๖๓. ความสำคัญผิดในธรรมทำให้เป็นเสียสติ

        Misunderstanding States Make Unscrupulous

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2759

ความสำคัญของบทความ

 

ภาวะอันถูกต้อง “สัมมัตตะ” และภาวะอันยอดเยี่ยม “อนุตตริยะ” นั้น ย่อมนับเป็นคุณสมบัติสำคัญในการเจริญภาวนาตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔” นั่นคือ ความถูกต้องตามที่เป็นจริงและในเวลาเดียวกัน ก็ต้องประเสริฐยอดเยี่ยมด้วย สิ่งนี้เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้วัดความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมที่ใฝ่ในคุณธรรมโดยพื้นฐาน ไม่ประกอบด้วยวาระซ้อนเร้นที่แฝงด้วยผลประโยชน์อย่างมีเงื่อนงำ ที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา” ฉะนั้น ความเห็นที่ผิดพลาด ความนึกคิดที่วิปริต ที่เป็น “มิจฉามรรคแห่งนรชน” (มิจฉัตตะ ๑๐) จึงสำเร็จบรรลุถึงธรรมขั้นสูงแห่งสัตบุรุษนั้น จึงเป็นไปได้ยากในมิติของ “สัมมามรรคแห่งอริยชน” (สัมมัตตะ ๑๐) ซึ่งจะมีความยั่งยืนมากกว่า และอยู่ในสุคติจนถึงโลกุตตรภูมิ นั่นคือ “พระอรหันต์” สำหรับข้อประพฤติปฏิบัติตาม “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔” นั้น เป็นการละเว้นความชั่วทั้งปวง หมั่นเพียรทำกุศลความดี ย่อมมีกุศลวิบากทำให้จิตข้ามจาก (๑) กามาวจรจิต (๒) รูปปาวจรจิต (๓) อรูปาวจรจิต แล้วไปสู่ (๔) โลกุตตรจิต ตามลำดับ ได้อย่างแน่นอน ความศรัทธาและฉันทะด้วยความปลงใจเชื่ออย่างมีเหตุผลและขบคิดด้วยปัญญา ก็ย่อมไม่เป็น “ชนผู้หลงทิศ” ในระหว่างการก้าวย่างบนเส้นทางสู่อริยมรรค ถึงแม้ “สมถนิมิต” และ “วิปัสสนานิมิต” ที่เกิดขึ้น จะเป็นสิ่งที่ดีไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ก็ไม่หลงทาง เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นความจริงแท้ เพราะพร่องไปที่จะเกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” ที่สัมปยุตต์ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” กับ “ปัจจยปริคคหญาณ” อันเป็นญาณในวิปัสสนาที่เกิดขึ้นถูกลำดับจาก “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” (อุเบกขา–เอกัคคตา) ถ้าไม่เกิดตามนี้ ก็อย่าได้วางใจว่า “มันใช่ทาง” และถึงแม้จะเกิดได้ตามนี้ ก็อย่าได้วางใจว่า “มันใช่ทาง” เพราะธรรมทั้งหลายที่เกิดตั้งอยู่ดับไป ไม่ใช่ตัวตนที่จะยึดมั่นไว้ว่าเป็นจริง (อภินิเวส) ให้ถือมั่นศรัทธาไว้ใน “อนัตตตา–สุญญตา” คือ ความไม่ใช่ตัวตน ความว่างเปล่า เพราะฉะนั้น ความนึกคิดที่ปราศจากคุณชาติแห่งการปฏิบัติธรรมดังกล่าวข้างต้น ย่อมเป็นเครื่องรับประกัน “อวิชชา–ความไม่รู้” กับ “โมหะ–ความหลงใหล” เมื่อเจริญภาวนาถึง “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” เพราะมีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง ย่อมรู้จักภาระของตนที่จะก้าวให้ถึงกระแสนิพพาน “สัจจภาวะแห่งสันติบทซึ่งนิพพาน” การจะกลายเป็นผู้รับใช้สิ่งศักดิ์ทั้งหลาย คือ “ร่างทรง” ย่อมไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันคตินี้อย่างแน่นอน เพราะจิตปฏิสังยุตด้วย “อธิจิตต์” ได้แก่ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ฉะนั้น อันชื่อว่า “จิตประภัสสร” นั้น เป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์แห่งจตุตถฌานกุศลจิต เพราะประกอบด้วยความดีแห่งภาวนากรรมฐาน คือ มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีอุเบกขาแห่งจิตตสมาธิ จะคิดอะไร จะทำอะไร ย่อมไม่ผิดพลาดประกอบด้วย “มิจฉาทิฏฐิ” สิ่งนี้คือคุณชาติของพระอรหันต์.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความสำคัญผิดในธรรมทำให้เป็นเสียสติ

 

ตามแนวคิดเชิงปรัชญาในพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศข้อประพฤติปฏิบัติด้วยสัมมาปฏิปทาอันยิ่ง ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลางแห่งปัญญา” ที่ปฏิเสธบรรดา “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ–อวิชชา–สัมโมหะ” คือ ความเห็นถือผิด ความไม่รู้ ความหลงใหล โดยเฉพาะอย่าง “ที่สุด ๒ อย่าง–อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข หมั่นเพียรพอกพูนกิเลส และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน นั่นคือ ใช้แต่แรงไม่ใช้ปัญญา รวมทั้ง ความเชื่อในลัทธินอกพระพุทธศาสนาทั้งหลาย อันเป็นธรรมปรปักษ์ต่อความตรัสรู้ “สัมโพธะ” (อริยมรรค) ที่เรียกว่า “ติตถายตนะ” แปลว่า “แดนเกิดลัทธิ–ชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิ” ของเหล่าบรรดา ปริพาชก อัญญเดียรถีย์ ติตถิยะ เดียรถีย์ และ “ติตถิยปักกันตกะ” คือ ผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ทั้งเป็นภิกษุกำลังนิยมมากในเครื่องรางของขลัง ซึ่งอุปสมบทอีกไม่ได้ เพราะเป็น “วัตถุวิบัติ” หมายถึง บุคคลหรือวัตถุซึ่งเป็นที่ตั้งแห่ง “สังฆกรรม” นั้นๆ ขาดคุณสมบัติ ทำให้ “สังฆกรรม” เสีย ใช้ไม่ได้ พระพุทธศาสนาของเราทั้งหลายนั้น เป็นศาสนาที่เน้นการพัฒนาวิวัฒน์ “ปัญญาสามัญ” ไปสู่ “อธิปัญญา–ปัญญาญาณอันยิ่ง” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา–ภาวนามยญาณ–อธิคมธรรม” โดยปฏิเสธเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ คือ “อิทธิปาฏิหาริย์” อันเป็นเดรัจฉานวิชาทางไสยาศาสตร์ อันเป็นข้อต้องอาบัติปาราชิกสำหรับพระภิกษุ ถ้าเป็นปริพาชกเดียรถีย์เข้ามาบวชในพระศาสนา ก็เลิกราพฤติกรรมนั้นไป ไม่เหมาะควรที่จะรักษาหรือใช้วิชาเหล่านั้น ในขณะครองสมณเพศในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเน้นสรรเสริญการแสดงฤทธิ์เป็นเยี่ยมในข้อที่ว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” พระพุทธองค์ทรงรังเกียจ “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ และ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ การทายใจได้เป็นอัศจรรย์ ในฤทธิ์ทั้ง ๒ อย่าง นี้ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความประมาท และพอกพูนกิเลส นำจิตไปสู่อกุศลมูล ได้แก่ “โลภะ (ราคะ)–โทสะ–โมหะ” ฉะนั้น ภาวะที่ชื่อว่า “โลภะ” เพราะอยากได้ อาการที่โลภ ชื่อว่า “ลุพภนา” (กิริยาที่โลภ) จิตที่สัมปยุตด้วยโลภะ หรือบุคคลผู้ประกอบด้วยความโลภ ชื่อว่า “ลุพภิตะ” ภาวะแห่งจิตที่สัมปยุตด้วยโลภะหรือแห่งบุคคลผู้ประกอบด้วยความโลภ ชื่อว่า “ลุพภิตัตตะ” (ความโลภ) ที่ชื่อว่า “สาราคะ” (ความกำหนัด) เพราะย่อมกำหนัดนัก อาการแห่งความกำหนัดนัก ชื่อว่า “สารัชชนา” (กิริยาที่กำหนัดนัก) ภาวะแห่งจิตที่กำหนัดนัก ชื่อว่า “สารัชชิตัตตะ” (ความกำหนัด) ชื่อว่า “อภิชฌา” ด้วยอรรถว่าเพ่งเล็งอยากได้ของเขา ส่วน “โทสะ” นั้น คือ ความขัดเคืองร้อนใจ คิดประทุษร้าย มีพยาบาทแค้น และ “โมหะ” นั้น คือ ความไม่รู้แห่งอวิชชา อโยนิโสมนสิการ ไม่ประกอบด้วยปัญญาจึงหลง กล่าวสรุป จิตถูกกิเลสกลุ้มรุมด้วย “อวิชชา–ทิฏฐิ” อันเป็นญาณในธรรมอันตรายต่อสมาธิและปัญญา ดังเช่น คำต่อไปนี้ เป็น “สภาวะ” หรือ “ธรรม” (สภาวธรรม) ที่เป็นปรปักษ์กับกับนิพพาน (พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 22 -24 FILE 76)

 

(๑) “อัญญาณ” (ความไม่รู้) เพราะปฏิปักษ์ต่อญาณ  

(๒) “อทัสสนะ” (ความไม่เห็น) เพราะปฏิปักษ์ต่อความเห็น

(๓) “อนภิสมัย” ความไม่ตรัสรู้) เพราะเป็นสภาพเผชิญหน้าก็ไม่ตรัสรู้ตามธรรมได้ คือ ย่อมไม่ถึงโดยชอบ

(๔) “อนุโพธะ” (ตรัสรู้โดยสมควร) เพราะย่อมตรัสรู้ธรรมโดยสมควร

(๕) “อนนุโพธะ” (การไม่ตรัสรู้ธรรมโดยสมควร) เพราะความที่อนนุโพธะนั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุโพธะนั้น

(๖) “อสัมโพธะ” (ไม่รู้ตามเป็นจริง) เพราะไม่ประกอบกับสภาวะทั้งหลายมีความไม่เที่ยง เป็นต้น แล้วตรัสรู้

(๗) “อสัมโพธะ” เพราะไม่สงบและไม่ชอบ  

(๘) “อัปปฏิเวธะ” (ไม่แทงตลอด) เพราะย่อมไม่แทงตลอดธรรม คือ อริยสัจจ์ ๔

(๙) “อสังคาหณา” (ไม่ถือเอาให้ถูกต้อง) เพราะย่อมไม่ถือเอาพร้อมแม้ธรรมหนึ่งในธรรมมีรูปเป็นต้น โดยสามัญลักษณะมีความไม่เที่ยง เป็นต้น

(๑๐) “อปริโยคาหณา” (ไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ) เพราะย่อมไม่หยั่งลงสู่ธรรมนั้น

(๑๑) “อสมเปกขนา” (ความไม่พินิจ) เพราะย่อมไม่เพ่งโดยสม่ำเสมอ

(๑๒) “อปัจจเวกขณา” (ความไม่พิจารณา) เพราะย่อมไม่เพ่งเฉพาะสภาวะแห่งธรรมทั้งหลาย

(๑๓) “อปัจจักขกัมมะ” (การไม่ทำให้ประจักษ์) เพราะกรรมแม้ข้อหนึ่งก็ไม่ประจักษ์แก่สภาวะนี้ในบรรดากุศลกรรมและอกุศลกรรมทั้งหลายด้วยความเป็นไปโดยวิปริตบ้างด้วยไม่มีการกำหนดโดยสภาวะบ้าง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า การทำให้ประจักษ์แก่ธรรมไรๆ เองมิได้มี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “อปัจจักขกัมมะ”

(๑๔) “ทุมเมชฌะ” (ความทรามปัญญา) เพราะเมื่อโมหะนี้ยังไม่เกิดขึ้นจิตสันดานใด พึงเป็นจิตบริสุทธิ์ คือสะอาดผ่องแผ้ว จิตสันดานอันบริสุทธิ์นั้น อันโมหะนี้ประทุษร้ายแล้ว

(๑๕) “พาลยะ” (ความโง่เขลา) เพราะเป็นภาวะของพวกคนพาล

(๑๖) “โมหะ” (ความหลง) เพราะ ย่อมหลง

(๑๗) “ปโมหะ” (ความลุ่มหลง) เพราะเป็นโมหะมีกำลังแรง

(๑๘) “สัมโมหะ” (หลงใหล) เพราะย่อมหลงโดยรอบ

(๑๙) “อวิชชา” เพราะไม่ใช่วิชชา เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อวิชชา

(๒๐) “โอฆะ” เพราะเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์ มี ๔ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา

(๒๑) “โยคะ” เพราะ ประกอบผูกสัตว์ไว้ในภพ มี ๔ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา

(๒๒) “คันถะ” เพราะร้อยรัดมัดใจสัตว์ให้ติดอยู่ คือ อภิชฌา พยาบาท สีลัพพตปรามาส อิทังสัจจาภินิเวส

(๒๓) “อนุสัย” เพราะย่อมนอนเนื่องในพื้นจิตตสันดานโดยมีกำลัง

(๑๔) “ปริยุฏฐาน” เพราะย่อมกลุ้มรุม คือ ครอบงำจิต

(๒๕) “ลังคี” (ลิ่ม) เพราะย่อมไม่อาจเพื่อไปมุ่งหน้าเฉพาะต่อประโยชน์ ย่อมติดโดยแท้ เพราะไม่มีการถือเอาประโยชน์ได้ คือ ย่อมไปลำบาก อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “ลังคี” เพราะถอนขึ้นได้ยาก เหมือนอย่างว่า ลิ่มกล่าวคือกลอนเหล็กใหญ่เป็นของถอนขึ้นโดยยาก ฉันใดอวิชชาเห็นก็ฉันนั้น เป็นราวกะ ลิ่ม เพราะฉะนั้น  “อวิชชา” นั้น จึงชื่อว่า “ลังคี” (ลิ่ม)

 

 

ว่าด้วย อกุศลเหตุ ๓

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 384–386 FILE 76)

 

(๑) “โลภะ” มีคำไวพจน์หรือคำนิยาม ดังนี้

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต ความอยาก ความสยบ ความหมกมุ่น ความใคร่ ความรักใคร่ ความข้องอยู่ ความจมอยู่ ธรรมชาติผู้คร่าไป ธรรมชาติผู้หลอกลวง ธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดธรรมชาติผู้ยังสัตว์ให้เกิดพร้อม ธรรมชาติอันร้อยรัด ธรรมชาติอันมีข่าย ธรรมชาติอันกำซาบใจ ธรรมชาติอันซ่านไป ธรรมชาติเหมือนเส้นด้าย ธรรมชาติอันแผ่ไป ธรรมชาติผู้ประมวลมา ธรรมชาติเป็นเพื่อนสองปณิธาน ธรรมชาติผู้นำไปสู่ภพ ตัณหาเหมือนป่า ตัณหาเหมือนดง ความเกี่ยวข้อง ความเยื่อใย ความห่วงใย ความผูกพัน การหวัง กิริยาที่หวัง ความหวัง ความหวังรูป ความหวังเสียง ความหวังกลิ่น ความหวังรส ความหวังโผฏฐัพพะ ความหวังลาภ ความหวังทรัพย์ ความหวังบุตร ความหวังชีวิต ธรรมชาติผู้กระซิบ ธรรมชาติผู้กระซิบทั่ว ธรรมชาติผู้กระซิบยิ่ง การกระซิบ กิริยาที่กระซิบ ความกระซิบ การละโมบ กิริยาที่ละโมบ ความละโมบ ธรรมชาติเป็นเหตุซมซานไป ความใคร่ในอารมณ์ดีๆ ความกำหนัดในฐานะอันไม่ควร ความโลภเกินขนาด ความติดใจ กิริยาที่ติดใจ ความปรารถนา ความกระหยิ่มใจ ความปรารถนานัก กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัณหาในรูปภพ ตัณหาในอรูปภพ ตัณหาในนิโรธ [คือราคะที่สหรคต ด้วยอุจเฉททิฏฐิ] รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา โอฆะ โยคะ คันถะ อุปาทาน อาวรณ์ นิวรณ์ เครื่องปิดบัง เครื่องผูก อุปกิเลส อนุสัย ปริยุฏฐาน ตัณหาเหมือนเถาวัลย์ ความปรารถนา วัตถุมีอย่างต่างๆ รากเหง้าแห่งทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ แดนเกิดแห่งทุกข์ บ่วงแห่งมาร เบ็ดแห่งมาร แดนแห่งมาร ตัณหาเหมือนแม่น้ำ ตัณหาเหมือนข่าย ตัณหาเหมือนเชือกผูก ตัณหาเหมือนสมุทร อภิชฌา อกุศลมูลคือโลภะ อันใด นี้เรียกว่า “โลภะ”

 

(๒) “โทสะ” มีคำไวพจน์หรือคำนิยาม ดังนี้

(๑) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๒) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๓) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา (๔) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา จักทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา (๕) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเจริญแต่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา กำลังทำความเจริญแต่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา จักทำความเจริญแต่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอของเรา หรือ (๖) อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะอันใช่เหตุ จิตอาฆาต ความขัดเคือง ความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน โทสะ ความคิดประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ โกรธ กิริยาที่โกรธ ความโกรธมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด [และ] การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความคิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า “โทสะ”

 

(๓) “โมหะ” มีคำไวพจน์หรือคำนิยาม ดังนี้

ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา การไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือ โมหะ มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า “โมหะ”

 

 

เพราะฉะนั้น รากเหง้าแห่งความชั่วทั้ง ๓ ประการ นี้ ถ้าเกาะกินกลุ้มร่มจิตใจใคร บุคคลนั้นจะเป็นคนโง่เง่าทันที และยังสามารถระบาดถึงคนใกล้เคียงได้อีกด้วย จะมีอาการมาตรฐานแห่งอกุศลธรรม คือ “ความโลภ–ความโกรธ–ความหลง” ซึ่งต้องหาธรรมที่เป็นปฏิปักษ์มาควบคุมด้วยกุศลธรรม คือ “จาคะ–เมตตา–ปัญญา” ดังนี้

(๑) “โลภะ” ความละโมบ ย่อมระงับด้วย “ทาน–จาคะ”

(๒) “โทสะ” ความคิดประทุษร้าย ย่อมระงับด้วย “เมตตา–กรุณา”

(๓) “โมหะ” ความลุ่มหลง ย่อมระงับด้วย “ปัญญา–ญาณ”

 

 

แต่ในทางปฏิบัติธรรมนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องเจริญธรรมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยจำแนกออกตาม “ไตรสิกจา” ซึ่งต้องสอดคล้องกับแนวคิดแนวปฏิบัติอันเป็นอริยะของ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) อธิปัญญาสิกขา = สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ นั่นคือ เริ่มด้วยปัญญา

(๒) อธิสีลสิกขา = สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ นั่นคือ ดำเนินด้วยปัญญา

(๓) อธิจิตตสิกขา = สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ นั่นคือ นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง

 

 

สำหรับปัญญาอันยิ่งนั้น หมายถึง “อริยปัญญา–อริยญาณ–อริยมรรค” อันเป็นความรู้รอบที่ประเสริฐ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔” ทำให้ “อันธปุถุชน” (ผู้ไม่รู้) กลายเป็น “กัลยาณปุถุชน” (สัตบุรุษผู้รู้ผู้ทรงศีล) และเป็น “อริยชนแห่งอารยธรรมที่ศิวิไลซ์” ที่เรียกว่า “อริยบุคคล ๔ แห่งอริยมรรค” ได้แก่ “โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค” ดังนี้

 (๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

 

และด้วยสามารถแห่งปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็น “อานันตริกสมาธิญาณ” หมายถึง สมาธิอันไม่มีระหว่างคือไม่มีอะไรคั่น เพราะอรรถว่า ให้เกิดผลตามมาทันที ได้แก่ “มรรคสมาธิ” ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะเกิด “มรรคญาณ” คือ ปัญญาที่กำจัดอาสวะ ตามติดต่อมาในทันที และยังทำให้สำเร็จบรรลุล่วงถึง “อริยผล ๔–สามัญญผล ๔” หมายถึง ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค ธรรมารมณ์อันพระอริยะพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้นๆ ที่เรียกว่า “สัมมาญาณ” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

เพราะฉะนั้น “อริยบุคคล ๔” จึงหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐด้วยอริยมรรคและอริยผล ได้แก่ (๑) พระโสดาบัน (๒) พระสกทาคามี (๓) พระอนาคามี (๔) พระอรหันต์ ตามลำดับ และลำดับอันเป็นปรมัตถประโยชน์ คือ “พระอรหัตตผลวิมุตติ” ที่เรียกว่า “สัมมาวิมุตติ” คือ หลุดพ้นชอบ ชื่อว่า “อเสขธรรม” หรือ “วิมุตตานุตตริยะ” คือ ความหลุดพ้นอันเยี่ยมจากกิเลสและกองทุกข์ นั่นคือ “นิพพาน ๒” ดังนี้

 

(๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ คือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ อันเป็นนิพพานในแง่ที่เป็นภาวะดับกิเลส คือ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” ที่เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล” หมายถึง บุคคลผู้ยังมีเชื้อกิเลสเหลืออยู่ ผู้ยังไม่สิ้นอุปาทาน ได้แก่ “พระเสขะ” คือ พระอริยบุคคลทั้งหมด ที่ยังต้องเจริญไตรสิกขาอีก ยกเว้น “พระอรหันต์”

 

(๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน–การดับขันธปรินิพพาน” หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ คือ สิ้นทั้งกิเลสและชีวิต หมายถึง “พระอรหันต์สิ้นชีวิต” เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ” หรือ “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] คือ บุคคลผู้ไม่มีเชื้อกิเลสเหลือ ผู้หมดอุปาทานสิ้นเชิง ได้แก่ “พระอรหันต์” ผู้บรรลุถึง “อริยสัจจภาวะแห่งสันติบทในนิพพานธาตุหรืออมตธาตุ” อย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หลังจากพระมหาบุรุษทรงเลือกเป็นที่บำเพ็ญเพียร ในตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ ได้ประทับอยู่ ณ ที่นี้นานถึง ๖ ปี ทรงปฏิเสธ “ที่สุด ๒ อย่าง” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาดไม่อาจนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ (๑)  “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยความสุขในกามทั้งหลาย พระพุทธองค์จึงเจริญด้วย “เนกขัมมวิตกภาวนา” ด้วยการเสด็จออกบรรพชาหรือออกบวช หลังจากทอดพระเนตรเห็น “นิมิต ๔” คือ เทวทูตของยมเทพทั้ง ๓ ที่เป็นสื่อแจ้งข่าวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนให้ระลึกถึงคติธรรมดาของชีวิต มิให้มีความประมาท เป็นเหตุให้พระพุทธองค์ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้โคตม มีพระมหากุศลเจตนาเสด็จออกบรรพชาในตอนนั้น ได้แก่ “คนแก่–คนเจ็บ–คนตาย” คือ “เทวทูต ๓” และรวม “สมณะ” อีกนิมิตหนึ่ง และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตนเปล่า หรือการทรมานตนให้ลำบากเปล่า พระพุทธองค์ทรงตัดสินใจเลือกทดลองบำเพ็ญเพียรทำ “ทุกรกิริยา” เสร็จแล้ว ทรงพิจาณาไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการว่า ไม่สมเหตุผลที่จะสามารถบรรลุอริยมรรคได้จริง พระพุทธองค์ทางอุปมากับ “ท่อนฟืนเปียกกับแห้ง” ในการกำจัดราคะ และเปลี่ยนมาทรงดำเนินใน “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยยึดหลัก “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” โดยเจริญด้วย “สัมมาทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็นชอบที่เป็นทั้ง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–และ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้แก่

๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ ตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ”

 

จนกระทั้งพระพุทธองค์ได้ปฏิญาณตนว่าตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แปว่า “ปัญญาหยั่งรู้ตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม” หลังจากพระพุทธองค์ได้เจริญ “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (“ญาณ ๓ = สัจจญาณ–กิจญาณ–กตญาณ” ปริวัฏฏ์รอบใน “กิจในอริยสัจจ์ ๔ = ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” จำนวน ๓ รอบ เรียกว่า “มีอาการ ๑๒” หรือ “ปัจจเวกขณญาณ” อันเป็นญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ = ปัญญาจักขุ) ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ สถานที่แห่งนี้ ในตำบลอุรุเวลา ในขณะเดียวกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ “อาสวักขยญาณ” ในยามสุดท้ายแห่งราตรี วันตรัสรู้ ตัวอย่างในยุคร่วมสมัย ได้แก่ “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต” (๒๔๑๓–๒๔๙๒) วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร “หลวงพ่อพุธ ฐานิโย” ที่ละสังขารในอาการนั่งสมาธิ ตอนเวลาประมาณตี ๔ นาฬิกา ที่กุฏิของท่าน ด้วยอาการที่สงบ ที่วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ. นครราชสีมา หรือ “หลวงปูทา จารุธัมโม” ดับขันธ์ปรินิพพาน ที่กุฏิของท่าน ด้วยอาการสงบ ที่วัดถ้ำซับมืด อ.ป่าช่อง จ. นครราชสีมา

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า ในการกำจัด “อกุศลมูล ๓: โลภะ–โทสะ–โมหะ” ได้นั้น ต้องก้าวถึงขั้นความตรัสรู้อริยสัจจธรรมเป็น “พระอรหันต์–สอุปาทิเสสนิพพาน” ซึ่งผู้ที่จะสำเร็จบรรลุได้นั้น ต้องได้ชื่อว่า “ภาวิตัตต์” มีความสมบูรณ์พรั่งพร้อมด้วย “ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” ที่ประกอบด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ที่เรียกว่า “มัคคสมังคี” เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเจริญบำเพ็ญเพียรภาวนา ควรศึกษาแนวทางความคิดและข้อประพฤติปฏิบัติ ที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาให้ถ่องแท้ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปค้นคิดสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะมีพระอรหันต์ได้สรุปเรียบเรียงไว้ดีแล้วในพระไตรปิฎก ซึ่งได้สังคายนามาแล้วรวมระยะเวลาประมาณ ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา เมื่อศึกษาพระไตรปิฎกได้แตกฉานดีแล้ว ค่อยลงมือปฏิบัติภาคสนามอย่างจริงจัง ธรรมชาติของสังคมไทยไม่นิยมศึกษาค้นคว้าคัมภีร์หรือตำรากัน ชอบฟังคนอื่นเล่าให้ฟัง แล้วก็ถ่ายทอดความรู้นั้นไปอย่างผิดๆ ถูกๆ รวมความคิดของตนผสมเข้าไปด้วย เลยทำให้ต้นฉบับผิดเพี้ยนวิปริตไปจากความเป็นจริง เพราะขาดลักษณะเป็นผู้คงแก่เรียน “พาหุสัจจะ” จะบอกว่า เป็นพวกขาดทักษะในการต่อยอดองค์ความรู้ก็ไม่ผิด แม้ในระดับมหาวิทยาลัยไทยทั้งหลาย ก็ชอบให้ผู้สอนไปค้นคว้าแล้วมาบรรยายตามทัศนคติความเชื่อของตน คือ “พวกครูร่างทรง”  คิดเองไม่เป็น ไม่มีงานวิจัย หนังสือ บทความ ของตนตีพิมพ์ในสาธารณะ อันเป็นอารยธรรมของสังคมศิวิไลซ์เขาปฏิบัติกัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าอับอาย แล้วบอกตนเองเป็น “ครูผู้สอน” ความไม่มีนิสัยชอบรู้เรียนค้นคว้า ที่เกิดจากพื้นฐานของครอบครัว ที่เป็นสังคมเกษตร ยิ่งเป็นการยากที่จะผลักดันตนเองขึ้นเป็น “ผู้รู้” คือ รู้ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างแท้จริง ที่พัฒนาตนให้ก้าวสู่ “ความเป็นปราชญ์ทางโลก” (นักวิชาการดีๆ) หรือ “ความเป็นปราชญ์แห่งมุนี” (พระดีๆ) ฉะนั้น “ความเป็นผู้รู้–พหูสูต” (Scholar) เป็นเอกลักษณ์สำคัญของ “ความเป็นชาวพุทธ” เพราะพระพุทธศาสนาเป็น “ศาสนาแห่งการเรียนรู้” (Learning Religion) ถ้าเป็นสังคมก็ควรเรียกว่า “สังคมพุทธอุดมปัญญา” (Knowledge–Based Society) ซึ่งสังคมโลกปัจจุบัน กำลังพยายามวิวัฒน์พัฒนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ใน “ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร–สารสนเทศ” (The Ages of Information Society) แห่งสตวรรษที่ ๒๑ นี้ เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ มนุษย์เริ่มนำ “ข้อมูลข่าวสาร” (Information) มาใช้เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ  “ปัญญาความรอบรู้คือทรัพย์สินทางปัญญา” มันถูกตีค่าสูงกว่าผลิตผลทางการเกษตรหรือผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่อีก เพราะมันเพิ่มมูลค่าในตัวมันเอง คือ “เกิดขึ้นภายในหัวสมองมนุษย์รวมกัน” เรื่องนี้เป็นความจริง เช่น คนอีสานชอบด่าเด็กว่า “ไม่มีสมอง–หัวปึก–ปัญญาหางอึ่ง” เป็นต้น เช่น “ข้าน้อย หัวมันปึกเด้ะ... ครูบา” แต่ที่แย่หน่อย “เขกหัวด้วย” โดยคิดว่า ระบบสมองมันจะได้กลับเข้าที่เข้าทาง ข้อนี้ “อันตราย.. อาจจะปึกกว่าเก่าอีกก็ได้” แต่อย่างไรก็ตาม ในทางพระพุทธศาสนานั้น การพัฒนากระบวนการคิดเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งในกระบวนการปฏิบัติธรรม ที่เข้าทำนองว่า “ความรู้คู่คุณธรรม” (ความรู้เฉยๆ โจรก็มีได้ แต่จรรยาบรรณโจรไม่เป็นที่ย่อมรับของคนดี) ให้พิจารณาถึง “พหูสูตมีองค์ ๕” ดังนี้

 

“พหูสูตมีองค์ ๕” หมายถึง คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต คือ ผู้ได้เรียนรู้มากหรือคงแก่เรียน ได้แก่  

(๑) “พหุสฺสุตา” –ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก  

(๒) “ธตา” –จำได้ คือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำ  

(๓) “วจสา ปริจิตา” –คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่องจัดเจน  

(๔) “มนสานุเปกฺขิตา” –เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความสว่างชัด  

(๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” –ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ มีความเข้าใจลึกซึ้งมองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล  

 

 

ในบรรดาทักษะการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นคุณสมบัติสำคัญทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ” ความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง หรือ ความนึกคิดที่ถูกต้อง (สัมมาสังกัปปะ) สำหรับทางโลก เรียกว่า “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” ส่วนในทางธรรม เรียกว่า “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ซึ่งจะเป็น “สัมมาทิฏฐิ ๕” ได้แก่

(๑) “วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ” คือ พระตถาคตตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ย่อมรู้มิจฉาทิฏฐิว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ”

(๒) “กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ” คือ พระตถาคตตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ทานที่ให้แล้วมีผล”

(๓) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” คือ พระตถาคตตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๔) “ผลสัมมาทิฏฐิ” คือ พระตถาคตตรัสไว้ในคำนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะ ย่อมเหมาะสำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิ”

(๕) “ปัจจเวกขณสัมมาทิฏฐิ” คือ พระตถาคตตรัสไว้ในคำนี้ว่า “สัมมาญาณะ ย่อมพอเหมาะ”

 

 

ก่อนที่บุคคลจะพัฒนาตนให้ถึง “สัมมาทิฏฐิ ๕” ได้นั้น ก็เป็นเรื่องยากลำบากมากเหมือนกัน คือ ต้องมีสามารถที่จะบรรลุฌานได้ ที่เรียกว่า “ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” ได้แก่ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน โดยผู้เจริญฌานต้องมุ่งให้ตนบรรลุถึง “จตุตถฌาน” (อุเบกขา–เอกัคคตา) ให้ได้ ซึ่งอาจใช้เวลานานตามแต่ความสามารถของบุคคล ทำไมต้องพัฒนาให้ถึงฌานในขั้นนี้ก่อน (ระดับรูปาวจรกุศลจิต แล้วค่อยเจริญเป็นอรูปาวจรกุศลจิต) เพราะรูปาวจรกุศลจิตนี้ ทำให้เริ่มเกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทางจิตได้ (สมถพละ–เจโตวิมุตติ) และเริ่มทำให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “วิชชา ๓” ก่อนจะเข้าสู่การพัฒนาปัญญาในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป ที่เรียกว่า ““จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท”  (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ดังนี้

(๑) จตุตถฌาน อันเป็น บาทแห่งฌานทั้งปวง 

(๒) จตุตถฌาน อันเป็น อิทธิวิธิ

(๓) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ

(๔) จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ

(๕) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ

(๖) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ

(๗) จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ

(๘) จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ

(๙) จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน 

(๑๐) จตุตถฌาน อันเป็น วิญญาณัญจายตนฌาน  

(๑๑) จตุตถฌาน อันเป็น อากิญจัญญายตนฌาน

(๑๒) จตุตถฌาน อันเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 (๑๓) จตุตถฌาน อันเป็น โลกุตตรจตุตถฌาน

 

 

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า จาก ข้อ ๑ ถึง ข้อ ๑๒ นั้น เป็นเรื่องโดยเฉพาะ เกี่ยวกับ “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ซึ่งถือเป็นฝ่ายเจโตวิมุตติ ส่วนข้อ ๑๓ นั้น (จากข้อ ๑–๑๓ เป็นส่วนหนึ่งใน “จรณะ”) เป็นผลสืบเนื่องจากการเจริญวิปัสสนา ได้แก่ “อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนา ๑๐–ญาณ ๑๖–มหาวิปัสสนา ๑๘” ซึ่งเกิดขึ้นในขณะจิตเป็น “จตุตถฌานกุศลจิต” (สมาธิในวิปัสสนา–ญาณทัสสนะ–จิตตัววิปัสสนาด้วยสติสัมปชัญญะ พร้อมด้วยความเพียรชอบและอุเบกขา) ในขณะเดียวกัน ก็จะเกิดลำดับการเจริญวิปัสสนาด้วย “อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนา ๑๐–ญาณ ๑๖ (วิปัสสนาญาณ ๙)–มหาวิปัสสนา ๑๘” แต่อย่างลืมว่า “ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ–คุณวิเศษ” ย่อมเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่จิตบริสุทธิ์ด้วยสมาธิในฌานที่ ๔ (อุเบกขา–เอกัคคตา) กับบาทวิถีของญาณ (ปรีชาหยั่งรู้) ในวิปัสสนา (วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ) ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” ตามนัยแห่ง “วิชชาและจรณะ” แต่ ข้อ ๑๓ “โลกุตตรจตุตถฌาน” จะเกิดขึ้นควบกันกับ “โลกุตตรญาณ” ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑” โดยที่ “โลกุตตรจตุตถฌาน”  กับ “โลกุตตรญาณ” นั้น จะต้องปฏิสังยุตเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้อำนาจแห่ง “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” อันถือเป็น “โลกุตตธรรม ๓๗” เช่นกัน มิฉะนั้น ความตรัสรู้แห่งสัมโพธะย่อมไม่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ญาณในอันดับสุดท้ายแห่งกระบวนการตรัสรู้นั้น คือ “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖ เป็นโลกิยญาณ) ซึ่ง “ผลญาณ –ปัจจเวกขณญาณ” ถือเป็น “สัมมาญาณ” (ข้อ ๙ ในสัมมัตตะ ๑๐) ให้พิจารณาญาณนี้ ดังนี้

 

“ปัจจเวกขณญาณ” หมายถึง ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน (ให้เปรีบเทียบกับ นิโรธ ๕) เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อรวมแล้วจะเกิด “ญาณทัสสนะ ๑๙ ประเภท” หรือ “ปัจจเวกขณวิถี ๑๙ ประการ” โดยใช้ปัญญาหยั่งรู้และญาณทัสสนะทบทวนใน “มรรควิถี ๔–อริยมรรค ๔–มรรค ๔–มรรคญาณ” กับ “สามัญผล ๔–ผล ๔–ผลญาณ” เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ ได้แก่

 

ปัจจเวกขณวิถี

มัคควิถี

จำนวน

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

โสดาปัตติมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

สกทาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อนาคามิมัคควิถี

มี      ๕      ประการ

ปัจจเวกขณวิถีที่เกิดภายหลัง

อรหัตตมัคควิถี

มี      ๔      ประการ

รวม

๑๙      ประการ

 

                              

แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนภายใน “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น ให้พิจารณาถึง “ญาณ ๓” อีกชุดหนึ่ง ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่   

(๑) “สัจจญาณ” หยั่งรู้สัจจะ คือ ความหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างตามที่เป็นๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๒) “กิจจญาณ” หยั่งรู้กิจ คือ ความหยั่งรู้กิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ ทุกขสมุทัยควรละเสีย ทุกขนิโรธควรทำให้แจ้ง ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาควรเจริญให้มาก

(๓) “กตญาณ” หยั่งรู้การอันทำแล้ว คือ ความหยั่งรู้ว่ากิจอันจะต้องทำในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่างนั้นได้ทำเสร็จแล้ว  

 

  

“ญาณ ๓” ในหมวดนี้ เนื่องด้วย “อริยสัจจ์ ๔” โดยเฉพาะ เรียกชื่อเต็มตามที่มาว่า “ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓” (ญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือ ความหยั่งรู้หยั่งเห็นครบ ๓ รอบ หรือ ปริวัฏฏ์ ๓ แห่งญาณทัสสนะ) “ปริวัฏฏ์ ๓” หรือ “วนรอบ ๓” นี้ เป็นไปในอริยสัจจ์ทั้ง ๔ รวมเป็น ๑๒ ญาณทัสสนะนั้น จึงได้ชื่อว่า “มีอาการ ๑๒” พระผู้มีพระภาคทรงมีญาณทัสสนะตามเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ ครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (ติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) อย่างนี้แล้ว จึงปฏิญาณพระองค์ได้ว่าทรงบรรลุ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” แล้ว ให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่า “รู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว” ได้แก่   

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา  

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา

 

 

ในการแสดงอริยสัจจ์ ก็ดี ในการปฏิบัติธรรมตามหลักอริยสัจจ์ ก็ดี จะต้องให้อริยสัจจ์แต่ละข้อ สัมพันธ์ตรงกันกับกิจแต่ละอย่าง จึงจะเป็นการแสดงและเป็นการปฏิบัติโดยชอบ ทั้งนี้วางเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

(๑) “ทุกข์–ทุกขอริยสัจจ์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต = “ปริญญา”

(๒) “สมุทัย–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป = “ปหานะ”

(๓) “นิโรธ–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ = “สัจฉิกิริยา”

(๔) “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา = “ภาวนา”  

   

หมายเหตุ: อนึ่ง ความสำเร็จในการปฏิบัติทั้งหมด พึงตรวจสอบด้วยหลัก “ญาณ ๓” ข้างต้นนั้น นอกจากนี้ ให้พิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ทักษะกระบวนการคิด ๗ ประการ” (เปรียบเทียบกับ “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ในระดับพระอรหันต์) ได้แก่ (๑) คิดวิจารณญาณ (๒) คิดตัดสินใจ (๓) คิดแก้ปัญหา (๔) คิดวิจัย (๕) คิดริเริ่ม (๖) คิดสร้างสรรค์ และรวมทั้ง (๗) คิดประยุกต์ดัดแปลง–ต่อยอดองค์ความรู้ ปัญญาแห่งญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมินั้น เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” เมื่อบุคคลนั้นได้ออกจากการเจริญวิปัสสนาแล้ว ปัญญาแห่งญาณทั้งหลายนั้น ย่อมสงเคราะห์ปัญญาอีก ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “จินตามยปัญญา” (โยนิโสมนสิการ) กับ (๒) “สุตมยปัญญา” (ปรโตโฆสะ) ให้เป็นกำลังแก่งานในภาวนาทั้งหลายอีกชั้นหนึ่ง รวมทั้งเป็นปัญญาที่ประเสริฐในสัมมาอาชีพตามอัตภาพแห่งภูมิของตนได้

 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านขั้นตอนการเจริญ “ปัจจเวกขณญาณ” (ยอมรู้ชัดในผลแห่งความสำเร็จนั้นเป็นจริงหรือไม่) ไปแล้ว จะเป็นการเจริญ “อาสวักขยญาณ” ซึ่งถือเป็น “โลกุตตรญาณ” ในลำดับสุดท้ายของการเจริญวิปัสสนาภาวนา

 

“อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๓ หรือวิชชา ๓ –ข้อ ๖ ในอภิญญา ๖ –ข้อ ๘ ในวิชชา ๘ –ข้อ ๑๐ ในทศพลญาณ) หมายถึง ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ๑ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ๑ ความตรัสรู้ ๑ ดูข้ออ้างอิง ดังนี้

 

“วิชยาเถรีคาถา” = อันเป็นความรู้ที่พระพุทธเจ้าได้ ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันตรัสรู้ ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความมืดอันปิดบังสัจจะทั้ง ๔ คือ ญาณนั้นกำจัดความมืดแล้วกระทำสัจจะให้แจ่มแจ้ง ที่รู้แล้วให้ปรากฏได้ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค ๔ - หน้าที่ 271 FILR 54)

 

“พระสัพพัญญุตญาณ” ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า “โพธิ” เพราะประสงค์เอา “มหาโพธิ” จริงอยู่ “พระสัพพัญญุตญาณ” อันมี “อาสวักขยญาณ” เป็นปทัฏฐาน และ “อาสวักขยญาณ” อันมี “พระสัพพัญญุตญาณ”  เป็นปทัฏฐาน ท่านกล่าวว่า “มหาโพธิ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 35 FILE 74)

  

 ๕๕. อรรถกถา อาสวักขยญาณุทเทส

ว่าด้วย อาสวักขยญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 148–149 FILE 68)

 

(๑) คำว่า “จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ” –ด้วยอาการ ๖๔ ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ที่เกิดในมรรคผลหนึ่ง ๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔

(๒) คำว่า  “ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ” –อินทรีย์ ๓ ความว่า ในอินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ (ดุเปรียบเทียบกับ อินทรีย์ ๒๒)

(๓) คำว่า  “วสิภาวตา ปญฺญา” –ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ แห่งอัญญาตาวินทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะวามสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค

(๔) บทว่า  “อาสวานํ ขเย ญาณํ” –ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว กล่าวคือ “อาสวักขยญาณ” ชื่อว่า “ปัญญาจักษุ” เพราะหมายความว่า เห็นสัจจะทั้ง ๔ ซึ่งพระองค์ตรัสหมายเอาว่า “จักษุ” ได้เกิดขึ้นแล้ว “ญาณ” ได้เกิดขึ้นแล้ว “ปัญญา” ได้เกิดขึ้นแล้ว “วิชชา” ได้เกิดขึ้นแล้ว “แสงสว่าง” ได้เกิดขึ้นแล้ว ในบทว่า “อนุตฺตรํ” ตรัสหมายถึง “ปัญญาจักษุ” ด้วยว่า “ปัญญาจักษุ” นั้น ชื่อว่า “อนุตฺตรํ” เพราะเป็น “อาสวักขยญาณ” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ - หน้าที่ 394 FILE 45) การเกิดขึ้น “อุปปาทะ–เป็นที่เกิดขึ้น” แห่ง “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ด้วยอำนาจสามารถแห่ง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่สัมปยุตต์ด้วย

 

อาสวักขยญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 1036–1040 FILE 68)

 

[๒๕๘] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็น “อาสวักขยญาณ”อย่างไร

 

“อินทรีย์ ๓” ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

 

“อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะเท่าไร “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค “อัญญินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค ๑ “อัญญาตาวินทรีย์” ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ อรหัตผล

 

(๑) โสดาปัตติมรรค

[๒๕๙] “ในขณะโสดาปัตติมรรค” ด้วยอรรถว่า “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติมรรค” นั้น “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์” นั้น

 

(๒) โสดาปัตติผล

[๒๖๐] “ในขณะโสดาปัตติผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะโสดาปัตติผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะโสดาปัตติผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๓) สกทาคามิมรรค

[๒๖๑] “ในขณะสกทาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๔) สกทาคามิผล

“ในขณะสกทาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะสกทาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะสกทาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

  

(๕) อนาคามิมรรค

“ในขณะอนาคามิมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๖) อนาคามิผล

“ในขณะอนาคามิผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอนาคามิผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอนาคามิผล” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

 (๗) อรหัตมรรค

“ในขณะอรหัตมรรค” ด้วยอรรถว่า “อัญญินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตมรรค” นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็น กุศล ทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตมรรค” นั้น “อัญญินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญินทรีย์” นั้น

 

(๘) อรหัตผล

[๒๖๒] “ในขณะอรหัตผล” ด้วยอรรถว่า “อัญญาตาวินทรีย์” ซึ่งมีอินทรีย์ ๘ ประการ ดังนี้ (๑) “สัทธินทรีย์” ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร (๒) “วิริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี ในความสืบต่อที่กำลังเป็นไป เป็นบริวาร

 

ธรรมทั้งหลายที่เกิด “ในขณะอรหัตผล” ทั้งหมดนั่นแล เป็น อัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ “ในขณะอรหัตผล” นั้น “อัญญาตาวินทรีย์” มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแล เป็นอาการและเป็นบริวารของ “อัญญาตาวินทรีย์” นั้น

 

“อินทรีย์ ๘” หมวดเหล่านี้ รวมเป็น “อาการ ๖๔” ด้วยประการฉะนี้

 

 

[๒๖๓] คำว่า “อาสวะ” ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน

อาสวะเหล่านั้น คือ “กามาสวะ–ภวาสวะ–ทิฏฐาสวะ–อวิชชาสวะ”

 

อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน

(๑) “ทิฏฐาสวะ” ทั้งสิ้น “กามาสวะ–ภวาสวะ–อวิชชาสวะ” อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะ “โสดาปัตติมรรค” อาสวะเหล่านี้ ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้

(๒) “กามาสวะ” ส่วนหยาบๆ “ภวาสวะ–อวิชชาสวะ” ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับ “กามาสวะ” นั้น ย่อมสิ้นไปเพราะ “สกทาคามิมรรค” อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้

(๓) “กามาสวะ” ทั้งสิ้น “ภวาสวะ–อวิชชาสวะ” ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับ “กามาสวะ” นั้น ย่อมในรูปเพราะ “อนาคามิมรรค” อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้

(๔) “ภวาสวะ–อวิชชาสวะ” ทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะ “อรหัตมรรค” อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตมรรคนี้

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า รู้ธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔” เป็น “อาสวักขยญาณ”

 

จบอาสวักขยญาณ --------------------

 

 

กล่าวโดยสรุป “อาสวักขยญาณ” นั้น จะเกิดขึ้นถัดต่อจาก “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔” ในแต่ละขั้นที่บุคคลได้บรรลุแล้ว ซึ่งต้องประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” (จตุตถญาณ) โดยปัญญาวิปัสสนานั้น เป็น “โลกุตตรญาณ: มรรคญาณ ๔–ผลญาณ ๔” แต่อย่าลืมว่า “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔” อันถือเป็น “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ (๑) “มัคคสัมมาทิฏฐิ” (ข้อ ๓ ในสัมมาทิฏฐิ ๕) คือ ความเห็นอันถูกต้องตามเป็นจริงแห่งอริยสัจจ์ กับ (๒) “ผลสัมมาทิฏฐิ” (ข้อ ๓ ในสัมมาทิฏฐิ ๕) คือ ความเห็นอันถูกต้องตามเป็นจริงแห่งอริยสัจจ์ เช่นกัน ซึ่งปัญญาแห่งการหยั่งรู้ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นหลังจาก “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙–วุฏฐานคามินีปฏิปทาญาณ” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) คือ ปัญญาหยั่งรู้เพื่อออกจากสังขารทั้งหลายและให้เข้าถึงอริยมรรค ให้พิจารณาลำดับการกำจัด “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ในเบื้องต้น ก่อนถึงความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ในโลกุตตรภูมิ ดังนี้

                    

“วิปัสสนาญาณ ๙”

(๑) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๒) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๓) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๔) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๕) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๗) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

(๙) “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

 

เมื่อทุบขันธ์ทั้ง ๕ แตกได้แล้ว ละกำจัดได้แล้ว ก็จะข้ามจาก “ปุถุชน–อันธปุถุชน” ไปสู่ “อริยบุคคล” โดยอาศัยสามารถแห่ง “โคตรภูญาณ” (ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖) ไปสู่ “มรรคญาณ–ผลญาณ” (ข้อ ๑๔–๑๕ ในญาณ ๑๖) ในประเด็นที่ “ผู้ปฏิบัติเสียสติ” นั้น เกิดขึ้น ก่อน “วิปัสสนาญาณ ๙” คือ เกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ และ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) นั่นคือ ไม่มีสัมปชัญญะที่พิจารณาเห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ อันเป็น “สามัญลักษณะ” ได้แก่ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” ก่อนที่จะพิจารณาเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูปจริงๆ ถ้าจะพิจารณาให้ลึกละเอียดยิ่งขึ้น คือ (๑) เห็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ และ (๒) การดับเหตุแห่งทุกข์ได้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ยังไม่เกิดการเห็นอันยอดเยี่ยม “ทัสสนานุตตริยะ” คือ เกิดปัญญาเห็นธรรม ที่ได้บรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักขุ” ดังนี้

 

“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ”

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหลายมีความดับไปเป็นธรรมดา

 

ฉะนั้น ลำดับการเกิดความสำคัญผิดในธรรมนั้น จะเกิดขึ้นหลังจากเจริญรูปฌานได้แล้ว ถ้าให้จิตบริสุทธิ์อย่างแท้จริงนั้น คือ จิตปราศจากนิวรณ์ ชื่อว่า “จิตประภัสสร” จิตจะเป็นสมาธิตั้งมั่นแน่วแน่ “เอกัคคตา” ในขั้น “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่สหรคตด้วย “อุเบกขา” ในการบรรลุฌานจากขั้นที่ ๑–๓ นั้น

(๑) “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีองค์ ๕ คือ วิตก–ตรึก วิจาร–ตรอง ปีติ–อิ่มใจ สุข–สบายใจ เอกัคคตา–จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง  

(๒) “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน–ฌานที่ ๓” มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

 

 

ฉะนั้น ให้สังเกตว่า “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” มีกิเลส (อารมณ์แห่งกรรมฐานนั้นๆ) อยู่ถึง ๕ อย่าง (๑) วิตก–ตรึก (๒) วิจาร–ตรอง (๓) ปีติ–อิ่มใจ (๔) สุข–สบายใจ (๕) เอกัคคตา–จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง เพราะเป็นแค่การระงับได้ชั่วคราวขณะทรงอยู่ในฌานขั้นนั้นๆ คือ ยังไม่ถึงขั้น ตัดขาดกับลมหายใจเข้าลมหายใจออก (สุขเวทนา กับ ทุกขเวทนา) ซึ่งจะตัดขาดได้ต้องเป็น “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” (อุเบกขา–เอกัคคตา) อันเป็น “สมาธิที่บริสุทธิ์” อย่างแท้จริง และทำให้ “สติ–สัมปชัญญะ” ที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงเช่นกัน จนวางจิตเฉยเป็นกลางกับอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ที่เรียกว่า “อุเบกขา” แต่บางคนปฏิบัติเจริญฌานไม่แน่นอนไม่มั่นคง ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ฉลาดเชี่ยวชาญจริง (วสี) เมื่อฐานของจิตยังไม่มั่นคง ปฏิบัติผิดๆ ถูกๆ (มีทิฏฐิสูง) ย่อมเป็นผู้มีทิฏฐิถือผิดเป็นสำคัญ เป็นพวกวัตถุนิยม นั่นคือ “สักกายทิฏฐิ–ภวตัณหา” (ข้อ ๑ ในสังโยชน์ ๑๐)คือ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่น เห็นรูปเป็นตน เห็นเวทนาเป็นตน เป็นต้น สรุปสุดท้าย ย่อมมีความเห็นเป็นถือผิด คือ “มิจฉาทิฏฐิ” อย่าลืมว่า ในการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น เป็นเรื่องจิตนิยม เป็นนามธรรมขั้นสูงที่ประกอบด้วยปัญญาเพื่อความหลุดพ้น ไม่ใช่เพื่อความมีตัวมีตน อันเป็นสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์เพราะแปรปรวน (ทุกข์) และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) เมื่อวิธีมันผิดตั้งแต่แรกเริ่มนั้น เมื่อก้าวไปสู่ภาคปฏิบัติคือ “สมถะ–วิปัสสนา” ที่เน้นการปล่อยวาง การไม่ถือมั่นยึดมั่นในนามรูปแห่งขันธ์ทั้ง ๕ มันก็เลยสวนทางกันไปหมด “ไม่บ้า... ก็ต้องสงสัยจะบ้า” เพราะคนพวกนี้ เวลาตอนที่องค์ลง จะพูดไม่รู้เรื่อง (พูดภาษาเทพ คือ มีน้ำเสียงเหมือนเสียงพวกเด็กหรือกุมารทอง –ผู้สันทัดกรณีบอกว่าไม่มีจริง คิดเอาเองเพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบเพื่อให้คนเชื่อ) สุดท้ายกลับไปสู่ “ยุคทาส” อีกเช่นเดิม ทั้งที่ประเทศไทยปลดปล่อยทาสไปแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เรียกว่า “ทาสเหล่าเทพ–ทาสผีวิญญาณ” เรียกให้มีระดับมากขึ้นว่า “ร่างทรง–คนมีองค์” (แต่อย่าเป็นร่างทรงพวกสัตว์เลี้ยงก็แล้วกัน นี่กรรมหนัก) ในคราวนี้ การเกิดจิตวิปลาส จิตวิปริต เสียสติ ในขณะเจริญกรรมฐานเกิดขึ้นอย่างไรนั้น “ผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นที่แก้ไขสถานการณ์ทางจิตนี้ได้” ในความเป็นจริง คือ “จิตไม่สงบ–จิตฟุ้งซ่าน–จิตไม่ประกอบด้วยปัญญา” (มีทรามปัญญา) ในบางคน เห็นกันอยู่ดีๆ ใส่ชุดขาวไปปฏิบัติธรรม พอบ่อยๆ เข้า กลายเป็นร่างทรงไป ก็มีเช่นกัน อาการลักษณะทางจิตดังกล่าวนี้ เกิดจากขาดการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ได้สร้างกุศลกรรมที่ถูกทาง ไม่มีผู้รู้ที่เป็นกัลยาณมิตรที่แท้จริง จึงเดินผิดทางอันไม่ใช่ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะไว้ดีแล้ว

 

ดังนั้น จิตที่สหรคตด้วยกิเลสตัณหาที่ฝังไว้ลึกๆ ในพื้นจิตอันเป็นสันดาน ย่อมแสดงผลออกมา คือ “อภิชฌา” คือ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ก็คือ “โลภะ–ราคะ” คือ ความละโมบ–ความกำหนัด–ความใคร่ แต่จริงๆ แล้ว เรียกว่า “อาสวะ ๔” หมายถึง กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตต์เมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ได้แก่ “กามาสวะ–ภวาสวะ–ทิฏฐาสวะ–อวิชชาสวะ” คำว่า “อารมณ์” ในที่นี้ หมายถึง (๑) สมถนิมิตในสมาธิแห่งฌานอันเป็นญาณทัสสนะ กับ (๒) วิปัสสนานิมิตในญาณที่กำลังวิปัสสนาอยู่อันเป็นตัวปัญญา ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ด่านทดสอบนี้จะเกิดขึ้นระหว่าง “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) กับ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖ และ ข้อ ๑ ในวิปัสสนาญาณ ๙) ซึ่งเป็นการทดสอบกำลังของสติปัญญา (สติสัมปชัญญะ) ถ้าสติไม่ดีสัมปชัญญะวิ่นแหว่ง ก็ต้องพบกับวิบากกรรมของตนไป เพราะเตรียมตัวมาไม่ดีพอ หรือครูฝึกขาดประสบการณ์ ที่มักชอบถาม “เห็นอะไรแล้วยัง.... ฮึ” เป็นต้น ซึ่งเท่ากับเป็นการเร่งให้ผู้เจริญสมาธิวิปัสสนาเข้าเขตบ้ามากขึ้น เช่น บางคนอาจตอบว่า “เห็นพ่อเห็นแม่ชาติที่แล้ว” เป็นต้น แต่ถ้าบอกว่า “เห็นพระอภัยมณี...” แบบนี้ ก็ไม่ต้องพิสูจน์ต่อ ตัวใครตัวมัน ดีกว่า  เคล็ดลับที่ไม่ลับ คือ อย่าไปอยากเห็นอะไรเลยดีกว่า เห็นมันก็สักว่าเห็น ได้ยินก็สักว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักว่าได้กลิ่น กายสัมผัสก็สักว่ากายสัมผัส ไปนึกคิดก็สักว่าไปนึกคิด มันไม่มีอะไร (ยึดเอาไว้สติปัฏฐาน ๔) เพราะฉะนั้น ถึงเวลามันเป็นเอง แล้วจะเงียบสงบวิเวกไปเอง ไม่ฟุ้งซ่าน สำคัญผิดในธรรมทั้งหลาย ที่เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ดังนี้

 

“วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” หมายถึง (๑) อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา (๒) สภาวะที่ทำให้วิปัสสนามัวหมองข้องขัด

สภาพน่าชื่นชม ซึ่งเกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนาในขั้นที่เป็นวิปัสสนาอย่างอ่อน (ตรุณวิปัสสนา) แต่กลายเป็นโทษเครื่องเศร้าหมองแห่งวิปัสสนา โดยทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว จึงชะงักหยุดเสีย ไม่ดำเนินก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ ได้แก่

(๑) “โอภาส” คือ แสงสว่าง แสงสุกใสผุดผ่อง

(๒) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจปลาบปลื้มเต็มไปทั้งตัว

(๓) “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๔) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ  

(๕) “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖) “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสอย่างยิ่ง

(๗) “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี

(๘) “อุปัฏฐาน” คือ สติชัด

(๙) “อุเบกขา” คือ ความวางจิตเป็นกลางที่ลงตัวสนิท

(๑๐) “นิกันติ” คือ ความติดใจพอใจ

 

 

เมื่อวิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้น เพราะผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนต้องเผชิญอย่างแน่นอน มีแนวทางแก้ไข ดังนี้

(๑) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาน้อย จะฟุ้งซ่านเขวไปและเกิดกิเลสอื่นๆ ตามมาด้วย

(๒) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาปานกลาง ก็ฟุ้งซ่านเขวไป แม้จะไม่เกิดกิเลสอื่นๆ แต่จะสำคัญผิด

(๓) ผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้า ถึงจะฟุ้งซ่านเขวไป แต่จะละความสำคัญผิดได้ และเจริญวิปัสสนาต่อไป

(๔) ส่วนผู้ปฏิบัติที่มีปัญญาคมกล้ามาก จะไม่ฟุ้งซ่านเขวไปเลย แต่จะเจริญวิปัสสนาก้าวต่อไป

 

อนึ่ง วิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ ประการ อันเป็นเหตุทำให้เสียสติ เรียกว่า “ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” ดังนี้

 

“ธรรมุธัจจ์–ธัมมุทธัจจะ” หมายถึง ความฟุ้งซ่านด้วยสำคัญผิดในธรรม คือ ความฟุ้งซ่านเนื่องจากเกิดวิปัสสนูปกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น แล้วสำคัญผิดว่า “ตนบรรลุธรรม คือ มรรค ผล นิพพาน” จิตก็เลยคลาดเขวออกไปเพราะความฟุ้งซ่านนั้น ไม่เกิดปัญญาที่จะเห็นไตรลักษณ์ได้จริง

 

แต่อย่างไรก็ตาม วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ คือ เมื่อ “วิปัสสนูปกิเลส” อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พึงรู้เท่าทันด้วย “ปัญญา” ตามเป็นจริงว่า สภาวะนี้ (เช่นว่าโอภาส) เกิดขึ้นแล้วแก่เรา มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดมีขึ้นตามเหตุปัจจัย แล้วก็จะต้องดับสิ้นไป เป็นต้น เมื่อรู้เท่าทัน ก็ไม่หวั่นไหวไม่ฟุ้งไปตามมัน คือ กำหนดได้ว่า  “มันไม่ใช่มรรคไม่ใช่ทาง”  แต่วิปัสสนาที่พ้นจาก “วิปัสสนูปกิเลส” เหล่านี้ ซึ่งดำเนินไปตามวิถีนั่นแหละ “เป็นมรรคเป็นทางที่ถูกต้อง” แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกฝน “อนุปัสสนา ๗” จะทำให้เกิดปัญญา ๗ ประการ ดังนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

(๘) “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) คือ บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ปฏิสัมภิทา ๔” (ปัญญาแตกฉาน) ให้บริบูรณ์

(๙) “ปฏิสัมภิทา ๔” (ปัญญาแตกฉาน) คือ บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ปุถุปัญญา” (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์

(๑๐) “ปุถุปัญญา” (ปัญญาแน่นหนา) คือ บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “หาสปัญญา” (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์

 

 

กล่าวโดยสรุป “อนุปัสสนา ๗” สามารถต่อยอดให้เกิดปัญญา ๑๐ ประการ ได้ ดังนี้

 

(๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า

(๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง

(๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง

(๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้

(๘) “ปฏิสัมภิทาปัญญา” คือ ปัญญาแตกฉาน

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง

 

 

เมื่อเปรียบเทียบปัญญาสามัญทางโลก ที่เรียกว่า “ทักษะลักษณะการคิด” มี ๙ ประการ ดังนี้

(๑) “คิดคล่อง” คือ การคิดให้ได้ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว           

(๒) “คิดหลากหลาย” คือ การคิดให้ได้ข้อมูลหลายประเภท

(๓) “คิดละเอียด” คือ การคิดให้ได้ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการคิด

(๔) “คิดชัดเจน” คือ การคิดที่ผู้คิดรู้ว่าตนรู้และไม่รู้อะไร และสงสัยอะไรในเรื่องที่คิด

(๕) “คิดอย่างมีเหตุผล” คือ การใช้หลักเหตุผลในการคิดพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง     

(๖) “คิดถูกทาง” คือ การคิดที่ทำให้ได้ความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเป็นประโยชน์ระยะยาว

(๗) “คิดกว้าง” คือ การคิดโดยพิจารณาทุกแง่มุมถึงองค์ประกอบต่างๆ ในเครือข่ายอย่างครอบคลุม  

(๘) “คิดลึกซึ้ง” คือ การคิดที่ทำให้เข้าใจความซับซ้อนของโครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ

 (๙) “คิดไกล” คือ การคิดที่ทำให้สามารถอธิบายเหตุการณ์ในอนาคตได้ในเชิงทำนายหรือพยากรณ์

 

 

ในเมื่อเจริญภาวนา (สมถะ–วิปัสสนา) แล้ว ย่อมเกิดปัญญาขึ้นแน่นอน ขอให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกทาง อย่าไปหลงในอิทธิฤทธิ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น ชอบทำตัวเป็นหมอดูเทวดา เลี้ยงชีพหลอกเขากิน ทั้งที่ “ญาณทัสสนะ” อยู่แค่ “ปฐมฌาน–ฌานที่ ๑” หรือ “ทุติยฌาน–ฌานที่ ๒” โดยเฉพาะพวกร่างทรงพาเจริญแน่กับผู้ที่หลงใหลขาดสติ และทั้งร่างทรงกับผู้เป็นสาวกที่มาสนธิกำลังกัน ก็คงเสียสติไปพร้อมๆ กัน จาก ๒ คน ก็กลายเป็นกลุ่ม จากลุ่มกลายเป็นชุมชน จากชุมชนกลายเป็นหมู่บ้าน จนกลายเป็นระดับประเทศและระดับโลก ก็ได้ (สามัคคีโง่) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” กับ “กฎกรรมของสัตว์” ที่สรุปง่ายๆ ว่า “ทำดีย่อมได้ดี” กับ “ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นกับการกระทำของตนและคณะ

 

ในเรื่องการสำคัญผิดในธรรมทำให้เสียสตินี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะมองผ่านไปง่ายๆ ทั้งหมดเกิดจาก “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” ไม่ศึกษาพระธรรมให้แตกฉานอย่างแท้จริง บกพร่องในคุณสมบัติแห่งความเป็นพหูสูต ชองเดินคิดสวนทางกับหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา–อริยมรรคมีองค์ ๘” และประการสำคัญ “ไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาป” (พวกนี้หน้ามึน–อลัชชี–เดียรถีย์) แทนที่จะเป็น (๑) “หิริ” คือ ความละอายบาป–ละอายใจต่อการทำความชั่ว และ (๒) “โอตตัปปะ” คือ ความกลัวบาป–เกรงกลัวต่อความชั่ว ฉะนั้น บรรดากลุ่ม “ชนผู้หลงทิศหลงทาง” เหล่านี้ แม้จะมีโอกาสได้เจอกับพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม ก็มักปฏิบัติสวนทางกับคำสอนพระพุทธองค์เสมอ “มามืด–ก็กลับมืด” จะพบกับความเจริญได้ยาก มักศรัทธาในปาฏิหาริย์เพื่อนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนในทางทุจริต โดยเฉพาะบางคน มีกำลังสามารถในการสนธิกำลังกับพวกเทพหรือพญานาค เป็นต้น จึงมีจริตไปในเชิงไสยาศาสตร์ ได้แก่ “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ หรือมีจริตไปในเชิงโหราศาสตร์ ได้แก่ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ การทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์ แต่ไม่ใช่เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อพิสูจน์คำสอนทั้งหลายเป็นจริง ได้แก่ “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ ชนิดนี้เห็นแล้วก็เฉยไว้ “วิปัสสนูปกิเลสทั้งหลายไม่ใช่ทางแห่งอริยมรรค” ถ้าจะให้เสียสติเป็นบ้า ก็คงไม่บ้าเสียสติ เพราะมันเสียเวลาเปล่าๆ แทนที่จะพากันค้นคว้าให้ถึงแก่นแท้พระศาสนา กลับพากันชอบกระพี้ของพระสัทธรรมปลอม ชอบจริงๆ เพราะไม่ได้ใช้ปัญญามากนัก พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้คิดมากๆ จะฟุ้งซ่าน คิดทีละน้อยมากขึ้นทีละนิด ให้จิตแจ่มใส ดังหลวงปู่ทา จารุธัมโม กล่าวไว้ว่า “รู้อยู่ที่ใจ ดูอยู่ที่ใจ เห็นอยู่ที่ใจ เพ่งอยู่ที่ใจ กำหนดอยู่ที่ใจ ให้เห็นความแจ้ง ความสว่าง ความสงบ ขึ้นในใจ” ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจเป็นประธาน แล้วยังจะพากันคิดออกนอกลู่นอกทางกันอีก ไม่เรียกว่า “ผลวิบากกรรม” แล้วจะเรียกว่าอะไรกัน “อย่าปึกหลายเด้อะ...” ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4874476