๕๙. มนุษย์มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

        Human Beings with Volitional Actions as Their Tribes

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1937

ความสำคัญของบทความ

 

ค่าความเป็นมนุษย์นั้น คือ “การให้ทานที่ประกอบด้วยปัญญา” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการให้ทานที่ดีที่สุด คือ “ธรรมทาน–วิทยาทาน” เพราะ “ปัญญาเปรียบเสมืออาวุธ” ที่ผู้รับใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ระงับกั้นไม่ทำวิปฏิสารให้เดือนร้อน ไม่คิดประทุษร้านพยาบาท และเบียดเบียนผู้อื่น ด้วยความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ เป็นต้น ความศรัทธา เลื่อมใสอย่างมีเหตุผล ด้วย “กัมมัสสกตาสัทธา” ที่ประกอบด้วยอำนาจแห่งสมาธิและวิปัสสนา จนเกิดเป็น “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” ได้นั้น เป็นอีกกุสโลบายหนึ่งที่รู้อย่างเท่าทันกิเลสทั้งหลาย ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘” ได้แก่ สิ่งที่ใคร่ปรารถนา คือ “ลาภ–ยศ–สรรเสริญ–สุข” และ สิ่งที่ไม่ใคร่ปรารถนา คือ “เสื่อมลาภ–เสื่อมยศ–นินทา–ทุกข์” ที่ปุถุชนทั่วไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับอาการทั้ง ๒ ประการนี้ อย่างไม่สิ้นสุดในสงสารวัฏฏ์ อันเป็นอารมณ์ที่อริยบุคคลทั้งหลายไม่สรรเสริญว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐ คือ “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ในการกระทำกรรมใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม ตนจะเป็นผู้รับผลวิบากกรรมนั้นๆ อย่างแน่นอน แม้แต่ผู้อื่นที่อยู่รอบข้างตน ก็มีสิทธิ์ได้รับผลวิบากกรรมเหล่านั้นด้วย คือ ทุกคนมีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด นั่นคือ มี “กัมมัสสกตาของตนเองเป็นสำคัญ” รวมทั้งผลวิบากจากญาติๆ หรือเพื่อนมิตร ที่คบหาสมาคมเข้ามารวมด้วย ดังนั้น จึงไม่ควรคบคนชั่วเป็นมิตร เพราะเป็นการเพิ่มกรรมชั่วให้กับตนเอง คำว่า “มิตรชั่ว” ไม่หมายถึง ผู้มีการศึกษาน้อย เพราะคนเรียนน้อยทำชั่วน้อยตรงๆ แต่คนเรียนมากยิ่งทำชั่วมากอย่างแยบคายซ้อนเงื่อนได้ดีกว่า เช่น พวกโจรในสูท พวกนักวิชาการ ที่ไม่มีจริยธรรม ย่อมพากลุ่มคณะไปสู่ความเสื่อมความฉิบหายทั้งชีวิตได้ การทำบุญโดยหวังสุขในปรโลกนั้น ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็เป็นบุญบนความทุกข์ของผู้อื่น อย่างเช่น การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ ให้น้ำเมา ๑ ให้มหรสพ ๑ ให้สตรี ๑ ให้โคผู้ ๑ ให้จิตรกรรม ๑ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้พอกพูนกิเลสตัณหาไม่ว่าผู้รับจะเป็นฆราวาสหรือสมณะก็ตาม เรื่องนี้ น่าจะรวมเอาทำบุญให้ทานกับพวกขอทานเครือข่ายตามสะพานลอยคนข้ามในเมือง ฉะนั้น ความเข้าใจประจักษ์ในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” จึงไม่ใช่แค่การทำบุญอย่างหลงบุญ ทำบุญด้วยจิตที่มัวหมองไม่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ประกอบด้วยปัญญา จึงไม่ใช่จาคะที่แทนจริง เพราะลืมหรือประมาทปัญญา “การทำบุญอย่างแท้จริง” คือ การชำระล้างตัวตนแห่งตนให้ปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง  ทำง่ายๆ คือ (๑) “เป็นผู้รู้” โดยไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทั้งที่เกิดแล้วและที่จะเกิด ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ (๒) “เป็นผู้ตื่น” โดยทำความดีทั้งปวง ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ (๓) “เป็นผู้เบิกบาน” โดยทำจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๕๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – มนุษย์มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

 

ในการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม การเจริญภาวนา การบำเพ็ญเพียรตบะ หรือการบำเพ็ญเพียรภาวนากัมมัฏฐาน นั้น จุดประเด็นสำคัญจะต้องเริ่มต้นด้วยความเห็น ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ที่เป็นสิ่งอันถูกต้อง หรือเป็นสภาวะอันถูกต้อง ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ รู้นึกคิดเข้าใจถึง “ความจริง–สัจจะ ๒” (Truth) ซึ่งจำแนกออกเป็น ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “สมมติสัจจะ” (Conventional Truth) คือ ความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก เช่นว่า คน สัตว์ โต๊ะ หนังสือ เป็นต้น (๒) “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truth) คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ เช่นว่า รูป นาม เวทนา จิต เจตสิก เป็นต้น ซึ่งเป็นความจริงตามพระอภิธรรมอันเป็นปัญญาบริสุทธิ์ ที่จะบรรยายปรากฏการณ์ตามเป็นจริงในธรรมชาติ จนถึงสภาวธรรมที่เหนือบัญญัติในวิปัสสนานิมิต ให้พิจารข้อความเกี่ยวกับ “สัจจะ” (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย เอกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 185–188 FILE 32) ดังต่อไปนี้

 

“พระสัมพุทธเจ้า เป็นยอดของผู้กล่าวสอนทั้งหลาย ได้ตรัสสัจจะ ๒ อย่าง คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ไม่ตรัสสัจจะที่ ๓ (๑) คำที่ชาวโลกหมายรู้กันก็เป็นสัจจะ เพราะมีโลกสมมติเป็นเหตุ (๒) คำที่ระบุถึงสิ่งที่เป็นปรมัตถ์ก็เป็นสัจจะ เพราะมีความจริงของธรรมทั้งหลายเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น มุสาวาท จึงไม่เกิดแก่พระโลกนาถผู้ศาสดา ผู้ฉลาดในโวหาร ผู้ตรัสตามสมมติของชาวโลก”

 

อย่างไรก็ตาม พระผู้มีพระภาคเจ้า “ตรัสปุคคลกถา ว่าด้วยบุคคล” [นั่นคือ “คู่บุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘” เพราะอรรถว่า พระสงฆ์สาวกพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ควรรับของบูชา เป็นผู้ควรรับของต้อนรับ เป็นผู้ควรรับของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นบุญเขตของชาวโลกไม่มีเขตอื่นยิ่งกว่า] ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ (๑) เพื่อทรงแสดง “หิริ” ความละอายต่อบาป และ “โอตัปปะ” ความเกรงกลัวบาป (๒) เพื่อทรงแสดง “กัมมัสสกตา” คือ ความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน (๓) เพื่อทรงแสดงบุคคลผู้กระทำเฉพาะตน ตาม “กัมมผลสัทธา” (๔) เพื่อทรงแสดงถึง “อนันตริยกรรม” คือ กรรมก่อนกรรมอื่นๆ ที่ให้ผล (๕) เพื่อทรงแสดงถึง “พรหมวิหารธรรม” คือ “เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเปกขา” (๖) เพื่อทรงแสดงถึง “ปุพเพนิวาสญาณ” คือ ระลึกชาติก่อนไว้ (๗) เพื่อทรงแสดงถึง “ทักขิณาวิสุทธิ” คือ ความบริสุทธิ์แห่งทักขิณา และ (๘) เพื่อไม่ทรงละ “โลกสมมติ” ในการอธิบายหรือแสดงธรรม  ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

(๑) ฉะนั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ขันธ์ ธาตุ อายตนะทั้งหลายย่อมละอาย ย่อมเกรงกลัวดังนี้ มหาชนย่อมไม่เข้าใจ ย่อมงงงวยกลับเป็นศัตรู [โต้แย้ง] ว่า นี้อะไรกัน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ” ย่อมละอาย ย่อมเกรงกลัว แต่เมื่อตรัสว่า “หญิง ชาย กษัตริย์ พราหมณ์ เทพ และมาร ย่อมละอาย ย่อมเกรงกลัว มหาชนย่อมเข้าใจ ย่อมไม่งงงวย ไม่กลับเป็นศัตรู [ไม่โต้แย้ง]” เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสบุคคลกถา (กถาว่าด้วยบุคคล) ก็เพื่อทรงแสดง “หิริและโอตตัปปะ”

 

(๒) แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า “ขันธ์ทั้งหลาย ธาตุทั้งหลาย อายตนะทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน” ก็มีนัยนี้เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงความที่ “สัตว์มีกรรมเป็นของตน”

 

(๓) แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า “มหาวิหารทั้งหลาย มีเวฬุวัน เป็นต้น อัน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ สร้างแล้ว”  ก็นัยนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดงถึง “บุคคลผู้กระทำเฉพาะตน”

 

(๔) แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า “ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมปลงชีวิต บิดา มารดา พระอรหันต์ กระทำกรรม คือ ยังพระโลหิตให้ห้อ และกระทำสังฆเภท” [กรรม ๕ คือ กรรมหนักที่สุดฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลรุนแรงต่อเนื่องไป โดยไม่มีกรรมอื่นจะมากั้นหรือคั่นได้ ได้แก่ (๑) มาตุฆาต–ฆ่ามารดา (๒)  ปิตุฆาต–ฆ่าบิดา  (๓) อรหันตฆาต–ฆ่าพระอรหันต์ (๔) โลหิตุปบาท–ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป (๕) สังฆเภท–ยังสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์] ก็นัยนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดง “อนันตริยกรรม”

 

(๕) แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า “ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา” [อัปปมัญญาธรรม] ก็นัยนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดง “พรหมวิหารธรรม”

 

(๖) แม้ในคำที่กล่าวไว้ว่า “ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมระลึกถึง ‘ปุพเพนิวาสญาณ’ นั้น” [ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ = ปัญญาหยั่งรู้ในการระลึกชาติได้] ก็นัยนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดง “ปุพเพนิวาสญาณ”

 

(๗) แม้เมื่อกล่าวว่า “ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมรับทาน มหาชนย่อมไม่เข้าใจ ย่อมงงงวย กลับเป็นศัตรูว่า นี้อะไรกัน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมรับทาน” แต่เมื่อกล่าวว่า “บุคคลผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม เป็นต้น มหาชนย่อมเข้าใจ ย่อมไม่งงงวย” เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบุคคลกถา เพื่อทรงแสดง “ความหมดจดแห่งทักษิณา”

 

(๘) จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย “ย่อมไม่ละโลกสมมติ ตั้งอยู่ในชื่อของชาวโลก ในภาษาของชาวโลก ในคำพูดจากันของชาวโลกนั่นแลแสดงธรรม” เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบุคคลกถา แม้เพื่อไม่ละ “โลกสมมติ” เพราะเหตุที่เมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายได้บัญญัติสิ่งที่โลกสมมติว่าเลิศหรือมิได้บัญญัติก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงไว้ ย่อมนำผู้ประพฤติให้สิ้นทุกข์โดยชอบเช่นนี้

 

ดังนั้น จึงชื่อว่า “บุคคลเอก” เพราะบุคคลนั้นด้วย เป็นเอกด้วย ที่ชื่อว่า “บุคคลเอก” (๑) เพราะอรรถว่า ไม่มีผู้อื่นเหมือน (๒) เพราะอรรถว่า พิเศษโดยคุณ (๓) เพราะอรรถว่า เสมอกับพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีบุคคลเสมอ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ไม่เหมือนกับมหาชนทั่วไป โดยคุณ คือ โพธิสมภาร (ซึ่งบางทีเรียกว่า มหาโพธิสมภาร อันประมวลเข้าได้ในธรรมใหญ่ ๒ ประการ คือ กรุณา และ ปัญญา) นับตั้งแต่ทรงรำพึงถึง บารมี ๑๐ ตามลำดับ และโดย พระพุทธคุณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “บุคคลเอก” เพราะอรรถว่าไม่มีใครเหมือนบ้าง

 

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงมีคุณพิเศษกว่าคุณของเหล่าสัตว์ผู้มีคุณทั่วไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อ “บุคคลเอก” เพราะอรรถว่า มีความพิเศษโดยคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนๆ ไม่เสมอด้วยสัตว์ทุกจำพวก แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ พระองค์เดียวเท่านั้นเป็นผู้เสมอกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น โดยพระคุณ คือ “รูปกาย” และพระคุณ คือ “นามกาย” เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “บุคคลเอก” เพราะอรรถว่า “เสมอกับพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ” ในโลก [โลเก] ได้แก่ “โลก ๓” คือ (๑) สัตวโลก–โลกคือหมู่สัตว์ (๒) โอกาสโลก –โลกคือแผ่นดิน โลกอันกำหนดด้วยโอกาส โลกอันมีในอวกาศ โลกซึ่งเป็นโอกาสแก่สัตว์ทั้งหลายที่จะอยู่อาศัย โลกคือแผ่นดินอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย หรือ “จักรวาล” (๓) สังขารโลก–โลกคือสังขาร ได้แก่ ชุมนุมแห่งสังขารทั้งปวงอันต้องเป็นไปตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจัย ๑ บรรดา “โลก ๓” นั้น สัตวโลกท่านประสงค์เอาในที่นี้ จริงอยู่ พระตถาคตนั้น แม้เมื่อเกิดใน “สัตวโลก” หาได้เกิดใน “เทวโลก” [โลกสวรรค์]  และ ใน “พรหมโลก”  [โลกของพระพรหม] ไม่ ย่อมเกิดเฉพาะใน “มนุษยโลก” [โลกมนุษย์] เท่านั้น แม้ใน “มนุษยโลก” เล่า ก็หาได้เกิดใน “จักรวาล” อื่นไม่ ย่อมเกิดเฉพาะใน “จักรวาล” นี้เท่านั้น แม้ใน “จักรวาล” นั้น ก็หาเกิดในที่ทุกแห่งไปไม่

 

 

ในอันดับต่อไป คือ มาพิจารณาถึงปัจจัยที่ให้เกิดความเห็นถูกต้องในการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งหมายถึง “วิชชา” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ สำหรับผู้ที่บรรลุความเป็นอริยบุคคลแล้ว คือ ผู้ประเสริฐ ได้แก่  “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “ปัญญาเห็นธรรม” ต่อไปนี้ (๑) รู้ “อริยสัจจ์ ๔” (๒) รู้ “กาล ๓” (๓) รู้ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (๔) รู้ “อกุศลธรรม” กับ “อกุศลมูล ๓” หรือ “กุศลธรรม” กับ “กุศลมูล ๓” ฉะนั้น ปัญญารอบรู้ในธรรมดังกล่าวนี้ จะทำหน้าที่ปิดกั้น “อวิชชา–ความไม่รู้จริง” กับ “โมหะ–ความหลงใหล” อย่างไรก็ตาม ในคำเหล่านั้น คำว่า “ประเสริฐ” คือ ปราศจากอุปกิเลส–บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คำว่า “อย่างยิ่ง” คือ สูงสุด ก็ศีลนับแต่ “ศีลห้า” เป็นต้น ตลอดถึง “ปาฏิโมกขสังวรศีล” ชื่อว่า “ศีลเหมือนกัน” ส่วน ศีลที่ประกอบด้วยโลกุตตระ มรรค และ ผล ชื่อ “บรมศีล” จึงได้ชื่อว่า “ผู้สูงสุดในอธิศีล” แล้วก้าวไปสู่ “อธิจิตต์” และ “อธิปัญญา” ต่อไป แต่จุดเริ่มต้นในการปฏิบัติธรรมนั้น ต้องเริ่มด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ที่ประกอบด้วยวัตถุ ๒ ก่อน อันเป็นต้นทางของปัญญาและความดีงามทั้งปวง ที่เรียกว่า “ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒” ได้แก่

(๑) “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๒) “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย  

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถึงพร้อมด้วยองค์มรรคที่ประเสริฐทั้ง ๘ ประการแล้ว “มัคคสมังคี” คือ ถึงความเป็นอริยบุคคลในขั้นใดก็ตาม ควรมีจิตใจและปัญญาประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๑ - หน้าที่ 360 FILE 22) ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ หมายถึง ความเห็นชอบ ซึ่งจะครอบคลุม “อธิปัญญาสิกขา–อธิศีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา” อันสอดคล้องกับแนวทางสายกลางแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง ได้แก่

 

(๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ” อันเป็นอกุศลธรรมที่มีรากเหง้ามาจาก “อกุศลมูล ๓” ได้แก่ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” หรือ “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ซึ่งปัญญาวิปัสสนานั้น ต้องปราศจากนิวรณ์ทั้งหลาย อันเป็นอันตรายแก่เอกัคคตาแห่งสมาธิ ได้แก่ (๑) กามฉันทะ ย่อมละได้ด้วย เนกขัมมะ  (๒) พยาบาท ย่อมละได้ด้วย  ความไม่คิดประทุษร้าย (๓) ถีนมิทธะ ย่อมละได้ด้วย อาโลกสัญญา ความสว่างไสวแห่งปัญญาหยั่งรู้ (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ย่อมละได้ด้วย  อวิกเขปะ ความไม่ฟุ้งซ่าน (๕) วิจิกิจฉา ย่อมละได้ด้วย ธรรมวัตตุถาน การกำหนดธรรม  (๖)  อวิชชา ย่อมละได้ด้วย ญาณ ที่มีสมุฏฐานจากฌาน คือ ญาณทัสสนะ–สัมมาทัสสนะ การเห็นแจ้งด้วยญาณ (๗) อรติ ย่อมละได้ด้วย ปราโมทย์–ความชื่นบานใจ หรือร่าเริงสดใส อันมีปทัฏฐานจาก  ปีติ–ความอิ่มใจ หรือความปลื้มใจ ปัสสัทธิ–ความสงบเย็นกายใจ หรือความผ่อนคลายรื่นสบาย สุข–ความรื่นใจไร้ความข้องขัด และ สมาธิ–ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจและไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย  (๘) อกุศลธรรมทั้งปวง ย่อมละได้ด้วย กุศลธรรมทั้งปวง และปราศจาก “กาม –ภพ –อวิชชา” (อาสวะ ๓) หรือ “กาม –ภพ–ทิฏฐิ–อวิชชา” (อาสวะ ๔) ที่ประกอบด้วยสาสวะแห่งอาสวะทั้ง ๔ คือ สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ด้วยการเจริญ “อาสวักขยญาณ” อันเป็น ข้อ ๓ ในวิชชา ๓ และ ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ อันเป็นญาณที่พระพุทธเจ้าทรงได้บรรลุถึงญาณนี้ ในคืนราตรีแรกแห่งวันตรัสรู้ หลังจากพระองค์เจริญปัจจเวกขณญาณประกอบด้วยวัตถุ ๑๙ หรือญาณทัสสนะ ๑๙ ซึ่งประกอบด้วย “ญาณ ๓” ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” นั้นคือ “ญาณ ๓” กับ  “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญบำเพ็ญเพียร

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้วว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ 4 แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่

(๑) “ปริญญา  ๓” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ที่เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์” (อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์) ด้วย “ทุกขญาณ–อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ ญาตปริญญา–กำหนดรู้ตามสภาวลักษณะ ๑ ตีรณปริญญา–กำหนดรู้โดยสามัญลักษณะ [อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา] ปหานปริญญา–กำหนดรู้โดยตัดทางมิให้ฉันทราคะ [ตัณหาราคะอย่างแรง–พลวราคะ–สิเนหะ] เกิดมีในสิ่งนั้น คือ รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ย่อมละนิจจสัญญา สุขสัญญา อัตตสัญญา ได้ ตามลำดับ

(๒) “ปหานะ ๕” การละกิเลส เป็นกิจในสมุทัย เพื่อละกิเลสอวิชชา ด้วยอำนาจแห่งเจโตวิมุตติ (รูปฌาน ๔–อรูปญาณ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘) ที่เรียกว่า “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” อันได้แก่ (๑) “วิกขัมภนปหาน” คือ ละกิเลสด้วยข่มไว้ด้วยฌานสมาบัติย่อมข่มนิวรณ์ได้ (๒) “ตทังคปหาน” คือ ละกิเลสด้วยด้วยกำหนดองค์ธรรมปฏิปักษ์นั้นๆ แห่งธรรมวัตตุถาน (๓) “สมุจเฉทปหาน” คือ ละกิเลสด้วยตัดขาดแห่งวิราคะโดยโลกุตตรมรรค (๔) “ปฏิปัสสัทธิปหาน” คือ ละกิเลสด้วยสงบระงับแห่งนิโรธโดยโลกุตตรผล (๕) “นิสสรณปหาน” คือ ละกิเลสด้วยสลัดออกแห่งปฏินิสสัคคะโดยอมตธาตุแห่งนิพพาน

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ เพื่อดับกิเลสทิฏฐิอวิชชา ด้วยอำนาจแห่งปัญญาวิมุตติ (อริยผล ๔ หรือ สามัญผล ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘) ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” นั่นคือ “นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ (๑) “วิกขัมภนนิโรธ” คือ ดับกิเลสด้วยข่มไว้ด้วยฌานสมาบัติย่อมข่มนิวรณ์ได้ (๒) “ตทังคนิโรธ” คือ ดับกิเลสด้วยด้วยกำหนดองค์ธรรมปฏิปักษ์นั้นๆแห่งธรรมวัตตุถาน (๓) “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับกิเลสด้วยตัดขาดแห่งวิราคะโดยโลกุตตรมรรค (๔) “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับกิเลสด้วยสงบระงับแห่งนิโรธโดยโลกุตตรผล (๕) “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับกิเลสด้วยสลัดออกแห่งปฏินิสสัคคะโดยอมตธาตุแห่งนิพพาน

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ด้วยการดับกิเลสและทุกข์ด้วย “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ–มรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘”  ที่เรียกว่า “ทุกขนิโรคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค”

 

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล” ซึ่งเป็นความเข้าใจถูกต้องในเรื่องความเชื่อใน “กฎแห่งกรรม” หรือ “กัมมผลสัทธา” ซึ่งทำให้เข้าใจใน “กรรม ๓” ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ว่าจะเลือกเป็น “สุจริต ๓” นั่นคือ (๑) “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร หรือ “ทุจริต ๓” นั่นคือ “อปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย แต่พระพุทธเจ้าทรงให้เลือก “อาเนญชาภิสังขาร” ต่อจาก “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วย “สมาธิแห่งจตุตถฌาน”

 

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ บรรลุถึง “โลกุตตรมรรค” ที่เรียกว่า “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาด ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง  และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ” เช่นกัน บรรลุถึง “โลกุตตรผล” ที่เรียกว่า “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับ หรือ “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ  ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล”  คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ” นั่นคือ “อรหัตตผลวิมุตติ” เป็นขั้นต่อยอดจาก “สัมมาญาณ” ที่เรียกว่า “สัมมวิมุตติ” ที่เรียกว่า “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้–ดับด้วยปลอดโปร่งไป นั่นคือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นอย่างยั่งยืนตลอดไป  อีกนัยหนึ่ง  หมายถึง “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่  จัดเป็น “สัมมาญาณ” คือ รู้ชอบ  ได้แก่ ผลญาณ และ ปัจจเวกขณญาณ ทั้ง ๑๙ ประเภท  ที่เรียกอีกอย่างว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” ซึ่งเกิดจาก “ญาณ ๓” คือ ความหยั่งรู้ ปรีชาหยั่งรู้ [สัจจญาณ–หยั่งรู้สัจจะ ๑ กิจจญาณ–หยั่งรู้กิจ ๑ กตญาณ–หยั่งรู้การอันทำแล้ว ๑] ที่ดำเนินใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔” [ปริญญา–การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ๑ ปหานะ–การละ เป็นกิจในสมุทัย ๑ สัจฉิกิริยา–การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ๑ ภาวนา–การเจริญ เป็นกิจในมรรค ๑] คำว่า “ปริวัฏฏ์–วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ [ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ] อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว คือ “ปัญญาตรัสรู้เองโดยชอบอันเยี่ยม”

 

เพราะฉะนั้น “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓ หรือวิชชา ๓ ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖ ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ และ ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ) จึงเป็นความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย นั่นคือ “ความตรัสรู้” เป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวันตรัสรู้ นั่นเอง นอกจากนี้ ควรทราบถึง “อาสวักขยญาณด้วยอาการ ๖๔” คือ ด้วยอาการแห่งอินทรีย์ทั้ง ๓ อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔ คำว่า “อินทรีย์ ๓” (ข้อ ๒๐–๒๒ ในอินทรีย์ ๒๒) ประกอบด้วย (๑) “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ ๑ (๒) “อัญญินทรีย์” คือ อินทรีย์ คือ อัญญา หรือ ปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ “ญาณ ๖ ในท่ามกลาง” คือ โสตาปัตติผลญาณ สกทาคามิมัคคญาณ สกทาคามิผลญาณอนาคามิมัคคญาณ อนาคามิผลญาณ อรหัตตมัคคญาณ ๑ และ (๓) “อัญญาตาวินทรีย์” คือ อินทรีย์แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว กล่าวคือ “ปัญญาของพระอรหันต์” ได้แก่ อรหัตตผลญาณ ๑ ซึ่งปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นนี้ มีนัยตรงกับ คำว่า “วสิภาวตา ปญฺญา” หมายถึง “ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ” หมายถึง ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็น “ผู้มีความชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์” ด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล เพราะความสำเร็จผลนั้น ด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น คำว่า  “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ตามนัยว่า “อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว”

 

 

อย่างไรก็ตาม คำศัพท์ว่า “สัมมาทิฏฐิ” หมายถึง ความเป็นผู้ประกอบด้วยความเห็นทั้งดีงามทั้งประเสริฐ และสัมมาทิฏฐินี้นั้น มี ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” ซึ่งประกอบด้วย “กัมมัสสกตาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ว่า สัตว์มีกรรม เป็นของตน ๑ และ “สัจจานุโลมิกญาณ” ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่การกำหนดรู้อริยสัจจ์ ๑ และ (๒) “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” คือ ปัญญาที่สัมปยุตต์ด้วย “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑” แต่คนที่มี “สัมมาทิฏฐิ” นั้น จำแนกออกเป็น ๓ ประเภท (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 542 FILE 17) ได้แก่

(๑) “ปุถุชน” หมายถึง คนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส คนที่ยังมีกิเลสมาก หมายถึงคนธรรมดาทั่วๆ ไป ซึ่งยังไม่เป็น “อริยบุคคล” หรือ “พระอริยะ” ฉะนั้น ปุถุชนย่อมยึดมั่นมองเห็น “ขันธ์ ๕” อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดเป็น “อัตตา” หรือยึดถือว่า “มีอัตตา” (อัตตสัญญา) เนื่องด้วย “ขันธ์ ๕” โดยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

นอกจากนี้ “ปุถุชน” ยังแยกออกเป็น ๒ ประเภท คือ (๑) “พาหิรกชน–คนนอกศาสนา” คือ “พาหิรกปุถุชน” ผู้เป็น “กรรมวาที–เชื่อถือกรรม” ถือเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิกบุคคล” โดยความเห็นว่า “สัตว์มีกรรมเป็นของตน” ไม่ใช่โดยความเห็นขั้น “สัจจานุโลมญาณ” (๒) “ศาสนิกชน–คนในศาสนา” คือ “ศาสนิกปุถุชน” ถือเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิกบุคคล” โดยความเห็นทั้ง ๒ อย่าง ได้แก่ “กัมมัสสกตา” และ “อนุโลมญาณ” เพราะยังลบคลำความเห็นเรื่อง “อัตตา” อยู่ ยังละ “สักกายทิฏฐิ” ไม่ได้

 

สำหรับ “เสขบุคคล” ถือว่าเป็นผู้มีความเห็นชอบ เพราะมีความเห็นชอบที่แน่นอน ส่วน “อเสขบุคคล” ถือว่าเป็นผู้มีความเห็นชอบ เพราะไม่ต้องศึกษา แต่ในที่นี้ประสงค์เอาผู้ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศล” ที่แน่นอน คือ เป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ว่า “ผู้มีความเห็นชอบ” เพราะเหตุนั้นเอง ท่านพระสารีบุตร จึงได้กล่าวไว้ว่า  “อเสขบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสในธรรมไม่คลอนแคลน ได้มาสู่พระสัทธรรมนี้แล้ว”

 

ฉะนั้น “สัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตตรกุศล” เท่านั้น เป็นความเห็นที่ตรง เพราะไปตามความตรงไม่ข้องแวะกับที่ “สุดทั้ง ๒ อย่าง” (“อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน) หรือ ตัดขาดหรือปราศจากความคดงอโกงทุกอย่าง [อุชุ] มีความคดงอทางกาย เป็นต้น แล้วไปทรง และผู้ประกอบด้วยทิฏฐินั้นเอง ชื่อว่า “เป็นผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่คลอนแคลน” คือ ด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน “โลกุตตรธรรม” ทั้ง ๘ ประการ อริยสาวกเมื่อคลายความยึดมั่นด้วย “กิเลสทิฏฐิ” ทุกอย่าง และทุจริตได้เด็ดขาด (“อคหนะ” เพราะตัดรกชัฏ)  ละกิเลสทั้งสิ้นได้ ออกไปจาก “สงสาร–ภวจักร” คือ “ชาติ” เสร็จสิ้นการปฏิบัติ ท่านเรียกว่า “ผู้ได้มาสู่พระสัทธรรม” กล่าวคือ “พระนิพพาน” ที่หยั่งลงสู่ “อมตธรรม” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วด้วย “อริยมรรค” ที่เรียกว่า “อสัมภิปเวทิตะ” เพราะสัปบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประกาศไว้แล้ว

 

(๒) “ เสขบุคคล–ผู้ต้องศึกษา” หมายถึง “สอุปาทิเสสบุคคล” คือ บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่ ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ “พระเสขะ” คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ยกเว้นพระอรหันต์

 

(๓) “อเสขบุคคล–ผู้ไม่ต้องศึกษา” เพราะศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล ซึ่งหมายถึง “อนุปาทิเสสบุคคล” คือ บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ “พระอเสขะ” คือ “พระอรหันต์”

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา” ตามบทสวดมนต์ ดังนี้   

 

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)

กฎข้อที่ ๑      กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

คำศัพท์ว่า “กัมมัสสกตาญาณ–กัมมัสสกตาปัญญา” [กัมมัสสกตญาณ–กัมมัสสกตปัญญา] หมายถึง  ความรู้หรือปัญญาหยั่งรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน นั่นคือ “ทำดีได้ดี–ทำชั่วได้ชั่ว” จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับ “ปัญญาสามัญ” (ยังไม่เป็นอธิปัญญา) และยังเป็น “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” ในอีกนัยหนึ่ง ให้ทำความเข้าใจถึง “กัมมัสสกตาสัทธา” หมายถึง ความเชื่อว่า “สัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” หรือความเชื่อว่า “แต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน” เมื่อพิจารณาถึง “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง–ปัญญาอย่างสูง” หมายถึง “วิปัสสนาปัญญาที่กำหนดรู้ความจริงแห่งไตรลักษณ์” แต่โดยนัยอย่างเพลา “กัมมัสสกตาปัญญา” ที่โยงไปให้มองเห็นทุกข์ที่เนื่องด้วย “วัฏฏะ ๓” หรือแม้กระทั่งความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ก้าวไปใน “อริยมรรค”  ก็เป็น “อธิปัญญา” ด้วยเช่นกัน อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า “ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์นั้น เป็นผลวิบากกรรมของแต่ละบุคคลที่ได้กระทำไว้” ซึ่งเชื่อดังกล่าวนี้ ยังแยกออกเป็น ๒ ประเด็น ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า “เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม”  นั่นคือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่า “ผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค” เป็นต้น 

(๒) “วิปากสัทธา”  คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่า “กรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว”

 

ฉะนั้น ความเชื่อในเรื่องกรรมและวิบากกรรมนั้น เป็นความเชื่อประกอบด้วยเหตุผล ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายสามารถพิจารณาไตร่ตรองด้วยเจริญให้มากด้วย “โยนิโสมนสิการ” ตามหลัก “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” หรือ “ปัจจยาการ–ตถตา” (ไม่ว่าจะเป็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หรือ “ปัจจัย ๒๔” ก็ตาม) หมายถึง การ(๑) เกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน (๒) ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม (๓) การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น (๔) ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข  ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าผู้ใดมีสามารถพิจารณาจนเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” อันเป็นปัญญาแห่งพระโสดาบัน ย่อมได้ข้อสรุปว่า:

 

“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา

Any reality rises naturally and all realities also fall naturally.

 

 

เพราะฉะนั้น การเข้าถึงปัญญาวิปัสสนาดังกล่าวนั้นได้ เท่ากับเป็นการเกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ โดยปริยาย ที่พึงมีได้ โดยเฉพาะอย่าง การพิจารณา “กลาป” [กะ–หลาบ] ที่เรียกว่า “กลาปวิปัสสนา–กลาปสัมมสนญาณ” ที่เป็นปัญญาเกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” (ญาณที่กำหนดพิจารณานามรูป คือ ขันธ์ ๕ ตามแนวไตรลักษณ์) กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด) อันเป็นภูมิแห่ง “ตีรณปริญญา” (กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา กำหนดรู้ขั้นพิจารณา กำหนดรู้โดยสามัญลักษณะ คือ ทำความรู้จักสิ่งนั้นพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นว่า เวทนาไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ดังนี้เป็นต้น) หรือ “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็น “ตรุณวิปัสสนา” คือ วิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถี คือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป)

 

สำหรับคำศัพท์ว่า “กลาป” [กะ–หลาบ]  หรือเรียกเต็มคำว่า “รูปกลาป” หมายถึง หน่วยรวมรูปธรรมที่เล็กที่สุด หน่วยรวมเล็กที่สุด ซึ่งมีองค์ประกอบที่จำเพาะแน่นอนมารวมกันขึ้น อันเป็นส่วนย่อยของรูปธรรมประเภทนั้นๆ โดยที่องค์ประกอบทั้งหมดมี “สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกัน ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว คือ “เอกุปปาทะ” ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว คือ “เอกนิโรธะ” และมีมหาภูตรูปเป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว คือ “เอกนิสสยะ” ตามหลักทางอภิธรรม “กลาป–รูปกลาป” หมายถึง หน่วยรวมรูปธรรมเล็กที่สุด ที่เป็นหน่วยย่อยพื้นฐานของรูปธรรมทั้งปวง ได้แก่ “สุทธัฏฐกกลาป” คือ หน่วยรวมหมวด ๘ ล้วน นั่นคือ กลาปซึ่งประกอบด้วย “อวินิพโภครูป ๘” คือ รูปธรรมแปดอย่างที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป ไม่สามารถแยกพรากออกจากกันได้ อันได้แก่ “ปฐวี–อาโป–เตโช–วาโย–วัณณะ–คันธะ–รสะ–โอชา” ฉะนั้น จากคำนิยม “กลาป–รูปกลาป” นั้น สามารถอธิบายถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้ดี

 

สำหรับผู้ที่สามารถเจริญวิปัสสนาญาณได้ ซึ่งหมายถึง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ ๑–ข้อ ๓ ได้แก่

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม นั่นคือ ขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ = “ทิฏฐิวิสุทธิ” (ข้อ ๓ ในวิสุทธิ ๗) หรือเทียบเคียงได้กับ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ หรือ  ระลึกชาติได้

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น นั่นคือ ขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์ = “กังขาวิตรณวิสุทธิ” (ข้อ ๔ ในวิสุทธิ ๗) หรือเทียบเคียงได้กับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ในข้อนี้ เกี่ยวข้องกับ “กฎแห่งกรรม” และ “กัมมัสสกตาปัญญา” โดยตรง

 

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน นั่นคือ ขั้นกำหนดมัคคสัจจ์ = “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” (ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) หรือเทียบเคียงได้กับ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือ ความตรัสรู้ 

 

เมื่อกล่าวถึง “กฎแห่งกรรม” นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมในหัวข้อนี้ อย่างละเอียดอันเกี่ยวข้องกับการทำความดีย่อมได้ผลดี การทำความชั่วย่อมได้ผลชั่ว ดังนี้

 

 

. จูฬกัมมวิภังคสูตร

ว่าด้วยกฎแห่งกรรม

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 251 -259 FILE 23)

 

[๕๗๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล สุภมาณพ โตเทยยบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

 

[๕๘๐] สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีต มนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ไห้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ปรากฏความเลวและความประณีต”

 

[๕๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของคน ๑ เป็นทายาทแห่งกรรม ๑ มีกรรมเป็นกำเนิด ๑ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ๑ มีกรรมเป็นที่พึงอาศัย ๑ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

 

สุภมาณพ โตเทยยบุตร  “ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ได้ ขอพระโคดมผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความ แห่งอุเทศนี้โดยพิสดารได้เถิด”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป”

 

สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ชอบแล้ว พระเจ้าข้า”

 

[๕๘๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต”

 

 

ว่าด้วยการละขาดจากปาณาติบาต

 

[๕๘๓] ดูก่อนมาณพ ส่วนบุคคลบางตนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง ละเป็นคนมีอายุยืน

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

 

[๕๘๔] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้หรือศาสตรา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้ คือ เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

 

[๕๘๕] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตามบุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้หรือศาสตรา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

 

[๕๘๖] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตาย ป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีผิวพรรณทราม

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

 

ความเป็นผู้ไม่มักโกรธ

 

[๕๘๗] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางตนในโลกนี้ จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลื่อมใส

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใสนี้ คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย ความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

 

[๕๘๘] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของตนอื่น (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดาน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อยนี้ คือ มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

 

[๕๘๙] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของตนอื่น (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดามาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามากนี้ คือ มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจ อิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

 

[๕๙๐] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้ไห้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะน้อย

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์

 

 

การให้ข้าว เป็นต้น

 

[๕๙๑] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ (๑) เขาตายไป

จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีปแก่สมณะหรือพราหมณ์

 

[๕๙๒] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็น สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิดที่ ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำนี้ คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา

 

[๕๙๓] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูงนี้ คือ เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือบูชาคนที่ควรบูชา

 

 

ความไม่สอบถาม

 

[๕๙๔] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน (๑) เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทรามนี้ คือ ไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

 

[๕๙๕] ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน (๑) เขาตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ (๒) หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก

 

ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานหรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

 

[๕๙๖] ดูก่อนมาณพ ด้วยประการฉะนั้นแล (๑) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น (๒) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืน ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุยืน (๓) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก (๔) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย (๕) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม  (๖) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส (๗) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย (๘) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก (๙) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย (๑๐) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก (๑๑) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ (๑๒) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง (๑๓) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม (๑๔) ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก

 

ดูก่อนมาณภพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน ๑ เป็นทายาทแห่งกรรม ๑ มีกรรมเป็นกำเนิด ๑ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ๑ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ๑ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต

 

[๕๙๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ สุภมาณพ โตเทยยบุตร ได้กราลทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทางหรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีตาดีจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำ ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป”

 

จบ จูฬกัมมวิภังคสูตรที่ ๕ ------------------------

 

 

 

ดังนั้น จากเนื้อหาสาระสำคัญของ “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นถูก เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจึง ต้องเป็นผู้ประกอบด้วย “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ–สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ” ที่มีความถึงพร้อมด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” ได้แก่  “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ–ฌานสัมมาทิฏฐิ–วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ–มัคคสัมมาทิฏฐิ–ผลสัมมาทิฏฐิ” (กัมมัสสกตา ๑ ฌาน ๑ วิปัสสนา ๑ มรรค ๑ ผล ๑ รวมทั้ง ปัจจเวกขณญาณ) ซึ่งแสดงนัยถึง สิ่งที่เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 510–511 FILE 76) ตามนัยต่อไปนี้

(๑) ทานที่บุคคลให้แล้วย่อมมีผล

(๒) การบูชาย่อมมีผล

(๓) การบวงสรวงย่อมมีผล

(๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่

(๕)โลกนี้มีอยู่ โลกอื่นมีอยู่

(๖) มารดามีอยู่ บิดามีอยู่

(๗) สัตว์ที่จุติและอุบัติมีอยู่

(๘) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีอยู่ในโลก

(๙) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้ง ซึ่งโลกนี้และโลกอื่นมีอยู่ด้วย

(๑๐) ปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้มีอยู่ในโลก

 

ฉะนั้น ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม “สัมมาทิฏฐิ” มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิสัมปทา” สัมมาทิฏฐิแม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิสัมปทา”

 

เมื่อมีความถึงพร้อมด้วย “ทิฏฐิสัมปทา” แล้ว “สัมมาทิฏฐิ” เหล่านั้น จะต้องถึงพร้อมด้วย “ทิฏฐิวิสุทธิ” (พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 497 FILE 32) ดังนี้

 

“ทิฏฐิวิสุทธิ” ต้องประกอบด้วยญาณเหล่านี้ (๑) ญาณเป็นเครื่องรู้ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” (๒) ญาณอันสมควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ประการ ที่เรียกว่า “สัจจานุโลมิกญาณ” (๓) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค ที่เรียกว่า “มัคคญาณ” (๔) ญาณของท่านผู้พร้อมเพรียงด้วยผล ที่เรียกว่า “ผลญาณ” นอกจากนี้ “ทิฏฐิวิสุทธิ–ความหมดจดแห่งทิฏฐิ” นั้น มีนิเทศว่า:  

 

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม “สัมมาทิฏฐิ”

 

แต่อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ (๑)  “กัมมัสสกตาญาณ” กับ (๒) “สัจจานุโลมิกญาณ” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 588 FILE 78) ดังนี้

 

(๑) “กัมมัสสกตาญาณ” หมายถึง ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม “สัมมาทิฏฐิ”  อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบูชาพระรัตนตรัยมีผล โลกนี้มีอยู่ โลกหน้ามีอยู่ มารดามีคุณ บิดามีคุณ สัตว์ผู้จุติและปฏิสนธิมีอยู่ สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้ยิ่งเห็นจริงประจักษ์ซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ทั่วกัน มีอยู่ในโลกนี้ ดังนี้ นี้เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” ยกเว้น “สัจจานุโลมิกญาณ” กุศลปัญญาที่เป็นสาสวะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า “กัมมัสสกตาญาณ”

 

“กัมมัสสกตาญาณ” ชื่อว่า “ปัญญา” นั่นคือ   “กัมมัสสกตาญาณ” เนื่องด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์ไว้ในแบบแผนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในหนหลัง จริงอยู่ เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วก็ดี ยังมิทรงอุบัติก็ดี “กัมมัสสกตาญาณ” นั้น ก็มีได้ คือ เมื่อพระตถาคตยังมิทรงอุบัติขึ้น “กัมมัสสกตาญาณ” นั้นย่อมเกิดขึ้นด้วย อำนาจของการให้ทานของเวลามพราหมณ์และของพระเวสสันดร เป็นต้น ครั้นเมื่อพระตถาคต ทรงอุบัติแล้ว ประมาณบุคคลผู้ยังมหาทานให้เป็นไปด้วยญาณนั้นหาได้ไม่

 

“ปัญญาในมรรคและผล” เป็น “สภาพยิ่งกว่าปัญญาทั้งหมด” เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติแล้วเท่านั้น จึงเป็นสภาวะแผ่ออกไป เมื่อยังมิได้ทรงอุบัติขึ้น หาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยประการฉะนี้ “ปัญญาในมรรคและผล” ชื่อว่า “อธิปัญญา” เหตุใด เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงซึ่งปัญญา ด้วย “อธิปัญญา” จึงตรัสคำว่า “จตูสุ มคฺเคสุ” เป็นต้น

 

(๒) “สัจจานุโลมิกญาณ” หมายถึง “อนุโลมิกญาณ–อนุโลมิกะ (คล้อยตามประโยชน์แห่งสัตว์ทั้งหลาย) ขันติญาณ–ขันติ (อดทน) ทิฏฐิญาณ–ปสฺสติ (กำลังเห็น) รุจิญาณ–โรเจติ (ประจักษ์แจ้ง) มุติญาณ–มุจติ (หลุดพ้น) เปกขญาณ–เปกฺขติ (เพ่งดูตั้งแต่เกิด) ธัมมนิชฌานขันติญาณ–ธรรมทั้งหลายกล่าวคือ ขันธ์ ๕ เมื่อเข้าไปเพ่งพิจารณา ย่อมให้ประจักษ์แจ้งด้วยสามารถแห่งความเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาบ่อยๆ” อันใด มีลักษณะรู้อย่างนี้ ว่ารูปไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าเวทนาไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าสัญญาไม่เทียงดังนี้บ้าง ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงดังนี้บ้าง ว่าวิญญาณไม่เที่ยงดังนี้บ้าง นี้เรียกว่า “สัจจานุโลมิกญาณ”

 

อีกนัยหนึ่ง “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” (ข้อ ๙ ในวิปัสสนาญาณ ๙ และ ข้อ ๑๒ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” และ “ผลญาณ” ให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป

 

 

อนึ่ง ความเข้าใจประกอบด้วยความเห็นที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “กัมมัสสกตาญาณ” นั้น ทำให้บุคคลสำนึกในคุณชาติแห่งความเป็นสัตบุรุษได้ คือ “สัทธรรม ๗” ดังนี้

 

“สัทธรรม ๗” หมายถึง ธรรมที่แท้ ธรรมของสัตบุรุษ หลักหรือแก่นศาสนา ได้แก่

(๑) มีศรัทธา เพราะอรรถว่า  “ศรัทธา” คือ ความเชื่อมีเหตุผล ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ในหลักแห่งความจริง ความดีงาม และในการที่จะทำกรรมดี

(๒) มีหิริ เพราะอรรถว่า  “หิริ” คือ ความละอายแก่ใจ คือ ละอายต่อความชั่ว

(๓) มีโอตตัปปะ เพราะอรรถว่า  “โอตตัปปะ” คือ ความกลัวบาป ความเกรงกลัวต่อทุจริต ความเกรงกลัวความชั่วเหมือนกลัวอสรพิษ ไม่อยากเข้าใกล้พยายามหลีกให้ห่างไกล

(๔) เป็นพหูสูต เพราะอรรถว่า  “พหูสูต” คือ ผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ” หรือ “พหูสูต” ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ พหุสฺสุตา–ฟังมาก ๑ ธตา–จำได้ ๑ วจสา ปริจิตา–คล่องปาก ๑ มนสานุเปกฺขิตา–เพ่งขึ้นใจ ๑ ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา–ขบได้ด้วยทฤษฎี

(๕) มีความเพียรอันปรารภแล้ว เพราะอรรถว่า  “วิริยารัมภะ” คือ ปรารภความเพียร คือ ลงมือทำความเพียรอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ระดมความเพียร

(๖) มีสติมั่นคง เพราะอรรถว่า  “สติ” คือ ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้

(๗) มีปัญญา เพราะอรรถว่า “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล มองเห็นโลกและชีวิตตามเป็นจริง

 

อย่างไรก็ตาม คุณธรรมบางส่วนยังรวมอยู่ในหลักธรรมอื่นๆ ที่แสดงถึงพลังทางปัญญาที่ประเสริฐอันเป็นภูมิแห่งอริยะ ย่อมไม่แสวงหาความเสื่อม สิ่งที่เป็นพิษภัย มาสู่ชีวิต คือ มีความนึกคิดตริตรองในกุศลธรรม เพราะมีความถึงพร้อมด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ที่ปฏิสังยุตด้วย “สัมมาสังกัปปะ” นั่นคือ “กุศลวิตก–กุศลสัญญา–กุศลทิฏฐิ–กุศลสังกัปปะ–กุศลธาตุ” อันไม่ก่อความเดือดร้อน หรือ “อกุศลวิบาก” คุณธรรมต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของคุณชาติแห่งผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาด้วยเช่นกัน ดังนี้

 

“ธรรมคุ้มครองโลก ๒” หมายถึง ธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย ได้แก่  

(๑) “หิริ” คือ ความละอายบาป ละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๒) “โอตตัปปะ” คือ ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความชั่ว  

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่ 

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม  

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ  

 

“อริยวัฑฒิ ๕–อารยวัฒิ ๕” หมายถึง  ความเจริญอย่างประเสริฐ หลักความเจริญของอารยชน ได้แก่ 

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อ ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ในหลักแห่งความจริงความดีงามอันมีเหตุผล

(๒) “ศีล” คือ ความประพฤติดี มีวินัย เลี้ยงชีพสุจริต

(๓) “สุตะ” คือ การเล่าเรียนสดับฟังศึกษาหาความรู้  

(๔) “จาคะ” คือ การเผื่อแผ่เสียสละ เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจช่วยเหลือ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบเอาแต่ตัว

(๕) “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง  

 

“เวสารัชชกรณธรรม ๕” หมายถึง ธรรมทำความกล้าหาญ คุณธรรมที่ทำให้เกิดความแกล้วกล้า ได้แก่ 

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ ความประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ไม่ผิดศีลธรรม

(๓) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก 

(๔) “วิริยารัมภะ” คือ ปรารภความเพียร คือ การที่ได้เริ่มลงมือทำความเพียรพยายามในกิจการนั้นๆ อยู่แล้วอย่างมั่นคงจริงจัง 

(๕) “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้วินิจฉัย และรู้ที่จะจัดการ  

 

 

อนึ่ง เพื่อให้เห็นการทำบุญกุศลให้ทานที่ก่อให้เกิด “กุศลกรรม” เนื่องด้วย “กัมมัสสกตาญาณ” ให้ละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อความไม่หวั่นไหวสั่นคลอนในพระธรรม อันเป็น “อริยมรรค–ปรมัตถสัจจะ” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ “อรรถกถาจตุกกนิทเทส อธิบาย ญาณวัตถุหมวด ๔” เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 658 FILE 78) ดังนี้

 

ในคำว่า “อตฺถิ ทินฺนํ” แปลว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล” บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ว่า “ผลมีอยู่เพราะทานอันตนไห้แล้วเป็นปัจจัย”  

 

คำว่า “อิทํ วุจฺจติ” แปลว่า “นี้เรียกว่า กัมมัสสกตาญาณ” นั่นคือ “ญาณใดย่อมรู้ว่า นี้เป็นกรรมของตน นี้มิใช่ของตน” ดังนี้ “ญาณ” นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียก ชื่อว่า “กัมมัสสกตาญาณ”

 

“ในบรรดากรรมทั้งสอง (คือ ทั้งของตนและมิใช่นั้น) นั่นคือ ‘กรรม’ คือ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ มโนทุจริต ๓ เหล่านี้” ไม่ชื่อว่า “เป็นกรรมของตน”

 

“สุจริตกรรม แม้ทั้ง ๑๐ อย่างในทวารทั้ง ๓” ชื่อว่า “เป็นกรรมของตน”

 

“อกุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตน หรือของบุคคลอื่นก็ตาม” ไม่ชื่อว่า  “เป็นกรรมของตน” เพราะทำลายซึ่งประโยชน์ และเพราะการเกิดขึ้นแห่งความเสื่อม

 

“กุศลแม้ทั้งหมดจะเป็นของตนเอง หรือของผู้อื่นก็ตาม” ชื่อว่า “เป็นกรรมของตน” เพราะการทำลายสิ่งซึ่งมิใช่ประโยชน์ และเพราะให้ประโยชน์เกิดขึ้น

 

ครั้นเมื่อ “กุศล” สามารถเพื่ออันยังประโยชน์ (ความเจริญ) ให้เกิดขึ้นอย่างนี้ การกำหนดจำนวนบุคคลผู้ตั้งอยู่ใน “กัมมัสสกตาญาณ” นั้นว่า:

 

“กัมมัสสกตาญาณนี้ คือ ผู้ให้ทานมากแล้วยังศีลให้บริบูรณ์

สมาทานอุโบสถ แล้วเสวยความสุขด้วยความสุข เสวยสมบัติด้วย

สมบัติ แล้วบรรลุพระนิพพาน นับประมาณมิได้”

 

เหมือนอย่างว่า “บุรุษมีทรัพย์ยังบุคคลให้ยกวัตถุทั้งหลายมีเนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น และเกลือ เมล็ดงา ข้าวสาร เป็นต้น ใส่เกวียน ๕ เล่ม ดำเนินไปสู่ทางกันดาร (ท่องเที่ยวไปในวัฏฏะ) ครั้นเมื่อความต้องการด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เขาย่อมไม่คิด คือ ไม่สะดุ้ง ย่อมดำเนิน ไปจนถึงที่อันเกษมนั้น เพราะความที่อุปกรณ์ทั้งปวงเป็นของอันเขาครอบครองแล้ว ฉันใด บุคคลผู้ตั้งอยู่ใน ‘กัมมัสสกตาญาณ’ แม้นี้ ให้ทานเป็นอันมากฯลฯ ย่อมดำเนินไปจนถึง ‘พระนิพพาน’ จะนับจะประมาณหาได้ไม่”

 

คำว่า “ฐเปตฺวา สจฺจานุโลมิกํ ญาณํ” แปลว่า “ยกเว้นสัจจานุโลมิกญาณ”  อธิบายว่า ยกเว้น “วิปัสสนาญาณ” ซึ่งมีชื่อว่า “สัจจานุโลมิกญาณ” เพราะการคล้อยตาม “มัคคสัจจะ” และ “ปรมัตถสัจจะ” แล้ว “กุศลปัญญา” ที่เหลือเป็นไปกับด้วยอาสวะ ชื่อว่า “กัมมัสสกตาญาณ” ทั้งนั้น

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม บางคนอาจเกิด “มิจฉาทิฏฐิ” หมายถึง เห็นผิดจากคลองธรรม ความเสื่อมในศรัทธาปสาทะ หรือความเลื่อมใสใน “กัมมสัทธา–วิปากสัทธา–กัมมัสสกตาสัทธา–ตถาคตโพธิสัทธา” อันเป็นเหตุให้เกิดความเห็นถือผิด ที่เรียกว่า “วิบัติ ๔” (สมณเพศ) คือ ความเสีย ความผิดพลาด ความบกพร่อง ความเสียหายใช้การไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทิฏฐิวิบัติ” อันเป็นอันตรายหรือมหันตภัยแก่ตน ได้แก่

(๑) “ศีลวิบัติ” คือ ความเสียแห่งศีล

(๒) “อาจารวิบัติ” คือ ความเสียมรรยาท

(๓) “ทิฏฐิวิบัติ” คือ ความเห็นผิดธรรมผิดวินัย

(๔) “อาชีววิบัติ” คือ ความเสียหายแห่งการเลี้ยงชีพ

 

ผลวิบากที่เกิดจาก “มิจฉาทิฏฐิ” หมายถึง เห็นผิดจากคลองธรรม นั้น ย่อมทำให้ลุถึง “ทิฏฐิวิบัติ” อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก โอกาสจะเกิด “สัมมาทิฏฐิ” หมายถึง เห็นชอบตามครรลองคลองธรรม ก็มีความเป็นไปได้ยาก เช่นกัน ให้พิจารณานิยามของคำศัพท์ว่า  “ทิฏฐิวิบัติ” (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 510  -511 FILE 76) ดังนี้

 

“ทิฏฐิวิบัติ” ย่อมเกิดจากความเสื่อมด้วยความเห็นว่า:

(๑) ทานที่ให้แล้วไม่มีผล

(๒) การบูชาไม่มีผล

(๓) การบวงสรวงไม่มีผล

(๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี

(๕) โลกนี้ไม่มี

(๖) โลกอื่นไม่มี

(๗) มารดาไม่มี

(๘) บิดาไม่มี

(๙) สัตว์ที่จุติและอุบัติไม่มี

(๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไม่มีในโลก

(๑๑) สมณพราหมณ์ที่ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่มีในโลก

 

 

ดังกล่าวข้างต้นนี้ หรือ “ทิฏฐิวิบัติ” ย่อมปฏิสังยุตด้วยความเห็นตามนัยต่อไปนี้ “ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้” อันใด นี้เรียกว่า “ทิฏฐิวิบัติ” และ“มิจฉาทิฏฐิ” แม้ทั้งหมด จัดเป็น “ทิฏฐิวิบัติ”

 

หมายเหตุ: คำว่า “ทิฏฐิวิบัติ” ดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้เปรียบเทียบกับคำศัพท์ “สัทธา ๔” ดังนี้

(๑) “อาคมนสัทธา–อาคมนียสัทธา–อาคมสัทธา” ความเชื่อความมั่นใจของพระโพธิสัตว์ อันสืบมาจากการบำเพ็ญสั่งสมบารมี

(๒) “อธิคมสัทธา–อธิคมนสัทธา” ความเชื่อมั่นของพระอริยบุคคล ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงด้วยการบรรลุธรรมเป็นประจักษ์

(๓) “โอกัปปนสัทธา–โอกัปปนียสัทธา–อธิโมกข์–อธิโมกขสัทธา” ความเชื่อหนักแน่นสนิทแน่วเมื่อได้ปฏิบัติก้าวหน้าไปในการเห็นความจริง

(๔) “ปสาทสัทธา” ความเชื่อที่เป็นเพียงความเลื่อมใสจากการได้ยินได้ฟัง

 

หรือ มิฉะนั้น ก็ให้พิจารณาตาม  “สัทธา ๔” หมายถึง ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง นั่นคือ เชื่อว่า “เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตนเป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า” และเชื่อว่า “ผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค” เป็นต้น 

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่า “ผลของกรรมมีจริง” นั่นคือ เชื่อว่า “กรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว” 

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน นั่นคือ เชื่อว่า “แต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน”

(๔) “ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่า “ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง ๙ ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุด บริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง”

 

แต่ถ้ายังไม่เชื่อ ศรัทธา ปสาทะ เลื่อมใส อย่างแท้จริงใน “สัทธา ๔” ทั้ง ๒ หมวด นี้ ก็ควรไปประกาศลัทธิศาสนาของตนเองขึ้นดีกว่า ไม่ต้องมาทำตนเป็นพาลปุถุชนในพระธรรมวินัยนี้ ซึ่งหลายๆ คน เกิดอาการฟุ้งซ่าน รับสภาพการรักษาศีลวัตรไม่ได้ แต่ก็ยังเข้ามาบวชในพระศาสนานี้

 

 

ฉะนั้น นอกเหนือจาก คำว่า “วิบัติ” แล้ว ควรวินิจฉันคำศัพท์ว่า “วิตก” เพิ่มเติม (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 536–539 FILE 45) ดังเช่น ตามนัยของ “อกุสลวิตกฺกา”  นั่นคือ “วิตก” ชื่อว่า “วิตกทั้งหลายที่เกิดแต่ความไม่ฉลาด” (๑)  เพราะอรรถว่า กระทำความมืดมน (๒) เพราะเกิดขึ้นเองแก่ผู้ใด จะทำให้ผู้นั้นมืดมน (๓) เพราะห้ามการเห็นตามความจริง หรือ “วิตก” ชื่อว่า “ม่ทำปัญญาจักษุ” เพราะไม่ทำให้เกิดปัญญาจักษุ หรือ “วิตก” ชื่อว่า “กระทำความไม่รู้ เพราะทำความไม่รู้” ซึ่งมีนัยเทียบเคียงความหมายกับ คำศัพท์ว่า “ปญฺญานิโรธา” ความว่า ชื่อว่า “ยังปัญญาให้ดับ”  เพราะดับปัญญา ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กัมมัสสกตาปัญญาฌานปัญญาวิปัสสนาปัญญาโดยทำไม่ให้เป็นไป  “ปญฺญานิโรธา” ชื่อว่า “เป็นไปในฝักใฝ่แห่งความคับแค้น” เพราะเป็นไปในฝักฝ่ายแห่ง “วิฆาตะ” นั่นคือ “ความทุกข์” เหตุที่ให้ผลอันไม่น่าปรารถนา หรือ  “ปญฺญานิโรธา” ได้ชื่อว่า “ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน” เพราะไม่ยังกิเลสนิพพาน ให้เป็นไป อย่างไรก็ตาม คำศัพท์ว่า “วิตก” หมายถึง ความตรึก–ความตรึกตรอง นั้น ยังสามารถสัมปยุตต์กับ “อกุศลธรรม–ธรรมฝ่ายดำ” และ “กุศลธรรม–ธรรมฝ่ายขาว” หรือปฏิสังยุตด้วยธรรมอื่นได้ ดังเช่น

 

(๑) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยกาม ชื่อว่า “กามวิตก–กามวิตกฺโก” นั้น เป็นวิตกที่ประกอบด้วยกิเลสกามแล้วเป็นไปใน “วัตถุกาม” ได้แก่ “วัตถุอันน่าใคร่–สิ่งที่น่าปรารถนา–สิ่งที่อยากได้–กามคุณ” ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้วิตกถึงสัตว์หรือสังขารอันเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ฉะนั้น ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วย “กาม–มิจฉาสังกัปปะ” นี้ เรียกว่า “กามธาตุ”

 

(๒) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยพยาบาท ชื่อว่า “พยาบาทวิตก” ย่อมเกิดขึ้นในสัตว์หรือสังขารอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ตั้งแต่เวลาที่โกรธผู้อื่น แล้วมองดู จนถึงให้ฉิบหายไป ฉะนั้น ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วย “พยาบาท–มิจฉาสังกัปปะ” นี้ เรียกว่า “พยาบาทธาตุ” หรือ ความที่จิตอาฆาตใน “อาฆาตวัตถุ ๑๐” ความอาฆาตมาดร้าย ความที่จิตไม่แช่มชื่น นี้ ก็เรียกว่า “พยาบาทธาตุ” เช่นกัน

 

(๓) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยวิหิงสา ชื่อว่า “วิหิงสาวิตก” ย่อมไม่เกิดขึ้นในสังขารทั้งหลาย เพราะว่าธรรมดาสังขารที่จะให้เป็นทุกข์ไม่มี แต่จะเกิดขึ้นในสัตว์ทั้งหลาย ในเวลาที่คิดว่า “ขอสัตว์เหล่านี้ จงลำบากบ้าง จงถูกฆ่าบ้าง จงขาดสูญบ้าง จงพินาศบ้าง อย่าได้มีเลยบ้าง” ฉะนั้น ความตรึก ความตรึกตรอง อันประกอบด้วย “วิหิงสา–มิจฉาสังกัปปะ” นี้ เรียกว่า “วิหิงสาธาตุ”  อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเบียดเบียนสัตว์ ด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา หรือ เชือก นี้เรียกว่า “วิหิงสาวิตก”

 

 

อีกประการหนึ่ง ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น พึงทราบเนื้อความในธรรมฝ่ายขาว โดยปริยายที่แยกจากที่กล่าวแล้ว ดังต่อไปนี้

 

(๑) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่า “เนกขัมมวิตก” ฉะนั้น “เนกขัมมวิตก” นั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้นที่เจริญอสุภะ เป็นรูปาวจรในฌานที่มีอสุภะเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลามรรคผลเกิดขึ้น เพราะทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท อนึ่ง “เนกขัมมวิตก–เนกขัมมสังกัปปะ” นั้น ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย “สัญญา” ที่สัมปยุตด้วย “เนกขัมมวิตก” ชื่อว่า “เนกขัมมสัญญา” ซึ่งแตกต่างจาก ความตรึก ความตรึกตรอง ความดำริชอบ อันประกอบไปด้วย “เนกขัมมะ” นี้เรียกว่า “เนกขัมมธาตุ” และ กุศลธรรมแม้ทั้งหมด ก็เรียกว่า “เนกขัมมธาตุ”

 

(๒) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยความไม่พยาบาท ชื่อว่า “อพยาบาทวิตก” ฉะนั้น  “อพยาบาทวิตก” นั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้น ที่เจริญเมตตาเป็นรูปาวจร ในฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลาที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะกระทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท อนึ่ง “อพยาบาทวิตก–อพยาบาทสังกัปปะ” นั้น ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย “สัญญา” ที่สัมปยุตด้วย “อพยาบาทวิตก” ชื่อว่า “อพยาบาทสัญญา” ซึ่งแตกต่างจาก ความตรึก ความตรึกตรอง ความดำริ อันประกอบไปด้วย “ความไม่พยาบาท–อัพยาบาท” นี้เรียกว่า “อพยาบาทธาตุ” ความมีไมตรี กิริยาที่มีไมตรี เมตตาเจโตวิมุตติในสัตว์ทั้งหลาย นี้เรียกว่า “อพยาบาทธาตุ”

 

(๓) วิตกที่ปฏิสังยุตด้วยอวิหิงสา ชื่อว่า “อวิหิงสาวิตก” ฉะนั้น “อวิหิงสาวิตก” นั้น เป็นกามาวจรในส่วนเบื้องต้นที่เจริญกรุณาเป็นรูปาวจร ในส่วนที่มีกรุณาเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตระในเวลาที่มรรคผลเกิดขึ้น เพราะกระทำฌานนั้นให้เป็นเบื้องบาท อนึ่ง “อวิหิงสาวิตก–อวิหิงสาสังกัปปะ” นั้น ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย “สัญญา” ที่สัมปยุตด้วย “อวิหิงสาวิตก” ชื่อว่า “อวิหิงสาสัญญา” ซึ่งแตกต่างจาก  ความตรึก ความตรึกตรอง ความดำริ อันประกอบด้วย “อวิหิงสา” นี้เรียกว่า “อวิหิงสาธาตุ” ความกรุณา กิริยาที่กรุณา สภาพที่กรุณาในสัตว์ทั้งหลาย กรุณาเจโตวิมุตติในสัตว์ทั้งหลาย นี้เรียกว่า “อวิหิงสาธาตุ”

 

อย่างไรก็ตาม พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ (๑) คำว่า “วิตกฺกเย” ได้แก่ “ในหมวด ๓ แห่งวิตก” (๒) คำว่า “นิรากเร” ความว่า ออกจากสันดานของตน คือ “พึงบรรเทา–พึงละ” (๓) คำว่า “สเว วิตกฺกานิ วิจาวิตานิ สเมติ วุฏฺฐีว รชํ สมูหตํ” ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า:

 

“ในเดือนท้ายฤดูร้อน เมื่อเมฆนอกกาลเวลา ก้อนใหญ่ตกต่ำลงมา ฝนจะให้ฝุ่น ที่กองรวมกันอยู่ที่แผ่นดิน ที่ลมพัดฟุ้งขึ้นโดยทั่วๆ ไป ให้สงบลงได้ในทันใด ฉันใด พระโยคาวจรนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน”

 

พระโยคาวจรนั้น จะให้ “วิตก” ที่ท่องเทียวไปใน “มิจฉาวิตก” และ “วิจาร” ที่สัมปยุตด้วย “วิตก” นั้น “สงบ” คือ “ระงับลงได้” ได้แก่ “ตัดขาดไป” และพระโยคาวจรผู้เป็นอย่างนั้น “มีใจสงบด้วยวิตก” คือ “มีอริยมรรคจิต” ที่ชื่อว่า “สงบแล้วด้วยวิตก” เพราะระงับ “มิจฉาวิตก” ทุกอย่างได้ “จะได้ถึง” คือ “ได้บรรลุสันติบท” คือ “พระนิพพานในโลกนี้แหละ” คือ ในปัจจุบันนี้ทีเดียว

 

 

อย่างไรก็ตาม “มหาสัมโพธิภาร” ของพระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนานั้น โดยประมวลไว้ที่คุณธรรม ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “กรุณา” กับ “ปัญญา” เพราะอรรถว่า “สัมมาทิฏฐิ ๕” ได้แก่ (๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ปัญญาวิปัสสนา–ยาถาภูตญาณทัสสนะ (๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [โยนิโสมนสิการ] (๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ อริยมรรค ๔ (๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ สามัญผล ๔ (๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ อรหัตตผลวิมุตติแห่งวิมุตตานุตตริยะ [การพ้นอันเยี่ยม] อาสวักขยญาณ–ความตรัสรู้ จนบรรลุถึง นิพพาน ๒ แห่งการหยั่งถึงอมตธาตุ คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ฉะนั้น ปทัฏฐานแห่งการทำความดีจึงเริ่มต้นที่ “กัมมัสสกตา–กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” ซึ่งมี “คุณธรรมแห่งเมตตาธรรม” (อัพยาบาท–ความไม่คิดประทุษร้ายเขา) เป็นพื้นฐานสำคัญ ดังเช่น สาระในพุทธวจนะ (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 126–127 FILE 78) ต่อไปนี้

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “เมตตาเจโตวิมุตติ” มีอยู่ การกระทำให้มากซึ่ง “โยนิโสมนสิการในเมตตาเจโตวิมุตติ” นั้น นี้เป็นอาหารเพื่อให้ “พยาบาท” ที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น หรือว่า เพื่อการละ “พยาบาท” ที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไป เพื่อการละพยาบาท คือ

(๑) การเรียนเมตตานิมิต

(๒) การประกอบเนืองๆ ในเมตตาภาวนา

(๓) การพิจารณากัมมัสสกตา

(๔) การกระทำการใคร่ครวญให้มาก

(๕) ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

(๖) สัปปายกถา

 

จริงอยู่ แม้เมื่อเรียนเมตตา ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปสู่ทิศโดยเจาะจงและไม่เจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมละพยาบาทได้ แม้เมื่อเจริญเมตตา ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปสู่ทิศเจาะจงและไม่เจาะจง ก็ย่อมละพยาบาทได้ แม้ เมื่อพิจารณากัมมัสสกตา ของตนและของผู้อื่น อย่างนี้ว่า ท่านโกรธเขาแล้วจักทำอะไร จักอาจเพื่อยังคุณมีศีล เป็นต้น ของเขาให้พินาศไปได้หรือ ท่านมาด้วยกรรมของตน ท่านก็จักไปด้วยกรรมของตนนั่นแหละ มิใช่หรือ ขึ้นชื่อว่า “ความโกรธผู้อื่น” ย่อมเป็นเช่นกับผู้ต้องการจับถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลว จับซี่เหล็กอันร้อนและคูถ เป็นต้น แล้วประหารผู้อื่น แม่ความโกรธของท่านนี้จักทำอะไร จักอาจเพื่อยังคุณมีศีลเป็นต้นของเราไห้พินาศไปได้หรือ เรามาด้วยกรรมของตนแล้ว จักไปด้วยกรรมของตนเท่านั้น ความโกรธนี้จักตกไปเบื้องบนของเขาแน่นอน เหมือนกับของขวัญที่บุคคลไม่ยอมรับ และเหมือนกับกำธุลีซัดไปทวนลม ดังนี้ ก็ย่อมละความโกรธได้ เมื่อตั้งอยู่ในความใคร่ครวญพิจารณา “กัมมัสสกตาของตน” และของคนอื่นอย่างนี้ครั้นใคร่ครวญพิจารณาแล้วซึ่ง “กัมมัสสกตา” ทั้งสองแล้วตั้งอยู่ในการใคร่ครวญพิจารณาก็ดี เมื่อเสพกัลยาณมิตร “ผู้ยินดีในเมตตาภาวนา” เช่นกับ “พระอัสสคุตตเถระ” [มีปราชญ์แห่งมุนีเป็นกัลยาณมิตร] ก็ดี ย่อมละพยาบาทได้  ย่อมละพยาบาทได้แม้ด้วย “สัปปายกถา” อันอาศัยซึ่ง “เมตตา” ในอิริยาบถทั้งหลายมีการยืนและการนั่งเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า “ธรรม ๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาท” ดังนี้ ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่าพยาบาทอันละด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้ไม่เกิดต่อไป ด้วย “อนาคามิมรรค” ดังนี้

 

 

ฉะนั้น “กัมมัสสกตาของตน” ที่เห็นแล้วด้วยปัญญาวิปัสสนา คือ “ญาณทัสสนะ–กัมมัสสกตาญาณ” ไม่ว่าจะเป็น “โลกิยปัญญา” หรือ “โลกุตตรปัญญา” ก็ตาม ที่ต้องประกอบ “คุณชาติแห่งสัมโพธะ” คือ “กรุณา–ปัญญา” นั้น ย่อมเป็นปทัฏฐานในการบำเพ็ญเพียรภาวนาอันยิ่งแห่งอริยชน และย่อมเป็นผู้น้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง คือ “วิโมกข์” และการลุถึง “เมตตาเจโตวิมุตติ–กรุณาเจโตวิมุตติ–มุทิตาเจโตวิมุตติ–อุเบกขาเจโตวิมุตติ” คือ การเจริญอัปปมัญญาธรรมทั้ง ๔ คุณธรรม ที่เป็นฌานสมาบัติที่ยกระดับจิตและประคองจิตถึง “อากิญจัญญายตนะ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 

 

 

ว่าด้วยวิโมกข์ ๖๘

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 320–336 FILE 69)

 

(๔๕) “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น” (อัปปมัญญา ๔) อย่างไร

(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย เมตตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย เมตตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย กรุณา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย กรุณา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย มุทิตา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย มุทิตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง

 

(๔) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วย อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วย อุเบกขา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน อยู่เพราะเป็น ผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง “ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น” อย่างนี้

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ให้พิจารณาหลักธรรมข้างล่าง ต่อไปนี้

 

เมตตาเจโตวิมุตติ–กรุณาเจโตวิมุตติ–มุทิตาเจโตวิมุตติ–อุเบกขาเจโตวิมุตติ มีอะไรเป็นคติ

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 314–317 FILE 30)

 

[๕๙๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ควรเป็นผู้อันเธอทั้งหลายพึงถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ (๑) เมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๒) กรุณาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๓) มุทิตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด (๔) อุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกเธอทั้งหลายถามอย่างนั้นแล้ว จักแก้ไม่ได้เลยและจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่ง ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะยังจิตให้ยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านี้ เว้นเสียจาก ตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากตถาคต หรือจากสาวกของตถาคต

 

[๕๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ เมตตาเจโตวิมุตติ (อันสัมปยุตต์ด้วยโพชฌงค์ ๗ ซึ่งเป็นธรรมเครื่ององค์ตรัสรู้ด้วยอำนาจแห่งสมาธิ) อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยเมตตา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เธอย่อมเข้าถึง “สุภวิโมกข์” อยู่ (ย่อมทราบชัดสิ่งทั้งปวงว่าไม่งาม และย่อมทราบชัดแต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “เมตตาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “สุภวิโมกข์” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๕๙๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ กรุณาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยกรุณา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “รูปสัญญา” เสียโดยประการทั้งปวง เพราะ “ปฏิฆสัญญา” ดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่ง “นานัตตสัญญา” เธอคำนึงอยู่ว่า “อากาศไม่มีที่สุด” ย่อมบรรลุ “อากาสานัญจายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “กรุณาเจโตวิมุตติ” ว่ามี “อากาสานัญจายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุผู้ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่งในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๕๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ มุทิตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “อากาสานัญจายตนะ” เสียโดยประการทั้งปวง เธอคำนึงอยู่ว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด” ย่อมบรรลุ “วิญญาณัญจายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เรากล่าว “มุทิตาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “วิญญาณัญจายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่ง ในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

[๖๐๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อุเบกขาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญ “สติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๒) ย่อมเจริญ “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๓) ย่อมเจริญ “วิริยสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๔) ย่อมเจริญ “ปีติสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๕) ย่อมเจริญ “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา (๖) ย่อมเจริญ “สมาธิสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยมุทิตา (๗) ย่อมเจริญ “อุเบกขาสัมโพชฌงค์” อันสหรคตด้วยอุเบกขา

 

อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (๑) ถ้าเธอหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๒) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๓) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูลนั้นอยู่ (๔) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงมีความสำคัญว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่ ก็ย่อมมีความสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล และในสิ่งไม่ปฏิกูลนั้นอยู่ (๕) ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยก สิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ว วางเฉย มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมวางเฉย มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรือ (๖) อีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วง “วิญญาณัญจายตนะ” เสียโดยประการทั้งปวง เธอคำนึงอยู่ว่า “อะไรนิดหนึ่งไม่มี” ย่อมบรรลุ “อากิญจัญญายตนะ” อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว “อุเบกขาเจโตวิมุตติ” ว่า มี “อากิญจัญญายตนะ” เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยวดยิ่ง ในธรรมวินัยนี้ ปัญญาของเธอจึงยังเป็นโลกีย์

 

 

 

กล่าวโดยสรุป มนุษย์มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์หรือเป็นแดนเกิด นั้น แม้จะพิจารณาเป็น “ภพ–ชาติ” (กรรมภพ –อุปัตติภพ) ที่เป็นระยะสั้น คือ ในปัจจุบันชาติที่กำลังดำเนินอยู่ด้วยการเจริญ “ปัจจยปริคคญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) หรือระยะยาว คือ จากอดีตชาติด้วยการเจริญ “กัมมัสสกตาปัญญา” ที่เป็น ปัญญาสามัญ หรือการเจริญ “กัมมัสสกตาญาณ” ที่เป็น อธิปัญญาวิปัสสนา หรือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) อันเป็น ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษแห่งวิชชา ก็ตาม “สภาวธรรม” ดังกล่าวนั้น ก็ยังเป็นความจริงที่แน่นอน นั่นคือ เป็นไปตาม “อริยสัจจธรรม” หรือ “ปรมัตถสัจจะ” [Absolute Truths] ที่ปฏิสังยุตด้วย “อริยมรรค ๔” และ “สามัญผล ๔” ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาไม่เข้าใจถูกต้อง คือ เจริญจิตที่สหรคตด้วย “มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ–ทิฏฐิวิบัติ” นั้น ย่อมเป็นการพัฒนานาจิตใจและปัญญาที่ผิดทาง อันเป็นปฏิปักษ์กับ แนวทางสายกลางแห่งปัญญาโดย “มัชฌิมาปฏิปทา” ไม่สามารถเข้าคุณธรรม ๒ ประการ นี้ได้ ด้วยการปฏิบัติธรรมเหมาะควรแก่ธรรม คือ “ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” หรือ ที่เรียกว่า “ปฏิบัติศาสนา” (ข้อ ๒ ในสาสน์ ๒–ศาสนา ๒ = คำสอน) หมายถึง คำสอนฝ่ายปฏิบัติ คำสอนที่จะต้องปฏิบัติ ได้แก่

 

(๑) สัมมาปฏิปทา–สมฺมาปฏิปทาย คือ ปฏิปทาที่ดีงามอันบัณฑิตสรรเสริญ ไม่ใช่มิจฉาปฏิปทา ปฏิบัติดีซึ่งเว้นจากโทษมีความคิดโกง เกิดเจริญโยนิโสมนสิการใน “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ ดับอวิชชาย่อมดับทุกข์ทั้งปวง ให้ศึกษาเปรียบเทียบกับ “มิจฉาปฏิปทา” ดังนี้

 

“สัมมาปฏิปทา” ตามนัยที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันบุคคลปรารถนาวิวัฏฏะ คือ พระนิพพาน ปฏิบัติ โดยที่สุดถวายทานเพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่งก็ดี เพียงถวายใบไม้กำมือหนึ่งก็ดี สิ่งทั้งหมดนั้นจัดเป็นสัมมาปฏิปทาโดยแท้เพราะเป็นฝ่ายวิวัฏฏะ โดยมนสิการด้วย ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้น บุคคลที่เรียกว่า “สัตบุรุษ” เพราะเป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ

 

“มิจฉาปฏิปทา” นี้เป็นปฏิปทา ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นอันดับแรก เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี “ปุญญาภิสังขาร” (บุญ–กุศลกรรม) บ้าง “อเนญชาภิสังขาร” (ฌานสมาบัติ) บ้าง “อภิสังขาร” ทั้งสองนั้น เป็น “มิจฉาปฏิปทา” เพราะถือว่า “วัฏฏะ” เป็นสำคัญ สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลปรารถนาวัฏฏะกล่าวคือ “ภพ ๓” ปฏิบัติโดยที่สุด “อภิญญา ๕” หรือ “สมาบัติ ๘” สิ่งทั้งหมดเป็นไปในฝ่ายวัฏฏะ จัดเป็น “มิจฉาปฏิปทา” เพราะถือวัฏฏะเป็นสำคัญ โดยมนสิการด้วย อนุโลมปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้น บุคคลที่เรียกว่า “อสัตบุรุษ” เพราะเป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด ทำการงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจผิด

 

(๒) อนุโลมปฏิปทา–อนุโลมปฏิปทาย คือ ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง ไม่ใช่ปฏิปทาที่ทวนกลับ

 

(๓) อปัจจนีกปฏิปทา–อปจฺจนิกปฏิปทาย คือ ไม่ใช่ปฏิปทาเป็นข้าศึก ไม่ใช่ปฏิปทาที่ขัดแย้ง

 

(๔) อันวัตถปฏิปทา–อนฺวตฺถปฏิปทาย คือ ปฏิปทาที่เป็นไปตามความมุ่งหมาย ปฏิปทาที่คล้อยตามประโยชน์  ปฏิปทาที่ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งมีนัยดีกว่า อตฺตตฺถปฏิปทาย คือ ปฏิปทาที่พึงปฏิบัติอย่างที่จะเกิดประโยชน์

 

(๕) ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ธมฺมานุธมฺมปฏิปทาย คือ ปฏิบัติธรรมถูกหลัก กล่าวคือ การบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ นั่นคือ ด้วยการเจริญ “โลกุตตรธรรม ๙” ชื่อว่า “ธรรม” ด้วยการเจริญวิปัสสนา ชื่อว่า “รรมอันสมควร” ด้วยปฏิปทาอันสมควรแก่ธรรมนั้น ชื่อว่า “อนุธรรมปฏิปทา” แห่งความปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้น

 

(๖) ปาริสุทธิศีล ๔–สีเลลุ ปริปูริการิตาย (สีลสัมปทาน) คือ ความเป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล นั่นคือ (๑) ปาฏิโมกขสังวรศีล ปฏิบัติตามพระปาฏิโมกข์ กระทำให้บริบูรณ์ (๒) อินทรียสังวรศีล (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล (๔)  ปัจจัยสันนิสิตศีล 

 

(๗) “อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) อินทรียสังวร–อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตาย คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ ได้แก่ จักขุ–จักษุ–ตา ๑ โสตะ–หู ๑ ฆานะ–จมูก ๑ ชิวหา–ลิ้น ๑ กาย–กาย ๑ มโน–มนะ–ใจ หรือ ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองดีแล้วในอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖ ที่ตรัสไว้โดยนัยว่า เห็นรูปด้วยจักษุ ได้ยินด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้รสด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย ได้รู้แจ้งอารมณ์ด้วยใจ

 (๒) โภชเนมัตตัญญุตา–โภชเน มตฺตญฺญุตาย คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา หรือ ความเป็นผู้มีโภชนะอันนับแล้วด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยประมาณในการรับเป็นต้น ละผ้าสาฎกที่ประดับเป็นต้นเสีย

(๓) ชาคริยานุโยค–ชาคริยานุโยคสฺส คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป หรือ ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมเป็นเครื่องตื่น ๕ ประการ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้นทั้งหลาย ดังนี้ ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่งตลอดวัน

 

(๘) สติสัมปชัญญะ–สติสมฺปชญฺญสฺส คือ สติและสัมปชัญญะซึ่งเป็นอุปการะทุกเมื่อ แก่พระโยคาวจรทุกท่าน ผู้ประกอบการเจริญกรรมฐานทั้งปวง

 

(๙) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่

 

(๑) สติปัฏฐาน ๔–สติปฏฺฐานานํ คือ การตั้ง เพราะคร่ำครวญ เรียกร้องเข้าไปตั้งไว้ในอารมณ์ทั่งหลาย การตั้งสตินั้นเอง ชื่อว่า “สติปัฏฐาน” ก็สติปัฏฐานนั้นมี ๔ ประเภท คือ “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน–เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน–จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน–ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งการละโดยเป็น “อาการที่ไม่งาม–อาการที่เป็นทุกข์–อาการที่ไม่เที่ยง–อาการที่ไม่ใช่ตัวตน” และด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จกิจการละความสำคัญว่า “งาม–เป็นสุข–เที่ยง–เป็นตัวตน”

 

(๒) สัมมัปปธาน ๔–จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ ความว่า ชื่อว่า ปธาน เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องเริ่มตั้ง  ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะอรรถว่า ความเริ่มตั้งงาม หรือเป็นเครื่องเริ่มตั้งโดยชอบ อีกอย่างหนึ่ง ความเริ่มตั้งนั้นชื่อว่างาม เพราะเว้นจากกิเลสชนิดต่างๆ และชื่อว่า ปธาน เพราะนำมาซึ่งภาวะประเสริฐที่สุด ด้วยความเป็นคุณธรรมให้สำเร็จประโยชน์ เกื้อกล และ ความสุข และเพราะการกระทำความเป็นปธาน ดังนั้น จึงชื่อว่า “สัมมัปปธาน” คำว่า “สมฺมปฺปธานํ” นี้เป็นชื่อของความเพียร  การแบ่ง “สัมมัปปธาน” เป็น ๔ ย่อมเป็นไปโดยให้สำเร็จกิจ คือ ละ–ไม่เกิด–เกิดขึ้น–และตั้งอยู่แห่งอกุศลและกุศลทั้งหลายที่เกิดและไม่เกิดด้วย ที่ไม่เกิดและเกิดด้วย “สัมมัปปธาน ๔” เหล่านั้น คือ ความเพียรใหญ่–ความเพียรชอบ ได้แก่

(๑) สังวรปธาน–เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น  

(๒) ปหานปธาน–เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) ภาวนาปธาน–เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) อนุรักขนาปธาน–เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

 

(๓) อิทธิบาท ๔–จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ นี้ มีวินิจฉัยว่า บรรดา “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” ทั้งหลาย แต่ละอย่างชื่อว่า “อิทธิ” เพราะอรรถว่า “สำเร็จ” อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรื่อง คือ “ย่อมผลิต” อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “อิทธิ”  เพราะอรรถว่า “เป็นเครื่องสำเร็จ” คือ มั่งคั่ง  เจริญ ถึงความดีเลิศของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยอรรถที่หนึ่ง “เครื่องบรรลุคือความสำเร็จ” ชื่อ “อิทธิบาท” อธิบายว่า “ส่วนคือความสำเร็จ” ด้วยอรรถที่สอง ชื่อว่า “อิทธิบาท”  เพราะเป็นเครื่องถึงซึ่งความสำเร็จ คำว่า “ปาโท–บาท” ได้แก่ “ที่ตั้ง” อธิบายว่า “อุบายเป็นเครื่องบรรลุ” ด้วยว่าธรรมทั้งหลายย่อมยังความสำเร็จกล่าวคือความวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปให้เกิดขึ้น คือ “ย่อมบรรลุ ด้วยอิทธิบาทนั้น” ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า “เป็นเครื่องบรรลุอิทธิบาท ๔ เหล่านั้น” 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ให้ใจมีความแกร่งกล้า ได้แก่

(๑)  สัทธา–สัทธินทรีย์ คือ ความเชื่อ ที่ประกอบด้วยเหตุผล “สัทธาเจตสิก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นใหญ่ในการมีศรัทธาที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ

(๒)วิริยะ–วิริยินทรีย์ คือ ความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ “วิริยเจตสิก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นใหญ่ไม่เกียจคร้าน ไม่ท้อถอยที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ

(๓) สติ–สตินทรีย์ คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง “สติเจตสิก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นใหญ่ไม่หลงลืมที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ

(๔) สมาธิ–สมาธินทรีย์ คือ ความตั้งจิตมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ “เอกัคคตาเจตสิก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ

(๕) ปัญญา–ปัญญินทรีย์ คือ ความรู้ทั่วชัด ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล รู้คิดพิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ “ปัญญาเจตสิก” ซึ่งทำหน้าที่เป็นใหญ่ในการไตร่ตรองและพิจารณาที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาวธรรมที่กำลังปรากฏ

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมอันเป็นกำลัง ให้กายมีความบากบั่นไม่ท้อแท้ทดถอย เมื่อ “อินทรีย์ ๕” เจริญเพิ่มขึ้นเป็นสภาวธรรมที่มีกำลัง ไม่หวั่นไหวในการพิจาณาอารมณ์ใดๆ ที่ปรากฏ ได้แก่

(๑)  สัทธา–สัทธาพละ คือ ความเชื่อ ที่ประกอบด้วยเหตุผล ความไม่หวั่นไหวด้วยความไม่ศรัทธา

(๒)วิริยะ–วิริยพละ คือ ความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ความไม่หวั่นไหวด้วยความท้อถอย

(๓) สติ–สติพละ คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง ความไม่หวั่นไหวในการระลึกรู้ลักษณะของสภาวธรรมใดๆ ที่ปรากฏ

(๔) สมาธิ–สมาธิพละ คือ ความตั้งจิตมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ ความไม่หวั่นไหวด้วยความฟุ้งซ่านไม่มั่นคง

(๕) ปัญญา–ปัญญาพละ คือ ความรู้ทั่วชัด ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล รู้คิดพิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ ความไม่หวั่นไหวด้วยความไม่รู้

 

(๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ  ชื่อว่า “โพชฌงค์” เพราะอรรถว่า “องค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้” หรือ “องค์แห่งความตรัสรู้” ท่านอธิบายไว้ว่า “ธรรมสามัคคี” นี้ ท่านเรียกว่า “โพธิ” เพราะทำวิเคราะห์ว่า “พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี” กล่าวคือ “สติ ธรรมวิจยะวีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา” ซึ่งเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตตรมรรค เป็นปฏิปักษ์ต่ออันตรายิกธรรมทั้งหลายมิใช่น้อย ซึ่งมี ความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน การแต่งตั้ง การประมวลมา กามสุขอัตตกิลมถานุโยค อุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิ และ ความยึดมั่น เป็นต้น

 

สำหรับ คำว่า “พุชฺฌติ” ความว่า ลุกขึ้นจากความหลับอันสืบต่อกิเลส คือ แทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือทำให้แจ้งซึ่ง “พระนิพพาน” ทีเดียว ชื่อว่า “โพชฌงค์” แม้เพราะเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ กล่าวคือ “ธรรมสามัคคี” นั้น เหมือนองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรค เป็นต้น เพราะอริยสาวกแม้นี้ใด ท่านเรียกว่า “ตรัสรู้” เพราะทำวิเคราะห์ว่า “ตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี” นั้นซึ่งมีประการตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่า “โพชฌงค์” แม้เพราะเป็นองค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้นั้น เหมือนองค์แห่งเสนา เป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “โพชฌงค์” เพราะเป็นองค์แห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ ดังนี้  

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ด้วยการสืบเนื่องจากหลักธรรม “พละ ๕” เมื่อ “ปัญญา” เป็นพละแล้ว ส่งผลปัจจัยทำให้องค์ธรรมที่เหลือ คือ  “สัทธา–วิริยะ–สติ–สมาธิ” กลายเป็นสภาวธรรมที่มีพละกำลัง เพราะ “ปัญญา” รู้ลักษณะของ “นามธรรม” และ “รูปธรรม” ได้อย่างชัดเจนทั่วถึงโดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ จึงไม่หวั่นไหวที่จะระลึกรู้ได้ว่า ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้โผฏฐัพพะ (สัมผัส) เป็น “นามธรรม” และ “รูปธรรม” อย่างไร เมื่อ “ปัญญา” เกิดพร้อม “สติสัมปชัญญะ” ซึ่งระลึกรู้ลักษณะของ “นามธรรม” และ “รูปธรรม” สมบูรณ์เป็น “วิปัสสนาญาณ” (ปัญญาญาณ) แต่ละขั้นแล้ว ซึ่งจะประกอบด้วยหลักธรรม “โพชฌงค์ ๗”  ได้แก่

(๑) สติ (สติสัมโพชฌงค์ ) คือ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง  องค์ของการตรัสรู้โดย “สติเจตสิก”

(๒)ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) คือ ความเฟ้นธรรม  ความสอดส่องสืบค้นธรรม  องค์ของการตรัสรู้โดย “ปัญญาเจตสิก”

(๓) วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) คือ ความเพียร  องค์ของการตรัสรู้โดย “วิริยเจตสิก”

(๔) ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) คือ ความอิ่มใจ องค์ของการตรัสรู้โดย “ปีติเจตสิก”

(๕) ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ องค์ของการตรัสรู้โดย “กายปัสสัทธิเจตสิก” และ “จิตตปัสสัทธิเจตสิก”

(๖) สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) คือ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ องค์ของการตรัสรู้โดย “เอกัคคตาเจตสิก”

(๗) อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) คือ ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง องค์ของการตรัสรู้โดย “ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก”

 

(๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสฺส อฏฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส ความว่า เรียกว่า “อริยะ” ในบทว่า “อริโย” นั้น เพราะไกลจากกิเลสที่พึงฆ่าด้วยมรรคนั้นๆ เพราะการทำความเป็นอริยะ และ เพราะเป็นผู้ได้เฉพาะซึ่งอริยผล ทางชื่อว่า “อัฏฐังคิกะ” เพราะอรรถว่า “มีองค์ ๘” ทางนี้นั้นชื่อว่า “มรรค” เพราะอรรถว่า “แสวงหา” คือ ฆ่ากิเลสทั้งหมดไปสู่พระนิพพาน เหมือนเสนามีองค์ ๔ ดนตรีมีองค์ ๕ ซึ่งเป็นเพียงองค์เท่านั้น ผู้ปลดเปลื้ององค์ไม่มีความประกอบเนืองๆ ในอันเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘”

 

“มรรคมีองค์ ๘” หรือ “อัฏฐังคิกมรรค” (เรียกเต็มว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค” แปลว่า “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นต่อจาก “โพชฌงค์ ๗”  เมื่อ “ปัญญา” ได้รับการอบรมสมบูรณ์ถึงพร้อมที่จะรู้แจ้งในอริยสัจจธรรม ประกอบด้วยองค์ธรรมการตรัสรู้ คือ “โพชฌงค์ ๗” สมบูรณ์ด้วยองค์ธรรมต่างๆ ของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗”  แล้ว “โลกุตตรจิต” ประกอบด้วย “มรรคมีองค์ ๘” ครบทุกองค์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑)  สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ อกุศล-กุศล ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท

(๒)สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ 

(๓) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔

(๔) สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓

(๕) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ ไม่ทุศีล

(๖)  สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔

(๗) สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔

(๘) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔

 

 

ดังนั้น ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรภาวนามีความศรัทธา และเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา เกี่ยวกับ “กฎแห่งกรรม” คือ เชื่อในเรื่องกรรมและวิบากของกรรมนั้น ที่เรียกว่า “กัมมผลสัทธา” และ “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อว่า สัตว์มีกรรมเป็นของตัว นั่นคือ “ทำดีได้ดี–ทำชั่วได้ชั่ว” จนรวมถึง “ ตถาคตโพธิสัทธา” คือ เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่า “ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงพระคุณทั้ง ๙ ประการ ตรัสธรรม บัญญัติวินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นำทางที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ คือ เราทุกคนนี้ หากฝึกตนด้วยดี ก็สามารถเข้าถึงภูมิธรรมสูงสุดบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ ดังที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญไว้เป็นแบบอย่าง” ในความศรัทธา ปสาทะ เลื่อมใส ดังกล่าวนี้ ทำให้คุ้มครองอินทรีย์ทั้ง ๖ จากกิเลสทั้งหลาย เพื่อให้ดับทุกข์ได้ ด้วยความนึกคิดดำริที่จะทำแต่ความดี บุญกุศล ปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญภาวนา คือ “บุญ–ฌาน–ญาณ” ด้วยอำนาจแห่งเจโตวิมุตติกับปัญญาวิมุตติ อนึ่ง “กัมมัสสกตาปัญญา” หรือ “กัมมัสสกตาญาณ” อันมีสมุฏฐานมาจาก “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม” โดยการเจริญ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย ซึ่งปฏิสังยุตด้วย “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ได้ จนรวมถึง “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ มีตาทิพย์อันเป็นทัสสนะที่เห็นหยั่งรู้ได้ นอกจากนี้ ถ้าผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น มีปรีชาสามารถในการเจริญ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ กำหนดรู้ทุกขสัจจ์ได้ รวมทั้ง “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ระลึกชาติได้ และนอกจากนี้ ยิ่งมีสามารถด้วยปัญญาเห็น “นามรูป–สังขารทั้งหลาย–ขันธ์ ๕” โดยไตรลักษณ์ คือ “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง กำหนดรู้มรรคสัจจ์ ที่สัปยุตต์ด้วย “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ ความตรัสรู้ ก่อนที่จะก้าวหน้าไปสู่ “วิปัสสนาญาณ ๙–อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนา ๑๐–มหาวิปัสสนา ๑๘” ที่จะข้ามไปสู่อริยภูมิโดย “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑” เพราะฉะนั้น “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” นั้น ย่อมทำหน้าที่เป็นสามัญสำนึกที่แยกแยะความต่างระหว่าง “อกุศลธรรม” กับ “กุศลธรรม” ที่จะก่อกรรมไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม หรือ มโนกรรม ก็ตาม แต่ย่อมเลือกประพฤติปฏิบัติด้วยเจตนาเป็น กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และ มโนสุจริต ๓ มากกว่า (กุศลกรรมบถ ๑๐) ความเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือไม่มีเหตุผลที่เป็นตรรกหรือวิทยาศาสตร์แต่ประการใด พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเห็นเรื่องนี้ด้วย “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่ประกอบด้วย “จักขุ–ญาณ–วิชชา–ปัญญา–แสงสว่าง” ซึ่งเป็นพระปรีชาสามารถในการหยั่งรู้ที่เห็น “อริยสัจจธรรม” ที่แน่นอน ไม่เป็นอื่น และย่อมเป็นความจริงตาม “สภาวธรรมแห่งปรมัตถสัจจะเนื่องในโลกุตตรภูมิ” (โลกุตตรธรรม ๙–โพธิปักขิยธรรม ๓๗–อาสวักขยญาณ) และเหนืออื่นใด ประการสำคัญ พระธรรมของพระพุทธองค์นั้น เป็น “ความจริงตามเป็นจริง” ที่อยู่เหนือข้อจำกัดทางเวลา ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใด สมัยใด ก็ยังเป็นความจริงโดยปรมัตถ์ตลอดไป ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957740