๕๘. ความคล้อยตามกระแสโลกที่ถือผิด

         Going along a Wrong Route of the Worldly Trends

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1108

ความสำคัญของบทความ

 

องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะให้ การดำเนินชีวิตในตามธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผู้ดี ที่เรียกว่า “สัปปุริสธรรม ๗” ได้แก่ “ธัมมัญญุตา” ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ ๑ “อัตถัญญุตา” ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล ๑ “อัตตัญญุตา” ความรู้จักตน ๑ “มัตตัญญุตา” ความรู้จักประมาณความพอดี ๑ “กาลัญญุตา” ความรู้จักกาลอันเหมาะสม ๑ “ปริสัญญุตา” ความรู้จักรู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม ๑ “ปุคคลัญญุตา” ความรู้จัก ความแตกต่างแห่งบุคคล ๑ โดยไม่ให้ตามกระแสโลกหรือสังคม คือ ไม่รู้จักการใช้เหตุผลไตร่ตรองว่าถูกต้องหรือเหมาะสมอย่างไร ถ้าจะเป็นข้อขัดแย้งโต้เถียงจนถึงทะเลาะวิวาทกัน เป็นศัตรูคู่แค้นต่อไป จนผูกอาฆาตมาดร้าย ก็ให้รู้เท่าทันว่า ผู้นั้นเป็น “อโคจร” ที่ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาควรละหนี เพราะไม่ใช่ “กัลยาณมิตร” และไม่เป็น “สัปปายะ” คือ สิ่งที่สบาย สภาพเอื้อ สิ่งที่เกื้อกูล สิ่งที่เอื้อต่อการอยู่ดีและการที่จะพัฒนาชีวิต สิ่งที่เหมาะกัน อันเกื้อหนุนในการเจริญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วยให้สมาธิตั้งมั่น ไม่เสื่อมถอย แต่ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้ทรงธรรมจริงๆ น่านับถือด้วยความเคารพจริง เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยธรรมทำความกล้าหาญ คุณธรรมที่ทำให้เกิดความแกล้วกล้า อย่างถูกต้อง ดีเยี่ยมงดงาม ด้วยไพบูลย์ยิ่ง ที่จะเป็นแบบอย่างได้ดี ที่เรียกว่า “เวสารัชชกรณธรรม ๕” ได้แก่ (๑) “ศรัทธา” ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ (๒) “ศีล” ความประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ไม่ผิดศีลธรรม (๓) “พาหุสัจจะ” ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก (๔) “วิริยารัมภะ” ปรารภความเพียรในกิจนั้นๆ อย่างมั่นคงจริงจัง (๕) “ปัญญา” (ความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้วินิจฉัย และรู้ที่จะจัดการ ดังนั้น คุณธรรมทั้ง ๕ ประการนี้ รวมทั้ง “สัปปุริสธรรม ๗” นั้น ย่อมเป็นเครื่องรับประกันความเป็นคนดีได้อย่างแน่นอน ประการสำคัญ คือ ความเป็นผู้มีปัญญารอบรู้ ย่อมละจาก “อวิชชา–โมหะ” ได้ มีจิตใจปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญาวิปัสสนา ได้แก่ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” จนรวมทั้ง “ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์” นั้นคือ เป็นผู้พรั่งพร้อมชำนาญด้วย “ญาณ ๓–วิชชา ๓” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้–ความรู้เจ้ง ได้แก่ (๑) นามรูปปริเฉทญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (๒) ปัจจยปริคคหญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ และ (๓) สัมมสนญาณ–อาสวักขยญาณ ด้วยเหตุนี้ ผู้พรั่งพร้อมด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้แจ้งได้ดีนั้น ย่อมเป็นบุคคลที่บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ปัญญาเห็นธรรม” จนก้าวไปสู่ “ปัญญาตรัสรู้ได้” ในขณะสมัยนั้นๆ ฉะนั้น ค่านิยมตามกระแสโลกที่หลงใหลอย่างเสียสติ จึงไม่สามารถเข้าครอบงำจิตใจบุคคลดังกล่าวนี้ได้ จึงลุถึงภาวะแห่งพุทธะได้ นั่นคือ (๑) ความเป็นผู้รู้ (๒) ความเป็นผู้ตื่น และ (๓) ความเป็นผู้เบิกบาน ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความคล้อยตามกระแสโลก

 

ถ้าหากพิจารณาถึงการคล้อยตามกระแสนิยมทางวิสัยโลกแล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมสมัยใหม่ ย่อมมีความยินดีและยอมรับเป็นธรรมดา คือ มีความเป็นไปตามกระแสค่านิยมที่สังคมส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงาม ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ผิดและฝืนความเป็นจริงตามกำหนดธรรมดาแห่งกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ที่ถูกต้องและตามสภาพเป็นจริง เพราะคนส่วนใหญ่ถือมั่นยึดมั่นเอาความต้องการ ความปรารถนา ความทะยานอยาก ของพวกตนเป็นหลักที่ตั้งด้วย ความเห็นถือผิด ผิดเพี้ยน วิปลาส วิปริต อคติ จนกลายเป็นอุปนิสัยใจคอ ที่เรียกว่า “สัญชาตญาณดิบ–สันดานดิบ” ที่ขาดการควบคุมด้วยมโนธรรม คือ จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรม หรือธรรมสำหรับผู้ดี สัตบุรุษ ปราชญ์มุนี อริยบุคคล มหาบุรุษ เอกบุรุษ อุดมบุรุษ ที่พึงเป็นพึงเจริญอยู่ด้วยภาวะควรเหมาะอันถูกต้อง ดีเยี่ยม เจริญ อุดม สมบูรณ์ บริสุทธิ์ ไพบูลย์ยิ่ง ในแนวคิดเชิงปรัชญาทางพระพุทธศาสนานั้น ความมีชีวิตสืบเนื่อง “ชีวิตสันตติ” ในสงสารจักรที่สหรคตด้วยสงสารทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดตามกระแสโลกไม่สิ้นสุด เรียกว่า “ทุกข์–ทุกขตา ๓” ดังนี้  

 

“ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์–ภาวะแห่งทุกข์–สภาพทุกข์–สภาพขัดแย้งกัน–ความไม่พึงพอใจ–ความเป็นสภาพที่ทนได้ยากหรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่

(๑) “ทุกขทุกขตา” สภาพทุกข์คือทุกข์ หรือความเป็นทุกข์เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ  

(๒) “วิปริณามทุกขตา” ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) “สังขารทุกขตา” ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร คือ สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

เพราะฉะนั้น ชีวิตที่สัมปยุตต์ด้วยทั้งความสุขและความทุกข์สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป ถือว่าเป็น “ทุกข์แห่งสงสารวัฏฏ์” หรือ “สงสารทุกข์” สำหรับคำว่า “สงสารวัฏ–สงสารวัฏฏ์” หมายถึง วังวนแห่งสงสารหรือสังสาระ นั่นคือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคำว่า “สงสารทุกข์” หมายถึง ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ที่ประสบในภาวะแห่งการว่ายวนอยู่ในกระแสแห่งกิเลส กรรม และวิบาก ตามอรรถในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ทุกข์” จึงประกอบด้วยปัจจัย ๓ ประการ ที่เรียกว่า “ไตรวัฏฏ์–วัฏฏะ ๓” หมายถึง  วงวน ๓ หรือวงจร ๓ ส่วนในปฏิจจสมุปบาทซึ่งหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และ วิบาก ซึ่งเรียกเต็มว่า “กิเลสวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์–วิปากวัฏฏ์” ดังนี้

 

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วนคือกิเลส วงจรส่วนกิเลส อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน “วัฏฏะ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งประกอบด้วย “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน”

(๒) “กัมมวัฏฏ์–กรรมวัฏฏ์” คือ วนคือกรรม วงจรส่วนกรรม ที่เรียกว่า “อุปัตติภพ–กรรมภพ” อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน “วัฏฏะ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งประกอบด้วย “สังขาร–ภพ”

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วนคือวิบาก วงจรส่วนวิบาก อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งใน “วัฏฏะ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งประกอบด้วย “วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ชาติ–ชรามรณะ” พร้อมด้วยผลวิบาก คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส”  

 

ฉะนั้น ใน “ไตรวัฏฏ์” ดังกล่าวนี้ ให้มนสิการด้วย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” โดยมีกระบวนการคิด ดังนี้

 

“ปัจจัยธรรม” ใดๆ เป็นปัจจัยแก่ “ปัจจยุปปันนธรรม” ใดๆ โดยความเป็น “ปัจจัย” มีเหตุปัจจัย เป็นต้น โดยประการใดๆ ได้แก่ “ปัจจยาการ” มี “อวิชชา” เป็นต้นจน ถึง “ชรามรณะ” แล้วสรุปผลวิลาก คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ดังที่ท่านกล่าวไว้โดยนัย มีอาทิว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา” เพราะ “อวิชชา” เป็นปัจจัย จึงเกิดมี “สังขาร” เป็นต้น

 

อนึ่ง คำว่า “อนุโลม–อนุโลมํ” เพราะกระทำกิจที่ตนควรกระทำ เพราะท่านกล่าวตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด หรือเพราะอนุโลมตามความเป็นไป หรือสร้างกฎให้คล้อยตามโดยเทียบเคียงจากต้นเหตุถึงสุดปลายเหตุในส่วนที่เป็นผล โดยกระทำไว้ในใจโดยเคารพ “โยนิโสมนสิการ–สาธุกํ มนสากาสิ” นั่นคือ “มนสิการปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม” ที่เรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งมีลำดับกระบวนการคิด ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท”

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี  

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า “ปฏิโลม–ปฏิโลมํ” โดยมนสิการด้วย “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” โดยมีกระบวนการคิด ดังนี้

 

“ปัจจยาการ” มี “อวิชชา” เป็นต้น ที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เพราะ “อวิชชาดับ สังขารจึงดับ” ดังนี้ เมื่อดับด้วยการดับโดยไม่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “ปฏิโลม” เพราะไม่ทำกิจที่ตนควรกระทำ เพราะย้อนความเป็นไป เพราะไม่ได้กล่าวถึงตั้งแต่ที่สุดหรือท่ามกลางจนถึงเบื้องต้น ในที่นี้ ความที่ “ปัจจยาการ” เป็น “ปฏิโลม” โดยความอื่นจากนี้จึงไม่ถูก

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท”

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

ฉะนั้น ตามอรรถว่า “เหตุปัจจัยแห่งปัจจัยธรรมในปฏิจจสมุปบาท” (ปฏิจจสมุปบาท–คือ การอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ ปัจจยุปปันนธรรม– คือ ปัจจัยธรรมกำหนดให้มีหรือไม่มีปัจจยุปปันนธรรมปรากฏขึ้น ๑ ปัจจยสมุปปันนธรรม–ปฏิจจสมุปปันนธรรม [ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ธมฺมาคือ ธรรมอันเกิดขึ้นด้วยปัจจัยนั้นๆ หรือ ธรรมทั้งหลายที่อิงอาศัยธรรมนั้นๆ ในบรรดาธรรมทั้งหลายมี ชาติ เป็นต้น เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ๑ หรือ อุปปันนธรรม–คือ ธรรมที่กำลังเกิดขึ้น หรือกำลังถึงขณะทั้ง ๓) หมายถึง กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบาก คือ ผลของกรรมนั้น อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสแล้วทำกรรมหมุนเวียนต่อไปอีก เช่น เกิดกิเลสอยากได้ของเขา จึงทำกรรมด้วยการไปลักของเขามา ประสบวิบาก คือ ได้ของนั้นมาเสพเสวย เกิดสุข เวทนา ทำให้มี กิเลสเหิมใจอยากได้รุนแรงและมากยิ่งขึ้น จึงยิ่งทำกรรมมากขึ้น หรือในทางตรงข้าม ถูกขัดขวาง ได้รับทุกขเวทนาเป็นวิบาก ทำให้เกิดกิเลส คือ โทสะแค้นเคือง แล้วพยายามทำกรรม คือ ประทุษร้ายเขา เป็นต้น เมื่อเป็นอยู่เป็นไปอย่างนี้ วงจรจะหมุนเวียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอาการหมุนวน หรือวงกลมอันหมุนวน ที่เรียกว่า “ภวจักร–สังสารจักร–สังสารวัฏ” นอกจากนี้ ให้พิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” ดังนี้

 

“ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖” [องค์ประกอบภายในภวจักรหรือสังสารจักร

(๑) “อัทธา ๓” คือ กาล ๓ ได้แก่

๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๓) อนาคต = ชาติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๒) “สังเขป ๔–สังคหะ ๔” คือ ช่วง หมวด หรือ กลุ่ม ๔ ได้แก่

๑) อดีตเหตุ = อวิชชา–สังขาร

๒) ปัจจุบันผล = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

๓) ปัจจุบันเหตุ = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๔) อนาคตผล = ชาติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๓) “สนธิ ๓” คือ ขั้วต่อ ระหว่างสังเขปหรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

๑) ระหว่าง อดีตเหตุ กับ ปัจจุบันผล

๒) ระหว่าง ปัจจุบันผล กับ ปัจจุบันเหตุ

๓) ระหว่าง ปัจจุบันเหตุ กับ อนาคตผล

 

(๔) “วัฏฏะ ๓” คือ องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักร หรือ สังสารจักร ได้แก่

๑) “กิเลสวัฏฏ์” = วงจรกิเลส ประกอบด้วย อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน  

๒) “กรรมวัฏฏ์” = วงจรกรรม ประกอบด้วย สังขาร–กรรมภพ

๓) “วิปากวัฏฏ์” = วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ–ภพ”าติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๕) “อาการ ๒๐” คือ องค์ประกอบแต่ละอย่าง จำแนกตามส่วนเหตุ และส่วนผล ได้แก่

๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๒) ปัจจุบันผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

๓) ปัจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๔) อนาคตผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา

 

(๖) “มูล ๓” คือ กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึง เวทนา ในช่วงปัจจุบัน

๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึง ชรา–มรณะ ในช่วงอนาคต

 

นอกจากนี้ ให้พิจารณาเพิ่มเติมอีก “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” คือ (๑) “กฎแห่งกรรม” กับ (๒) “กฎแห่งกรรมของสัตว์” ตาม “จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

. จูฬกัมมวิภังคสูตร

ว่าด้วยกฎแห่งกรรม

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 251 -259 FILE 23)

 

[๕๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล สุภมาณพ โตเทยยบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

 

[๕๘๐] สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ไห้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ปรากฏความเลวและความประณีต”

 

[๕๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของคน ๑ เป็นทายาทแห่งกรรม ๑ มีกรรมเป็นกำเนิด ๑ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ๑ มีกรรมเป็นที่พึงอาศัย ๑ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

 

สุภมาณพ โตเทยยบุตร  “ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ได้ ขอพระโคดมผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความ แห่งอุเทศนี้โดยพิสดารได้เถิด”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป”

 

สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ชอบแล้ว พระเจ้าข้า”

 

[๕๘๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต”

 

ว่าด้วยการละขาดจากปาณาติบาต

 

[๕๘๓] ดูก่อนมาณพ ส่วนบุคคลบางตนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง ละเป็นคนมีอายุยืน

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

 

[๕๘๔] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้หรือศาสตรา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้ คือ เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

 

[๕๘๕] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้หรือศาสตรา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

 

[๕๘๖] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตาย ป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

 

ความเป็นผู้ไม่มักโกรธ

 

[๕๘๗] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลื่อมใส

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใสนี้ คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย ความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

 

[๕๘๘] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของตนอื่น (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดาน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อยนี้ คือ มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

 

[๕๘๙] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของตนอื่น (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดามาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามากนี้ คือ มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจ อิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

 

[๕๙๐] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้ไห้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์

 

การให้ข้าว เป็นต้น

 

[๕๙๑] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ (๑) เขาตายไป

จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์

 

[๕๙๒] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็น สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิดที่ ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำนี้ คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา

 

[๕๙๓] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูงนี้ คือ เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือบูชาคนที่ควรบูชา

 

ความไม่สอบถาม

 

[๕๙๔] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทรามนี้ คือ ไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

 

[๕๙๕] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน (๑) เขาตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานหรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

 

[๕๙๖] ดูก่อนมาณพ ด้วยประการฉะนั้นแล (๑) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น (๒) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืน ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุยืน (๓) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก (๔) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย (๕) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม  (๖) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส (๗) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย (๘) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก (๙) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย (๑๐) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก (๑๑) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ (๑๒) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง (๑๓) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม (๑๔) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก

 

ดูก่อนมาณภพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน ๑ เป็นทายาทแห่งกรรม ๑ มีกรรมเป็นกำเนิด ๑ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ๑ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ๑ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต

 

[๕๙๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้กราลทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีตาดีจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำ ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป”

 

จบ จูฬกัมมวิภังคสูตรที่ ๕ ------------------------

 

 

เพราะฉะนั้น องค์ความที่เกิดจากการทำ “โยนิโสมนสิการ” โดย “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” นั่นคือ มีการพิจารณาสภาวธรรมตามนัยของ “ศัพทศาสตร์” ดังนี้

(๑) “สิ่งนี้เป็น ปัจจัย ของสิ่งนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี” 

(๒) “ในธรรมทั้งหลาย เพราะความมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย นั้นและอาศัยกันเกิดขึ้นเหล่านั้น”

(๓)  “ในธรรมทั้งหลายอันมีสิ่งนี้เป็น ปัจจัย และอาศัยกันเกิดขึ้น ความว่า ปัจจัย แห่งชราและมรณะ เป็นต้น ชื่อว่า อิทัปปัจจัย”

(๔) “การประชุม อิทัปปัจจัย ทั้งหลาย ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา”

(๕) “ธรรมทั้งหลายเกิดร่วมกันและโดยชอบ เพราะอาศัย ปัจจัย นั้นๆ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนะ”

 

การพิจารณาสภาวธรรมตาม (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” นั้น ทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามสภาพเป็นจริง นั่นคือ มีปรีชาสามารถแห่งการหยั่งรู้ “ธรรมนิยาม ๓” ที่อธิบายถึงสภาวะของนามรูปโดยไตรลักษณ์ หมายถึง กำหนดแน่นอนแห่งธรรมดากฎธรรมชาติความจริงที่มีอยู่หรือดำรงอยู่ตามธรรมดาของมัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วทรงนำมาแสดงชี้แจงอธิบายให้คนทั้งหลายได้รู้ตาม ๑ ได้แก่ 

(๑) สพฺเพสงฺขารา อนิจฺจา “สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง”

(๒) สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา “สังขารทั้งปวง คงทนอยู่มิได้”

(๓) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา “ธรรมทั้งปวง ไม่เป็นตัวตน”

 

อนึ่ง  การเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย ที่หมายถึง “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ” นั่นคือ “ธรรมจักษุ–ดวงตาเห็นธรรม” ที่มีสามารถที่จะลงความเห็นเป็นข้อสรุปทั่วไปได้ หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญา ว่า:

 

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

การพิจารณาเนืองๆ จนเห็นธรรมเช่นนี้ ได้ด้วย “อนุปัสสนา ๗” ที่ทำให้เกิด “ปัญญา ๗” ในเบื้องต้น ดังนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ทำให้เกิด “ชวนปัญญา” –ปัญญาเร็ว

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ “นิพเพธิกปัญญา” –ปัญญาทำลายกิเลส

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ทำให้เกิด “มหาปัญญา” –ปัญญามาก

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ทำให้เกิด “ติกขปัญญา” –ปัญญาคมกล้า)  

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ทำให้เกิด “วิบูลปัญญา” –ปัญญากว้างขวาง

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ทำให้เกิด “คัมภีรปัญญา” –ปัญญาลึกซึ้ง

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความสละคืนจากความถือผิดยึดมั่น ทำให้เกิด “อัสสามันตปัญญา” –ปัญญาไม่ใกล้

 

ในความเป็นจริง ก็เป็น “ปัญญาเห็นธรรม” ในขั้น “โสดาบัน” คือ การพัฒนาวิวัฒน์จิตต้องเข้าถึง (๑) กามาวจรกุศลจิต (๒) รูปาวจรกุศลจิต (๓) อรูปาวจรกุศลจิต และ (๔) โลกุตตรจิต ที่เป็น “โสดาปัตติมรรคจิต –โสดาปัตติผลจิต” นั่นคือ มีสามารถทำลาย “นิวรณ์” และ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส ทิฏฐิอนุสัย–วิจิกิจฉานุสัย” ได้โดยปริยายแล้ว ฉะนั้น ภาวะจิตที่บรรลุธรรมแห่งโสดาบันได้นั้น ถ้าเกิดขึ้นได้โดยทันทีทันใดในสมัยนั้น ย่อมเป็นบุคคลที่สะสมกุศลบุญบารมีมาดีพอจากชาติที่ผ่านมา จึงเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้อย่างรวดเร็วในปัจจุบันสมัยนั้น แต่ถ้าเป็นการสร้างสะคุณชาติใหม่แห่งโสดาบันในปัจจุบันสมัย ก็ถือว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ที่เห็นธรรมทั้งหลายตามสภาพเป็นจริงได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นนิมิตเบื้องต้นที่จะทำให้สามารถบรรลุอริยมรรคได้ไม่ยากมากนักในสมัยต่อไปไม่นานเกินรอ นั่น คงใช้เวลานานประมาณ ๗ ปี ถ้าเป็นพุทธบริษัทจริง แต่อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมที่เหมาะควรแก่ธรรม ก็ส่งผลวิบากให้มีโอกาสเป็นไปได้ให้บรรลุ “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้เช่นกัน เช่น เมื่อจิตได้สมาทานไว้ด้วยศีลบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย อวิชชา อรติ อวิชชา และอกุศลธรรมทั้งปวง อย่างนี้ดีแล้วในสมัยใด สมัยนั้น ย่อมเกิดลุถึง “ปัญญาเห็นธรรม” (ปัญญาวิปัสสนา) ได้ ด้วยการเจริญโสฬสญาณ คือ “ญาณ ๑๖” โดยเฉพาะ ข้อ ๑–ข้อ ๓ ซึ่งเป็นปัญญาที่เห็นธรรมตามสภาพเป็นจริง อันสวนทางกับความนึกคิดไร้เหตุผลที่คล้อยตามกระแสโลก ได้แก่

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม นั่นคือ เกิดปัญญาวิปัสสนาใน “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ = อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (ทุกขสัจจ์) แต่ถ้ามีบุญบารมีสะสมมาดี ย่อมมีปรีชาสามารถบรรลุถึงการเห็นธรรมอันเยี่ยมโดย “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓–ญาณ ๓ = ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ นั่นคือ “ระลึกชาติได้”

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น นั่นคือ เกิดปัญญาวิปัสสนาใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” (สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์) แต่ถ้ามีบุญบารมีสะสมมาดี ย่อมมีปรีชาสามารถบรรลุถึงการเห็นธรรมอันเยี่ยมโดย “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓–ญาณ ๓ = ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม นั่นคือ “กฎแห่งกรรม” หรือเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย นั่นคือ “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ”

 

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน นั่นคือ เกิดปัญญาวิปัสสนาใน “ไตรลักษณ์ = อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” (มรรคสัจจ์) แต่ถ้ามีบุญบารมีสะสมมาดี ย่อมมีปรีชาสามารถบรรลุถึงการเห็นธรรมอันเยี่ยมโดย “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓–ญาณ ๓ = ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ) คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ นั่นคือ ย่อมมีฐานะที่จะลุถึง “ความตรัสรู้” ซึ่งจะดำเนินด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” (อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนา ๑๐–มหาวิปัสสนา ๑๘) ให้ผ่าน “โคตรภูญาณ” เพื่อเข้าถึง “มรรคญาณ–อริยมรรค ๔” กับ “ผลญาณ–สามัญผล ๔” และ “ปัจจเวกขณญาณ” ที่จะตรัสรู้ถึง “นิพพาน ๒” (สอุปาทิเสสนิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพาน) ในสมัยใด สมัยนั้น คือ ญายธรรมหรือโยคเกษมธรรม ที่หมายถึง “สัมมาสัมโพธิญาณ” ตามลำดับ

 

ในกระบวนการคิดที่ประกอบด้วย “ปัญญา ๓” ได้แก่ (๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญารอบรู้อันเกิดจากการทำ “โยนิโสมนสิการ” ที่สืบเนื่องภายในตน นั่นคือ ปัญญาเห็นปัจจัยธรรมทั้งหลายที่มาประชุมกัน ทั้งขณะ ๓ ได้แก่ “อุปาทขณะ–ฐิติขณะ–ภังคาขณะ” คือ “การเกิด–การตั้งอยู่–การดับเสื่อม” และในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ “อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา” (๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญารอบรู้อันเกิดจากการสดับฟังจากผู้รู้แห่งกัลยาณมิตร ที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” ฉะนั้น ปัญญาทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวนี้ ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” ในเบื้องต้น แต่ยังเป็นองค์ความรู้ฝ่าย “โลกียธรรม” อยู่ และจะเป็นปทัฏฐานในวิปัสสนาภูมิ คือ (๓) “ภาวนามยปัญญา” ซึ่งเป็นอารมณ์แห่งอริยบุคคลทั้ง ๔ แต่ถ้าเป็นอารมณ์แห่งพระอรหันต์แล้ว จะเป็น “ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกขะ–โทมนัสสะ–อุปายาสะ เป็นธรรมดา” เพราะทรงดำรงอยู่ใน “ธรรมฐิติ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” อันจะเป็น “ญาณวิโมกข์–ปัญญาแห่งความหลุดพ้น” (อนุวิปัสสนา ๑๐ = อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา–อนิมิตตานุปัสสนา–อัปปณิหิตานุปัสสนา–สุญญตานุปัสสนา) คือ รู้อย่างเท่าทันกับ “กิเลสทั้งหลาย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อวิชชา” ที่จะเข้ามาปิดบัง “ปัญญา” ให้ด้อยศักยภาพในกระบวนการคิดที่จะเห็นธรรมหรือตรัสรู้ธรรมได้ตามสภาพเป็นจริง

 

ในประเด็นสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งอันเป็นผลวิบากแห่งการเจริญภาวนาตาม “แนวทางสายกลางแห่งปัญญา” คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ต้องยึดมั่นใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” หรือความเป็นผู้คงแก่เรียนและปฏิบัติด้วย “ไตรสิกขา” ได้แก่ “อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา” คือ คุณชาติของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ย่อมได้มหาอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “วิชชา” ที่ประกอบด้วย (๑) “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ (๒) “วิชชา ๘” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างถูกต้องได้นั้น ย่อมเป็นบุคคลที่รู้แจ้งโลกอย่างเท่าทัน ไม่ตกไปเป็นเหยื่อแห่งกิเลสตัณหา ไม่ตกเป็นทาสแห่งโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ (โลกธรรม ๘ = ธรรมที่มีประจำโลก ธรรมดาของโลก ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกและสัตวโลกก็เป็นไปตามมัน มี ๘ อย่าง คือ มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์) ฉะนั้น ธรรมทั้งเหล่านี้ ย่อมนำมาซึ่งสุขหรือโศก ทั้งที่เกิดแก่ตัวเขาเอง และแก่คนอื่นที่เกี่ยวข้อง (๑) “อิฏฐารมณ์” คือ “อารมณ์ที่น่าปรารถนา” สิ่งที่คนอยากได้อยากพบ แสดงในแง่กามคุณ ๕ ได้แก่ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ” ที่น่ารักใคร่ น่าชอบใจ แสดงในแง่โลกธรรม ได้แก่ “ลาภ–ยศ–สรรเสริญ–และ–ความสุข” กับ (๒) “อนิฏฐารมณ์” คือ “อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา” สิ่งที่คนไม่อยากได้ไม่อยากพบ แสดงในแง่ตรงข้ามกับกามคุณ ๕ ได้แก่ “รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ” ที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าชอบใจ แสดงในแง่โลกธรรม ได้แก่ “ความเสื่อมลาภ–ความเสื่อมยศ–การนินทา–และ–ความทุกข์” ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่า บรรดาโลกธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือ “ความหลงใหลขาดสติไปตามกระแสนิยมทางโลก” อันนำมาซึ่งสุขหรือโศก ทั้งที่เกิดแก่ตัวเขาเอง และแก่คนอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง ซึ่งพระอริยเจ้าทั้งหลายต่างไม่สรรเสริญในความงมงายเหล่านั้นเลย

 

ฉะนั้น ค่านิยมทางสังคมที่ผิดกับพระธรรมวินัยของศาสนานั้น ย่อมเป็นเรื่องท้าทายกับศาสนิกทั้งหลาย  ว่าตนเองจะมีความสามารถต้านทานกระแสนิยมดังกล่าวได้หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพเลี้ยงตน เช่น การขายสุราซึ่งขัดกับศีลข้อที่ ๕ การพูดโกหกเพื่อขายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของตนกับลูกค้า ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง การส่งข้อความที่เป็นเท็จเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น สำหรับความบริสุทธิ์ของพฤติกรรมจนเป็นศีลวัตรได้นั้น ดังเช่น ศีล ๕ หรือศีล ๘ ก็เป็นเรื่องยากพอสมควรในการดำรงชีวิตประจำวัน ว่าจะไม่ก่อนเวรกรรมที่เป็นบาปชั่วทั้งหลาย โดยเฉพาะ ในสังคมสมัยใหม่ที่รีบเร่งแข่งขันกันทั้งเวลาและการแสวงหาผลประโยชน์ จนลืมถึงความคิดชั่วๆ ที่มีต่อคนอื่น กลับคิดว่า เมื่อคนอื่นมันคิดอย่างนี้ได้กับตน ก็ต้องใช้วิธีตาต่อตาหรือฟันต่อฟัน ที่จะแสดงกิริยาหรือพฤติกรรมกับฝ่ายอื่นหรือฝ่ายตรงกันข้าม เป็นต้น อย่าลืมว่า พระตถาคตทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับ “กรรม” ไว้ว่า:  

 

“สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน ๑ เป็นทายาทแห่งกรรม ๑ มีกรรมเป็นกำเนิด ๑ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ๑ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ๑ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต”

 

ฉะนั้น ปัญญาที่เห็นธรรมเกี่ยวกับ “ความศรัทธาประกอบด้วยเหตุผลใน กฎแห่งกรรม หรือ กัมมัสสกตาปัญญา” นั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับปุถุชนทั่วไปที่จะเข้าใจได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเหตุผลง่ายสามัญที่สามารถจะเข้าใจได้ แต่กลับไปเชื่ออย่างงมงายตามความเชื่อพวกลัทธินอกพระพุทธศาสนา ได้แก่

(๑) “ปุพเพกตเหตุวาท” ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน แต่กลับไม่เชื่อการสร้างกุศลกรรมในปัจจุบันสมัยแห่งตนนี้

(๒) “อิสสรนิมมานเหตุวาท” ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่มีมติขัดแย้งกับแนวคิดในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” กับ “กัมมัสสกตาสัทธา”

(๓) “อเหตุอปัจจัยวาท” ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง แต่กลับปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมที่ไร้จุดหมาย ไม่ต่างจากชีวิตสัตว์เดรัจฉานทั่วไป

 

พวกลัทธินอกพระพุทธศาสนาดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องความเห็นถือผิดแห่ง “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” ดังนี้

 

“ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “สัสสตทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

(๒) “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป  

 

“ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “อกิริยทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล  

(๒) “อเหตุกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย

(๓) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

 

“ที่สุด ๒ อย่าง –อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง นั่นคือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข ความสุขในการครอบครองทรัพย์สิน ความมั่งคั่งไพบูลย์ในลาภสักการะ หรือโภคทรัพย์ในเชิงวัตถุนิยมและบริโภคนิยมแบบเกินความพอดี สมกับฐานะในความเป็นมนุษย์ จนแสวงหาความสุขบนความทุกข์ร้อนของคนอื่น ด้วยความเบียดเบียนเขาอย่างไร้มนุษยธรรมที่นิยมในสังคม จนกลายเป็นเรื่องปกติไป โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้

(๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้ เช่น การบำเพ็ญตบะที่พยายามจะแสดงอิทธิฤทธิ์ เพื่อแสวงหาลาภสักการะ หรือความศรัทธาเลื่อมใสในพฤติกรรมของตนอันเช่นนั้นที่วิปริตไป อย่างเช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา อดข้าว กลั้นลมหายใจ ให้ถึงขั้นปางตายจนกลายเป็นเรื่องการยึดมั่นศีลวัตรเหล่านั้น ว่าเป็นอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างไรเหตุผล ว่าเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้น ให้ตนบริสุทธิ์ได้  พระศาสดาได้ทรงดำเนินปฏิบัติมาแล้ว ว่าไม่เป็นจริงตามความเชื่อนั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ใช่ในแนวทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่พระองค์ทรงต่อยอดความคิดใหม่ให้แสดงผลไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่ “ชนผู้หลงทิศ” อีกต่อไป นั่นคือ เป็นเรื่อง “การเห็นด้วยตรัสรู้อริยสัจจธรรมในวิปัสสนาภูมิ” ที่ละเอียดประณีตกว่า จนกลายเป็นการหลุดพ้นทั้งฝ่ายสมาธิสมถะใน “เจโตวิมุตติ” กับฝ่ายปัญญาวิปัสสนาใน “ปัญญาวิมุตติ”

 

ดังนั้น ความนึกคิดในใจที่ฝังรอยมานานจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งนั้น เป็นเรื่องถือผิด ความคิดผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ที่เรียกว่า “วิปลาส–วิปริต” เป็นความโง่ทางสายพันธุ์ เพราะกรรมเป็นเครื่องกำหนดภพภูมิคนเหล่านี้ไว้อย่างสนิท แม้บางคนจะมีโอกาสได้พบกับพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็ไม่วายจากความหลงใหลเสียสติดังกล่าวนั้นอยู่ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อเรื่องโชคลาง ที่เป็นเรื่องไม่ได้ใช้ปัญญากลั่นกรองคิดพิจารณาด้วยเหตุผล ซึ่งเรื่องเหล่านี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า มันเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” คือ “กัมมผลสัทธา” กับ “กัมมัสสกตา–กฎกรรมของสัตว์” คือ “กัมมัสสกตาสัทธา” โดยพระองค์ให้จงเชื่อด้วยการใช้เหตุผลและปัญญา ไม่ใช่เรื่องปัญญางมงาย ซึ่งมีเส้นบางๆ แบ่งเขตแดน ได้แก่ (๑) “ความโง่บัดซบ” กับ (๒) “ความฉลาดอัจฉริยะ” ถ้าขาดสติสัมปชัญญะก็เข้าไปสู่แดนแรก แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะเต็มรอบก็จะเข้าสู่การดำรงถาวรในแดนหลัง ก็ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเลือกเอา แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเจริญปฏิจจสมุปบาทมาอย่างดีแล้ว ทำให้เห็นเหตุและผลของสภาวธรรมทั้งหลาย จะเข้าใจถูกต้องได้ว่า รากเหง้าของความโง่เกิดจาก “อวิชชา–ความไม่รู้จริงในอริยมรรค” กับ “โมหะ–ความหลงไร้สติสัมปชัญญะ” โรคนี้จะใช้ยารากไม้สมุนไพรไทยรักษา คงไม่ทันการอย่างแน่นอน ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะท่านทั้งหลายคิดผิด ต้องแก้ด้วยการรู้จักซักถามผู้รู้ ปราชญ์แห่งมุนี อริยบุคคล หรือพระอริยสงฆ์ เป็นสำคัญแห่งการแก้ไขโรคทางสมองพิการดังกล่าวนี้ แต่ถ้าใช้นักจิตวิทยาหรือหมอดู ก็อาจจะบ้าไปพร้อมๆ กันทั้ง ๒ ฝ่าย เลยก็ได้ อันตรายมาก เพราะความโง่ดังกล่าวนี้ มันถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ให้กลับไปพิจารณาอ่านหลายๆ รอบ และคิดด้วยเหตุผลหรือการใช้ปัญญาที่ละเอียดประณีต คือ “โยนิโสมนสิการ” ในธรรมหัวข้อ “. จูฬกัมมวิภังคสูตร–ว่าด้วยกฎแห่งกรรม” ดังกล่าวข้างต้น อีกครั้งหรือหลายๆ ครั้งก็ได้ อันเป็นคำสอนของพระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย ผู้มหาบุรุษแห่งพุทธสัตถุสาสน์

 

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ต้องเข้าใจนัยของคำว่า “อริยมรรค” ให้ถ่องแท้เสียก่อน เพื่อจะได้เกิดปัญญาที่เห็นขัดสว่างไสวเกี่ยวหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ทำความเข้าใจกับธรรมทั้งหลายที่ควรรู้ยิ่ง ที่หมายถึง “พระปัตติสัทธรรม” (พระอภิธรรม) เพื่อใช้เป็นหลักในการปฏิบัติที่เหมาะควรแก่ธรรม ไม่ใช่นั่งสมาธิในความว่างเปล่าไม่ประกอบด้วยเหตุผลและปัญญา ให้รู้จักคำว่า “ารต่อยอดปัญญา” แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะพระพุทธศาสนาไม่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เนื้อหาพระไตรปิฎกก็ได้รับการเรียบเรียงสังคายนาโดยพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ใช่พวกครูชำนาญการเช่นทางโลก ที่ผลิตเอกสารเพื่อรับรองวิทยฐานะของตนให้เงินเดือนเพิ่มขึ้นก่อนเกษียร เรื่องเหล่านี้ในพระพุทธศาสนานั้น ชาวโลกเขารู้กันมากแล้ว มีแต่ชาวไทยใกล้เกลือกินด่าง อย่าเป็นอภัพบุคคลกันอีกต่อไปเลย อย่าศรัทธาผิดทางในดิรัจฉานวิชชา ได้แก่ วิชาทางโลก อาคมเวทมนต์ และ ไสยาศาสตร์ อย่างในละครทีวี ที่ชี้แนะให้คนรุ่นใหม่ให้โง่ยิ่งขึ้น แทนที่จะนำสิ่งดีของพระธรรมมาเผยแผ่ให้เข้าใจยิ่งขึ้น กลับทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์โง่ให้กันทั้งสังคม คนที่ทวนกระแสสังคมแบบดักดานโง่เง่านั้น ไม่ใช่ “คนบ้าเสียสติ” เพียงแต่ว่าท่านมาอยู่ในภูมิแห่งอโคจรอันประกอบด้วย คติวิบัติ กาลวิบัติ อุปธิวิบัติ ปโยควิบัติ ด้วยความถึงพร้อมสมบรูณ์เกินจะฟื้นได้ง่าย อนึ่ง ความศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าด้วยความอาจหาญที่จะสืบทอดพระศาสนานั้น เป็นแรงผลักดันให้พุทธบริษัท ได้ทำหน้าที่ชี้แนะสังคมไปให้ถูกทาง แม้อุปสรรคจะใหญ่หลวง ก็ให้ศรัทธาในพระรัตนตรัยเอาไว้ อันเป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตที่สุดรอบแล้ว อนุโมทนา ท่านเดินทางไม่ผิดเส้นทางหรอก.

 

 

 

Visitor Number:
4874495