๕๗. จตุปฏิสัมภิทาญาณคุณชาติแห่งปฏิสัมภิทัปปัตตะ

         Noble Virtues of the Worthy One with the Four Analytic Insights

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1133

 ความสำคัญของบทความ

 

ความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น เป็นเรื่องปฏิปทาอันยิ่งใหญ่ในชีวิต ไม่ใช่เรื่องจะมาทำเล่นๆ ไร้จุดหมาย เอาดีไม่ได้ ความจริงจังในการเจริญข้อประพฤติปฏิบัติที่ชัดเจน อันเป็นไปตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยการถือมั่นใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยมุ่งมั่นในการชำระตนให้หมดจดบริสุทธิ์จาก (๑) “วีติกกมกิเลส” คือ กิเลสอย่างหยาบ ที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิดออกมาทางกายและวาจา เช่น เป็นกายทุจริต และ วจีทุจริต ละด้วยศีลในพระวินัยปิฎก ที่เรียกว่า “อธิศีลสิกขา” (๒) “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมอยู่ในจิตใจ ดังเช่น นิวรณ์ ๕ ในกรณีที่จะข่มระงับไว้ ต้องละด้วยสมาธิในพระสุตตันตปิฎก ที่เรียกว่า “อธิจิตตสิกขา” (๓) “อนุสยกิเลส” คือ กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานอันยังไม่ถูกกระตุ้นให้พลุ่งขึ้นมา ได้แก่ อนุสัย ๗ ย่อมละด้วยปัญญาในพระอภิธรรมปิฎก ที่เรียกว่า “อธิปัญญาสิกขา” เมื่อผู้ปฏิบัติมีศีลบริสุทธิ์ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ย่อมเป็นปทัฏฐานในพัฒนาจิตใจให้ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน และจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมเป็นบาทวิถีในวิปัสสนาต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาการคิดให้เกิดปัญญาที่บริสุทธิ์ปราศจากความไม่รู้แห่ง “อวิชชา” จนถึงการดับความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ประการ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น ผู้จะบรรลุธรรมได้ต้องเป็นบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยองค์มรรคอันประเสริฐทั้ง ๘ ประการ ที่เรียกว่า “มัคคสมังคี” คือ ประกอบด้วย “อริยมรรค ๔” ซึ่งหมายถึง (๑) ความรู้แจ้งในอริยสัจจ์ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ “ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์–มรรคสัจจ์” ที่ทำให้เป็นอริยบุคคล และ (๒) ความรู้แจ้งแทงตลอดใน “มรรคญาณ” ที่สหรคตด้วย “มรรคจิต” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค”  ที่ทำให้ลุถึง “ผลญาณ” ที่สหรคตด้วย “ผลจิต” ได้แก่ “โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล” อันเป็น “สัมมาญาณ” และทำให้มีสามารถบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งโลกุตตระ คือ “อรหัตผลวิมุตติ” อันเป็น “สัมมาวิมุตติ” ประการสำคัญ (๓) ธรรมปฏิบัติทุกอย่างนั้น ต้องสัมปยุตต์ด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” เสมอ ที่จะบ่งบอกถึงภาวะที่ถูกต้อง และดีเยี่ยมเสมอ ในการบรรลุถึงอรหันต์นั้น ต้องเริ่มด้วยปัญญา ดำเนินด้วยปัญญา และนำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง ที่เรียกว่า “ปัญญาแตกฉานโดยจตุปฏิสัมภิทา” ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ได้แก่ (๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉาน–ปรีชาแจ้งในความหมาย (๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉาน–ปรีชาแจ้งในหลักธรรม ทฤษฎี (๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา และ (๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – จตุปฏิสัมภิทาญาณคุณชาติแห่งปฏิสัมภิทัปปัตตะ

 

พระพุทธศาสนาสอนให้คนเห็น “ความดีงาม–คุณชาติ” ในความเป็นมนุษย์ด้วยกัน จนรวมถึงเหล่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนร่วมสงสารทุกข์ด้วยกัน ความมีไมตรีจิตแก่กันและกัน จึงเป็นคุณสมบัติของผู้เจริญแล้ว คำว่า “ไมตรี” หมายถึง “คุณชาติความดีงามที่มีในมิตร” นั่นคือ ความเป็นเพื่อน–ความรัก–ความหวังดีต่อกัน–ความเยื่อใยต่อกัน–มิตรธรรม–เมตตา ฉะนั้น คุณค่าของความเป็นมนุษย์ตามนัยของพระพุทธศาสนานั้น จะแตกต่างจากคติของพราหมณ์ โดยไม่ได้คำนึงถึงชาติแห่งกำเนิด ถึงโคตรแห่งสายตระกูล ซึ่งผูกพันกับ “อาวาหะวิวาหะ” คือ “การแต่งงาน” (อาวาหะ คือ การแต่งงาน การสมรส การพาหญิงมาบ้านตัว) ที่อ้างออกมาว่า “ท่านคู่ควรกับเรา” หรือ “ท่านไม่คู่ควรกับเรา” ซึ่งต่างกับคติทางพระพุทธศาสนาซึ่งให้วัดหรือตัดสินคนด้วย “กรรม” คือ การกระทำ ความประพฤติ ได้แก่ กายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม โดยถือว่าสิ่งที่ทำให้เลิศให้ประเสริฐที่เป็น (๑) “บุญกุศล” คือ สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗ (๒) “อเนญชาฌาน” คือ ฌานสมาบัติ โดยเฉพาะ รูปฌาน ๔ (๓) “ปัญญาญาณ” คือ จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) นั่นคือ “วิชชาจรณะ” ซึ่งตรงกับคำว่า “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” (ข้อ ๓ ในพุทธคุณ ๙)หมายถึง (พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น) ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ประกอบด้วย “วิชชา ๓” หรือ “วิชชา ๘” และ “จรณะ ๑๕” (สีลสัมปทา ๑–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–ฌาน ๔) อันเป็นปฏิปทาเครื่องบรรลุวิชชานั้น หรือ มีความรู้ประเสริฐความประพฤติประเสริฐ คำว่า “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” ส่วน คำว่า “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” และ คำว่า “จรณะ ๑๕” ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน ดังนั้น ผู้ที่จะบรรลุสมณอธิคมธรรมได้นั้น จะต้องลุถึง “อริยมรรค ๔” ได้แก่ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบรรลุขั้น “อรหัตมรรค–อรหัตผล” ด้วย “จตุปฏิสัมภิทาญาณคุณชาติแห่งปฏิสัมภิทัปปัตตะ” นั่นคือ ผู้บรรลุขั้นปัญญาแตกฉานแห่งปฏิสัมภิทา ๔ ได้แก่ (๑) ญาณอันเป็นประเภทในอรรถเพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะของประเภทแห่งอรรถ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๒) ญาณอันเป็นในธรรมเพื่อสามารถทำให้แจ้ง และกำหนดพร้อมด้วยลักษณะแห่งประเภทของธรรม ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๓) ญาณอันเป็นไปในการเข้าใจภาษา (เข้าใจพูด) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” และ (๔) ญาณอันเป็นไปในปฏิภาณ (ความเฉียบแหลม) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ แห่งประเภทของปฏิภาณ ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา”

 

อนึ่ง ระบบโครงสร้างสมองของมนุษย์นั้น มีศักยภาพสูงกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้ ในการเสกสร้าง ความนึกฝัน จินตนาการ มโนภาพ ความนึกคิด ต่างๆ นาๆ นับประการ ฉะนั้น มนุษย์มีความนึกคิดในใจ “มโนวิญญาณ” แตกต่างกันทุกวินาทีในทุกขณะจิต ภาวะที่นึกคิดในใจนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ “สัญเจตนา ๖” ในการสร้างกรรมภพใหม่ให้เกิดขึ้นเสมอ โดยเจตนาความปรารถนานั้น ย่อมสหรคตด้วย “กิเลสตัณหา” นั่นคือ จิตใจถูกครอบงำด้วย “จิตตอุปกิเลส”  อาจสร้างกรรมทั้งฝ่ายกุศลกรรมและฝ่ายอกุศลกรรม สลับกันไปมา จนเกิดความเข้าใจถือผิด คิดเอาเองว่า “ชีวิตต้องเป็นไปอย่างนี้จนตาย” ซึ่งความเป็นจริง เกิดจากปัญญาถูกปิดกั้นด้วย “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริงใน (๑) “อริยสัจจ์ ๔ = ทุกขอริยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” (๒) เหตุและผลในกาล ๓–อัทธา ๓–ญาณ ๓ = อดีต–อนาคต–ปัจจุบัน หรือ อตีตังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต อนาคตังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต ปัจจุปปันนังสญาณ–ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน” (๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ = อนุโลมปฏิจจสมุปบาทแห่งสมุทัยวาร–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาทแห่งนิโรธวาร” จนรวมถึงความไม่เกิดปัญญาที่เห็นธรรมโดยปรมัตถ์ใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” ญาณคือทำให้แจ้งซึ่ง “องค์แห่งมรรค ๘” ที่เป็นปัฏฐานในการตรัสรู้บรรลุคุณอันใหญ่แห่งโลกุตตรธรรม อันเป็นคุณบาทคุณชาติแห่งอริยบุคคล ที่เรียกว่า “มัคคสมังคี” หรือ “ภาวิตัตต์” คือ ผู้มีตนอันได้พัฒนาดีแล้วด้วยการเจริญภาวนาทั้ง ๔ ด้าน นั่นคือ “กายภาวิต–ศีลภาวิต–จิตภาวิต–ปัญญาภาวิต” คำบรรยายถึงสภาวธรรมในขณะนี้ คือ บุคคลผู้ได้พัฒนาตนให้ถึง “อริยมรรค ๔” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตมรรค” ซึ่งได้กลายเป็นผู้รู้แจ้งโลกในระดับที่แตกต่างกันตาม “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” เมื่อได้เข้าใจถูกต้องในชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมดีแล้ว ย่อมบรรลุถึงพระอรหันต์ คือ “ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” อันเป็นผู้ที่คาดคะเนได้ว่า ย่อมหลุดพ้นด้วย อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–และ–นิพพาน ๑ ได้อย่างแน่นอนในกาลอันใกล้นี้ ซึ่งแตกต่างจากปุถุชนชาวโลกทั่วไป คือ “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” อันเป็นผู้ที่คาดคะเนได้ว่า ย่อมมีชีวิตสืบเนื่องโดยชีวิสันตติในสงสารจักรหรือสงสารทุกข์แห่งวัฏฏะ นั่นคือ มีชีวิตจมอยู่ในกระแสแห่งโลกธรรมตามภาษาชาวโลก มีชีวิตอนุโลมไปตามโลกธรรมทั้ง ๘ โดยยึดมั่นในทั้ง สุขบ้าง (อิฏฐารมณ์ คือ ส่วนที่น่าปรารถนา ได้แก่ มีลาภ–มียศ–สรรเสริญ–สุข) และ ทุกข์บ้าง (อนิฏฐารมณ์ คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา ได้แก่ ไม่มีลาภ–ไม่มียศ–นินทา–ทุกข์) สลับกันไปสู่ความวินาศฉิบหายไม่สิ้นสุด เกิดความเข้าใจผิดถือมั่นในสังขารขันธ์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” เรื่องดังกล่าวนี้ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งง่ายๆ ในชีวิต ที่ปิดกั้นไม่ให้จิตใจรับคุณธรรมได้ง่าย คือ “พูดไม่รู้ภาษา” มีปัญญาหางอึ่งครอบงำ คิดไม่ไกลจากหัวแม่เท้าของตน ที่โชคร้ายมากหน่อย สังคมทั้งระบบยอมรับในเรื่องนี้เหมือนกันหมด เช่น สังคมในตะวันตกหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ศรัทธาในลัทธิวัตถุนิยมและบริโภคนิยม (การศึกษา–กลุ่มอำนาจ–เงินโภคทรัพย์–ไร้คุณธรรม) พวกชนผู้หลงทิศเหล่านี้ มักถูกหลอกให้ซื้อองค์พระประจำวันเกิดในราคาแพงๆ ยิ่งได้บุญมาก แถมหลอกให้ซื้อคอนโดแก้ว โดยอุปมาอุปไมยว่า ชีวิตหลังความตายในปรโลกนั้น ต้องอยู่กันตามยถากรรมในคอนโดคล้ายๆ แถวๆ บางรักหรือสุขุมวิท   โดยเข้าใจว่า เมืองสวรรค์คงมีคนหนาแน่นแออัด มีสลัมคนจนที่มีบุญอยู่รอบๆ คล้ายแถวพระโขนงอะไรทำนองนั้น จึงซื้อคอนโดแก้วผ่านพระดีกว่า (พระคงเจรจากับยมทูตรู้เรื่องดี คล้ายๆ หากินด้วยกัน) แทนที่จะซื้อผ่านนายหน้าขายคอนโดทั่วไป หรือแถวแจ้งวัฒนะ อะไรทำนองนี้ ซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อไม่ประกอบด้วยเหตุผลและไม่เจริญด้วยปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนสั่งไว้ไม่ให้พวกเราทั้งหลาย “อย่าประมาทปัญญา” คือ พูดไม่รู้ความ พูดไม่รู้ภาษา นั่นเอง คนเหล่านี้ ทั้งโง่และน่าสงสาร เพราะไม่ประกอบด้วยปัญญา ใช้ปัญญาในทางที่ผิด ถือมั่นติดมั่นในสิ่งที่ผิดจากคำสอนของศาสดา จึงเรียกว่า “ชนผู้หลงทิศ” ไม่ได้เดินตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่มีถือมั่นในข้อประพฤติปฏิบัติโดยสัมมาปฏิปทาแห่ง “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่ผู้เจริญแล้ว สัตบุรุษ มหาบุรุษ ทั้งหลายถือเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตที่งดงาม แล้วอ่านๆ มาถึงตรงนี้ ท่านคิดอะไรบ้างหรือเปล่านิ... หรือ จะขอให้เหมือนเดิมอย่างนี้ตลอดไป หรือ เดี๋ยวตายก่อนคิด หรือคิดได้หลังตาย จะเตรียมตัวไม่ทันการเน้อ... !!!

 

นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนานั้น สอนให้คนที่คิดด้วย “ปัญญาสามัญธรรมดา” ให้กลายเป็นคนที่คิดด้วย “ปัญญาแตกฉานด้วยคุณธรรม” นั่นคือ จากปัญญาหางอึ่งไปสู่ปัญญาล้ำเลิศด้วยศีลธรรมอันยิ่ง เพื่อให้กลายเป็น “ผู้รู้–พหูสูต–ปราชญ์แห่งมุนี–พระอรหันต์” อันเป็นที่สุดรอบแห่งชีวิต  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“พระอรหันตขีณาสพแห่งปฏิสัมภิทัปปัตตะ” คือ พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้วด้วยบรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณ คำว่า “ปัญญาแตกฉาน–ปฏิสัมภิทา” นั้น เป็นคำศัพท์สำคัญที่ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องประจักษ์ให้ชัดเจน เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ชี้แนะให้ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญอริยมรรคให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ ๒” ทั้งที่เป็น “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” และ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ตอนนี้ อย่าพูดว่า “ก็รู้เหมือนกัน แต่พูดไม่ถูก” (คือ อาการทางสมองเกิดความสับสนฟุ้งซ่านหรือฟั่นเฟือนอยู่ แต่ไม่ถึงวิปริต อย่าไปตู่เอาความคิดคนอื่น มาเป็นของตนโดยไม่เหมาะควร) ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสมาธิของตนเอง คือ “ย่อมเกิดความประมาทปัญญา” อาการดังกล่าวนี้ มักเกิดกับผู้อ่านมาก ผู้ฟังมาก แต่ไม่ยอมทำ “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็น “จินตามยปัญญา” ของตนเองจนเกิดเป็น “จินตามยญาณ–สุตมยญาณ” พอเห็นคนอื่น “คิดได้–คิดออก–คิดเป็น” ก็เหมาเอาว่า “ตนเองก็คิดได้เช่นนั้น” แต่ก็ไม่เคยแสดงธรรมหรือบทความอะไรไว้เลยในพิภพนี้ ชอบทำตัวเหมือนมีองค์ หรือบรรลุธรรมวิเศษแล้วก็มีเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม “ของปลอมอยู่ได้ไม่นาน” เพราะมันไม่สามารถพัฒนาองค์ความรู้ให้ก้าวหน้าขึ้นเองได้ในทางที่ถูกโดยธรรม เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทางรู้แจ้งอย่างแท้จริง ที่มี “อริยสาวก–อริยสาวิกา” แห่งองค์ตถาคตผู้มีพระภาคเจ้า เจริญรอยตามด้วยศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้า ให้ระวังอย่าหลงเชื่อพวก “พระขี้กลาก–ครูขี้กลาก–นักวิชาการขี้กลาก–ด็อกเตอร์ขี้กลาก” (ทักษะยังไม่ถึงขั้นมืออาชีพหรือการรับรองมาตรฐานคุณภาพได้) ที่มีเกลื่อนกลาดในสังคมที่หลอกคนอื่นเลี้ยงชีพ ประการสำคัญ สังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะพัฒนาตนไปสู่ “สังคมแห่งการเรียนรู้” อย่างแท้จริง คนรุ่นหลังหาบุคคลต้นแบบตัวอย่างที่ดีได้ยาก คือ หาคนที่บรรลุนิติภาวะทางปัญญาได้ยาก ส่วนใหญ่ ยังถูกครอบงำด้วยมี “ตาบอดสี” ยังชอบสีนั้นสีนี้อยู่ ยังไม่รู้จักศักดิ์ศรีตนเองดีพอ ชอบชักนำไปในทางที่ผิด ซึ่งเป็นชีวิตที่อาภัพน่าสงสารมาก พุทโธ... ธัมโม... สังโฆ... อุตตโม... เรื่องนี้ไม่เกินความจริงแน่นอน...!!!

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “พระปัญญาญาณ–จักขุ ๕–ทศพลญาณ” ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เรียกว่า “วิชชา” ซึ่งเป็นปัญญาความรู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ “ปัญญาสามัญ” ของชาวโลก ที่เรียกว่า “ดิรัจฉานวิชา” หมายถึง วิชาที่ไม่มีอำนาจทำให้ผู้รู้เหล่านั้นพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง เป็นวิชาที่เป็นปฏิปักษ์ร้ายแรงต่อ “พระสัตถุสาสน์” คือ คำสอนของพระศาสดา นั่นเอง ดังนี้ 

(๑) รู้เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่ มิใช่เพื่อ “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด

(๒) รู้เพื่อผูกรัดด้วยเดือดร้อน หรือประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อ “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด

(๓) รู้เพื่อพอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อ “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส

(๔) รู้เพื่อความอยากอันใหญ่ ความมักใหญ่ มักมากอยากใหญ่ มิใช่เพื่อ “อัปปิจฉตา” คือ ความมักน้อย

(๕) รู้เพื่อความไม่สันโดษ มิใช่เพื่อ “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ

(๖) รู้เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่ มิใช่เพื่อ “ปวิเวก” คือ ความสงัด

(๗) รู้เพื่อความเกียจคร้าน มิใช่เพื่อ “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร

(๘) รู้เพื่อความเลี้ยงยาก มิใช่เพื่อ “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย

 

แต่อย่างไรก็ตาม พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มีจุดประสงค์เพื่อกิจต่อไปนี้ 

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม  

(๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ

(๓) “นิโรธ” คือ ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์

(๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ  

(๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด  

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้  

(๗) “นิพพาน” คือ ภาวะที่ปลอดจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง

 

เพราะฉะนั้น พระธรรมของพระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นสารที่แท้จริงต้องประกอบด้วยคุณธรรมทั้ง ๑๕ ประการ ดังกล่าวข้างต้น ไม่เป็นอื่น ไม่เป็นสอง อย่างแน่นอน ถ้ามีข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิดเพี้ยนไปจากหลักการดังกล่าวนี้ ถือว่าผิดพระธรรมวินัยนี้อย่างแน่นอน ไม่ควรไปถือมั่นติดมั่นให้เสียการโดยเปล่าประโยชน์ เสียคุณอันใหญ่โดย “โลกุตตรธรรม ๙” ย่อมปราศจากหรือแห้งแล้งโดยสามารถแห่งวิโมกข์ด้วย อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑ ได้จริง ที่เรียกว่า “โลกุตรวิโมกข์” เพราะอริยมรรคทั้งหลายย่อมข้ามโลก พร้อมด้วยสามัญผลและนิพพานข้ามไปแล้วจากโลกโดยชอบอันยอดเยี่ยม นั่นคือ พระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เองถึงพระปัญญาญาณดีแล้ว ที่เรียกว่า “พระอุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า “ตถาคต” เพราะตรัสรู้ความแท้จริง

 

แต่อย่างไรก็ตาม “อริยมรรคญาณ ๔” ชื่อว่า “ความแท้จริง–ไม่เป็นอย่างอื่น” เพราะไม่ผิดสภาวะและลักษณะพร้อมด้วยรสของ “อริยสัจจ์ ๔” (และกิจในอริยสัจจ์ ๔) อันเป็นเหตุแห่งความเป็นไป การกลับไป และทั้งสองอย่างนั้น รวบรวมธรรมที่ควรรู้ไว้ทั้งหมดอย่างนี้ว่า นี้ทุกข์ คือ “ทุกขสัจจ์–ทุกขญาณ (สิ่งที่ควรรู้โดยปริญญา)–ทุกขญาณ” นี้เหตุให้เกิดทุกข์ คือ “สมุมัยสัจจ์–สมุทยญาณ (สิ่งที่ควรละโดยปหานะ)–ทุกขสมุทยญาณ” นี้ความดับทุกข์ คือ “นิโรธสัจจ์–นิโรธญาณ (สิ่งที่ควรกระทำให้แจ้งโดยสัจจิกิริยา)–ทุกขนิโรธญาณ” นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ “มรรคสัจจ์–มรรคญาณ (สิ่งที่ควรเจริญโดยภาวนา)–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ” และของธรรมทั้งหลายเพื่อความเป็นไปโดยอาการไม่วิปริต ได้แก่ การไม่ลุ่มหลงและการตรัสรู้ในอริยมรรคญาณนั้น ซึ่งได้ด้วยการตัดขาดฝ่ายที่เศร้าหมอง ตรัสรู้ผูกพันสภาวะตามเป็นจริง อันมีวิภาคแห่งอริยมรรคญาณนั้นเป็นต้นว่า (๑) “ทุกข์” มีการเบียดเบียน ปรุงแต่ง เผา แปรปรวน เป็นอรรถ (๒) “สมุทัย” มีการขวนขวายเป็นเหตุ พัวพัน ห่วงใย เป็นอรรถ (๓) “นิโรธ” เป็นเครื่องสลัดออก สงัดจากกิเลส ไม่ปรุงแต่งอมตะ เป็นอรรถ (๔) “มรรค” นำออกไป เป็นเหตุ เป็นทัสสนะ (ญาณทัสสนะ) เป็นอธิบดี เป็นอรรถ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีผู้อื่นแนะนำ ทรงรู้ คือ บรรลุอริยมรรคญาณเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงชื่อว่า “ตถาคต” เพราะตรัสรู้ความแท้จริง ในทำนองเดียว ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็น “ทุกขญาณ–ทุกขสมุทยญาณ–ทุกขนิโรธญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1046 –1047 FILE 68) ดังนี้

 

[๒๖๖] ในญาณเหล่านั้น “ทุกขญาณ” เป็นไฉน

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภ “ทุกข์” เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขญาณ”

 

[๒๖๗] ในญาณเหล่านั้น “ทุกขสมุทยญาณ” เป็นไฉน

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภ “ทุกขสมุทัย” เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขสมุทยญาณ”

 

ในญาณเหล่านั้น “ทุกขนิโรธญาณ” เป็นไฉน

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภ “ทุกขนิโรธ” เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขนิโรธญาณ”

 

ในญาณเหล่านั้น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ” เป็นไฉน

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิต ความเป็นผู้ฉลาด ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลัง ปัญญาดังศาสตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิที่ปรารภ “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ”

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ทุกขญาณ–ทุกขสมุทยญาณ–ทุกขนิโรธญาณ–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ”

 

นอกจากนี้ “มรรคญาณ” แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ควรให้แจ่มแจ้งด้วยวัตถุ ๙ ประการ และใน “มรรคญาณ” นั้น ควรให้แจ่มแจ้งในกาล ๓ ควรรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสภาวกิจเป็นต้น มีที่อยู่วิเศษ เป็นต้น และมีนามและโคตรอันเนื่องด้วยขันธ์ เป็นต้น ในขันธ์ธาตุอายตนะที่เป็นอดีตอันแตกต่างกันมีเลว เป็นต้น ของสัตว์ผู้แตกต่างกันมีความเลว เป็นต้น อันไม่มีประมาณในโลกธาตุอันไม่มีประมาณ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 241–242 FILE 45) ดังนี้  

 

(๑) “อัปปฏิหตญาณ” –ญาณที่ไม่มีอะไรกระทบได้ พระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ข้องไม่มีอะไรกระทบแล้ว ในความวิเศษมี วรรณ สัณฐานกลิ่นรสและผัสสะ เป็นต้น ของรูปธรรม อันเกิดขึ้นเพราะปัจจัยนั้นๆ ในรูปธรรมทั้งหลายอันละเอียดยิ่ง ตั้งอยู่ภายในและอยู่ไกล อันเนื่องด้วยอินทรีย์ ย่อมเป็นไปโดยประจักษ์ในที่ทั้งปวงดุจมะขามป้อมที่วางไว้บนฝ่ามือ “ญาณ” เหล่านี้ คือ ญาณในอนาคตและปัจจุบันก็เหมือนอย่างนั้น ชื่อว่า “อัปปฏิหตญาณในกาล” เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวว่า “อัปปฏิหตญาณ” ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพุทธะในส่วนอดีต อนาคต ปัจจุบัน (“อตีตังสญาณ” –ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ ๑ “อนาคตังสญาณ” –ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ ๑ “ปัจจุปปันนังสญาณ” –ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ ๑) ก็ญาณเหล่านั้น ชื่อว่า “จริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น” เพราะไม่ผิดไปจากสภาวลักษณะ พร้อมด้วยรสแห่งธรรมทั้งหลายในญาณนั้นๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุญาณเหล่านั้นด้วย “สยัมภูญาณ” (ญาณของพระสยัมภูผู้ตรัสรู้เอง หรือปรีชาหยั่งรู้ของพระสยัมภูผู้ตรัสรู้เอง) จึงชื่อว่า “ตถาคต” เพราะทรงรู้ความจริงแท้ด้วยประการฉะนี้

 

(๒) “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” –ญาณคือ “ปฏิสัมภิทา ๔” ปัญญาแตกฉาน ได้แก่ (๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิด แยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล (๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ (๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ (๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบ ซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์

 

(๓) “จตุเวสารัชชญาณ” –ญาณคือ “เวสารัชชธรรม ๔” ความไม่ครั่นคร้าม ความแกล้วกล้าอาจหาญ พระญาณอันเป็นเหตุให้ทรงแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม ฉะนั้น พระตถาคตเจ้าไม่ทรงมองเห็นว่า ใครก็ตาม จักทักท้วงพระองค์ได้โดยชอบธรรมในฐานะเหล่านี้ ได้แก่ (๑สัมมาสัมพุทธปฏิญญา” ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่รู้ ซึ่งก็เป็นปรัปวาท [ปะ–รับ–ปะ–วาด] คำกล่าวของคนพวกอื่นหรือลัทธิอื่นที่ไม่จริงแท้ (๒) “ขีณาสวปฏิญญา” ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น ซึ่งก็เป็นปรัปวาท [ปะ–รับ–ปะ–วาด]  คำกล่าวของคนพวกอื่นหรือลัทธิอื่นที่ไม่จริงแท้ (๓) “อันตรายิกธรรมวาทะ” ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าเป็นอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง ซึ่งก็เป็นปรัปวาท [ปะ–รับ–ปะ–วาด]  คำกล่าวของคนพวกอื่นหรือลัทธิอื่นที่ไม่จริงแท้ (๔) “นิยยานิกธรรมเทศนา” ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางนำผู้ทำตามให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบจริง ซึ่งก็เป็นปรัปวาท [ปะ–รับ–ปะ–วาด] คำกล่าวของคนพวกอื่นหรือลัทธิอื่นที่ไม่จริงแท้

 

(๔) “ปัญจคติปริจเฉทญาณ” –ญาณคือ “กำหนดคติ ๕” ได้แก่ (๑) “นิรยคติ” (๒) “ติรัจฉานคติ” (๓) “เปตคติ” (๔) “มนุษยคติ” (๕) “เทวคติ” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง นรก–สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ๑ ติรัจฉานโยนิ–กำเนิดเดียรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา ๑ เปรตวิสัย–ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข (รวมทั้ง อสุรกาย–พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง) ๑ มนุษย์เทวดา ๑ คติทั้งหมดนี้ คือ “มหานรก๘ ขุม” มีสัญชีวนรก เป็นต้น “อุสสทนรก ๑๖ ขุม” มีกุกกุลนรก เป็นต้น และ “โลกันตนรก” ชื่อว่า “นรก” เพราะไม่มีความชื่นใจ มีแต่ทุกข์โดยส่วนเดียว และชื่อว่า “คติ” เพราะต้องไปด้วยกรรมของตน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “นิรยคติ” แม้ “สีตนรก” ซึ่งมืดตื้อ ก็รวมอยู่ภายในนรกเหล่านั้น สัตว์ทั้งหลายมีหนอน แมลง ตั๊กแตน งู นก กระรอกน้อย สุนัขบ้าน และสุนัขจิ้งจอก เป็นต้น ชื่อ “ติรัจฉาน” เพราะเป็นสัตว์ไปขวาง ชื่อ “ติรัจฉานคติ” เพราะไปสู่ความเป็นเดียรัจฉาน นั่นเอง ชื่อว่า “เปตะ” เพราะเปรตทั้งหลาย มีปรทัตตูปชีวิเปรต และนิชฌามตัณหิกเปรต เป็นต้น มีแต่ความหิวกระหายไป คือ ปราศจากความสุขสบาย มากไปด้วยความทุกข์ ชื่อว่า “เปตคติ” เพราะไปสู่ความเป็นเปรตนั่นเอง แม้พวกอสูร มีกัญชิกาสูร เป็นต้น ก็อยู่ภายในเปรตเหล่านั้น ผู้อยู่ในมหาทวีป ๔ มีชมพุทวีป เป็นต้น กับผู้อยู่ในทวีปเล็กๆ ชื่อว่า “มนุษย์” เพราะเป็นผู้มีใจสูง ชื่อว่า “มนุษยคติ” เพราะไปสู่ความเป็นมนุษย์นั่นเอง หมู่เทพ ๒๖ เหล่านี้ คือ ตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกา จนถึงเทพผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมเพลิดเพลิน คือ เล่นกีฬา และรุ่งเรื่องด้วยฤทธานุภาพของตน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “เทวะ” ชื่อว่า “เทวคติ” เพราะไปสู่ความเป็นเทวดานั่นเอง ก็ “คติ” เหล่านี้ เพราะความต่างกันของ “อุบัติภพ” อันเกิดด้วย “กรรมวัฏฏะ” (ความหมุนเวียนแห่งกรรม) นั้นๆ ฉะนั้น โดยเนื้อความ ได้แก่ “วิบากขันธ์” และ “กฏัตตารูป” (รูปเกิดแต่กรรม)

 

(๕) “อสาธารณญาณ” –ญาณคือ “อสาธารณะ ๖” ญาณที่ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ได้แก่ (๑) “อินทริยปโรปริยัตติญาณ” ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย (๒) “อาสยานุสยญาณ” ได้แก่ ปัญหาหยั่งรู้อาสยะ คือ อัธยาศัย และกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานของสัตว์ (๓) “ยมกปาฏิหิรญาณ” ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้การทำยมกปาฏิหาริย์ (๔) “มหากรุณาสมาปัตติญาณ” ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ในการเข้ามหากรุณาสมบัติ (๕) “สัพพัญญุตญาณ” ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง (๖) “อนาวรณญาณ” ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมอันไม่มีอะไรขัดข้อง

 

(๖) “สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ” –ญาณคือทำให้แจ้งซึ่ง “โพชฌงค์ ๗” ย่อมเป็นไปในธรรมฝ่ายเครื่อง เป็นเหตุให้ได้ ปลูก บำรุง ให้ถึง ความตรัสรู้ ให้ถึงพร้อม หรืออรรถว่า ย่อมตรัสรู้ ว่าตรัสรู้ตาม ว่าตรัสรู้เฉพาะ ว่าตรัสรู้พร้อม ด้วย “โพชฺฌงฺคา” คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ (๑) “สติสัมโพชฌงค์” สติ–ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง (๒) “ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์” ธัมมวิจยะ–ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม (๓) “วิริยสัมโพชฌงค์” วิริยะ–ความเพียร (๔) “ปีติสัมโพชฌงค์” ปีติ–ความอิ่มใจ (๕) “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” ปัสสัทธิ–ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ (๖) “สมาธิสัมโพชฌงค์” สมาธิ–ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ (๗) “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อุเบกขา–ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง  

  

(๗) “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” –ญาณคือทำให้แจ้งซึ่ง “องค์แห่งมรรค ๘” ที่สหรคตด้วย “จริยา ๘” ได้แก่ (๑) “ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฏฐิ” เพราะประพฤติด้วยการทำนิพพานให้ประจักษ์ คือ “รู้อกุศลและอกุศลมูล–รู้กุศลและกุศลมูล–รู้อริยสัจจ์ ๔–รู้กาล ๓–รู้ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–รู้ไตรลักษณ์” (๒) “อภิโรปนจริยาแห่งสัมมาสังกับปะ” เพราะพระพฤติปลูกฝังจิตไว้ในอารมณ์นั้น คือ  “กุศลวิตก ๓” (๓) “ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา” เพราะประพฤติยึดวจีสังวร ๔ อย่างของสัมมาวาจานั้น คือ “วจีสุจริต ๔” (๔) “สมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ” เพราะประพฤติตั้งอยู่ในกายสังวร ๓ อย่าง คือ “กายสุจริต ๓” (๕) “โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ” เพราะประพฤติผ่องแผ้ว หรือ “ปริสุทธจริยา” –ประพฤติบริสุทธิ์ คือ “ประกอบอาชีพสุจริตหรือสัมมาชีพ” (๖) “ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ” เพราะประพฤติประคองใจ คือ “สัมมัปปธาน ๔” (๗) “อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ” เพราะประพฤติตั้งมั่น คือ “สติปัฏฐาน ๔” (๘) “อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ” เพราะประพฤติไม่ฟุ้งซ่าน คือ “รูปฌาน ๔”

 

(๘) “นวานุปุพวิหารสมาปัตติญาณ” –ญาณคือการเข้า “อนุปุพวิหาร ๙–อนุบุพพวิหาร ๙” ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ (๑) “กามสัญญา” ของท่านผู้เข้า “ปฐมฌาน” ย่อมดับไป (๒) “วิตกและวิจาร” ของท่านผู้เข้า “ทุติยฌาน” ย่อมดับไป (๓) “ปีติ” ของท่านผู้เข้า “ตติยฌาน” ย่อมดับไป (๔) “ลมอัสสาสะและปัสสาสะ” ของท่านผู้เข้า “จตุตถฌาน” ย่อมดับไป (๕) “รูปสัญญา” ของท่านผู้เข้า “อากาสานัญจายตนะ” ย่อมดับไป (๖) “อากาสานัญจายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “วิญญาณัญจายตนะ” ย่อมดับไป (๗) “วิญญาณัญจายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “อากิญจัญญายตนะ” ย่อมดับไป (๘) “อากิญจัญญายตนสัญญา” ของท่านผู้เข้า “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ย่อมดับไป (๙) “สัญญาและเวทนา” ของท่านผู้เข้า “สัญญาเวทยิตนิโรธ” (นิโรธสมาบิต) ย่อมดับไป

 

(๙) “ทศพลญาณ” –ญาณเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง (๑) “ฐานาฐานญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้กฎธรรมชาติเกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม เกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน (๒) “กรรมวิปากญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน (๓) “สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ สุคติ ทุคติ หรือพ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ สัมปรายิกัตถะ หรือ ปรมัตถะ คือ รู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร (๔) “นานาธาตุญาณ” ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก คือ รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่ายอุปาทินนกสังขารและฝ่ายอนุปาทินนกสังขาร เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิ การปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น (๕) “นานาธิมุตติกญาณ” ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ คือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสนใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปต่างๆ กัน (๖) “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่าย หรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ (๗) “ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย (๘) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้ (๙) “จุตูปปาตญาณ” ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม (๑๐) “อาสวักขยญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย  

 

แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ถึงพร้อมด้วยความเป็นอริยสาวกหรืออริยสาวิกา คือ “ความเป็นอริยบุคคล” ได้แก่ “โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์” สำหรับความเป็นอริยบุคคลในเบื้องต้นนั้น เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” คือ ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยการบรรลุธรรมด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉานใน ๔ ด้าน ได้แก่ (๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในอรรถ (๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในธรรม (๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ (๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 243–245 FILE 45) ดังนี้

 

ใน “ปฏิสัมภิทา ๔” นั้น ญาณอันเป็นประเภทในอรรถเพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะของประเภทแห่งอรรถ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ญาณอันเป็นในธรรมเพื่อสามารถทำให้แจ้ง และกำหนดพร้อมด้วยลักษณะแห่งประเภทของธรรม ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ญาณอันเป็นไปในการเข้าใจภาษา (เข้าใจพูด) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ญาณอันเป็นไปในปฏิภาณ (ความเฉียบแหลม) เพื่อสามารถทำให้แจ้งและกำหนดพร้อมด้วยลักษณะ แห่งประเภทของปฏิภาณ ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความรู้ในอรรถ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” ความรู้ในธรรม ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ความรู้ในอรรถ ในธรรม ในการเข้าใจภาษา ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ความรู้ในญาณทั้งหลาย ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ก็ใน “อัตถปฏิสัมภิทา” นี้โดยย่อ ผลของเหตุ ชื่อว่า “อรรถ” เพราะไม่มีทุกข์ และเพราะควรถึงอย่างยิ่ง แต่โดยประเภท “ธรรม ๕” อย่างเหล่านี้ คือ (๑) สิ่งใดๆ ที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น (๒) ความดับกิเลส (๓) คำพูดที่มีประโยชน์ (๔) วิบาก (๕) กิริยา  ชื่อว่า “อรรถ” ญาณอันเป็นประเภทในอรรถนั้นของผู้พิจารณาอรรถนั้น ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” โดยย่อ ปัจจัย (เหตุ–เหตุปัจจัย) ชื่อว่า “ธรรม” เพราะปัจจัยนั้นย่อมจัด ย่อมให้ประพฤติและย่อมให้บรรลุถึงประโยชน์นั้นๆ (ผลวิบาก–วิปากปัจจัย) ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า “ธรรม” แต่โดยประเภท “ธรรม ๕”  อย่างเหล่านี้ คือ (๑) ความเกิดแห่งผลอย่างใดอย่างหนึ่ง (๒) เหตุ (๓) อริยมรรค (๔) คำที่เป็นภาษิต (๕) กุศล ชื่อว่า “ธรรม” ญาณอันเป็นประเภทในธรรมนั้นของผู้พิจารณาธรรมนั้น ชื่อ “ธัมมปฏิสัมภิทา” แม้ข้อนี้ท่านก็กล่าวสรุปไว้ว่า (๑) ความรู้ในทุกข์ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๒) ความรู้ในทุกข์สมุทัย ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๓) ความรู้ในทุกขนิโรธ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๔) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” [หลักจตุอริยสัจจ์]

 

ฉะนั้น (๑) ความรู้ในเหตุ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” [หลักปฏิจจสมุปบาท] (๒) ความรู้ในผลของเหตุ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๓) ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว เจริญแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้ว ปรากฏแล้ว ความรู้ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๔) ธรรมเหล่านั้น เกิดแล้ว เจริญแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดยิ่งแล้วจากธรรมใด ความรู้ในธรรมนั้น ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๔) ความรู้ในชราและมรณะ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๕) ความรู้ในเหตุเกิดชราและมรณะ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๖) ความรู้ในการดับชราและมรณะ ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๗) ความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับชราและมรณะ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๘) ความรู้ในชาติ ในภพ ในอุปทาน ในตัณหา ในเวทนา ในผัสสะ ในสฬายตนะ ในนามรูป ในวิญญาณ ในสังขารทั้งหลาย ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” (๙) ความรู้ในเหตุเกิดสังขาร ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” (๑๐) ความรู้ในการดับสังขาร ชื่อว่า อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้ในปฏิปทาให้ถึงความดับสังขาร ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา”

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมรู้ธรรม [นวังคสัตถุศาสน์ คือ คำสั่งสอนของพระศาสดา มีองค์ ๙] คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ นี้ท่านเรียกว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ภิกษุนั้นย่อมรู้ความแห่งภาษิตนั้นๆ ว่านี้เป็นความแห่งภาษิตนี้ ดังนี้ ท่านเรียกว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” กุศลธรรมทั้งหลายเป็นไฉน คือ สมัยใด กามาวจรกุศลจิต ปรารภ รูปารมณ์–รูปธาตุ สัททารมณ์–สัททธาตุ คันธารมณ์–คันธธาตุ รสารมณ์–รสธาตุ โผฏฐัพพารมณ์–โผฏฐัพพธาตุ ธัมมารมณ์–ธรรมธาตุ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นแล้ว สมัยนั้น ธรรมเป็นผัสสะ ไม่ฟุ้งซ่าน (มีจิตเป็นสมาธิ มีปัญญาสมบัติ ย่อมรู้สภาวะที่ไม่ผิดแผก ไม่คลอนแคลน ได้ลอยบาปธรรมเสียได้ ย่อมบันเทิงใจ ย่อมเบิกบานใจ เกิดปีติโสมนัสขึ้น)  ความรู้ในกุศลธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า “ธัมมปฏิสัมภิทา” ความรู้ในวิบากของกุศลธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า “อัตถปฏิสัมภิทา” เป็นอาทิ พึงทราบความพิสดารต่อไป

 

“ภาษาตามสภาพ” คือ คำพูดที่เป็นจริง ในอรรถและในธรรมนั้น ความรู้อันเป็นประเภทของภาษาถิ่นของสัตว์ทั้งปวง ในการพูด “ภาษาตามสภาพ” โดยภาษามคธว่า นี้เป็น “ภาษาตามสภาพ” นี้มิใช่ “ภาษาตามสภาพ” ดังนี้ ชื่อว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” ความรู้ในญาณของผู้พิจารณากระทำญาณ แม้ทั้งหมดอันเป็นไปแล้วโดยพิสดารด้วยโคจรกิจ (ธรรมเป็นอารมณ์) ในญาณเหล่านั้นตามที่กล่าวแล้วให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ใน “ปฏิสัมภิทาญาณ ๔” เหล่านี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุด้วยพระองค์เอง จึงเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอนไม่เป็นอย่างอื่น เพราะไม่เป็นไปในอาการวิปริต โดยไม่ผิดในวิสัยของตนนั้นๆ มีอรรถและธรรมเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า “ตถาคต” เพราะทรงรู้ความแท้จริง แม้ด้วยประการฉะนี้

 

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ ทรงเห็น ทรงบรรลุ ตรัสรู้ยิ่งถึงข้อควรแนะนำทั้งปวงนั้น โดยอาการทั้งหมด [กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา] จริงดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ “อภิไญยธรรม” เพราะเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ตรัสรู้ “ปริไญยธรรม” เพราะเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ตรัสรู้ “ปหาตัพพธรรม” เพราะเป็นธรรมที่ควรละตรัสรู้ “สัจฉิกาตัพพธรรม” เพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ตรัสรู้ “ภาเวตัพพธรรม” เพราะเป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญ โดยที่สมณะ หรือพราหมณ์ หรือเทวดา มารพรหมไดๆ ไม่สามารถจะท้วงพระองค์ ด้วยความเป็นธรรมได้ว่า ธรรมเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ได้ตรัสรู้ ดังนี้

 

กล่าวโดยสรุป “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” ของผู้บรรลุถึง “พระอรหันตขีณาสพ” ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ได้นั้น ต้องมีลำดับความแตกฉานทางปัญญา อันเป็นองค์ความรู้ ดังต่อไปนี้

(๑) วิปากปัจจัย = “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ทุกขอริยสัจจ์–ปริญญา

(๒) เหตุปัจจัย = “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์–ปหานะ

(๓) อรรถนิยาม = “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ทุกขนิโรธ–ปรมัตถสัจจะ–สัจฉิกิริยา

(๔) ญาณทัสสนะ = “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–วิปัสสนา–ภาวนา

 

ดังนั้น ปัญญาเห็นธรรมตามสภาพเป็นจริงนั้น เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” คือ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” พร้อมด้วย “กิจในอริยสัจจ์ ๔” คือ “ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” นั้น ย่อมกลายเป็นที่รวมประชุมกันแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “ปัญญาแตกฉานโดยจตุปฏิสัมภิทาญาณ” อันถือเป็นปัญญารอบรู้ด้วยสมถพละและวิปัสสนาพละที่เป็น “สหชาตธรรม” หรือ “สัมปยุตตธรรม” ที่เรียกอีกอย่างว่า “ธรรมสามัคคี” ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น ฉะนั้น การเกิดปัญญาแตกฉาน “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” นั้น ย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายแห่ง “ธรรมกาย” ทั้งหมด [ที่ประชุมธรรมทั้งหลาย] และนับเป็นการเข้าถึง “ธัมมปีติ” คือ ความเป็นผู้ดื่มด่ำในธรรม  หรือความเป็นผู้จำแนกแจกธรรมทั้งหลาย ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง [โยนิโสมนสิการในวิปัสสนาภูมิ] คือ การตรัสรู้ธรรมอย่างแท้จริงด้วยปัญญาญาณทั้งปวง  แต่อย่างไรก็ตาม ในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ควรจะสอดคล้องกับหลักใหญ่ในพุทธโอวาททั้ง ๓ ได้แก่

(๑) สพฺพปาปสฺสอกรณํ “ไม่ทำความชั่วทั้งปวง”

(๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา “ทำความดีให้เพียบพร้อม”

(๓) สจิตฺตปริโยทปนํ “ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์”

 

ถึงแม้จะลุถึงปัญญาแตกฉานดีเพียงใดก็ตาม ถ้าเป็นปฏิปักษ์กับหลักใหญ่ในการปฏิบัติตนแห่งพุทธโอวาททั้ง ๓ ข้อ ดังกล่าวข้างต้นนี้ ก็หมายถึงจุดอวสานของการปฏิบัติธรรม ซึ่งจะกลายเป็นเรื่อง “อธรรม” ไปในทันที นั่นคือ “อวิชชา–โมหะ” ไม่ใช่ “วิชชาและจรณะ” อย่างแน่นอน หรือจะเรียกว่า “มิจฉาปัญญา–มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาญาณ” อันสวนทางกับแนวทางสายกลางแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ประกอบด้วยข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่หมายถึง ภาวะที่ถูกต้องหรือสิ่งที่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “สัมมัตตะ ๑๐” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ นอกจากนี้ ยังต้องสัมปยุตต์ความยอดเยี่ยม สิ่งที่ยอดเยี่ยม หรือภาวอันยอดเยี่ยมด้วย “อนุตตริยะ ๓” ในกรณีต้องพึ่งพาตนเองเป็นพิเศษ ได้แก่ (๑) “ทัสสนานุตตริยะ” การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุด คือ “การเห็นนิพพาน” ด้วยอรรถธรรมในประโยชน์สูงสุดแห่งการปฏิบัติธรรมของตน (๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว ที่เป็นไปตามแนวทางสายกลางแห่งหลักมัชฌิมาปฏิทา โดยกล่าวให้ง่าย คือ หมายเอาความถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” และ (๓) “วิมุตตานุตตริยะ” การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ความเป็นอิสระจากขันธ์ทั้งปวงหรือวิวัฏฏะ ที่เรียกว่า “นิพพาน” ดังเช่น พระปรีชาหยั่งรู้ถึงความตรัสรู้ด้วยตนเองโดยชอบอันยอดเยี่ยมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” และอริยสาวกแห่งตถาคตพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังลุถึงความตรัสรู้ได้ดีแล้ว และได้กลายเป็น “พระอรหันตขีณาสพเจ้า” ทั้งหลาย ย่อมอาศัยอำนาจแห่งธรรมสามัคคีด้วย “เจโตวิมุตติ” และ “ปัญญาวิมุตติ” เป็นสัมมาปฏิปทาอันสำคัญยิ่ง.

 

 

 

Visitor Number:
4874504