๗๐. ปฐมญาณวัตถุแห่งปฏิจจสมุปบาท

        Fundamental Knowledge Base of the Dependent Origination

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1509

ความสำคัญของบทความ

 

ธรรมชาติของมนุษย์โลกคนไทยอย่างหนึ่ง คือ ชอบอยากรู้อย่างเห็นเรื่องคนอื่นมากกว่าเรื่องของตนเอง จะได้มีเรื่องไว้นินทาหลังอาหารเที่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท คือ เป็นอาหารเสริมเลี้ยงสมอง ไม่ต้องใช้อาหารประเภทชีวโมเลกุล แต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เน้นการค้นหาความรู้จากแหล่งในตนเอง คือ ร่างกายและจิตใจเป็น “ธรรมกาย” หมายถึง ที่ประชุมแห่งธรรมทั้งหลาย เมื่อรู้เห็นตัวตนภายในดีมากแล้ว ก็ย่อมรู้เห็นตัวตนของสิ่งภายนอก แล้วอะไรคือมูลฐานแห่งความรู้ (ปฐมญาณ) ที่จะใช้เป็นธรรมเครื่องค้นหาพระโมกขธรรม อันเป็นธรรมทำให้หลุดพ้นจากวัฏฏะนี้ได้ นั่นคือ (๑) “พลังอำนาจแห่งจิต” ที่เป็นสมาธิ ที่ประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” กับ (๒) “พลังอำนาจแห่งปัญญา” ที่เป็นญาณทัสสนะ ที่ประกอบด้วย “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่เรียกว่า “กระบวนการคิดที่ถูกหลักธรรม” หรือ “โยนิโสมนสิการ” ที่สามารถค้นหารูที่ปลายอุโมงค์ให้ “แสงสว่างแห่งปัญญาหยั่งรู้ทั้งหลาย” สาดส่องหรือเกิดขึ้นในสมองหรือจิตใจมนุษย์ ซึ่งเป็นวิธีการคิดที่ครอบคลุมต้นเหตุและปลายเหตุ ครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาที่กำหลังประสบ สืบสาวเรื่องราวจากเหตุไปหาผล ให้มองเห็นประเด็นปัญหาที่ซ่อนเร้นภายในด้วยวิธีคิดอย่างมีอุบายแยบยล ที่ชาญฉลาดด้วยปฏิภาณ (หัวป่อง–คิดได้คิดออก ไม่หัวปึก: ภาษาอีสาน) ที่เป็นปัญญาวิปัสสนา นั่นคือ “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) ที่ได้รับอนุเคราะห์จาก “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ซึ่งเกิดจากการบำเพ็ญเพียรสมถภาวนา จนจิตบรรลุถึง “จตุตถฌานกุศลจิต” (อุเบกขา–เอกัคคตา) ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร–จิตตามสภาพดั้งเดิมที่บริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย” แต่กล่าวโดยย่อ คือ กระบวนการคิดในญาณความรู้ดังกล่าวนั้น ประกอบด้วย ๒ ลักษณะ ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ “ปฐมฌานวัตถุ ๔๔” คือ สืบสาวจากเหตุไปหาผลเพื่อหาเหตุผล กับ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ “ทุติยญาณวัตถุ ๗๗” คือ สืบสาวจากผลไปหาเหตุเพื่อดับต้นเหตุ โดยพิจารณาองค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท (ยกเว้น “อวิชชา”) ทั้งตาลลักษณะ “อนุโลม–ปฏิโลม” นั่นคือ “วิธีการอนุมาน” (Deductive Method) และ “วิธีการอุปมาน” (Inductive Method) วิธีคิดดังกล่าวนี้ คือ การใช้เหตุผลตามสภาพที่เป็นจริง ไม่ว่าจะอนุมนหรืออุปมานก็ตาม ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณที่ถูกต้อง เห็นประโยชน์อย่างแท้จริง จึงตัดสินใจเลือกเป็นทางแก้ปัญหาอีกชั้นหนึ่ง ฉะนั้น หลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จะประยุกต์ใช้ตลอดขั้นตอนการปฏิบัติธรรม ได้แก่ (๑) กามาวจรปัญญา (๒) รูปาวจรปัญญา (๓) อรูปาวจรปัญญา และ (๔) อปริยาปันนปัญญา ที่เรียกว่า “ธรรมญาณ–ธัมมญาณ–ธรรมฐิติญาณ” คือ ความรู้ในอริยมรรค ๔ และสามัญผล ๔ อันเป็นภูมิแห่งโลกุตตรธรรม และ คำว่า “โยนิโสมนสิการสัมปทา” จึงหมายถึง ความถึงพร้อมที่จะมนสิการด้วยปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๐ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปฐมญาณวัตถุแห่งปฏิจจสมุปบาท

 

เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั้น ย่อมหมายถึงการกำหนดรู้ “สมุทัย–สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” (ข้อ ๒ ในอริยสัจจ์ ๔) หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ปัญญาหยั่งรู้สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง มีภพภูมิที่แตกต่างกัน ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาญาณ” ที่สงเคราะห์ใน “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน หรือ ปัญญาหยั่งรู้ถึงลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข  ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั้น คือ กระบวนการคิดเพื่อให้รู้เห็น “มูลเหตุแห่งทุกข์” โดยพิจารณาตามแนว “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” กับ “การดับมูลเหตุแห่งทุกข์” (ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์) โดยพิจารณาตามแนว “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” (ทุกขนิโรธอริยสัจจ์) ข้อพึงสังเกตอย่างหนึ่ง คือ การสังเกตพิจารณาถึง มูลรากเหง้าแห่งอกุศลธรรม คือ “อวิชชา–ความไม่รู้จริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไม่รู้จริงใน “อริยสัจจ์ ๔” ที่เรียกว่า “อวิชชา ๔” นั่นคือ (๑) ไม่รู้จริง “ทุกขอริยสัจจ์” (๒) ไม่รู้จริง “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์”  (๓) ไม่รู้จริง “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” (๔) ไม่รู้จริง “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” แต่ถ้าให้ครอบคลุมใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ทั้งหลาย (รวมทั้ง กฎแห่งกรรม และ กฎแห่งกรรมของตน) ทั้งหมด เรียกว่า “อวิชชา ๘” (ความไม่รู้ อริยสัจจ์ ๔ กาล ๓ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒) ได้แก่

(๑) ความไม่รู้ในทุกข์

(๒) ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย

(๓) ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ

(๔) ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

(๕) ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องต้น (อดีตอัทธา)

(๖) ความไม่รู้ในส่วนสุดเบื้องปลาย (อนาคตอัทธา)

(๗) ความไม่รู้ทั้งในส่วนสุดเบื้องต้นและส่วนสุดเบื้องปลาย (ปัจจุบันอัทธา)

(๘) ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย อันอาศัยกันและกันเกิดขึ้น คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมนี้

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในการดับ “อวิชชา” นั้น ต้องดับด้วย “ปฐมญาณ” ซึ่งประกอบด้วยหลัก ๔ อย่าง ตามหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่  (๑) ความรู้จริงใน “ทุกขอริยสัจจ์” (๒) ความรู้จริงใน “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์”  (๓) ความรู้จริงใน “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” (๔) ความรู้จริงใน “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” ซึ่งความรู้จริงทั้งหมดนี้ จะนำมาพิจารณาดัดแปลงใช้กับ “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท” (ยกเว้น “อวิชชา” เรียกว่า “ญาณวัตถุ ๔๔” ได้แก่ ชรามรณะ–ชาติ–ภพ–อุปาทาน–ตัณหา–เวทนา–ผัสสะ–สฬายตนะ–นามรูป–วิญญาณ–สังขาร) ว่า เกิดจาก “อวิชชา” เป็นสาเหตุแห่งทุกข์ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) ถ้าจะดับสาเหตุแห่งทุกข์ ก็คือ ดับ “อวิชชา” ทำให้จิตปราศจาก “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” นั่นคือ ความหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งสังสารจักร ซึ่งเป็นอารมณ์แห่งพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องเข้าใจถึง “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง หรือ ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่ 

(๑) “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” –ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา นั่นคือ “ทุกข์” เป็นขั้นแถลงปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจและรู้ขอบเขต

(๒) “ปหานะ” คือ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” –สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา นั่นคือ “สมุทัย” เป็นขั้นวิเคราะห์และวินิจฉัยมูลเหตุของปัญหา ซึ่งจะต้องแก้ไขกำจัดให้หมดสิ้นไป

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” –นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ นั่นคือ “นิโรธ” เป็นขั้นชี้บอกภาวะปราศจากปัญหา อันเป็นจุดหมายที่ต้องการ ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้ และจุดหมายนั้นควรเข้าถึง ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” –มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา นั่นคือ “มรรค” เป็นขั้นกำหนดวิธีการ ขั้นตอน และรายละเอียดที่จะต้องปฏิบัติในการลงมือแก้ปัญหา  

 

 

ฉะนั้น กิจทั้ง ๔ ประการ ในอริยสัจจ์ ๔ ดังกล่าวข้างต้น คือ กระบวนการสร้างปัญญา (ญาณ) ให้เกิดขึ้นตามสภาวะที่เป็นจริง ที่นำมากำหนดรู้หมายจำใน “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท” ทั้ง ๑๑ องค์ ได้แก่ ชรามรณะ–ชาติ–ภพ–อุปาทาน–ตัณหา–เวทนา–ผัสสะ–สฬายตนะ–นามรูป–วิญญาณ–สังขาร ตามลำดับ ซึ่ง “กิจในอริยสัจจ์ ๔” ดังกล่าวนี้ คือ “ธัมมญาณ” (ปัญญาในอริยมรรค ๔ และอริยผล ๔) ซึ่งจะเกิดคู่กับ “ปัจจเวกขณญาณ” ที่เรียกว่า “อันวยญาณ” อันเป็นญาณทบทวนกิจทั้ง ๔ ในอริยสัจจ์ ๔ ดังกล่าว นั่นคือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ (๑) สำรวจรู้มรรค (๒) สำรวจรู้ผล (๓) กิเลสที่ละแล้ว (๔) กิเลสที่เหลืออยู่ และ (๕) นิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่  ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

. ปฐมญาณวัตถุสูตร

ว่าด้วย ญาณวัตถุ ๔๔

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 183 –187 FILE 26)

 

[๑๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง “ญาณวัตถุ ๔๔” แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังซึ่ง “ญาณวัตถุ” นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

 

[๑๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ “ญาณวัตถุ ๔๔” เป็นไฉน ดังนี้

หมวดที่ ๑

ความรู้ในชราและมรณะ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ๑

ความรู้ในความดับแห่งชราและมรณะ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงควานดับแห่งชราและมรณะ ๑

หมวดที่ ๒

ความรู้ในชาติ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชาติ ๑

ความรู้ในความดับแห่งชาติ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชาติ ๑

หมวดที่ ๓

ความรู้ในภพ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งภพ ๑

ความรู้ในความดับแห่งภพ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งภพ ๑

หมวดที่ ๔

ความรู้ในอุปาทาน ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งอุปาทาน ๑

ความรู้ในความดับแห่งอุปาทาน ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน ๑

หมวดที่ ๕

ความรู้ในตัณหา ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งตัณหา ๑

ความรู้ในความดับแห่งตัณหา ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งตัณหา ๑

หมวดที่ ๖

ความรู้ในเวทนา ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งเวทนา ๑

ความรู้ในความดับแห่งเวทนา ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา ๑

หมวดที่ ๗

ความรู้ในผัสสะ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งผัสสะ ๑

ความรู้ในความดับแห่งผัสสะ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งผัสสะ ๑

หมวดที่ ๘

ความรู้ในสฬายตนะ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสฬายตนะ ๑

ความรู้ในความดับแห่งสฬายตนะ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสฬายตนะ ๑

หมวดที่ ๙

ความรู้ในนามรูป ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งนามรูป ๑

ความรู้ในความดับแห่งนามรูป ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งนามรูป ๑

หมวดที่ ๑๐

ความรู้ในวิญญาณ ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งวิญญาณ ๑

ความรู้ในความดับแห่งวิญญาณ ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ ๑

หมวดที่ ๑๑

ความรู้ในสังขาร ๑

ความรู้ในเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ๑

ความรู้ในความดับแห่งสังขาร ๑

ความรู้ในปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นเรียกว่า “ญาณวัตถุ ๔๔”

 

[๑๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ “ชราและมรณะ” เป็นไฉน

ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่า “ชรา”

 

ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งอินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เราเรียกว่า “มรณะ”

 

ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า “ชราและมรณะ” เพราะชาติเกิด ชราและมรณะจึงเกิด เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจไว้ชอบ ๑ เป็น “ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรม

เป็นที่ดับชราและมรณะ” (อริยมรรคมีองค์ ๘)

 

[๑๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก (๑) รู้ชัดซึ่งชราและมรณะอย่างนี้ (๒) รู้ชัดซึ่งเหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะอย่างนี้ (๓) รู้ชัดซึ่งความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ (๔) รู้ชัดซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะอย่างนี้ นี้ชื่อว่า “ความรู้ในธรรมของอริยสาวก” นั้น (ธัมมญาณ)

 

อริยสาวกนั้น นำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ ซึ่ง (๑) ตนเห็นแล้ว –ทิฏฺเฐน ด้วยญาณจักษุ รู้แล้ว –วิทิเตน ด้วยปัญญา (๒) ให้ผลไม่มีกำหนดกาล –อกาลิเกน ให้ผลในลำดับแห่งการรู้แจ้งแทงตลอดไม่ละเลยกาลไรๆ เลย (๓) อันตนได้บรรลุแล้ว –ปตฺเตน ถึงแล้ว (๔) อันตนหยั่งรู้แล้ว –ปริโยคาฬฺเหน เข้าถึงด้วยปัญญา

 

สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้ชราและมรณะ ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ ได้รู้ความดับแห่งชราและมรณะ ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น

สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่งก็จักรู้ชราและมรณะ จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งชราและมรณะ จักรู้ความดับแห่งชราและมรณะ จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า “อันวยญาณของอริยสาวก” นั้น (อันวยญาณ)

 

[๑๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือ ธรรมญาณ (ธัมมญาณ = ปัญญาในมรรคญาณ–ผลญาณ: อปริยาปันนปัญญา) ๑ อันวยญาณ (ปัจจเวกขณญาณ) ๑ เหล่านี้ของพระอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า (๑) ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง (๒) ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง (๓) ผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง (๔) เห็นสัทธรรมนี้บ้าง (๕) ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้าง (๖) ประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง (๗) ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง (๘) เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง (๙) อยู่ชิดประตูอมตะนิพพานบ้าง

 

[๑๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็ภพเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูปเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑ จิตตสังขาร ๑ นี้เรียกว่า “สังขาร” เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นี้ เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ตั้งใจไว้ชอบ ๑

 

[๑๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกรู้ชัดสังขารอย่างนี้ รู้ชัดเหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดความดับแห่งสังขารอย่างนี้ รู้ชัดปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ นี้ชื่อว่า “ความรู้ในธรรมของอริยสาวก” นั้น อริยสาวกนั้นย่อมนำนัยในอดีตและอนาคตไปด้วยธรรมนี้ซึ่งตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ให้ผลไม่มีกำหนดกาล อันตนได้บรรลุแล้ว อันตนหยั่งรู้แล้ว สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ได้รู้สังขาร ได้รู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร ได้รู้ความดับแห่งสังขาร ได้รู้ปฏิปทาอันให้ถึงควานดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาลแม้เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็จักรู้สังขาร จักรู้เหตุเป็นแดนเกิดแห่งสังขาร จักรู้ความดับแห่งสังขาร จักรู้ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร เหมือนอย่างที่เรารู้ในบัดนี้เหมือนกันทั้งนั้น นี้ชื่อว่า “อันวยญาณของอริยสาวก” นั้น

 

[๑๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ ๒ อย่าง คือ ธรรมญาณอันวยญาณ ๑ เหล่านี้ ของอริยสาวก เป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนี้ เราเรียกว่า (๑) ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง (๒) ผู้ถึงพร้อมด้วยทัศนะบ้าง (๓) ผู้มาสู่สัทธรรมนี้บ้าง (๔) เห็นสัทธรรมนี้บ้าง (๕) ประกอบด้วยญาณของพระเสขะบ้าง (๖) ประกอบด้วยวิชชาของพระเสขะบ้าง (๗) ถึงกระแสแห่งธรรมบ้าง (๘) เป็นอริยบุคคลผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง (๙) อยู่ชิดประตูอมตะนิพพานบ้าง ดังนี้

 

จบปฐมญาณวัตถุสูตรที่ ๓ ------------------------------

 

 

 

ว่าด้วย ธัมมญาณและอันวยญาณ

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 590 FILE 78)

 

 [๘๒๕] “ธัมมญาณ” เป็นไฉน

ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า “ธัมมญาณ”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงส่งนัย คือ “ปัจจเวกขณญาณ” ไปในอดีตและอนาคตด้วยธรรมนี้ ที่พระองค์ (๑) ทรงรู้แล้ว (๒) ทรงเห็นแล้ว (๓) ทรงบรรลุแล้ว (๔) ทรงรู้แจ้งแล้ว (๕) ทรงหยั่งถึงแล้ว ว่า

 

ในอดีตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งได้รู้ทุกข์แล้ว ได้รู้ทุกขสมุทัยแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธแล้ว ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้รู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นก็ ได้รู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็ได้รู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็ได้รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง

 

ในอนาคตกาล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง จักรู้ทุกข์ จักรู้ทุกขสมุทัย จักรู้ทุกขนิโรธ จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็จักรู้ทุกข์นี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็จักรู้ทุกขสมุทัยนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็จักรู้ทุกขนิโรธนี้เอง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ก็จักรู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานี้เอง

 

(มีสติสัมปชัญญะ) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ ในการส่งนัย คือ “ปัจจเวกขณญาณ” ไปนั้น อันใด นี้เรียกว่า “อันวยญาณ “

 

จบ ธัมมญาณและอันวยญาณ --------------------------

 

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ เป็นการพิจารณา “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท” (ยกเว้น “อวิชชา”) ที่เรียกว่า “ญาณวัตถุ ๗๗” สำหรับ คำว่า “ธมฺาฏฺฐิติญานํ–ธรรมฐิติญาณ” คือ ความรู้ในปัจจยาการ  อนึ่ง “ปัจจยาการ” (อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท) เรียกว่า “ธรรมฐิติ” เพราะเป็นเหตุของปวัตติฐิติแห่งธรรมทั้งหลาย ญาณในธรรมฐิตินี้ ชื่อว่า “ธรรมฐิติญาณ” โดยแบ่งออกเป็น ๑๑ บท (หมวด) ได้แก่ ชรามรณะ–ชาติ–ภพ–อุปาทาน–ตัณหา–เวทนา–ผัสสะ–สฬายตนะ–นามรูป–วิญญาณ–สังขาร ตามลำดับ บทละ ๗  ข้อวัตถุ รวมทั้งหมดเป็น ๗๗ วัตถุ (สตฺตสตฺตริ) ข้อพิจารณาในกระบวนการคิดนั้น จะมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาสืบหาสาเหตุของทุกข์ คือ ความรู้ว่า “มีอวิชชา” (ข้อ ๑ ในมูล ๒) นั่นคือ ความไม่รู้จริงใน อริยสัจจ์ ๔ กาล ๓ และ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (อวิชชา–ตัณหา–กรรม–อาหาร–ความเกิด–ความแปร) โดยสงเคราะห์ (อนุโลม) ไปหาผลวิบาก (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) ที่เรียกว่า “วัฏฏะ” คือ มี กิเลส กรรม และ วิบาก และ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาย้อนกลับจากผลวิบากที่เกิดขึ้น สืบกลับไปหาต้นเหตุ คือ “การดับอวิชชา” (อวิชชา–ตัณหา–กรรม–อาหาร–ความเกิด–ความแปร) ก็คือ การดับผลวิบาก (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) นี้ไปพร้อมด้วย ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ” คือ ปราศจาก กิเลส กรรม และ วิบาก โดยข้อสรุป ความรู้ในปฏิจจสมุปบาท “ธรรมฐิติญาณ” นั้น จะเห็นว่า องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาททั้งหมด (๑) เป็นสิ่งไม่เที่ยง (๒) เป็นสิ่งแปรปรวน และ (๓) เป็นสิ่งไม่มีตัวตน ด้วยอาการลักษณะแห่งสังขตะที่ “มีความสิ้น–ความเสื่อม–ความคลาย–ความดับ–เป็นธรรมดา” ด้วยอรรถว่า (๑) สงฺขตํ = กระทำร่วมกันกับปัจจัยทั้งหลาย (๒) ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ = ที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น (๓) ขยธมฺมํ = มีความสิ้นไปเป็นสภาวะ (๔) วยธมฺมํ = มีความสลายไปเป็นสภาวะ (๕) วิราคธมฺมํ = มีความปราศจากยินดีเป็นสภาวะ (๖) นิโรธธมฺมํ = ความดับสนิทเป็นสภาวะ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  

 

. ทุติยญาณวัตถุสูตร

ว่าด้วย การแสดงญาณวัตถุ ๗๗ แก่ภิกษุ

(พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 189–193 FILE 26)

 

[๑๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง “ญาณวัตถุ ๗๗” แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟังญาณวัตถุนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว

 

[๑๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ “ญาณวัตถุ ๗๗” เป็นไฉน

“ญาณวัตถุ ๗๗” นั้น ดังนี้

 

หมวดที่ ๑

ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของชาตินั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๒

ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของภพนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๓

ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของอุปาทานนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๔

ความรู้ว่า ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยอุปาทานจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของตัณหา นั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๕

ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของเวทนานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๖

ความรู้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของผัสสะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๗

ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑

เเม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของสฬายตนะนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๘

ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของนามรูปนั้น มีความสิ้น ความเสื่อมความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๙

ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อวิญญาณ ไม่มี นามรูปจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของวิญญาณนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๑๐

ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของสังขารนั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

หมวดที่ ๑๑

ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑

แม้ในอดีตกาล ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑

แม้ในอนาคตกาล ความรู้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๑

ความรู้ว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี ๑

ความรู้ว่า ธรรมฐิติญาณของอวิชชานั้น มีความสิ้น ความเสื่อม ความคลาย ความดับ เป็นธรรมดา ๑

 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่า “ญาณวัตถุ ๗๗”

 

จบทุติยญาณวัตถุสูตรที่ ๔ ------------------

 

 

ในความเป็นจริงนั้น “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท” ทั้ง ๑๒ องค์ ก็คือ สภาวะแห่งนามรูปที่เป็นขันธ์ทั้ง ๕ ที่เรียกว่า “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕ –กองกิเลส–กองทุกข์” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “อวิชชา” คือ ความไม่รู้ ความไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ หรือตามนัยอภิธรรมว่า อวิชชา ๘–อวิชชา ๔

(๒) “สังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่ง ได้แก่ สังขาร ๓–อภิสังขาร ๓

(๓) “วิญญาณ” คือ ความรู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณ ๖

(๔) “นามรูป” คือ นามและรูป ได้แก่ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ หรือ ตามนัยอภิธรรมว่า นามขันธ์ ๓ (เวทนา–สัญญา–สังขาร = เจตสิก คือ อาการลักษณะของจิต = วิญญาณ) กับ รูปขันธ์ (รูป) คือ รูป ๒๘ ได้แก่ มหาภูต ๔–ภูตรูป ๔ กับ อุปาทารูป ๒๔–อุปาทายรูป ๒๔ อีกนัยหนึ่ง คือ นามรูป = ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

(๕) “สฬายตนะ” คือ อายตนะ ๖ ได้แก่ อายตนะภายใน ๖ (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ)

(๖) “ผัสสะ” คือ ความกระทบ ความประจวบ ได้แก่ สัมผัส ๖

(๗) “เวทนา” คือ ความเสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๖

(๘) “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก ได้แก่ ตัณหา ๖ มีรูปตัณหา เป็นต้น (ตัณหาในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสทางกาย และในธรรมารมณ์) และ ตัณหา ๓ = กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา

(๙) “อุปาทาน” คือ ความยึดมั่น ได้แก่ อุปาทาน ๔ = กามุปาทาน–ทิฏฐุปาทาน–สีลัพพตุปาทาน–อัตตวาทุปาทาน

(๑๐) “ภพ” คือ ภาวะชีวิต ได้แก่ ภพ ๓ อีกนัยหนึ่งว่า ได้แก่ กรรมภพ (ภพคือกรรม ตรงกับ อภิสังขาร ๓: บุญ–บาป–อาเนญชา หรือ ปุญญาภิสังขาร–อปุญญาภิสังขาร–อาเนญชาภิสังขาร) กับ อุปปัตติภพ (ภพคือที่อุบัติ ตรงกับ ภพ ๓: กามภพ ได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก ๑ และ กามาวจรสวรรค์ ๖ –รูปภพ ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ –อรูปภพ ได้แก่ อรูปพรหม ๔)

(๑๑) “ชาติ” คือ ความเกิด ได้แก่ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย การได้อายตนะ

(๑๒) “ชรามรณะ” คือ ความแก่และความตาย ได้แก่ ชรา (ความเสื่อมอายุ ความหง่อมอินทรีย์) กับ มรณะ (ความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์)

 

 

ฉะนั้น ความรู้ดังกล่าวข้างต้น ๑๒ วัตถุ นี้ ผสมผสาน ปฏิสังยุตด้วย “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ทำให้เกิด ความรู้สูงสุดโดยปรมัตถ์ “ธรรมฐิติญาณ” (ธรรมนิยาม ๓) ทำให้เข้าเข้าใจลึกซึ้งกว้างไกลในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎแห่งกรรมของสัตว์” (กฎแห่งกรรมของตน–กัมมัสสกตาแห่งตน) ส่งผลทำให้ไม่เกิดความคิดด้วยความประมาทในการสร้างความดีและละเว้นความชั่วทั้งปวง นอกจากนี้ อานิสงส์ที่ยิ่งใหญ่ที่พัฒนาจิตใจจึงถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ (๑) “อุเบกขา” คือ ความวางอารมณ์เป็นกลาง เพราะความรอบรู้ด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” และ (๒) “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” คือ สัมมาสมาธิ ที่จิตปราศจาก “นิวรณ์–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งหลาย” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ ย่อมทำให้ “สติสัมปชัญญะ” เกิดความบริสุทธิ์ด้วย คือ สัมมาสติ (สติปัฏฐาน ๔) เพราะฉะนั้น “จตุตถฌานกุศลจิต” จึงเป็นจิตตามสภาพที่ “หมดจด–สะอาด–บริสุทธิ์–ผ่องใส–เบิกบาน–ไม่มีมลทิน–ปราศจากอุปกิเลส–อ่อน–ควรแก่งาน–มั่นคง–ไม่หวั่นไหว” ที่เรียกว่า “จิตประภัสสร” ทำให้มีฤทธิ์เป็นธรรมดา ที่เรียกว่า “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ดังนี้

(๑) จตุตถฌาน อันเป็น บาทแห่งฌานทั้งปวง  

(๒) จตุตถฌาน อันเป็น อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ

(๓) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ

(๔) จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ

(๕) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓)

(๖) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓)

(๗) จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ

(๘) จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ

(๙) จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน 

(๑๐) จตุตถฌาน อันเป็น วิญญาณัญจายตนฌาน  

(๑๑) จตุตถฌาน อันเป็น อากิญจัญญายตนฌาน

(๑๒) จตุตถฌาน อันเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 (๑๓) จตุตถฌาน อันเป็น โลกุตตรจตุตถฌาน

 

 

ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ การบรรลุความรู้แจ้งหรือความรู้วิเศษ ที่เรียกว่า “วิชชา ๓” ใน ๒ ข้อ ได้แก่ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสติ” คือ ความระลึกชาติได้ ย่อมทำให้เข้าถึง “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณหยั่งรู้ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นแต่เพียงนามและรูป และกำหนดจำแนกได้ว่าสิ่งใดเป็นรูป สิ่งใดเป็นนาม และทำให้เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ กับ (๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ” คือ ปัญญารู้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตสันตติสืบเนื่องด้วยอำนาจแห่งกรรมของตน ย่อมทำให้เข้าถึง “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖ เรียกอีกอย่างว่า “กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ”) คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป ญาณหยั่งรู้ที่กำหนดจับได้ซึ่งปัจจัยแห่งนามและรูปโดยอาการที่เป็นไปตามหลักธรรม ปฏิจจสมุปบาท–ปฏิจจสมุปปันนธรรม (องค์ประกอบในภวจักรหรือสังสารจักร ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒) –กฎแห่งกรรม–กฎแห่งกรรมของตน (กัมมัสสกตาแห่งตน) และทำให้เกิด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา) และ ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น องค์ความรู้ทั้งหลายที่เกิดขึ้นสะสมเป็น “ปัญญา” ทั้งหลายนั้น ที่เรียกว่า “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ย่อมหมายถึงคำนิยามแห่งไวพจน์ ต่อไปนี้

 

ความมีสติสัมปชัญญะ นั่นคือ (๑) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด –ความวิจัย –ความเลือกสรร –ความวิจัยธรรม –ความกำหนดหมาย –ความเข้าไปกำหนด –ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ –ภาวะที่รู้ –ภาวะที่ฉลาด –ภาวะที่รู้ละเอียด –ความรู้แจ่มแจ้ง– ความค้นคิด –ความใคร่ครวญ –ปัญญาเหมือนแผ่นดิน –ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส –ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง –ความเห็นแจ้ง –ความรู้ชัด –ปัญญาเหมือนประตัก

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(๒) ปัญญา
ปัญญินทรีย์
–ปัญญาพละ –ปัญญาเหมือนศัสตรา –ปัญญาเหมือนปราสาท –ความสว่างคือปัญญา –แสงสว่างคือปัญญา –ปัญญาเหมือนประทีป –ปัญญาเหมือนดวงแก้ว –ความไม่หลง –ความวิจัยธรรม –สัมมาทิฏฐิ

 

 

คำที่กล่าวถึงปัญญาทั้งหลายข้างต้น ย่อมหมายถึง “ธรรมฐิติญาณ” อันเป็นความรู้ใน “อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท” ปัญญาต่างๆ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับคุณภาพของจิต ซึ่งหมายถึงธรรม เช่นกัน ได้แก่ (๑) กามาวาจรภูมิ (๒) รูปาวจรภูมิ (๓) อรูปาวจรภูมิ (๔) โลกุตตรภูมิ ดังรายละเอียดเพิ่มเติมต่อไปนี้

 

[๘๒๔] (๑) ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า “กามาวจรปัญญา” (๒) ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า “รูปาวจรปัญญา” (๓) ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ชื่อว่า “อรูปาวจรปัญญา” (๔) ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ชื่อว่า “อปริยาปันนปัญญา” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 589 FILE 78)

 

 

อนึ่ง ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ นั้น เรียกว่า “ธัมมญาณ” ประกอบด้วย “ญาณ ๔–มรรคญาณธรรม” (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 188 FILE 26) ดังนี้

 

ญาณที่ ๑ ประกอบด้วย ๔ อย่าง ใน  “กามาวจรปัญญา”  คือ (๑) “สวนมยญาณ” คือ ความรู้อันสำเร็จด้วยการฟัง  (๒) “สัมมสนญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณา (๓) “ปฏิเวธญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการรู้แจ้งแทงตลอด (๔) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์ ๔

 

ญาณที่ ๒ ประกอบด้วย ๔ อย่าง  ใน“รูปาวจรปัญญา” คือ (๑) “สวนมยญาณ” คือ ความรู้อันสำเร็จด้วยการฟัง  (๒) “สัมมสนญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณา (๓) “ปฏิเวธญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการรู้แจ้งแทงตลอด (๔) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์ ๔

 

ญาณที่ ๓ ประกอบด้วย ๓ อย่าง ใน “อรูปาวจรปัญญา”คือ (๑) “สวนมยญาณ” คือ ความรู้อันสำเร็จด้วยการฟัง (๒) “ปฏิเวธญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการรู้แจ้งแทงตลอด (๓) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์ ๔

 

ญาณที่ ๔ ประกอบด้วย ๓ อย่าง ใน “อปริยาปันนปัญญา” (โลกุตรธรรม) คือ (๑) “สวนมยญาณ” คือ ความรู้อันสำเร็จด้วยการฟัง (๒) “ปฏิเวธญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการรู้แจ้งแทงตลอด (๓) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ความรู้อันเกิดจากการพิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์ ๔

 

 

ด้วยเหตุนี้ ทั้ง “ฌานวัตถุ ๔๔” และ “ญาณวัตถุ ๗๗” นั้น ย่อมเป็นองค์ความรู้ประกอบในการเจริญภาวนา ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องใช้อำนาจพลังทั้ง (๑) “สมถพละ–เจโตวิมุตติ” กับ (๒) “วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” ร่วมกัน เป็นเอกเทศอย่างเดียวกัน โดยธรรมแต่ละอย่างไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน อนึ่ง “ฌานวัตถุ ๔๔” และ “ญาณวัตถุ ๗๗” นั้น ต่างเป็นกระบวนการคิด (โยนิโสมนสิการ) ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ (๑) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–กัมมัสสกตาญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) กับ (๒) “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) ที่เรียกสามัญว่า ปัญญารู้รอบในหลักปฏิจจสมุปบาท ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมบกพร่องในปัญญากลุ่มนี้ ก็ย่อมเป็น “ผู้ไม่ประกอบด้วยเหตุผล –ไม่มีธัมมญาณและอันวยญาณ” ความก้าวหน้าในวิปัสสนากัมมัฏฐานย่อมเจริญคืบหน้าได้ยาก ถึงแม้มีความเป็นไป ก็เป็นไปในทางที่ผิด ความไม่ใช่ทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา เป็นฝ่ายธรรมดำ อันมีฤทธิ์ในทางบาปชั่วแห่งอกุศลธรรม (มิจฉัตตะ ๑๐: มิจฉาทิฏฐิ–มิจฉาสังกัปปะ–มิจฉาวาจา–มิจฉากัมมันตะ–มิจฉาอาชีวะ–มิจฉาวายามะ–มิจฉาสติ–มิจฉาสมาธิ หรือ มิจฉามรรค คือ บาทวิถีแห่งความชั่ว อัปมงคลปัญญา มีทรามปัญญา)

 

ในกระบวนการคิดตามสภาวะแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เป็น “สัมมาทิฏฐิ” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมองทะลุถึงสภาวะแห่งนามรูป ที่หมายถึง “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์: รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” โดยเปรียบเทียบกับองค์ความรู้ใน “ทุกขสัจจ์–ทุกขอริยสัจจ์” นั่นคือ พิจารณาเห็น “อวิชชา–ตัณหา–อุปาทาน” (นามรูปปริจเฉทญาณ) ที่ก่อตัวและดับไปในอรรถว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ถ้าคิดเช่นนี้ไม่ได้ ก็ไม่รู้จะมาปฏิบัติธรรมหาอะไรเป็นแก่นสาร เมื่อเข้าใจเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ให้คิดหาทางดับทุกข์นั้นเสีย (ปัจจยปริคคหญาณ) ซึ่งมีมูลเหตุมาจากกิเลส “อวิชชา–ตัณหา” (มูล ๒) นั่นคือ “สมุทัยสัจจ์–ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” ส่วนขั้นตอนในการดับทุกข์นั้น เรียกว่า “นิโรธสัจจ์–ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” เพื่อให้บรรลุถึง “สามัญผล ๔–อริยผล ๔” นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึง การหาแนวทางในการดับทุกข์นั้น คือ การเจริญภาวนาด้วย “มรรค–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” หรือที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่ “อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔–อริยมรรคมีองค์ ๘” ปัญญาอันเป็นองค์ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–อริยผล ๔” เรียกว่า “อปริยาปันนปัญญา” ซึ่งหมายถึง “ธรรมญาณ–ธัมมญาณ” ส่วนปัญญาที่ตรวจสอบทบทวนความสำเร็จในอริยมรรคและอริยผลนั้น คือ “ปัจจเวกขณญาณ” ที่เรียกว่า “อันวยญาณ” อันนำไปสู่ “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณทำให้อาสวะสิ้นไป ที่เรียกว่า “สัมโพธะ–ความตรัสรู้” ก่อนถึง “บรมธรรมแห่งพระนิพพาน” ถ้าผู้ปฏิบัติยังมีชีวิตอยู่ เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ (สัญญา–เวทนา) ผู้มีปัญญาถึงแล้วซึ่งพระเสขะ แต่ถ้าตรัสรู้สัมโพธิญาณแล้วเสียชีวิต (ชีวิตสมสีสี) เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ผู้มีปัญญาถึงแล้วซึ่งพระอเสขะ เพราะฉะนั้น การจำแนกปัญญาในพระพุทธศาสนายังพิจารณาถึง “ชีวิต” (Life) กับ “เวลา” (Time) [สิ่งที่ประกอบด้วยปัจจัย ๒ อย่าง จึงเป็น “สังขตธรรม” เพราะไม่อยู่เหนือเวลา ซึ่งแตกต่างจาก “อสังขตธรรม” นั่นคือ “อมตธาตุแห่งนิพพาน” ฉะนั้น พระธรรมของพระพุทธศาสนาจึงเป็นหลักการหรือทฤษฎีที่อยู่เหนือเวลาหรือวิสัยโลก] ได้แก่ (๑) ปัญญาที่ประกอบด้วยขณะแห่งชีวิต “ชีวิตินทรีย์” ทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรม กับ (๒) ปัญญาที่ไม่ประกอบด้วยขณะแห่งชีวิต คือ “ไม่มีองค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ประการ” โดยพิจารณาตามแนว “อัทธา ๓–กาล ๓” ได้แก่

(๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ–ชรา มรณะ (พร้อมวิบาก = โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

 

สภาวะดังกล่าวนี้ คือ “วิวัฏฏะ–นิพพาน” หมายถึง ปราศจากสังสารจักร ปราศจากวัฏฏะ ปราศจากขันธ์ทั้ง ๕ มีความเป็นอมตะเหนือกาลเวลา การบรรลุความตรัสรู้ได้ จึงเรียกว่า “ถึงกระแสแห่งนิพพาน” การบรรลุถึงสัมมาปฏิปทาแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔ อริยสัจจ์ ๔ จึงเรียกว่า “ถึงกระแสแห่งอริยมรรค” ซึ่งเป็นการตัดกระแสแห่งวัฏฏะ ได้แก่ กิเลส กรรม และ วิบาก หรือการตัดกรรมทั้งหลายแห่งการปรุงแต่งใน  (๑) กระแสตัณหา (๒) กระแสทิฏฐิ (๓) กระแสกิเลส (๔) กระแสทุจริต และ (๕) กระแสอวิชชา ที่เรียกว่า “อกุศลธรรม” ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงกระแสแห่งอริยมรรคได้ในแต่ละขั้นจึงมีปัญญาเห็นธรรมในระดับแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับ “ไตรสิกขา: อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา” ดังนี้

(๑) “กามาวจรปัญญา” ปัญญาในกามาวจรกุศลธรรมและกามาวจรอัพยากตธรรม ด้วยอาศัยการปฏิบัติธรรมถูกวิธี [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ปฏิบัติธรรมถูกหลัก] โดยการประกอบความเพียรใน “อธิศีลสิกขา” ได้แก่ สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๒) “รูปาวจรปัญญา” ปัญญาในรูปาวจรกุศลธรรมและรูปาวจรอัพยากตธรรม ด้วยอาศัยการปฏิบัติธรรมถูกวิธี [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ปฏิบัติธรรมถูกหลัก] โดยการประกอบความเพียรใน “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

(๓) “อรูปาวจรปัญญา” ปัญญาในอรูปาวจรกุศลธรรมและอรูปาวจรอัพยากตธรรม ด้วยอาศัยการปฏิบัติธรรมถูกวิธี [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ปฏิบัติธรรมถูกหลัก] โดยการประกอบความเพียรใน “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

(๔) “อปริยาปันนปัญญา”ปัญญาในมรรค ๔ ผล ๔ ด้วยอาศัยการปฏิบัติธรรมถูกวิธี [ธัมมานุธัมมปฏิปทา–ปฏิบัติธรรมถูกหลัก] โดยการประกอบความเพียรใน “อธิปัญญาสิกขา” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

 

 

เพราะฉะนั้น “ปฐมญาณวัตถุ ๔๔” กับ “ทุติยญาณวัตถุ ๗๗” จึงเป็นรากฐานสำคัญในกระบวนการคิดในการเจริญภาวนากรรมฐาน ที่สืบเนื่องจากความไพบูลย์แห่งปัญญาสามัญทางวิสัยโลก ดังนี้

 

รูปแบบเสริมสร้างทักษะการคิดขั้นสูง

(ทิศนา แขมมณี และคณะ. ๒๕๔๙)

 

(๑) ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน

• ทักษะการคิดที่ใช้ในการสื่อสาร รวม ๔ ทักษะ

การฟัง  การพูด  การอ่าน  การเขียน

• ทักษะการคิดที่เป็นแกน รวม ๑๘ ทักษะ

สังเกต  สำรวจ  สำรวจค้นหา  ตั้งคำถาม ระบุ  เก็บรวบรวมข้อมูล  เปรียบเทียบ  คัดแยก 

จัดกลุ่ม  จำแนกประเภท  เรียงลำดับ  แปลความ  ตีความ  เชื่อมโยง  สรุปย่อ  สรุปอ้างอิง 

ให้เหตุผล  นำความรู้ไปใช้  

 

(๒) ทักษะการคิดขั้นสูง

• ทักษะการคิดซับซ้อน รวม ๑๘ ทักษะ

ทำความกระจ่าง                สรุปลงความเห็น         ให้คำจำกัดความ 

วิเคราะห์                            สังเคราะห์                   ประยุกต์ใช้ความรู้

จัดระเบียบ                         สร้างความรู้                 จัดโครงสร้าง

ปรับโครงสร้าง                  หาแบบแผน                 พยากรณ์

หาความเชื่อพื้นฐาน           ตั้งสมมติฐาน               พิสูจน์ความจริง

ทดสอบสมมติฐาน            ตั้งเกณฑ์                      ประเมิน 

• ทักษะลักษณะการคิด รวม ๙ ทักษะ

คิดคล่อง                            คิดหลากหลาย             คิดละเอียด

คิดชัดเจน                          คิดอย่างมีเหตุผล          คิดถูกทาง

คิดกว้าง                             คิดไกล                        คิดลึกซึ้ง 

• ทักษะกระบวนการคิด รวม ๔ ทักษะ

คิดวิจารณญาณ                 คิดตัดสินใจ                 คิดแก้ปัญหา

คิดวิจัย                               คิดริเริ่ม                        คิดสร้างสรรค์ 

• ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง รวม ๒ ทักษะ

ตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเอง                        ปรับปรุงกระบวนการคิด

 

 

ความผสมกลมกลืนกันระหว่าง “ปัญญาสามัญ” (สุตมยปัญญา–จินตามยปัญญา) กับ “ปัญญาวิปัสสนา” ทำให้เกิดปัญญาญาณอีกมากมาย ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ฉะนั้น ผู้เอิบอิ่มในธรรม ผู้ดื่มธรรม (ธมฺมปีติ) จึงไม่ควรละเลยการเจริญธรรม คือ “ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย” (อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ ข้อ ๒๑ ในมงคล ๓๘) ทักษะการเรียนรู้ในการเชื่อมโยงทางปัญญาอันทำให้เกิดความคิดริเริ่มใหม่ๆ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดดัดแปลงประยุกต์ คือ “กระบวนการต่อยอดทางปัญญา” ฉะนั้น กระบวนการย่อยความคิด เพื่อให้ความคิดเกิดการตกผลึก มีการเพิ่มพูนและงอกเงยความคิดใหม่ๆ ขึ้นมานั้น เป็นสภาวะสำคัญในภูมิแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐานเช่นเดียวกัน คือ “กรรมฐานไม่ด้วน” ความคิดแบบขาดด้วนจึงเป็นเรื่องอับปัญญา จะเห็นอะไรก็คิดไม่ได้บอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไรต่อ ต่อยอดทาบกิ่งไม่เป็น เพราะหมดความคิดพอดี ในทางพระพุทธศาสนาจึงเน้นถึงสภาวะปัญญาแตกฉาน นั่นคือ “ปฏิสัมภิทา ๔” อันเป็นด่านแรกของการเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค ซึ่งก็มีรากฐานมาจากหลักแนวคิดใน “ปฏิจจสมุปบาท–อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ” ตัวกระบวนการอันเป็นกลไกขับเคลื่อนปัญญา คือ “โยนิโสมนสิการ” บวกกับฐานข้อมูลที่เป็นอาหารของความคิด คือ “ปรโตโฆสะ” ดังนี้

 

“โยนิโสมนสิการ” หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลาย ด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย นั่นคือ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท สัมปยุตต์ด้วยอริยสัจจ์ ๔ และปัญญารู้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงในกาลทั้ง ๓ ธรรมทั้งหลายที่เกื้อกูลใน “โยนิโสมนสิการ” ได้แก่ (๑) อัปปมาทะ–ความไม่ประมาท (๒) วิริยารัมภะ–การปรารภความเพียร ทำความเพียรมุ่งมั่น (๓) อัปปิจฉตา–ความมักน้อย ไม่เห็นแก่ได้ (๔) สันตุฏฐี–ความสันโดษ (๕) สัมปชัญญะ–ความรู้ตัว สำนึกตระหนักชัดด้วยปัญญา (๖) กุสลธัมมานุโยค–การหมั่นประกอบกุศลธรรม (๗) สีลสัมปทา– ความถึงพร้อมแห่งศีล (๘) ฉันทสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งฉันทะ (๙) อัตตสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งตนคือมีจิตใจซึ่งพัฒนาเต็มที่แล้ว (๑๐) ทิฏฐิสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งทิฏฐิ และ (๑๑) อัปปมาทสัมปทา–ความถึงพร้อมแห่งอัปปมาทะ กล่าวโดยย่อ คือ ข้อประพฤติปฏิบัติที่พรั่งพร้อมด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยมรรค ๔–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” อย่างถูกหลักธรรมและสมบูรณ์ถึงปรมัตถประโยชน์

 

“ปรโตโฆสะ” หมาถึง องค์ความรู้ที่เก็บสะสมพอกพูนไว้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งเกิดขึ้นจากการแสวงหาความรู้ตามวิสัยโลก ๖ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) การสอบถามจากผู้รู้ [Authority] (๒) การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี [Tradition] (๓) การใช้ประสบการณ์ [Experience] (๔) วิธีการอนุมาน [Deductive Method] (๕) วิธีการอุปมาน [Inductive Method] และ (๖) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ [Scientific Method] วิธีสุดท้ายนี้ เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะเป็นวิธีการแสวงหาความรู้โดยใช้หลักการของวิธีการอุปมานและวิธีการอนุมานมาผสมผสานกัน โดยมีขั้นตอนการเสาะแสวงหาความรู้โดยเริ่มจากการที่มนุษย์เริ่มเรียนรู้ทีละเล็กทีละน้อยจากประสบการณ์ตรง ความรู้เก่าๆและการสังเกต เป็นต้น จนกระทั่งรวบรวมแนวความคิดเป็นแนวความรู้ต่างๆที่สมมติขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีการอุปมานและหลังจากนั้นก็ใช้วิธีการอนุมานในการแสวงหาความรู้ทั่วไป โดยเริ่มจากสมมติฐานซึ่งเป็นส่วนรวม แล้วศึกษาไปถึงส่วนย่อยๆเพื่อที่จะศึกษาถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยกับส่วนรวม เพื่อให้ได้ข้อสรุปของความรู้ต่างๆ กล่าวโดยสรุป “ปรโตโฆสะ” ก็คือ “ต้นทุนทางปัญญา” (ขุมทรัพย์ทางปัญญา) ที่ต้องผสมผสานกับ “รูปแบบเสริมสร้างทักษะการคิดขั้นสูง” ดังกล่าวข้างต้น บวกกับ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมกระบวนการคิดที่ถูกหลักวิธีที่สืบเนื่องภายในตนเอง โดยเป็นไปตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา”

 

 

หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น ไม่สนับสนุนให้มนุษย์สิ้นคิด “อโยนิโสมนสิการ” หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้ตาม ความไม่พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่รับทราบ ความไม่กำหนดลงทราบ ความไม่เพ่งเล็ง ความไม่พิจารณา ไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความเป็นผู้ทรามปัญญา ความเป็นผู้เขลา ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม ความโง่เขลาเบาปัญญา หรืออีกนัยหนึ่ง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่ไม่เทียง ว่าเที่ยง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัวตน ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม หรือความนึก ความนึกเนืองๆ ความคิดความพิจารณา ความทำไว้ในใจแห่งจิต โดยผิดจากความจริง กล่าวโดยสรุป คือ จิตใจถูกครอบงำด้วยด้วย “อวิชชา” คือ มี โอฆะคืออวิชชา [กิเลสอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์] มี โยคะคืออวิชชา [กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ] อนุสัยคืออวิชชา [กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน] มี ปริยุฏฐานคืออวิชชา [กิเลสที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมกลุ้มรุมครอบงำอยู่ในจิตใจ] มี คัณฐะคืออวิชชา [กิเลสเครื่องรัดรึง] สังโยชน์คืออวิชชา [กิเลสเครื่องผูกมัดไว้ทั้งหมด] มี ลิ่มคืออวิชชา [ลังคี –กิเลสทำให้ติดโดยแท้ ถอนขึ้นได้ยาก] และ มี อกุศลมูลคือโมหะ [ความลุ่มหลง หมกมุ่น มัวเมา ไม่มีปัญญา]

 

ประการสุดท้ายนี้ มีข้อคิดอีกประการหนึ่ง คือ ในการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนานั้น อำนาจแห่งสมาธิจิตนั้น สามารถดับ “ราคะ” ได้ ส่วนอำนาจแห่งปัญญาญาณนั้น สามารถดับ “อวิชชา” ได้ ปัญญาเบื้องต้นอันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้รู้เห็นสภาวธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริง คือ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” คือ ปัญญารู้ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ (ธัมมปฏิสัมภิทา) ที่ทำให้เห็นสภาพแห่งทุกข์ (อัตถปฏิสัมภิทา) คำนิยามทั้งหลายทั้งที่เป็นบาลีและโลกสมมติได้บัญญัติไว้ คือ ความเข้าใจสื่อความหมายด้วยศัพท์ที่ถูกต้อง (นิรุตติปฏิสัมภิทา) และมีปรีชาสามารถแสดงจำแนกแจกธรรมได้ด้วยปัญญาแห่งการหยั่งรู้ (ปฏิภาณปฏิสัมภิทา) ธรรมทั้งหมดที่กล่าวไว้นี้ คือ คุณบทแห่งบุคคลผู้เป็นอริยบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระอรหันต์” ฉะนั้น กระบวนการคิดการใช้เหตุผลที่ประกอบด้วยญาณหยั่งรู้ (ยถาภูตญาณทัสสนะ = จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง) จึงเป็นคุณสมบัติของ “ภาวิตัตต์” ผู้ถึงพร้อมด้วยอำนาจพลังแห่งภาวนา หรือผู้ถึงพร้อมด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ “มัคคสมังคี” ตามนัยสูงสุดโดยปรมัตถ์ นั่นคือ “พระอรหันต์” แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น จะเจริญอริยธรรมอริยมรรคอยู่ในขั้นใดก็ตาม ท่านเหล่านั้น กำลังประกอบความเพียรอันยิ่งใหญ่แก่ตนและพระศาสนา ถ้าสามารถเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค ก็หมายถึง ความเข้าถึงกระแสแห่งนิพพาน ตั้งแต่ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี จนถึง อรหันต์ ฉะนั้น ความสำเร็จในการเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค และการเข้าถึงกระแสแห่งบรมธรรมซึ่งนิพพานในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมอาศัยอำนาจความเพียรและปัญญาจาก “เจโตวิมุตติ” คือ ธรรมทั้งหลายแห่งสมถพละ กับ “ปัญญาวิมุตติ” คือ ธรรมทั้งหลายแห่งวิปัสสนาพละ ที่ผสมกลมกลืนเป็นเอกภาพเดียวกันแห่ง “ญาณสัมปยุตต์” (ธรรมสามัคคี–Synergy) หรือความมีลักษณะสากล (Universality) และความเป็นเอกเทศเฉพาะตน (ปัจจัตตลักษณะ–Uniqueness) ไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายจึงเป็นองค์รวมแห่งธรรมทั้งหลาย มีทั้งเกิดและดับพร้อมๆ กัน เป็นธรรมดา สิ่งนี้คือความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” สิ่งนี้จึงเรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” นั่นคือ ตาแห่งปัญญานี้ ย่อมเกิดขึ้นได้ในผู้เจริญอริยมรรคให้มาก ทำให้มาก ทำให้สมบูรณ์ ทำให้ไพบูลย์ด้วยธรรมทั้งหลาย.

 

 

 

Visitor Number:
4957714