๕๖. ลักษณะแห่งวิโมกข์พึงมีได้

         Potential Aspects of Liberation

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1712

 ความสำคัญของบทความ

 

เมื่อพิจารณาภาวะจิตของคนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่แห่งศตวรรษที่ ๒๑ นี้ จะพบว่า เป็นกลุ่ม “ชนผู้หลงทิศ” คือ “วิกมฺปมานสฺส” ผู้หวั่นไหว–ผู้ฟุ้งซ่าน (ถึงความฟุ้งซ่าน) เพราะประกอบด้วยความเห็นถือผิดโดยวิปริตแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ” จะทำความดีก็ยังทำไม่ถึงที่สุด ทำได้ครึ่งๆ กลางๆ สุกๆ ดิบๆ เอาดีไม่ได้ ถ้าให้สาบานก็ไม่ตายจริง เข้าทำนอง “พวกมากลากไป” (ไม่ลงนรกคนเดียว ไม่เหงาไปทั้งกลุ่ม) เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนหมู่มากทำ และทำกันบ่อยๆ จึงกลายเป็นขนบธรรมเนียมที่ถูกต้องโดยปริยาย ด้วยความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล ขาดการใช้วิจารณญาณหรือไม่มีมโนธรรมอย่างแท้จริง อยู่กับสิ่งผิดๆ จนเห็นเป็นสิ่งที่ถูก (วิปลาส) ฉะนั้น “พุทธธรรม” จึงเป็นเรื่องที่สวนทางกับผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อความจริง แถมยังอยู่ในภพภูมิแห่งทุคติเป็นส่วนใหญ่ มีการศึกษาสูงเฉยๆ มีโภคทรัพย์สมบูรณ์ ก็ยังมีแต่ความเดือดร้อนกายใจไม่สิ้นสุด พระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาปฏิปทาให้นำตนออกจากวัฏฏะ คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “นิพพาน” อย่างคำว่า “วิโมกข์” (ความหลุดพ้น) เป็นข้อธรรมหลักที่ไม่ผิดพลาด ที่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘ แหงมัชฌิมาปฏิปทา” ประการสำคัญ “หนทางแห่งความหลุดพ้น” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหนทางเดียว ทุกคนสามารถเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับอุปนิสัยหรือจริตของตน เพื่อให้เกิดสุขในปัจจุบัน และให้มีเวลาในการพิจารณากรรมฐานธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง ด้วยเหตุนี้ ถ้าบุคคลสามารถพิจาณาเห็นภาพรวมแห่งหลักธรรมทั้งหมด ด้วยเห็นภาพอันเยี่ยมอย่างชัดเจน ย่อมเห็นทางดำเนินที่สะดวกถูกต้องด้วยปัญญาอันเยี่ยม เพื่อจะให้บรรลุถึงจุดประสงค์สูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรม คือ “นิพพาน” คนปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่จึงมักเป็นคนผู้สวนกระแสนิยมทางโลก แต่ไม่ใช่การสวนทางแบบประสานงา ที่ผิดจากคำสอนของพระตถาคต ที่พาสังคมวิปริตวิปลาสหาจุดยืนตำบลไม่ถูก จนถึงขั้นฟุ้งซ่านมากเกินมาตรวัด ประกาศตนเป็น “ศาสดาจอมปลอม” ก็มีมากมาย พระพุทธศาสนามีอายุสืบทอดผ่านอริยสาวกอริยสาวิกาจำนวนมากมาย รวมเป็นเวลายาวนานกว่า ๒,๖๐๐ ปี มาแล้ว การศึกษาธรรมที่ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นจากพระไตรปิฎก ประกอบกับครูอาจารย์ที่อริยสาวกแห่งตถาคตอย่างแท้จริง การใช้ของปลอมย่อมไม่ถึงมาตรฐานที่แท้จริงที่กำหนดไว้ พระพุทธเจ้าทรงชี้แนะแนวทางที่เริ่มต้นถูกต้อง ดำเนินถูกต้อง นำไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง และถึงพร้อมด้วยความยอดเยี่ยม ไม่ใช่ทำกันตามสมัยนิยม เพราะพระธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่เหนือกาลเวลา ไม่จำกัดเวลา พระธรรมของพระองค์อธิบายสภาวธรรมตามความเป็นจริงได้ตลอดเวลา ฉะนั้น เมื่อได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องถึงหนทางแห่งความหลุดพ้น ที่เรียกว่า “วิโมกข์” ที่ประมวลมาแล้วด้วยวัตถุ ๖๘ ซึ่งต้องใช้เวลายาวในการฝึกด้วยตนเองตามปรีชาสามารถของแต่ละคน นั่นคือ การเอาชีวิตเข้าแลกโดยมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น.

 

บทความที่ ๕๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – ลักษณะแห่งวิโมกข์พึงมีได้

 

คำที่แสดงนัยในพระพุทธศาสนาที่หมายถึง “ผู้ปฏิบัติ–ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา” นั้น มีหลายคำ ดังเช่น (๑) คำว่า “วิหาโร” คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมอยู่ด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมอยู่ด้วยปัญญา (๒) คำว่า “รู้ตาม” คือ ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันรู้ตามแล้ว (๓) คำว่า “แทงตลอดแล้ว” คือ ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้ว (๔) คำว่า “ตามที่ประพฤติ” คือ ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วยความเพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ (๕) คำว่า “ตามที่อยู่” คือ อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ด้วยความเพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ (๖) คำว่า “วิญญู” คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลสผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ (๗) คำว่า “สพฺรหฺมจารี” คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน (๘) คำว่า “คมฺภีเรสฺ ฐาเนสุ” คือ ฌาน–วิโมกข์–สมาธิ–สมาบัติ–มรรค–ผล–อภิญญา–และ–ปฏิสัมภิทา ตามนัยที่ลึกซึ้ง (๙) คำว่า “โอกปฺเปยยุํ” คือ พึงเชื่อ ด้วยพึงน้อมใจเชื่อโดยอธิโมกข์ (๑๐) คำว่า “อทฺธา” คือ เป็นเครื่องกล่าวส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสอง เป็นเครื่องกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด เป็นเครื่องกล่าวโดยหลักฐาน (๑๑) คำว่า “อายสฺมา” นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพ เป็นเครื่องกล่าวมีความเคารพยำเกรง และ (๑๒) คำว่า “บรรลุแล้ว” คือ ถึงทับแล้ว คำว่า “หรือว่าจักบรรลุ” คือ จักถึงทับ เพราะฉะนั้น ในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น จุดมุ่งหลักจึงเน้นการบรรลุความตรัสรู้โดยชอบ “สัมโพธะ” ที่มีระดับแตกต่างกันไปตาม “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของแต่ละบุคคล ไม่ต้องไปฟุ้งซ่านกับคนอื่น สนใจตนเองเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า “วิโมกข์” ซึ่งหมายถึง ระดับแห่งลักษณะความหลุดพ้นแห่งสมถะ (สมาธิ ๓) และวิปัสสนา (วิโมกข์ ๓–วิโมกข์ ๘)  ดังนี้

 

“สมาธิ ๓” หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต นั่นคือ สมาธิในวิปัสสนา หรือตัววิปัสสนานั่นเอง แยกประเภทตามลักษณะการกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ข้อที่ให้สำเร็จความหลุดพ้น ได้แก่  

(๑) “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ  

(๒) “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ  

(๓) “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

 

“วิโมกข์ ๓” หมายถึง ความหลุดพ้น ประเภทของความหลุดพ้น จัดตามลักษณะการเห็นไตรลักษณ์ข้อที่ให้ถึงความหลุดพ้น ได้แก่

(๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนัตตา คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตตา แล้วถอนความยึดมั่นเสียได้ = อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นอนิจจัง คือ หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจตา แล้วถอนนิมิตเสียได้ = อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา ได้แก่ ความหลุดพ้นที่เกิดจากปัญญาพิจารณาเห็นนามรูป โดยความเป็นทุกข์ คือ หลุดพ้นด้วยเห็นทุกขตา แล้วถอนความปรารถนาเสียได้ = อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ

 

“วิโมกข์ ๘” หมายถึง ความหลุดพ้น ภาวะที่จิตปลอดพ้นจากสิ่งรบกวนและน้อมดิ่งเข้าไปในอารมณ์นั้นๆ อย่างปล่อยตัวหรือปลอดตัวเต็มที่ ซึ่งเป็นไปในขั้นตอนต่างๆ ได้แก่

(ก) รูปาวจรกุศลฌาน ๔

(๑) ผู้มีรูป มองเห็นรูปทั้งหลาย คือ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณที่กำหนดวัตถุในกายของตน เช่น สีผม

(๒) ผู้มีอรูปสัญญาภายใน มองเห็นรูปทั้งหลายภายนอก คือ “รูปฌาน ๔” ของผู้ได้ฌานโดยเจริญกสิณกำหนดอารมณ์ภายนอก

(ข) วรรณกสิน ๔

(๓) ผู้น้อมใจดิ่งไปว่า “งาม” คือ ฌานของผู้เจริญวรรณกสิณ กำหนดสีที่งาม หรือเจริญ “อัปปมัญญา”

(ค) อรูปาวจรกุศลฌาน ๔

(๔) เพราะล่วงเสียซึ่ง “รูปสัญญา” (ความกำหนดในรูปธรรม อันเป็นอารมณ์แห่งรูปฌาน) โดยประการทั้งปวง เพราะ “ปฏิฆสัญญา” (ความกำหนดในปฏิฆะ)  ดับไป เพราะไม่ใส่ใจ “นานัตตสัญญา” (ความกำหนดมีอาการต่าง ๆ กัน) จึงเข้าถึง “อากาสานัญจายตนะ” โดยมนสิการว่า  “อากาศหาที่สุดมิได้”  

(๕) เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง “วิญญาณัญจายตนะ” โดยมนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้”   

(๖) เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง “อากิญจัญญายตนะ” โดยมนสิการว่า “ไม่มีอะไรเลย”  

(๗) เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” (ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) อยู่  

(ง) นิโรธสมาบัติ

(๘)  เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง “สัญญาเวทยิตนิโรธ” อยู่  

 

แต่อย่างไรก็ตาม ให้เปรียบเทียบฌานสมาบัติกับหลักธรรม “อนุปุพพนิโรธ ๙” ดังนี้

 

“อนุปุพพนิโรธ ๙”

(๑) “กามสัญญา” ของท่านผู้เข้า “ปฐมฌาน” ย่อมดับไป

(๒) “วิตกและวิจาร” ของท่านผู้เข้า “ทุติยฌาน” ย่อมดับไป

(๓) “ปีติ” ของท่านผู้เข้า “ตติยฌาน” ย่อมดับไป

(๔) “ลมอัสสาสะและปัสสาสะ” ของท่านผู้เข้า “จตุตถฌาน” ย่อมดับไป

(๕) “รูปสัญญา” ของท่านผู้เข้า “อากาสานัญจายตนะ” ย่อมดับไป

(๖) “อากาสานัญจายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “วิญญาณัญจายตนะ” ย่อมดับไป

(๗) “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “อากิญจัญญายตนะ” ย่อมดับไป

(๘) “อากิญจัญญายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ย่อมดับไป

(๙) “สัญญาและเวทนา” ของท่านผู้เข้า “สัญญาเวทยิตนิโรธ” ย่อมดับไป

 

ในอันดับถัดไป คือ การข้ามเข้าถึงภูมิแห่งโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ นั่นเอง

 

หมายเหตุ:  ข้อประพฤติปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาอันยิ่งในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพระพุทธเจ้านั้น คือ กระบวนการคิดที่สมองเรียนรู้ทักษะประสบการณ์จริงในการเจริญภาวนา การถ่ายทอดองค์ความรู้ในสมัยพุทธกาลเป็นการท่องจำหรือบอกจากปากสู่ปาก “มุขปาฐะ” คือ “บอกด้วยปาก” ไม่มีสิ่งตีพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ เพราะฉะนั้น การกล่าวซ้ำๆ จึงเป็นการฝึกให้สมองจดจำให้เจนใจและขบได้ด้วยทฤษฎี ที่เป็นคุณชาติของงพหูสูต ผู้มีปัญญาเลิศ หรือ ปราชญ์แห่งมุนี  ไม่ใช่นักคิดขี้ทูดขี้กลากอย่างในปัจจุบัน ที่มีสื่อการเรียนรู้ให้เลือกมากมาย จนคิดเองไม่เป็น “ความคิดกูด” (ปัญญาหางอึ่ง) การฟังหรืออ่านจนจำได้ขึ้นใจหรือเจนใจจนเห็นภาพชัดเจนในความนึกคิด “จินตภาพ” (มโนภาพ) จึงเป็นทักษะการคิดที่ต้องพัฒนาและฝึกฝนเจริญให้มาก เพื่อความสมบูรณ์และความไพบูลย์แห่งปัญญาที่บริสุทธิ์ยิ่ง ด้วยความไม่ประมาทปัญญาทั้งหลาย “ความสำเร็จทุกอย่างมีใจเป็นประธาน แม้แต่ในการปฏิบัติธรรม” ดังพุทธพจน์หลวงปู่ทา จารุธัมโม ดังนี้

 

รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ

ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ

 

 

ว่าด้วยวิโมกข์ ๓

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 320–336 FILE 69)

 

[๔๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “วิโมกข์ ๓” ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้

 

“วิโมกข์ ๖๘” คือ (๑) สุญญตวิโมกข์ (๒) อนิมิตตวิโมกข์ (๓) อัปปณิหิตวิโมกข์ (๔) อัชฌัตตาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายใน) (๕) พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายนอก) (๖) ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกแต่ส่วนทั้งสอง)

 

(๗–๑๐) วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (๑๑–๑๔) วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๑๕–๑๘) วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์  (๑๙–๒๒) วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (๒๓–๒๖) วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๒๗–๓๐) วิโมกข์ ๔  อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์  (๓๑–๓๔) วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์  (๓๕–๓๘) วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (๓๙–๔๒)  วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์

 

(๔๓) ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย (๔๔) ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญ ว่ารูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (๔๕)  ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น

 

(๔๖) อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๗) วิญญาณณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๘) อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ (๔๙) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ (๕๐) สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ (๕๑) สมยวิโมกข์ (๕๒) อสมยวิโมกข์  (๕๓) สามายิกวิโมกข์ (๕๔) อามายิกวิโมกข์ (๕๕) กุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่กำเริบได้) (๕๖) อกุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่ไม่กำเริบ) (๕๗)โลกิยวิโมกข์ (๕๘) โลกุตรวิโมกข์ (๕๙) สาสววิโมกข์ (๖๐) อนาสววิโมกข์ (๖๑) สามิสวิโมกข์ (๖๒) นิรามิสวิโมกข์ (๖๓) นิรามิสตรวิโมกข์ (๖๔) ปณิหิตวิโมกข์ (๖๕) อัปปณิหิตวิโมกข์ (๖๖) ปณิหิตปัสสัทธิวิโมกข์ (๖๗) สัญญุตวิโมกข์ (๖๘) วิสัญญุตวิโมกข์ (๖๙) เอกัตตวิโมกข์ (๗๐) มานัตตวิโมกข์ (๗๑) สัญญาวิโมกข์ (๗๒) ญาณวิโมกข์ (๗๓) สีติสิยาวิโมกข์ (๗๔) ฌานวิโมกข์ (๗๕) อนุปาทาจิตวิโมกข์

 

หมายเหตุ: คำว่า “วิโมกข์ ๖๘” หมายถึง ไม่นับรวม (๑) สุญญตวิโมกข์ (๒) อนิมิตตวิโมกข์ (๓) อัปปณิหิตวิโมกข์ (๔) อัชฌัตตาวุฏฐานวิโมกข์ (๕) พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์  (๖) ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ รวมทั้ง “ปณิหิตวิโมกข์” กับ “อัปปณิหิตวิโมกข์” ให้นับเป็นชื่อเดียวกัน รวมเป็น ๗ อย่าง นำไปหักจาก ๗๕ จึงเท่ากับ ๖๘

 

(๑) “สุญญตวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความยึดมั่น (อัตตภินิเวส) ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ว่างเปล่า นี้เป็น “สุญญตวิโมกข์”

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นรูปนั้น และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำเครื่องกำหนดหมาย (นิมิต) ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้น จึงเป็นวิโมกข์ไม่มีเครื่องกำหนดหมาย นี้เป็น “อนิมิตตวิโมกข์”

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน เธอย่อมไม่ทำความปรารถนา (ตัณหา) ในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้น จึงเป็นวิโมกข์ไม่มีความปรารถนานี้เป็น “อัปปณิหิตวิโมกข์”

(๔) “อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน “ฌาน ๔” เป็น “อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์”

(๕) “พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน “อรูปสมาบัติ ๔” เป็น “พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์”

(๖) “ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน “อริยมรรค ๔” เป็น “ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์”

(๗–๑๐) “วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๗) “ปฐมฌาน” ออกจากนิวรณ์ (๘) “ทุติยฌาน” ออกจากวิตกวิจาร (๙) “ตติยฌาน” ออกจากปีติ (๑๐) “จตุตถฌาน” ออกจากสุขและทุกข์ นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์”

(๑๑–๑๔) “วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๑๑) “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” ออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา (๑๒) “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” ออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา (๑๓) “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา (๑๔) “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” ออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์”

(๑๕–๑๘) “วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๑๕) “โสดาปัตติมรรค” ออกจาก สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฏฐิอนุสัย วิจิกิจฉานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฏฐิ เป็นต้น นั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก (๑๖) “สกทาคามิมรรค” ออกจาก กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์ เป็นต้น นั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก (๑๗) “อนาคามิมรรค” ออกจาก กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียดๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์ เป็นต้น นั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก (๑๘) “อรหัตมรรค” ออกจาก รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุนัย ภวราคานุสัย  อวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะ เป็นต้น นั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์”

(๑๙–๒๒) “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และ เอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ (๑๙) ปฐมฌาน (๒๐) ทุติยฌาน (๒๑) ตติยฌาน (๒๒) จตุตถฌาน นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์”

(๒๓–๒๖) “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ (๒๓) อากาสานัญจายตนสมาบัติ (๒๔) วิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๒๕) อากิญจัญญายตนสมาบัติ (๒๖) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์”

(๒๗–๓๐) “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสสนา อนัตตานุปัสสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้ (๒๗) โสดาปัตติมรรค (๒๘) สกทาคามิมรรค (๒๙) อนาคามิมรรค (๓๐) อรหัตมรรค นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์”

(๓๑–๓๔) “วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๓๑) การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน (๓๒) การได้หรือวิบากแห่งทุติยฌาน (๓๓) การได้หรือวิบากแห่งตติยฌาน (๓๔) การได้หรือวิบากแห่งจตุตถฌาน มีอยู่ นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์” 

(๓๕–๓๘) “วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๓๕) การได้หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ (๓๖) การได้หรือวิบากแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๓๗) การได้หรือวิบากแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ (๓๘) การได้หรือวิบากแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์”

(๓๙–๔๒) “วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์” เป็นไฉน (๓๙) โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค (๔๐) สกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค (๔๑) อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรค (๔๒) อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็น “วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์”

 

(๔๓) “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย” (วรรณกสิณ ๔) อย่างไร

(๑) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีเขียว ในภายในย่อมได้เฉพาะ นีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้เฉพาะ นีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีเขียว ทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นในรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า เป็นรูป

 

(๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีเหลือง ในภายในย่อมได้เฉพาะ ปีตสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเหลืองภายนอก ย่อมได้เฉพาะ ปีตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีเหลือง ทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นในรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า เป็นรูป

 

(๓) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีแดง ในภายในย่อมได้เฉพาะ โลหิตสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีแดงภายนอก ย่อมได้เฉพาะ โลหิตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีแดง ทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นในรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่า เป็นรูป

 

(๔) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีขาว ในภายใน ย่อมได้เฉพาะ โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้น ให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะ โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาว ทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้ เป็นรูป เธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป  “ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลาย” อย่างนี้

 

(๔๔) “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก” (วรรณกสิณ ๔) อย่างไร

(๑) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีเขียว ในภายในไม่ได้ นีลสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้ นีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้ว เธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียว ภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มี รูปสัญญา

 

(๒) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีเหลือง ในภายในไม่ได้ ปีตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้ ปีตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้ว เธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเหลือง ภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มี รูปสัญญา

 

(๓) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีแดง ในภายในไม่ได้ โลหิตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้ โลหิตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้ว เธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีแดง ภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มี รูปสัญญา

 

(๔) ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะ นิมิตสีขาว ในภายใน ไม่ได้ โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภายนอกย่อมได้ โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มี รูปสัญญา “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก” อย่างนี้

 

(๔๕) “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น” (อัปปมัญญา ๔) อย่างไร

(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย เมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย เมตตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย กรุณา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย กรุณา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย มุทิตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย มุทิตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๔) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย อุเบกขา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น” อย่างนี้

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ให้พิจารณาหลักธรรมข้างล่าง ต่อไปนี้

 

เมตตาเจโตวิมุตติ–กรุณาเจโตวิมุตติ–มุทิตาเจโตวิมุตติ–อุเบกขาเจโตวิมุตติ มีอะไรเป็นคติ

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 314–317 FILE 30)

 

[๕๙๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ควรเป็นผู้อันเธอทั้งหลายพึงถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ (๑) เมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๒) กรุณาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๓) มุทิตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๔) อุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกเธอทั้งหลายถามอย่างนั้นแล้ว จักแก้ไม่ได้เลยและจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่ง ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะยังจิตให้ยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านี้ เว้นเสียจาก ตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากตถาคต หรือจากสาวกของตถาคต

 

[๕๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ เมตตาเจโตวิมุตติ (อันสัมปยุตต์ด้วยโพชฌงค์ ๗ ซึ่งเป็นธรรมเครื่ององค์ตรัสรู้ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ) อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เธอย่อมเข้าถึง “สุภวิโมกข์” อยู่ (ย่อมทราบชัดสิ่งทั้งปวงว่าไม่งาม และย่อมทราบชัดแต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “เมตตาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “สุภวิโมกข์” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๕๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ กรุณาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “รูปสัญญา” เสียโดยประการทั้งปวง เพราะ “ปฏิฆสัญญา” ดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่ง “นานัตตสัญญา” เธอคำนึงอยู่ว่า “อากาศไม่มีที่สุด” ย่อมบรรลุ “อากาสานัญจายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “กรุณาเจโตวิมุตติ” ว่ามี “อากาสานัญจายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๕๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ มุทิตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “อากาสานัญจายตนะ” เสียโดยประการทั้งปวง เธอคำนึงอยู่ว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ย่อมบรรลุ “วิญญาณัญจายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เรากล่าว “มุทิตาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “วิญญาณัญจายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่ง ในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๖๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “วิญญาณัญจายตนะ” เสียโดยประการทั้งปวง เธอคำนึงอยู่ว่า “อะไรนิดหนึ่งไม่มี” ย่อมบรรลุ “อากิญจัญญายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “อุเบกขาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “อากิญจัญญายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่ง ในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

จบเมตตาสูตรที่ ๔

 

 

(๔๖) “อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง รูปสัญญา เพราะดับ ปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง เข้า อากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “อากาศหาที่สุดมิได้” นี้เป็น “อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์”

(๔๗) “วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง อากาสานัญจายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้า วิญญาณัญจายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้า วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “วิญญาณหาที่สุดมิได้” นี้เป็น “วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์”

 

(๔๘) “อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้า อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้า อากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า “สิ่งน้อยหนึ่งไม่มี” นี้เป็น “อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์”

(๔๙) “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง เข้า เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็น “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์”

(๕๐) “สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์” เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ โดยประการทั้งปวง (ดับสังขารตามลำดับต่อไปนี้ วจีสังขาร กายสังขาร จิตตสังขาร = ดับ สัญญา ความจำได้หมายรู้ และดับ เวทนา การเสวยอารมณ์) เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ นี้เป็น “สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์”

(๕๑) “สมยวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะพ้นในสมัยเข้าถึงสมาบัติ ไม่พ้นในสมัยออกแล้ว (พ้นชั่วคราว) นี้เป็น “สมยวิโมกข์”

(๕๒) “อสมยวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะพ้นในสมัยเข้าถึงสมาบัติ พ้นในสมัยออกแล้ว (พ้นสิ้นเชิง) นั่นคือ ชื่อว่า “อริยมรรค” เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่ง สมุจเฉทวิมุตติ ชื่อว่า “สามัญผล” เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่ง ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ชื่อว่า “นิพพาน” เพราะพ้นสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่ง นิสสรณวิมุตติ นี้เป็น “อสมยวิโมกข์”

(๕๓) “สามยิกวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็น “สามยิกวิโมกข์”

(๕๔) “อสามยิกวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ นี้เป็น “อสามยิกวิโมกข์”

(๕๕) “กุปปวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะอาศัยความประมาทจึงเสื่อมแห่งวิโมกข์ที่กำเริบได้ นี้เป็น “กุปปวิโมกข์”

(๕๖) “อกุปปวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะอาศัยความไม่ประมาทจึงเสื่อมแห่งวิโมกข์ที่ไม่กำเริบ นี้เป็น “อกุปปวิโมกข์”

(๕๗) “โลกิยวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะย่อมเป็นไปตามโลก นี้เป็น “โลกิยวิโมกข์”

(๕๘) “โลกุตรวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะอริยมรรคทั้งหลายย่อมข้ามโลก และเพราะสามัญผลและนิพพานข้ามไปแล้วจากโลก นี้เป็น “โลกุตรวิโมกข์”

(๕๙) “สาสววิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ ด้วยความมีอาสวะ (สาสวะ) คือ แม้เมื่อมีการพ้นจากเครื่องผูกพันแล้วก็ด้วยความปราศจากอาสวะอันทำอารมณ์ยังเป็นไปอยู่ นี้เป็น “สาสววิโมกข์”

(๖๐) “อนาสววิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ คือ แม้เมื่อมีการพ้นจากเครื่องผูกพันแล้วก็ด้วยความปราศจากอาสวะอันทำอารมณ์ยังเป็นไปอยู่ นี้เป็น “อนาสววิโมกข์”

 

(๖๑) “สามิสวิโมกข์” เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป เพราะเจืออามิส นี้เป็น “สามิสวิโมกข์”

(๖๒) “นิรามิสวิโมกข์” เป็นไฉน วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป เพราะไม่เจืออามิส นี้เป็น “นิรานิสวิโมกข์”

(๖๓) “นิรามิสตรวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะไม่เจืออามิส นี้เป็น “นิรามิสตรวิโมกข์”

(๖๔) “ปณิหิตวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะทำความปรารถนาในนามรูป ความปรารถนาเพราะตั้งอยู่ในความใคร่ ที่ถูกตัณหาหน่วงเหนี่ยวไว้ (ปณิธิ) นี้เป็น “ปณิหิตวิโมกข์”

(๖๕) “อัปปณิหิตวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะไม่ทำความปรารถนาในนามรูป เพราะไม่มีที่ตั้ง ที่ไม่ถูกตัณหาหน่วงเหนี่ยวไว้ นี้เป็น “อัปปณิหิตวิโมกข์”

(๖๖) “ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์” เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน ๑ การได้หรือวิบากแห่งทุติยฌาน ๑ การได้หรือวิบากแห่งตติยฌาน ๑ การได้หรือวิบากแห่งจตุตถฌาน ๑ การได้หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ การได้หรือวิบากแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ๑ การได้หรือวิบากแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ การได้หรือวิบากแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑ นี้เป็น “ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์”

(๖๗) “สัญญุตวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ เพราะประกอบด้วยความอยาก นี้เป็น “สัญญุตวิโมกข์”

(๖๘) “วิสัญญุตวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ เพราะไม่ประกอบด้วยความอยาก นี้เป็น “วิสัญญุตวิโมกข์”

(๖๙) “เอกัตตวิโมกข์” เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และ นิพพาน ๑ ชื่อว่า “มรรคผล” เพราะมีอารมณ์อยู่เดียวกันและเพราะสำเร็จอย่างเดียวกัน ชื่อว่า “นิพพาน” เพราะไม่มีที่สอง นี้เป็น “เอกัตตวิโมกข์”

(๗๐) “นานัตตวิโมกข์” เป็นไฉน ฌาน ๔ และ อรูปสมาบัติ ๔ เพราะเพราะมีอารมณ์ต่างกันและเพราะมีวิบากต่างกัน นี้เป็น “นานัตตวิโมกข์”

 

(๗๑) “สัญญาวิโมกข์” เป็นไฉน สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้

 

คำว่า “พึงมีได้” ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ พ้นจากสุขสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอัตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ พ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดยความเพลิดเพลิน) เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ พ้นจากราคสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ พ้นจากสมุทยสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ พ้นจากอาทานสัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น) เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ พ้นจากนิมิตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ พ้นจากปณิธิสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ พ้นจากอภินิเวสสัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

ในอันดับต่อไป ให้มนสิการกรรมฐานด้วย “อนุวิปัสสนา ๑๐” ตามข้อธรรมย่อยแต่ละข้อ ทั้งหมด ๒๒๒ ข้อ ในข้อธรรมหลัก ทั้งหมด ๒๒ ข้อ ต่อไปนี้  (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

มนสิการกรรมฐานเริ่มต้นในรูป (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา–ความเป็นสภาพเที่ยงในรูป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในรูป พ้นจากสุขสัญญา–ความเป็นสุข  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในรูป พ้นจากอัตตสัญญา–ความเป็นตัวตน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป พ้นจากนันทิสัญญา–ความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป พ้นจากราคสัญญา–ความกำหนัด  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในรูป พ้นจากสมุทยสัญญา–ความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในรูป พ้นจากอาทานสัญญา–ความถือผิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในรูป พ้นจากนิมิตตสัญญา –นิมิต เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในรูป พ้นจากปณิธิสัญญา –เป็นที่ตั้ง  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากอภินิเวสสัญญา–ความยึดมั่น  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานในเวทนา (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา พ้นจากนิจจสัญญา–ความเป็นสภาพเที่ยงในเวทนา  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในเวทนา  พ้นจากสุขสัญญา–ความเป็นสุข  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในเวทนา  พ้นจากอัตตสัญญา–ความเป็นตัวตน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในเวทนา  พ้นจากนันทิสัญญา–ความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในเวทนา  พ้นจากราคสัญญา–ความกำหนัด  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในเวทนา  พ้นจากสมุทยสัญญา–ความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในเวทนา  พ้นจากอาทานสัญญา–ความถือผิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในเวทนา  พ้นจากนิมิตตสัญญา –นิมิต เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในเวทนา  พ้นจากปณิธิสัญญา –เป็นที่ตั้ง  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในเวทนา  พ้นจากอภินิเวสสัญญา–ความยึดมั่น  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานสิ้นสุดในชราและมรณะ (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญา–ความเป็นสภาพเที่ยงในชราและมรณะ  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในชราและมรณะ  พ้นจากสุขสัญญา–ความเป็นสุข  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในชราและมรณะ  พ้นจากอัตตสัญญา–ความเป็นตัวตน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ  พ้นจากนันทิสัญญา–ความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในชราและมรณะ  พ้นจากราคสัญญา–ความกำหนัด  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ  พ้นจากสมุทยสัญญา–ความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในชราและมรณะ  พ้นจากอาทานสัญญา–ความถือผิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในชราและมรณะ  พ้นจากนิมิตตสัญญา –นิมิต เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ  พ้นจากปณิธิสัญญา –เป็นที่ตั้ง  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ  พ้นจากอภินิเวสสัญญา–ความยึดมั่น  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ นี้เป็นสัญญาวิโมกข์

 

(๗๒) “ญาณวิโมกข์” เป็นไฉน ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ เพื่อดับ “อวิชชา” คือ ความไม่รู้ ด้วยพ้นจากความหลง “โมหะ” โดยปริยายพึงมีได้ ในการพิจารณากรรมฐานด้วย “อนุปัสสนา ๑๐” นั้น “อนุปัสสนาญาณ” จะกลายเป็น “ยถาภูตญาณ” ดังนี้

 

คำว่า “พึงมีได้” ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร

(๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

ในอันดับต่อไป ให้มนสิการกรรมฐานด้วย “อนุวิปัสสนา ๑๐” ตามข้อธรรมย่อยแต่ละข้อ ทั้งหมด ๒๒๒ ข้อ ในข้อธรรมหลัก ทั้งหมด ๒๒ ข้อ ต่อไปนี้ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

มนสิการกรรมฐานเริ่มต้นในรูป (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในรูป พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในรูป พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

 

มนสิการกรรมฐานในเวทนา (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในเวทนา พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานสิ้นสุดในชราและมรณะ (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในชราและมรณะพ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในชราและมรณะพ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์

 

(๗๓) “สีติสิยาวิโมกข์” เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้

 

คำว่า “พึงมีได้” ความว่า ก็พึงได้อย่างไร

(๑) อนิจจานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสุข เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๓) อนัตตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๔) นิพพิทานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๕) วิราคานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๖) นิโรธานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์  (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความถือมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยมีนิมิตเครื่องหมาย เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวาย โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

ในอันดับต่อไป ให้มนสิการกรรมฐานด้วย “อนุวิปัสสนา ๑๐” ตามข้อธรรมย่อยแต่ละข้อ ทั้งหมด ๒๒๒ ข้อ ในข้อธรรมหลัก ทั้งหมด ๒๒ ข้อ ต่อไปนี้ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

มนสิการกรรมฐานเริ่มต้นในรูป (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสุข เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๓) อนัตตานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๔) นิพพิทานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๕) วิราคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๖) นิโรธานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความดับในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์  (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความถือมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยมีนิมิตเครื่องหมาย เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในรูป  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวาย โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานในเวทนา (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสุข เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๓) อนัตตานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๔) นิพพิทานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๕) วิราคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๖) นิโรธานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความดับในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์  (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความถือมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยมีนิมิตเครื่องหมาย เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในเวทนา  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวาย โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานสิ้นสุดในชราและมรณะ (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ  เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นสุข เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๓) อนัตตานุปัสสนา  คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นตน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๔) นิพพิทานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๕) วิราคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความกำหนัด เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์  (๖) นิโรธานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์  (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยความถือมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยมีนิมิตเครื่องหมาย เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวาย โดยเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สีติสิยาวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนา คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อน และความกระวนกระวาย โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็น สิติสิยาวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

(๗๔) “ฌานวิโมกข์” เป็นไฉน

(๑) เนกขัมมะ เกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน (๒)  เนกขัมมะ เกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌานวิโมกข์ (๓) ธรรม เกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌานวิโมกข์ (๔) ความไม่พยาบาท เกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๕) ความไม่พยาบาท เกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌานวิโมกข์ (๖) อาโลกสัญญา เกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๗) การกำหนดธรรม เกิด เผาวิจิกิจฉา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๘) ญาณ เกิด เผาอวิชชา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๙) ความปราโมทย์ เกิด เผาอรติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๐) ปฐมฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๑) ทุติยฌาน เกิด เผาวิตกและวิจาร เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๒) ตติยฌาน เกิด เผาปีติ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๓) จตุตถฌานเกิด เผาสุขและทุกข์ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๔) อากาสานัญจายตนสมาบัติ เกิด เผารูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๕) วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เกิด เผาอากาสานัญจายตนสัญญา  เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๖) อากิญจัญญายตนสมาบัติ เกิด เผาวิญญาณัญจายตนสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๗) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เกิด เผาอากิญจัญญายตนสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๘) อนิจจานุปัสสนา เกิด เผานิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๑๙) ทุกขานุปัสสนา เกิด เผาสุขสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๐) อนัตตานุปัสสนา เกิด เผาอัตตสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๑) นิพพิทานุปัสสนา เกิด เผาความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๒) วิราคานุปัสสนา เกิด เผาราคะ–ความกำหนัด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๓) ขยานุปัสสนา เกิด เผาฆนสัญญา–กลาปหรือกลุ่มก้อนแห่งนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๔) นิโรธานุปัสสนา เกิด เผาสมุทัย–ความเป็นเหตุเกิด (เช่น อวิชชาในปฏิจจสมุปบาท ๑๒) เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๕) ปฏินิสสัคคานุปัสสนา เกิด เผาความถือมั่น เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๖) วยานุปัสสนา เกิด เผาอายูหนะ–กรรมภพ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๗) วิปริณามานุปัสสนา เกิด เผาธุวสัญญา–ความสำคัญว่ายั่งยืน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๘) อนิมิตตานุปัสสนา เกิด เผานิมิต เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๒๙) อัปปณิหิตานุปัสสนา เกิด เผาปณิธิ–ตัณหาปณิธิด้วยปรารถนา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๐) สุญญตานุปัสสนา เกิด เผาอภินิเวส–ความยึดมั่นว่ามีตัวตน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๑) อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา เกิด เผาสาราทานาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๒) ยถาภูตญาณทัสนะ เกิด เผาสัมโมหาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๓) อาทีนวานุปัสสนา เกิด เผาอาลยาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยความอาลัย เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๔) ปฏิสังขานุปัสสนา เกิด เผาอัปปฏิสังขา–ความไม่พิจารณา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๕) วิวัฏฏนานุปัสสนา เกิด เผาสัญโญคาภินิเวส–ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๖) โสดาปัตติมรรค เกิด เผากิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๗) สกทาคามิมรรค เกิด เผากิเลสอย่างหยาบ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๘) อนาคามิมรรค เกิด เผากิเลสอย่างละเอียด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน (๓๙) อรหัตมรรค เกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นฌานวิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์

 

(๗๕) “อนุปาทาจิตวิโมกข์” (ดับอัตตาภินิเวสแห่งอุปาทานด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์) เป็นไฉน อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้

 

คำว่า “พึงมีได้” ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาน ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสุข เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นตัวตน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความถือผิด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่น โดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

ในอันดับต่อไป ให้มนสิการกรรมฐานด้วย “อนุวิปัสสนา ๑๐” ตามข้อธรรมย่อยแต่ละข้อ ทั้งหมด ๒๒๒ ข้อ ในข้อธรรมหลัก ทั้งหมด ๒๒ ข้อ ต่อไปนี้  (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ (๓) อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ (๔) วิญญาณ ๖ (๕) ผัสสะ ๖ (๖) เวทนา ๖ (๗) สัญญา ๖ (๘) เจตนา ๖ (๙) ตัณหา ๖ (๑๐) วิตก ๖ (๑๑) วิจาร ๖ (๑๒) ธาตุกัมมัฏฐาน (๑๓) อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ (๑๔) อายตนะ ๑๒ (๑๕) ธาตุ ๑๘ (๑๖) อินทรีย์ ๒๒ (๑๗) ธาตุ ๓ (๑๘) ภพ ๙ (๑๙) ฌาน ๔ (๒๐) อัปปมัญญา ๔ (๒๑) อรูปสมาบัติ ๔ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร  

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ  

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ]

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ  

 

มนสิการกรรมฐานเริ่มต้นในรูป (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในรูป พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในรูป พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์  อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานในเวทนา (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในเวทนา พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในเวทนา พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์  อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

มนสิการกรรมฐานสิ้นสุดในชราและมรณะ (ตัวอย่าง)

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตนในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่นในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมายในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่นจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้

 

อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุปัสสนาญาณ อนัตตานุปัสสนาญาณ นิพพิทานุปัสสนาญาณ วิราคานุปัสสนาญาณ นิโรธานุปัสสนาญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร (๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓

 

(๑) อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้  (๒) ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ (๓) อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน  อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนัตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ (๔) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ (๕) วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน วิราคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสสนาญาน ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ (๖) นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นิโรธานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้ (๗) ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้ (๘) อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ (๙) อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ (๑๐) สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาท สุญญตานุปัสสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้

 

(๑) “ญาณ ๔” เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสสนาญาณ ๑ อนัตตานุปัสสนาญาณ ๑ อนิมิตตานุปัสสนาญาณ ๑ สุญญตานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐิปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ (๒) “ญาณ ๔” เหล่านี้ คือ ทุกขานุปัสสนาญาณ ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ ๑ วิราคานุปัสสนาญาณ ๑ อัปปณิหิตานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน (๓) “ญาณ ๒” เหล่านี้ คือ นิโรธานุปัสสนาญาณ ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทานทั้ง ๔ คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ นี้เป็น “อนุปาทาจิตวิโมกข์”

 

จบวิโมกขกถา ปฐมภาณวาร

 

ดังนั้น จากรายละเอียดเกี่ยวกับ “วิโมกข์ ๖๘” ทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า องค์ความรู้ที่เป็น “ปัญญา–ญาณ” หรือ “ปัญญาญาณ” นั้น คือ การเจริญอนุปัสสนาทั้ง ๑๐ ประการ ที่เน้นสภาวะแห่งความหลุดพ้นจากสังขารทั้งหลาย ซึ่งหมายถึง “การยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕” ที่มีเหตุมาจาก “ทิฏฐิ” (นิวรณูปกิเลส) ย่อมพ้นด้วยสามารถแห่งฌานสมาบัติ “เจโตวิมุตติ” เป็นสำคัญ และ “อวิชชา” (โมหะ–ความหลง) ย่อมพ้นด้วยสามารถแห่งปัญญาญาณ “ปัญญาวิมุตติ” เป็นสำคัญ ฉะนั้น ลักษณะความหลุดพ้นหรือการละกิเลสนั้น มีระดับความแตกต่างกัน โดยเริ่มจากความหลุดชั่วคราว ได้แก่ (๑) “วิกขัมภนปหาน” ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น (๒) “ตทังคปหาน” ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับหรือธรรมที่ตรงข้าม จนถึงความหลุดพ้นที่ถาวร ได้แก่ (๓) “สมุจเฉทปหาน” ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้นๆ (๔) “ปฏิปัสสัทธิปหาน” ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้นๆ (๕) “นิสสรณปหาน” ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างไรก็ตาม กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ต้องประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) ภาคทฤษฎี คือ องค์ความรู้ที่ใช้เป็นหลักการอ้างอิงสำหรับภาคปฏิบัติ กับ (๒) ภาคปฏิบัติ คือ ทักษะที่เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติเจริญธรรม เพื่อหาข้อสรุปที่ยืนยันองค์ความรู้ในภาคทฤษฎี หรือเพื่อการสร้างข้อสรุปใหม่ที่เป็น “กฎใหม่–ทฤษฎีใหม่” ที่อาจแตกออกจากตัวหลักการในทฤษฎีหลักอันแก่นสารแท้ของพระศาสนา ซึ่งกรณีนี้ คงเกิดขึ้นได้ยาก ที่เกิดขึ้นได้นั้น อาจเนื่องจากยังศึกษาพระปฏิบัติสัทธรรมไม่ถึงขั้นปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” ที่จัดอยู่ในระดับพระอรหันต์ (โลกุตตรปฏิสัมภิทาญาณ) ถ้าเป็นระดับ “ปัญญาหางอึ่ง” นั้น คงเกิด “ญาณสัมปยุตต์” ได้ยากพอสมควร หรือไม่ถึงโอกาสแห่งฐานะที่จะบรรลุธรรมได้ ที่ประกอบด้วย (๑) ปัญญาเห็นธรรม กับ (๒) ปัญญาตรัสรู้สัมโพธิญาณ ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติขั้นสูงสุด “ปรมัตถปฏิปทา” นั่นคือ “นิพพาน” ซึ่งหมายถึง “อรหัตผลวิมุตติ–สัมมาวิมุตติ” หรือ “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ  ที่เรียกว่า “การดับขันธปรินิพพาน” ที่หมายถึง “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] คือ ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี นั่นเอง

 

ด้วยเหตุนี้ ความบกพร่องในความเข้าใจอย่างถูกต้องโดย “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” นั้น เป็นประเด็นอันยิ่งที่พึงประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งเป็น “คุณชาติของพหูสูต” หมายถึง ผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกื้อกูลในการบรรลุธรรมในกาลอันใกล้ นอกจากนี้ การผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัวระหว่าง “ภาคทฤษฎี” กับ “ภาคปฏิบัติ” นั้น ย่อมทำให้เห็นสภาวธรรมตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ” (ยถาภูตญาณทัสสนะ) อันเป็น “ญาณวิโมกข์” (อนุปัสสนา ๑๐ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ–ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ–อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ–นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ–วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ–นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ–ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ–อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ–อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ–สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ) หมายถึง ปัญญาหยั่งรู้ในการดับกิเลสตามลักษณะข้อหลุดพ้นโดยไตรลักษณ์เป็นหลัก เพราะฉะนั้น ประเภทของการหลุดพ้นโดยวิโมกข์นั้น ต้องมีสมุฏฐานมาจาก “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ก่อน” (กายสังขาร–วจีสังขาร–จิตตสังขาร) ซึ่งจิตต้องสหรคตด้วย “บุญ–ฌาน–ญาณ” หรือ “กุศลบุญ–อเนญชาแห่งสมถะ–วิปัสสนา” ที่มีถึงพร้อมด้วย (๑) “ปรโตโฆสะ” และ (๒) “โยนิโสมนสิการ” เป็นปัจจัยที่ให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” ก่อน เมื่อจิตเป็นกุศลบุญ มีความประพฤติตามคลองธรรม ย่อมเกิดศรัทธาและฉันทะที่จะประคองจิต ละเว้นความชั่วทั้งปวง ทำความดี และมีจิตใจเบิกบาน ผ่องใส ด้วยการเจริญสมาธิภาวนา เพื่อความผาสุกในปัจจุบัน มีสติสัมปชัญญะ เกิดญาณทัสสนะ และเกิดปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงในวิปัสสนาภูมิ จนถึงขั้นมีสามารถแห่งการดับอาสวะทั้งปวงได้ กิจกรรมในการปฏิบัติธรรมดังกล่าวนี้ มีจุดประสงค์เพื่อ “ความหลุดพ้นโดยวิโมกข์” โดยมี “ปัญญาเห็นธรรมแห่งสังขารทั้งหลายโดยไตรลักษณ์” (อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา) ฉะนั้น การพิจารณาหลักธรรมและข้อธรรมย่อยจนเกิดความเข้าใจในภาพรวมและภาพย่อยเฉพาะเรื่องได้เป็นอย่างดี จึงเป็นการสร้างเข็มทิศเพื่อไม่ให้อยู่ในกลุ่มคน ที่เรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” จะมีแต่ ความมุมานะ บากบั่น ตะพึดตะพือ เตลิดเปิดเปิง อย่างไร้จุดหมาย นั้น คงไม่เพียงพอ เพราะไม่เริ่มด้วยปัญญา ดำเนินด้วยปัญญา และมุ่งสู่ปัญญาอันยิ่ง ด้วยการเจริญให้มากด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่ (๑) เริ่มด้วยปัญญาแห่งสัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) ดำเนินด้วยปัญญาแห่งสัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๓) มุ่งสู่ปัญญาอันยิ่งแห่งสัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ ซึ่งพุทธบริษัททั้งหลายต้องเจริญให้ยิ่งด้วยสัมมาปฏิปทาอย่างแท้จริง

 

ดังนั้น ความหลุดพ้นอันใดที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ย่อมเป็นหนทางแห่งความวิบัติที่ส่งผลกระทบทั้งกายวาจาใจ ที่ส่อถึงสิ่งที่ผิดแห่ง “มิจฉัตตะ ๑๐” (มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ–มิจฉาวาจา–มิจฉากัมมันตะ–มิจฉาอาชีวะ–มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ–มิจฉาญาณ–มิจฉาวิมุตติ) การบำเพ็ญเพียรตบะหรือภาวนากัมมัฏฐานที่ปราศจากความชัดเจนในหลักทฤษฎี (กฎธรรมชาติ = จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง = ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ) และข้อระเบียบที่ควบคุมความประพฤติ (จรณะ–สัมมาปฏิปทา–ปรมัตถปฏิปทา เพื่อให้ถึงพระนิพพาน) ให้อยู่ในกรอบแห่งศีลธรรมนั้น ย่อมเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมที่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแห่ง “สัมมัตตะ ๑๐” (สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ) นอกจากสภาวะที่ถูกต้องตามคลองธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” (ปฏิบัติธรรมถูกหลัก) ให้ดีแล้ว ท่านผู้ที่จะบรรลุธรรมได้ดีและปลอดภัยจากโยคธรรมทั้งหลายนั้นได้ ต้องถึงพร้อมด้วย “อนุตตริยะ ๓” อีกส่วนหนึ่ง หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่ (๑) “ทัสสนานุตตริยะ” การเห็นอันเยี่ยม คือ การเห็นหรือการพยากรณ์อนาคตได้อย่างชัดเจน ไม่หลงทาง ได้แก่ “ปัญญาอันเห็นธรรม” หรืออย่างสูงสุด คือ “เห็นนิพพาน” (๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” การปฏิบัติอันเยี่ยม คือ เลือกแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกิดมรรคผลอย่างแท้จริง ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา “อริยมรรคมีองค์ ๘” และ (๓) “วิมุตตานุตตริยะ” การพ้นอันเยี่ยม คือ มีปรมัตถปฏิปทาอันยิ่งยวดและแน่วแน่ที่จะตรัสรู้ธรรมได้จริง ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ “ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง” ที่เรียกว่า “นิพพาน” เพราะฉะนั้น การใช้เหตุผลโดย “โยนิโสมนสิการ” และปัญญาโดย “ปัญญาญาณแห่งวิปัสสนา” จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ความสำเร็จบรรลุคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรมนั้น จึงเป็นข้อปฏิบัติที่ยาก ใช้เวลานานที่จะรู้แจ้งได้ ต้องอาศัย “วามอดทน–ความหมั่นเพียร–มีสติสัมปชัญญะ–และมีจิตใจที่เป็นฌานสมาธิหรือจิตตสมาธิ” ที่ประกอบด้วย “ความเมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา” (อัปปมัญญาธรรม) ที่เป็นฐานสำคัญที่จะยกจิตจาก “กามาวจรกุศลจิต–รูปาวจรกุศลจิต” ให้ลุเข้าถึง “อรูปาวจรกุศลจิต” เพื่อให้เข้าถึง “โลกุตตรปัญญา” (โลกุตตรจิต) ให้ได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง.

 

 

 

Visitor Number:
4957775