๖๙. ปฏิจจสมุปบาทแห่งปัญญาวิปัสสนา

       The Dependent Origination of Insight Knowledge

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1446

ความสำคัญของบทความ

 

กระบวนทัศน์ที่พิจารณารู้เห็น “ความไม่มีตัวตนจากความมีตัวตน” นั้น คือ กระบวนการคิดที่ละ “สังขตธรรม” ไปสู่ “อสังขตธรรม” ที่เป็นปัญญา มีชื่อว่า “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ด้วยรู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้น ก่อนหน้านั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะต้องเกิดปัญญาเป็น “นามรูป” ทั้งหมด ว่ามีสภาพเป็นเช่นใด นั่นคือ “กองทุกข์” อันเกิดจาก “กิเลสทั้งหลาย” (อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน) จิตที่พัฒนาจนมีคุณภาพสูงปราศจากนิวรณ์ ไม่มีสุขและทุกข์ คือ “จตุตถฌาน: อุเบกขา–เอกัคคตา” ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิด “ปุพเพานิวาสานุสติญาณ” คือ ความระลึกชาติได้ ที่นามรูปตามสภาพต่างๆ ในอดีต จนเกิดความเข้าถึงปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายแห่งทุกข์ด้วย “นามรูปปริเฉทญาณ” ทำให้เกิด “ปัญญาวิปัสสนา–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งเป็นการกำหนดรู้ทุกขสัจจ์ ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” นอกจากนี้ “จตุตถฌานกุศลจิต” ยังทำให้ดำเนินถึง “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมด้วยตาทิพย์ ด้วยปัญญารู้เห็นการจุติการปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายตามอำนาจกรรมของตน ทำให้ได้ข้อสรุปว่า “ทำดีย่อมได้ดี–ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” จนเกิด “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” อันเป็นตัวกำหนดรู้หมดจำด้วย “ความสัมพันธ์แห่งปัจจัยทั้งหลายทำให้เกิดธรรม” จึงบรรลุถึง “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฺฐิติญาณ” เพราะเกิดปัญญารอบรู้แจ้งตามเหตุที่ให้เกิดผล คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย–กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกัมมัสสกตาของตน” ฉะนั้น “ปัญญาญาณ” ที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ กับ (๒) ปัจจยปริคคหญาณ นี้ ทำให้ปัญญาวิปัสสนามีความสมบูรณ์บริสุทธิ์ ที่จะดำเนินก้าวต่อไปในวิปัสสนา ทำให้พิจารณารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์โดย “สัมมาสนญาณ” อันเป็นปทัฏฐานสำคัญใน “อาสวักขยญาณ” เมื่อกิเลสทั้งหลายถูกทำลายดับหมดด้วย “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔” ดีแล้ว  แนวความคิดด้วย “โยนิโสมนสิการแห่งปฏิจจสมุปบาท” นั้น เป็นเรื่อง “ญาณสัมปยุตต์ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” เป็นกระบวนการรวบรวมองค์ความรู้องค์ธรรมทั้งหมดให้ถึงพร้อมเพรียงกันในความตรัสรู้อริยธรรม (ศีล–สมาธิ–ปัญญา–วิมุตติ–ญาณทัสสนะ) ฉะนั้น การรวมกันครั้งใหญ่แต่ละครั้ง (ธรรมสามัคคี) ย่อมเกิดความบริบูรณ์ ความไพบูลย์ยิ่ง ขึ้นไปเรื่อยๆ ปัญญาทั้งหลายย่อมเห็นปัญญาด้วยกันด้วยอำนาจแห่งอริยมรรค (อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘) การแสวงหาที่ได้ด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” ย่อมได้ “ปัญญาตรัสรู้” ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ที่ต้องปฏิสังยุตด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ถึงจะเกิด “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” และ “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ได้จริง “สมาธิดับราคะ–ปัญญาดับอวิชชา” ความดับในทั้ง ๒ ประการ นี้ ย่อมเกิดคู่เคียงกันตลอดการเจริภาวนาของอริยบุคคลทั้งหลายเท่านั้น.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๖๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปฏิจจสมุปบาทแห่งปัญญาวิปัสสนา

 

การได้มาซึ่งปัญญาความรอบรู้ทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดจากการใช้เหตุผลประกอบกับการสังเกต การพิจารณา การไตร่ตรอง คิดรู้เห็น ปรากฏการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริง  ซึ่งจะแบ่งเป็น (๑) “สมมติสัจจะ” คือ ความจริงโดยสมมุติ ความจริงที่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงที่ถือตามความกำหนดหมายตกลงกันไว้ของชาวโลก ความจริงทั้งหลายที่มนุษย์ปรุงแต่ขึ้นตามเจตนาที่ถูกครอบงำโดยกิเลสแห่งวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก = อุปาทานขันธ์ ๕) ที่เรียกว่า “สังขตธรรม” กับ (๒) “ปรมัตถสัจจะ” คือ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ขึ้นต่อการยอมรับของคน ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่ตรงตามสภาวะและเท่าที่จะกล่าวถึงได้ ความจริงทั้งหลายที่มนุษย์ไม่ได้ปรุงแต่ขึ้นตามเจตนาที่ถูกครอบงำโดยกิเลส เป็นภาวะที่ปราศจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง คือ “วิวัฏฏ์–วิวัฏฏะ” ที่เรียกว่า “อสังขตธรรม” ฉะนั้น ธรรมที่ต้องพิจารณาที่เกิดขึ้นในกระบวนการมนสิการกรรมฐาน คือ “สังขตธรรม” ซึ่งจะต้องถูกพิจารณา วิเคราะห์ สังเคราะห์ เปรียบเทียบ เทียบเคียง กับกฎเกณฑ์หรือทฤษฎี ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะแห่งอสังขตธรรม” นั่นคือ รู้เห็นคิดเป็นตาม “ปรมัตถสัจจะ” ก่อน เพื่อให้เห็นทั้ง “สมถนิมิต” กับ “วิปัสสนานิมิต” แล้ว ค่อยพิจารณาให้เห็น “อสังขตธรรม” อันเป็น “วิสังขารนิมิต” ไม่ใช่ “สังขารนิมิต” ซึ่งหมายถึง “อมตธาตุแห่งนิพพาน” อันเป็นภาวะธาตุธรรมชาติที่สงบในความว่างเปล่า เพราะฉะนั้น “ปัญญาวิปัสสนา” จึงเป็นความจริงที่เป็นเกณฑ์มาตรฐาน เป็นหลักการ เป็นทฤษฎี ที่ไม่ต้องมีการพิสูจน์อีกถึงความถูกต้อง ความเที่ยงตรง ความวางใจได้ ซึ่งแตกต่างจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ ที่มีสภาพง่อนแง่น ไม่เป็นจริงเหนือข้อจำกัดทางเวลา ใช้อธิบายเหตุการณ์ได้เฉพาะกิจ เฉพาะกาล เฉพาะสถานที่ ไม่มีสภาพที่เป็นอมตะ เช่น พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีความเหนือกว่าความจริงโดยโลกสมมติขึ้นเอง ที่อิงกับร่างกายที่เป็นฝ่ายรูปธรรม แต่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นจุดศูนย์กลางที่ความจริงทั้งหลาย ต้องนำมาใช้อ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความเป็นจริง โดยความเป็นจริงทั้งหลายเหล่านี้ คือ ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง ที่ต้องอธิบายด้วยพลังแห่งสมาธิด้วยจิตวิญญาณ กับพลังแห่งปัญญาด้วยจิตวิญญาณ เช่นกัน และความเป็นจริงทั้งหลายนั้น ต้องรู้เห็นรู้แจ้งจากสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดภายในตนก่อน แล้วเปรียบเทียบหรือเทียบเคียงกับสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดภายนอกตนเองในภายหลัง ซึ่งจะตรงกับความหมายว่า “ผู้รู้แจ้งโลก–ผู้จำแนกแจกธรรม” ดังเช่น พระพุทธองค์ทรงมีปรีชาสามารถใน “สัพพัญญุตญาณ” (สมันตจักขุ–จักษุรอบคอบ–ตาเห็นรอบ) อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ เป็นคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้า นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ–ญาณทัสสนวิสุทธิ” ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” รวมทั้ง “ทศพลญาณ–ตถาคตพลญาณ ๑๐” ไม่ใช่เป็นแค่ “นักปราชญ์เมธีของโลก” แต่พระพุทธองค์เป็น “ปราชญ์แห่งมุนีผู้ยิ่งใหญ่” มากกว่า ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“จักขุ ๕” หมายถึง พระจักษุอันเป็นสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่

(๑)  “มังสจักขุ” —ตาเนื้อ คือ ทรงมีพระเนตรอันงาม มีอำนาจ เห็นแจ่มใส ไว และเห็นไกล  

(๒)“ทิพพจักขุ” —ตาทิพย์ คือ ทรงมีพระญาณอันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม

(๓) “ปัญญาจักขุ” —ตาปัญญา คือ ทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณยิ่งใหญ่ เป็นเหตุให้สามารถตรัสรู้อริยสัจจธรรม เป็นต้น  

(๔) “พุทธจักขุ” —ตาพระพุทธเจ้า คือ ทรงประกอบด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ และอาสยานุสยญาณ เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ แล้วทรงสั่งสอนแนะนำให้บรรลุคุณวิเศษต่างๆ ยังพุทธกิจให้บริบูรณ์   

(๕) “สมันตจักขุ” —ตาเห็นรอบ คือ ทรงประกอบด้วย “พระสัพพัญญุตญาณ” อันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ

 

“ทศพลญาณ–ตถาคตพลญาณ ๑๐” หมายถึง พระญาณอันเป็นกำลังของพระตถาคต 10 ประการ ที่ทำให้พระองค์สามารถบันลือสีหนาท ประกาศพระศาสนาได้มั่นคง ได้แก่

(๑) “ฐานาฐานญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ฐานะและอฐานะ 

(๒) “กรรมวิปากญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ผลของกรรม 

(๓) “สัพพัตถคามินีปฏิปทาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติทั้งปวง 

(๔) “นานาธาตุญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่างๆ เป็นอเนก

(๕) “นานาธิมุตติกญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุติ 

(๖) “อินทริยปโรปริยัตตญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย

(๗) “ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย 

(๘) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้อันทำให้ระลึกภพที่เคยอยู่ในหนหลังได้ 

(๙) “จุตูปปาตญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรม 

(๑๐) “อาสวักขยญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

 

“วิชชา ๓–ญาณ ๓” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่  

(๑)  “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้  

(๒)“จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  

(๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ “ความตรัสรู้–โลกุตตรญาณ” เกิดต่อจาก “ปัจจเวกขณญาณ” [โลกุตตรญาณ]

 

 “วิชชา ๘” หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑)  “วิปัสสนาญาณ” —ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา นั่นคือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขารคือนามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน

(๒)“มโนมยิทธิ” —ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ ฤทธิ์ทางใจ นั่นคือ นิรมิตกายอื่นออกจากกายนี้หรือแปลงร่างใหม่ได้ [โลกตะวันตกกำลังสนใจนำมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้สมัยใหม่]

(๓) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” —แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้  นิรมิตกายหลายคน ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น[โลกตะวันตกกำลังสนใจนำมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้สมัยใหม่]

(๔) “ทิพพโสต” —หูทิพย์ ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา

(๕) “เจโตปริยญาณ” —ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้ ญาณที่ให้ทายใจรู้ใจความนึกคิดคนอื่นได้

(๖)  “ปุพเพนิวาสานุสสติ” —ระลึกชาติได้  ปัญญารู้ทั้งอดีตและอนาคต

(๗) “ทิพพจักขุ” —ตาทิพย์  จักษุทิพย์ [จุตูปปาตญาณ] คือ ดูอะไรเห็นได้หมด

(๘) “อาสวักขยญาณ” —ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ = “โลกุตตรญาณ”

 

“อภิญญา ๖” หมายถึง ความรู้ยิ่งยวด–ปัญญายิ่งยวด ได้แก่

(๑) “อิทธิวิธา–อิทธิวิธิ” —ความรู้ที่ทำให้แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ เช่น ล่องหน ดำดิน เดินน้ำ เป็นต้น

(๒)“ทิพพโสต” —ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์ ญาณพิเศษที่ทำให้ฟังอะไรได้ยินหมดตามปรารถนา  

(๓) “เจโตปริยญาณ” —ญาณที่ให้กำหนดใจคนอื่นได้ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้ รู้ใจคนอื่น

(๔) “ปุพเพนิวาสานุสสติ” —ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ทั้งอดีตและอนาคต

(๕) “ทิพพจักขุ” —ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์  นั่นคือ ดูอะไรเห็นได้หมด

(๖)  “อาสวักขยญาณ” —ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป = “โลกุตตรอภิญญา”

 

 

ในกระบวนพัฒนาความคิดให้เกิดเป็นปัญญาที่หลากหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ได้ศึกษาศาสตร์ทางคติโลกสาขาต่างๆ และศาสตร์ทางขัตติยธรรม มีความแตกฉานและความชำนาญอันยอดเยี่ยม ทำให้พระองค์ทรงรู้เรื่องทางโลกได้เป็นอย่างดีเลิศเป็นพิเศษ ถึงเป็นปราชญ์ทางโลกหาใครเปรียบเทียบได้ นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังไม่ศึกษาศาสตร์ทางศาสนาลัทธิต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนได้เป็นถึงขั้นปราชญ์แห่งมุนีได้ในสำนักต่างๆ ก่อนที่พระพุทธองค์จะตัดสินใจ เห็นว่าไม่ใช่ทางในการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวงได้จริง ความเป็นเลิศลึกล้ำทางปัญญาของพระพุทธองค์นั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะเกิดขึ้นได้ในสมัยอินเดียโบราณเมื่อ ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมา เพราะไม่มีสื่อการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเช่นปัจจุบัน หนังสือ คัมภีร์ เอกสาร ก็แทบไม่มีเป็นบันทึก การถ่ายทอดองค์ความรู้ใช้เพียงวิถีเดียว คือ “มุขปาฐะ” คือ การบอกปากต่อปากแล้วท่องจำเอาเอง ใครความจำไม่ดี ก็จะแสดงว่าปัญญาไม่ดี การถามตอบระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญ คนที่จะได้เป็นศิษย์เอกจึงต้องเป็นคนมีความสามารถพิเศษจริงๆ ไม่ใช่การเรียนการสอนแบบสถาบันการศึกษาในปัจจุบัน ที่เน้นปริมาณของผู้เรียน ทั้งที่ผู้สอนก็ยังไม่มีคุณภาพแท้จริง ผู้เรียนก็ขาดคุณภาพอย่างแท้จริงเช่นกัน แต่ใช้จ่ายค่าเรียนค่าศึกษาที่สูง เลยเป็นเรื่องเอกสิทธิ์เฉพาะลูกหลานคนรวยหรือเศรษฐี กับคนที่เรียนเก่งจริงที่จะได้ทุนการศึกษา ระบบการศึกษาจึงไม่เป็นรูปแบบที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จำกัดอยู่เฉพาะมหาวิทยาลัยวิจัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มากนักในโลกนี้ มหาวิทยาลัยมนุษย์โลกคนไทยค้นหาไม่พบ ยังไม่ติดฝุ่นต่างประเทศ เพราะเก่งและเลิศเกินไป เลยพัฒนาแบบหลงทิศหลงทางเป็นธรรมดา ก็ดีกว่าไม่มีที่เรียน เพราะความต้องการสังคมไปทางหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็ไปอีกทางหนึ่ง เจริญแน่นอนมนุษย์โลกคนไทย เพราะฉะนั้น การพัฒนาปัญญาที่ขาดประวัติภูมิหลังของเผ่าพันธุ์ตนเองจึงกลายเป็นมนุษย์ไร้อารยธรรม เป็นพวกไร้จุดหมาย เพราะพวกเดียวกันยังดูถูกไม่ให้เกียรติกัน ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาปัญญาในพระพุทธศาสนานั้น ให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ “วิชชาและจรณะ” ใครเข้ามานับถือเข้ามาบวชก็ให้เริ่มต้นเท่าเทียบกัน (ไม่ควรแบ่งวัดในเมืองและวัดบ้านนอก) เริ่มต้นบนพื้นฐานอย่างเดียวกัน ตัดจากคุณหนูคุณชาย คำยกย่องสรรเสริญ ที่ไร้สาระแห่งชีวิต มิฉะนั้น ก็ “ฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่” ที่จะบรรลุ “โลกุตตรธรรม” ได้ เพราะฉะนั้น การจะเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาได้นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย จะมานั่งปลุกเสกเอาเองไม่ได้ เหมือนอย่างหนังละครทีวีจักรๆ วงศ์ๆ น้ำเน่า พอพากันงมงายมากๆ ไม่ใช้ปัญญา เลยพากันยกย่องชูชก เพราะมีบทบาทชั่ว มากกว่าบทบาทคนดี หนังละครให้เรียนรู้ความชั่วมากกว่าความดี คนในสังคมเลยเข้าใจทำชั่วเป็นเรื่องใหญ่ คนทำดีลำบาก เลยกลายเป็นเรื่องคนละเรื่อง สอนกันมากจนไม่ได้ดี คนจะดีมันก็ต้องดีจากข้างใน คือ “จิตใจดีงาม” สภาพแวดล้อมเป็นแค่สิ่งขัดเกลาที่คนเลือกที่จะอยู่ได้ ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดสินละหนีจากสำนักลัทธิต่างๆ ที่ถือเป็นที่ไม่เกื้อกูลให้เกิดปัญญาที่จะตรัสรู้ได้ เพราะเป็นแหล่งที่ทำให้อับปัญญา ไม่เจริญเกิดความไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป พระพุทธองค์ไม่ได้ใช้สถาบันเป็นอ้างอิงหรือความเป็นพวกเดียวกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์หรือลาภสักการะใดๆ “คิดเอง–คิดดี–คิดใหม่–ทำใหม่” ย่อมดีกว่า ความงมงายในความเชื่อที่ไร้เหตุผลในเรื่องศีลพรตวัตร (สีลัพพตปรามาส) ว่าจะทำให้บริสุทธิ์จากกิเลสราคะ แนวความคิดที่พิจารณามองอย่างลึกซึ้งประณีตในสรรพสิ่งทั้งหลายที่วางตนเป็นกลาง (อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต) ไม่หลงใหลงมงาย คือ การไม่ใช้เหตุผล สิ่งไม่เกิดปัญญา สักว่าทำตามกัน จึงไม่ใช่ทางหลุดพ้นจริง การที่จิตตั้งมั่นจริงจังใส่ใจอย่างเต็มที่ พิจารณาสภาวธรรมอย่างเป็นกลางไม่ลำเอียง จึงเป็นกระบวนการพิจารณาโลกที่เที่ยงตรง ไว้ใจได้ ไม่ผิดทาง ให้เห็นทั้งทางเจริญและทางเสื่อม แล้วรู้จักอะไรเป็นประโยชน์แก่ตนอะไรเป็นโทษแก่ตน คือ “มีสติสัมปชัญญะ–มีสติปัญญา–มีปฏิภาณไหวพริบ” ที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” คือ ความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง อันเป็นปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย (กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม = สังขตธรรม–อสังขตธรรม) ตามความเป็นจริง (ยถา ปชานํ) เกิดรู้เห็นด้วยญาณ ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนะ” เพราะจิตอันเป็น “จตุตถฌาน” (ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ–ปฏิจจสมุปบาท–วิชชา ๓) และเกิด “ปัญญาวิปัสสนา”  (ยถาภูตญาณ = วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กฎแห่งกรรมของตน [กัมมัสสกตาแห่งตน]) หรือ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ที่หมายถึง “ปัญญาญาณ” ในส่วนหนึ่ง สิ่งนี้คือกระบวนการพัฒนาความคิดในการบำเพ็ญเพียรภาวนา ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบและเห็นเองโดยชอบอันยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้น จึงมีปัญญา ๓ ประการ เกิดร่วมกันในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา (๒) สุตมยปัญญา (๓) ภาวนาปัญญา นอกเหนือจากนี้ เมื่อมีปัญญาที่ถูกต้อง “โลกิยสัมมาทิฏฐิ–โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ดีพร้อมแล้ว ผู้มีปัญญาย่อมมีความกล้าหาญแกล้วกล้า ที่จะประกาศพระอริยสัจจธรรมบนโลกนี้

 

ในสมัยใหม่ปัจจุบันแห่งศตวรรษที่ ๒๑ นี้ “กระบวนการพัฒนาปัญญาให้เป็นเลิศ” นั้น เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าวัตถุหรือทรัพย์สิน เพราะทั้งวัตถุกับทรัพย์สินนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง แปรปรวน เป็นภาพมายา ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จริง แต่ “ปัญญา” ถือเป็น “อริยทรัพย์” คือ ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก ถ้าเป็นผู้มีปัญญาย่อมเห็นธรรมสังเวชว่า “ทุกคนเกิดมาต้องตายกันทุกคน ตอนตายถึงจะมีทรัพย์สินมั่งคั่งมากมายแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้แม้ชิ้นเดียว” (ไปเผาผีย่อมทำให้เกิดปัญญาเช่นนี้ได้) แต่คนส่วนใหญ่ “ประมาทปัญญา” แทนที่จะเข้าใจถึง  “อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ” (ข้อ ๒๑ ในมงคล ๓๘) คือ “ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย” คำว่า “ธรรม” หมายถึง “สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกทั้งมวล” ฉะนั้น การรู้เห็น ความรอบรู้ สภาวะทั้งหลายในตนเอง ไม่ว่าร่างกายและจิตใจ ก็คือ การเห็นธรรมทั้งหลาย ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงกระบวนการพัฒนาความคิดที่เป็นทักษะการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ ธรรมทั้งหลาย สภาวธรรม ความนึกคิด ความเชื่อ ความศรัทธา ทัศนคติ ความเห็น พฤติกรรม ที่เกิดขึ้นและดับไปที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา ความเข้าใจที่ถูกต้องที่รู้เห็นตามความเป็นจริง “สัมมาทิฏฐิ” เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ทักษะการเรียนรู้ดังกล่าวนี้ เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับวิสัยโลกทั้งหมด นั่นคือ “สุตมยปัญญา” และ “จินตามยปัญญา” ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ใน “ภาวนามยปัญญา” ดังนี้

 

 

 

รูปแบบเสริมสร้างทักษะการคิดขั้นสูง

(ทิศนา แขมมณี และคณะ. ๒๕๔๙)

 

 

(๑) ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน

• ทักษะการคิดที่ใช้ในการสื่อสาร รวม ๔ ทักษะ

การฟัง  การพูด  การอ่าน  การเขียน

• ทักษะการคิดที่เป็นแกน รวม ๑๘ ทักษะ

สังเกต  สำรวจ  สำรวจค้นหา  ตั้งคำถาม ระบุ  เก็บรวบรวมข้อมูล  เปรียบเทียบ  คัดแยก 

จัดกลุ่ม  จำแนกประเภท  เรียงลำดับ  แปลความ  ตีความ  เชื่อมโยง  สรุปย่อ  สรุปอ้างอิง 

ให้เหตุผล  นำความรู้ไปใช้  

 

(๒) ทักษะการคิดขั้นสูง

• ทักษะการคิดซับซ้อน รวม ๑๘ ทักษะ

ทำความกระจ่าง                สรุปลงความเห็น         ให้คำจำกัดความ 

วิเคราะห์                            สังเคราะห์                   ประยุกต์ใช้ความรู้

จัดระเบียบ                         สร้างความรู้                 จัดโครงสร้าง

ปรับโครงสร้าง                  หาแบบแผน                 พยากรณ์

หาความเชื่อพื้นฐาน           ตั้งสมมติฐาน                พิสูจน์ความจริง

ทดสอบสมมติฐาน             ตั้งเกณฑ์                       ประเมิน 

• ทักษะลักษณะการคิด รวม ๙ ทักษะ

คิดคล่อง                           คิดหลากหลาย             คิดละเอียด

คิดชัดเจน                         คิดอย่างมีเหตุผล          คิดถูกทาง

คิดกว้าง                            คิดไกล                        คิดลึกซึ้ง 

• ทักษะกระบวนการคิด รวม ๔ ทักษะ

คิดวิจารณญาณ                 คิดตัดสินใจ                 คิดแก้ปัญหา

คิดวิจัย                               คิดริเริ่ม                        คิดสร้างสรรค์ 

• ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง รวม ๒ ทักษะ

ตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเอง                                 ปรับปรุงกระบวนการคิด

 

 

 

๑. ทักษะการคิดพื้นฐาน

“ทักษะการคิดที่เป็นแกน” [Core Thinking Skills] รวม ๑๘ ทักษะ

(๑) “การสังเกต” [Observing] หมายถึง การรับรู้และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่มีการใช้ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกตในการเสนอข้อมูล ข้อมูลจากการสังเกตมีทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ

(๒) “การสำรวจค้นหา” [Exploring] หมายถึง การค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ยังไม่รู้หรือรู้น้อยมากอย่างมีจุดหมายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด

(๓) “การสำรวจ” [Surveying] หมายถึง การพิจารณาตรวจสอบสิ่งที่สังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้น

(๔) “การตั้งคำถาม” [Questioning] หมายถึง การพูดหรือการเขียนสิ่งที่สงสัย หรือสิ่งที่ต้องการรู้

(๕) “การรวบรวมข้อมูล” [Information Gathering] หมายถึง การใช้วิธีการต่างๆ เก็บข้อมูลที่ต้องการรู้

(๖) “การระบุ” [Identifying] หมายถึง การบ่งชี้สิ่งต่างๆ หรือบอกส่วนต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบหรือลักษณะของสิ่งที่ศึกษา คือ การให้คำนิยามองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในบริบทหรือสถานการณ์ใหม่

(๗) “การเปรียบเทียบ” [Comparing] หมายถึง การจำแนกระบุสิ่งของหรือเหตุการณ์ต่างๆ ในสิ่งที่เหมือนกันและสิ่งที่ต่างกัน ซึ่งรวมถึง “การเทียบเคียง” [Analogy] หมายถึง การคาดคะเนว่ารูปแบบนี้ย่อมเกิดขึ้นในสถานการณ์อื่นเช่นเดียวกัน เพื่อให้เห็นโครงสร้างและระบบที่ สมมาตร [Symmetry] กันหรือ สมดุล [Balance] ลงตัวกัน

(๘) “การคัดแยก” [Sorting] หมายถึง การแยกสิ่งที่มีลักษณะต่างกันตั้งแต่ ๑ อย่างขึ้นไปออกจากกัน

(๙) “การจำแนกประเภท” [Classifying] หมายถึง การนำสิ่งต่างๆ มาแยกเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการหรือยอมรับโดยทั่วไป

(๑๐) “การจัดกลุ่ม” [Categorizing] หมายถึง การนำสิ่งต่างๆ ที่มีคุณสมบัติเหมือนกันตามเกณฑ์มาจัดเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มมีเกณฑ์ต่างกัน โดยแยกออกเป็นรายหัวข้อย่อยหรือรายหัวข้อใหญ่เป็นกลุ่ม

(๑๑) “การเรียงลำดับ” [Ordering] หมายถึง การนำสิ่งต่างๆ มาจัดเรียงไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้เกณฑ์การจัดเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง โดยให้ความสำคัญเชิงคุณค่า [Ranking Prestigious Priority]

(๑๒) “การแปลความ” [Translating] หมายถึง การเรียบเรียงและถ่ายทอดข้อมูลในรูปแบบหรือวิธีการใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมแต่ยังคงสาระเดิม

(๑๓) “การตีความ” [Interpreting] หมายถึง การบอกความหมายหรือความสัมพันธ์ของข้อมูลหรือสาระที่แฝงอยู่ไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดยการเชื่อมโยงกับบริบทความรู้หรือประสบการณ์เดิมหรือข้อมูลอื่นๆ ซึ่งเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนขยายความในเชิงวิจารณ์ด้วยเหตุผล

(๑๔) “การเชื่อมโยง” [Connecting] หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลอย่างมีความหมาย เพื่อทำให้ระบบโครงสร้างเครือข่ายทั้งระบบในภาพรวม [Holism]

(๑๕) “การสรุปย่อ” [Summarizing] หมายถึง การจับเฉพาะใจความสำคัญของเรื่องที่ต้องการสรุป และนำมาเรียบเรียงให้กระซับ

(๑๖) “การสรุปอ้างอิงหรืออนุมาน” [Inferring] หมายถึง การนำความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาใช้ในการสรุปลงความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่รวบรวมมาในชุดนั้นๆ

(๑๗) “การให้เหตุผล” [Giving Reasons] หมายถึง การอธิบายเหตุการณ์หรือการกระทำต่างๆ โดยเชื่อมโยงให้เห็นถึงสาเหตุ และผลที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์หรือการกระทำนั้นๆ

(๑๘) “การนำความรู้ไปใช้” [Using Knowledge] หมายถึง การนำความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจไปใช้เพื่อให้เกิดความชำนาญ คือ การดัดแปลงประยุกต์ให้ให้เกิดประโยชน์

 

๒. ทักษะการคิดขั้นสูง

๒.๑ ทักษะการคิดซับซ้อน [Complex Thinking Skills] รวม ๑๘ ทักษะ

(๑) “การทำให้กระจ่าง” [Clarifying] หมายถึง การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่สงสัยหรือคลุมเครือ เพื่อให้เกิดความชัดเจน

(๒) “การสรุปลงความเห็น” [Drawing Conclusion] หมายถึง การให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลหรือเรื่องที่ศึกษา โดยการเชื่อมโยงและอ้างอิงจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม หรือจากข้อมูลอื่นๆ

(๓) “การวิเคราะห์” [Analyzing] หมายถึง การจำแนกแยกแยะสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อค้นหาองค์ประกอบและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในเรื่องนั้น ซึ่งจะประกอบด้วย (๑) การเปรียบเทียบ (๒) การเทียบเคียง (๓) การหาข้อสรุป

(๔) “การให้คำจำกัดความ” [Defining] หมายถึง การระบุลักษณะเฉพาะที่สำคัญของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ต้องการนิยาม

(๕) “การสังเคราะห์” [Synthesizing] หมายถึง การนำความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์มาผสมผสานสร้างสิ่งใหม่ที่มีลักษณะต่างจากเดิม โดยอาศัยวิธี (๑) การเปรียบเทียบ (๒) การเทียบเคียง (๓) การหาข้อสรุป

(๖) “การประยุกต์ใช้ความรู้” [Applying] หมายถึง การนำความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม โดยอาศัย (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความดัดแปลงประยุกต์

(๗) “การจัดระเบียบ” [Organizing] หมายถึง การนำข้อมูลหรือสิ่งต่างๆ มาจัดให้เป็นระเบียบในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพื่อให้สะดวกแก่การดำเนินการ

(๘) “การสร้างความรู้” [Constructing the Knowledge] หมายถึง การสร้างข้อความรู้ของตนเองจากการทำความเข้าใจเชื่อมโยข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม คือ “การต่อยอดองค์ความรู้” [Reproductiveness]

(๙) “การจัดโครงสร้าง” [Structuring] หมายถึง การนำข้อความรู้มาจัดให้เห็นโครงสร้างที่แสดงความสัมพันธ์ของขัอมูล หรือข้อความรู้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างนั้นๆ

(๑๐) “การปรับโครงสร้าง” [Restructuring] หมายถึง การนำข้อมูลมาปรับ เปลี่ยน ขยาย โครงสร้างความรู้เดิม

(๑๑) “การหาแบบแผน” [Finding Pattern] หมายถึง การหาชุดความสัมพันธ์ของลักษณะ หรือองค์ประกอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อกำหนดเป็นแบบแผนหรือประเภทของรูปแบบต่างๆ คือ การหาหลักเกณฑ์

(๑๒) “การหาความเชื่อพื้นฐาน” [Finding Underlying Assumption] หมายถึง การใช้หลักเหตุผลค้นหาความเชื่อที่กำหนดการกระทำของบุคคลนั้น ว่ามีความเชื่อพื้นฐานมาอย่างไร

(๑๓) “การพยากรณ์” [Predicting] หมายถึง การคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า โดยอาศัยการสังเกต ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ หรือใช้ความรู้ที่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎี ในเรื่องนั้นมาช่วยในการทำนาย

(๑๔) “การพิสูจน์” [Verifying] หมายถึง การหาข้อมูลที่เชื่อถือได้มาสนับสนุนข้อสรุปหรือคำตอบว่าเป็นจริงด้วยหลักฐานในการมายืนยัน

(๑๕) “การตั้งสมมติฐาน” [Setting Hypothesis] หมายถึง การคาดคะเนคำตอบที่ยังไม่ได้พิสูจน์เพื่อเป็นแนวทางการหาความรู้ในอนาคต คือ มองทางออกได้ล่วงหน้า

(๑๖) “การทดสอบสมมติฐาน” [Testing Hypothesis] หมายถึง การหาข้อมูลที่เป็นความรู้เชิงประจักษ์ เพื่อใช้สนับสนุนหรือคัดค้านคำตอบล่วงหน้าที่คาดคะเนไว้ หรือเพื่อยอมรับหรือปฏิเสธ คำตอบที่คาดคะเนไว้ ซึงเป็นขั้นตอนการล้มล้างตรวจสอบทางทฤษฎี เพื่อยืนยันและรับรองทฤษฎีใหม่ โดยใช้ข้อมูลชุดที่รวบรวมมา ณ ปัจจุบันหรือในสมัยนั้นเป็นหลักฐาน

(๑๗) “การตั้งเกณฑ์” [Establishing Criteria] หมายถึง การบอกประเด็นหรือหัวข้อที่ใช้เป็นแนวทางในการประเมินหรือการวัดผล คือ การสร้างเกณฑ์มาตรฐาน หรือข้อปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ

(๑๘) “การประเมิน” [Evaluating] หมายถึง การตัดสินคุณค่าหรือคุณภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยการนำผลจากการวัดไปเทียบกับระดับคุณภาพที่กำหนด เพื่อปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างหรือระบบใหม่อีกครั้ง

 

 

๒.๒ ทักษะพัฒนาลักษณะการคิด รวม ๙ ทักษะ

(๑) “คิดคล่อง” [Fast Thinking] หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว

(๒) “คิดหลากหลาย” [Various Thinking] หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลหลายประเภท

(๓) “คิดละเอียด” [In–Detail Thinking] หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการคิด

(๔) “คิดชัดเจน” [Clear Thinking] หมายถึง การคิดที่ผู้คิดรู้ว่าตนรู้และไม่รู้อะไร เข้าใจและไม่เข้าใจอะไร และสงสัยอะไรในเรื่องที่คิด

(๕) “คิดอย่างมีเหตุผล” [Reasonable Thinking] หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการคิดพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

(๖) “คิดถูกทาง” [Right Thinking] หมายถึง การคิดที่ทำให้ได้ความคิดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเป็นประโยชน์ระยะยาว

(๗) “คิดกว้าง” [Wider Thinking] หมายถึง การคิดโดยพิจารณาถึงองค์ประกอบ หรือแง่มุมต่างๆ ของเรื่องที่คิดอย่างครอบคลุม หรือพิจารณาเห็นเครือข่ายแห่งองค์ประกอบดังกล่าวนั้น

(๘) “คิดลึกซึ้ง” [In–Depth Thinking] หมายถึง การคิดที่ทำให้เข้าใจความซับซ้อนของโครงสร้างและระบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในโครงสร้างของเรื่องที่คิดอย่างดิ่งด่ำ

(๙) “คิดไกล” [Prophetic Thinking] หมายถึง การคิดที่ทำให้สามารถอธิบายเหตุการณ์ในอนาคตได้ในเชิงทำนายหรือพยากรณ์ โดยมี มุมมองที่เห็นภาพรวมทุกองศา [Panoramic Perspectives] คือ อ่านขาด

 

๒.๓ ทักษะกระบวนการคิด รวม ๔ กระบวนการ

(๑) “กระบวนการคิดอย่างมีวิจารญาณ” [Reasonable Thinking Process] หมายถึง การคิดอย่างมีวิจารณญาณ [เหตุผล] เป็นกระบวนการคิดเพื่อให้ได้ความคิดที่รอบคอบสมเหตุผลที่จะเชื่อหรือจะทำโดยผ่านการพิจารณาปัจจัยรอบด้านอย่างกว้างไกล ลึกซึ้ง และผ่านการพิจารณากลั่นกรองไตร่ตรอง ทั้งทางด้านคุณ–โทษ และคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้นมาแล้ว

(๒) “กระบวนการคิดตัดสินใจ” [Decision–Making Process] หมายถึง การตัดสินใจเป็นกระบวนการที่ใช้ในการพิจารณาเลือกตัวเลือกที่มีตั้งแต่ ๒ ตัวเลือกขึ้นไป ทางเลือกนั้นอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรือดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

(๓) “กระบวนการแก้ปัญหา” [Problem–Solving Process] หมายถึง การแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนการเผชิญฝ่าฟันอุปสรรค และแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้ปัญหานั้นหมดไป ซึ่งประกอบด้วยไหวพริบปฏิภาณแก้ปัญญาได้ทันการ คือ (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ และ (๓) ความคิดดัดแปลประยุกต์ หรือในทางการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หมายถึง ขั้นตอนในการหาคำตอบของโจทย์ปัญหา 

(๔) “กระบวนการวิจัย” [Research Process] หมายถึง ขั้นตอนที่ใช้หาคำตอบของปัญหาเป็นผลให้พบองค์ความรู้ใหม่รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ขั้นตอนที่ใช้แก้ปัญหานั้นมีความเป็นลำดับขั้นตอนอย่างเป็นระบบเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ [Scientific Method] หรือ ระเบียนวิธีทางวิทยาศาสตร์ [Scientific Methodology]

 

• ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง

(๑) “ตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเอง” [Investigation] หมายถึง ขั้นตอนคิดทบทวนและตรวจสอบความสอดคล้องกันของโครงสร้างและระบบความคิดทั้งหมดในภาพรวม เพื่อประเมินความเป็นไปได้ และผลที่จะได้รับสูงสุดอย่างแท้จริง

(๒) “ปรับปรุงกระบวนการคิด” [Adjustment] หมายถึง คิดใหม่ในทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อแทนความคิดเดิม และปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน

 

 

สำหรับการฝึกทักษะการคิดพื้นฐานและขั้นสูงนั้น ต้องหมั่นฝึกให้เกิดความชำนาญและความเชี่ยวชาญ จนเป็นความฉลาดเฉลียว เกิดปัญญาไหวพริบปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาได้จริง การกระทำให้มาก ทำให้สมบรูณ์ ทำให้ไพบูลย์ด้วยปัญญาทั้งหลาย จนให้เกิดความแตกฉานทางปัญญาให้ได้ ที่เรียกว่า “พาหุสัจจะ”

หมายถึง ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน ได้แก่

(๑) “พหุสฺสุตา” คือ ได้ยินได้ฟังมาก

(๒) “ธตา” คือ ทรงจำไว้ได้

(๓) “วจสา ปริจิตา” คือ คล่องปาก

(๔) “มนสานุเปกฺขิตา” คือ เจนใจ

(๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” คือ ขบได้ด้วยทฤษฎี

 

 

ฉะนั้น การอ่าน การฟัง การดู การทบทวน ที่กระทำบ่อยๆ ครั้ง ทำให้เกิดเวลาคิดเป็น คิดออก จำได้ง่าย ฝังใจ และชำนาญในหลักการและทฤษฎีในทุกแง่ (๑) มุมมิติแห่งความแตกต่าง (ความต่างในความเหมือน) และ (๒) มุมมิติแห่งความคล้ายคลึงกัน (ความเหมือนในความต่าง) ปัญญาที่เป็นเลิศในทางโลกนั้น เมื่อนำมาขัดเกลาในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น จะกลายเป็น “อธิปัญญา” (ปัญญาอันยิ่ง) ทั้งฝ่าย “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” และฝ่าย “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” นั่นคือ จะคิดอะไรก็ไม่ติดขัดทั้งระบบความคิด เกิดภาวะที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” คือ ความพร้อมเพรียงขององค์ธรรมทั้งหลาย องค์ธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องทุกอย่างทำกิจหน้าที่ของแต่ละอย่างๆ พร้อมเพรียงและประสานสอดคล้องกัน ให้สำเร็จผลที่เป็นจุดหมาย

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติธรรมนั้น เป็น “กระบวนการใช้ปัญญาไปต่อยอดปัญญาใหม่ให้เกิดขึ้น” ทุกอย่างย่อมมีต้นทุน ถ้ามีน้อยก็ลำบากหน่อย แต่ถ้ามีมากก็ยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น มีโอกาสบรรลุธรรมตามสมควรในอัตภาพของตน การสั่งสมประสบการณ์ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่จะละเลยไม่ได้ เพราะจะทำให้ไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงต้องปรารภประกอบความเพียรให้มาก ปรารภความเพียร คือ ลงมือทำความเพียรอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ระดมความเพียร ที่เรียกว่า “วิริยารัมภะ” ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ คือ ความเพียรพยายามปฏิบัติธรรม ไม่เห็นแก่นอน ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตไม่ให้มีนิวรณ์ ที่เรียกว่า “ชาคริยานุโยค” ให้สมกับที่เรียกว่า “โยคาวจร” หมายถึง ผู้หยั่งลงสู่ความเพียร ผู้ประกอบความเพียร ผู้เจริญภาวนา คือ กำลังปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน

 

รูปแบบการพัฒนากระบวนการคิดในการเจริญภาวนานั้น ถ้าไม่เกิดได้ “ดวงตาเห็นธรรม” ในขณะได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ก็ต้องอาศัยพลังกายและพลังใจของตนเป็นสำคัญในการดับความไม่รู้แจ้งแห่งอวิชชา คำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” แปลจากคำว่า “ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” อันเป็นปัญญาหยั่งรู้ด้วยญาณเมื่อสดับ “ธรรมจักร” นั่นคือ “โสดาปัตติมรรค” หรือ “โสดาปัตติมัคคญาณ” คือ ญาณที่ทำให้เป็นโสดาบัน ฉะนั้น “ความรู้เห็นตามความเป็นจริง” นั้น จะต้องรู้เห็นด้วยความคิดที่ละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช่ความเข้าใจตามคำนิยามในความหมายของคำศัพท์ในพจนานุกรม แต่เป็นแสงสว่างแห่งปัญญา ที่รู้แจ้ง เห็นจริงด้วยปัญญาที่ประกอบด้วยองค์ความรู้ต่างๆ ที่สัมพันธ์กันทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้น เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ที่ไม่สิ้นสุด ที่ไพบูลย์ยิ่งนัก เป็นอัศจรรย์ ดังเช่น ภาวะแห่งปัญญาแตกฉาน ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา ๔” ไม่ใช่ปัญญาคิดเข้าป่าเข้าดง คิดเพ้อเจ้อ หรือคิดหวั่นไหวฟุ้งซ่าน ผู้คิดได้จึงไม่ใช่ “วิกมฺปมานสฺส” คือ ผู้หวั่นไหว ผู้ฟุ้งซ่าน ผู้ถึงความฟุ้งซ่าน แต่เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ไม่ใช่ผู้ถึงพร้อมด้วยอับปัญญา  “อโยนิโสมนสิการสัมปทา” ให้พิจารณานิยามของคำว่า “ปฏิสัมภิทา ๔” ดังนี้

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล สรุปคือ ปัญญาเห็นผลวิบากแห่งกรรม

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลักหรือทฤษฎี เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ สรุปคือ ปัญญาเห็นเหตุแห่งกรรม

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ สรุปคือ ปัญญาบัญญัติศัพท์

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์ สรุปคือ ปัญญาเห็นด้วยญาณ

 

 

ในขณะที่ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาเจริญรูปฌาน ตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย ดังนี้

(๑) “ปฐมฌาน” คือ ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๒) “ทุติยฌาน” คือ ฌานที่ ๒ มีองค์ ๓ คือ ปีติ–สุข–เอกัคคตา

(๓) “ตติยฌาน” คือ ฌานที่ ๓ มีองค์ ๒ คือ สุข–เอกัคคตา

(๔) “จตุตถฌาน” คือ ฌานที่ ๔ มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา–เอกัคคตา

 

 

ให้พัฒนาจิตให้ถึงขั้น “จตุตถฌาน” ซึ่งเป็นขั้นที่จิตปราศจากนิวรณ์ ที่ระงับได้ทั้งสุขและทุกข์ จนจิตเป็น “อุเบกขาจิต” คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา “สมาธิ” ที่บริสุทธิ์ (สัมมาสมาธิ) ย่อมทำให้ “สติสัมปชัญญะ” บริสุทธิ์ (สัมมาสติ) เช่นกัน ที่เกิด “อุเบกขาจิต” ด้วยความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง เพราะฉะนั้น จิตย่อมพัฒนาตนไปสู่ “ความรู้เห็นแจ้ง–ความรู้วิเศษ” ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” ได้แก่ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ หรือปัญญาหยั่งรู้ที่ระลึกชาติได้ (๒) “จุตูปปาตญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม ปัญญาหยั่งรู้ที่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย หรือเรียกว่า “ทิพพจักขุญาณ” นั่นคือ ปัญญาหยั่งรู้ที่ทำให้มีตาทิพย์ อันเห็นหมู่สัตว์ผู้เป็นไปต่างๆ กัน ด้วยอำนาจกรรม ทำให้เข้าใจในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎแห่งกรรมของตน–กัมมัสสกตาแห่งตน” และ (๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ปัญญาหยั่งรู้อันเป็นความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ที่หมายถึง “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” อันเกิดขึ้นหลังจากการบรรลุถึง “อริยมรรค ๔” และ “สามัญผล ๔” กล่าวโดยย่อ “จตุตถฌาน” ทำให้เกิด “วิชชา ๓” อันเป็น “ทุนปัญญา” ที่จะกลายเป็น “ปัญญาวิปัสสนา–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ด้วยอำนาจความบริสุทธิ์แห่งจิตที่ปราศจากนิวรณ์ ที่ประกอบด้วยญาณในธรรมอันอุปการะแก่สมาธิ อันเกิดขึ้นก่อน “จตุตถฌาน” ได้แก่

(๑) “เนกขัมมะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “กามฉันทะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๒) “อัพยาบาท” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “พยาบาท” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๓) “อาโลกสัญญา” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “ถิ่นมิทธะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๔) “อวิกเขปะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อุทธัจจะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๕) “ธรรมววัตถาน” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “วิจิกิจฉา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๖) “ญาณ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อวิชชา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๗) “ปราโมทย์” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อรติ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อกุศลธรรมทั้งปวง” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

 

 

อีกนัยหนึ่ง อาจเกิด “ธรรมสมาธิ ๕” ผสมกลมกลืนกัน หลังจากมีการสมาทานรักษาศีลบริสุทธิ์ จิตย่อมสงบเป็นสัปปายะเกื้อหนุนให้เกิดสมาธิ ซึ่งจะไปรวมกับองค์ฌานในฌานแต่ละขั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้น “ปราโมทย์” กับ “ปัสสัทธิ” จะเป็นนำรองให้เกิดรูปฌาน จนรวมถึง “โพชฌงค์ ๗” ดังนี้

 

“ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นของจิต ได้แก่

(๑) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส

(๒) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ

(๓) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย

(๔) “สุข” คือ ความรื่นใจไร้ความข้องขัด

(๕) “สมาธิ” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่

(๑) “สติ” —ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง [สติปัฏฐาน ๔]

(๒) “ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม [อิทธิบาท ๔ =ปัญญา]  

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว [สัมมัปปธาน ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕] 

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๖) “สมาธิ” —จิตตั้งมั่นสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน [ธรรมสมาธิ ๕–ฌาน ๔]

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง [อัปปมัญญา ๔–ฌาน ๔]

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมที่ให้เกิดสมาธิในเบื้องต้น ที่เป็นปทัฏฐานให้เกิด “กุศล–ฌาน–ญาณ” นั้น เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔–จตฺตาโร สติปฎฺฐานา (๒) สัมมัปปธาน ๔–จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (๓) อิทธิบาท ๔–จตฺตาโร อิทฺธิปาทา (๔) อินทรีย์ ๕–ปัญฺจินฺทฺริยานิ (๕) พละ ๕–ปญฺจ พลานิ (๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺต โพชฺฌงฺคา (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สำหรับการเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั้น ทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์ ด้วยอนุปัสสนาทั้ง ๓ ประการ ได้แก่

(๑) “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) เกิดจากการเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์

(๒) “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) เกิดจากการเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์

(๓) “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) เกิดจากการเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์

 

 

ด้วยเหตุนี้ “สมาธิแห่งจตุตถฌาน” จึงเรียกว่า “จิตประภัสสร” ที่ปราศจากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลาย สมาธิที่บริสุทธิ์ คือ “สัมมาสมาธิ” ย่อมทำให้มี “สติสัมปชัญญะ” ที่บริสุทธิ์ คือ “สัมมาสติ” จิตไม่วอกแวกไปถือมั่นยึดมั่นในทั้งกุศลธรรมและอกุศลธรรม (สุขและทุกข์) ด้วย “อำนาจแห่งอุเบกขา” ที่สหรคตด้วย “อัปปมัญญา ๔” (เมตตา–กรุณา–มุทิตา–อุเบกขา) ฉะนั้น “อุเบกขา” จึงทำให้จิตมีความชื่อตรงและเทียงธรรม โดยไม่วิปริต หรือเกิดความลำเอียงมีอคติทั้ง ๔ ประการ (ฉันทาคติ–ลำเอียงเพราะชอบ ๑ โทสาคติ–ลำเอียงเพราะชัง ๑ โมหาคติ–ลำเอียงเพราะหลง ๑ ภยาคติ–ลำเอียงเพราะกลัว) ในขั้นตอนเป็นการเปิดภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เหมาะควรที่สุด เพราะจิตปฏิสังยุตด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อย่างเต็มขั้นด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” คือ ธรรมทั้งหลายต่างเป็นพวกเดียวกัน โดยไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่า “สัมปยุตตธรรม” ดังนั้น “จตุตถฌานกุศลจิต” จึงกลายเป็น “สมาธิในวิปัสสนา” ต่อไป ทำหน้าที่พิจารณาสภาวธรรมหรือธรรมทั้งหลาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” คำว่า “ญาณทัสสนะ” หมายถึง ความรู้เห็นด้วยปัญญาหยั่งรู้หรือญาณ อันเกิดจากอำนาจแห่งสมาธิที่บริสุทธิ์ (จิตตวิสุทธิ) ในขั้นนี้เป็นเริ่มเจริญปัญญาวิปัสสนาตามลำดับใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” จนสิ้นสุด

 

ประการสำคัญ คือ การบรรลุถึง “วิชชา ๓” นั้น ย่อมกลายเป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุน “จิตตัววิปัสสนาในสมาธิ” (สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ–อุเบกขา) ทำให้เกิดปัญญาหรือญาณที่หยั่งรู้ธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (รู้เห็นตามอริยสัจจ์–ปรมัตถสัจจะ) ขั้นตอนของกระบวนการคิดหรือมนสิการกรรมฐานนั้น เป็นเรื่องสำคัญ ปัญญาเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มเจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” โดยเฉพาะในข้อ “สติปัฏฐาน ๔” (เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์: ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา) ส่วนพลังอำนาจแห่งปัญญาใน “วิชชา ๓” นั้น ก็เช่นเดียวกัน เป็นฝ่ายสนับสนุนให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายเช่นกัน ที่เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กัมมัสสกตาแห่งตน ปัญญาวิปัสสนาทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นเกณฑ์ให้พิจารณากรรมฐานทั้งหลาย ที่จะเกิดขึ้นใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” โดยอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงตาม “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” ที่เป็นไปตามขั้นตอนข้อประพฤติปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” จนบรรลุถึง “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑” (โลกุตตรธรรม ๙) แต่ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในเบื้องต้น คือ ญาณ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (๓) “สัมมสนญาณ” ดังนี้

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ในข้อนี้ ปัญญาญาณจะสัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ และปฏิสังยุตด้วย “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ปัญญาหยั่งรู้ที่ระลึกชาติได้

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น ในข้อนี้ ปัญญาญาณจะสัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาภูมิ” ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กัมมัสสกตาแห่งตน และปฏิสังยุตด้วย “จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม ปัญญาหยั่งรู้ที่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขุญาณ”

 

(๓) “สัมมสนญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน อันทำให้เกิดปัญญาหลักๆ ๓ ประการ ได้แก่ (๑) “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) เกิดจากการเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์ (๒) “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) เกิดจากการเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์ และ (๓) “มหาปัญญา” (ปัญญามาก) เกิดจากการเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญานี้ให้บริบูรณ์ ฉะนั้น ปัญญาทั้ง ๓ อย่าง นี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญ “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖ ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ–ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ ๑ ภังคานุปัสสนาญาณ–ญาณอันตามเห็นความสลาย ๑ ภยตูปัฏฐานญาณ–ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ๑ อาทีนวานุปัสสนาญาณ–ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ๑ นิพพิทานุปัสสนาญาณ–ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย ๑ มุญจิตุกัมยตาญาณ–ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ๑ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ–ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง ๑ สังขารุเปกขาญาณ–ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ๑ สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ–ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ ๑) ต่อไป จนถึง โคตรภูญาณ (ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖: ญาณครอบโคตร) กับ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑” และ ปัจจเวกขณญาณ (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖: ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน) ที่จะเป็นบาทวิถีให้ลุล่วงถึง “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ ความตรัสรู้ที่เป็นภาวะปราศจากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง

 

 

เมื่อพิจารณาในประเด็นของหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา) นั้น รวมทั้ง “ปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย จึงเป็นเรื่องโดยตรงเกี่ยวกับ (๑) “ปัจจยปริคคหญาณ” และ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา ต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังและลึกซึ้ง เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนในเชิงทฤษฎี อันเป็นหลักการในกระบวนการคิด พิจารณา สภาวธรรมทั้งหลาย ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ถ้าไม่เข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องนี้อย่างแท้จริง กระบวนการเจริญวิปัสสนาภาวนาทั้งหลาย ก็ถือว่าล้มเหลวไม่เป็นประโยชน์อันใดที่พึงจะได้จริง นั่นคือ “ปัญญาวิปัสสนา” ไม่มีจริง นอกจากนี้ ความเห็นถือผิดที่เกิดขึ้นว่า กำลังวิปัสสนาหรือพิจารณากรรมฐานนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่เรียกว่า “มิจฉัตตะ ๑๐” สมาธิและวิปัสสนาฝ่ายธรรมดำ ได้ดีทางชั่ว ไม่ใช่ได้ดีทางดี (พาหิรลัทธิ คือ ลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา มุ่งเน้นทางอาคมไสยาศาสตร์ เช่น พวกเดียรถีย์ ที่ถือบวชในพระศาสนา ถ้าภิกษุหลงทางไปทำเสียเอง และยังไปเข้ารีตเดียรถีย์ เรียกว่า “ติตถิยปักกันตกะ” เป็นวัตถุวิบัติ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม) ฉะนั้น วิธีการพัฒนากระบวนการคิดที่ถูกต้อง เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ “กฎธรรมชาติ” นั้น เป็นเรื่องสำคัญในการเจริญภาวนา ไม่ใช่คิดเข้าป่าเข้าดง ไร้หลักการ ไร้อุดมการณ์ แต่ต้องประพฤติปฏิบัติตาม “เกณฑ์มาตรฐานที่นำไปสู่ความเป็นอริยบุคคล” ที่เรียกว่า “พระธรรมวินัย” (พระไตรปิฎก) หรือ คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (อนุสาสนี–สาสนะ–สัตถุสาสน์) ฉะนั้น “พระอภิธรรม” นั้น มีความเป็นสากล (Universality) ในเชิงหลักการหรือทฤษฎี นอกจากนี้ ยังเป็นหลักฐานแหล่งอ้างอิงทฤษฎีในศาสตร์สมัยใหม่สาขาต่างๆ ได้อีกมากมาย อยู่เหนือข้อจำกัดด้านเวลา ปัญหาอยู่ที่ว่า ใครจะมีปัญญาเข้าถึงได้ลึกซึ้งกว่ากันในบรรดาพุทธบริษัทหรือสาธุชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระอรหันต์มีภาระหน้าที่ในแสดงธรรมที่เป็นต้นแบบแห่งปัญญาญาณทั้งหลาย ไม่ใช่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่ฝ่ายเดียว

 

ในกระบวนการพัฒนาความคิดที่จะเกิดขึ้นในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น การบรรลุธรรมใน “วิชชา ๓–ญาณ ๓” (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณจุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณอาสวักขยญาณ ๑) นั้น เพราะจิตสหรคตด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” (จิตประภัสสร) รวมทั้งได้ปฏิสังยุตถึงพร้อมด้วยธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่มีสัมปยุตตธรรมต่อไปนี้ (๑) สติปัฏฐาน ๔–จตฺตาโร สติปฎฺฐานา (๒) สัมมัปปธาน ๔–จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (๓) อิทธิบาท ๔–จตฺตาโร อิทฺธิปาทา (๔) อินทรีย์ ๕–ปัญฺจินฺทฺริยานิ (๕) พละ ๕–ปญฺจ พลานิ (๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺต โพชฺฌงฺคา (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ในบรรดาธรรมทั้งหมดดังกล่าวนี้ รวมกับ “สมถธรรม–สมถพละ–เจโตวิมุตติ” กับ “วิปัสสนาธรรม–วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” ย่อมเกิด “ญาณสัมปยุตต์” ในแต่ละขั้นของความก้าวหน้าในการเจริญภาวนา โดยเป็น “ธรรมสามัคคี” ความถึงพร้อมแห่งองค์ธรรมทั้งหลาย ที่แต่ละธรรมต่างไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน ความที่ประพฤติปฏิบัติมาถูกต้องโดยธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติธรรมถูกหลัก (ธัมมานุธัมมปฏิปทา) นั่นคือ ให้ธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่ สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของธรรมทั้งหลายที่สัมพันธ์กัน หรือความศรัทธาและฉันทะในการดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรม การสมาทานศีล การรักษาศีล การประพฤติพรหมจรรย์ ในความเป็นจริง ก็คือ กระบวนการคิดได้เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนาในเบื้องต้น “คิดเป็นคิดถูกวิธี–โยนิโสมนสิการ” (เริ่มต้นด้วยปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง–สัมมาทิฏฐิ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘) ที่ประกอบด้วยคุณธรรมต่อไปนี้

(๑) อัปปมาทะ—ความไม่ประมาท

(๒) วิริยารัมภะ—การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น

(๓) อัปปิจฉตา—ความมักน้อย ไม่เห็นแก่ได้

(๔) สันตุฏฐี—ความสันโดษ

(๕) สัมปชัญญะ—ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา

(๖) กุสลธัมมานุโยค—การหมั่นประกอบกุศลธรรม

(๗) สีลสัมปทา—ความถึงพร้อมแห่งศีล

(๘) ฉันทสัมปทา—ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ

(๙) อัตตสัมปทา—ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว 

(๑๐) ทิฏฐิสัมปทา—ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ

(๑๑) อัปปมาทสัมปทา—ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ

(๑๒) โยนิโสมนสิการสัมปทา—ความถึงพร้อมด้วยปัญญารอบรู้

 

 

ฉะนั้น ผู้คิดเป็นคิดได้ย่อมมีคุณชาติด้วยคุณธรรมทั้ง ๑๒ ประการ ที่จะพัฒนาตนไปสู่คุณธรรมที่สูงขึ้นไปได้อีก ทำให้เข้าใจแจ่มแจ้งในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ดังนี้

 

“สาสน์ ๒ –ศาสนา ๒” หมายถึง คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ 

(๑) “ปริยัติศาสนา” คือ คำสอนฝ่ายปริยัติ คำสอนอันจะต้องเล่าเรียนหรือจะต้องช่ำชอง  ซึ่งเรียกว่า “นวังคสัตถุศาสน์” นั่นคือ คำสอนทั้ง ๙ หมวด ดังนี้ (๑) “สุตฺตํ–สูตร” ได้แก่ พุทธพจน์ที่มีสาระเป็นแกนร้อยเรียงเรื่องหนึ่งๆ หมายเอาอุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรในสุตตนิบาต และพุทธวจนะอื่นๆ กล่าวง่ายคือ วินัยปิฎก คัมภีร์นิทเทสทั้งสอง และพระสูตรทั้งหลาย (๒) “เคยฺยํ–เคยยะ” ได้แก่ ความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน (๓) “เวยฺยากรณํ–ไวยากรณ์”  ได้แก่ ความร้อยแก้วล้วน หมายเอาพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธพจน์อื่นใดที่ไม่จัดเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ (๔) “คาถา–คาถา” ได้แก่ ความร้อยกรองล้วน หมายเอา ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถา ล้วนในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อว่าเป็นสูตร (๕) “อุทานํ–อุทาน” ได้แก่ พระคาถาที่ทรงเปล่งด้วยพระหฤทัยสหรคตด้วยโสมนัสสัมปยุตด้วยญาณ พร้อมทั้งข้อความอันประกอบอยู่ด้วย รวมเป็นพระสูตร ๘๒ สูตร (๖) “อิติวุตฺตกํ–อิติวุตตกะ” ได้แก่ พระสูตร ๑๑๐สูตร (๗) “ชาตกํ–ชาดก” ได้แก่ ชาดก ๕๕๐ (๘) “อพฺภูตธมฺมํ–อัพภูตธรรม”  หรือ เรื่องอัศจรรย์ ได้แก่ พระสูตรที่ว่าด้วยข้ออัศจรรย์ (๙) “เวทลฺลํ–เวทัลละ” ได้แก่ พระสูตรแบบถามตอบ  

(๒) “ปฏิบัติศาสนา” คือ คำสอนฝ่ายปฏิบัติ คำสอนที่จะต้องปฏิบัติ ได้แก่ สัมมาปฏิปทา ๑ อนุโลมปฏิปทา ๑ อปัจจนีกปฏิปทา–ปฏิปทาที่ไม่ขัดขวาง ๑ อันวัตถปฏิปทา–ปฏิปทาที่เป็นไปตามความมุ่งหมาย ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ปฏิบัติธรรมถูกหลัก ๑ กล่าวคือ การบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐาน ๔สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นสำคัญในหมวดนี้ ก็คือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” นั่นคือ หลักธรรม ๗ ประการสุดท้าย

 

 

ฉะนั้น ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในคำสอน “สาสน์ ๒ –ศาสนา ๒” นั้น เป็นการรู้เห็นภาพรวมในการปฏิบัติธรรม คือ รู้เห็นองค์รวมทั้งหมด ย่อมเจริญธรรมได้สมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ผิดทางตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นกลาง (อุเบกขา–เอกัคคตา) ไม่ถือมั่นในกุศลธรรมและอกุศลธรรม แต่ใช้กุศลกรรมเป็นทางดำเนินไปสู่เส้นทางที่เข้าถึงกระแสพระนิพพานด้วย “เจโตวิมุตติ” เพราะพ้นจากราคะ พร้อมกับ “ปัญญาวิมุตติ” เพราะพ้นจากอวิชชา เพราะฉะนั้น “วิชชา ๓–ญาณ ๓” (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณจุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณอาสวักขยญาณ ๑) นั้น จิตยังไม่เข้าถึงภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างแท้จริง ยังเป็นเพียง “อนุปัสสนา” คือ การพิจารณากรรมฐานหรือสภาวธรรมบางอย่าง ที่ทำอยู่เนื่องๆ เป็นนิตย์ คล้ายเพื่อเป็นอนุสติ เพื่อรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐานเอาไว้ เพื่อจะได้ปฏิบัติสืบต่อเนื่องๆ ให้เจริญยิ่งขึ้นไป เช่น “อนุปัสสนา ๗” ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา–ปัญญาเร็ว” ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา–ปัญญาทำลายกิเลส” ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา–ปัญญามาก” ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา–ปัญญาคมกล้า” ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา–ปัญญากว้างขวาง” ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา–ปัญญาลึกซึ้ง” ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา–ปัญญาไม่ใกล้” ให้บริบูรณ์

 

 

ด้วยเหตุนี้ “สติปัฏฐาน ๔” ซึ่งเน้นการพิจารณากรรมฐานโดย “อนัตตานุปัสสนาญาณ” (รวมทั้งสัมปยุตตธรรมที่เหลือในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ และจตุตถฌานกุศลจิต ที่พร้อมด้วยฌานในธรรมอันเป็นอุปาระแก่สมาธิทั้งหมด) กับ “อนุปัสสนา ๗” นั้น จะทำหน้าที่เกื้อกูลจิตให้เกิดพลังอัศจรรย์แห่ง “วิชชา ๓” ได้แก่ ระลึกชาติได้ มีรู้เห็นด้วยตาทิพย์ที่กรรมของสัตว์ทั้งหลาย และรู้วิธีกำจัดกิเลสอาสวะทั้งหลาย ตามลำดับ ฉะนั้น “ต้นทุนทางปัญญาวิปัสสนา” นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ทั่วไป กับปุถุชนผู้ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “คนนอกวัด–คนนอกศาสนา” เมื่อเห็นหลักธรรมทั้งหลายที่ได้กล่าวมาข้างต้นดีแล้ว มีความถึงพร้อมสมบูรณ์ดีแล้ว ไพบูลย์ด้วยปัญญารอบรู้แห่งจตุตถฌานกุศลจิตดีแล้ว เมื่อเริ่มพิจารณากรรมฐานด้วยการเจริญ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” นั้น “ต้นทุนทางปัญญาวิปัสสนา” ดังกล่าวนี้ เป็นปัญญารอบรู้แห่งสัมมาทิฏฐิ ย่อมตกผลึกย่อยเป็นปัญญาที่บริสุทธิ์จากกิเลสโดยไม่วิปริต เป็นฐานข้อมูลสนับสนุน “สติสัมปชัญญะ” (จิตตัววิปัสสนา–สมาธิในวิปัสสนา) ที่ทำให้รู้เห็นด้วยญาณ (ปัญญาวิปัสสนา) ทั้งหลายได้ “ญาณทัสสนะ” เมื่อจิตได้วิวัฒน์พัฒนาให้บริสุทธิ์มากเท่าไหร่ “ญาณทัสสนะ” แห่งสมาธิและวิปัสสนา ยิ่งมีความบริสุทธิ์ปราศจากกิเลสทั้งหลายมากเท่านั้น จึงรู้เห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ–ยถาภูตญาณทัสสนะ” และยังทำให้เกิดความรู้ยิ่งยวด ความรู้แจ้ง ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ที่ปฏิสังยุตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งลำดับการเจริญ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ในญาณ ๓ ลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ ๒ “ปัจจยปริคคหญาณ” ดังนี้

 

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ในข้อนี้ ปัญญาญาณจะสัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ และปฏิสังยุตด้วย “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ปัญญาหยั่งรู้ที่ระลึกชาติได้ ซึ่งเป็นขั้นตอนการกำหนดสติสัมปชัญญะตามพิจารณาสภาวธรรมในกรรมฐานให้เห็น “สภาพแห่งทุกข์” นั่นคือ “กำหนดรู้ทุกขสัจจ์หรือทุกขอริยสัจจ์” (ข้อ ๑ ในอริยสัจจ์ ๔) จนพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายที่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องปรุงแต่งด้วยมิติความสัมพันธ์แห่งปัจจัยทั้งหลาย” มีความเข้าใจถูกต้องกับนิยามในคำว่า “ทุกข์–ทุกขตา” จนมีสามารถลงความเห็นในข้อสรุปว่า “ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นกรรมที่ครองด้วยใจ” เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ความเป็นทุกข์ทั้งกายและใจเพราะใจเข้าไปปรุงแต่งด้วยเจตนาและเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเพราะความไม่รู้จริง “อวิชชา” และความลุ่มหลง “โมหะ” นั่นคือ “ไม่มีสติสัมปชัญญะ” เพราะเนื่องด้วย “ความประมาท–ปมาทะ” ฉะนั้น การเกิดขึ้นแห่งขันธ์ ๕ นั้น เกิดขึ้นเพราะ “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” จึงทำให้เกิด “ทุกข์” หรือ “กองทุกข์” ผลวิบากแห่งอกุศลกรรมทั้งหลาย คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” สำหรับ “ปัญญาวิปัสสนา” ที่จำแนกแจกธรรมได้ละเอียดขนาดนี้ เป็นกระบวนการคิดที่ถูกวิธีโดย “โยนิโสมนสิการ” (พิจารณาตาม “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” ใน “ปัจจยปริคคหญาณ”) ข้อพึงระวัง คือ (๑) “จิตตัววิปัสสนา” (สัมมาสติ) และ (๒) “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” (สัมมาสมาธิ –ภาวะจิตตามสภาพดั้งเดิม คือ “จิตประภัสสร–ภวังคจิต”) กับ (๓) “สภาวธรรมแห่งปัจจัยธรรม” ทั้งหลาย (ภาวะจิตที่แปรตามวิถีจิต) จะเกิดร่วมกันเป็นเอกภาพเดียวกัน “ญาณสัมปยุตต์” (สัมมาวายามะ) ที่ทำให้เกิด (๔)  “ปัญญาญาณ–ญาณในวิปัสสนา” (สัมมาทิฏฐิ) เช่น “นามรูปปริจเฉทญาณ” ที่กำลังเป็นปัญญาวิปัสสนา ที่ทำให้เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ที่เกี่ยวกับคำว่า “ทุกข์” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ และมีปฏิสังยุตด้วย “ต้นทุนทางปัญญาวิปัสสนา” คือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) อันเป็นพละกำลังทำให้เกิดปรีชาสามารถที่จะรู้เห็นเข้าใจถูกต้องด้วยการยืนยันในการระลึกชาติย้อนหลังได้ ย่อมรู้เห็น ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ ที่เกิดดับในวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก ในสังสารทุกข์) ได้จริง ในบรรดากองทุกข์นี้ จะระลึกเห็นในสมัยใด ขณะใด เวลาใด ก็ย่อมได้ ไม่ว่าจะเป็นของตนอันเป็นสภาวธรรมภายใน และของบุคคลอื่นอันเป็นสภาวธรรมภายนอก (ไม่ใช่เห็นแล้วเอาไปทำเป็นหมอดู ประกอบเลี้ยงชีพอย่างผิดๆ มีญาณวิชชาปัญญานี้ไว้ดับกิเลสและกองทุกข์เท่านั้น)

 

สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วงมาก คือ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาจนได้ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) ที่สัมปยุตต์ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) แล้ว จะพิจารณาเห็นเป็นหลักธรรม หมวดธรรม ทฤษฎี ได้อย่างไร มีความถึงพร้อมด้วยปัญญาดังกล่าวนี้ได้อย่างไร เพราะปัญญานี้ เกิดขึ้นได้ทั้ง “ในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” และ “นอกภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน” ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ตาม เช่น เดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด และ นิ่ง ฉะนั้น ทั้ง “สมถนิมิต” และ “วิปัสสนานิมิต” ที่เกิดขึ้นแล้ว สมบูรณ์แล้ว ไพบูลย์ดี ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาจะเข้าถึงธรรมทั้งหลายเหล่านี้ได้อย่างไร ฉะนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่า (๑) รู้หลักธรรมก่อน แล้วค่อยลงมือปฏิบัติ คือ รู้เห็นเข้าใจภาคทฤษฎีก่อน แล้วค่อยลงมือปฏิบัติภาคสนาม นั่นคือ รู้ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ (สุตมยปัญญา นั่นคือ จตุสัจจพุทธะ = พระอรหันต์ หรือ สุตพุทธ = ผู้เป็นพหูสูต) หรือมิฉะนั้น (๒) ลงมือปฏิบัติก่อน แล้วค่อยรู้สรุปหลักธรรม คือ รู้เห็นเข้าใจธรรมที่ลงมือปฏิบัติภาคสนามก่อน แล้วค่อยกำหนดรู้หลักธรรมที่เป็นทฤษฎี นั่นคือ รู้ปฏิบัติ ปริยัติ และ ปฏิเวธ (จินตามยปัญญา นั่นคือ สัพพัญญูพุทธะ ปัจเจกพุทธะ พระโพธิสัตว์) ทั้งหมดนี้ ก็ขึ้นอยู่กับกำลังมากหรือกำลังน้อยของปัญญาในแต่ละบุคคล ไม่มีคำตัดสินได้เด็ดขาด ให้พิจารณาจริตอุปนิสัยของตนว่า อะไรควร อะไรไม่ควร เพราะถ้าให้ดีอาจเกิดจากทั้ง ๒ ประเด็นวิธี ที่จะใช้ผสมผสานกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะผู้รอบรู้ในทางเจริญและทางเสื่อม ย่อมเชี่ยวชาญฉลาด (โกศล ๓) ที่จะรู้อุบายวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาได้

 

การรู้เห็น “ทุกข์–ทุกขตา–สภาพแห่งทุกข์” นั้น ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องกำหนดคำนิยามออกมาให้ได้ว่า คืออะไร มีสภาวะเป็นเช่นใด ต้องตีความหมายออกมาให้ได้ ทั้งมีนัยตาม “สมมติสัจจะ” (สภาวธรรมที่พิจารณา) และ “ปรมัตถสัจจะ” (สภาวธรรมที่เป็นเกณฑ์พิจารณา) ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

ว่าด้วย นิยามความหมายของคำว่า “ทุกข์”

ในลำดับต่อไปนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำนิยามของ คำว่า “ทุกข์” อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ซึ่งมีลักษณะ ๖ ประการ ดังรายละเอียด ดังนี้

 

๑. ทุกข์อุปาทานขันธ์ ๕  

“ทุกข์” หมายถึง ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง หรือกล่าวโดยย่อ คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” หรือ “ทุกข์ทั้งปวง”

 

๒. ทุกขตา ๓  

“ทุกขตา ๓” หมายถึง ความเป็นทุกข์ ภาวะแห่งทุกข์ สภาพทุกข์ ความเป็นสภาพที่ทนได้ยากหรือคงอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ ได้แก่

(๑)  ทุกขทุกขตา คือ สภาพทุกข์หรือความเป็นทุกข์ เพราะทุกข์ ได้แก่ ทุกขเวทนาทางกายก็ตาม ใจก็ตาม ซึ่งเป็นทุกข์อย่างที่เข้าใจสามัญ ตรงตามชื่อ ตามสภาพ

(๒)วิปริณามทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน ได้แก่ ความสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อความสุขต้องเปลี่ยนแปลงแปรไปเป็นอย่างอื่น

(๓) สังขารทุกขตา คือ ความเป็นทุกข์เพราะเป็นสังขาร ได้แก่ ตัวสภาวะของสังขาร หมายถึง สิ่งทั้งปวงซึ่งเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง ที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายไป ทำให้คงสภาพอยู่ไม่ได้ พร่องอยู่เสมอ และให้เกิดทุกข์แก่ผู้ยึดถือด้วยอุปาทาน  

 

๓. ทุกขอริยสัจจ์

(๑) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ทุกขอริยสัจจ์ เป็นไฉน”

            แม้ชาติก็เป็นทุกข์

            แม้ชราก็เป็นทุกข์

            แม้มรณะก็เป็นทุกข์

            แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์

            แม้ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์

            แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์

            โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ชาติ เป็นไฉน”

ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชาติ”

            (๓) “ก็ ชรา เป็นไฉน”

ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแกหง่อมแห่งอินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “ชรา”

            (๔) “ก็ มรณะ เป็นไฉน”

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดพ้นแห่ง “ชิวิตินทรีย์” จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้เรียกว่า “มรณะ”

            (๕) “ก็ โสกะ เป็นไฉน”

ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “โสกะ”

            (๖) “ก็ ปริเทวะ เป็นไฉน”

ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “ปริเทวะ”

            (๗) “ก็ ทุกข์ เป็นไฉน”

ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่กายสัมผัส อันนี้เรียกว่า “ทุกข์”

            (๘) “ก็ โทมนัส เป็นไฉน”

ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่มโนสัมผัส อันนี้เรียกว่า “โทมนัส”

            (๙)  “ก็ อุปายาส เป็นไฉน”

ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรม คือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว อันนี้เรียกว่า “อุปายาส”

            (๑๐)  “ก็ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ (กิเลสที่ให้จิตเศร้าหมอง) ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๑)  “ก็ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์ หรือญาติโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น อันนี้เรียกว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์”

            (๑๒)  “ก็ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเกิด” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเกิด” เป็นธรรมดา ขอ “ความเกิด” อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความแก่” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความแก่” เป็นธรรมดา ขอ “ความแก่” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความเจ็บ” เป็นธรรมดา ขอ “ความเจ็บ” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “ความตาย” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “ความตาย” เป็นธรรมดา ขอ “ความตาย” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า ขอเราไม่พึงมี “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” เป็นธรรมดา ขอ “โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส” อย่ามาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา แม้ข้อนี้ก็เรียกว่า “ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์”

           

(๑๓) “ก็ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน”

อุปาทานขันธ์ คือ การยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้เรียกโดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

           

(๑๔) “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

 

            ๔. ทุกขญาณ  

            สติปัญญาญาณในการหยั่งรู้ควรรู้ยิ่งในสภาพแห่งความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น ได้แก่

(๑)        ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข

(๒)      ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข

(๓)       ความมีเครื่องหมายเป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข

(๔)       ความประมวลมาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข

(๕)       ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็นสุข

(๖)        ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความไม่บังเกิดเป็นสุข

(๗)       ความอุบัติเป็นทุกข์ ความไม่อุบัติเป็นสุข

(๘)       ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข

(๙)        ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข

(๑๐)   ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความไม่เจ็บป่วยเป็นสุข

(๑๑)   ความตายเป็นทุกข์ ความไม่ตายเป็นสุข

(๑๒) ความเศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข

(๑๓)  ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข

(๑๔)  ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข

           

๕. ทุกข์มากับความเพลิดเพลิน

(๑)  ผู้มีทุกข์ นั่นแหละ จึงมีความเพลิดเพลิน

(๒)ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ จึงมีทุกข์

(๓) ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์

(๔) ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ

 

            ๖. ทุกข์ติดตามนรชนผู้เขลา  

ทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้เขลานั้นไป ได้แก่

(๑)  ทุกข์ คือ ชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ มรณทุกข์ ความโศก ร่ำไร ลำบากกาย ทุกข์ใจ ความแค้นใจ

(๒)ทุกข์ คือ ความเกิดในนรก ความเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ความเกิดในวิสัยเปรต ความเกิดในมนุษย์ ความเกิดในครรภ์เป็นมูล ความคลอดจากครรภ์เป็นมูล

(๓) ทุกข์ คือ ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ที่เกิดแล้ว (อกุศลวิบาก) ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ที่เกิดแล้ว ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของตน ทุกข์อันเกิดแต่ความขวนขวายของคนอื่น ทุกข์อันเกิดแต่เวทนา ทุกข์อันเกิดแต่สังขาร ทุกข์อันเกิดแต่ความแปรปรวน

(๔) ทุกข์เกิดจากโรค โรคทางจักษุ โรคทางโสต โรคทางฆานะ โรคทางชิวหา โรคทางกาย โรคทางศีรษะ โรคทางหู โรคทางปาก โรคทางฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคขี้กลาก โรคมองคร่อ โรคบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราดหูด โรคละลอก โรคคุดทะราดบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่บริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกิดกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม (รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ ในปัจจุบัน)

(๕) ทุกข์เกิดแต่ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสวะ

(๖)  ทุกข์เกิดแต่สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน

(๗) ทุกข์เพราะความตายแห่งมารดา ทุกข์เพราะความตายแห่งบิดา ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่ชายและน้องชาย ทุกข์เพราะความตายแห่งพี่สาวและน้องสาว ทุกข์เพราะความตายแห่งบุตร ทุกข์เพราะความตายแห่งธิดา

(๘) ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ

(๙)  ทุกข์เหล่านี้ ย่อมติดตามบุคคลผู้เขลาแล้ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “ชีวิตมีอันตรายเพราะทุกข์ย่อมติดตามไป” (เนื่องจากยึดมั่นและมาเกิดในสังสารวัฏฏ์)

 

 

นอกจากนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนายังต้องมีปรีชาสามารถอธิบาย “ทุกข์–ทุกขตา–สภาพแห่งทุกข์” ทั้งหลายให้ได้ด้วย “หลักธรรม” ทั้งหลาย นั่นคือ การนิยามความหมายในเชิง “ทฤษฎี” หรือ “กฎ” (ปรมัตถสัจจะ–พระอภิธรรม) ฉะนั้น คำว่า  “ทุกข์–ทุกขตา–สภาพแห่งทุกข์” จึงหมายถึง “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ที่มีพรหมแดนเขตองค์ความรู้กว้างลึกแค่ไหน อันเป็นมิติสัมพันธ์ของปัจจัยทั้งหลาย ที่จะอธิบายหรือพรรณนาสภาวธรรมแห่งทุกข์ได้อย่างครอบคลุม ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ (ตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน) โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

(หมายเหตุ: ให้พิจารณารายหัวข้อธรรมต่อจาก ข้อ ๑ โดยพิจารณาเป็นรายข้อธรรมย่อย ดังใน ข้อ ๑)

 

 

(๑) เมื่อพิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๓) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๔) เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๕) เมื่อพิจารณาเห็น ผัสสะ ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๖) เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๗) เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๘) เมื่อพิจารณาเห็น เจตนา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๙) เมื่อพิจารณาเห็น ตัณหา ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๐) เมื่อพิจารณาเห็น วิตก ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๑) เมื่อพิจารณาเห็น วิจาร ๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๒) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๓) เมื่อพิจารณาเห็น อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๔) เมื่อพิจารณาเห็น อายตนะ ๑๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๕) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุ ๑๘ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๖) เมื่อพิจารณาเห็น อินทรีย์ ๒๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๗) เมื่อพิจารณาเห็น ธาตุ ๓ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๘) เมื่อพิจารณาเห็น ภพ ๙ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๑๙) เมื่อพิจารณาเห็น ฌาน ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๐) เมื่อพิจารณาเห็น อัปปมัญญา ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๑) เมื่อพิจารณาเห็น อรูปสมาบัติ ๔ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

(๒๒) เมื่อพิจารณาเห็น ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

จนพิจารณาข้อธรรมย่อยถึง เมื่อพิจารณาเห็น ชราและมรณะ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ ใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” แล้วเริ่มเป็นข้อ ๒๓ อันเป็นข้อสุดท้าย ดังนี้

 

(๒๓) เมื่อพิจารณาเห็น นิพพาน อันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

ธรรมใด ๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่า รู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่า รู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดที่ได้สดับมาแล้วนั้น ว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่า “สุตมยญาณ” (ปรโตโฆสะ)

 

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) ที่สัมปยุตต์ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) นั้น ไม่ใช่เรื่องปัญญาหรือองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นกินเวลานิดเดียว จะใช้เวลาในการเจริญภาวนายาวนานเป็นพิเศษ กว่าจะรู้แจ้งในอารมณ์แห่งทุกข์ทั้งปวงได้ “สมถนิมิต–วิปัสสนานิมิต” (สังขารนิมิต) เป็นเครื่องระลึกของ “สติ” และเป็นเครื่องเรียนรู้ของ “สัมปชัญญะ” ถ้าด่านนี้ไม่บรรลุถึงขั้นปัญญาแตกฉานได้ “ปฏิสัมภิทา ๔” วิปัสสนากัมมัฏฐานที่จะก้าวต่อไป ก็คงจะก้าวหน้าได้ยาก หรือล้มกลางงานไม่เป็นท่า อุปสรรคขั้นพื้นฐานที่ต้องเผชิญ คือ “ความทรงจำที่แม่นยำและถูกต้องอย่างรวดเร็ว” (อัตราความเร็วของสมองที่เป็นสมาธิ ที่มีกำลังประมวลผลประสิทธิภาพสูง ถ้าจะให้เร็วได้มาตรฐานนั้น จะต้องสามารถพิจารณารู้เห็นความเปลี่ยนแปรรูปกลาป ที่เรียกว่า “เซลล์” (Cell) ได้ ซึ่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีของเซลล์ในหนึ่งเชลล์นั้น มีความเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงที่เรียกว่า 500 Quadrillion /Second Chemical Reactions [500,000,000,000,000,000,000,000,000 = 1024] ส่วนจำนวนเซลล์ในร่างกายของมนุษย์นั้น ประมาณว่า มีจำนวนมากกว่า 100 Trillion Cells [1,000,000,000,000,000,000 = 1018] ที่รวมกันเป็นร่างกายมนุษย์ ๑ คน) เพราะฉะนั้น การพิจารณากรรมฐานในวิปัสสนาภูมินั้น จึงไม่ใช่เรื่องสามัญทั่วไปของปัญญาตามภาวะปกติ เนื่องจากต้องพิจารณาให้รู้เห็นทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมในเวลาเดียวกัน ที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นการพิจารณากระบวนการคิดในปัญญาวิปัสสนา ที่ทำให้เกิดญาณชนิดต่างๆ ในภูมิแห่งวิปัสสนา ที่หมายถึง “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม นั่นคือ การรู้เห็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักธรรม “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” (ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปัจจยาการ ๑๒) รวมทั้ง “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” (ปัจจัยธรรม) ทั้งหลาย “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) ที่สัมปยุตต์ด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) นั้น ทำให้รู้เห็นสภาพแห่งทุกข์ได้ ส่วน  “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) กับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ทำให้รู้เห็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ดังนี้

 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น ในข้อนี้ ปัญญาญาณจะสัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาภูมิ” ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กัมมัสสกตาแห่งตน และปฏิสังยุตด้วย “จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม ปัญญาหยั่งรู้ที่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า “ทิพพจักขุญาณ” ฉะนั้น ขั้นตอนแรก คือ การฝึกทักษะกระบวนการคิด ที่เรียกว่า (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” หมายถึง การคิดเชิงวิเคราะห์ แยกแยะ กระจายองค์ประกอบออกไปจากเหตุพื้นฐานก่อน (ตัวปัญหา) เพื่อให้เห็นรายละเอียดย่อยให้มากที่สุด อันจะเป็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือผลวิบากที่เกิดขึ้น นั่นคือ สาวปัญหาจากต้นเหตุจนไปถึงปลายเหตุ ที่มีผลตามมาอันเป็นอกุศลธรรม (สุขเวทนา–ทุกขเวทนา–อทุกขมสุขเวทนา) ดังเช่น “อวิชชา” เป็นต้นเหตุจากอดีต “ตัณหา” เป็นต้นเหตุจากปัจจุบัน  “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” (อกุศลผลวิบาก) เป็นผลวิบากในอนาคต เป็นต้น และประการหลัง (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” หมายถึง การคิดเชิงสังเคราะห์ คือ การสืบสวนพิจารณาจากผลวิบากทั้งหลายหรือปลายเหตุ กลับย้อนไปหาต้นเหตุ โดยใช้ปัญญาว่า ถ้าดับต้นเหตุของปัญหานั้นๆ ผลวิบากที่เกิดจากต้นเหตุนั้นๆ จะไม่ปรากฏที่ปลายเหตุอีกเลย เช่น ถ้าดับอวิชชาและตัณหาได้ “ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ” (ต้นเหตุ) ย่อดับไปด้วย ฉะนั้น “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” (อกุศลผลวิบาก) ย่อมดับไปด้วย เช่นกัน อนึ่ง ปัญญาที่ก่อตัวขึ้นในขั้นนี้ ย่อมสัมปยุตต์ด้วย “ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน” กับ “ทักษะการคิดขั้นสูง” ด้วย ซึ่งเป็นทั้ง “จินตามยปัญญา” และ “สุตมยปัญญา” ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในการพิจารณากรรมฐาน หรือ องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ประการ

 

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัย

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี  

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธ

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

 

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับองค์ประกอบทั้ง ๑๒ ประการ ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่องกันไป หมุนเวียนเป็นวงจร ไม่มีต้นไม่มีปลาย เรียกว่า “ภวจักร” เพราะฉะนั้น ในขณะพิจารณาธรรมย่อยแต่ละองค์นั้น ให้พิจารณาถึงหลักธรรมหรือข้อธรรมย่อยเฉพาะ ให้เปรียบเทียบกับ “อภิญเญยธรรม” ที่กล่าวถึงข้างต้นทั้ง ๒๒ หลักธรรม ซึ่งมี “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เป็นข้อสุดท้าย ดังนี้

 

(๑) “อวิชชา” คือ ความไม่รู้ ความไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ หรือตามนัยอภิธรรมว่า อวิชชา ๘–อวิชชา ๔

(๒) “สังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่ สังขาร ๓–อภิสังขาร ๓

(๓) “วิญญาณ” คือ ความรู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณ ๖

(๔) “นามรูป” คือ นามและรูป ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หรือ ตามนัยอภิธรรมว่า นามขันธ์ ๓ (เวทนา–สัญญา–สังขาร = เจตสิก คือ อาการลักษณะของจิต = วิญญาณ) กับ รูปขันธ์ (รูป) คือ รูป ๒๘ ได้แก่ มหาภูต ๔–ภูตรูป ๔ กับ อุปาทารูป ๒๔–อุปาทายรูป ๒๔ อีกนัยหนึ่ง คือ นามรูป = ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

(๕) “สฬายตนะ” คือ อายตนะ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ)

(๖) “ผัสสะ” คือ ความกระทบ ความประจวบ ได้แก่ สัมผัส ๖

(๗) “เวทนา” คือ ความเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๖

(๘) “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก ได้แก่ ตัณหา ๖ มีรูปตัณหา เป็นต้น (ตัณหาในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย และในธรรมารมณ์) และ ตัณหา ๓ = กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา

(๙) “อุปาทาน” คือ ความยึดมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๔ = กามุปาทาน–ทิฏฐุปาทาน–สีลัพพตุปาทาน–อัตตวาทุปาทาน

(๑๐) “ภพ” คือ ภาวะชีวิต ได้แก่ ภพ ๓ อีกนัยหนึ่งว่า ได้แก่ กรรมภพ (ภพคือกรรม ตรงกับ อภิสังขาร ๓: บุญ–บาป–อาเนญชา หรือ ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร) กับ อุปปัตติภพ (ภพคือที่อุบัติ ตรงกับ ภพ ๓: กามภพ ได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑ และ กามาวจรสวรรค์ ๖ –รูปภพ ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ –อรูปภพ ได้แก่ อรูปพรหม ๔)

(๑๑) “ชาติ” คือ ความเกิด ได้แก่ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย การได้อายตนะ

(๑๒) “ชรามรณะ” คือ ความแก่และความตาย ได้แก่ ชรา (ความเสื่อมอายุ ความหง่อมอินทรีย์) กับ มรณะ (ความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์)

 

 

สำหรับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ถือเป็นฝ่ายสมุทัย คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เพียงแต่นำองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง มาจำแนกแจกตามหลักธรรมย่อย “ปัจจัยธรรม” ถ้าพิจารณาย้อนกลับกันเป็นฝ่ายนิโรธ คือ  “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ส่วนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎกรรมของสัตว์” นั้น อยู่ใน “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

(๑) “อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ–ชรา มรณะ (พร้อมวิบาก = โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

(๒) “สังเขป ๔” (สังคหะ ๔) หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) อดีตเหตุ = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบันผล = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) ปัจจุบันเหตุ = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) อนาคตผล = ชาติ–ชรามรณะ (พร้อมวิบาก = โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

  (๓) “สนธิ ๓” หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง อดีตเหตุ กับ ปัจจุบันผล

(๒) ระหว่าง ปัจจุบันผล กับ ปัจจุบันเหตุ

(๓) ระหว่าง ปัจจุบันเหตุ กับ อนาคตผล

 

 (๔) “วัฏฏะ ๓” (ไตรวัฏฏ์) หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ดังนี้

(๑) กิเลสวัฏฏ์ คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) กรรมวัฏฏ์ คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) วิปากวัฏฏ์ คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ (พร้อมวิบาก =) ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

(๕) “อาการ ๒๐” หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ (Causes) และส่วนผล (Effects) ได้แก่

(๑) อดีตเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) ปัจจุบันผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) ปัจจุบันเหตุ ๕ = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) อนาคตผล ๕ = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

 (๖) “มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) อวิชชา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) ตัณหา เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

 

ในการพิจารณาสภาวธรรมใน “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้ง ๖ ข้อ นั้น แต่ละหลักธรรมต่างมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน ไม่ได้ตัดขาดจากกัน เพราะธรรมทั้งหมดเกี่ยวข้องกันในเชิงเหตุและผล ส่วนการไล่ลำดับข้อธรรมย่อยแต่ละข้อนั้น ให้ย้อนพิจารณาถึงการอ้างถึงหลักธรรมเฉพาะข้างต้นด้วย เช่น อวิชชา คือ อวิชชา ๔ หรือ อวิชชา ๘ หรือ ตัณหา คือ ตัณหา ๓ หรือ ตัณหา ๖ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง ถ้ามีองค์ประกอบ ข้อ ๑๑–๑๒ คือ “ชาติ–ชรามรณะ” ต้องพิจารณาให้เห็นว่า มีพร้อมด้วย “อกุศลผลวิบาก” ตามมาเสมอเป็นปกติ ได้แก่ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส”

 

(๗) “กฎแห่งกรรม” คือ ความเชื่อในเชิงเหตุผลด้วยปัญญาว่า “การกระทำย่อมมีผลวิบากตามมา ตามเจตนาที่ทำ” เพราะฉะนั้น การกระทำไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า ย่อมมีผลเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อไป เช่น เมื่อเกิด ก็มีแก่ เมื่อมีแก่ ก็มีเจ็บป่วย เมื่อมีเจ็บป่วย ก็มีตาย เมื่อมีตาย ก็มีโสกะ เมื่อมีโสกะ ก็มีปริเทวะ เมื่อมีปริเทวะ ก็มีทุกข์ เมื่อมีทุกข์ ก็มีอุปายาส เป็นธรรมดา ทั้งหมด คือ “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” แต่ถ้าเลือกทำดีด้วยการปฏิบัติธรรม มีสัมมาทิฏฐิก่อน เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมมีศีล เมื่อมีศีล ย่อมมีสมถะ เมื่อสมถะ ย่อมมีวิปัสสนา เมื่อมีวิปัสสนา ย่อมวิราคะ เมื่อมีวิราคะ ย่อมมีนิโรธ เมื่อมีนิโรธ ย่อมมีสัมโพธะ เมื่อมีสัมโพธะ ย่อมมีนิพพาน เป็นธรรมดา  ความเชื่อที่เกิดขึ้นด้วยปัญญาดังกล่าวนี้ เป็นเรื่อง “อธิโมกขสัทธา” คือ ความน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาแก่กล้า ที่ประกอบด้วย “กัมมสัทธา” กับ “วิปากสัทธา” หรือ “กัมมผลสัทธา” ซึ่งทำให้เกิด ปัญญาปิดกั้นระงับอวิชชา  พร้อมด้วย สมาธิปิดกั้นราคะ ฉะนั้น ความเห็นถือผิดย่อมไม่เกิดขึ้น ได้แก่

 (๑) “สัสสตทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

(๒) “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป  

(๓) “อกิริยทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล

(๔) “อเหตุกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย  

(๕) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

(๖) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข

(๗) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน  

(๘) “ปุพเพกตเหตุวาท” คือ ลัทธิกรรมเก่า พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน เรียกสั้นๆ ว่า “ปุพเพกตวาท”

(๙) “อิสสรนิมมานเหตุวาท” คือ ลัทธิพระเป็นเจ้า พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ เรียกสั้นๆ ว่า “อิศวรกรณวาท–อิศวรนิรมิตวาท”

(๑๐) “อเหตุอปัจจัยวาท” คือ ลัทธิเสี่ยงโชค พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง เรียกสั้นๆ ว่า “อเหตุวาท”

 

ในทางปฏิบัตินั้น ผู้มีปรีชาสามารถบรรลุถึง “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” ได้ ย่อมสามารถละบรรดา “ทิฏฐิ” ต่างๆ ได้ คือ เริ่มตั้งแต่ขั้น “โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติมัคคญาณ” ขึ้นไป จิตที่ครอบอารมณ์สมถะใน “จตุตถฌานกุศลจิต” ยังมีอำนาจไม่เพียงพอที่จะทำลาย “ทิฏฐิ” ทำได้เพียงปิดกั้นนิวรณ์ทั้งหลาย ได้แก่ “กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง” ฉะนั้น คนที่ถึงพร้อมด้วย “กฎแห่งกรรม” ดีแล้ว ย่อมละชั่วทั้งปวง หมั่นขยันทำดี เพราะเห็นประโยชน์สูงสุดในปัจจุบันและเบื้องปลาย และความสามารถในการระลึกชาติได้ “ปุพเพนิวาสานุสสติ” ย่อมทำให้เห็นผลวิบากที่เป็น “กรรมภพ” และ “อุปัตติภาพ” ในปัจจุบันหรือในอนาคตที่จะถึง อันเป็นผลกระทำจากอดีตและในปัจจุบัน ที่วกวนหมุนเวียนใน “วัฏฏสงสาร–สังสารวัฏฏ์”

 

 

(๘) “กฎแห่งกรรมของตน–กัมมัสสกตาแห่งตน” หมายถึง “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” คือ ความรู้ถึงภาวะที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ด้วยปัญญาว่า “ทำดีได้ดี–ทำชั่วได้ชั่ว” จัดเป็นปัญญาที่ถูกต้องในระดับสามัญและเป็น “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” ยังไม่เป็น “อธิปัญญา” หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ปัญญาอันเป็นตาทิพย์ที่มองเห็น “ความมีกรรมเป็นของตน” (จิตมีสติสัมปชัญญะตามพิจารณาจิต จนกระทั่งเกิดญาณทัสสนะที่กำหนดรู้เห็นจิตในจิตนั้นๆ ซึ่งเกิดจากความบริสุทธิ์ของสมาธิและปัญญา) ซึ่งผลที่ประสงค์จะสำเร็จด้วยความพากเพียรในการกระทำของตน ทำให้เกิดสามัญสำนึกในความเพียรชอบ คือ “สัมมัปปธาน ๔” (สัมมาวายามะ) ได้ มีสติสัมปชัญญะ (สัมมาสติ = สติปัฏฐาน ๔) และมีจตุตถฌานกุศลจิต (สัมมาสมาธิ –ฌาน ๔) เมื่อเกิดความศรัทธาและฉันทะ (ข้อ ๑–๒ ในอิทธิบาท ๔) ตามแนวทางอริยมรรค (อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘ = มัชฌิมาปฏิทา) การบรรลุถึง  “กัมมัสสกตาปัญญา–กัมมัสสกตาญาณ” ได้นั้น ย่อมเป็นปรีชาสามารถที่เข้าถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) ได้เช่นกัน รวมทั้งมีบาทวิถีมาจากจตุตถฌานแห่ง “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) การเจริญภาวนาด้วย “จตุตถฌาน” (อุเบกขาจิต –เอกัคคตาแห่งจิต) กับ “ญาณ ๑๖–ปัจจยปริคคหญาณ” นั้น ทำให้รู้เห็นความเป็นไปของชีวิตสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งตนเอง ที่สืบเนื่องในวัฏฏะหรือภวจักร (สังสารจักร) โดยพิจารณาตามหลัก “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาให้รู้เห็นด้วยปัญญาสาเหตุแห่งทุกข์ กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาให้รู้เห็นด้วยปัญญาถึงการดับเหตุแห่งทุกข์นั้นๆ อีกนัยหนึ่ง ให้พิจารธรรมทั้งหลายด้วย “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย ประกอบด้วยเสมอ และความแข็งแกร่งของการเจริญภาวนานั้น ต้องมีพื้นฐานที่หนักแน่นด้วย “สัมมาปฏิปทา” (ธัมมานุธัมมปฏิปทา) คือ การปฏิบัติธรรมด้วยข้อประพฤติปฏิบัติที่ถูกหลักด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการที่ประเสริฐ ซึ่งต้องประกอบด้วยองค์ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค นั่นคือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔–จตฺตาโร สติปฎฺฐานา (๒) สัมมัปปธาน ๔–จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (๓) อิทธิบาท ๔–จตฺตาโร อิทฺธิปาทา (๔) อินทรีย์ ๕–ปัญฺจินฺทฺริยานิ (๕) พละ ๕–ปญฺจ พลานิ (๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺต โพชฺฌงฺคา (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค  ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเจริญปัญญาให้แตกฉาน (วิมังสา –ธัมมวิจยะ –การจำแนกแจกธรรม) ได้ ที่เป็น “ปฏิสัมภิทา ๔” รู้ผลวิบากด้วย  “อัตถปฏิสัมภิทา” รู้กรรมอันเป็นเหตุด้วย “ธัมมปฏิสัมภิทา” รู้คำบัญญัติด้วย “นิรุตติปฏิสัมภิทา” และ รู้ปัญญารอบรู้แห่งญาณ ปฏิภาณ ไหวพริบที่ประกอบด้วย “โกศล ๓” คือ ความเชี่ยวชาญ ความฉลาด ในปัญญารอบรู้ในเหตุแห่งความเจริญ ความเสื่อม และอุบายในการแก้ปัญหา ด้วย “ฏิภาณปฏิสัมภิทา” ดังข้อสรุปในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

จรณะ ๑๕

วิชชา ๓ –วิชชา ๘

อธิสีลสิกขา

อธิจิตตสิกขา (ฌาน ๔)

อธิปัญญาสิกขา (ญาณ ๑๖)

สีลสัมปทา ๑

สมถพละ

วิปัสสนาพละ

อปัณณกปฏิปทา ๓

เจโตวิมุตติ

ปัญญาวิมุตติ

สัทธรรม ๗

ฌานวิโมกข์

ญาณวิโมกข์

ชีวิตบริสุทธิ์

จิตที่ดับราคะ

ปัญญาดับอวิชชา

 

 

เมื่อจิตที่ประกอบด้วย “อธิศีล–อธิจิตต์–อธิปัญญา” (พระอรหันต์ = ภาวิตัตต์–มัคคสมังคี–ผลสมังคี) การแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์ด้วย “วิชชา ๓–ญาณ ๓” ย่อมเกิดด้วยความบริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลายอันทำให้เกิดทุกข์ ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์ใน “สมถนิมิต–วิปัสสนานิมิต = สังขารนิมิต (ทั้งภายในและภายนอก)” ฉะนั้น การจะย้อนอดีตหรือก้าวไปคาดคะเนอนาคตจากปัจจุบัน ย่อมกระทำได้ด้วยความสำรวมระวังด้วย “สังวร ๕” ดังนี้ (๑) ปาฏิโมกขสังวร–สำรวมในปาฏิโมกข์ (๒) สติสังวร–สำรวมด้วยสติ (๓) ญาณสังวร–สำรวมด้วยญาณ  (๔) ขันติสังวร–สำรวมด้วยขันติ และ (๕) วิริยสังวร–สำรวมด้วยความเพียร กล่าวโดยง่าย (๑) “คนดีเห็นอะไรก็ต้องเกื้อหนุนด้วยสิ่งที่ดี” และ (๒) “คนชั่วเห็นอะไรก็ต้องสัมปยุตต์ด้วยสิ่งที่ชั่วๆ” การย่อมรู้ย่อมเห็นด้วยความเบื่อหน่าย เห็นพิษภัย ในสังขารทั้งหลายในวัฏฏะ ที่ผ่านมาแล้วหลายภพหลายชาติ ทั้งมีสุคติและทุคติ ไม่สิ้นสุดในภวจักรแห่งชีวิตสันตติที่ผ่านมา ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาอันยิ่ง–อธิปัญญา” (ภาวนามยปัญญา) เหนือ “ปัญญาสามัญ” ได้ (จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา) ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติจริงและรู้เห็นจริงในวิปัสสนาภูมิ เพื่อต้องการในปรารถนาแห่งการตัดกรรมจากสังสารจักรนั้นๆ ในภพในชาติที่ผ่านมา ให้ “เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค และกระแสแห่งนิพพาน” ด้วยการตัดขาดไม่เป็นอื่นจากวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก) ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ” คือ ภาวะปราศจากสงสารทุกข์ ภาวะอันเหนือโลกวิสัย หรือ “การทุบขันธ์ ๕” ที่เรียกว่า “ขันธวินิมุต” คือ ภาวะปราศจากขันธ์ทั้งหลาย นั่นคือ “สัจจภาวะแห่งนิพพานโดยอมตธาตุ” อันเป็น ภาวะปราศจาก “อวิชชา–ตัณหา–กรรม–วิบาก–อาหาร–และ–การเกิด-ความแปรปรวน” (สุญญตสมาธิ–สุญญตวิโมกข์ = อนัตตตา–สุญญตา) ฉะนั้น “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” ทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “สังขารทั้งหลาย” (สังขารนิมิต–ความนึกคิดในใจ) ให้พิจารณาถึงนัยแห่ง “อวิชชา” อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีกระบวนการคิดทำลายล้างกิเลสตัวนี้ให้ได้ ดังนี้

 

 

นิยามของคำว่า “อวิชชา”

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 16–17 FILE 76)

 

ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา

 

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จูฬนิเทส เล่ม ๖ - หน้าที่ 12-11 FILE 67)

[๖๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ดูก่อนอชิตะ...”)

โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่ปรากฏเพราะความตระหนี่ เรากล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลก ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น

 

[๖๔] ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องต้น ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องปลาย ความไม่รู้ทั้งในส่วนสุดเบื้องต้นและส่วนสุดเบื้องปลาย ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย อันอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้ ชื่อว่า “อวิชชา” (อวิชชา ๔–อวิชชา ๘)

 

ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ถึงพร้อมเฉพาะ ความไม่ตามตรัสรู้ ความไม่ตรัสรู้พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่ถึงพร้อม ความไม่ถึงรอบ ความไม่เห็นเสมอ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความรู้ได้ยาก ความเป็นคนเขลา ความไม่รู้ทั่วพร้อม ความหลงใหล ความมัวเมา อวิชชาเป็นโอฆะ อวิชชาเป็นโยคะ อวิชชาเป็นอนุสัย อวิชชาเป็นเครื่องกลุ้มรุม อวิชชาเป็นข่าย โมหะ อกุศลมูล ชื่อว่า “อวิชชา”

 

ในอุเทศว่า “อวิชฺชาย นิวุโต โลโก” นี้เรียกว่า “อวิชชา” โลกนรก โลกเดียรัจฉาน โลกเปตติวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกนี้ โลกหน้า พรหมโลกกับทั้งเทวโลก นี้เรียกว่า “โลก”โลกอันอวิชชานี้ ปิดบัง ปกคลุม หุ้มห่อ ครอบไว้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า “โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้”

 

พุทธวจนะ

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 128–129 FILE 26)

 

พึงเห็น อวิชชาว่าเหมือนภูเขา อภิสังขารทั้งหลายว่าเหมือนเมฆ วัฏฏะมีวิญญาณเป็นต้นว่าเหมือนแก่งน้ำ วิมุตติว่าเหมือนสาคร ฝนตกบนยอดภูเขา ก็ทำแก่งภูเขาให้เต็ม ทำสาครคือมหาสมุทรให้เต็มตามลำดับ ฉันใด ก่อนอื่นพึงทราบถึง การตกแห่งเมฆ คือ อภิสังขาร บนยอดภูเขา คือ อวิชชา ก็ฉันนั้น  แท้จริง ปุถุชนผู้เขลา ไม่ได้สดับ เป็นผู้ไม่รู้เพราะอวิชชา กระทำความปรารถนาเพราะตัณหา ย่อมสร้างกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล

 

กรรมที่เป็นกุศลและอกุศลนั้น ก็เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิวิญญาณ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นต้น ก็เป็นปัจจัยแก่นามรูป เป็นต้น เวลาที่เมฆคืออภิสังขารตกลงบนยอดภูเขา คือ อวิชชา ทำวัฏฏะมีวิญญาณเป็นต้น ให้เต็มตามลำดับตั้งอยู่ เพราะเป็นปัจจัยสืบต่อกันไป ก็เหมือนเวลาที่ฝนตกบนยอดภูเขา ทำแก่งภูเขาให้เต็มแล้วก็ตั้งจดมหาสมุทร

 

แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะจิตที่ถูกความไม่รู้จริงกลุ้มรุมอยู่ตลอดเวลา ตั้งตัวคิดใหม่ได้ยากนั้น คือ ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง พอสรุปได้ ๒๕ ประการ ดังนี้

 

อวิชชามีลักษณะ ๒๕ ประการ [องค์แห่งอวิชชา] ได้แก่

(๑) อัญญาณ  —ความไม่หยั่งรู้ด้วยญาณ [ญาณ–ปรีชาหยั่งรู้]

(๒) อทัสสนะ  —ความไม่เห็นด้วยญาณทัสสนะ [ทัสสนะ–ความเห็น]

(๓) อนภิสมัย  —ความไม่ตรัสรู้ [อภิสมัย–ความตรัสรู้]

(๔) อนนุโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้ตาม [อนุโพธะ–ความตรัสรู้ตาม]

(๕) อสัมโพธะ  —ความไม่ตรัสรู้พร้อม [สัมโพธะ–ความตรัสรู้พร้อม]

(๖) อัปปฏิเวธะ  —การไม่แทงตลอด [ปฏิเวธะ–การแทงตลอด]

(๗) อสังคาหณา  —ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง [สังคาหณา–ความถือเอาถูกต้อง]

(๘) อปริโยคาหณา  —ความไม่หยั่งโดยรอบคอบ [ปริโยคาหณา–ความหยั่งโดยรอบคอบ]

(๙) อสมเปกขนา  —ความไม่พินิจ [สมเปกขนา–ความพินิจ]

(๑๐) อปัจจเวกขณา  —ความไม่พิจารณา [ปัจจเวกขณา–ความพิจารณาทบทวน]

(๑๑) อัปปัจจักขกรรม  —ความไม่รู้ในกรรมของตน [กัมมผลสัทธา–กฎแห่งกรรม]

(๑๒) ทุมมิชฌะ  —ความทรามปัญญา [สัมมาทิฏฐิ–ความเห็นชอบ อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง]

(๑๓) พาลยะ  —ความโง่เขลา [วิสารทะ–ฉลาดชำนาญ ปฏิภาณ–ความคิดทันการ]  

(๑๔) อสัมปชัญญะ   —ความไม่รู้ทั่วพร้อม [สัมปชัญญะ–ความรู้ทั่วพร้อม]

(๑๕) โมหะ  —ความหลง [ปัญญา –ความรอบรู้–ความรู้ชัด]  

(๑๖) ปโมหะ  —ความลุ่มหลง [อวิกเขปะ–ความไม่ฟุ้งซ่าน เอกัคคตา–จิตตสมาธิ]

(๑๗) สัมโมหะ  —ความหลงใหล [อสัมโมหสัมปชัญญะ–รู้ชัดว่าไม่หลง]

(๑๘) อวิชชา  —รู้สิ่งที่ไม่ควรรู้ [วิชชา–ความรู้แจ้ง อภิญญา–ความรู้ยิ่งยวด]

(๑๙) อวิชโชฆะ  —โอฆะคืออวิชชาให้จมลงในวัฏฏะ [วิวฏะ–ความพ้นจากวัฏฏะ]

(๒๐) อวิชชาโยคะ  —โยคะคืออวิชชาให้ประกอบไว้ในวัฏฏะ [วิราคะ–ความไม่ติดพันเป็นอิสระ]

(๒๑) อวิชชานุสัย  —อนุสัยคืออวิชชาด้วยอำนาจการละยังไม่ได้ [นิโรธ–ความดับกิเลสและทุกข์]

(๒๒) อวิชชาปริยุฏฐาน  —การกลุ้มรุมจิตคืออวิชชา [อุปสมะ–ความสงบ สมถะ–การสงบระงับจิต]

(๒๓) อวิชชาลังคี  —กลอนเหล็กหรือลิ่มคืออวิชชา [วิสังโยค–ความหมดเครื่องผูกรัด]

(๒๔) โทสะ  —ความคิดประทุษร้าย [อพยาบาท–ความไม่ขัดเคืองมีเมตตา]

(๒๕) โลภะ  —ความอยากได้ [อปจยะ–ความไม่พอกพูนกิเลส]

 

 

ดังนั้น แนวโน้มแห่งความแปรปรวนของจิตที่เป็นไปตาม (๑) กระแสตัณหา (๒) กระแสทิฏฐิ (๓) กระแสกิเลส (๔) กระแสทุจริต และ (๕) กระแสอวิชชา ที่เรียกว่า “อกุศลธรรม” นั้น จุดเริ่มต้นของความมัวหมองหรือความเศร้าหมองแห่งจิตนั้น คือ “ความไม่ใช้เหตุผลโดยโยนิโสมนสิการ” ด้วยปัญญารู้เห็นว่า “นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของอวิชชาและอกุศลธรรมทั้งหลาย” (สังขารทั้งหลายอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น หรือ “ปญฺจ ลกฺขณานิ–ลักษณะ ๕” = อวิชชาตัณหากรรมอาหาร ๑ และ การเกิด-ความแปรปรวน ๑) ฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องใน “ปัจจัยแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาท” ทั้ง ๑๒ ประการ นั้น เป็นองค์ความรู้ในเรื่อง “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ การเห็น “ปรมัตถสัจจะ” ให้เป็นโลกสมมติบัญญัติ “สมมติสัจจะ” ที่ถูกต้อง  ในขั้นตอนการประมวลผลองค์ความรู้ทั้งหมดในการเจริญภาวนา “มนสิการกรรมฐาน” (สมถะ–วิปัสสนา) ก็มีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบ ดังนี้

(๑) ฐานข้อมูล คือ “ปัญญาวิปัสสนา–วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ”

(๒) ความเร็วของสมอง คือ ความทรงจำที่เป็นสัญญาบริสุทธิ์ ที่นำสภาวธรรมในภาวนานิมิตทั้งหลาย ไปเปรียบเทียบกับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ในข้อแรก

(๓) การงความเห็นในข้อสรุป คือ “ทฤษฎี” หรือ “หลักธรรม” อันเป็นความรู้ใหม่ นวัตกรรมทางความคิด ปัญญารอบรู้สร้างสรรค์ (ปฏิภาณ)

(๔) กระบวนการคิดในภาวนากรรมฐานนั้น ต้องมีปทัฏฐานตามพระสัตถุสาสน์ คือ (๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม (๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ (๓) “นิโรธ” คือ ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์ (๔) “อุปสมะ” คือ ความสงบ (๕) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด (๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้ (๗) “นิพพาน” คือ นิพพาน ภาวะปราศจากกิเลสและทุกข์แล้ว

 

 

ฉะนั้น กระบวนการคิดที่เกิดขึ้นใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ปัจจยปัคคหญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ อันปฏิสังยุตด้วย ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) นั้น ย่อมมีหลักธรรมต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือนี้ เข้ามาสัมปยุตต์ด้วย (สมถพละ–วิปัสสนาพละ) โดยมี “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” เป็นปทัฏฐานสำคัญ ที่เกื้อกูลถึงความตรัสรู้และอริยมรรค ไม่ใช่การเพ่งพิจารณา “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เพียงหลักธรรมเดียวเท่านั้น ในความเป็นจริง กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นั้น จะเรียนรู้ทีละขั้นตอน ทีละเรื่อง ทีละประเด็น แต่ภาวะแห่งความตรัสรู้ถึงสัมโพธิญาณได้นั้น “เกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันครั้งเดียว–ญาณสัมปยุตต์” อันเป็นปรากฏการณ์แห่ง “ธรรมสามัคคี” ที่เรียกว่า “สหชาตธรรม” ซึ่งเป็นความสว่างไสวแห่งปัญญาหยั่งรู้ ที่รอบรู้อย่างถ่องแท้ในธรรมทั้งหลายที่ต้องมารวมกันและแยกกันสงเคราะห์ความตรัสรู้ คือ “การเกิดปัญญา” (โยนิโสมนสิการ) ดังนี้

(๑) รู้เห็นความเหมือนในความต่าง  (Homogeneity)

(๒) รู้เห็นความต่างในความเหมือน (Heterogeneity)

(๓) รู้เห็นด้วยความรอบรู้ตามความเป็นจริง แล้ววางใจเป็นกลาง (อุเบกขา–Neutrality) ไม่ถือมั่นในความเป็นตัวตน “อัตตาภินิเวส” ด้วยกำหนดพิจารณาธรรมทั้งหลายด้วย “อนุปัสสนา ๗”  ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ (๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน (๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย  (๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ (๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด และ (๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น  

(๔) รู้เห็นตามความเป็นจริง (ยถา ปชานํ) คือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (Acquisition of Knowledge and Insight)

(๕) รู้เห็นในนวัตกรรมทางปัญญาที่เกิดจากวิปัสสนาภูมินั้นๆ (Updated Knowledge Innovation)

 

 

ช่วงเวลาในขณะจิตนั้น มีความเร็วมากน้อยเพียงใดนั้น ผู้เจริญภาวนาต้องหมั่นสังเกตตรวจสอบความเร็วของจิตในตนเองเสมอ คือ พิจารณากรรมฐานบ่อยๆ ทำให้มาก ให้สมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป โดยสมมติฐานในเรื่องนี้ การค้นพบความเปลี่ยนแปลง การปลดปล่อยพลังงานชีวิตของเซลล์มนุษย์นั้น มีภาวะแปรปรวนไม่คงที่ต่อวินาทีโดยประมาณ คือ ต่อ ๑ เซลล์ ต่อ ๑ วินาที ดังนี้

 

 500 Quadrillion /Second Chemical Reactions [500,000,000,000,000,000,000,000,000 = 1024]

 

ส่วนจำนวนเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีโดยประมาณ ดังนี้

 

100 Trillion Cells [1,000,000,000,000,000,000 = 1018]

 

เมื่อนำจำนวนพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาในเซลล์แต่ละหน่วยคูณด้วยจำนวนเซลล์ทั้งหมดแล้ว จะแสดงผลเป็น ภาวะแปรปรวนของร่างกายฝ่ายรูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงต่อขณะใน ๑ วินาที นั่นคือ

 

(500 Quadrillion Chemical Reactions) X (100 Trillion Cells) =

500,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000,000 = 1042

 

ด้วยความคาดคะเนปรากฏการณ์ของรูปธรรมที่ไม่เที่ยงและแปรปรวนนี้ “จิต” คือ ปทัฏฐานสำคัญของความแปรปรวนดังกล่าวนี้ จิตเป็นตัวกำหนดทิศทางของการแปรปรวนทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจในเจตนาต่างๆ กล่าวโดยย่อ (๑) จิตที่สหรคตด้วยกุศลธรรม ผลวิบากย่อมเกิดในทางสุคติ และ (๒) ส่วนจิตที่สหรคตด้วยอกุศลธรรม ผลวิบากย่อมเกิดในทางทุคติ ความสว่างไสวแห่งจิตย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวาระจิต เพราะพลังงานที่ปลดปล่อยออกมานั้น ย่อมบ่งบอกถึงสุขภาพร่างกายและจิตใจในเวลาเดียวกัน อย่างเช่น แสงสว่างของสัจจภาวะแห่งนิพพาน ควรเป็นสีเหลืองขาวนวลสกาวสดใส เป็นต้น สีแสงแห่งอกุศลก็น่าจะเป็นสีดำ สีแดง สีม่วง สีน้ำเงิน (คงคล้ายกับแสงสีในไนต์คลับ = ขุมนรก) ข้อนี้ยังไม่มีคำยุติได้ชัดเจน เพราะมองด้วยตาเนื้อไม่เห็น จะเห็นได้เฉพาะท่าทางสีหน้า แต่แสงชีวิตนั้น ต้องมองด้วยตาทิพย์เท่านั้น หรือกล้องถ่ายรูปชนิดพิเศษที่จะจับภาพรังสีต่างๆ ได้ “สัญญาที่บริสุทธิ์” จะทำหน้าที่ประมวลผลภาพนิมิตต่างๆ ตามความเป็นจริงในภูมิแห่งการเจริญภาวนา ที่เกิดขึ้นใน “สมาธิบริสุทธิ์” กับ “ปัญญาบริสุทธิ์” เช่นกัน และอย่าลืมว่า “ปัญญาความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความรอบรู้ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต” (ปุพเพนิวาสญาณ–ยถากัมมูปคตญาณ ที่เป็น ทิพพจักขุญาณ แต่ต้องพัฒนาให้เป็น อนาคตังสญาณ) และประการสำคัญที่สุด การหมั่นเพียรพัฒนากรรมฐาน ต้องปฏิบัติให้เหมาะควรแก่ธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ” (สัมมาปฏิปทา) ตามหลักพุทธศาสนา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” (อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘)

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่นั้น มักอ่อนข้อให้กับ “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” อันเป็นบ่อเกิด “มิจฉาทิฏฐิ–ทิฏฐิวิบัติ (ทุศีลวิปริตออกจากพระธรรมวินัย)” แถมยังไม่รู้สึกตัว มีหวั่นไหว และไม่มีปัญญา (อสัมปชัญญะ–ไม่เกิดปัญญารอบรู้) และเข้าใจผิดหรือสำคัญผิดในตนว่าตนเองคิดถูกต้องเหนืออื่นใดในจักรวาลนี้ สุดท้ายอยากได้สาวกหน้าโง่ติดตาม ก็แอบไปสนธิกำลังกับพวกเทพ (นอกลัทธิพระพุทธศาสนา) ทำตัวเป็นทาสรับใช้สื่อกับเบื้องบนและเบื้องล่าง คือ กลายร่างเป็น “ร่างทรง” (ตู่เอาว่าเป็นร่างพ่อพญานาค ปู่ฤษี หนุมาน ชูชก แล้วแต่จะคิดนิยามขึ้นมาได้) โดยปริยาย ไม่ต้องมีคำอธิบายให้เข้าใจได้ยิ่งกว่านี้ ฉะนั้น ความเกิดขึ้นของสภาวธรรม ที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์” นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นจริง ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน แม้แต่ความเป็นจริงในปัจจุบัน เผลอไปแวบเดียวก็ไม่เป็นจริงแล้ว แล้วจะไปหาตัวตนอะไรมาบอกว่าเป็นจริง คือ “มันไม่มีอะไร... มันไม่มีอะไร.... จริงๆ” ศีลที่บริสุทธิ์ สมาธิที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่บริสุทธิ์ ทำให้อยากรู้เห็นอะไร ก็ย่อมรู้เห็นได้ แต่ไม่เป็นจริง ตามโลกสมมติบัญญัติไว้ ปัญญาที่เห็นจริงเท่านั้น ที่จะปลดปล่อยจิตให้ดับจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ไม่ใช่การชักนำจิตไปยึดมั่นถือมั่นในนิมิตทั้งหลายที่เกิดขึ้นในภาวนากรรมฐาน ที่ทำให้หลายๆ คน ไม่สามารถบรรลุถึงสัมโพธิญาณได้ตามประสงค์ที่มุ่งหมายไว้  เพราะ “ความไม่รู้จริงแห่งอวิชชา” นั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เลือกการพิจารณาบรรดาเหล่า “ปัจจัยแห่งองค์ปฏิจจสมุปบาท” ทั้ง ๑๒ ประการ รวมทั้งผลวิบากแห่งอกุศลกรรม คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เป็นธรรมที่มีอุปการะคลุ้มครอง “ปัญญาแห่งโยนิโสมนสิการ” เพื่อการตัดระงับ (๑) กระแสตัณหา (๒) กระแสทิฏฐิ (๓) กระแสกิเลส (๔) กระแสทุจริต และ (๕) กระแสอวิชชา ฉะนั้น การพัฒนากระบวนการคิดที่ถูกต้องตามหลักธรรม (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” กับ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” ดังกล่าวนั้น เป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนา พระพุทธศาสนาที่สืบทอดองค์ความรู้มาจนถึงปัจจุบันได้ องค์ความรู้ทั้งหมดที่สั่งสมมาทั้งหมด พุทธศาสนิกชนสามารถศึกษาค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก อันเป็นแหล่งข้อมูลรับรอบคำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อศึกษาให้มาก พิจารณาให้มาก ย่อมเกิดปัญญารอบรู้ เกิดญาณหยั่งรู้ ที่เรียกว่า “สุตมยญาณ” (สุตมยปัญญา) ได้จริง

 

 กล่าวโดยสรุป “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” เป็นแนวคิดตามหลัก “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ในเบื้องต้นของการได้สดับฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมโดยปัญญาใน “โสดาปัตติมรรค–โสดาปัตติมัคคญาณ” (ปราศจากนิวรณ์ และทิฏฐิ) แต่เมื่อเจริญภาวนามากยิ่งขึ้น คือ การพิจารณากรรมฐานด้วย “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ) กับ “ญาณ ๑๖” โดยเฉพาะกระบวนการคิดในวิปัสสนาภูมิด้วย (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ: ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔) กับ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ ได้แก่ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่( ๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร (๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ (๓) อนาคต = ชาติ–ชรา มรณะ (พร้อมวิบาก = โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)  และ  “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” (องค์ประกอบแห่งภวจักร: อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) ทั้งหลาย และ “กฎแห่งกรรม” และ “กฎแห่งกัมมัสสกตาแห่งตน” (กัมมัสสกตาญาณ–กัมมัสสกตาปัญญา) ธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมสัมปยุตต์ด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔–จตฺตาโร สติปฎฺฐานา (๒) สัมมัปปธาน ๔–จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา (๓) อิทธิบาท ๔–จตฺตาโร อิทฺธิปาทา (๔) อินทรีย์ ๕–ปัญฺจินฺทฺริยานิ (๕) พละ ๕–ปญฺจ พลานิ (๖) โพชฌงค์ ๗–สตฺต โพชฺฌงฺคา (๗) อริยมรรคมีองค์ ๘–อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ที่เกื้อกูลความตรัสรู้และอริยมรรค ที่ทำให้เกิด (๑) “สมถพละ” (จรณะ ๑๕) กับ (๒) “วิปัสสนาพละ” (วิชชา ๓–วิชชา ๘) ปัญญาญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วย “โยนิโสมนสิการ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” คือ “ปัญญาวิปัสสนา” นอกจากนี้ ยังรวมถึงปัญญาที่กว้างไกลอีก คือ “ปัจจัย ๒๔” ที่มีหลักการพิจารณาสภาวธรรมคล้ายคลึงกันอีกด้วย ประการสำคัญ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบวิเวกอันเป็นที่สุด ด้วยประการฉะนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4878738