๖. รู้เท่าทันในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

     Comprehension about the Contemplation of Feelings

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1903

 ความสำคัญของบทความ

 

ในการเริ่มต้นปฏิบัติเจริญภาวนานั้น คำว่า “สติ–สัมปชัญญะ–สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ความระลึกได้และความรู้ตัวทั่วถ้วน ถือเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่กำหนดความรู้สึกนึกคิดในการแสดงการกระทำ ที่เรียกว่า “กรรม ๓” ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรรม–มโนกรรม” ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายกุศล “สุจริต ๓” หรือฝ่ายอกุศล “ทุจริต ๓” ก็ตาม คำว่า “กรรม” คือ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาที่ทำหน้าที่ในการปรุงแต่งการกระทำ ที่เรียกว่า “อภิสังขาร ๓” [บุญ–บาป–ฌาน] แต่กระบวนการตัดสินใจในการแสดงกรรมนั้น เป็นกระบวนทัศน์ ความเลื่อมใส ความศรัทธา ความเชื่อ ที่ประกอบด้วยเหตุผล [โยนิโสมนสิการ = ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔] ไม่ประกอบด้วยความไม่รู้จริงรู้แจ้ง “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ที่มีอิทธิพลในการเลือกทำสิ่งที่เป็นกุศล และชำระจิตให้หมดจด สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากนิวรณ์ ด้วยการเจริญฌานสมาบัติ [รูปฌาน ๔] โดยผู้ปฏิบัติธรรม –โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จะต้องมีข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ที่เป็นปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ได้แก่ (๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ คือระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “ภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค คือรู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน คือขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป บรรดาธรรมเหล่านี้ย่อมสัมปยุตต์ร่วมกับ “สติปัฏฐาน ๔” ดังเช่น เวทนานุปัสสนสติปัฏฐาน จึงจะแสดงผลแห่ง “สติสังวร–อุปัฏฐาน สติคมชัด” หมายถึง สติ–ความตามระลึก–ความหวนระลึก สติ–กิริยาที่ระลึก–ความทรงจำ–ความไม่เลื่อนลอย–ความไม่ลืม สติ–สตินทรีย์–สติพละ–สัมมาสติ และ “สัมปชัญญะแก่กล้า” หมายถึง ความรู้ตัว–ความรู้ตัวทั่วพร้อม–ความรู้ชัด–ความรู้ทั่วชัด–ความตระหนัก ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดตระหนักในจุดหมายว่ามีประโยชน์ (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดตระหนักในแดนงานของตน และ (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” คือ รู้ชัดตระหนักในตัวเนื้อหาสภาวะ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน และปรารภประกอบความเพียร “วิริยารัมภะ” เพราะเห็นแจ้งใน “ธรรมแห่งเวทนา” คือ เป็นผู้เดือดร้อนเพราะ “เวทนา ๓–เวทนา ๕” อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่พัฒนา “สติสัมปชัญญะ” จึงเป็นผู้มีแต่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมดา.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – รู้เท่าทันในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาได้เข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ “ร่างกาย–สรีระเชิงกายวิภาค” แล้ว คือ พิจารณาเนืองๆ เกี่ยวร่างกายใน (๑) “อานาปานสติ” คือ กำหนดลมหายใจที่ผ่านเข้าออก [อัสสาสะ–ปัสสาสะ] ให้รู้ตลอด (๒) “อิริยาบถ” คือ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ได้แก่ เดินอยู่–ก็รู้ชัดว่า–เราเดิน หรือเมื่อยืน–ก็รู้ชัดว่า–เรายืน หรือเมื่อนั่ง–ก็รู้ชัดว่า–เรานั่ง หรือเมื่อนอน–ก็รู้ชัดว่า–เรานอน (๓) “สัมปชัญญะ” คือ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ได้แก่ เดิน–ยืน–นั่ง–หลับ–ตื่น–พูด และ–นิ่งอยู่ (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” คือ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ ได้แก่ ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–น้ำดี–น้ำเสลด–น้ำเหลือง–น้ำเลือด–น้ำเหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–มันเหลว–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–น้ำมูตร–มันสมอง (๕) “ธาตุมนสิการ” คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ ได้แก่ ธาตุดิน–ธาตุน้ำ–ธาตุไฟ–ธาตุลม และ (๖) “นวสีวถิกา” คือ พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น ตามลำดับ กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการมนสิการ “อารมณ์แห่งกรรมฐาน” โดยเฉพาะใน “ปฏิกูลมนสิการ” ประกอบด้วยขั้นตอน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) พิจารณาเห็นกายในกายภายใน (๒) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก และ (๓) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

 

(๑) พิจารณาเห็นกายในกายภายใน

พิจารณาเห็นกายในกายภายในเนืองๆ อยู่ คือ พิจารณาเห็นกายภายใน แต่พื้นเท้าขึ้นไปในเบื้องบน แต่ปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้ มี ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–น้ำดี–น้ำเสลด–น้ำเหลือง–น้ำเลือด–น้ำเหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–มันเหลว–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–น้ำมูตร–มันสมอง [มตฺถลุงคํ] ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในกายภายนอก

 

(๒) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก

พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกเนืองๆ อยู่ คือ พิจารณาเห็นกายภายนอก แต่พื้นเท้าขึ้นไปในเบื้องบน แต่ปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ในกายของเขาผู้นั้น มี ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–น้ำดี–น้ำเสลด–น้ำเหลือง–น้ำเลือด–น้ำเหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–มันเหลว–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–น้ำมูตร–มันสมอง [มตฺถลุงคํ] ย่อมเสพ เจริญทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในกายทั้งภายในและภายนอก

 

(๓) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอก

พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ คือ พิจารณาเห็นกายทั้งภายในและภายนอก แต่พื้นเท้าขึ้นไปในเบื้องบน แต่ปลายผมลงมาในเบื้องต่ำ มีหนังหุ้มโดยรอบเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้ มี ผม–ขน–เล็บ–ฟัน–หนัง–เนื้อ–เอ็น–กระดูก–เยื่อในกระดูก–ม้าม–หัวใจ–ตับ–พังผืด–ไต–ปอด–ไส้ใหญ่–ไส้น้อย–อาหารใหม่–อาหารเก่า–น้ำดี–น้ำเสลด–น้ำเหลือง–น้ำเลือด–น้ำเหงื่อ–มันข้น–น้ำตา–มันเหลว–น้ำลาย–น้ำมูก–ไขข้อ–น้ำมูตร–มันสมอง [มตฺถลุงคํ] ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอก เนืองๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก

 

ในการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ต้องประกอบด้วยองค์มรรค ๓ ในเบื้องต้น คือ (๑) สัมมาวายามะ (๒) สัมมาสติ และ (๓) สัมมาสมาธิ หรือ “อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา” คือ “มีความเพียร–มีสัมปชัญญะ–มีสติ” เพื่อกำจัด “อภิชฌา” [เพ่งเล็งอยากได้ของเขา] และ “โทมนัส” [ทุกข์ใจ–ความเสียใจ] ซึ่งเป็นความรู้สึกฝ่ายเวทนา ฉะนั้น เมื่อสติมีความชัดคม สัมปชัญญะก็มีความรู้ชัดคมเช่นกัน คือ เกิดปัญญาความรู้ด้านรูปธรรม [รูปขันธ์] อย่างสืบเนื่องๆ ทุกครั้งที่มีการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานทั้ง ๖ ประการ ดังกล่าวนั้น โดยลงข้อคิดเห็นทั่วไปว่า “กายนี้สักเป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ความนึกคิดดังกล่าวนี้ ทำให้กำจัด “อภิชฌา” [อภิชฌาวิสมโลภะ คือ คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร ข้อ ๑ ในอุปกิเลส ๑๖] และ “โทมนัส” ได้จริง เพราะจิตเริ่มเป็น “จิตตสมาธิ” คือ ตั้งมั่นในอารมณ์เดียวแห่งกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ “อุเบกขาจิต” คือ วางเฉยเป็นกลางในอารมณ์แห่ง “อภิชฌา” กับ “โทมนัส” เพราะมี “สติสัมปชัญญะ” [สติปัญญา–สติคมชัดแห่งอุปัฏฐาน กับ ความรู้คมชัดแห่งญาณ] คือ ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท อย่างไรก็ตาม การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานใน “อสุภภาวนา–ปฏิกูลมนสิการ” นั้น ถือเป็น ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” ดังนี้

 

“ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” หมายถึง ปฏิปทาข้อปฏิบัติที่ยากลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” อย่างแรงกล้า ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัส” เนื่องจาก “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นอยู่เนืองๆ หรือ เจริญกรรมฐานที่มีอารมณ์ไม่น่าชื่นใจ ดังเช่น ปฏิกูลมนสิการ อาหาเรปฏิกูลสัญญา [กำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร] อสุภะ ๑๐–กายคตาสติ เป็นต้น อีกทั้ง “อินทรีย์” ก็อ่อน [มีบกพร่องใน “อินทรียสังวรศีล”] จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า

 

อนึ่ง ในขณะเจริญสติปัฏฐานนั้น หมายถึง “อนุปัสสนา” คือ ตามพิจารณาเนืองๆ ในฐาน “กาย–เวทนา–จิต–ธรรม” เมื่อจิตทรงอยู่ใน “ธรรมสมาธิ ๕” [ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ] ดีแล้ว ปราศจากข้อลังเลสงสัยในปฏิปทาที่ปฏิบัติธรรมอยู่ จิตจึงได้รับการยกจิตขึ้นสู่ “ฌานสมาบัติ–สมถภาวนา” [รูปฌาน ๔] ในข้อนี้ ถือเป็น “ปฏิปทา” [แนวปฏิบัติ–ทางดำเนิน–การปฏิบัติแบบที่เป็นทางดำเนินให้ถึงจุดหมายคือความหลุดพ้นหรือความสิ้นอาสวะ] ที่เรียกว่า “สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” ดังนี้

 

“สุขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” หมายถึง ปฏิปทาข้อปฏิบัติสบาย แต่รู้ได้ช้า เช่น ผู้ปฏิบัติที่มี “ราคะ–โทสะ–โมหะ” ไม่แรงกล้า ไม่ต้องเสวย “ทุกข์โทมนัสเวทนา” เนื่องจาก  “ราคะ–โทสะ–โมหะ” นั้นเนืองนิตย์ หรือเจริญสมาธิได้ “ฌาน ๔” อันเป็นสุขประณีต แต่มี “อินทรีย์” อ่อน จึงบรรลุ “โลกุตตรมรรค” ล่าช้า

 

ในขั้นต่อไป คือ การพิจารณาสภาวธรรมในฝ่ายนามธรรม [นามขันธ์] ที่เกี่ยวข้องกับความอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดการสัมผัสระหว่าง “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖” [จักขุ–ตา โสตะ–หู ฆานะ–จมูก ชิวหา–ลิ้น กาย–รูปกาย มโน–ใจ] กับ “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” [รูปะ–รูป–สิ่งที่เห็น สัททะ–เสียง คันธะ–กลิ่น รสะ–รส โผฏฐัพพะ–สัมผัสทางกาย–สิ่งที่ถูกต้องกาย ธรรม–ธรรมารมณ์–อารมณ์ที่เกิดกับใจ–สิ่งที่ใจนึกคิด] ที่เรียกว่า “เวทนา ๓” ดังนี้

 

“เวทนา ๓” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์ ได้แก่

(๑) “สุขเวทนา” คือ ความรู้สึกสุข–สบาย ทางกายก็ตาม–ทางใจก็ตาม  

(๒) “ทุกขเวทนา” คือ ความรู้สึกทุกข์–ไม่สบาย ทางกายก็ตาม–ทางใจก็ตาม  

(๓) “อทุกขมสุขเวทนา” คือ ความรู้สึกเฉยๆ จะสุขก็ไม่ใช่–ทุกข์ก็ไม่ใช่ เรียกอีกอย่างว่า “อุเบกขาเวทนา”  

 

หรืออีกนัยหนึ่ง ที่เรียกว่า “เวทนา ๕” [อินทรีย์ ๕] ดังนี้ 

 

“เวทนา ๕” [อินทรีย์ ๕] หมายถึง การเสวยอารมณ์ ความรู้สึกรสของอารมณ์ ได้แก่

 (๑) “สุข–สุขเวทนา–สุขินทรีย์” คือ ความสุข–ความสบายทางกาย  

(๒) “ทุกข์–ทุกขเวทนา–ทุกขินทรีย์” คือ ความทุกข์ ความไม่สบาย–เจ็บปวดทางกาย  

(๓) “โสมนัส–โสมนัสสเวทนา–โสมนัสสินทรีย์” คือ ความแช่มชื่นสบายใจ–สุขใจ  

(๔) “โทมนัส–โทมนัสสเวทนา–โทมนัสสินทรีย์” คือ ความเสียใจ–ทุกข์ใจ  

(๕) “อุเบกขา–อทุกขมสุขเวทนา–อุเบกขาเวทนา–อุเปกขินทรีย์” คือ ความรู้สึกเฉยๆ  

 

ในบรรดาเหล่า “เวทนา” ทั้งหมดดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นเรื่องทางโลก ที่เรียกว่า “โลกธรรม ๘” ดังนี้

 

“โลกธรรม ๘” หมายถึง ธรรมดาของโลก เรื่องของโลก ความเป็นไปตามคติธรรมดาซึ่งหมุนเวียนมาหาสัตวโลกและสัตวโลกก็หมุนเวียนตามมันไป ได้แก่

(๑) ลาภ —ได้ลาภ–มีลาภ  

(๒) อลาภ —เสื่อมลาภ–สูญเสีย  

(๓)  ยส —ได้ยศ–มียศ

(๔) อยส —เสื่อมยศ  

(๕) นินทา —ติเตียน

(๖) ปสังสา —สรรเสริญ  

(๗) สุข —ความสุข

(๘) ทุกข์ —ความทุกข์  

 

ในอีกส่วนหนึ่ง “อุเบกขา–อทุกขมสุขเวทนา–อุเบกขาเวทนา–อุเปกขินทรีย์” จะเป็นภาวะจิตตามสภาพดั้งเดิม “ภวังคจิต” ที่จะเปลี่ยนกลับไปเป็น “วิถีจิต” อีกครั้งสลับกันระหว่าง (๑) “สุข–สุขเวทนา–สุขินทรีย์” คือ ความสุข ความสบายทางกาย และ (๒) “โสมนัส–โสมนัสสเวทนา–โสมนัสสินทรีย์” คือ ความแช่มชื่นสบายใจ สุขใจ ซึ่งเป็น “อิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่น่าปรารถนา กับ (๑) “ทุกข์–ทุกขเวทนา–ทุกขินทรีย์” คือ ความทุกข์ ความไม่สบาย เจ็บปวดทางกาย และ (๒) “โทมนัส–โทมนัสสเวทนา–โทมนัสสินทรีย์” คือ ความเสียใจ ทุกข์ใจ ซึ่งเป็น “อนิฏฐารมณ์” คือ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนา ฉะนั้น ในการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ไม่ว่าจะเป็น “อิฏฐารมณ์” ก็ตาม หรือ  “อนิฏฐารมณ์” ก็ตาม ถือว่าเป็นเรื่องการครอบงำจิตใจของกิเลส เป็นเรื่องทาง “โลกียธรรม” ไม่ใช่เรื่องทางธรรม คือ “โลกุตตรธรรม” ขั้นตอนการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานมีลำดับ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) พิจารณาเห็นกายในกายภายใน (๒) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก และ (๓) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

 

(๑) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายใน

ให้พิจารณาเห็น “เวทนาในเวทนาภายใน” เนือง ๆ อยู่ คือ (๑) เมื่อเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา (๒) เมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา (๓) เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา (๔) เมื่อเสวยสุขเวทนามีอามิส [อาศัยเหยื่อล่อ สิ่งของ วัตถุ คือ กามคุณ = สามิสสุข] ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส (๕) เมื่อเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส [ไม่อาศัยเหยื่อล่อ = นิรามิสสุข] ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส (๖) เมื่อเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา มีอามิส (๗) เมื่อเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส (๘) เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส (๙) เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ฉะนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในเวทนาภายนอก

 

(๒) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอก

ให้พิจารณาเห็น “เวทนาในเวทนาภายนอก” เนือง ๆ อยู่ คือ (๑) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยสุขเวทนาว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยสุขเวทนา (๒) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยทุกขเวทนาว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยทุกขเวทนา (๓) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนาว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนา (๔) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยสุขเวทนามีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยสุขเวทนามีอามิส (๕) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส (๖) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยทุกขเวทนามีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยทุกขเวทนามีอามิส (๗) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส (๘) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส (๙) รู้ชัดบุคคลอื่นผู้กำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิสว่า เขาผู้นั้นกำลังเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ฉะนั้น ครั้นเสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในเวทนาทั้งภายในและภายนอก

 

(๓) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในและภายนอก

ให้พิจารณาเห็น “เวทนาในเวทนาทั้งภายในและภายนอก” เนืองๆ อยู่ คือ (๑) รู้ชัดสุขเวทนาว่า เป็นสุขเวทนา รู้ชัดทุกขเวทนาว่า เป็นทุกขเวทนา (๒) รู้ชัดอทุกขมสุขเวทนาว่า เป็นอทุกขมสุขเวทนา (๓) รู้ชัดสุขเวทนามีอามิสว่า เป็นสุขเวทนามีอามิส (๔) รู้ชัดสุขเวทนาไม่มีอามิสว่า เป็นสุขเวทนาไม่มีอามิส (๕) รู้ชัดทุกขเวทนามีอามิสว่า เป็นทุกขเวทนามีอามิส (๖) รู้ชัดทุกขเวทนาไม่มีอามิสว่า เป็นทุกขเวทนาไม่มีอามิส (๗) รู้ชัดอทุกขมสุขเวทนามีอามิสว่า เป็นอทุกขมสุขเวทนามีอามิส (๘) รู้ชัดอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิสว่า เป็นอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่าพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ “มีความเพียร–มีสัมปชัญญะ–มีสติ” กำจัด “อภิชฌา” [ความกำหนัด–ความกำหนัดนัก–ความคล้อยตามอารมณ์–ความยินดีความเพลิดเพลิน–ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน–ความกำหนัดนักแห่งจิต] และ “โทมนัส” [ความไม่สบายทางใจ–ความทุกข์ทางใจ–ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบาย เป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส–กิริยาที่เสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส] เสียได้ในโลก ฉะนั้น “อภิชฌา” และ “โทมนัส” ดังกล่าวมานี้ ถูกกำจัด ถูกกำจัดราบคาบ สงบระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปอย่างราบคาบ ถูกทำไห้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว ในโลกนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก”

 

อย่างไรก็ตาม ให้พิจารณาการเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานในภาพรวม ดังนี้

นัยความหมายว่า ให้ “พิจารณาเห็นเวทนาอยู่” คือ (๑) เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา เสวยทุกขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา (๒) เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนา  (๓) เสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส (๔) เสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส (๕) เสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส (๖) เสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส (๗) เสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส (๘) เสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ด้วยเหตุนี้ ย่อม (๑) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายในบ้าง (๒)  พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในเวทนาบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในเวทนาบ้าง (๖) พิจารณาเห็นธรรม คือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในเวทนาบ้าง อยู่ อนึ่ง “สติ” ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงเพื่อความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อัน “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ฉะนั้น จึงชื่อว่า “พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่”

 

ฉะนั้น การเจริญเวทนานุปัสสนสติปัฏฐาน จึงเป็นการเน้นการเสวยความรู้ทางอารมณ์แห่ง “อินทรีย์ ๕” หรือ “เวทนา ๕” โดยมีลำดับการพิจารณา (๑) พิจารณาเห็นกายในกายภายใน (๒) พิจารณาเห็นกายในกายภายนอก และ (๓) พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในและภายนอก (๔) พิจารณาความเกิดขึ้น (๕) พิจารณาความเสื่อม และ (๖) พิจารณาทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อม ที่ประกอบด้วย “มีความเพียร–มีสัมปชัญญะ–มีสติ” ย่อมทำให้ “ตัณหา” และ “ทิฏฐิ” ย่อมถูกกำจัด ถูกกำจัดราบคาบ สงบระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบ ถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปอย่างราบคาบ ถูกทำไห้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้วได้ ผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ควร เสพ เจริญ ทำให้มาก กำหนดด้วยดี อยู่เนืองๆ เพื่อทำให้ไม่หลงไปใส่ใจ ผูกมัดจิตของตน ให้อยู่กับ “เวทนา” ทั้งหลาย จนเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต เป็นอารมณ์แห่งจิต จนเกิดการยึดมั่นถือมั่นแห่งอุปาทานขันธ์ ทำให้ถอนจิตถอนใจออกไม่ได้ ส่งผลเป็นอกุศลกรรม จนเป็น “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เกิดขึ้นหมุนเวียนไปไม่สิ้นสุดในกระแสแห่งวัฏฏะทั้ง ๓ “ไตรวัฏฏ์” หมายถึง  วงเวียน องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร–สังสารจักร” ได้แก่ (๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงเวียนกิเลส ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา และ อุปาทาน (๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงเวียนกรรม ประกอบด้วย สังขาร และ กรรมภพ (๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงเวียนวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏ ที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” ชาติ ชรา มรณะ แล้วตามด้วย “อกุศลวิบาก” ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ทั้งหมดนี้ เป็นการพิจารณาอารมณ์แห่งกรรมฐานตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ องค์ ซึ่งเป็นเจริญวิปัสสนาใน “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ [อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท] หรือ ปฏิจจสมุปปันนธรรม ทั้ง ๖ อันเป็นองค์ประกอบใน “ภวจักร–สังสารจักร” ได้แก่ (๑) อัทธา ๓–กาล ๓ (๒) สังเขป  ๔–สังคหะ ๔ (๓) สนธิ ๓ (๔) วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์ (๕) อาการ ๒๐ (๖) มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม  แนวทางในการมนสิการในธรรมดังกล่าวนี้ คือ การไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ แยกแยะ คือ การเจริญสมถภาวนาโดยทำ “โยนิโสมนสิการ” [การคิดอย่างถูกวิธีด้วยอุบายแยกคายตามหลักปฏิจจสมุปบาท ๑๒ หรือ ปัจจยาการ ๑๒] เกี่ยวกับ “สภาวธรรมทั้ง ๑๒ องค์ในปฏิจจสมุปบาท” เพื่อกำหนดรู้ “เหตุ–ผล” ตากเกณฑ์ทั้ง ๙ ประการ ได้แก่ (๑) อนุโลมปฏิจจสมุปบาท (๒) ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท (๓) อัทธา ๓–กาล ๓ (๔) สังเขป  ๔–สังคหะ ๔ (๕) สนธิ ๓ (๖) วัฏฏะ ๓  (๗) อาการ ๒๐ (๘) มูล ๒ และ (๙) กฎแห่งกรรม ให้พิจารณากระบวนการคิดใน  “ปัจจยปริคคหญาณ”  ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

 

(๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” [ฝ่ายสมุทัยวาร]

กำหนดรู้สาเหตุ [สมุทัยสัจจ์–กรรมปัจจัย เมื่อเกิด “อวิชชา” ตามลำดับ]:

(๑) “อดีต ๒” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน ๘” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต ๒” = ชาติ–ชรามรณะ

กำหนดรู้ผลวิบาก [นิสสันท์–วิปากปัจจัย จึงเกิดทุกข์]:

“โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” = “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

(๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” [ฝ่ายนิโรธวาร]

กำหนดดับสาเหตุ [นิโรธสัจจ์–กรรมปัจจัย เมื่อสำรอกดับ “อวิชชา” ตามลำดับ]:

(๑) “อดีต ๒” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน ๘” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต ๒” = ชาติ–ชรามรณะ

กำหนดรู้ผลวิบาก [นิสสันท์–วิปากปัจจัย จึงดับทุกข์]:

 “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” = “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

 

ปฏิจจสมุปปันนธรรม ๖ [องค์ประกอบภายในภวจักรหรือสังสารจักร

 

(๓) “อัทธา ๓” คือ กาล ๓ ได้แก่

๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๓) อนาคต = ชาติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๔) “สังเขป ๔–สังคหะ ๔” คือ ช่วง หมวด หรือ กลุ่ม ๔ ได้แก่

๑) อดีตเหตุ = อวิชชา–สังขาร

๒) ปัจจุบันผล = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

๓) ปัจจุบันเหตุ = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๔) อนาคตผล = ชาติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๕) “สนธิ ๓” คือ ขั้วต่อ ระหว่างสังเขปหรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

๑) ระหว่าง อดีตเหตุ กับ ปัจจุบันผล

๒) ระหว่าง ปัจจุบันผล กับ ปัจจุบันเหตุ

๓) ระหว่าง ปัจจุบันเหตุ กับ อนาคตผล

 

(๖) “วัฏฏะ ๓” คือ องค์ประกอบที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของภวจักร หรือ สังสารจักร ได้แก่

๑) “กิเลสวัฏฏ์” = วงจรกิเลส ประกอบด้วย อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน  

๒) “กรรมวัฏฏ์” = วงจรกรรม ประกอบด้วย สังขาร–กรรมภพ

๓) “วิปากวัฏฏ์” = วงจรวิบาก ประกอบด้วย วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ–ภพ”าติ–ชรามรณะ {โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส}

 

(๗) “อาการ ๒๐” คือ องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ และส่วนผล ได้แก่

๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๒) ปัจจุบันผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

๓) ปัจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

๔) อนาคตผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา

 

(๘) “มูล ๓” คือ กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึง เวทนา ในช่วงปัจจุบัน

๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึง ชรา–มรณะ ในช่วงอนาคต

 

(๙) “กฎแห่งกรรม” หมายถึง ความเลื่อมใส ความศรัทธา ความเชื่อ ที่ประกอบด้วยเหตุผลที่พิจารณาไตร่ตรองตามหลักปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ (๑) การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน (๒) ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม และ (๓) การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น อันเป็นสภาวธรรม ที่เรียกว่า “กรรมปัจจัย” (ข้อ ๑๓ ในปัจจัย ๒๔) หมายถึง ปัจจัยโดยเป็นกรรม คือ “เจตจำนง” ที่ยินยอมเห็นดีแล้ว ทั้งที่มี “สติสัมปชัญญะ” [ปัญญา–อโมหะ] หรือปราศจาก “สติสัมปชัญญะ” [อวิชชา–โมหะ] ในการสร้างกรรมทั้งหลาย “กรรม” นั้น ย่อมส่งผลแห่งการกระทำ ได้แก่

(๑) “ปุญญาภิสังขารวิบาก” คือ ผลวิบากแห่งอานิสงส์ใน กุศลกรรม–กรรมดี ย่อมมี “หิริ” (ข้อ ๓ ในอริยทรัพย์ ๗) คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว กับ “โอตตัปปะ” (ข้อ ๔ ในอริยทรัพย์ ๗) คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว และย่อมเป็น “ผู้มีกุศลกรรมบถ ๑๐–สุจริต ๓” [กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓]

(๒) “อปุญญาภิสังขารวิบาก” คือ ผลวิบากแห่งอานิสงส์ใน อกุศลกรรม–กรรมชั่ว ย่อมมี “อหิริกะ” (ข้อ ๙ ในกิเลส ๑๐) คือ ความไม่ละอายต่อความชั่ว กับ “อโนตตัปปะ” (ข้อ ๑๐ ในกิเลส ๑๐) คือ ความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว และย่อมเป็น “ผู้มีอกุศลกรรมบถ ๑๐–ทุจริต ๓” [กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓]

(๓) “อาเนญชาภิสังขารวิบาก” คือ ผลวิบากแห่งอานิสงส์ใน กุศลฌานวิบาก หรือ โลกุตตรฌานวิบาก ในการเจริญสมถภาวนา มุ่งเน้นให้สร้างกรรมดีอันเป็นกุศล “สุจริต ๓” [กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓ = กุศลกรรมบถ ๑๒] ที่จะเสริมให้เกิด “อาเนญชาภิสังขารวิบาก” เป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อย่าหลงบุญ” และย่อมเป็นมีชื่อว่า “ฌายีบุคคล” คือ นักบำเพ็ญฌาน หรือ “ฌานสมังคี” คือ ผู้ได้บรรลุฌานดีพร้อม ผู้พรั่งพร้อมด้วยฌานสมาบัติแล้ว ซึ่งมีความพร้อมในวิปัสสนาต่อไป

 

อนึ่ง นัยสำคัญแห่ง “กฎแห่งกรรม” ยังหมายถึง ความศรัทธาใน ๓ ประการ ได้แก่

(๑) “กัมมสัทธา” คือ เชื่อกรรม เชื่อการกระทำ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า เมื่อทำอะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทำทั้งรู้ ย่อมเป็นกรรม คือ เป็นความดีความชั่วมีขึ้นในตน เป็นเหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้ายสืบเนื่องต่อไป การกระทำไม่ว่างเปล่า และเชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยอ้อนวอนหรือนอนคอยโชค เป็นต้น

(๒) “วิปากสัทธา” คือ เชื่อวิบาก เชื่อผลของกรรม เชื่อว่าผลของกรรมมีจริง คือ เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล และผลต้องมีเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว ทั้ง “กัมมสัทธา” กับ “วิปากสัทธา” เรียกว่า “กัมมผลสัทธา” คือ เชื่อกรรมและผลของกรรม หรือเชื่อ “กฎแห่งกรรม”

(๓) “กัมมัสสกตาสัทธา” คือ เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ จะต้องรับผิดชอบเสวยวิบากเป็นไปตามกรรมของตน

 

ดังนั้น การมนสิการสภาวธรรมตาม “กฎแห่งกรรม” ที่ประกอบด้วยเหตุผลแห่งปฏิจจสมุปบาท ย่อมทำให้เห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เมื่อสรุปเป็นกฎเชิงทฤษฎีแล้ว พอสรุปได้ ดังนี้

 

กฎข้อที่ ๑     กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒    กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖      ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                     กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                     ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

หมายเหตุ: กฎข้อที่ ๑ ถึง กฎข้อที่ ๕ คือ “กัมมัสสกตาสัทธา” และ กฎข้อที่ ๖ คือ

“กัมมผลสัทธา”

 

ในรูปแบบกระบวนการคิด “กระบวนทัศน์” [Paradigm] คือ มุมมองในโลกแห่งความเป็นจริง ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นในขณะนั่งสมาธิ คือ การเจริญภาวนาทั้งใน “สมถภาวนา” และ “วิปัสสนาภาวนา” ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การนึกคิด ไตร่ตรอง วิเคราะห์ แยกแยะ โดยใช้เหตุผล ที่ประกอบด้วยใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” [ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรม–อริยสัจจ์ ๔ รวมทั้ง ไตรลักษณ์] คือ สหรคตหรือสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” [สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘] ให้สังเกตว่า “เวทนา ๓–เวทนา ๕” จะเป็นผลแห่งอกุศลวิบากใน “ปัจจุบัน” [อัทธา ๓ สังเขป ๔–สังคหะ ๔ อาการ ๒๐]  และ “อนาคต” [อาการ ๒๐] ดังนั้น การเจริยเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงทำให้เห็นเวทนาในการเกิดและการเสื่อมไป จะยึดเป็นที่พึ่งสรณะไม่ได้ ทำให้เกิด “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” จึงให้ลงความเห็นข้อสรุปทั่วไปว่า “เวทนานี้กว่าเป็นเพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ย่อมทำให้ดับระงับ “ตัณหา ๓” คือ ความทะยานอยากและ “ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓” คือ ความเห็นผิด ที่หมายถึง “มิจฉาทิฏฐิ” ที่เป็นต้นเป็นแห่งความยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ [ขันธ์ ๕ = โลก] ดังนี้

 

“ตัณหา ๓” หมายถึง ความทะยานอยาก ได้แก่

(๑) “กามตัณหา” คือ ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้กามคุณ นั่นคือ สิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ [ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย]

(๒) “ภวตัณหา” คือ ความทะยานอยากใน “ภพ” ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย “ภวทิฏฐิ–สัสสตทิฏฐิ”

(๓) “วิภวตัณหา” คือ ความทะยานอยากใน “วิภพ” ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ ความใคร่อยากที่ประกอบด้วย “วิภวทิฏฐิ–อุจเฉททิฏฐิ”

 

 “ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็น ความเห็นผิด เพราะไม่รู้จริงในอริยมรรค ได้แก่

(๑)        “สัสสตทิฏฐิ” —ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป จัดอยู่ใน “ภวตัณหา–ภวทิฏฐิ” ความเห็นเนื่องด้วยภพ

(๒)      “อุจเฉททิฏฐิ” —ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป จัดอยู่ใน “วิภวตัณหา–วิภวทิฏฐิ” ความทะยานอยากในสิ่งไม่มีไม่เป็น

 

“ทิฏฐิ ๓” คือ ความเห็นตามความไม่เป็นจริง จัดเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ร้ายแรงอย่างหนึ่ง ได้แก่

(๑)        “อกิริยทิฏฐิ” —ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล

(๒)      “อเหตุกทิฏฐิ” —ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย  

(๓)       “นัตถิกทิฏฐิ” —ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้ 

 

เพราะฉะนั้น (๑) การเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานดีแล้ว ย่อมทำให้กำจัดระงับ “อภิชฌา” [เพ่งเล็งอยากได้ของเขา คือ อารมณ์ในปัจจุบัน] และ “โทมนัส” [ทุกข์ใจ–ความเสียใจ คือ ผลอารมณ์ในปัจจุบัน] ได้หมดสิ้น นั่นคือ “อภิชฌา” เมื่อทำได้สมหวังหรือทำไม่ได้ไม่สมหวัง ย่อมทำให้เกิด “โทมนัส” ยิ่งขึ้น เพราะร่างกายเป็นสิ่งปฏิกูลประกอบและมีความไม่เที่ยง ความเสื่อม พร้อมด้วยทุกข์เป็นธรรมดา ฉะนั้น จึงไม่ควรถือมั่นใน “รูปกาย–ร่างกาย” นี้ และ (๒) การเจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานดีแล้ว ย่อมทำให้กำจัดระงับ “ตัณหา” [ความทะยานอยาก อันเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ในปัจจุบัน] และ “ทิฏฐิ” [ความเห็นผิด–ความถือผิด อันเป็นผลกระบวนทัศน์ความนึกคิดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน] ได้หมดสิ้น เช่นเดียวกัน นั่นคือ “ตัณหา” เมื่อทำได้สมหวังหรือทำไม่ได้ไม่สมหวัง ย่อมทำให้เกิด “ทิฏฐิ” ยิ่งขึ้น เพราะความรู้สึกเป็นสิ่งไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความเจือปน ประกอบด้วยทุกข์เป็นธรรมดาเช่นกัน ฉะนั้น จึงไม่ควรถือมั่นในเวทนาความเสวยอารมณ์แห่งความรู้สึกเหล่านี้ใน “นามกาย–เวทนา [นามขันธ์ = เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ คือ เจตสิก กับ จิต นี้ โดยสรุป “อภิชฌา–โทมนัส–ตัณหา–ทิฏฐิ” เป็นกิเลสอันเป็นเหตุให้ถือมั่นปรารถนาในความคิดแห่ง “สังขาร” [ตัณหาปณิธิ–เพราะสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงและเป็นทุกข์] และเป็นทุกข์.

 

 

 

Visitor Number:
4959597