๖๗. คิดว่าจะพบพระพุทธเจ้าได้อีกครั้ง

        Think to Meet the Buddha Again  

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1262

ความสำคัญของบทความ

 

หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทำให้ชาวพุทธส่วนใหญ่เชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” คือ เชื่อการกระทำและผลของการกระทำ และ “กฎแห่งกรรมของตน” (กัมมัสสกตาแห่งตน) คือ เชื่อสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน สังขตธรรมทั้งหลาย (ขันธ์ที่มีใจ กรรม วิบาก ครอบครอง) นั้น อยู่ภายใต้กฎแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่า “ความไม่เที่ยง–อนิจจตา” กับ “ความแปรปรวนแห่งทุกข์–ทุกขตา” ซึ่งทำให้เข้าใจถึงปัจจุบันธรรมว่า “ไม่มีตัวตน–อนัตตตา” ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะรูปธรรมและนามธรรมต่างไม่มีจริง เป็นได้แค่ภาพลวงตา ทำให้เกิดความหลงงมงาย และความไม่รู้จริง คือ “โมหะ–อวิชชา” (สัมโมหะ–อโยนิโสมนสิการ) แล้วมีจิตไปยึดมั่นถือมั่นแห่ความเป็นตัวตน (อุปาทาน–อัตตสัญญา–อัตตาภินิเวส) อันเป็นเหตุทำให้ “ไม่มีสติสัมปชัญญะ” (ไม่มีสติปัญญา)  แม้แต่การพิจารณาธรรมที่ประกอบด้วยกาลทั้ง ๓ ก็ยังไม่เข้าใจ ที่ธรรมทั้งหลายประกอบด้วยสภาวะที่ไม่เที่ยงแห่งรูปัสสะ ได้แก่ (๑) ลหุตา–ความเบา (๒) มุทุตา–ความอ่อนสลวย (๓) กัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นระบบและโครงสร้างของนามรูปที่เห็นหน่วยเดียวกัน (๔) อุปจยะ–ความก่อตัวหรือเติบขึ้น (๕) สันตติ–ความสืบต่อ (๖) ชรตา–ความทรุดโทรม (๗) อนิจจตา–ความปรวนแปรแตกสลาย ซึ่งบ่งบอกความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความเสื่อม ความดับสลายไป แล้วก็เกิดขึ้นแบบนี้สืบเนื่องต่อกันไป จนกว่าจะตายทั้งระบบและโครงสร้างแห่งนามรูป (ขันธ์ ๕) ไม่ว่าจิตจะเป็นอกุศล กุศล อัพยากฤต ก็ตาม สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาที่จิตเจริญอยู่ใน “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–หรือ–โลกุตตรภูมิ” ก็ตาม ถ้าตายในขณะแห่งจิตภาพนั้นๆ มีอัตภาพเป็นกุศลกรรม ยังไงในชาติต่อไป ก็น่าจะได้พบกับพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เพราะจิตที่จะเกิดอุบัติต่อไป อย่างไงก็ต้องอยู่ในภูมิแห่งพระพุทธศาสนา เพราะเป็น “ความเชื่อ–ความศรัทธา–ความเลื่อมใส” ที่เรียกว่า “อธิโมกขสัทธา” จิตจึงผูกพันอยู่อริยมรรค ไม่ว่าจะได้บรรลุธรรมในขั้นใดก็ตาม ย่อมมีสติสัมปชัญญะที่จะกำหนดหมายรู้วาระจิตในขณะต่อไปได้ ไม่ตายอย่างมืดมน แต่ตายด้วย “อาโลกสญฺญํ มนสิกโรติ” นั่นคือ ทำไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณี เป็นต้น ในพระธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม แม้ขณะที่จะหมดลมหายใจ ก็เกิด “อาโลโกแห่งปัญญาหยั่งรู้” เป็นการละสังขารที่มีค่า เพราะยังมีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ไพบูลย์ด้วย “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” อันมีรากฐานมาจาก “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ –ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ซึ่งเป็นไปตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องและดีเยี่ยม ย่อมพบกับพระตถาคตในทุกขณะจิต ไม่ต้องเฉพาะตอนตายอย่างเดียว ไม่ว่ามีชีวิตอยู่หรืออยู่ในปรโลก ก็ย่อมเห็นพระตถาคตอย่างแน่นอน แล้วผู้มีทรามปัญญาบาปหนักมากๆ จะไปเจอใครดี คิดเอาเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – คิดว่าจะพบพระพุทธเจ้าได้อีกครั้ง

 

ผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาทนั้น มักเป็นผู้เสียโอกาสที่จะได้พบกับพระสัทธรรมอันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระศรีศากยมนุโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า) เลยทำเป็นใจเย็นโดยคิดว่า “ยังไงก็เป็นชาวพุทธอยู่แล้ว บ้านก็ไม่ไกลจากวัดเลย ไปเมื่อไหร่ก็ได้ เจ้าอาวาสพระครูก็รู้จักกันดี ไม่เป็นไรนะ อย่าคิดมาก... หรือจะคิดเป็นอย่างอื่นอีก อันเป็นข้อแก้ตัวทำนอง “ผัดวันประกันพรุ่ง” คือ มีข้อแก้ตัว ขอเลื่อนเวลาไปเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลที่จะได้ทำความดีให้แก่ตนเอง คนเขลา (อันธปุถุชน) คนพาล (พาลปุถุชน) เช่นนี้ “ไม่เห็นโลงศพ–ไม่หลั่งน้ำตา” เพราะไม่มีความเพียร ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่มีที่เป็นสมาธิแห่งอุเบกขา (จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔) นั่นคือ “อวิชชา–อโยนิโสมนสิการ” หมายถึง ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง ความไม่ประกอบด้วยปัญญา เท่ากับ “ไม่รู้จักคิด–คิดไม่เป็น” ภาวะจิตและสภาพความคิดเช่นนี้ ย่อมเป็นผู้ที่จะเจริญในทางธรรมค่อนข้างยากมาก เพราะเป็นคนไม่ชอบคิด ไม่ชอบพิจารณา ไม่ชอบใช้วิจารณญาณ ไม่พึ่งสามัญสำนึก คือ คิดที่ตรงกันข้ามกับ “โยนิโสมนสิการ” ดังนี้

 

(๑) “โยนิโสมนสิการ” —ความทำไว้ในใจโดยแยบคาย หมายถึง มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง มนสิการโดยอุบาย มนสิการโดยคลองธรรม คือ มนสิการโดยนัยในอนิจจลักษณะ   ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง หรือมนสิการโดยนัยในทุกขลักษณะ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ หรือมนสิการโดยนัยในอนัตตลักษณะ ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา หรือในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม หรือการพิจารณา การตามพิจารณา การรำพึง การใคร่ครวญ การใส่ใจ อนุโลมในของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา = มีสัมปชัญญะ–ปัญญา

 

(๒) “อโยนิโสมนสิการ” —ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หมายถึง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่ไม่เทียง ว่าเที่ยง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัวตน ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม หรือความนึก ความนึกเนืองๆ ความคิดความพิจารณา ความทำไว้ในใจแห่งจิต โดยผิดจากความจริง = ไม่มีสัมปชัญญะ–ปัญญา

 

 

ฉะนั้น ผู้ประเภท “ไม่รู้จักคิด–คิดไม่เป็น” หรือ “อวิชชา–อโยนิโสมนสิการ” นั้น ย่อมเกิด “มิจฉาทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐” ได้แก่ (๑) ทานที่ให้แล้วไม่มีผล (๒) ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล (๓) การเซ่นสรวงไม่มีผล (๔) ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี (๕) โลกนี้ไม่มี (๖) โลกหน้าไม่มี (๗) มารดาไม่มี (๘) บิดาไม่มี (๙) สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นก็ไม่มี (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก อันเป็นความรู้เห็นที่ถือผิดและที่สวนทางกับแนวความคิดทางพระพุทธศาสนา ที่สอนให้บรรดาศาสนิกเข้าใจ “มิติความสัมพันธ์แห่งสัตวโลก” ที่เรียกว่า “โลก ๓” นั่นคือ สภาวธรรมหรือระดับคุณภาพของจิตแห่งหมู่สัตว์ ไม่เกี่ยวกับ “โลกุตตรภูมิ” ดังนี้  

 

“โลก ๓” หมายถึง ประดาสภาวธรรมหรือหมู่สัตว์–กำหนดโดยขอบเขตบ้าง–ไม่กำหนดบ้าง ได้แก่

(๑) “สังขารโลก” คือ โลกคือสังขาร ได้แก่ สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า “สังขารธรรม–สังขตธรรม”

(๒) “สัตวโลก” คือ โลกคือหมู่สัตว์–สัตวโลก โดยแบ่งออกเป็น ๓ โลก ยกเว้น ไม่รวมถึง “อบายภูมิ ๔” ได้แก่ ๑. นิรยะ–นรก ๒. ติรัจฉานโยนิ–กำเนิดดิรัจฉาน ๓. ปิตติวิสัย–แดนเปรต ๔. อสุรกาย–พวกอสูร เมื่อรวม “สัตวโลก” ทั้งหมด จึงเท่ากับ “ภูมิ ๓๑” ได้แก่ กามาวจรภูมิ ๑๑ รูปาวจรภูมิ ๑๖ อรูปาวจรภูมิ ๔ ดังนี้

(๑) “มนุษยโลก” คือ โลกคือหมู่มนุษย์–มนุษย์ (กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ = กามสุคติภูมิ)

(๒) “เทวโลก” คือ โลกคือหมู่เทพ–สวรรค์ชั้น “กามาวจร” (กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ = กามสุคติภูมิ) ทั้ง ๖ ได้แก่ เทพชั้น ๑. จาตุมหาราชิกา ๒. ดาวดึงส์ ๓. ยามา ๔. ดุสิต ๕. นิมมานรดี ๖. ปรนิมมิตวสวัตดี

(๓) “พรหมโลก” คือ โลกคือหมู่พรหม–สวรรค์ชั้น “พรหม” ได้แก่ “รูปพรหม” มี ๑๖ ชั้น ได้แก่ ๑. พรหมปาริสัชชา ๒. พรหมปุโรหิตา ๓. มหาพรหมา ๔. ปริตตาภา ๕. อัปปมาณาภา ๖. อาภัสสรา ๗. ปริตตสุภา ๘. อัปปมาณสุภา ๙. สุภกิณหา ๑๐. อสัญญีสัตตา ๑๑. เวหัปผลา๑๒. อวิหา ๑๓. อตัปปา ๑๔. สุทัสสา ๑๕. สุทัสสี ๑๖. อกนิฏฐา “อรูปพรหม” มี ๔ ชั้น ได้แก่ ๑. อากาสานัญจายตนะ ๒. วิญญาณัญจายตนะ ๓. อากิญจัญญายตนะ ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

(๓) “โอกาสโลก” คือ โลกอันกำหนดด้วยโอกาส–โลกอันมีในอวกาศ–จักรวาล

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาได้แบ่ง “มิติความสัมพันธ์ระหว่างนามรูปกับเวลา” ไว้อย่างชัดเจน ไม่แตกต่างจากหลักทางวิทยาศาสตร์ โดยอธิบาย สภาวธรรมทั้งปวงที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า “สังขารธรรม–สังขตธรรม” ที่มีลักษณะ ๓ ประการ ดังนี้

 

“สังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งสังขตธรรม คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ได้แก่

(๑) อุปฺปาโท ปญฺญายติ –ความเกิดขึ้น ปรากฏ 

(๒) วโย ปญฺญายติ –ความดับสลาย ปรากฏ 

(๓) ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ –เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ

 

“อสังขตลักษณะ ๓” หมายถึง ลักษณะแห่งอสังขตธรรม คือ มี “อนัตตตา” เพียงอย่างเดียว ได้แก่

(๑) น อุปฺปาโท ปญฺญายติ –ไม่ปรากฏความเกิด 

(๒)  น วโย ปญฺญายติ –ไม่ปรากฏความสลาย 

(๓) น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ –เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร 

 

 

ดังนั้น “ภูมิ ๓๑” รวมกับ “โลกุตตรภูมิ” อีก ๑ ภูมิ นั้น จะใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดระดับคุณภาพชีวิตหรือจิตใจของมนุษย์ทั้งหลาย ทั้งปุถุชนทั่วไป และผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา (ปฏิบัติธรรม–นั่งสมาธิ) และยังใช้เป็นเกณฑ์วัดความก้าวหน้าในการเจริญภาวนาด้วย โดยผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น จะต้องมุ่งหวังพัฒนาตนให้ก้าวลุล่วงถึง “โลกุตตรภูมิ” ให้ได้ อันเป็นจุดมุ่งสูงสุดโดยปรมัตถ์ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม ๙” หมายถึง ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก–สภาวะพ้นโลก ได้แก่ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ นิพพาน ๑ ดังนี้

 

ว่าด้วย โลกุตตรจิต ๘ 

(๑) “โลกุตตรกุศลจิต ๔” หมายถึง กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก ได้แก่

(๑) จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน

(๒) จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี

(๓) จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี

(๔) จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

 

อนึ่งให้เปรียบเทียบกับ “อริมรรค ๔” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

(๒) “สกทาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้น ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง และย่อมกำจัด “กิเลสหยาบๆ” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างหยาบ–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างหยาบ) ได้

(๓) “อนาคามิมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ” และย่อมกำจัด “กิเลสละเอียด” (กามราคสังโยชน์–ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียด–กามราคานุสัย–ปฏิฆานุสัยอย่างละเอียด) ได้

(๔) “อรหัตมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง ๑๐ ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–กามราคะ–ปฏิฆะ–รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา” และย่อมกำจัด “กิเลสทั้งหลาย” (รูปราคะ–อรูปราคะ–มานะ–อุทธัจจะ–อวิชชา–มานานุสัย–ภวราคานุสัย–อวิชชานุสัย) ได้หมด

 

 

(๒) “โลกุตตรวิบากจิต ๔” หมายถึง วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล ได้แก่

(๑) จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ

(๒) จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ

(๓) จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ

(๔) จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

 

อนึ่ง ให้เปรียบเทียบกับ “สามัญผล ๔–อริยผล ๔” ดังนี้

(๑) “โสดาปัตติผล” คือ ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย

(๒) “สกทาคามิผล” คือ ผลอันพระสกทาคามีพึงเสวย  

(๓) “อนาคามิผล” คือ ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย

(๔) “อรหัตตผล” คือ ผลคือความเป็นพระอรหันต์ ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย

 

 

อย่างไรก็ตาม ลักษณะพิเศษเฉพาะของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น คือ เป็นปฏิปทาที่ทำได้ยาก และรู้ผลได้ช้า ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ข้อ ๑ ในปฏิปทา ๔) คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า เพราะข้อประพฤติปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้บรรลุถึงความเป็นอริยะแห่งโลกุตตภูมิ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนจะต้องข้ามฟากไปให้ถึงฝั่งโน้นให้ได้ ไม่ตั้งใจจริง ก็ไม่มีสิทธิ์ไปถึงได้ ในบางครั้ง บางคนถึงจะมีความตั้งใจสูงก็ตาม ก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายภพหลายชาติ ก็ต้องยอมรอโอกาสให้ได้บรรลุถึงมรรคผลเช่นกัน ความที่รู้เห็นอย่างเข้าใจถูกต้องตามพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสมพุทธเจ้า ย่อมไม่ลดละความพยายาม มีวิริยะความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีจิตที่ไม่หวั่นไหวมั่นคงเป็นสมาธิที่แน่วแน่สนิท (อัปปนาสมาธิ) ฉะนั้น “ความเป็นพุทธะ” ที่ประกอบด้วย (๑) ผู้รู้ = ปัญญาอันยิ่ง (๒) ผู้ตื่น = ศีลอันยิ่ง (๓) ผู้เบิกบาน = จิตต์อันยิ่ง แต่ในทางปฏิบัตินั้น ให้เริ่มที่ศีลบริสุทธิ์ (สีลสัมปทา) อันเป็นพฤติกรรมตามชีวิตปกติ ก็ให้เจริญไปถึง “ความเป็นผู้ทรงศีล” ให้ได้ หลังจากนั้น ค่อยมาเริ่มพัฒนาจิตให้เป็น “สมาธิแห่งฌาน” แล้วตามด้วย “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” แต่ในทางทฤษฎีนั้น ต้องมี ๓ องค์ประกอบ ดังนี้

(๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ”

(๒) ดำเนินด้วยปัญญา ที่ละเว้น “สีลัพพตปรามาส–สีลัพพตุปาทาน” ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล 

(๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง  ที่เป็น “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔”

 

 

ฉะนั้น เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ ได้แก่ ศีล ๕ และ ศีล ๘ ที่สมาทานไว้ดีแล้ว ในอันดับขั้นต่อไป คือ การรักษาจิตใจให้เกิด “ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทใน ธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นของจิต ได้แก่ (๑) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส (๒) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ (๓) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย (๔) “สุข” คือ ความรื่นใจไร้ความข้องขัด (๕) “สมาธิ” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย ในขั้นนี้ การปฏิบัติธรรมต้องเหมาะควรแก่ธรรม โดยทำให้มาก เจริญให้มาก เพื่อให้เกิดความไพบูลย์แห่งอริยมรรค ในขั้นตอนนี้จึงจำเป็นต้องระงับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กัน (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 85 FILE 69) ดังนี้

 

[๓๖๓] “ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ แก่สมาธิ” และ “ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ แก่สมาธิ” เป็นไฉน 

 

(๑) “กามฉันทะ” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “เนกขัมมะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๒) “พยาบาท” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “อัพยาบาท” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๓) “ถิ่นมิทธะ” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “อาโลกสัญญา” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๔) “อุทธัจจะ” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “อวิกเขปะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๕) “วิจิกิจฉา” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “ธรรมววัตถาน” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๖) “อวิชชา” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “ญาณ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๗) “อรติ” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “ปราโมทย์” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

(๘) “อกุศลธรรมแม้ทั้งปวง” เป็นอันตรายแก่สมาธิ “กุศลธรรมทั้งปวง” เป็นอุปการะแก่สมาธิ

 

ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมเป็นอุปการะ ๘ เหล่านั้น จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ย่อมดำรงอยู่ในความเป็นธรรมอย่างเดียว และย่อมหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้

 

 

ถ้ามีปัญญาหยั่งรู้เข้าใจถูกต้อง ย่อมรักษา “จิตเป็นสมาธิ” ไว้ได้ อันจะเป็นบาทวิถีใน “ฌานสมาบัติ” (รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ รวมทั้ง นิโรธสมาบัติ ด้วย คำว่า “สมาปัตติ” คือ เข้าถึง เช่น โสดาปัตติผลสมาบัติ = ผลแห่งการถึงกระแสแห่งโสดาปัตติผล คือ “ผลสมาบัติ”) ซึ่งหมายถึง “สมถภาวนา” ได้อีกต่อไป ก่อนจะไปถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–อริยผล ๔–นิพพาน ๑ ตามลำดับ ซึ่งหมายถึง “วิปัสสนาภาวนา” นั่นคือ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ธรรมทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เรียกว่า “สมธรรม”–ธรรมสงบ คือ กิเลสทั้งหลายไม่ปรากฏ ซึ่งมีธรรมทั้งหมด ๑๙ ประการ โดยแยกออกเป็น ๔ ขั้นตอน (๑) ทำจิตเป็นสมาธิ = สุคติมนุษยโลก–เทวโลก ได้แก่ ข้อ ๑–๗ (๒) ทำจิตตสมาธิแห่งรูปฌาน = รูปพรหมโลก ได้แก่ ข้อ ๘–๑๑ (๓) ทำจิตตสมาธิแห่งอรูปฌาน = อรูปพรหมโลก ได้แก่ ข้อ ๑๒–๑๕ (๔) ทำจิตเป็นโลกุตตรมรรค = โลกุตตรภูมิ ได้แก่ ข้อ ๑๖–๑๙ ดังนี้

 

(๑) ความละกามฉันทะได้แล้ว “เนกขัมมะ” จึงเป็นสมธรรม

(๒) ความละพยาบาทได้แล้ว “อัพยาบาท” จึงเป็นสมธรรม

(๓) ความละถีนมิทธะได้แล้ว “อาโลกสัญญา” จึงเป็นสมธรรม

(๔) ความละอุทธัจจะได้แล้ว “อวิกเขปะ” จึงเป็นสมธรรม

(๕) ความละวิจิกิจฉาได้แล้ว “ธรรมววัตถาน” จึงเป็นสมธรรม

(๖) ความละอวิชชาได้แล้ว “ญาณ” จึงเป็นสมธรรม

(๗) ความละอรติได้แล้ว “ปราโมทย์” จึงเป็นสมธรรม

(๘) ความละนิวรณ์ได้แล้ว “ปฐมฌาน” จึงเป็นสมธรรม

(๙) ความละวิตกวิจารได้แล้ว “ทุติยฌาน” จึงเป็นสมธรรม

(๑๐) ความละปีติได้แล้ว “ตติยฌาน” จึงเป็นสมธรรม

(๑๑) ความละสุขและทุกข์ได้แล้ว “จตุตถฌาน” จึงเป็นสมธรรม

(๑๒) ความละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ได้แล้ว “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๓) ความละอากาสานัญจายตนสัญญาได้แล้ว “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๔) ความละวิญญาณัญจายตนสัญญาได้แล้ว “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๕) ความละอากิญจัญญายตนสัญญาได้แล้ว “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” จึงเป็นสมธรรม

(๑๖) ความละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิได้แล้ว “โสดาปัตติมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๑๗) ความละกิเลสอย่างหยาบได้แล้ว “สกทาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๑๘) ความละกิเลสอย่างละเอียดได้แล้ว “อนาคามิมรรค” จึงเป็นสมธรรม

(๑๙) ความละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว “อรหัตมรรค” จึงเป็นสมธรรม

 

 

ในขั้นตอนทั้ง ๔ อย่าง นั้น จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานกำหนดระดับคุณภาพของจิต ดังนี้

 

(๑) “กามาวจรโสภณจิต” หมายถึง จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ = อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา–สุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ–กายสุจริต ๔ สัมมาอาชีวะ–ไม่ประกอบมิจฉาชีพ

• มหากุศลจิต—สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘ คือ จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ

• มหาวิบากจิต—สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘ คือ จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือ วิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ 

• มหากิริยาจิต—สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘ คือ จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ

 

(๒) “รูปาวจรจิต” หมายถึง จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ = อธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔

• รูปาวจรกุศลจิต ๕ คือ กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน

• รูปาวจรวิบากจิต ๕ คือ วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ นั่นคือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล

• รูปาวจรกิริยาจิต ๕ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ นั่นคือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล

 

(๓) “อรูปาวจรจิต” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ = อธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔

• อรูปาวจรกุศลจิต ๔ คือ กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูปฌาน

• อรูปาวจรวิบากจิต ๔ คือ วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล 

• อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล 

 

(๔) “โลกุตตรจิต” หมายถึง จิตที่เป็นโลกุตตระ = อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–ความรู้เห็นในอริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล อริยมรรค ๔ สัมมาสังกัปปะ–กุศลวิตก ๓ สัมมาญาณ–สามัญผล ๔ สัมมาวิมุตติ–นิพพาน ๒

• โลกุตตรกุศลจิต ๔ คือ กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ นั่นคือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก 

• โลกุตตรวิบากจิต ๔ คือ วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ นั่นคือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล

 

 

ในทางปฏิบัตินั้น ให้เจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยอัฏฐังคิกมรรค” ที่หมายถึง “ไตรสิกขา” (ศีล–สมาธิ–ปัญญา) ซึ่งต้องสอดคล้องกับหลักแนวทางสายกลายแห่งปัญญา ชื่อว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” โดยมีลำดับ นอกจากนี้ ในภาวะแห่งการเจริญภาวนานั้น ภาวะจิตต้องปฏิสังยุตด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” คือ ภาวะอันถูกต้อง ซึ่งเป็นเหตุ (ธัมมปฏิสัมภิทา) ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ กับ “อนุตตริยะ ๓” คือ ภาวะอันยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นผลหรือจุดหมาย (อัตถปฏิสัมภิทา) โดยมีความเข้าใจถูกต้องตามศัพท์บัญญัติทุกประการ (นิรุตติปฏิสัมภิทา) และ เกิดปัญญาและญาณที่รู้เห็นตามความเป็นจริง (ปฏิภาณปฏิสัมภิทา) ได้แก่ (๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรม อย่างสูงสุด คือ การเห็นการเข้าถึงกระแสนิพพาน (๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา มรรคมีองค์ ๘–กุศลกรรมบถ ๑๐–อปัณณกปฏิปทา ๓ และ (๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่า “นิพพาน–ดับขันธปรินิพพาน” ฉะนั้น โดยธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่ล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน แต่มีเอกภาพเดียวกันในจุดมุ่งหมายโดยปรมัตถ์ (อรหันตผลวิมุตติ) ดังนี้

 

 

ว่าด้วย อริยมรรคมีองค์ ๘ และ ไตรสิกขา

(๑) เริ่มด้วยปัญญา = ปัญญาสามัญ สติสัมปชัญญะ สติปัญญา จินตามยปัญญา สุตมยปัญญา

(๒) ดำเนินด้วยปัญญา = กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา ตถาคตโพธิสัทธา

(๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง = อธิปัญญา โยนิโสมนสิการ ภาวนามยปัญญา

 

 

โดยสาระสำคัญของพระธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จะมุ่งเน้นการใช้เหตุผลในการไตร่ตรอง พินิจพิจารณา วินิจฉัน วิเคราะห์ สังเคราะห์ เปรียบเทียบ เทียบเคียง จัดกลุ่ม ที่ใช้คำเดียวอธิบายอาการการพัฒนานาความคิด คือ “ผู้จำแนกแจกธรรม” (ผู้รู้–ผู้ประเสริฐ–พหูสูต–สัพพัญญู–อุดมบุรุษ–ปราชญ์แห่งมุนี–สัมมาสัมพุทธะ) อีกประการหนึ่ง ในทางพุทธศาสนาให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ “ผู้ปฏิบัติถูกต้องด้วยวิชชาและจรณะ” ไม่ใช่ ยศฐานะ บรรดาศักดิ์ เกียรติยศ ทรัพย์สิน เงินทอง ที่เป็นสมบัติทางโลก ดังนี้

 

คำว่า “วิชชา” หมายถึง (๑) “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” และ (๒) “วิชชา ๘” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” แต่โดยพื้นฐานนั้น จะรวมพวกปัญญาญาณไว้ด้วย โดยเฉพาะ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” รวมถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย หรือ ไตรลักษณ์ อนุปัสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘

 

คำว่า “จรณะ” หมายถึง  “ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา” ที่เรียกว่า “จรณะ ๑๕” ซึ่งประกอบด้วย ๒ ส่วน นั่นคือ (๑) “อธิสีลสิกขา” ประกอบด้วย “สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา  และ (๒) “อธิจิตตสิกขา” ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ได้แก่  “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน ซึ่งต้องปฏิสังยุตด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนาจึงจะสมบูรณ์

 

 

ฉะนั้น ในการเดินตามรอยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ (๑) “จิตใจ–นิสัยใจคอ–สัญเจตนา” (คิดดีหรือคิดชั่ว) ที่จะแสดงออกเป็นพฤติกรรมในโลกแห่งความเป็นจริง ที่เรียกว่า (๒) “กรรม ๓” ได้แก่ “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ว่าจะทำในฝ่ายกุศลกรรม คือ “สุจริต ๓–กุศลกรรมบถ ๑๐” หรือทำในฝ่ายอกุศลกรรม คือ “ทุจริต ๓–อกุศลกรรมบถ ๑๐” แต่พระพุทธองค์ให้เน้น “กุศลกรรม–อัพยากฤต–อัพยากตธรรม–อาเนญชาแห่งฌานสมาบัติ–โลกุตตรธรรม ๙ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)” ไม่ใช่แค่เรื่องคุณชาติแห่งสัทธรรมทั้ง ๗ หรือ บุญกิริยาวัตถุ ๓ เท่านั้น ดังนี้

 

“สัทธรรม ๗” หมายถึง ธรรมที่แท้ ธรรมของสัตบุรุษ หลักหรือแก่นศาสนา ได้แก่

(๑) มีศรัทธา เพราะอรรถว่า  “ศรัทธา” คือ ความเชื่อมีเหตุผล ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ในหลักแห่งความจริง ความดีงาม และในการที่จะทำกรรมดี

(๒) มีหิริ เพราะอรรถว่า  “หิริ” คือ ความละอายแก่ใจ คือ ละอายต่อความชั่ว

(๓) มีโอตตัปปะ เพราะอรรถว่า  “โอตตัปปะ” คือ ความกลัวบาป ความเกรงกลัวต่อทุจริต ความเกรงกลัวความชั่วเหมือนกลัวอสรพิษ ไม่อยากเข้าใกล้พยายามหลีกให้ห่างไกล

(๔) เป็นพหูสูต เพราะอรรถว่า  “พหูสูต” คือ ผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ” หรือ “พหูสูต” ประกอบด้วยองค์ ๕ ได้แก่ พหุสฺสุตา–ฟังมาก ๑ ธตา–จำได้ ๑ วจสา ปริจิตา–คล่องปาก ๑ มนสานุเปกฺขิตา–เพ่งขึ้นใจ ๑ ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา–ขบได้ด้วยทฤษฎี

(๕) มีความเพียรอันปรารภแล้ว เพราะอรรถว่า  “วิริยารัมภะ” คือ ปรารภความเพียร คือ ลงมือทำความเพียรอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ระดมความเพียร

(๖) มีสติมั่นคง เพราะอรรถว่า  “สติ” คือ ความระลึกได้ นึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับกิจ หรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง จำการที่ทำและคำที่พูดแล้ว แม้นานได้

(๗) มีปัญญา เพราะอรรถว่า “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล มองเห็นโลกและชีวิตตามเป็นจริง

 

“บุญกิริยาวัตถุ ๓” หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ เรื่องที่จัดเป็นการทำความดี หลักการทำความดี ทางทำความดีทั้งหลาย ได้แก่

(๑) “ทานมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ 

(๒) “สีลมัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการรักษาศีล หรือ ประพฤติดีมีระเบียบวินัย 

(๓) “ภาวนามัย บุญกิริยาวัตถุ” คือ ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา หรือ ฝึกอบรมจิตใจเจริญปัญญา

 

 

แต่เมื่อพิจารณาศึกษาพฤติกรรมชาวพุทธทั้งหลายในสังคมสมัยปัจจุบันนี้ จะพบว่า คนส่วนใหญ่มีโอกาสทำได้เพียงเรื่อง “ทาน” หรือ “จาคะ” เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฝงด้วยความเชื่อไม่ประกอบด้วยเหตุผลอีกต่างหาก คือ มีกิเลสตัณหาในขณะทำบุญ เช่น ทำแล้วจะไปอยู่บนสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี่ ถ้าอยู่ในชั้นดีๆ จะต้องบริจาคเงินให้มาก ให้มากได้บุญมาก ให้น้อยได้บุญน้อย วาสนาจะมีมากหรือน้อยอยู่ที่จำนวนเงิน ฉะนั้น พวกคนจนก็ยิ่งจนต่อไป ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ไม่เข็ดจำ จนแล้วจนอีกภพไม่เคลื่อนสูงขึ้น เพราะเงินน้อย คนเชียร์ให้ทำบุญในวัด ก็ชักนำเข้าป่าเข้าพง ก็เพราะอยากได้ของเขาโดยไม่ควร ไม่ให้ปัญญา แต่ให้ความงมงายแทน “บาปนะ—พ่อแม่พี่น้อง คือ ชักนำคนให้โง่ หรือว่าไม่จริง ให้พิจารณาหลักการทำบุญใน “สัมปทาคุณ ๔” ดังนี้

 

“สัมปทาคุณ ๔” หมายถึง ความถึงพร้อม ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งทำให้ทานที่บริจาคแล้ว เป็นทานอันยอดเยี่ยม มีผลมาก อาจเห็นผลทันตา ได้แก่

(๑) “วัตถุสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยวัตถุ คือ บุคคลผู้เป็นที่ตั้งรองรับทาน เช่น ทักขิไณยบุคคลเป็นพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี ผู้เข้านิโรธสมาบัติได้ 

(๒) “ปัจจัยสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยปัจจัย คือ สิ่งที่จะให้เป็นของบริสุทธิ์ ได้มาโดยชอบธรรม

(๓) “เจตนาสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยเจตนา คือ มีเจตนาในการให้สมบูรณ์ครบ ๓ กาล ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้ จิตโสมนัส ประกอบด้วยปัญญา 

(๔) “คุณาติเรกสัมปทา” ถึงพร้อมด้วยคุณส่วนพิเศษ คือ ปฏิคาหกมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทักขิไณยบุคคลนั้น ออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ๆ  

 

เพราะฉะนั้น การเกิดปัญญาเห็นธรรม คือ การทำให้ถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการ” จึงเป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะเป็นเรื่องนามธรรมขั้นสูง ที่อ้างด้วยหลักการแห่งทฤษฎี นั่นคือ “หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า” ซึ่งพอสรุปเป็นแนวความคิดได้ ดังนี้

 

“ความดีบุญกุศลวาสนาบารมี ถ้าเป็นแค่ส่วนเดียว ย่อมไม่ดี ไม่ได้รูปร่างทั้งหมด แต่ถ้าเป็นส่วนรวมเดียวกัน เป็นองค์รวมเดียวกัน ย่อมเป็นการเห็นอันยอดเยี่ยม คือ เห็นทุกมุมมิติแห่งความสัมพันธ์ของปัจจัยทั้งหลาย” ให้คิดแยกส่วนได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้คิดรวมส่วนประกอบทั้งหมด คือ “ทฤษฎี–หลักธรรม” นั่นคือ เกิดปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริงเสมอ

 

ความซับซ้อนแต่ไม่สับสนฟุ้งซ่านในการบวนการคิดในศึกษาพระธรรมของพระพุทธศาสนานั้น มีขั้นตอนระเบียบที่ชัดเจน ที่ต้องค่อยๆ ศึกษาให้ก้าวหน้าทีละนิด ไม่ใช่ก้าวหน้าแบบาฉับพลันทันที นั่นเกิดเฉพาะบุคคลผู้มีวาสนาดีในชาตินี้ที่สะสมบารมีมาเพียงพอ จึงไม่ต้องรอให้นานมาก ให้ผลทันตนในชาติปัจจุบัน แต่ถ้าคิดจะทำดีในชาตินี้ ก็ย่อมทำได้เหมือนกัน อยู่ที่ใจจะเอาจริงจังหรือไม่ ถ้ากลัวๆ กล้าๆ ก็สูญเปล่าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะอาจตายก่อนเวลาอันควร ยังรู้เห็นพระธรรมไม่สิ้นสุดแล้วแถมตายก่อนอีกต่างหาก แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะเกิดมาเป็นคนอีก แล้วจะได้เจอพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าอีก ยิ่งจะเป็นคนยิ่งเกิดได้ยาก เพราะเขาคุมกำเนิดกันอีก ไม่ท้องหมาท้องแมวที่แย่งกันมาเกิดเป็นคณะเหมือนคณะทัวร์ ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ประมาทพระธรรม หรือ พระรัตนตรัย “ทุกอย่างย่อมเกิดที่ใจและจบที่ใจ” ถ้ามีใจเล็กย่อมสำเร็จได้ยาก ถ้ามีใจใหญ่ความสำเร็จก็ยิ่งคืบเข้ามาหาใช้เวลาน้อยลง ตายทันเวลาอันเหมาะควร ได้บรรลุเป็นอริยบุคคลกับเขาได้บ้าง ไม่มีข้อห้ามไว้ว่าจะเป็นได้เฉพาะคนนั้นคนนี้ ลูกหลายคนนั้นคนนี้ พระพุทธเจ้าให้สิทธิเท่าเทียมกันทุกคน ถ้าประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระองค์ ถ้ายากมาก ก็ต้องทนวิริยะขันติและใช้ปัญญาก็หน่อย “...แล้วพากันคิดจะเทกรรมกันไหมในชาตินี้” ถ้าไม่มีลูกหลาน หรือลูกหลานโตกันหมดแล้ว ก็ให้หันหน้าไปทางวัด ไม่ใช่เพื่อกลับบ้านเก่าหรือไปตายอย่างไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับโลก เสียเวลาพระเจ้ามาสวดศพที่ไร้สาระ ทั้งคนตายและคนมาดูงานศพ ไม่ได้ปัญญาอะไรกลับบ้าน ไม่เกิดธรรมสังเวชอะไรมาเตือนใจ เป็นงานเผาที่ไร้สาระ หาประโยชน์ทางธรรมไม่ได้ ขนาดถึงขั้นตาย ก็จะยังไม่ทำประโยชน์อะไรเลยหรือ “เป็นการตายไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ไม่ต่างกับหมาแมวที่ตาย “เพราะตายไม่ประกอบด้วยปัญญา” นิยมพากันตายแบบไม่มีการวางแผนตายไว้ล่วงหน้า ถ้าตายให้ญาติหามแบกเข้าวัดอย่างเดียว เมื่อลิงตายไม่ผิด ให้คิดดูว่า ถึงขั้นสุดท้ายในชีวิต คือ “ตาย” ยังไร้ค่าและไม่มีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง นั่นคือ “ความดี” พวกยศศักดิ์ ทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียง คนอื่นพูดถึงแค่ก่อนจุดไฟเผาศพเท่านั้น หลังจากนั้น อย่าไปคิดฟังคำสรรเสริญให้มากไปเลย ผู้ที่เคยได้รับ “ทาน–จาคะ” จากผู้ตายเท่านั้น หรือก็น้อยมากที่จะกล่าวยกย่อถึงความดีของผู้มีพระคุณ

 

ถ้างั้น ...และแล้วให้ท่านช่วยอธิบายถึง “วิธีตายอย่างมีคุณค่าแบบชาวพุทธที่แท้จริง” เขาทำกันอย่างไร หรือว่าพอเผาเสร็จเขาเอากระดูกไปลอยอังคารนอกโลก หรืออย่างไร ให้คำอธิบายหน่อย... ข้าน้อย! ในขั้นตอนแรก คนตายจะต้องตั้งใจตายจริง พร้อมที่จะตาย ไม่กลัวตาย แต่ไม่ชักชวนคนอื่นไปตายด้วยอย่างเด็ดขาด และไม่ฆ่าตัวตาย หรือทำระเบิดพลีชีพอะไรทำนองนั้น การแสดงเจตนาว่าจะตาย เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชาติอย่างแท้จริง คือ ขอให้มีโอกาสเลือกวันเวลาและสถานที่ตายได้ อย่าไปตายคามือหมอ จิตผู้ตายไม่เป็นสุข ไม่มีเหล่าพ่อแม่ลูกหลายหรือญาติๆ อยู่พร้อมเพียงกัน ถ้าตายอย่างอนาถา ก็มีแค่ ๒ องค์ ผัวกับเมียใครตายก่อน ใครจะเป็นคนเผา ยังเป็นการตายอย่างคาใจ เพราะคนที่เหลือจะอยู่ลำบาก ตายตานอนไม่หลับ ยิ่งเป็นผัวเมียไม่มีญาติธรรมเป็นกัลยาณมิตาอีกด้วย คนตายก็ไปอย่างหนักใจ คนเป็นก็อยู่อย่างหนักใจ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบำนาญกิน และครอบครัวยากจน แต่อย่างน้อยก็สบายใจได้ ชาวบ้านไม่ทิ้งไว้ให้เน่าเหม็นทั่วบริเวณบ้าน หรือเอาไปทำปลาร้าปลาแดกอะไรหรอก เพราะคนตายนำไปทำประโยชน์ได้ยาก มีแต่เสียเงินค่าทำศพ อย่างน้อย ๓–๕ หมื่นบาท ขึ้นไป แล้วแต่ความหน้าใหญ่หน้าเล็ก แล้วผู้อยู่ก็หน้าเซียว ไม่สดใส ไม่สดชื่น เศร้าหมองเพราะคนตายไปพอ ยังเป็นหนี้ข้างบ้านให้เขานินทาอีก คือ “คนตายกินคนเป็น เพราะไม่ใช้ปัญญา” ความตายนั้น มันเกิดขึ้นได้ทุกวินาที ไม่เลือกเวลาและสถานที่ เพียงแต่คนยังไม่ตายคิดให้เป็นก่อนถึงเวลาตายจริง ใครๆ ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ไม่มีข้อยกเว้นให้ใครทั้งนั้น

 

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อตามคติพุทธนั้น มีความเชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” กับ “กฎแห่งกรรมของตน” (กัมมัสสกตาแห่งตน) ที่มักอธิบายว่า ชีวิตในปรโลกจะเป็นไปตาม “ยถากรรม” คือ ทำอะไรไว้ ก็จะได้รับผลวิบากกรรมตามที่ทำไว้ ทั้งยังมีชีวิต (จิตตามประเภท–โลก ๓–ภูมิ ๓๑ ที่ต้องรวม โลกุตตรภูมิ ด้วย) และ ตายจากโลกนี้ ความเข้าใจที่ถูกต้องดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้นั้น เป็นเรื่องปัญญาที่จะเห็นธรรมแห่งชีวิต และจะได้เลือกวิถีดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ดังใน “พระทศพลญาณ” ของพระองค์ ดังนี้

 

“ทศพลญาณ” หมายถึง พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต ๑๐ ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ได้แก่

(๑) “ฐานาฐานญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ คือ รู้ “กฎธรรมชาติ” เกี่ยวกับขอบเขตและขีดขั้นของสิ่งทั้งหลายว่า อะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ และแค่ไหนเพียงไร โดยเฉพาะในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล และกฎเกณฑ์ทางจริยธรรม เกี่ยวกับสมรรถวิสัยของบุคคล ซึ่งจะได้รับผลกรรมที่ดีและชั่วต่างๆ กัน

(๒) “กรรมวิปากญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม คือ สามารถกำหนดแยกการให้ผลอย่างสลับซับซ้อน ระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่ว ที่สัมพันธ์กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มองเห็นรายละเอียดและความสัมพันธ์ภายในกระบวนการก่อผลของกรรมอย่างชัดเจน 

(๓) “สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง คือ สุคติ–ทุคติ หรือพ้นจากคติ หรือปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่อรรถประโยชน์ทั้งปวง กล่าวคือ ทิฏฐธัมมิกัตถะ–ประโยชน์ปัจจุบัน สัมปรายิกัตถะ–ประโยชน์เบื้องหน้า หรือ ปรมัตถะ–ประโยชน์สูงสุด คือ รู้ว่าเมื่อปรารถนาจะเข้าถึงคติหรือประโยชน์ใด จะต้องทำอะไรบ้าง มีรายละเอียดวิธีปฏิบัติอย่างไร 

(๔) “นานาธาตุญาณ” ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก คือ รู้สภาวะของธรรมชาติ ทั้งฝ่าย “อุปาทินนกสังขาร” (สังขารที่กรรมยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่ อุปาทินนธรรม) และฝ่าย “อนุปาทินนกสังขาร” (สังขารที่กรรมไม่ยึดครองหรือเกาะกุม ได้แก่ อนุปาทินนธรรมทั้งหมด เว้นแต่ “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน”) เช่น รู้จักส่วนประกอบต่างๆ ของชีวิต สภาวะของส่วนประกอบเหล่านั้น พร้อมทั้งลักษณะและหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง อาทิ การปฏิบัติหน้าที่ของขันธ์ อายตนะ และธาตุต่างๆ ในกระบวนการรับรู้ เป็นต้น และรู้เหตุแห่งความแตกต่างกันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น 

(๕) “นานาธิมุตติกญาณ” ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ คือ รู้อัธยาศัย ความโน้มเอียง ความเชื่อถือ แนวความสนใจ เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นไปต่างๆ กัน 

(๖) “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย คือ รู้ว่าสัตว์นั้นๆ มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แค่ไหน เพียงใด มีกิเลสมาก กิเลสน้อย มีอินทรีย์อ่อน หรือแก่กล้า สอนง่าย หรือสอนยาก มีความพร้อมที่จะตรัสรู้หรือไม่ 

(๗) “ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌานวิโมกข์ สมาธิ และ สมาบัติทั้งหลาย 

(๘) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้

(๙) “จุตูปปาตญาณ” ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม 

(๑๐) “อาสวักขยญาณ” ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย 

 

 

ดังนั้น ให้สังเกตว่า ญาณส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่อง “กรรม: กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของตน” นั่นคือ ถ้าเป็นปุถุชนทั่วไป คือ ผู้มีชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะแห่งสงสารทุกข์ ที่เรียกว่า “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” (ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์กาย–ทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ) ทั้งที่มีชีวิตสืบเนื่องในสังสาระเช่นนี้ ผสมปนเปด้วยโลกธรรม สามัญชนทั่วไปก็ไม่รู้และตามไม่ทันกับความเป็นจริงของชีวิต ว่าอะไรเป็น “สมมติสัจจะ–สังขารธรรม–สังขตธรรม” (โลกิยปัญญา = อาสวะ: กาม–กามาสวะ ๑ ภพ–ภวาสวะ ๑ ทิฏฐิ–ทิฏฐาสวะ ๑ อวิชชา–อวิชชาสวะ ๑) อะไรเป็น “ปรมัตถสัจจะ–วิสังขารธรรม–อสังขตธรรม” (โลกุตตรปัญญา = โพธิปักขิยธรรม ๓๗: สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ กับ โลกุตตรธรรม ๙: อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ นิพพาน ๑) ผู้ที่เข้าใจได้ถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีแล้ว ปฏิบัติถูกต้องดีแล้ว ย่อมละจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ได้ (ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์กาย–ทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ) ที่เรียกว่า “พระอรหันต์–พระอรหันตขีณาสพ” นั่นคือ  “ผู้ปราศจากโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ฉะนั้น เพียงความเข้าใจที่ถูกต้องกับคำสามัญ คือ (๑) “มีกิเลสและทุกข์” คือ ทุคติ กับ (๒) “ไม่มีกิเลสและทุกข์” คือ สุคติ แล้วพัฒนาสืบต่อไปถึงภูมิจิตประเภทต่างๆ ใน ๔ ลักษณะ ดังนี้

 

(๑) “กามาวจรโสภณจิต” หมายถึง จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ = อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา–สุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ–กายสุจริต ๔ สัมมาอาชีวะ–ไม่ประกอบมิจฉาชีพ

• มหากุศลจิต—สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘ คือ จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ

• มหาวิบากจิต—สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘ คือ จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือ วิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ 

• มหากิริยาจิต—สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘ คือ จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ

 

(๒) “รูปาวจรจิต” หมายถึง จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ = อธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔

• รูปาวจรกุศลจิต ๕ คือ กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน

• รูปาวจรวิบากจิต ๕ คือ วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ นั่นคือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล

• รูปาวจรกิริยาจิต ๕ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ นั่นคือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล

 

(๓) “อรูปาวจรจิต” หมายถึง จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ = อธิจิตตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔ สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔ สัมมาสมาธิ–รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔

• อรูปาวจรกุศลจิต ๔ คือ กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูปฌาน

• อรูปาวจรวิบากจิต ๔ คือ วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล 

• อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ คือ กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล 

 

(๔) “โลกุตตรจิต” หมายถึง จิตที่เป็นโลกุตตระ = อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–ความรู้เห็นในอริยสัจจ์ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล อริยมรรค ๔ สัมมาสังกัปปะ–กุศลวิตก ๓ สัมมาญาณ–สามัญผล ๔ สัมมาวิมุตติ–นิพพาน ๒

• โลกุตตรกุศลจิต ๔ คือ กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ นั่นคือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก 

• โลกุตตรวิบากจิต ๔ คือ วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ นั่นคือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล

 

 

ฉะนั้น ผู้ที่มีภูมิแห่งจิตหรือภาวะจิตที่ได้พัฒนาจนลุล่วงถึง “ภูมิแห่งจิตทั้ง ๔” ได้ ย่อมเป็นเครื่องประกันว่า จิตใจหรือคุณภาพชีวิตนั้น จะไม่ตกอยู่ใน “อบายภูมิ ๔” ทั้งชีวิตปัจจุบันหรือในปรโลกข้างหน้า ดังนี้

 

“อบายภูมิ ๔” หมายถึง ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ได้แก่

(๔) “นิรยะ” คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย

(๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา

(๓) “ปิตติวิสัย” คือ แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข

(๔) “อสุรกาย” คือ พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง

 

 

ปัญหาสำคัญ ก็คือ ถ้าตายควรตายตอนไหนในขณะจิตที่กำลังแปรปรวนไป คือ “วิถีจิต” คำว่า “ความแปรปรวน” หมายถึง “ความทุกข์” (ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์กาย–ทุกข์ใจ–ความคับแค้นใจ) ความไม่เที่ยง ไม่มั่นคงเหมือนเดิม ย่อมทำให้เดือดร้อน ทรมาน ไม่เป็นสุขทางกายและใจ จนพิจารณาเห็นความสืบต่อของความแปรปรวนเปลี่ยนแปลง ว่า “ไม่มีตัวตน–อนัตตา” จิตที่ไปติดเกาะอยู่กับภาวะจิตเหล่านั้น จึงเป็นเรื่องทุกข์ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าจิตเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา ย่อมเป็นทุกข์สืบเนื่อง ทำให้ไม่เกิดปัญญา พิจารณาไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริงได้ คือ รู้ไม่เท่าทันความเป็นจริง “อวิชชา–อโยนิโสมนสิการ” ฉะนั้น ก็เพื่อความไม่ประมาทปัญญา ให้เชื่อศรัทธาถือปฏิบัติตาม “พุทธโอวาท ๓” นี้ หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดังนี้

(๑) สพฺพปาปสฺสอกรณํ —ไม่ทำความชั่วทั้งปวง

(๒) กุสลสฺสูปสมฺปทา —ทำความดีให้เพียบพร้อม

(๓) สจิตฺตปริโยทปนํ —ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์

 

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้รักษาศีลได้ คือ ผู้ทรงศีล ผู้ทำสมาธิได้ และรักษาสมาธินั้นไว้ได้ ผู้มีปัญญาดับกิเลสและทุกข์ทั้งหลายได้ และเกิดปัญญาเป็นเช่นนั้นตลอด ย่อมเป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ ประการ ไม่ผิดเพี้ยน ไม่มีจิตใจคิดเป็นอย่างอื่นด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน (อุเบกขา–เอกัคคตา) หรือ ฌานสมาบัติ (อรูปฌานที่ ๔ = เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ) หรือ ผลสมาบัติ (อรหัตตผลวิมุตติ) ก็ตาม ผู้ทำได้ เจริญได้ เช่นนั้น มีชื่อว่า “พระอรหันต์–พระอรหันตขีณาสพ” (จตุสัจจพุทธะ) ผู้หมดสิ้นกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงแล้ว หรือ จะเรียกว่า “ผู้ปราศจากโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ก็ได้ พระอรหันต์จะละสังขาร ตอนไหน เวลาใด ขณะใด สมัยใด ก็ย่อมเป็นพระอรหันต์เหมือนเดิม ต่างจากพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี ที่ต้องวกเวียนมาปฏิบัติธรรมให้บรรลุความตรัสรู้สัมมาโพธิญาณ เพื่อเป็นพระอรหันต์ให้ได้ จะกี่ภพกี่ชาติก็ขึ้นกับบารมีของแต่ละบุคคล แต่ชาตินี้ ถ้าคิดว่าจะให้เป็นชาติสุดท้าย ขอถวายชีวิตให้กับพระพุทธเจ้าอันเป็นที่พึ่งสรณะแห่งชีวิตทั้งหมด ก็มีความเป็นไปได้ เพราะเป็นสร้างกรรมดีส่วนบุคคล คนอื่นเอาไปไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่อง “กฎแห่งกรรม” กับ “กฎแห่งกรรมของตน” มีพุทธพจน์กล่าวว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ผู้ปฏิบัติจริงทำจริงตามคำอนุศาสนีของพระพุทธองค์ ย่อมได้รู้เห็น “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี หรือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจริงตามคำสอนของพระพุทธองค์ ย่อมพบพระพุทธองค์ได้เสมอ เพราะพระธรรมของพระพุทธองค์อยู่เหนือข้อจำกัดของเวลา จะนานแค่ไหนก็ไม่เป็นอื่น ส่วนปุถุชนสามัญจะมีโอกาสได้เจอพระสัทธรรมของพระพุทธองค์หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับแรงอธิษฐานจิตของแต่ละบุคคล ว่าจะทำจริงได้หรือไม่. 

 

 

 

Visitor Number:
4959450