๖๘. บาทวิถีแห่งความสำเร็จ  

        The Path of Achievement 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1284

ความสำคัญของบทความ

 

สิ่งที่สำคัญที่สูงสุดในการเจริญภาวนานั้น ประกอบด้วย ๓ องค์ (๑) อธิศีล (๒) อธิจิตต์ (๓) อธิปัญญา อันเรียกว่า “ธรรมสามัคคี” (สหชาตธรรม) หมายถึง ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรม องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุมรรคผล เป็นต้น นั่นคือ เมื่อศึกษาพระธรรมขันธ์จนมีสามารถจำแนกแจกธรรมได้แล้ว ต้องพิจารณาเห็นการรวมธรรมทั้งหลายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยแต่ละส่วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนไม่ละเมิดกันและกัน แต่เป็นคณะทำงานเดียวกันให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ได้จริง ซึ่งประกอบด้วย “ทักษะการคิดซับซ้อน” ได้แก่ “ทำความกระจ่าง–สรุปลงความเห็น–ให้คำจำกัดความ–วิเคราะห์–สังเคราะห์–ประยุกต์ใช้ความรู้–จัดระเบียบ–สร้างความรู้–จัดโครงสร้าง–ปรับโครงสร้าง–หาแบบแผน–พยากรณ์–หาความเชื่อพื้นฐาน–ตั้งสมมติฐาน–พิสูจน์ความจริง–ทดสอบสมมติฐาน–ตั้งเกณฑ์–ประเมิน” ให้พิจารณาเปรียบเทียบกับ “วีมังสา” ในอิทธิบาท ๔ หมายถึง “ปัญญา–กิริยาที่รู้ชัด–ความวิจัย–ความเลือกสรร–ความวิจัยธรรม–ความกำหนดหมาย–ความเข้าไปกำหนด–ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ–ภาวะที่รู้–ภาวะที่ฉลาด–ภาวะที่รู้ละเอียด–ความรู้แจ่มแจ้ง–ความค้นคิด–ความใคร่ครวญ–ปัญญาเหมือนแผ่นดิน–ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส–ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง–ความเห็นแจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาเหมือนประตัก–ปัญญา–ปัญญินทรีย์–ปัญญาพละ–ปัญญาเหมือนศัสตรา–ปัญญาเหมือนปราสาท–ความสว่างคือปัญญา–แสงสว่างคือปัญญา–ปัญญาเหมือนประทีป–ปัญญาเหมือนดวงแก้ว–ความไม่หลง–ความวิจัยธรรม–สัมมาทิฏฐิ” ฉะนั้น ความล้มเหลวหรือความสำเร็จในกิจงานต่างๆ ย่อมขึ้นกับ “ปัญญาที่คิดเป็น” นั่นคือ ความคิดที่งอกเงยที่งดงามประกอบด้วยคุณธรรม (สัมมาทิฏฐิ) ที่หมายถึง “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ การคิดแบบแยกแยะด้วยอนุโลม และด้วยลงข้อสรุปด้วยปฏิโลม ไม่ว่าจะด้วยการเปรียบเทียบและเทียบเคียงก็ตาม เป็น “กระบวนการย่อยตกผลึกทางความคิด” ที่สำคัญในการเจริญภาวนากรรมฐาน การกำหนดพิจารณาอยู่สืบเนื่องอยู่เนืองๆ ด้วยทำให้มาก ให้บริบูรณ์ ให้ไพบูลย์ยิ่ง (อนุปัสสนา–อนุสติ) จึงเป็นคุณสมบัติอันยิ่งของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา เพราะเป็นองค์ประกอบสำคัญใน “อิทธิบาท ๔” ในข้อที่ว่า “วิมังสา” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” จึงทำหน้าที่บทบาทในการเจริญสมาธิภาวนาให้บรรลุถึงจตุตถฌาน อันมีสติสัมปชัญญะบริสุทธิ์ มีญาณทัสสนะเกิดขึ้น คือ จิตตัววิปัสสนา หรือสมาธิอันเป็นบาทวิถีในวิปัสสนาภาวนา ซึ่งทำให้เกิด “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ” ทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมตามความเป็นจริง ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘” และทำให้มีปรีชาสามารถให้สำเร็จบรรลุถึงความตรัสรู้ พร้อมด้วย “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – บาทวิถีแห่งความสำเร็จ

 

มนุษย์ทั้งหลายย่อมยังชีวิตให้ยืนยาวเพราะมีความหวัง อันเป็นจุดหมายที่จะพบกับความสำเร็จ นั่นคือ หน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่ตามอัตภาพของตน ฉะนั้น คนที่ปราศจาก ความหวัง จุดหมาย วิสัยทัศน์ ความเชื่อ ความศรัทธา ความเลื่อมใส ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งในอนาคต ก็ไม่แตกต่างไปจากคนที่ตายแล้ว เพราะคนตายไม่คิดอะไรให้ปวดหัว เห็นความตายสำคัญกว่า จะมีชีวิตอยู่หรือไม่มีชีวิตอยู่ ก็ไม่แตกต่างกันเลย คนมีชีวิตจึงต้องอยู่ด้วยความหวัง อยู่เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นจุดหมาย ที่เป็นแรงดลบันดาลใจ อยากให้มีชีวิตอยู่ คือ มีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ไม่ใช่ไร้ค่าไร้ความหมายเป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมมีศรัทธาปสาทะ มีเลื่อมใสด้วยอธิโมกขสัทธาในพระศาสนา โดยหวังเห็นความสำเร็จที่จะบรรลุอริยมรรคในชาตินี้ให้ได้จริงๆ นั่นคือ “ความเป็นพระอรหันต์อริสาวกแห่งตถาคต” ที่ได้ชื่อว่า “ผู้ปราศจาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” (วิวัฏฏะ) เพื่อให้จุดหมายดังกล่าวนั้น บรรลุความสำเร็จสูงสุด ที่เรียกว่า “ปรมัตถประโยชน์ = พระนิพพาน” ภาวะจิตใจจึงต้องประกอบด้วย การทรงศีลให้บริสุทธิ์ การประคองยกจิตใจให้เป็น “อธิจิตต์” คือ มีความเพียรชอบ มีสติสัมปชัญญะ มีสัมมาสมาธิแห่งจตุตถฌาน (อุเบกขาจิต–เอกัคคตาแห่งจิต) เพื่อให้เกิดความรู้เห็นที่เป็นปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” นั่นคือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” อันเป็นคุณสมบัติของความเป็นพุทธะ คือ “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน” คนที่ไม่อดทนขยัน มีความเพียรอุตสาหะ ที่จะบากบั่นอุปสรรคทั้งหลายให้หมดสิ้นไป (กิเลสและทุกข์) ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับปุถุชนทั่วไป ผู้หลงทิศตามกระแสโลกธรรมทั้งหลาย ความหวังในความสำเร็จเพื่อบรรลุอริมรรคนี้ ย่อมเกิดจากพลังศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าด้วยปัญญาที่เลิศกว่าบุคคลทั่วไป ทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งปัญญา ต้องมีความสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วย “อริยมรรค” ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔” ซึ่งเป็นข้อประพฤติปฏิบัติตามสัมมาปฏิปทาอันเยี่ยม ที่เรียกว่า “ทางสายกลางแห่งปัญญา” คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบและเห็นเองโดยชอบเมื่อ ๒,๖๐๐ ปีที่ผ่านมา พระธรรมคำสั่งสอนทั้งหลายของพระพุทธองค์ ล้วนเป็นสิ่งที่ประเสริฐบริสุทธิ์ดีเยี่ยม เพื่อเปลี่ยนปุถุชนให้เป็นอริยะ ฉะนั้น ความศรัทธาและฉันทะจึงเป็นปฏิปทา ที่เรียกว่า “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” คือ ปฏิบัติได้ยาก และรู้ได้ช้า ต้องอาศัยการสะสมบุญกุศลบารมีอันยิ่งในการศึกษาข้อปฏิบัติอย่างจริงจัง นั่นคือ “ไตรสิกขา: ศีล–สมาธิ–ปัญญา” หลักธรรมทั้งหลายจึงมีความสมบูรณ์ครบในตัวเอง ไม่ล่วงละเมิดกันและกัน (อนุโลม–วิเคราะห์) แต่รวมกันเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว (ปฏิโลม–สังเคราะห์) มีทั้ง (๑) องค์ธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้ คือ “พธิปักขิยธรรม ๓๗” ฝ่ายสมถพละ เช่น อิทธิบาท ๔  (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) ที่จะกล่าวถึงในบทนี้ และ (๒) ธรรมเครื่องนำพาให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้” คือ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ฝ่ายวิปัสสนาพละ ผสมผสานรวมกันเป็นระบบและโครงสร้างเดียวกัน ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงธรรมอันทำให้ถึงความสำเร็จแห่งจุดหมาย ที่เรียกว่า “อิทธิบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) ดังนี้

 

 

. อิทธิปาทวิภังค์

สุตตันตภาชนีย์

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 198–204 FILE 78)

 

[๕๐๕] “อิทธบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) คือ ภิกษุในศาสนานี้

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร

 

(๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

[๕๐๖] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ถ้าภิกษุทำ “ฉันทะ” ให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้ “เอกัคคตาแห่งจิต” สมาธินี้เรียกว่า “ฉันทสมาธิ” ภิกษุนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” (สัมมัปปธาน ๔) ฉันทสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า “ฉันทสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๐๗] ในบทเหล่านั้น (๑) “ฉันทะ” เป็นไฉน ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม นี้เรียกว่า “ฉันทะ” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย ฉันทะ สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๐๘] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

[๕๐๙] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ถ้าภิกษุทำ “ความเพียร” ให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้ “เอกัคคตาแห่งจิต” สมาธินี้เรียกว่า “วิริยสมาธิ” ภิกษุนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” (สัมมัปปธาน ๔) วิริยสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า “วิริยสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๐] ในบทเหล่านั้น (๑) “วิริยะ” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใด นี้เรียกว่า “วิริยะ” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย วิริยะ สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๑] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

[๕๑๒] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ถ้าภิกษุทำ “จิต” ให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้ “เอกัคคตาแห่งจิต” สมาธินี้เรียกว่า “จิตตสมาธิ” ภิกษุนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” (สัมมัปปธาน ๔) วิริยสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า “จิตตสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๓] ในบทเหล่านั้น (๑) “จิต” เป็นไฉน จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “จิต” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔)ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย จิต สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า ประกอบด้วย “จิตตสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๔] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร

[๕๑๕] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ถ้าภิกษุทำ “ปัญญา” ให้เป็นอธิบดีแล้วจึงได้สมาธิ ได้ “เอกัคคตาแห่งจิต” สมาธินี้เรียกว่า “วีมังสาสมาธิ” ภิกษุนั้น (๑) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น (๒) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียรเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น (๔) ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ทำความเพียร เพื่อความดำรงอยู่ ความไม่สาบสูญ ความภิญโญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ เรียกว่า “ปธานสังขาร” (สัมมัปปธาน ๔) วีมังสาสมาธิและปธานสังขารดังกล่าวมานี้ ประมวลย่อ ๒ อย่างนั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า “วีมังสาสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๖] ในบทเหล่านั้น (๑) “วีมังสา” เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า “วีมังสา” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย วีมังสา สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๑๗] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

สุตตันตภาชนีย์ จบ -------------

 

 

ในการเจริญอิทธิบาท ๔ ในขั้นแรกนี้ เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่เกิดขึ้นใน “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ (จตฺตาโร สติปฎฺฐานา) สัมมัปปธาน ๔ (จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา) อิทธิบาท ๔ (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) อินทรีย์ ๕ (ปัญฺจินฺทฺริยานิ) พละ ๕ (ปญฺจ พลานิ) โพชฌงค์ ๗ (สตฺต โพชฺฌงฺคา) อริยมรรคมีองค์ ๘ (อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค) ซึ่งมีลำดับแรกมาจาก “สติปัฏฐาน ๔” (จตฺตาโร สติปฎฺฐานา) หมายถึง ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ได้แก่ (๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเข (๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เมื่อเจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้มาก ให้สมบูรณ์ไพบูลย์ยิ่ง ย่อมมีสติสัมปชัญญะ คือ “สติปัญญา” เกิดขึ้น และเป็น “จิตตสมาธิ” ได้ ฉะนั้น “สติปัฏฐาน ๔” จึงเป็น “สัมมาสติ” –ระลึกชอบ ที่เกิดควบคู่กับ “สัมมาสมาธิ” –ตั้งจิตมั่นชอบ เพื่อเป็นบาทวิถีเกื้อกูลธรรมที่เหลือเพื่อความตรัสรู้ต่อไป กับ “สัมมัปปธาน ๔” (ปธาน ๔ –จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา) หมายถึง  ความเพียร ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่ (๑) “สังวรปธาน” เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น (๒) “ปหานปธาน” เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (๓) “ภาวนาปธาน” เพียรเจริญหรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น (๔) “อนุรักขนาปธาน” เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ดังนั้น “สัมมัปปธาน ๔” หมายถึง “สัมมาวายามะ” –พยายามชอบ อันจะเป็นฐานหรือปทัฏฐานสำคัญในการเจริญอิทธิบาท ๔ ต่อไป ในคราวนี้ ให้พิจารณา “อิทธิบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) ที่สัมปยุตต์กับ “โลกุตตรฌาน” ซึ่งทำให้เกิด “เอกัคคตาแห่งจิต” เช่นกัน ซึ่งเกิดขึ้นในการเจริญาณทั้งหลาย โดยมีสมาธิเห็นหลัก

 

 

อภิธรรมภาชนีย์

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 205–212 FILE 78)

 

[๕๑๘] “อิทธิบาท ๔” คือ ภิกษุในศาสนานี้

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิปธานสังขาร

 

(๑) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

[๕๑๙] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “ฉันทสมาธิปธานสังขาร”

 

[๕๒๐] ในบทเหล่านั้น (๑) “ฉันทะ” เป็นไฉน ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม อันใด นี้เรียกว่า “ฉันทะ” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย ฉันทะ สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๒๑] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๒) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

[๕๒๒] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วิริยสมาธิปธานสังขาร”

 

[๕๒๓] ในบทเหล่านั้น (๑) “วิริยะ” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนืองในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “วิริยะ” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย วิริยะ สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๒๔] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๓) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

[๕๒๕] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “จิตตสมาธิปธานสังขาร”

 

[๕๒๖] ในบทเหล่านั้น (๑) “จิต” เป็นไฉน จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “จิต” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย จิต สมาธิ และ ปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยจิตสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๒๗] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ ของ

บุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

(๔) เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร

[๕๒๘] ก็ภิกษุ “เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร” เป็นอย่างไร

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลกให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ในสมัยนั้น ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วย “วีมังสาสมาธิปธานสังขาร”

 

[๕๒๙] ในบทเหล่านั้น (๑) “วีมังสา” เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “วีมังสา” (๒) “สมาธิ” เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “สมาธิ” (๓) “ปธานสังขาร” เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค อันใด นี้เรียกว่า “ปธานสังขาร” (๔) ภิกษุ เป็นผู้เข้าไปถึงแล้ว เข้าไปถึงแล้วด้วยดี เข้ามาถึงแล้ว เข้ามาถึงแล้วด้วยดี เข้าถึงแล้ว เข้าถึงแล้วด้วยดี ประกอบแล้วด้วย วิมังสา สมาธิ และปธานสังขาร ดังกล่าวมานี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร” ด้วยประการฉะนี้

 

[๕๓๐] (๕) คำว่า “อิทธิ” ได้แก่ ความสำเร็จ ความสำเร็จด้วยดี การสำเร็จ การสำเร็จด้วยดี ความได้ ความได้อีก ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง ความกระทำให้แจ้ง ความเข้าถึง ซึ่งธรรมเหล่านั้น (๖) คำว่า “อิทธิบาท” ได้แก่ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา วิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสมาธิ วิริยพละ สมาธิพละ อหิริกพละ อโนตตัปปพละ โลภะ โมหะ อภิชฌา มิจฉาทิฏฐิ อหิริกะ อโนตตัปปะ สมถะ ปัคคาหะ อวิกเขปะ ของบุคคลผู้บรรลุธรรมเหล่านั้น (๗) คำว่า “เจริญอิทธิบาท” ได้แก่ ย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งธรรมเหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “เจริญอิทธิบาท”

 

 

[๕๓๑] “อิทธิบาท ๔” คือ

. ฉันทิทธิบาท

. วิริยิทธิบาท

. จิตติทธิบาท

. วีมังสิทธิบาท

 

(๑) ฉันทิทธิบาท

[๕๓๒] ในอิทธิบาท ๔ นั้น “ฉันทิทธิบาท” เป็นไฉน

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า “ฉันทิทธิบาท” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยฉันทิทธิบาท”

 

(๒) วิริยิทธิบาท

[๕๓๓] ในอิทธิบาท ๔ นั้น “วิริยิทธิบาท” เป็นไฉน

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า “วิริยิทธิบาท” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยวิริยิทธิบาท”

 

(๓) จิตติทธิบาท

[๕๓๔] ในอิทธิบาท ๔ นั้น “จิตติทธิบาท” เป็นไฉน

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “จิตติทธิบาท” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตติทธิบาท”

 

(๔) วีมังสิทธิบาท

[๕๓๕] ในอิทธิบาท ๔ นั้น “วีมังสิทธิบาท” เป็นไฉน

ภิกษุในศาสนานี้ “เจริญโลกุตตรฌาน” อันเป็นเครื่องนำออกไปจากโลก ให้เข้าสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌาน ประกอบด้วย วิตก วิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่วิเวก เป็น “ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา” อยู่ ในสมัยใด ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค ในสมัยนั้น อันใด นี้เรียกว่า “วีมังสิทธิบาท” ธรรมทังหลายที่เหลือ เรียกว่า “ธรรมที่สัมปยุตด้วยวีมังสิทธิบาท”

 

จบ อภิธรรมภาชนีย์ -------------------

 

 

ข้อพึงสังเกตประการหนึ่งในการปฏิบัติธรรม คือ คำศัพท์บัญญัติทางพุทธศาสตร์ (Buddhism Terminology) ที่มีความหมายหรือคำนิยามเฉพาะด้าน และใช้เป็นคำหลักในการบรรยายธรรมทั้งหลาย ทั้งอาจจะบรรยายหรืออธิบายในกลุ่มคำที่เป็นไวพจน์หรือเหมือนกัน (Synonyms) หรือคำที่เป็นปฏิปักษ์หรือตรงข้ามกัน (Antonyms) แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้พวกคำไวพจน์หรือคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน แต่คำแต่ละคำมีความหมาย ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) คำหมายนัยเดียว (Denotation) คือ การกินความหมายในวงแคบเฉพาะด้าน กับ (๒) คำความหมายหลายนัย (Connotation) คือ การกินความหมายกว้าง ในการบรรยายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ใช้วิธีมุขปาฐะ คือ การสอนด้วยการบรรยายอย่างเดียว ไม่มีเอกสารใดๆ ประกอบการบรรยาย ที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” จะพูดซ้ำๆ ในข้อธรรมเดียวกัน เพื่อให้จำได้ มีเวลาคิดตามหลักธรรมนั้นๆ อย่างละเอียด ไม่ได้รีบเร่งเพราะมีเวลาจำกัดแต่อย่างใด พระองค์เทศนาธรรมตามอาการของอุปนิสัยใจคอของบุคคลหรือจริตแต่ละคน ขึ้นกับโง่มากหรือฉลาดมาก ก็จะเทศนาธรรมที่หยาบหรือละเอียดแตกต่างกัน ในสมัยปัจจุบันนี้ เรามีสื่อการเรียนการสอนมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรืออักษร สามารถกระทำอย่างซ้ำๆ ได้ ตลอดเวลา ซึ่งการทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง   ย่อมทำ ให้เกิดความทรงจำ ที่ถาวรในหรือความจำระยะยาว (Long–Term Memory) การฟัง การอ่าน การคิดตาม จึงเป็นลักษณะของผู้คงแก่เรียน ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม “บุคคลผู้เรียนรู้” (Learning People) คือ คุณสมบัติของคนมีคุณภาพในสังคมปัจจุบัน ที่ประกอบด้วยความรู้และศีลธรรม เรียนเก่งแต่นิสัยชั่วๆ ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของชุมชนใดในโลกนี้ เพราะฉะนั้น “อย่าคิดชั่วๆ ทำชั่วๆ ให้ตนเองและคนอื่นเดือดร้อน”

 

ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนานั้น เป็นกระบวนการ “การขัดเกลากิเลส” ออกจากจิตใจในการแสดงออกด้วย “กรรมดี” ได้แก่ กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๒ ที่เรียกว่า “กุศลกรรมบถ ๑๐” นั่นเอง คำว่า “กรรมดี” ยังหมายถึง “การเจริญสมถภาวนา” (ฌานสมาบัติ) กับ “การเจริญวิปัสสนาภาวนา” (วิปัสสนาญาณ) อันเป็นกรรมฐานสำคัญแห่งการเจริญภาวนา ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม ที่แสดงถึงความมีวิสัยทัศน์กว้างไกล พิจารณาเห็นอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริง คือ “มีความเพียร–มีสติสัมปชัญญะ–มีเอกัคคตาแห่งจิต” (อุเบกขา–พรหมจิต) ซึ่งเป็นจิตอันยิ่งยวด ที่จะทำให้เกิดปัญญาอันยิ่งยวดเช่นกัน นั่นคือ “อนุตตริยะ ๓” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรม หรือ อย่างสูงสุดคือ “การรู้เห็นนิพพาน” นั่นคือการเกิดปัญญาเห็น “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” ได้

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่าย โดยหมายเอา “อริยมรรคมีองค์ ๘”  

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น คือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” หรือ “นิพพาน”  

 

ฉะนั้น “อนุตตริยะ ๓” คือ กำลังแห่งปัญญาที่หยั่งรู้สภาวธรรมที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน (ปัจจุปปันนังสญาณ–รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน) และในอนาคต (อนาคตังสญาณ–รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ ด้วยอำนาจแห่งจตุตถฌาน) คำว่า “ทัสสนานุตตริยะ” การเห็นอันเยี่ยม นั่นคือ รู้จุดหมายอันจะเกิดผล (อัตตปฏิสัมภิทา) ส่วน “ปฏิปทานุตตริยะ” การปฏิบัติอันเยี่ยม นั่นคือ รู้เหตุในปัจจุบันอันจะเกิดผลในอนาคต (ธัมมปฏิสัมภิทา) ด้วยการเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘” และ  “วิมุตตานุตตริยะ” การพ้นอันเยี่ยม นั่นคือ รู้เห็นมหาอมตธรรมแห่งปัญญาหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือ “อาสวักขยญาณ” (ปฏิภาณปฏิสัมภิทา) และเกิดความเข้าใจถูกต้องกับคำศัพท์ทั้งหลายที่จะใช้บรรยายหรืออธิบายสภวธรรม โดยบัญญัติแห่งโลกสมมติได้ถูกต้อง (นิรุตติปฏิสัมภิทา) เพราะฉะนั้น ธรรมที่เป็นเครื่องให้ถึงความสำเร็จในกิจงานต่างๆ ก็คือ “อิทธิบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) ดังนี้

 

“อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ได้แก่

(๑) “ฉันทะ” ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยไวพจน์ = ความพอใจ การทำความพอใจ ความใคร่เพื่อจะทำ ความฉลาด ความพอใจในธรรม

(๒) “วิริยะ” ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย ด้วยไวพจน์ = การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนืองในมรรค

(๓) “จิตตะ” ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ ด้วยไวพจน์ = จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกัน

(๔) “วิมังสา” ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น ด้วยไวพจน์ = ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องว่าด้วย “อนุภาพของอิทธิบาท ๔” ที่ทำให้ผู้เจริญธรรมนี้จนสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่ง ได้รับผลวิบากเป็นกุศลกรรมแห่งการทำดี คือ “มีอายุยั่งยืนตามสมควรแห่งการปฏิบัติธรรม” ไม่ใช่อยู่ไปเพื่อพอกพูนกิเลสตัณหา หรือสร้างราคะให้ครอบงำจิตจนเสียธรรม เช่น มหาโจรปฏิบัติเจริญ “อิทธิบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) เพื่อยืดอายุทำชั่ว ย่อมไม่สอดคล้องกันกับพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแน่นอน แต่ถ้าเป็น “พระอรหันต์” ทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดผลวิบากแห่งมหากุศลกรรมแน่นอน ฉะนั้น ธรรมย่อมไม่เกิดผลสำหรับคนผู้มีอบายคติใน ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) “นิรยะ” คือ นรก สภาวะหรือที่อันไม่มีความสุขความเจริญ ภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย (๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ กำเนิดดิรัจฉาน พวกมืดมัวโง่เขลา (๓) “ปิตติวิสัย” คือ แดนเปรต ภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุข (๔) “อสุรกาย” คือ พวกอสูร พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริง ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วยอานุภาพของอิทธิบาท ๔

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 275–277 FILE 18)

 

 [๙๔] () ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนุ่งสบงทรงถือบาตรและจีวรแล้ว เสด็จดำเนินเข้านครเวสาลี เพื่อบิณฑบาต () ครั้นเสด็จดำเนินเพื่อบิณฑบาตในนครเวสาลีแล้ว เสด็จกลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัตร ทรงมีพระดำรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงถือนิสีทนะ (ที่รองนั่ง) เราจักเข้าไปยังปาวาลเจดีย์กันเถิด ท่านพระอานนท์กราบทูลรับว่า พระเจ้าข้า แล้วถือนิสีทนะตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไปโดยเบื้องพระปฤษฏางค์

 

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินเข้าไปยังปาวาลเจดีย์ แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว แม้ท่านพระอานนท์ ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ ซึ่งนั่งอยู่ ณ ด้านหนึ่ง ดังนี้ว่า

 

ดูก่อนอานนท์นครเวสาลี เป็นที่รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ สารันททเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง ตั้งไว้เนื่องๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดี โดยชอบ ดูก่อนอานนท์ ผู้นั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ตลอดกัป เกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ได้ทำให้มาก แล้วได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ แล้ว อบรมแล้ว ปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดังนี้

 

แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำนิมิตหยาบ ทรงทำโอภาสหยาบอย่างนี้แล ท่านพระอานนท์ ก็มิสามารถรู้ได้ มิได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ คล้ายกับท่านมีจิตถูกมารสิงไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์

 

แม้ครั้งที่ ๒ แล ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์นครเวสาลี เป็นที่รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ สารันททเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ ก็เป็นที่รื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใดเจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง ตั้งไว้เนื่องๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดี โดยชอบ ดูก่อนอานนท์ ผู้นั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ตลอดกัป เกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ได้ทำให้มาก แล้วได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว ตั้งไว้เนืองๆ แล้ว อบรมแล้ว ปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดังนี้

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ แม้ครั้งที่ ๓ แล ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ นครเวสาลี เป็นที่รื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ พหุปุตตเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์สารันททเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ ปาวาลเจดีย์ก็เป็นที่รื่นรมย์ ดูก่อนอานนท์ ผู้หนึ่งผู้ใด เจริญอิทธิบาท ๔ ทำให้มาก ทำให้เป็นประหนึ่งยาน ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ อบรมไว้ ปรารภด้วยดี โดยชอบ ผู้นั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตแลได้เจริญอิทธิบาท ๔ แล้ว ได้ทำให้มากแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งยานแล้ว ได้ทำให้เป็นประหนึ่งวัตถุที่ตั้งแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภเสมอแล้วด้วยดี ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้นเมื่อปรารถนา ก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดังนี้

 

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำนิมิตหยาบ ทรงทำโอภาสหยาบ อย่างนี้แล ท่านพระอานนท์ก็มิสามารถรู้ มิได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด ขอพระสุคตเจ้าจงดำรงอยู่ตลอดกัปเถิด เพื่อเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชนจำนวนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ คล้ายกับท่านมีจิตถูกมารสิงไว้ ลำดับ นั้น

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกท่านพระอานนท์มีพระดำรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงไป บัดนี้ เธอจงสำคัญกาลอันควรเถิด ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กระทำประทักษิณนั่งแล้วที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งในที่ไม่ไกล

 

จบ ว่าด้วยอานุภาพของอิทธิบาท ๔ ---------------------

 

 

ในอันดับสุดท้ายนี้ ให้พิจารณาถึงเรื่อง ประโยชน์ที่เกิดจากการเจริญอิทธิบาททั้ง ๔ อย่าง ที่ทำให้เกิด “ฤทธิ์–ปาฏิหาริย์” การปฏิบัติธรรมที่ทำได้เหมาะควรแก่ธรรมโดยถูกต้องตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ออกนอกลู่นอกทาง หรือเป็นไปในทาง “มิจฉาทิฏฐิ” คือ ความเห็นถือผิด อันเกิดจากความหลงใหล “สัมโมหะ” และ ความไม่รู้จักคิด “อโยนิโสมนสิการ” หรือ ความไม่รู้จริง “อวิชชา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พลังอำนาจอันเกิดฤทธิ์จากใจหรือจิตวิญญาณ เพราะโดยธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดกิเลสและเป็นทุกข์ ถ้ายังไปคบหาสมาคมจนเลยขอบเขตความเมตตาจนเสียธรรม การควบคุมฤทธิ์เหล่านี้ จึงต้องอาศัยจิตในระดับ “จตุตฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตา” อันเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์หรือบริสุทธิ์สะอาดผ่องใส ทำให้ “สติสัมปชัญญะ” เกิดความบริสุทธิ์ในขณะเดียวกัน คือ มีสติปัญญาที่ครบรอบสมบูรณ์ ทำให้ถึงพร้อมที่จะมนสิการกรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนาได้ปัญญาที่เห็นธรรมตามความเป็นจริง เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ว่าสังขตธรรมทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง สิ่งเป็นทุกข์ สิ่งไม่มีตัวตน ที่จะทำให้ไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนเป็นโลก ทำให้งมงายเวียนว่ายตายเกิดในสังสารทุกข์แห่งวัฏฏะ ปัญญานี้เกิดขึ้นได้ในการเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” (สัมมาสติ) ที่ปฏิสังยุตกับ “สัมมัปปธาน ๔” (สัมมาวายามะ) และอยู่ในภูมิแห่ง “ฌาน ๔” (สัมมาสมาธิ) ที่เป็น “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ซึ่งทำให้เกิดฤทธิ์ต่างๆ มากมาย ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ รู้ไม่เท่าทันกิเลส ย่อมทำให้หลงภพภูมิที่จะก้าวไปเป็นอริยบุคคลได้ และอาจทำให้เสียโอกาสที่จะได้พบกับคุณอันใหญ่แห่ง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ นิพพาน ๑ การมีชีวิตตามปกติที่ปุถุชนนั้น ยิ่งต้องพบกับอุปสรรคมากมาย ที่จะปิดกั้นไม่ให้ถึงคุณความดีหรือคุณชาติแห่งอริยมรรค โดยเฉพาะ ที่เรียกว่า “กิเลสมาร” คือ กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือ “อภิสังขารมาร” คือ อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม (ด้วยโลกธรรม ๘) นำให้เกิด “ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เข้าขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ ผู้ที่บรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ได้นั้น ยังไม่ใช่อริยบุคคลเต็มขั้น ยังกำจัด “ทิฏฐิ” ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความเห็นถือผิดยังครองงำจิตใจอยู่ ถึงจะข้ามไปถึง “อรูปฌาน ๔” (อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ก็ตาม เพราะยังไม่เข้าสู่ภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ขั้นตอนการพัฒนาปัญญาที่เห็นธรรมตามความเป็นจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่ทำให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ฉะนั้น ความรู้แจ้งความเห็นจริงดังกล่าวนี้ ย่อมเกิดขึ้นระหว่าง “จตุตถฌาน” กับ “ญาณ ๑๖” ซึ่งหมายถึง “วิชชา ๓” เป็นหลัก หรือตามด้วย “วิชชา ๘” ก็ได้ ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จะต้องเกิดปัญญาเห็นธรรมที่จะนำ “วิชชา ๓–วิชชา ๘” มาช่วยในการดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ เป็น “ภาวนามยปัญญา” อย่าลืมวัตถุประสงค์ในการเจริญสมาธิภาวนา (ทิฏฐธรรมสุขวิหาร–ญาณทัสสนะ–สติและสัมปชัญญะ–อาสวักขยะ) สุดท้ายก็เพื่อนิพพาน นั่นเอง ไม่ใช่หลงไปทางอื่น เพื่อประโยชน์อันไม่ใช่นิพพาน ย่อมเป็นบาปเป็นทุกข์วันยันค่ำ อย่าไปหาข้อแก้ตัวอะไรมาใช้ จะทำให้ “ฉิบหายเสียคุณอันใหญ่–โลกุตตรธรรม” ในบรรดาฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เกิดจากการเจริญภาวนานั้น พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ “อิทธิปาฏิหาริย์” และ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” แต่ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ว่าเป็นเยี่ยม ดังนี้

 

“ปาฏิหาริย์ ๓” หมายถึง การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้ การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ ได้แก่

(๑) “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์

(๒) “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์  

(๓) “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์

 

 

ให้พิจารณาถึงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ด้วยอานิสงส์แห่งอิทธิบาท ดังต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วยอานิสงส์แห่งอิทธิบาท

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 540–541 FILE 13)

 

 [๒๐๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมกลับคืนคนเป็นผู้เดียวแล้ว นั่งบนบัลลังก์ของท้าวสักกะจอมเทพ เรียกเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์มากล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติไว้แล้ว (๑) เพื่อความทำฤทธิ์ให้มาก (๒) เพื่อความทำฤทธิ์ให้วิเศษ (๓) เพื่อแสดงฤทธิ์ได้ “อิทธิบาท ๔” เป็นไฉน

 

ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร  “อิทธิบาท ๔” เหล่านี้แล อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้เห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติไว้แล้ว (๑) เพื่อความทำฤทธิ์ให้มาก (๒) เพื่อความทำฤทธิ์ให้วิเศษ (๓) เพื่อแสดงฤทธิ์ได้

 

(๑) สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด แสดงฤทธิ์ได้เพราะความที่อิทธิบาททั้ง ๔ เหล่านี้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว  

 

(๒) อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดจะแสดงฤทธิ์ได้ เพราะความที่อิทธิบาททั้ง ๔ อย่างเหล่านี้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว

 

(๓) อนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาล ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดแสดงฤทธิ์ได้ เพราะความที่อิทธิบาททั้ง ๔ อย่างเหล่านี้แหละเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว

 

(๔) เทวดาชั้นดาวดึงส์เห็นอิทธานุภาพเห็นปานนี้ของเราหรือไม่ เห็นแล้ว ท่านมหาพรหม แม้เรามีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ก็เพราะความมีอิทธิบาททั้ง ๔ อย่างนี้แลได้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ดังนี้

 

 

ในการปฏิบัติธรรมนั้น มีจุดประสงค์สูงสุด คือ การปล่อยวาง ไม่ถือมั่นยึดมั่น ในความต้องการ “กาม” ในความเป็นตัวตนหรือความเป็นอยู่ในโลก “ภพ” ที่เป็น “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นถือผิด และความไม่รู้จริง “อวิชชา” ฉะนั้น การแสดงทัศนคติที่มีต่อโลกหรือชีวิตบนโลกนี้ จึงเป็นเรื่องนามธรรมล้วนๆ ที่เป็นปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ (๑) ความไม่เที่ยง –อนิจจัง (๒) ความทุกข์ –ทุกขัง (๓) ความไม่มีตัวตน–อนัตตา กล่าวโดยย่อ “เจริญปัญญาให้เห็นตัวตน เพื่อให้เห็นความไม่มีตัวตน” แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรคนั้น เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔–จตฺตาโร สติปฎฺฐานา (๒) สัมมัปปธาน ๔–จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (๓) อิทธิบาท ๔–จตฺตาโร อิทฺธิปาทา (๔) อินทรีย์ ๕–ปัญฺจินฺทฺริยานิ (๕) พละ ๕–ปญฺจ พลานิ (๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺต โพชฺฌงฺคา (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเริ่มจากความเป็นผู้ทรงศีล แล้วมาพัฒนาสติสัมปชัญญะ ความเพียร ความสำเร็จในจุดหมาย กำลังใจ กำลังกาย ญาณทัสสนะเพื่อตรัสรู้ สัมมาปฏิปทาเพื่อความหลุดพ้น ธรรมทั้งหมดนี้ ไม่ละเมิดล่วงกันและกัน และทำหน้าที่ผสมผสานเป็นอย่างเดียวกัน กับธรรมที่เหลือทั้งหมดเป็นสัมปยุตตธรรม คำว่า “ความสำเร็จตามจุดหมายที่ตั้งไว้” คือ “อิทธิบาท ๔” ที่ปฏิสังยุตด้วย “สติปัฏฐาน ๔” และ “สัมมัปปธาน ๔” ความมีสติสัมปชัญญะกับความเพียรละบาปสร้างบุญ เป็นกำลังทำให้เกิดความสำเร็จในจุดแรก ที่สหรคตด้วย “ฉันทะ–วิริยะ–จิตตะ–วิมังสา” (ความพึงพอใจ–ความเพียรขยัน–ความมุ่งมั่น–ความขบคิด) ปัจจัยทั้ง ๔ นี้ เป็นเหตุให้เกิดความสำเร็จในการบรรลุรู้แจ้งแทงตลอดในการตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ ซึ่งได้รับการสงเคราะห์ด้วยกำลังใจกำลังกายที่แข็งแกร่ง และข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐทั้ง ๘ ประการ ซึ่งธรรมทั้งหมดนี้จะสนับสนุนใน “สมถพละ” (เจโตวิมุตติ) และ “วิปัสสนาพละ” (ปัญญาวิมุตติ) ในทุกขั้นตอนของการเจริญภาวนานั้น จะต้องสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่เรียกภาวะที่ธรรมทั้งหลายมาประชุมรวมกันว่า “ญาณสัมปยุตต์” (สหชาตธรรม–ธรรมสามัคคี) ไม่มีธรรมบทใดเพียงบทเดียวทำให้สำเร็จบรรลุถึง “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ได้ ทัศนคติเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นในการปฏิบัติธรรมของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา ทักษะกระบวนการคิดที่ญาณเกิดสัมปยุตต์กันครั้งใหญ่ (Synergetic Conceptualization) ย่อมเป็นวิธีมนสิการกรรมฐานขั้นสูง และเป็นทักษะการคิดในเชิงวิเคราะห์ (อนุโลม) และเชิงสังเคราะห์ (ปฏิโลม) ที่เกิดรวมกัน เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ ทำให้เข้าถึงปัญญาล้ำเลิศเป็นพิเศษ   นั่นคือ อยู่ในภาวะอันถูกต้องและยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น ความตรัสรู้ถึงภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงได้นั้น จึงต้องประกอบด้วย “อิทธิบาท ๔” (จตฺตาโร อิทฺธิปาทา) เป็นกำลังสำคัญแห่งสมถะและวิปัสสนา ก่อนจะเข้าถึงภาวะแห่งความตรัสรู้ด้วย “โพชฌงค์ ๗” (สตฺต โพชฺฌงฺคา) ได้แก่ “สติ–ธัมมวิจยะ–วิริยะ–ปีติ–ปัสสัทธิ–สมาธิ–อุเบกขา” ฉะนั้น องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๗ นี้ คือ ตัวแทนบรรดาหลักธรรมต่างๆ มารวมกัน โดยข้อธรรมย่อยที่เหลือคือ “สัมปยุตตธรรม–สหชาตธรรม–ธรรมสามัคคี” (สหชาตปัจจัย–ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน) หมายถึง องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย เช่น ในการบรรลุ “มรรค–ผล–และ–นิพพาน” อันเป็น “ปรมัตถประโยชน์” ในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957782