิกบานผ่องใส (ด้วยการเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘”) แต่อย่าเข้าใจผิดที่รักษาตนด้วย “ธรรมโอสถ” อันเป็นฐานะของพระอรหันต์ที่เป็นไปได้ คนบาปคนชั่วไม่อยู่ในสาธารณ์นี้ โดยมีไว้เฉพาะ “อรหันต์แห่งวิสุทธิเทพ” มิฉะนั้น “ตายสนิทแน่นอน” ถ้ามีบุญวาสนาก็อาจมี “อริยสาวกด้วยคุณชาติแห่งพุทธะหรือคุณาติเรกสัมปทา” (ทักขิไณยบุคคลเป็นพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้) มาต่อบุญให้ เช่น การสวดให้พรด้วย “อิทธิบาท ๔” หรือ การเจริญ “โพชฌงค์ ๗” แต่ผู้รับพรนั้น ต้องอยู่ในฐานะสมควรได้เช่นกัน “บุญต้องบวกบุญ ดีต้องต่อด้วยคุณความดี” ดังนั้น “พาลปุถุชนแห่งชาวโลก ย่อมต่อบุญด้วยคุณาติเรกสัมปทาแห่งอริยบุคคลได้ยาก” ฉะนั้น ผู้ที่ได้เปรียบในการรักษาตน (กายภาวนา) ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ด้วย “ธาตุมนสิการ” คือ พิจารณาเห็นกายในธาตุกัมมัฏฐานทั้ง ๔ เห็นคำข้าวที่จะหล่อเลี้ยงร่างกายในสภาวะที่เหมาะสม “กวฬิงการาหาร” หมายถึง อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากชีวนาโนเทคโนโลยี ด้วยปัญญาที่เห็นธรรม คือ “เห็นกายในภายของตน” จนถึงข้อสรุปที่ว่า “กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” อันเป็น “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” คือ “ญาณวิโมกข์” ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นปุถุชนสามัญชนทั่วไป แค่รักษาร่างกาย (เซลล์) ด้วยอาหารที่หล่อเลี้ยง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) เป็นการยืดอายุของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ก็ถือว่าเป็น “วาสนา” คือ ผลอันเกิดจากการสร้างกุศล แต่ยังไม่เป็น “บารมี” คือ ปฏิปทาอันยิ่งแห่งการสร้างกุศล นั่นคือ “การปฏิบัติธรรมแห่งสัตบุรุษ” อันเป็นทั้ง “กุศลผลบุญแห่งวาสนาบารมี” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ได้เกิดในภูมิแห่งพระพุทธศาสนา ยิ่งไม่ควรละทิ้งโอกาสทองแห่งชีวิต ที่มีโอกาสในชาตินี้บรรลุถึงคุณใหญ่แห่งโลกุตตรธรรม ก็มีคำแนะนำว่า “อย่าประมาทพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์” ประการสำคัญ “อย่าประมาทปัญญา” ให้คิดด้วยความสำรวมระวังอินทรีย์ทั้งหลาย

 

 

ความสำคัญของไมโทคอนเดรีย

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมหาศาล และทุกๆ เซลล์จะมีไมโทคอนเดรียซึ่งมีขนาดประมาณ ๑ –๑๐ ไมครอน เป็นองค์ประกอบที่มากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและหน้าที่ของอวัยวะนั้นๆ เช่น เซลล์หัวใจจะมีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ ตัวต่อเซลล์ ฉะนั้น การขาดแคลนสารอาหารสำหรับเลี้ยงไมโทคอนเดรียอย่างต่อเนื่อง ย่อมนำไปสู่การขาดแคลงพลังงาน และการด้อยประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอหรือเสียหาย โดยเฉพาะ กระบวนการสร้างเซลล์ตัวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ที่หมดอายุ ย่อมเกิดการถ่ายทอดรหัสพันธุกรรม (Genetic Code) ที่ด้อยไปสู่เซลล์รุ่นใหม่ อันนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมหรือฝ่อลงของอวัยวะต่างๆ ตามมา ได้แก่ ความเจ็บป่วย โรคภัย ที่หลากหลายชนิด ยากที่จะบรรเทาด้วยยาเคมีตามสถานที่พยาบาลต่างๆ ซึ่ง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) มีบทบาทหน้าที่สำคัญๆ (Intercontrol Co.,Ltd. 2014) ดังนี้

 

(๑)   “ไมโทคอนเดรีย” ทำหน้าเสมือนโรงงานแปรรูปอาหาร หรือเรียกว่า “กระบวนการเผาผลาญอาหาร” (Metabolisms) เพื่อให้ได้รหัสพันธุกรรม (DNA = Deoxyribonucleic Acid) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์ที่ตายไป ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพเซลล์ได้ทั่วร่างกาย เนื่องจากเซลล์ทุกเซลล์มีรหัสพันธุกรรม เหมือนกันทั่วร่างกาย

(๒) “ไมโทคอนเดรีย” เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานชนิด ATP (Adenosine Triphosphate ซึ่งเป็นแหล่งของพลังงานของร่างกาย) ทำให้คนเราสามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ด้วยดี

(๓)  “ไมโทคอนเดรีย” เป็นแหล่งกำเนิด “เอนไซม์” (Enzymes) นับพันๆ ชนิด เพื่อใช้ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย

(๔)  “ไมโทคอนเดรีย” ที่ได้รับสารอาหารถูกต้องเหมาะสม (ผลิตด้วยกรรมวิธีทางชีวนาโน)  มีผลต่อการยับยั้งการอักเสบ ซึ่งแสดงถึงกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะสร้างเซลล์หน่วยใหม่เกิดขึ้น

(๕)  “ไมโทคอนเดรีย” ที่ได้รับสารอาหารถูกต้องเหมาะสม มีผลต่อการเพิ่มการแบ่งเซลล์ของภูมิต้านทานชนิด NK–Cell (Natural Killer Cell) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่สามารถทำลายมะเร็งได้ ซึ่งแสดงถึงกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่อย่างรวดเร็ว

(๖)   “ไมโทคอนเดรีย” ที่ได้รับสารอาหารถูกต้องเหมาะสม มีผลต่อการเผาผลาญ “คลอเลสเตอรอล” (Collaterals) ได้ แสดงถึงประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหารเพื่อให้ได้พลังงานอย่างรวดเร็ว

 

 

สำหรับขั้นตอนในการพิจารณา “กลาป” และ “ไมโทคอนเดรีย” นั้น ให้อ่านพิจารณาถึงรายละเอียดทั้งหมดให้จำขึ้นใจและจัดเจนในทฤษฎี ที่แสดงถึงคุณสมบัติแห่ง “พหูสูตมีองค์ ๕” ดังนี้

 

 

“พหูสูตมีองค์ ๕” หมายถึง คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต คือ ผู้ได้เรียนรู้มากหรือคงแก่เรียน ได้แก่

(๑) “พหุสฺสุตา” ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก เพื่อให้เกิด “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ” หรือที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๒) “ธตา” จำได้ คือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำ โดยประคองจิตไว้ด้วยฉันทะ มีความพยายาม มีสติสัมปชัญญะ ด้วยจิตที่เป็นสมาธิ (เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา หรือ ฌานุเปกขา) หรือตั้งมั่นจิตไว้ด้วย “รูปฌาน ๔” ที่สัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘

(๓) “วจสา ปริจิตา” คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องจัดเจน โดยเจริญธรรมทั้งหลายนั้นด้วย “โยนิโสมนสิการ” (พิจารณาพิเคราะห์ด้วย “ปฏิจจสมุปบาท” เพื่อมนสิการกรรมฐานที่เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ คือ “อนิจจัง –ทุกขัง–อนัตตา”) คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย  เพื่อทำให้เกิด “จินตามยปัญญา–จินตามยญาณ”

(๔) “มนสานุเปกฺขิตา” เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความสว่างชัด โดยเจริญด้วย “อาโลกสัญญา” จนเกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” เป็นฐานสำคัญในกระบวนการคิดขั้นสูง (การเจริญญาณ ๑๖) ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย (อัทธา ๓ สังเขป ๔ หรือ สังคหะ ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐ มูล ๒ กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมของสัตว์) และ อริยสัจจ์ ๔ จนเจริญวิปัสสนาหรือมนสิการกรรมฐานจนเกิดปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ (วิปัสสนาญาณ ๙)

(๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือแทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ มีความเข้าใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล โดยอยู่ในขั้น “ธัมมปฏิสัมภิทา” กับ “อัตถปฏิสัมภิทา” พร้อมตามด้วย “นิรุตติปฏิสัมภิทา” จนเกิด “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” เพื่อทำให้เกิด “ภาวนามยปัญญา–ภาวนามยญาณ” (ญาณในวิปัสสนากัมมักฐานอันทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” จนถึง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” หรือก้าวถึง “โลกุตตรธรรม ๙” คือ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)

 

ฉะนั้น เมื่ออ่านทำความเข้าใจในข้อธรรม “กลาป” และ “ไมโทคอนเดรีย” ดีแล้ว ให้นำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น (สุตมยปัญญา) มาพิจารณาไตร่ตรองถึงรายละเอียดในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นกระบวนการคิด ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” (จินตามยปัญญา) และในอันดับต่อไป ให้เริ่มพิจารณาเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ที่เรียกว่า “สมถภาวนา” กับ “วิปัสสนาภาวนา” ซึ่งจะกลายเป็นกระบวนการคิดแบบต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมิอย่างแท้จริง ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งเป็น “ปัญญาวิปัสสนา–ญาณในวิปัสสนา–วิปัสสนาญาณ” ที่พัฒนาขึ้นจากองค์ความรู้ที่เป็นฐานข้อมูลจาก “สุตมยญาณ–จินตามยญาณ” อันเป็นขั้นตอนการสืบค้นหา “สัจจธรรม–ปรมัตถสัจจะ” (โลกุตตรธรรม) เพื่อย้อนกลับไปสู่ “ปัญญาสามัญ–สมมติสัจจะ” (โลกียธรรม) เพื่อใช้เป็นปัญญาความรู้อยู่ในคลังสมอง ที่จะใช้เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตามปกติ ในฐานะที่เป็น “ผู้รู้–พหูสูต” หรือ “นักวิชาการ–ปราชญ์” เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น เป็นเรื่อง “ทักษะการคิด” (มนสิการกรรมฐานในเรื่องกลาปกับไมโทคอนเดรีย) ที่สามารถฝึกฝนตนเองให้เกิดความชำนาญได้ โดยเริ่มต้นจาก “สมถภาวนา” คือ การเจริญรูปฌาน ๔ เพื่อให้จิตสงบเป็น “เอกัคคตาแห่งจิต–สมาธิ” กับ “อุเบกขา” (จตุตถฌาน) ที่เป็นจิตประกอบด้วย “ธรรมสมาธิ ๕” ได้แก่ “ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” (ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗) ในการบรรลุรูปฌานในแต่ละขั้นนั้น เป็นขั้นตอนที่จิตปราศจากนิวรณ์ (กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง ย่อมละด้วยสามารถแห่ง เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อวิเขกปะ–อาโลกสัญญา–ธรรมววัตถาน–ญาณ–ความปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวง) ที่หมดจดบริสุทธิ์แตกต่างกัน คำว่า “เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา” เป็นความบริสุทธิ์ที่ทำให้ “สติ–สัมปชัญญะ” บริสุทธิ์เช่นกัน มีความระลึกจำได้และเกิดปัญญารอบรู้ มีจิตที่เป็นกลาง เที่ยงตรง อ่อนนวล ควรแก่งาน (เกิดเป็นอิทธิฤทธิ์–ปาฏิหาริย์ได้) สามารถบรรลุถึงวิชชาได้ (วิชชา ๓–วิชชา ๘) นอกจากนี้ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา” ยังทำให้เกิด “ญาณทัสสนะ” (เห็นด้วยปัญญาหยั่งรู้ในญาณ) ที่ประกอบด้วย “วิปัสสนาญาณ” ต่างๆ (ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ) เพราะฉะนั้น จิตที่ปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” คือ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” จึงเป็นจิตที่พลังอำนาจที่ถึงพร้อมด้วย “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” ในการเจริญพัฒนาปัญญาอย่างแท้จริง การฝึกฝนที่ทำให้มากอย่างสืบเนื่องเป็นนิตย์ เป็นการสะสมประสบการณ์ทั้งทางจิตและปัญญา เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งยวดในการเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะทำให้เกิดท้ง “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ” อันถือเป็น “ปรมัตถปฏิปทา” อย่างแท้จริงแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยยึดถือข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” เป็นวิถีชีวิต

 

 

การเปรียบเทียบกลาปกับไมโทคอนเดรีย

การเจริญภาวนาที่ประกอบด้วย “สมถพละ” กับ “วิปัสสนาพละ” นั้น ซึ่งเป็นการค้นพบและการเห็นหน่วยรวมที่เล็กที่สุดที่อยู่ลึกกว่าระดับโมเลกูล ที่เป็นระบบโครงสร้างทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม ที่อยู่รวมกันเป็น ๑ หน่วยชีวิต (ชีวิตินทรีย์ = ชีวเคมี Biochemistry) ที่มีองค์ประกอบระดับอนุภาภาคอะตอม (Subatomic Particles) ที่เรียกว่า “สุทธัฏฐกกลาป–อวินิพโภครูป ๘” (หน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน) ได้แก่ “ปฐวีธาตุ–อาโปธาตุ–เตโชธาตุ–วาโยธาตุ–วรรณะ (วัณณะ)–คันธะ–รสะ–โอชะ” อันแสดงถึง “กรรม ๓” ได้แก่ ทวารแห่งกายกรรม ๑ ทวารแห่งวจีกรรม ๑ ทวารแห่งมโนกรรม ๑

 

๑. ทวารแห่งกายกรรม

“กายกรรม” = กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย) กายมี ๔ อย่าง คือ อุปาทินนกกาย (กายที่มีใจครอง หรือ อุปาทินนธรรม–ธรรมที่ถูกยึด) ๑ อาหารสมุฏฐานกาย ๑ อุตุสมุฏฐานกาย ๑ จิตตสมุฏฐานกาย ๑ บรรดากาย ๔ เหล่านั้น รูปที่มีกรรม (ปรินิปผันนะ = รูปเกิดแต่กรรม ถ้ารูปธรรมที่เป็น “อปรินิปผันนะ” คือ รูปที่ไม่เกิดแต่กรรม หรือ “อนุปาทินนธรรม–ธรรมที่ไม่ถูกยึด” รูปเหล่านั้น เรียกว่า “อสังขตรูป” คือ รูปที่กรรมไม่แต่งขึ้น) เป็น “สมุฏฐาน ๘” คือ (๑) จักขายตนะ–จักขุ–ตา (๒) โสตายตนะ–โสตะ–หู (๓) ฆานายตนะ–ฆานะ–จมูก (๔) ชิวหายตนะ–ชิวหา–ลิ้น (๕) กายายตนะ–กาย–กายสัมผัส (ยกเว้น มนายตนะ) (๖) อิตถินทรีย์–ความเป็นหญิง (๗) ปุริสินทรีย์–ความเป็นชาย (๘) ชีวิตินทรีย์ โดยมี “รูป ๘” คือ “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชา” ที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน เรียกว่า “อุปทินนกกาย” โดยสัมปยุตต์ด้วย “รูป ๘” เหล่านั้น เกิดแต่อาหาร เรียกว่า “อาหารสมุฏฐานิกกาย” โดยสัมปยุตต์ด้วย “รูป ๘” เหล่านั้น เกิดแต่อุตุ เรียกว่า “อุตุสมุฏฐานนิกกาย” และโดยสัมปยุตต์ด้วย “รูป ๘” เหล่านั้นเกิดแต่จิต เรียกว่า “จิตตสมุฏฐานิกกาย”

 

[รายละเอียดเพิ่มเติม: อย่างไรก็ตาม บัณฑิตพึงทราบปกิณกะนี้ คือ รูปทั้งหมดว่าโดย “สโมธาน” คือ การประมวลมา นับได้ ๒๕ รูป (ให้ดูเปรียบเทียบกับ “อุปาทายรูป ๒๔” และ “มหาภูตรูป ๔” = รูป ๒๘) ได้แก่ “จักขายตนะ–โสตายตนะ–ฆานายตนะ–ชิวหายตนะ–กายายตนะ–รูปายตนะ–สัททายตนะ–คันธายตนะ–รสายตนะ–อิตถินทรีย์–ปุริสินทรีย์–ชีวิตินทรีย์–กายวิญญัตติ–วจีวิญญัตติ–อากาศธาตุ–รูปลหุตา–รูปมุทุตา–รูปกัมมัญญตา–รูปอุปจยะ–รูปสันตติ–รูปชรา–รูปอนิจจตา–กวฬิงการาหาร–โผฏฐัพพายตนะ–อาโปธาตุ” รวมกับรูปคือ “หทัยวัตถุ” พึงทราบว่ามี “รูป ๒๖” ชื่อว่า “รูปอื่นจากนี้มิได้มี” แต่อาจารย์บางพวกผู้มีวาทะว่า “มิทธะ” เป็นรูปจึงกล่าวว่า ชื่อว่า “มิทธรูปมีอยู่”  อาจารย์เหล่านั้นพึงถูกสกวาทยาจารย์กล่าวว่า ท่านจะเป็นมุนีสัมพุทธะแน่นอน “นิวรณ์” ของท่านไม่มีดังนี้ เป็นต้น พึงปฏิเสธว่า รูปที่ชื่อว่า “มิทธรูปไม่มี”  อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า รูป ๒๖ เหล่านั้นกับ “พลรูป” ก็เป็น “รูป ๒๗” รวมกับ “สัมภวรูป” ก็เป็น “รูป ๒๘” รวมกับ “ชาติรูป” ก็เป็น “รูป ๒๙” รวมกับ “โรครูป” ก็เป็น “รูป ๓๐” ฉะนั้น การกำหนดรูปจึงเป็นเรื่องภูมิปัญญาของแต่ละบุคคลที่จะพิจารณาเห็นธรรมแตกต่างกันได้]

 

แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานที่เป็นฝ่ายรูปธรรมของสิ่งมีชีวิตให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงให้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “รูป ๒๘” ตามพระอภิธรรม ดังนี้

 

“มหาภูตรูป ๔” หมายถึง สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ ได้มากมาย รูปที่มีอยู่โดยสภาวะ รูปต้นเดิม นั่นคือ “ธาตุ ๔” ได้แก่

(๑)   “ปฐวีธาตุ” คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียกสามัญว่า “ธาตุแข้นแข็ง” หรือ “ธาตุดิน”  

(๒) “อาโปธาตุ” คือ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียกสามัญว่า “ธาตุเหลว” หรือ “ธาตุน้ำ”

(๓)  “เตโชธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า “ธาตุไฟ”  

(๔)  “วาโยธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า “ธาตุลม”  

 

“อุปาทายรูป ๒๔” คือ รูปอาศัยซึ่งเป็นคุณสมบัติและอาการของ “มหาภูต ๔” ที่เกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้อธิบายคุณสมบัติย่อยของ “มหาภูตรูป ๔” หรือ “ภูตรูป ๔” ดังนี้

(๑) “ปสาทรูป ๕” คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ หรือ “สฬายตนะ” ได้แก่

๑. จักขุ [ตา]

๒. โสตะ [หู]

๓. ฆานะ [จมูก]

๔. ชิวหา [ลิ้น]

๕. กาย [กาย–เรือนกาย]

(๒) “โคจรรูป ๕” หรือ “วิสัยรูป ๕” คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์หรือระบบประสาท ที่ได้รับผลจากการกระทบกับปัจจัยภายนอก หรือ “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่

๖. รูปะ [รูป]

๗. สัททะ [เสียง]

๘. คันธะ [กลิ่น]

๙. รสะ [รส]

– “โผฏฐัพพะ” คือ สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นระหว่าง ปสาทรูป กับ โคจรรูป

[ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับ มหาภูต ๓ คือ ปฐวี–เตโช–และ–วาโย]

(๓) “ภาวรูป ๒” คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

๑๐. อิตถัตตะ–อิตถินทรีย์ [ความเป็นหญิง]

๑๑. ปุริสัตตะ–ปุริสินทรีย์ [ความเป็นชาย]

(๔) “หทัยรูป ๑” คือ รูปที่เป็นหทัย ได้แก่

๑๒. หทัยวัตถุ [ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ]

(๕) “ชีวิตรูป ๑” คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่

๑๓. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์คือชีวิต]

(๖) “อาหารรูป ๑” คือ รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่

๑๔. กวฬิงการาหาร [อาหารคือคำข้าว อาหารที่กิน]

(๗) “ปริจเฉทรูป ๑” คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่

๑๕. อากาสธาตุ [สภาวะคือช่องว่าง]

(๘) “วิญญัติรูป ๒” คือ รูปแสดงการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

๑๖. กายวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย]

๑๗. วจีวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา]

(๙) “วิการรูป ๓” คือ รูปที่แสดงอาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

๑๘. ลหุตา [ความเบา]

๑๙. มุทุตา [ความอ่อนสลวย]

๒๐. กัมมัญญตา [ความควรแก่การงาน ใช้การได้]

และรวมกับ “วิญญัติรูป ๒” เป็น “วิการรูป ๕”

(๑๐) “ลักขณรูป ๔” คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

๒๑. อุปจยะ [ความก่อตัวหรือเติบขึ้น]

๒๒. สันตติ [ความสืบต่อ]

๒๓. ชรตา [ความทรุดโทรม]

๒๔. อนิจจตา [ความปรวนแปรแตกสลาย]

 

ข้อพึงสังเกต ในการเจริญภาวนานั้น คือ การทำความเข้าใจถึง “อินทรีย์ ๖–อายตนะภายใน ๖” กับการเชื่อมสัมผัสกับแดนความรู้ที่จะเป็น “วิญญาณธาตุ ๖” คือ “อารมณ์ ๖–อายตนะภายนอก ๖” รวมทั้งลักษณะอาการอื่นๆ ของ “อุปาทายรูป” ที่เหลือ ที่จะสัมปยุตต์กับ “มหาภูตรูป ๔–ธาตุ ๔” ฉะนั้น การพิจารณาการเกิดขึ้นของรูปอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ให้พิจารณาจาก “วิญญาณธาตุ ๖” จนลึกลงไปถึง “กลาปรูป” ที่ประกอบด้วย  “สมุฏฐาน ๘” คือ “อุปาทินนกกาย–อาหารสมุฏฐานกาย–อุตุสมุฏฐานกาย–จิตตสมุฏฐานกาย” กับ “สุทธัฏฐกกลาป–อวินิพโภครูป ๘–รูป ๘” คือ “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชา”

 


ให้กำหนดสติตามพิจารณาภาพนิมิตเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงในเส้นเลือดที่เป็นรูปธรรม






 

ให้กำหนดสติตามพิจารณาภาพนิมิตเกี่ยวกับโพรงกระดูกที่เป็นรูปธรรม

 

๒. ทวารแห่งวจีกรรม

“วจีกรรม” (เจตนาวาจา–วิรติวาจา–สัททวาจา) = วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา) ซึ่งจะเกิดขึ้นกับการกระทบกับ “อุปาทินนกกาย–กายที่มีใจครอง” นั่นคือ “จิต” ใน “รูป ๘” คือ “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชา”

 

๓. ทวารแห่งมโนกรรม

“มโนกรรม” = คือ จิต ๘๙ ได้แก่ กามาวจรจิต ๕๔ รูปาวจรจิต ๑๕ อรูปาวจรจิต ๑๒ โลกุตตรจิต ๘

 

สำหรับ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) นั้น เป็นเรื่องระบบโครงสร้างของเซลล์ในระดับขนาดเล็กที่สุดมีหน่วยวันเป็น “ไมครอน” (Micrometer = one millionth of a meter) หรือ “นาโน” (Nanometer = one thousand millionth of a meter) ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับศาสตร์ด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่ศึกษาระบบโครงสร้างของสสารวัตถุไม่มีชีวิต เช่น ธาตุธรรมชาติต่างๆ แต่ “ไมโทคอนเดรีย” เป็นสสารวัตถุมีชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายในเซลล์ของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ พืช ไม่เกี่ยวกับเทพหรือเทวดาทั้งหลาย เพื่อพิจารณาว่า เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายมีการแตกตัวหรือสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนกันได้อย่างไร และ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ต่างๆ ในอวัยวะแต่ละส่วน มีสารอาหารประเภทใดที่เข้าไปหล่อเลี้ยงให้เป็นจุลินทรีย์ภายในเซลล์ที่แข็งแรง จนพบว่า “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานภายใน เซลล์ อวัยวะ และ ร่างกายของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะ มนุษย์ ในกระบวนการแตกตัวหรือแบ่งตัวของเซลล์นั้น เซลล์ทุกหน่วยจะต้องรักษาหรือการถ่ายทอด “รหัสพันธุกรรม” (Genetic Code) หรือ DNA–Deoxyribonucleic Acid  ของตน ส่งต่อให้กับเซลล์รุ่นใหม่ต่อไป ความเสื่อมโทรมของ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) จึงหมายถึง ความชรา คือ “รูปชรา” หรือ “ชรตา–ความทรุดโทรม” ๑ ความเจ็บป่วย คือ “โรครูป” ๑ ความเสื่อมสลาย คือ “รูปอนิจจตา–ความปรวนแปรแตกสลาย” ของร่างกายไปในที่สุด ๑ นั่นเอง คำว่า “อาหาร” (Nutriment = กวฬิงการาหาร แต่ให้พิจารณาในรูปรวม คือ “กลาปรูป ๔–สมุฏฐาน ๔” ได้แก่ กรรม–จิต –อุตุ–อาหาร ดังกล่าวข้างต้น โดยไม่พิจารณาถึง “อาหาร ๓” ได้แก่ ผัสสาหาร–อันกำหนดรู้เวทนา ๓ มโนสัญเจตนาหาร–อันกำหนดรู้ตัณหา ๓ วิญญาณาหาร–อันกำหนดรู้นามรูป) อันเป็นเรื่องด้าน “รูปธรรม” หรือ “รูปกาย” หมายถึง ประชุมแห่งรูปธรรม–กายที่เป็นส่วนรูป โดยใจความ ได้แก่ “รูปขันธ์” หรือ “ร่างกาย” ในทางธรรมนั้น ถือว่าเป็น “ธาตุ” ที่เป็น “สังขตธรรม” ที่เป็นไปตามกฎหรือหลัก “ไตรลักษณ์” ได้แก่ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” หรือ “ธรรมนิยาม ๓” ได้แก่ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ๑ หรือ “สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ ความเกิดขึ้น ปรากฏ ๑ ความดับสลาย ปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ ๑

 

 

ฉะนั้น ความแข็งแรงและความอ่อนแอของ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) ย่อมขึ้นกับ “รูป ๘” คือ “ธาตุ ๔–วรรณะ–คันธะ–รสะ–โอชา” ซึ่งมีจิตใจ (สัญเจตนา) ครอบครองในรูปทั้ง ๘ ประการ ดังกล่าวนั้น อันเป็นไปตาม “สัมมากัมมันตะ” (กุศลกรรม–กุศลจิต) เช่น เลือกกินของดีถูกสุขอนามัย ออกกำลังกายเหมาะสม รู้จักเลือกสารอาหารที่ถูกต้องสำหรับหล่อเลี้ยง “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria) เป็นต้น หรือ “มิจฉากัมมันตะ” (อกุศลกรรม–อกุศลจิต) เช่น เลือกกินของสกปรก ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่มีกินน้อยเกินความพอดี ผอมเป็นโรค หรือ มีกินมากเกินไปเกินความพอดี อ้วนเป็นโรค ไม่ออกกำลังกาย แส่หาเหตุให้ “ไมโทคอนเดรีย” (Mitochondria)  เสื่อมโทรมเร็วกว่ากำหนดที่เป็นจริง เป็นต้น ฉะนั้น อาหารเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่พอความสมดุลของร่างกายและจิตใจ (ขันธ์ ๕) ตามอรรถนี้ หมายถึง ถ้าสุขภาพจิตดี สุขภาพร่างกายย่อมดีตามไปด้วย เช่น พระอรหันต์ย่อมเป็นผู้ปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมดา ซึ่งแตกต่างจากชาวโลก (พาลปุถุชน) แต่ถ้าจะเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะมีอนามัยสมบูรณ์ ต้องเลี้ยงทั้งร่างกายและจิตใจ คือ ให้ครบหมวด “อาหาร ๔” ได้แก่

(๑) กวฬิงการาหาร–อันกำหนดรู้ “ราคะ” ที่เกิดจากเบญจกามคุณ

(๒) ผัสสาหาร–อันกำหนดรู้ “เวทนา ๓”

(๓) มโนสัญเจตนาหาร–อันกำหนดรู้ “ตัณหา ๓”

(๔) วิญญาณาหาร–อันกำหนดรู้ “นามรูป”

 

 

กล่าวโดยสรุป ทางธรรมพิจารณาว่า “มีชีวิตสืบต่อในสงสารวัฏฏ์” นั่นคือ “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ เป็นธรรมดา” ที่เป็นฝ่ายสุคติหน่อย คือ มีร่างกายแข็งแรง มีจิตใจเบิกบาน ไม่คิดชั่ว ไม่ทำชั่ว (มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ คือ ไม่ก่ออกุศลกรรม) จึงไม่ค่อยมีโรคภัย เพราะเข้าใจวิธีรักษาร่างกายในทางที่ถูกต้อง ถ้าให้ดีก็ปฏิบัติธรรมเพิ่มเติม จะเป็นเรื่องดีที่สุด

 

หมายเหตุ:

ในการพิจารณากรรมฐานนั้น จิตต้องเป็นสมาธิด้วยรูปาวจรกุศลจิตฌาน ไม่ว่าจะเป็นฌานขั้นไหนก็ตามที่ปราศจากนิวรณ์ โดยหมายเอา “จตุตถฌาน” (เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา) กำหนดธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐานที่ต้องการศึกษาค้นคว้า คือ “กลาป” กับ “ไมโทคอนเดรีย” ที่เข้าใจถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” (อริยสัจจ์ ๔ กาล ๓ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ด้วยญาณเพื่อละอวิชชา) ซึ่งจะกลายเป็น “สมถนิมิต” อันเป็น “ภาพจินตนาการที่นึกคิดในใจหรือมโนขึ้นตามสัญญาที่บริสุทธิ์” ที่เรียกว่า “นิมิต” ได้แก่ (๑) “บริกรรมนิมิต” เพ่งด้วยคำที่เป็นสังขารนิมิตอันเป็นสภาวธรรมที่กำหนดมั่นหมายรู้ (๒) “อุคคหนิมิต” ภาพนิมิตติดตา นิมิตที่ใจเรียน ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั้นที่เพ่งหรือนึกกำหนดจนเห็นแม่นในใจ และ (๓) “ปฏิภาคนิมิต” นิมิตเสมือน นิมิตเทียบเคียง ได้แก่ นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสี เป็นต้น และไม่มีมลทินใดๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามปรารถนา “ญาณทัสสนะ” จะเห็นภาพนิมิตเคลื่อนไหวได้เหมือนดังภาพยนตร์หรือวิดีโอ หรือความฝันที่มโนหรือจิตนาการขึ้น ที่เกิดขึ้นด้วย “อำนาจแห่งสมาธิ” (สมถพละ–เจโตวิมุตติ) และ “อำนาจแห่งแห่งปัญญาญาณ” (วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ) โดยขณะปกตินั้น มนุษย์จะมีความนึกคิดในใจ “จิตวิญญาณ” (มโนวิญญาณที่ปรุงแต่งขึ้นเอง ตามเจตนาหรือสัญเจตนาทั้ง ๖ “สมมติสัจจะ” อันเป็น “วิถีจิต” กับที่ปราศจากเจตนาอันเป็นจิตตามสภาพ “จิตตภาพ” ตามที่เป็นจริง “ปรมัตถสัจจะ” แต่ในขณะจิตที่ว่างนั้น เป็นจิตตามสภาพดั้งเดิม “ภวังคจิต–จิตประภัสสร–จตุตถฌานจิต”) เช่น ขณะตอนนี้ที่นึกคิด อันเป็นความเข้าใจที่แสดงเป็นภาพในจินตนาการที่เกิดขึ้นในใจ โดยสมองจะควบคุมระบบประสาทรับรู้ และจะทำหน้าสร้างภาพแห่งความนึกคิดในใจขึ้นมา  “จินตภาพ” ที่เรียกว่า “นิมิตแห่งวิปัสสนา” โดยนัยแห่ง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาโดยอริยมรรค” ที่เป็น“อธิปัญญา” ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ–โลกียสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฏฐิ เพราะประพฤติด้วยการทำนิพพานให้ประจักษ์ กับ “สัมมาสังกัปปะ” คือ อภิโรปนจริยาแห่งสัมมาสังกับปะ เพราะพระพฤติปลูกฝังจิตไว้ในอารมณ์นั้น และเป็น “อธิจิตต์” ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” คือ ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ เพราะประพฤติประคองใจ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ เพราะประพฤติตั้งมั่นอวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ เพราะประพฤติไม่ฟุ้งซ่าน ๑ โดยทั้งหมดได้

 

พัฒนาขึ้นมาจาก “อธิศีล” ประกอบด้วย “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” คือ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา เพราะประพฤติยึดวจีสังวร ๔ อย่างของสัมมาวาจานั้นสมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ เพราะประพฤติตั้งอยู่ในกายสังวร ๓ อย่างโวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ เพราะประพฤติผ่องแผ้ว หรือ ปริสุทธจริยา–ประพฤติบริสุทธิ์ ๑

 

เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจึงต้องฝึกตนให้เกิดความชำนาญในการเจริญฌาน ซึ่งจะกลายเป็นบาทวิถีในวิปัสสนาต่อไป ที่เรียกว่า “วสี ๕” หมายถึง ความชำนาญเกี่ยวกับรูปฌาน ได้แก่

(๑) อาวัชชนวสี–ความชำนาญคล่องแคล่วในการนึก ตรวจองค์ฌานที่ตนได้ออกมาแล้ว

(๒) สมาปัชชนวสี–ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่เข้าฌานได้รวดเร็วทันที

(๓) อธิฏฐานวสี–ความชำนาญคล่องแคล่วในการที่จะรักษาไว้มิให้ฌานจิตต์นั้นตกภวังค์

(๔) วุฏฐานวสี–ความชำนาญคล่องแคล่วในการจะออกจากฌานเมื่อใดก็ได้ตามต้องการ

(๕) ปัจจเวกขณวสี–ความชำนาญคล่องแคล่วในการพิจารณาทบทวนองค์ฌาน

 

 

นอกจากนี้ ยังต้องมีความแม่นยำในนิยามขององค์ฌาน “ฌานังคะ ๖” ได้แก่

(๑) วิตก–ความตริตรึก การยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ปักจิตลงสู่อารมณ์

(๒) วิจาร–ความไตร่ตรองอารมณ์ การพิจารณาอารมณ์ การตามฟั้นอารมณ์

(๓) ปีติ–ความอิ่มใจ

(๔) สุข–ความสุข ความสบายใจ

(๕) อุเบกขา–ความมีจิตเรียบสมดุลเป็นกลาง

(๖) เอกัคคตา–ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง

 

คำว่า “เอกัคคตา” นั้น แสดงนัยเป็นสมาธิเป็นหลักตามนัย “ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นของจิตอันเป็น “กุศลธรรม–ปุญญาภิสังขาร” และ “อาเนญชา–อาเนญชาภิสังขาร” ได้แก่

(๑) ปราโมทย์–ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส

(๒) ปีติ–ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ

(๓) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย

(๔) สุข–ความรื่นใจไร้ความข้องขัด

(๕) สมาธิ–ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย

 

แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า การเจริญรูปฌาน ๔ นั้น เพื่อระงับข่มซึง “นิวรณูปกิเลส” ซึ่งเป็น “ญาณในธรรมอันตรายต่อสมาธิ” มี ๘ อย่าง (กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง) ที่ต้องระงับดับด้วย “ญาณในธรรมอุปการะต่อสมาธิ” มี ๘ อย่าง (เนกขัมมะ–อัพยาบาท–อาโลกสัญญา–อวิกเขปะ–ธรรมววัตถาน–ญาณ–ปราโมทย์–กุศลธรรมทั้งปวงแห่งรูปฌาน) ซึ่งทั้งหมดเป็น “ยุคนัทธธรรม” (ธรรมที่เทียมคู่) เมื่อ “สมถสมาธิ–ฌานจิต–จิตตสมาธิ” ได้พัฒนาไปสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน “จตุตถฌาน ๑๒” จะพัฒนาเป็น “สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา” เพราะประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔” = ปัคคาหะ (ความเพียร) ๑ “สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔” = อุปัฏฐาน (ความตั้งมั่น) ๑ “สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔” = อวิเขกปะ (ความไม่หวั่นไหว) ๑ เพราะฉะนั้น เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณทั้งหลายโดย “ญาณ ๑๖” รวมทั้งการเจริญ “ลักขณูปนิชฌาน” (วิปัสสนา–มรรค–ผล–นิพพาน) โดยนัยแห่ง “วิปัสสนา” คือ พินิจสังขาร (สังขารนิมิต–นามรูปแห่งขันธ์ ๕) โดยไตรลักษณ์ นั่นคือ “อนุปัสสนา ๗–ปัญญา ๗” ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว”

(๒) “ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส”

(๓) “อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา–ปัญญามาก”

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา–ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า”

(๕) “วิราคานุปัสสนา–วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง”

(๖) “นิโรธานุปัสสนา–คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง”

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้”

 

นอกจากนี้ ประการสำคัญ คือ การมนสิการกรรมฐานที่เพ่งลักษณะแห่งความหลุดพ้นจากสังขารทั้งหลายโดยไตรลักษณ์ ทำให้เกิดคุณธรรมบางประการแห่งการเจริญภาวนา แต่ถ้าเกิดความหวั่นไหวมาปิดปัญญาให้อ่อนกำลังลง คุณธรรมดังกล่าวนี้ก็จะกลับกลายเป็น “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ที่เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” โดยกลับไปสำคัญผิดในธรรมว่าตนได้บรรลุคุณวิเศษ เพราะไม่เข้าถึงปัญญาเห็นไตรลักษณ์ (ธรรมนิยาม ๓) อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น ไม่ถึงไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมเหล่านี้ อันเป็นเหตุให้วิปัสสนาไม่ก้าวหน้า ต่อจากนั้น จึงเจริญ “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” เพื่อออกจากสังขารทั้งหลายให้ถึง “อริยมรรค” หรือ “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ วิปัสสนาญาณ ๙–มหาวิปัสสนา ๑๘–มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ส่วน  “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๑) โอภาส –แสงสว่าง 

(๒) ญาณ–ความหยั่งรู้

(๓) ปีติ–ความอิ่มใจ 

(๔) ปัสสัทธิ–ความสงบเย็น

(๕) สุข–ความสุขสบายใจ 

(๖) อธิโมกข์–ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า

(๗) ปัคคาหะ–ความเพียรที่พอดี 

(๘) อุปัฏฐาน–สติแก่กล้า สติชัด

(๙) อุเบกขา–ความมีจิตเป็นกลาง

(๑๐) นิกันติ–ความพอใจ ติดใจ 

 

อนึ่ง “รูปาวจรจตุตถฌาน” นี้ ยังจำแนกออกเป็นฝ่ายกุศล และฝ่ายกิริยา มีอย่างละ ๑๒ อย่าง ดังนี้

(๑) จตุตถฌานอันเป็นบาทใน “ธรรมทั้งปวง”

(๒) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “อากาสกสิน”

(๓) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “อาโลกกสิณ”

(๔) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “พรหมวิหาร”

(๕) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “อานาปานะ”

(๖) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “อิทธิวิธะ”

(๗) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “ทิพยโสต”

(๘) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “เจโตปริยญาณ”

(๙) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “ยถากัมมูปคญาณ” (อดีตารัมมณะ)

(๑๐) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “ทิพยจักขุญาณ”

(๑๑) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “บุพเพนิวาสญาณ” (นวัตตัพพารัมมณะ)

(๑๒) จตุตถฌานที่เป็นไปใน “อนาคตังสญาณ”

 

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า ปุถุชนชาวโลกทั่วไปที่จะมาสนใจศึกษา “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ให้เกิดองค์ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต จึงไม่ใช่เรื่องสามัญธรรมดาที่จะทำได้ง่าย โดยเฉพาะการเกิดแรงศรัทธา เลื่อมใส ด้วยจิตที่ผ่องแผ้วเบิกบานใจนั้น ก็ยิ่งทำได้ยาก เพื่อไปวิตกกังวลอยู่กับปัญหาการครองชีพ แย่งกันทำมาหากิน จนถึง ความโลภ–กามวิตก ความคิดประทุษร้ายกัน–พยาบาทวิตก ความเบียดเบียนกัน–วิหิงสาวิตก คือ ตกอยู่ในภูมิแห่งความไม่เจริญทางจิตใจและปัญญา “มิจฉาทิฏฐิ” ความเห็นที่ถือผิด ด้วยคบหากับทุคติ การทำวิปฏิสารความเดือดร้อน และอกุศลธรรมทั้งหลาย  ฉะนั้น “ภาวนามยปัญญา–ภาวนามยญาณ” จึงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก และรู้ได้ช้า คือ “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” ต้องประกอบด้วยการบำเพ็ญด้วยบุญบารมีอันมีปฏิปทาอันยิ่งด้วย ดังนี้

(๑) ทาน–การให้ การเสียสละ 

(๒) ศีล–ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย 

(๓) เนกขัมมะ–ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม 

(๔) ปัญญา–ความรอบรู้

(๕) วิริยะ–ความเพียร ความแกล้วกล้า 

(๖) ขันติ–ความอดทนของจิตใจ 

(๗) สัจจะ–ความจริง 

(๘) อธิษฐาน–ความตั้งใจมั่น

(๙) เมตตา–ความรักใคร่

(๑๐) อุเบกขา–ความวางใจเป็นกลาง

 

นอกจากนี้ ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่าหลักธรรมที่เป็น “ปฏิปัตติสัทธรรม” นั้น มีฐานะเป็น กฎเกณฑ์ ทฤษฎี หรือ หลักการ ที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่อง เวทมนต์ วิชาอาคม หรือ ไสยาศาสตร์ พุทธบริษัทที่แท้จริงย่อมรู้จักหรือพูดรู้ภาษาที่จะหลีกหนีจากพิธีกรรมทางลัทธิศาสนาอื่น ที่ยึดเข้ามาเจือปนในแนวทางสายกลางด้วยข้อปฏิบัติที่ประกอบด้วยปัญญาแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยฝึกฝนอบรมตนด้วยหลัก “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ที่สัมปยุตต์ด้วยข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งที่ประเสริฐในทุกขั้นตอน อันทำให้ผู้ปฏิบัติได้กลายเป็น “อริยบุคคล” (โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์) ที่เรียกว่า  “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่  

(๑) ฝ่ายอธิปัญญาสิกขา = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๒) ฝ่ายอธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๓) ฝ่ายอธิจิตตสิกขา = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ  

 

ฉะนั้น เมื่อศีลถึงความบริสุทธิ์ ย่อมทำให้จิตถึงบริสุทธิ์ (เอกัคคตาแห่งสมาธิ–อุเบกขา) และจิตปราศจากนิวรณ์นั้น (จิตประภัสสร) ย่อมเป็นบาทวิถีให้ปัญญาถึงบริสุทธิ์ จาก “โลกียญาณ” เข้าถึง “โลกุตตรญาณ” นอกจากนี้ “ปัญญาญาณ” ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ย่อมเกิดขึ้นในขณะจิตที่สะอาดหมดจดจาก “นิวรณธรรม” ทั้งหลาย นั่นคือ เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาเริ่มก้าวจาก “ภูมิแห่งสมถภาวนา” ไปสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนาภาวนา” ที่เรียกว่า “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาที่มีความชำนาญยิ่งแล้ว มีวิปัสสนาที่มีกำลังแรงด้วยสมาธิจิตที่ไม่หวั่นไหวใน “สหชาตธรรม” ทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน ผู้นั้นย่อมสามารถเจริญภาวนาด้วย “อนุวิปัสสนา ๗” หรือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ที่นอกเหนือไปจาก “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ จัดเป็นธรรมที่ขัดเกลากิเลสทั้งหลาย ไม่ใช่พอกพูนกิเลส แต่ผู้ปฏิบัติสามารถพัฒนาปัญญาให้เข้าถึงปัญญาอันยิ่งในทางธรรม “โลกุตตรธรรม” แล้วนำมาใช้ ดัดแปลง ประยุกต์ เป็นปัญญาสามัญในทางโลก “โลกียธรรม” ดังเช่น ปัญญาความรู้อันเกิดจากการเจริญภาวนาในเรื่อง “กลาป” กับ “ไมโทคอนเดรีย” ไม่ว่าผู้นั้นจะพิจารณากรรมฐานด้วยทำ “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็น “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” หรือ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้ว่า การค้นพบด้วยการวิจัย (ระเบียบวิธีการวิจัย) ที่ถือเป็น “วิธีแสวงหาความรู้ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็น “ปัญญาสามัญ” ไม่สามารถดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็น “ความรู้ก็คือความรู้” หรือ “ปัญญาก็คือปัญญา” แต่ผู้รู้ผู้ฉลาดมีปัญญามากย่อมนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ทำวิปฏิสารความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น ส่วนปัญญาในทางธรรมที่เป็น “ภาวนามยปัญญา” นั้น ไม่จะเป็น “โลกียญาณ” หรือ “โลกุตตรญาณ” ก็ตาม ย่อมตั้งมั่นเป็น “ทฤษฎี–หลักการ” อันเป็น “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการหนีออกจาก “สังขารธรรมทั้งหลาย” ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” คือ สภาพความทุกข์ที่เป็น “สงสารทุกข์” ที่มีทั้งสุขและทุกข์ พอใจไม่พอใจ ดีใจไม่ดีใจ คลุกเคล้าเจือปนกันไป ที่ปุถุชนทั่วไปยอมรับว่า “สภาพนี้คือชีวิตจริงอย่างนี้” จึงกลายเป็น “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ เป็นธรรมดา” เพราะฉะนั้น การพัฒนาตนให้ถึงปัญญาแตกฉานจึงเป็นเรื่องสำคัญจนถึง “พระอรหันต์แห่งจตุปฏิสัมภิทาญาณ” อันเป็นข้อปฏิบัติที่ พระอริยสงฆ์ พระอริยสาวก พระอริยสาวิกา ทั้งหลาย แต่สรรเสริญเป็นหนทางแห่งผู้ประเสริฐดีแล้ว ถูกต้องแล้ว ยอดเยี่ยมแล้ว

 

ประกาสุดท้ายนี้ ความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ที่ก้าวล้ำยุคแบบก้าวกระโดด ที่เรียกว่า “เทคโนโลยี” (Technology) เป็นผลงานทางปัญญาของผู้รู้ นักวิทยาศาสตร์ หรือปราชญ์เมธี ทั้งหลาย ผู้ค้นพบความจริงที่เริ่มจัดอยู่ในขั้น “ปรมัตถ์” (Absolute Truth) แต่ความทะเยอทะยานใคร่รู้ใคร่สงสัยของชาวโลกนั้น เป็นเรื่องการตอบสนองความใคร่ทะยานอยากด้วย “กิเลสตัณหา” (สัญเจตนา ๖ = รูปสัญเจตนา–ความจำนงรูป ๑ สัททสัญเจตนา–ความจำนงเสียง ๑ คันธสัญเจตนา–ความจำนงกลิ่น ๑ รสสัญเจตนา–ความจำนงรส ๑ โผฏฐัพพสัญเจตนา–ความจำนงโผฏฐัพพะ ๑ ธัมมสัญเจตนา–ความจำนงธรรมารมณ์ ๑) แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องของผู้รู้ พหูสูต ปราชญ์แห่งมุนี พระอริยเจ้าทั้งหลาย พึงนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเลี้ยงชีพในทางทุจริต “มิจฉาอาชีวะ” หรือประกอบ “อเนสนา” มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น อันขัดต่อข้อธรรม “อาชีวปาริสุทธิศีล” ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ แต่องค์ความรู้ทางโลกนั้น จัดเป็น “จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา” ที่จะสืบเนื่องเป็นปทัฏฐานในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” และในทางกลับกัน “ภาวนามยปัญญา” ก็กลับเป็นการต่อองค์ความรู้ใหม่ในทางโลกเช่นกัน ธรรมมีธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน “กุศลธรรม–สัมมามรรค” (สัมมัตตะ ๑๐ = มรรคมีองค์ ๘ สัมมาญาณ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑) กับ “อกุศลธรรม–มิจฉามรรค” (มิจฉัตตะ ๑๐  = มรรคมีองค์ ๘ มิจฉาญาณ ๑ มิจฉาวิมุตติ ๑) ไม่จะจะทำดีหรือทำชั่วอันใดในโลกนี้ ก็ต้องอาศัย ฉันทะ ประคองจิต ความพยายาม ข่มจิต ตั้งมั่นจิต เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสให้เลือกการแสวงหาสิ่งที่ดี ที่เรียกว่า “อริยปริเยสนา” หมายถึง แสวงหาอย่างประเสริฐ แสวงหาอย่างอารยะ คือ ตนเป็น “ผู้มี ชาติ ชราพยาธิ มรณะ โสกะ และสังกิเลสเป็นธรรมดา” แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว    ใฝ่

 

แสวงธรรมอันเกษม คือ “นิพพาน” อันไม่มีสภาพเช่นนั้น โดยอาศัย กามาวจรกุศลจิต ๑ รูปาวจรกุศลจิต ๑ อรูปาวจรกุศลจิต ๑ จนให้บรรลุถึง “โลกุตตรจิต” อีกหนึ่งอย่าง แต่ไม่ใช่การแสวงหาโดย “อนริยปริเยสนา” หมายถึง แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ  แสวงหาอย่างอนารยะ คือ ตนเองเป็น “ผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลสเป็นธรรมดา” ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่ “สิ่งอันมีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลสเป็นธรรมดา” นั่นคือ ชอบแสวงหาของซวยให้ชีวิต

 

ดังนั้น “การพิจารณากลาป” คือ จดจำภาพแห่งอุคคหนิมิตเกี่ยวกับระบบโครงสร้างเซลล์และปฏิภาคนิมิตที่เป็นไฟล์วีดีโอตามลิงค์ที่นำเสนอไว้ข้างต้น อันเป็นองค์ความรู้ทางธรรม กับในทางตรงข้าม “การค้นพบไมโทคอนเดรีย” เป็นองความรู้ทางโลก ดังเช่นภาพประกอบข้างล่างนี้

หน่วยกลาปรูปแต่ละหน่วยนั้น เป็นองค์ประกอบของหน่วยอินทรีย์สาร ที่ประชุมด้วย  (๑) “ธาตุ ๔” คือ กรรม ๒ ได้แก่ กายกรรม–กายสัญเจตนาแห่งธาตุดินกับธาตุน้ำ และ วจีกรรม–วจีสัญเจตนา –สัททรูป–เสียงที่รับรู้แจ้งด้วย โสตวิญญาณธาตุ (๒) “จิต”  คือ จิต ๘๙–มโนกรรม–มโนสัญเจตนา (๓) “อุตุ”  ได้แก่ ธาตุไฟ–อุณหภูมิอันเป็นพลังงานในเซลล์ กับ ธาตุลม–การเคลื่อนไหวของเซลล์ และ (๔) “อาหาร”  ได้แก่ กวฬิงการาหาร – ราคะแห่งกามคุณ ๕ ซึ่งเป็นอาการลักษณะแห่งรูปธรรมในกลาป (รวมทั้ง อุปาทายรูป ๒๔) ส่วนอาการลักษณะแห่งนามธรรม (รวมทั้งเจตสิก ๕๒) ได้แก่ ผัสสาหาร– เวทนา ๓ มโนสัญเจตนาหาร–ตัณหา ๓ วิญญาณาหาร–นามรูปแห่งขันธ์ ๕ ฉะนั้น องค์ความรู้แห่งภาวนามยญาณนั้น จะสัมปยุตต์เป็นสหชาติธรรมด้วย “สุตมยญาณ” (พิจารณากรรมฐานในวิปัสสนาภูมิ) ในระบบโครงสร้างเซลล์ กับไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นองค์ความรู้โดย “ปรโตโฆสะ”  และพร้อมด้วย “จินตามยญาณ” (มนสิการกรรมฐานในวิปัสสนาภูมิ) ที่เป็นกระบวนทำ “โยนิโสมนสิการ” ในขณะพร้อมด้วย “สมถพละ” และ “วิปัสสนาพละ” อันเป็นทั้งภาพนิมิตแห่ง “อุคคหนิมิต” กับ “ปฏิภาคนิมิต” ดังนี้



 

ระบบโยงไยเส้นประสาทในเซลล์แต่ละหน่วย

 

การปล่อยสนามพลังงานในไมโทคอนเดรียแต่ละหน่อยภายในเซลล์แต่แลหน่วย

 

ธรรมทั้งสองประการย่อมเป็น “สหชาตธรรม” ผู้เจริญภาวนาต้องมีปรีชาสามารถที่เลือกนำองค์ความรู้ดังกล่าวทั้ง ๒ มาประกอบเป็น “สัมปยุตตธรรม” ให้ได้ โดยพิจารณาหรือมนสิการกรรมฐานดังกล่าวนี้ ให้เป็น “ญาณสัมปยุตต์” คือ ประกอบด้วยปรีชาหยั่งรู้ในธรรม เป็นผู้ดื่มด่ำในธรรม “ธัมมปีติ” ไม่ใช่การหลงใหลเสียสติหวั่นไหวในธรรมทั้งหลายนั้น คือ เกิดอาการฟุ้งซ่าน สำคัญผิดด้วยทิฏฐิในธรรม ซึ่งกลายเป็นจุดอวสานของผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาธรรมจำนวนมาก เพราะไม่เจริญ “อธิจิตตสิกขา” คือ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อย่างแท้จริง แถมยังชอบลำเอียงสบคบวิปลาสกล่าวโทษเหตุปัจจัยภายนอกอื่นเป็นอุปสรรคให้ตนล้มเหลว “วิปัสสนาไม่ก้าวหน้า” ชอบเห็นโทษคนอื่นเท่าภูเขา แต่เห็นโทษวิบัติของตนเองเท่าแมงหวี่ สวัสดี.

 

 

Visitor Number:
4878749