๖๖. ความไม่รู้จริงเป็นเหตุแห่งกรรม

        Ignorance Causes Volitional Actions  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1168

ความสำคัญของบทความ

 

บุคคลผู้มีประกอบด้วย “ทาน–ศีล–ภาวนา” ในเบื้องต้นนั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญาที่จะเห็นธรรมได้ไม่ยากนัก เพราะมีพื้นฐานประสบการณ์ในภูมิแห่งความดี เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่จะเห็นประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ถ้าศึกษาธรรมก็จะเป็นคนที่เข้าใจพระธรรมได้ง่าย ไม่ติดขัดในกระบวนความคิด จะคิดอะไรก็คิดออกทะลุปรุโปร่ง ด้วยความรู้ชัด ความรู้แจ้ง ความรู้แทงตลอด นั้นคือ ย่อมเป็นผู้มีโอกาสลุล่วงถึง “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน ด้วยรู้ตามความเป็นจริง นั่นคือ แทงตลอดสภาวะแห่งธาตุนั้นๆ โดยไม่วิปริต (ยถาภูตํ ปชานาติ) ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในความหมาย ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในหลัก ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในภาษา ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา–ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ ๑ ฉะนั้น พอกล่าวว่า “ทุกข์” ก็ย่อมกลายเป็นบุคคลที่รู้ว่า “อวิชชา–ตัณหา” เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลาย หรือมี “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักขุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ดังนี้ คือ ปัญญาเห็นหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น ความรู้ความเข้าใจในขั้นที่ละเอียดยิ่งขึ้น คือ การเกิดปัญญาเห็น “กฎแห่งกรรม” อันเป็นความเชื่ออย่างมีเหตุผลว่า “การกระทำลงไป ย่อมเกิดผลวิบากตามมา” หรือ “กฎแห่งกรรมของตน–กัมมัสสกตาแห่งตน” ที่เชื่อว่า “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” เมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นภายในตนอย่างนี้แล้ว การศึกษาพระธรรมย่อมง่ายยิ่งขึ้น เช่น “ไตรสิกขา” (ศีล–สมาธิ–ปัญญา) จะเข้าใจว่า จะทำอย่างไร หรือ “ภาวนา ๔” (กายภาวนา–ศีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญา) จะเข้าใจว่า จะทำอย่างไร หรือ “วิสุทธิ ๗” จะเข้าใจว่า จะทำอย่างไร คำว่า “จะทำอย่างไร” นั้น หมายถึง การเชื่อมโยงหลักธรรมต่างๆ เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เกิดธรรมอย่างไร เป็นต้น โดยมีลำดับการคิดตามหลัก “ปฏิสัมภิทา ๔” การมีปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริงได้นั้น “สัมมาทิฏฐิ” ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะเกิดปัญญาแตกฉานอย่างจริงจัง คือ “พูดรู้จักภาษา” ความเป็นผู้คงแก่เรียน รู้จักศึกษาค้นคว้า หาความรู้ไม่หยุดนิ่ง และลงมือปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ สืบเนื่องต่อกันเป็นประจำ  คือ ทำให้มาก อ่านให้มาก ฟังให้มาก ย่อมเกิดประโยชน์สูงสุด ฉะนั้น ในการพิจารณาธรรมทั้งหลาย ก็คือ การพิจารณากรรมของตน ที่หมายถึง สิ่งปรุงแต่งด้วยเจตนาของตน ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” ธรรมทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชี้แนะให้คิดและให้ทำ เพื่อออกจาก “สังขตธรรม–สังขารธรรม” อันเป็นธรรมแห่งโลก ให้อยู่เหนือโลก ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” (อสังขตธรรม) อันเป็น ภาวะที่ว่างเปล่า เที่ยงแท้แน่นอน ไม่แปรปรวนไปตามอารมณ์ความรู้สึก ปราศจากกรรมและวิบาก ปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ที่เรียวกว่า “วิวัฏฏะแห่งนิพพาน” การพิจารณารู้เห็นตนเองใน “เจตนา–จิต–กิเลส–กรรม–วิบาก” กับ “ภาวะที่ปราศจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหลาย” ก็เรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖๖ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความไม่รู้จริงเป็นเหตุแห่งกรรม

 

คนที่ทำอะไรตามอำเภอใจไม่สนใจหรือเกรงใจผู้อื่นนั้น ย่อมเป็นคนถือผิดในตนด้วยว่าตนเป็นใหญ่เหนือคนอื่น คิดเอาเอง ว่าไปเอง เป็นบ้าไปเอง วิปริตวิปลาส อุบาทว์เกินมนุษย์ที่ควรทำ คนประเภทนี้ มีมากในสังคม เมื่อสบโอกาสจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา พวกนี้ปิดบัง “มโนกรรม” (เหมือนพ่อพระแม่พระในดวงใจ แต่คือมหานรกอุบาทว์โลก) ได้เก่ง ปรุงแต่งได้แนบเนียน จำพิรุธได้ยากมาก แสดงละครได้เก่ง คือ มีความสามารถในการควบคุม “กายกรรม–วจีกรรม” ได้ดีมาก นั่นคือ “มือถือสาก–ปากถือศีล” คนพวกนี้ มีปัญญาทางกระบวนการคิด คล้ายว่าระบบตรรกชำรุดหรือผิดเพี้ยน “ความคิดเป็นขี้กาก–ปัญญาเป็นขี้กาก” (ไม่ใช่สมองติดเชื้อรา) นั่นคือ อยู่บนโลกที่ไม่เป็นความจริง ลอยไปเหมือนขี้ลอยน้ำ         อะไรอย่างก็ทำนองนั้น ไม่ว่าจะได้เรียนสูงหรือไม่สูงก็ตาม คนพวกนี้กำแหงทะนงตนว่าดีกว่าคนอื่น ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีเด็ก ไม่มีครู ไม่มีศิษย์ ถ้าหนักขั้นกรรมหนัก ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีลูกหลาน ขอเพียงผลประโยชน์อย่างเดียว ใครจะเดือดร้อน ฉิบหาย อย่างไรนั้น ไม่สนใจ เรื่องของใครของมัน พวกนี้จะปากหวานเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกัน พวกคนอาภัพไม่เคยได้รับการยกย่องสรรเสริญมาก่อน (เพราะไม่เคยความดีให้คนอื่น) จะตกเป็นเหยื่อกับคนพวกนี้ ได้ง่ายและสนิทใจ ให้เชื่อคำโบราณแล้วจะบานบุรี ที่ว่า “คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” เป็นจริงแน่นอน ซึ่งตรงกับคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน “กาลามสูตร” ที่ก่อนจะเชื่ออะไร ให้ไตร่ตรองด้วยเหตุผลและปัญญาว่า มีประโยชน์หรือมีโทษแก่ตนและคณะอย่างไร ถ้าดีก็ให้ทำ ถ้าไม่ดี ก็ให้ละเว้นไปเสีย ได้แก่

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

กล่าวโดยสรุป อย่าไปเชื่ออะไรทุกอย่างที่เป็นเรื่องบนโลกนี้ เชื่อไม่ได้ ต้องพิจารณาด้วยสามัญสำนึกหรือวิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนด้วย “ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ” คิดให้ถูกวิธีรอบคอบ “โยนิโสมนสิการ–ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ” ถ้าได้พิจารณาคนพวกนั้น ไม่ใช่ “ความเป็นกัลยาณมิตร–กัลยาณมิตตตา” ยิ่งต้องอีกหลายทบหลายด้านที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มิฉะนั้น “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” คนคนชั่วรอบด้านจะสามารถเข้ามาครอบงำปิดกั้นปิดบัง “ปัญญาดี–สัมมาทิฏฐิ” ให้ผิดเพี้ยนไปได้ เพราะรู้ไม่เท่าทันการตามความเป็นจริง

 

ในบรรดาคนชั่วที่ไม่ใช่มิตรแท้ ย่อมนำความวิบัติมาสู่ผู้คบหาไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นกับว่ามันได้เวลาแห่งความฉิบหายแก่เหยื่อมาถึงแล้วหรือยัง  เพราะฉะนั้น ถ้าคนชั่วเลี้ยงดูเรา วันข้างหน้าต้องทำประโยชน์คือมันในทางชั่วๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมมงคลชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ โดยมีข้อหนึ่ง บอกว่า “อย่าคบคนชั่ว แต่ให้คบบัณฑิต” (นั่นคือ “ปราชญ์แห่งมนุ” ไม่ใช่นัยพวกจบปริญญาที่ไม่มีศีลธรรม พวกท่องจำแค่ตัวหนังสือ คิดเองไม่เป็น ถ้าคิดได้ก็จะหาแต่ผลประโยชน์จากผู้อื่น การให้เกิดขึ้นยากในจิตใจ ยกเว้นจะหลอกเอาผลประโยชน์ จะถึงไหนถึงกัน หน้าด้านหน้ามีน คนพวกนี้ มีหมากในสังคม คนดีก็มีเยอะ แต่อย่าวางใจให้ง่ายนัก เท่านั้นเอง) ให้เรื่อง “มงคลชีวิต ๓๘” จึงเป็นเรื่องผู้มีปัญญาที่เจริญแล้วถึงนำมาปฏิบัติให้เป็นจริงในชีวิต ดังนี้

 

“มงคล ๓๘” หมายถึง สิ่งที่ทำให้มีโชคดี ธรรมอันนำมาซึ่งความสุขความเจริญ เรียกเต็มว่า “อุดมมงคล” คือ มงคลอันสูงสุด หรือในแต่ละคาถามีบทสรุปว่า “เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ” —นี้เป็นมงคลอันอุดม ได้แก่

 

คาถาที่ ๑

(๑) อเสวนา จ พาลานํ —ไม่คบคนพาล

(๒) ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา —คบบัณฑิต  

(๓) ปูชา จ ปูชนียานํ —บูชาคนที่ควรบูชา  

คาถาที่ ๒

(๔) ปฏิรูปเทสวาโส จ —อยู่ในปฏิรูปเทศ อยู่ในถิ่นมีสิ่งแวดล้อมดี  

(๕) ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา —ได้ทำความดีให้พร้อมไว้ก่อน ทำความดีเตรียมพร้อมไว้แต่ต้น

(๖) อตฺตสมฺมาปณิธิ จ —ตั้งตนไว้ชอบ  

คาถาที่ ๓

(๗) พาหุสจฺจญฺจ —เล่าเรียนศึกษามากรู้กว้างขวาง ใส่ใจสดับตรับฟังค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ  

(๘) สิปฺปญฺจ —มีศิลปวิทยา ชำนาญในวิชาชีพของตน  

(๙) วินโย จ สุสิกฺขิโต —มีวินัยที่ได้ศึกษาดีแล้ว มีระเบียบวินัยดี ได้ฝึกอบรมตนไว้ดี  

(๑๐) สุภาสิตา จ ยา วาจา —วาจาสุภาษิต รู้จักใช้วาจาพูดให้เป็นผลดี  

คาถาที่ ๔

(๑๑) มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ —บำรุงมารดาบิดา  

(๑๒) ปุตฺตสงฺคห —สงเคราะห์บุตร

(๑๓) ทารสงฺคห —สงเคราะห์ภรรยา  

(๑๔) อนากุลา จ กมฺมนฺตา —การงานไม่อากูล  

คาถาที่ ๕

(๑๕) ทานญฺจ —รู้จักให้ เผื่อแผ่แบ่งปัน บริจาคสงเคราะห์และบำเพ็ญประโยชน์  

(๑๖) ธมฺมจริยา จ —ประพฤติธรรม ดำรงอยู่ในศีลธรรม  

(๑๗) ญาตกานญฺจ สงฺคโห —สงเคราะห์ญาติ  

(๑๘) อนวชฺชานิ กมฺมานิ —การงานที่ไม่มีโทษ กิจกรรมที่ดีงาม เป็นประโยชน์  

คาถาที่ ๖

(๑๙) อารตี วิรตี ปาปา —เว้นจากความชั่ว  

(๒๐) มชฺชปานา จ สญฺญโม —เว้นจากการดื่มน้ำเมา  

(๒๑) อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ —ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย  

คาถาที่ ๗

(๒๒) คารโว จ —ความเคารพรู้จักคุณค่าของบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือกิจการนั้นๆ

(๒๓) นิวาโต จ —ความสุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตน  

(๒๔) สนฺตุฏฺฐี จ —ความสันโดษ ความเอิบอิ่มพึงพอใจในผลสำเร็จที่เกิดขึ้นโดยทางชอบธรรม  

(๒๕) กตญฺญุตา —มีความกตัญญู  

(๒๖) กาเลน ธมฺมสฺสวนํ —ฟังธรรมตามกาล แสวงความรู้ หลักความจริง ความดีงาม มีประโยชน์  

คาถาที่ ๘

(๒๗) ขนฺตี จ —มีความอดทน  

(๒๘) โสวจสฺสตา —เป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย พูดกันง่าย ฟังเหตุผล  

(๒๙) สมณานญฺจ ทสฺสนํ —พบเห็นสมณะ เยี่ยมเยือนเข้าหาท่านผู้สงบกิเลส  

(๓๐) กาเลน ธมฺมสากจฺฉา —สนทนาธรรมตามกาล

คาถาที่ ๙

(๓๑) ตโป จ —มีความเพียรเผากิเลส รู้จักบังคับควบคุมตน ไม่ปรนเปรอตามใจอยาก  

(๓๒) พฺรหฺมจริยญฺ จ —ประพฤติพรหมจรรย์ ดำเนินตามอริยมรรค 

(๓๓) อริยสจฺจาน ทสฺสนํ —เห็นอริยสัจจ์ เข้าใจความจริงของชีวิต  

(๓๔) นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ —ทำพระนิพพานให้แจ้ง บรรลุนิพพาน  

คาถาที่ ๑๐

(๓๕) ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ —ถูกโลกธรรม จิตไม่หวั่นไหว  

(๓๖) อโสกํ —จิตไร้เศร้า  

(๓๗) วิรชํ —จิตปราศจากธุลี  

(๓๘) เขมํ —จิตเกษม  

 

 

เมื่อผู้ใดปฏิบัติตาม “อุดมมงคล” นี้ได้ ด้วยสามารถถึงพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ยิ่งทำให้ “ไตรสิกขา” เกิดความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ได้ (วิสุทธิ ๗) หรือจะประกอบด้วย “ประพฤติพรหมจรรย์ ๑๐” ดังนี้

 

“ประพฤติพรหมจรรย์ ๑๐” หมายถึง “จริยะอันประเสริฐ” หรือ “การครองชีวิตประเสริฐ” ได้แก่

(๑) “ทาน” คือ ให้ของที่ควรให้ แก่คนที่ควรให้ เพื่อประโยชน์แก่เขา

(๒) “ไวยาวัจจ์” คือ การขวนขวายช่วยเหลือรับใช้ทำประโยชน์  

(๓) “เบญจศีล” คือ สมาทานและรักษาศีล ๕

(๔) “อัปปมัญญา ๔” คือ พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

(๕) “เมถุนวิรัติ” คือ การเว้นเมถุน

(๖) “สทารสันโดษ” คือ ความพอใจเฉพาะภรรยาหรือคู่ครองของตน

(๗) “วิริยะ” คือ ความเพียรแห่งสัมมัปปธาน ๔

(๘) “อุโบสถศีล” คือ ศีลที่รักษาเป็นอุโบสถด้วยศีล ๘ ในทุกวันพระ

(๙) “อริยมรรค” คือ มรรคมีองค์ ๘

(๑๐) “พระสัทธรรม” คือ ปฏิบัติพระศาสนา อันรวมไตรสิกขาทั้งหมด

 

“บุญกิริยาวัตถุ ๑๐” หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ ทางทำความดี ข้อ ๔ และข้อ ๕ จัดเข้าในสีลมัย ข้อ ๖ และ ข้อ ๗ ในทานมัย ข้อ ๘ และ ข้อ ๙ ในภาวนามัย ข้อ ๑๐ ได้ทั้ง ทาน ศีล และ ภาวนา ได้แก่   

(๑) “ทานมัย” คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ  

(๒) “สีลมัย” คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี  

(๓) “ภาวนามัย” คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา

(๔) “อปจายนมัย” คือ ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม  

(๕) “เวยยาวัจจมัย” คือ ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้  

(๖) “ปัตติทานมัย” คือ ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น  

(๗) “ปัตตานุโมทนามัย” คือ ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น  

(๘) “ธัมมัสสวนมัย” คือ ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้

(๙) “ธัมมเทสนามัย” คือ ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้  

(๑๐) “ทิฏฐุชุกัมม์” คือ ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง  

 

“ทักขิณาวิสุทธิ ๔” หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา คือ ของทำบุญ ได้แก่   

(๑) ทักขิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก นั่นคือ ทายกมีศีลมีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคาหกทุศีล มีบาปธรรม  

(๒) ทักขิณาที่บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายทายก นั่นคือ ทายกทุศีล มีบาปธรรม แต่ปฏิคาหกมีศีล มีกัลยาณธรรม  

(๓) ทักขิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายทุศีล มีบาปธรรม  

(๔) ทักขิณาที่บริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก ทั้งฝ่ายปฏิคาหก นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายมีศีล มีกัลยาณธรรม  

 

“สัมปทา ๔–สัมปทาคุณ ๔” หมายถึง ความถึงพร้อม ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งทำให้ทานที่บริจาคแล้ว เป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก อาจเห็นผลทันตา ได้แก่

(๑) “วัตถุสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยวัตถุ คือ บุคคลผู้เป็นที่ตั้งรองรับทาน เช่น ทักขิไณยบุคคลเป็นพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้  

(๒) “ปัจจัยสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยปัจจัย คือ สิ่งที่จะให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม  

(๓) “เจตนาสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยเจตนา คือ มีเจตนาในการให้สมบูรณ์ครบ 3 กาล ทั้งก่อนให้ขณะให้ และหลังให้ จิตโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา  

(๔) “คุณาติเรกสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยคุณส่วนพิเศษ คือ ปฏิคาหกมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทักขิไณยบุคคลนั้น ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ

 

“สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔” หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์เบื้องหน้า ธรรมเป็นเหตุให้สมหมาย หลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขขั้นสูงขึ้นไป ได้แก่ 

(๑) “สัทธาสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยศรัทธา  

(๒) “สีลสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยศีล  

(๓) “จาคสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยการเสียสละ  

(๔) “ปัญญาสัมปทา” –ถึงพร้อมด้วยปัญญา

 

“กุศลกรรมบถ ๑๐” หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม ทางทำความดี กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติด้วย “กฎแห่งกรรมดี –การกระทำ พฤติกรรม ที่สะอาด บริสุทธิ์ จนกลายเป็น ศีลที่บริสุทธิ์เองตามปกติ จนมีความนึกคิดในใจด้วยสมาธิที่เห็นทุกอย่างเนืองๆ เห็นตามที่เป็นจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ปรุงแต่ง คือ สัมมาทิฏฐิ” ดังนี้

ก. “กายกรรม ๓” คือ การกระทำทางกายด้วย “กายสุจริต ๓” = สัมมากัมมันตะ  

(๑)  ปาณาติปาตา เวรมณี — เว้นจากปลงชีวิต

(๒)อทินฺนาทานา เวรมณี — เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้โดยอาการขโมย  

(๓) กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี — เว้นจากประพฤติผิดในกาม

ข. “วจีกรรม ๔” คือ การกระทำทางวาจาด้วย “วจีสุจริต ๔” = สัมมาวาจา

(๔) มุสาวาทา เวรมณี — เว้นจากพูดเท็จ

(๕) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี — เว้นจากพูดส่อเสียด  

(๖)  ผรุสาย วาจาย เวรมณี — เว้นจากพูดคำหยาบ  

(๗) สมฺผปฺปลาปา เวรมณี — เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ  

ค. “มโนกรรม ๓” คือ การกระทำทางใจด้วย “มโนสุจริต ๓” =สัมมาอาชีวะ

(๘) อนภิชฺฌา — ความไม่คิดเพ่งเล็งอยากได้ของเขา

(๙)  อพฺยาปาท — ความไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น

(๑๐)   สมฺมาทิฏฺฐิ — ความเห็นชอบ ถูกต้องตามคลองธรรม

 

 

ในการดำเนินชีวิตที่สงบสุขที่ “มีร่างกายสมบูรณ์” (กายภาวนา) กับ “มีคุณธรรม” (สีลภาวนา) พร้อมด้วย “มีจิตใจเบิกบาน” (จิตตภาวนา) ที่เรียกว่า “เป็นปกติสุข” และ “มีสติสัมปชัญญะ” (ปัญญาภาวนา) เป็นปกติโดยไม่วิปริต เพราะมีสามารถด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ทั้งหมดที่กล่าวมา เรียกว่า “ภาวนา ๔” ดังนี้

 

“ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ–การทำให้เป็นให้มีขึ้น–การฝึกอบรม–การพัฒนา ในบาลีที่มา ท่านแสดงภาวนา ๔ นี้ ในรูปที่เป็นคุณบทของบุคคล จึงเป็น “ภาวิต ๔” คือ “ภาวิตกาย–ภาวิตศีล–ภาวิตจิต–ภาวิตปัญญา” (ผู้ได้เจริญกาย ศีล จิต และปัญญาแล้ว เรียกว่า “ภาวิตัตต์”) บุคคลที่มีคุณสมบัติชุดนี้ครบถ้วนย่อมเป็น “พระอรหันต์” ได้แก่ 

(๑) “กายภาวนา” คือ การเจริญกาย พัฒนากาย การฝึกอบรมกาย ให้รู้จักติดต่อเกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลายภายนอกทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ด้วยดี และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ มิให้เกิดโทษ ให้กุศลธรรมงอกงาม ให้อกุศลธรรมเสื่อมสูญ หรือ การพัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ

(๒) “สีลภาวนา” คือ การเจริญศีล พัฒนาความประพฤติ การฝึกอบรมศีล ให้ตั้งอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียน หรือ ก่อความเดือดร้อนเสียหาย (ทำวิปฏิสาร) อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วยดี เกื้อกูลแก่กัน  

(๓) “จิตตภาวนา” คือ การเจริญจิต พัฒนาจิต การฝึกอบรมจิตใจ ให้เข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยคุณธรรมทั้งหลาย เช่น มีเมตตากรุณา มีฉันทะ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีสมาธิ และสดชื่นเบิกบาน เป็นสุขผ่องใส เป็นต้น โดยเฉพาะ ไม่ละโมบ ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น ไม่หลงใหลเสียสติ

(๔) “ปัญญาภาวนา” คือ การเจริญปัญญา พัฒนาปัญญา การฝึกอบรมปัญญา ให้รู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง รู้เท่าทันเห็นแจ้งโลกและชีวิตตามสภาวะ สามารถทำจิตใจให้เป็นอิสระ ทำตนให้บริสุทธิ์จากกิเลสและปลอดพ้นจากความทุกข์ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยปัญญา  

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเป็นพุทธศาสนิกชนนั้น ไม่ใช่แค่การถือศีลและนั่งสมาธิเท่านั้น แต่ต้องประกอบวิถีดำเนินชีวิตใน ๔ ด้าน ที่เรียกว่า “ภาวนา ๔” ได้แก่ “กาย–ศีล–จิต–ปัญญา” หรืออีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า “ไตรสิกขา” หมายถึง การศึกษา–สิกขาในข้อปฏิบัติตามวิถีพุทธะ หรือข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา ได้แก่ “อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา” โดยเรียกสามัญว่า “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” กล่าวโดยสรุป (๑) ศีล จะทำหน้าควบคุมความประพฤติหรือการกระทำอันทำให้เกิดกรรมและวิบากกรรมตามมา โดยเน้นกุศลกรรม (๒) สมาธิ จะทำหน้าที่ควบคุมภาวะจิตใจที่ประกอบด้วยเจตนาที่จะแสดงการกระทำกรรมใน ๓ ด้าน ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” โดยเน้นกุศลกรรม และอาเนญชา (จตุตถฌานอันเป็นบาทวิถีในอรูปาวจรภูมิ) และ (๓) ปัญญา จะทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะที่บริสุทธิ์ จนสามารถหยั่งรู้ธรรมทั้งหลายได้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายจะประมวลประชุมลงที่ “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” หรือเรียกอีกอย่างว่า “นามรูป” คือ “รูป” = รูปธรรม อันหมายถึง ฝ่ายร่างกายที่ประกอบด้วย “มหาภูตรูป ๔–ธาตุ ๔” พร้อมด้วยอาการลักษณะของธาตุนั้นๆ ชื่อว่า “อุปาทายรูป ๒๔” ส่วน “นาม” = อรูปธรรม (นามธรรม) อันหมายถึง ฝ่ายจิตใจ จิตวิญญาณ (เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ) ซึ่งประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่ (๑) “จิต ๘๙” คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด ใจ วิญญาณ (๒) “เจตสิก ๕๒” คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต  อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต เพราะฉะนั้น ความรู้จริง ความรู้แจ้ง ความรู้แทงตลอด นั้น ย่อมเกิดจากการศึกษาในไตรสิกขาเป็นเบื้องต้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงก่อน ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” ซึ่งประกอบด้วย ๒ ปัจจัย ได้แก่

(๑) “ปรโตโฆสะ” หมายถึง เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร ปัญญาที่เกิดจากส่วนนี้ เรียกว่า “สุตมยปัญญา–สุตมยญาณ”

(๒) “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ปัญญาที่เกิดจากส่วนนี้ เรียกว่า “จินตามยปัญญา–จินตามยญาณ”

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ทั้ง “ปรโตโฆสะ” และ “โยนิโสมนสิการ” นั้น คือ “ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒” หมายถึง ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้อง ต้นทางของปัญญาและความดีงามทั้งปวง ทำให้ปิดกั้น “อวิชชา–ความไม่รู้จริง” ได้ แต่จะให้มีความเจริญยิ่งไพบูลย์มากกว่านี้ ก็ต้องปฏิสังยุตในปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าจะมีความเจริญใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แน่นอน ที่เรียกว่า “บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” ดังนี้  

 

“บุพนิมิตแห่งมรรค ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอกล่วงหน้าว่า มรรคมีองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐจะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ดุจแสงอรุณเป็นบุพนิมิตของการที่ดวงอาทิตย์จะอุทัย หรือ แสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดี หรือ รุ่งอรุณของการศึกษา ฉะนั้น เมื่อใดธรรมที่เป็นบุพนิมิต ๗ประการนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดมีในบุคคลแล้ว เมื่อนั้นย่อมเป็นอันหวังได้ว่าเขาจักเจริญ พัฒนา ทำให้มาก ซึ่งมรรคมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ คือ จักดำเนินก้าวไปในทางสายกลางแห่งปัญญา ที่ชื่อว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) “กัลยาณมิตตตา” คือ ความมีกัลยาณมิตร มีมิตรดี คบหาคนที่เป็นแหล่งแห่งปัญญาและแบบอย่างที่ดี ผู้ทรงศีล ผู้รู้แจ้งโลก สัตบุรุษ พระอริยสงฆ์ พระอรหันต์

(๒) “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล การทำศีลให้ถึงพร้อม ตั้งตนอยู่ในวินัยและมีความประพฤติทั่วไปดีงาม ทำให้เป็นผู้มีนิสัยรักความสงบวิเวกได้

(๓) “ฉันทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ การทำฉันทะให้ถึงพร้อม ความใฝ่ใจอยากจะทำกิจหน้าที่และสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวข้องให้ดีงาม ความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์  

(๔) “อัตตสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยตนที่ฝึกดีแล้ว การทำตนให้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติของผู้ที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ ทั้งด้านกาย ศีล จิต และปัญญา [ที่จะเป็น “ภาวิตัตต์” คือผู้มีตนอันได้พัฒนาแล้ว] หรือประกอบความเพียรด้วยการเจริญภาวนามีดีแล้ว

(๕) “ทิฏฐิสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ การทำทิฏฐิให้ถึงพร้อม การตั้งอยู่ในหลักความคิด ความเชื่อถือที่ถูกต้องดีงามมีเหตุผล เช่น ถือหลักความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแห่งปฏิจจสมุปบาท

(๖) “อัปปมาทสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท การทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

(๗) “โยนิโสมนสิการสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้  

 

 

อนึ่ง ตามนัยของ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” นั้น ให้ตีความหมายตามภาษาชาวบ้านง่ายๆ คือ “รู้จักคิดเป็น–ทำเป็น– ไม่หมดความคิด–ใฝ่ในกุศลธรรมและอาเนญชา” ซึ่งมีข้อธรรมอื่นที่มีนัยคล้ายคลึงกัน ได้แก่ อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท วิริยารัมภะ–การปรารภความเพียรหรือทำความเพียรมุ่งมั่น อัปปิจฉตา–ความมักน้อยหรือไม่เห็นแก่ได้ สันตุฏฐี–ความสันโดษ สัมปชัญญะ–ความรู้ตัวหรือสำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญากุสลธัมมานุโยค–การหมั่นประกอบกุศลธรรม สีลสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งศีล ฉันทสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ อัตตสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว ทิฏฐิสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ และ อัปปมาทสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ  

ฉะนั้น “คนที่คิดเป็น” จึงไม่ใช่ “คนโง่–คนหลงงมงาย–คนไม่สติสัมปชัญญะ” ทักษะการเรียนของมนุษย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำหน้าที่กำหนดรูปแบบการมองโลกด้วย ความนึกคิด ความเชื่อ ความเห็น ทัศนะคติ และ พฤติกรรม ในทางธรรม เรียกว่า “กรรม ๓” ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ไม่ว่าจะเป็น “ทุจริต ๓” หรือ “สุจริต ๓” หรือจะเรียกว่า เป็นตัวเจตนาที่ปรุงแต่งกรรมหรือการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ ที่เป็น “ธรรม ๓” และ “อภิสังขาร ๓” ดังนี้

 

“ธรรม ๓” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ กุศลมูล ๓ ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า กุศลในภูมิ ๔  

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ อกุศลมูล ๓ และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี นามขันธ์ ๔ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า อกุศลจิตตุปบาท ๑๒

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ นามขันธ์ ๔ ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตาม อรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง อสังขตธาตุ คือ นิพพาน อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ วิบากในภูมิ ๔–กิริยาอัพยากฤตในภูมิ 3–รูป–และ–นิพพาน  

 

“อภิสังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง–ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ–เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม ได้แก่

(๑) “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร

(๒) “อปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่วได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย  

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน  

 

 

เพราะความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้ง (๑) ธรรมที่จะเกิดขึ้น กับ (๒) เจตนาที่จะสร้างกรรมตามสภาวธรรมนั้นๆ ย่อมหมายถึง กระบวนการคิดที่แยบคายในใจ ที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็นการประมวลองค์ความที่สะสมเป็นประสบการณ์หรือทักษะทั้งหมด ที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” มาแสดงคุณบทหรือคุณชาติแห่งบุคคล ปัญญาที่มีในขั้นยังไม่อยากเรียกว่า “ญาณ” เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญาสามัญ” ตามนัยของชาวโลกสมมติดีกว่า คือ “สมมติสัจจะ” แต่เมื่อเกิดความเข้าใจดีขึ้น ผ่านกระบวนการพินิจพิจารณาอย่างละเอียดและลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปด้วยสมาธิที่แน่วแน่แล้ว จึงจะเรียกว่า “ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้” เช่น ศึกษาพระอภิธรรม จนเกิดปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” นั่นคือ เกิดความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่า (๑) “ขันธ์ ๕ ที่มีใจครอบครองเป็นวัฏฏะ”  กับ (๒) “ขันธ์ ๕ ที่ไม่มีใจครอบครองเป็นวิวัฏฏะ” ถ้าเป็นเช่นนี้ เรียกว่า “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่งเพราะเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ได้แล้ว” ซึ่งก็ยังนับว่าเป็น “จินตามยปัญญา” กับ “สุตมยปัญญา” แต่ถ้าพิจารณาให้มากยิ่งด้วยภาวนา ก็จะเป็น “จินตามยญาณ” กับ “สุตมยญาณ” ยิ่งถ้าเห็นในสมถนิมิตกับวิปัสสนานิมิตดีแล้ว ก็เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา–ภาวนาญาณ–วิปัสสนาญาณ” แต่อย่างไรก็ตาม ปัญญาหรือญาณที่เกิดขึ้นทั้งหลายเหล่านั้น มีหน้าที่ทำลายความไม่รู้จริง “อวิชชา” และความหลงงมงาย “โมหะ” ซึ่งเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” ให้พิจารณาถึง ภาวะแห่งอวิชชา ดังนี้

 

อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ [องค์แห่งอวิชชา] ได้แก่

(๑) อัญญาณ  —ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) อทัสสนะ  —ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) อนภิสมัย  —ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) อนนุโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) อสัมโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) อัปปฏิเวธะ  —การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) อสังคาหณา  —ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) อปริโยคาหณา  —ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) อสมเปกขนา  —ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) อปัจจเวกขณา  —ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) อัปปัจจักขกรรม  —ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) ทุมมิชฌะ  —ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) พาลยะ  —ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) อสัมปชัญญะ   —ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) โมหะ  —ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด]  

(๑๖) ปโมหะ  —ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) สัมโมหะ  —ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) อวิชชา  —รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) อวิชโชฆะ  —โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ]

(๒๐) อวิชชาโยคะ  —โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) อวิชชานุสัย  —อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) อวิชชาปริยุฏฐาน  —การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) อวิชชาลังคี  —กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) โทสะ  —ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) โลภะ  —ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

 

ในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนานั้น ก็มีจุดประสงค์เพื่อกำจัดภาวะแห่งอวิชชาทั้งหลายเหล่านี้ ที่เรียกว่า “สังโยชน์–อาสวะ” หรือ “อนุสยกิเลส–กิเลสานุสัย” ดังนี้

 

“อนุสัย ๗–สังโยชน์ ๗” หมายถึง กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ได้แก่

(๑) กามราคะ –ความกำหนัดในกาม

(๒) ปฏิฆะ –ความหงุดหงิด

(๓) ทิฏฐิ –ความเห็นผิด

(๔) วิจิกิจฉา –ความลังเลสงสัย

(๕) มานะ –ความถือตัว

(๖) ภวราคะ –ความกำหนัดในภพ

(๗) อวิชชา –ความไม่รู้จริง

 

“อาสวะ ๔” หมายถึง สภาวะอันหมักดองสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ ได้แก่

(๑) กามาสวะ –อาสวะคือกาม

(๒) ภวาสวะ –อาสวะคือภพ

(๓) ทิฏฐาสวะ –อาสวะคือทิฏฐิ

(๔) อวิชชาสวะ –อาสวะคืออวิชชา

 

“สังโยชน์ ๑๐” หมายถึง กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่

(๑) สักกายทิฏฐิ –ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตนเป็นต้น  

(๒) วิจิกิจฉา –ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ

(๓) สีลัพพตปรามาส –ความถือมั่นศีลพรตว่าเป็นทางหลุดพ้นอย่างงมงายโดยเห็นว่าจะบริสุทธิ์

 (๔) กามราคะ –ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ  

(๕) ปฏิฆะ –ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง  

(๖) รูปราคะ –ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือรูปธรรมอันประณีต ความปรารถนาในรูปภพ  

(๗) อรูปราคะ –ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม ความปรารถนาในอรูปภพ

 (๘) มานะ –ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่  

(๙) อุทธัจจะ –ความฟุ้งซ่าน  

(๑๐) อวิชชา –ความไม่รู้จริง ความหลง  

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ตามอรรถว่า “อวิชชา” นั้น หมายถึง “อวิชชา ๔” กับ “อวิชชา ๘” ดังนี้

 

“อวิชชา ๔” หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง–ไม่รู้จริง กล่าวสั้นๆ คือ ไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่

(๑) ทุกฺเข อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกข์

(๒) ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขสมุทัย  

(๓) ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขนิโรธ  

(๔) ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

 

“อวิชชา ๘” หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง–ไม่รู้จริง ได้แก่  

(๑) ทุกฺเข อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกข์

(๒) ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขสมุทัย  

(๓) ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขนิโรธ  

(๔) ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ –ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(๕) ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ –ไม่รู้ในส่วนอดีต  

(๖) อปรนฺเต อญฺญาณํ –ไม่รู้ในส่วนอนาคต  

(๗) ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ –ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต  

(๘) อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ –ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึง “กิเลส–อวิชชา” ให้นึกคิดถึง “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ–ทิฏฐิวิบัติ” คือ ความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรมผิดวินัย จนเป็นความเห็นผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ที่เรียกว่า “วิปลาส ๔” ดังนี้

 

 

“วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ได้แก่

(๑) “สัญญาวิปลาส” คือ สัญญาคลาดเคลื่อน หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น “คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู”

(๒) “จิตตวิปลาส” คือ จิตคลาดเคลื่อน ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น “คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร”

(๓) “ทิฏฐิวิปลาส” คือ ทิฏฐิคลาดเคลื่อน ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตาม “สัญญาวิปลาส” หรือ “จิตตวิปลาส” นั้น เช่น มี “สัญญาวิปลาส” เห็น “เชือกเป็นงู” แล้วเกิด “ทิฏฐิวิปลาส” เชื่อหรือลงความเห็นว่า “ที่บริเวณนั้นมีงูชุม” หรือมี “จิตตวิปลาส” ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง” จึงเกิด “ทิฏฐิวิปลาส” ว่า “แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล”

(๔) วิปลาส ๓ ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน ๔ ด้าน คือ

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง  

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข  

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

 

 

เพราะฉะนั้น การจะเชื่อมโยง “อวิชชา” จนเกิดความรู้เห็นว่า “อวิชชาเป็นเหตุแห่งทุกข์” ได้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะคิดไตร่ตรองหรือพินิจพิจารณาได้ง่ายๆ จึงคิดว่า “ไม่น่ามีทุกข์” แต่ในขณะเดียวกัน “ก็พยายามหนีให้พ้นจากสภาพแห่งทุกข์ทั้งหลายนั้น” ทำได้แค่การดับทุกข์ทางกาย “ทุกข์กาย” บางส่วนเท่านั้น ที่เน้นเพียงอาหาร เครื่องดื่ม ยา ที่พักอาศัย ที่บันเทิงพักผ่อน (สถานเริงรมย์เพื่อทรมานตนเองยามค่ำคืน) ซึ่งก็เป็นความรู้เห็นยังคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง เพราะความไม่รู้แจ้งเห็นจริงเหมือนเดิม จึงยังไม่เข้าใจถึง “สภาพแห่งทุกข์” กับ “สาเหตุแห่งทุกข์” ในเวลาเดียวกัน บางคนอ่านแล้วฟังแล้ว เข้าใจดีตามตัวหนังสือ แต่ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมได้ เปรียบเสมือน “สีซอให้ควายฟัง” เพราะเป็นควายก็โง่ตามภาษาควาย ความจริงควายบางตัวฉลาดกว่าคน เพราะไถนาเป็น ไม่เอาเปรียบเจ้าของนา ควายมีเมตตามากกว่าคน คนเอารัดเอาเปรียบและเบียดเบียนควาย แถบยังกินข้าวทิ้งๆ ขว้างๆ ไร้สามัญสำนึกในคุณค่าของข้าว ชาวนา และควาย (ตอนนี้ควายได้แปลงร่างกลายเป็นรถไถให้ทันสมัย โดยชาวนาโง่ว่าทำนาได้เยอะจะรวย เกิดกิเลสให้พวกโรงสีข้าวหลอกเล่นไปวันๆ เท่านั้น เพราะไม่เชื่อควาย แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า “ควายเป็นควายพระโพธิสัตว์” แต่ประการใด ที่จะมาทำหน้าอบรมคนให้เป็นมนุษย์) ดังนั้น คำว่า “ทุกข์” จึงเป็นคำแรกสุดที่พุทธศาสนิกชนผู้เป็นชาวพุทธจริงๆ ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง จนถึงขั้นรู้เห็นว่า “ทุกข์เป็นทุกขอริยสัจจ์”  ที่ประกอบด้วย ปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริงที่ถูกต้อง รู้เห็นที่ไปที่มาสาเหตุและผลแห่งทุกข์ได้จริง ไม่รู้เห็นทุกข์จะหนีไปบวช ก็สูญเปล่าเวลาชีวิตไปเปล่า จะไปถือศีลภาวนาก็สูญเปล่า เพราะเป็นความเชื่อความศรัทธาที่ขาดปัญญาและเหตุผลที่ถูกต้อง จึงพากันชักชวนกันวิบัติสามัคคี อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ปฏิบัติธรรมแล้วไม่เกิดปัญญา จึงได้บาปมากกว่าบุญ เพราะไม่ได้ใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองอย่างถูกวิธี ถ้าคิดผิดก็ย่อมทำผิดเป็นเงาตามตัว ยิ่งคิดไม่เป็น คิดไม่ออก บอกไม่ถูก เช่น ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ขี้กากทั้งหลาย โดยคิดว่าตนเองเรียนมากกว่าคนอื่น (ประมาทปัญญาผู้อื่น---บาป) ทั้งที่พากันเรียนผิดวิธี ไม่จริงจังตามต้นฉบับแหล่งที่มาของอารยธรรมแบบตะวันตกนี้ พวกเขาเป็นนักปราชญ์ที่แท้จริง ไม่ใช่พวกรับจ้างทำงานที่ไร้อุดมการณ์ เพราะคิดไม่เป็นอีกเช่นกัน “อวิชชากินหัว” แล้วยังบ้าว่าตนฉลาดกว่าคนอื่น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องพิจารณาคนเหล่านี้เป็นพิเศษ เพราะทะนงตนในทางที่ผิด เพราะความไม่รู้จริง บ้านเมืองเราจึงเจริญไม่ทัดเทียบกับข้างบ้าน ตอนนี้จะล้าหลังพ่วงท้ายขบวน อันเป็นที่น่าอับอาย พวกเราทำหน้าที่ของตนเองไม่สมบูรณ์ ไม่รู้จักจริงในหน้าที่ โดยเริ่มตั้งแต่ความที่ต้องเกิดมาเป็นคน ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นคน ทำไมไม่เป็นหมาหรือแมว เป็นต้น ในทางธรรม เมื่อไหร่ที่ยังเกิดเป็นคน หมายถึง “กองทุกข์ได้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่เกิด” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคงไม่ตรัสเล่นให้เสียเวลาของพระองค์ คนฉลาดจริงๆ ก็ย่อมฟังเข้าใจ เกิด “ดวงตาเห็นธรรม” คนโง่มันก็คือคนโง่ คิดยังไงก็คิดไม่ออก “มืดแปดด้านแปดทิศ ไม่ว่าสวรรค์หรือนรกพังลงมารวมกันหมด เห็นนรกเป็นสวรรค์ และเห็นสวรรค์เป็นนรก” ฉะนั้น ผู้เกลียดในทุกข์ทั้งหลาย ย่อมเกิดความความผาสุก ดังเช่น “ข้อธรรม –ว่าด้วยความผาสุก” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 583 –584 FILE 66) ต่อไปนี้

 

ว่าด้วยความผาสุก

[๙๒๕] คำว่า “ผู้เกลียด” ในคำว่า “ความผาสุก และธรรมตามสมควรนั้น ของ ภิกษุผู้เกลียด” ความว่า ผู้เกลียด ผู้อึดอัด ผู้เอือมระอา ด้วยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ในเปรตวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของตน ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา (ทุกขเวทนามีในกายและใจ) ทุกข์เกิดแต่สังขาร ทุกข์เกิดแต่ความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคจักษุ ทุกข์เพราะโรคหู ทุกข์เพราะโรคจมูก ทุกข์เพราะโรคลิ้น ทุกข์เพราะโรคกาย ทุกข์เพราะโรคศีรษะ ทุกข์เพราะโรคในหู ทุกข์เพราะโรคปาก ทุกข์เพราะโรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไขหวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิตเปื่อย โรคหิตด้าน โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแต่ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่หญิงน้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตายทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “ผู้เกลียด”

 

 

ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ทุกข์” จึงหมายถึงนิยามหรือไวพจน์ตามที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ เพราะทุกข์ไม่ใช่เพียงว่าทุกข์คำนี้คำเดียว แต่มีหลายนัยรวมกัน คนคิดอย่างมีอนาคตย่อมคิดได้กว้างได้ลึกซึ้งไม่ติดขัดในระบบความคิด เพราะการคิดไม่ได้ย่อมทำให้เกิดความบกพร่องติดขัดในกระบวนการคิด เกิดความสับสน วุ่นวาย ขัดเคือง และฟุ้งซ่าน ก็เป็นทุกข์อีกเช่นเดิม เอาตามนับที่กล่าวไว้ข้างต้น ทุกข์มีหลายคำ มีหลายความหมาย มีหลายนิยาม กว่าจะเป็นความรู้เห็นเข้าใจว่า “เป็นทุกข์” ถ้าไม่เข้าใจคำว่า “ทุกข์” ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ มาทำบุญทำทานที่วัด ขอเพียงอย่างเดียว ให้ทั้งผู้ทำบุญกับผู้รับบุญมีจิตใจบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย บุญนี้ย่องสมประสงค์ทั้งผู้ให้และผู้รับ ถ้าผู้รับทำเป็นตาเหลือก (สมมติสงฆ์) และผู้ให้ทำเป็นสงสัยใช่พระจริงไหม หรือไม่ใช่ แบบนี้ไม่ได้บุญทั้งคู่ กลายเป็นคนคติ ๒ อย่าง ที่เป็น “ทุคติ” คือ (๑) “นิรยะ” (ข้อ ๑ ในอบายภูมิ ๔) คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวายกับ (๒) “ติรัจฉานโยนิ” (ข้อ ๒ ในอบายภูมิ ๔) คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา

 

ในพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในอริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ประการ นั้น ข้อธรรมย่อยข้อแรก คือ เรื่องทุกข์ ที่เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์” ที่แสดงนัยรวมถึงเรื่องกรรม คือ “กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของตน”  (กฎกรรมของสัตว์–กัมมัสสกตาของตน) คือ การเห็นกรรมที่ประกอบด้วยเจตนา (ความนึกคิดในใจที่สหรคตด้วยกิเลสตัณหาเพราะความไม่รู้แห่งอวิชชา) ทั้งในอดีตที่รับกรรมในปัจจุบัน (ระลึกชาติได้ = บุปเพนิวาสานุสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ) และในปัจจุบันที่จะรับกรรมในอนาคต นั่นคือ มีปัญญาหยั่งรู้เรื่องวัฏฏะทั้ง ๓ (ไตรวัฏฏ์) ได้แก่ (๑) วงเวียนกิเลส (๒) วงเวียนกรรม (๓) วงเวียนวิบาก ที่เกิดขึ้นหมุนเวียนในสังสาระไม่สิ้นสุด เพราะความไม่รู้แห่งอวิชชา กับความหลงแห่งโมหะ ด้วยความไม่มีความเพียร ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีอุเบกขา จึงพิจารณาธรรมทั้งหลายไม่เข้าใจ ปัญญาเห็นธรรมในวัฏฏะแห่งสังสาระนั้น เพราะทำ “โยนิโสมนสิการ” ทั้งปัญญาสามัญและปัญญาวิปัสสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้เห็นในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” กับ “กัมมัสสกตาของตน” ที่ย้ำความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ในข้อปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติอยู่ว่าเป็นจริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อใน “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓ สังเขป ๔ สนธิ ๓ วัฏฏะ ๓ อาการ ๒๐ มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กฎกัมมัสสกตาแห่งตน รวมสรุปความโดยย่อ ไม่ว่าจะเป็น บรรดาญาณต่อไปนี้

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม รวมกับ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้  

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น รวบกับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  

(๓) “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน รวมกับ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้ถึงนิพพาน เช่นกันญาณนี้จะเกิดขึ้นในขณะเจริญ “มรรคญาณ–ผลญาณ” (ข้อ ๑๔–๑๕ ในญาณ ๑๖ เท่านั้น ซึ่งอยู่ถัดจาก “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับ “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖)

 

 

ปัญญาวิปัสสนาทั้งหลายข้างต้นนี้ จะเกิดขึ้นในขณะจิตเป็น “จตุตถฌาน” (อุเบกขา–เอกัคคตา) เท่านั้น ซึ่งเป็นจิตที่อยู่ในขั้นบริสุทธิ์มากที่สุด คือ “จิตประภัสสร” ยิ่งกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน หรือ ตติยฌาน แต่ปัญญาสามัญและปัญญาวิปัสสนานั้น กำลังทำความใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ “ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” คือ การรู้เห็นทั้ง  “ทุกข์–ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” และ “สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมในส่วนนี้มากที่สุด ให้พิจารณา “คำนิยามแห่งทุกข์” ดังต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วย นิยามความหมายของคำว่า “ทุกข์”

ในลำดับต่อไปนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำนิยามของ คำว่า “ทุกข์” อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งมีลักษณะ ๖ ประการ ดังรายละเอียด ดังนี้

 

๑. ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕  

“ทุกข์” หมายถึง ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง หรือกล่าวโดยย่อ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “ทุกข์ทั้งปวง”

 

๒. ทุกขตา ๓  

“ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยากหรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่

(๑)  ทุกขทุกขตา คือ สภาพทุกข์หรือความเป็นทุกข์ เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ

(๒)วิปริณามทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อความสุขต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) สังขารทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร หมายถึง สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน  

 

๓. ทุกขอริยสัจจ์

(๑) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทุกขอริยสัจจ์ เป็นไฉน”

            แม้ชาติก็เป็นทุกข์

            แม้ชราก็เป็นทุกข์

            แม้มรณะก็เป็นทุกข์

            แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์

            แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

            โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ชาติ เป็นไฉน”

ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชาติ”

            (๓) “ก็ ชรา เป็นไฉน”

ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแกหง่อมแห่งอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชรา”

            (๔) “ก็ มรณะ เป็นไฉน”

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดพ้นแห่ง “ชิวิตินทรีย์” จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “มรณะ”

            (๕) “ก็ โสกะ เป็นไฉน”

ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “โสกะ”

            (๖) “ก็ ปริเทวะ เป็นไฉน”

ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “ปริเทวะ”

            (๗) “ก็ ทุกข์ เป็นไฉน”

ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่า “ทุกข์”

            (๘) “ก็ โทมนัส เป็นไฉน”

ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่า “โทมนัส”

            (๙)  “ก็ อุปายาส เป็นไฉน”

ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “อุปายาส”

            (๑๐)  “ก็ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ (กิเลสที่ให้จิตเศร้าหมอง) ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๑)  “ก็ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์ หรือญาติโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๒)  “ก็ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเกิด” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเกิด” เป็นธรรมดา ขอ “ความเกิด” อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความแก่” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความแก่” เป็นธรรมดา ขอ “ความแก่” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา ขอ “ความเจ็บ” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความตาย” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความตาย” เป็นธรรมดา ขอ “ความตาย” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา ขอ “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

           

(๑๓) “ก็ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

อุปาทานขันธ์ คือ การยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกโดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

           

(๑๔) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

 

            ๔. ทุกขญาณ  

            สติปัญญาญาณในการหยั่งรู้ควรรู้ยิ่งในสภาพแห่งความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่

(๑)        ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข

(๒)      ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข

(๓)       ความมีเครื่องหมายเป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข

(๔)       ความประมวลมาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข

(๕)       ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็นสุข

(๖)        ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความไม่บังเกิดเป็นสุข

(๗)       ความอุบัติเป็นทุกข์ ความไม่อุบัติเป็นสุข

(๘)       ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข

(๙)        ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข

(๑๐)   ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความไม่เจ็บป่วยเป็นสุข

(๑๑)   ความตายเป็นทุกข์ ความไม่ตายเป็นสุข

(๑๒) ความเศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข

(๑๓)  ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข

(๑๔)  ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข

           

๕. ทุกข์มากับความเพลิดเพลิน

(๑)  ผู้มีทุกข์ นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน

(๒)ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ จึงมีทุกข์

(๓) ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์

(๔) ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ

 

            ๖. ทุกข์ติดตามนรชนผู้เขลา  

ทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้เขลานั้นไป ได้แก่

(๑)  ทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ความโศก ร่ำไร ลำบากกาย ทุกข์ใจ ความแค้นใจ

(๒)ทุกข์ คือ ความเกิดในนรก ความเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ความเกิดในวิสัยเปรต ความเกิดในมนุษย์ ความเกิดในครรภ์เป็นมูล ความคลอดจากครรภ์เป็นมูล

(๓) ทุกข์ คือ ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว (อกุศลวิบาก) ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ที่เกิดแล้ว ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของคนอื่น ทุกข์อันเกิดแต่เวทนา ทุกข์อันเกิดแต่สังขาร ทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน

(๔) ทุกข์เกิดจากโรค โรคทางจักษุ โรคทางโสต โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรคทางกาย โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคขี้กลาก โรคมองคร่อ โรคบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราดหูด โรคละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่บริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกิดกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม (รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ ในปัจจุบัน)

(๕) ทุกข์เกิดแต่ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสวะ

(๖)  ทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน

(๗) ทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่ชายและน้องชาย ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวและน้องสาว ทุกข์เพราะความตายแห่งบุตร ทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา

(๘) ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ

(๙)  ทุกข์เหล่านี้ ย่อมติดตามบุคคลผู้เขลาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “ชีวิตมีอันตรายเพราะทุกข์ย่อมติดตามไป” (เนื่องจากยึดมั่นและมาเกิดในสังสารวัฏฏ์)

 

 

เพื่อทำให้เข้าใจดียิ่งขึ้นอีกในเรื่อง “ทุกข์” ให้ลองพิจารณาบทสวดต่อไปนี้

 

สังเวคปริกิตตนาปาฐะ (บทสวดมนต์)

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน

            พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ

            เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชองได้โดยพระองค์เอง

ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก

            และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก

            เป็นเครื่องสงบกิเลส  เป็นไปเพื่อปรินิพพาน

สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต

            เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม  เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ

มะยันตัง ธัมมัง สุตตวา เอวัง ชานามะ

            พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว  จึงได้รู้อย่างนี้ว่า

ชาติปิ ทุกขา

            แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา

            แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง

            แม้ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา

            แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย

ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

            อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

                        ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

            ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข

                        ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

            ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง

                        มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์

            สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

                        ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

            เสยยะถีทัง

                        ได้แก่ สิ่งเหล่านี้ คือ

            รูปูปาทานักขันโธ

                        ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป

            เวทะนูปาทานักขันโธ

                        ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา

            สัญญูปาทานักขันโธ

                        ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา

            สังขารูปาทานักขันโธ

                        ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร

            วิญญาณูปาทานักขันโธ

                        ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ

            เยสัง ปะริญญายะ

                        เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง

            ธะระมาโน โส ภะคะวา

                        จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่

            เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ

                        ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก

            เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ

            อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ

                        อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ย่อมเป็นไป

ในสาวกทั้งหลาย  ส่วนมาก  มีส่วนคือ การจำแนกอย่าง

            รูปัง อะนิจจัง

                        รูปไม่เที่ยง

            เวทะนา อะนิจจา

                        เวทนาไม่เที่ยง

            สัญญา อะนิจจา

                        สัญญาไม่เที่ยง

            สังขารา อะนิจจา

                        สังขารไม่เที่ยง

            วิญญานัง อะนิจจัง

                        วิญญาณไม่เที่ยง

            รูปัง อะนัตตา

                        รูปไม่ใช่ตัวตน

            เวทะนา อะนัตตา

                        เวทนาไม่ใช่ตัวตน

            สัญญา อะนัตตา

                        สัญญาไม่ใช่ตัวตน

            สังขารา อะนัตตา

                        สังขารไม่ใช่ตัวตน

            วิญญาณัง อะนัตตา

                        วิญญาณไม่ใช่ตัวตน

            สัพเพ สังขารา อนิจจา

                        สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

            สัพเพ ธัมมา อะนัตตา ติ

                        ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้

            เต (ตา) มะยัง โอติณณามมะหะ

                        พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

            ชาติยา

                        โดยความเกิด

            ชะรามะระเณนะ

                        โดยความแก่ และความตาย

            โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ

                        โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย

ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย

            ทุกโขติณณา

                        เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว

            ทุกขะปะเรตา

                        เป็นผู้ถูกความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว

            อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ

                        ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้

           

(สำหรับพระภิกษุสวด)

            จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง

                        เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบ

                        โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น

            สัททา อะคารัสสะมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา

                        เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

            ตัสสะมิง ภะคะวาติ พรหมะจะริยัง จะรามะ

                        ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น

            ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะ สะมาปันนา

                        ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ ของภิกษุทั้งหลาย

                        (สามเณร เปลี่ยน “ภิกขูนัง” เป็น “สามะเณรานัง”)

            ตัง โน พรหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวัสสะ ทุกขัก ขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

                        ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

 

(สำหรับคฤหัสถ์สวด)

            จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระนัง คะตา

                        เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ

            ธัมมัญจะ สังฆัญจะ

                        ถึงพระธรรมด้วย  ถึงพระสงฆ์ด้วย

            ตัสสะ ภะคะวาโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนะปะฏิปัชชามะ

                        จะทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

            สา สา โน ปะฏิปัตติ

                        ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย

            อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ

                        จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

 

 

จากรายละเอียดของคำนิยามคำว่า “ทุกข์” ทั้ง ๖ ประการดังกล่าวข้างต้น ผู้ใฝ่ในธรรมทั้งหลายจะเข้าใจอย่างละเอียดและลึกซึ้งถึงความหมายทั้งหมดในวงกว้าง นอกจากนี้ “ทุกข์” ยังเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องนำมาพิจาณาเป็นประจำเพื่อเตือนสติในบทสวดมนต์ข้างบนดังกล่าวนี้ด้วย ประการสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความประมาทในการดำเนินชีวิต แต่ให้รู้อย่างเท่าทันเหตุการณ์ที่เป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่ “สภาวะแห่งทุกข์” ผู้ใฝ่ในธรรมจึงจะสามารถมองเห็นหนทางในการดับทุกข์ด้วยหลักธรรมที่สนับสนุนเกื้อกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักธรรม “มรรคมีองค์ ๘” ความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมของพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียวนั้น คงยังไม่เพียงพอต่อการเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างแท้จริง ผู้ใฝ่ในธรรมจะต้องนำแนวคิดของหลักธรรมนั้นมาปฏิบัติจริงในชีวิต เพื่อแสดงถึงความเป็น “พุทธะ” คือ “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน” อย่างแท้จริงด้วย ไม่จำเป็นที่จะต้องเขินอายในการแสดงความดีแห่งพุทธะไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด สิ่งดังกล่าวนี้ คือ แบบอย่างที่ดีของชุมชนชาวพุทธ ซึ่งพุทธบริษัททั้ง ๔ พึงสังวรปฏิบัติเป็นตัวอย่างต่อสังคม อย่างน้อยท่านทั้งหลายก็ได้ทำหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนาด้วยจรณะและจริยาที่งดงามอันน่าเลื่อมใสศรัทธา

 

กล่าวโดยสรุป ในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระพุทธศาสนานั้น จะเน้นความรู้ความเข้าใจในเรื่อง “ทุกข์” กับ “การทำกรรม” (กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาแห่งตน) โดยกรรมนั้น มุ่งเน้นให้เป็นฝ่ายกุศลกรรมและอาเนญชา (รูปฌาน ๔ –อรูปฌาน ๔) เพื่อเป็นบาทวิถีในวิปัสสนาภูมิ นั่นคือ การเกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ด้วยอริยมรรค ได้แก่ อริยสัจจ์ ๔ อริยมรรค ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นไปตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” องค์ความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงเรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ทั้งหมดมีความเป็นไปเพื่อ “การดับทุกข์” เพื่อความสงบวิเวกแห่งนิพพาน คือ ภาวะที่ปลอดจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์แล้ว พอกล่าวถึง “ทุกข์” ให้ถึงผลวิบากแห่งอกุศลกรรมที่เกิดขึ้นรวมกัน คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” แต่ถ้าเมื่อไหร่กล่าวว่า “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” นั่นคือ หมายถึง ปุถุชนสามัญธรรมดา ยังไม่บรรลุอริยมรรค ยังบาปหนาอยู่ แต่ถ้ากล่าวว่า “ผู้ปราศจากโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” นั่นหมายถึง พระอรหันต์เท่านั้น ไม่เป็นอื่นอย่างแท้แน่นอน แล้วท่านทั้งหลายอยากเป็นอะไร ไม่คิดอยากเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิกันเลยหรืออย่างไง ไม่คิดอยากอยู่ในชมรมอันเป็นภูมิแห่งพระอรหันต์หรืออย่างไร แต่ถ้าเมื่อเกิดปัญญาเห็นธรรมดีแล้ว ยังอยากอยู่ในภูมิแห่งอบายทั้ง ๔ ประการ นั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าใจไปทำไหม ทำให้ฟุ้งซ่าน ไปคุยเกทับพวกขับรถรับจ้าง พวกโจร คนโง่เขชา ทำไม ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดความขัดเคืองใจกันเปล่าๆ ให้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อตนเองดีกว่า อย่าพึ่งไปเป็นห่วงคนอื่นในขั้นนี้ และให้ยึดเรื่องที่จัดเป็นการทำความดี หลักการทำความดี ทางทำความดี ได้แก่ (๑) “ทานมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ (๒) “สีลมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย และ (๓) “ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา นั่นคือ ฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา.  

 

 

 

Visitor Number:
4957769