๗๑. สัมมสนญาณโดยไตรลักษณ์

        Mentality–Materiality Based Knowledge with the Three Characteristics

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1261

ความสำคัญของบทความ

 

ปัญญาพิจารณาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์นั้น ทำให้เกิดปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง นั่นคือ เป็นธรรมชาติตามสภาพ ที่ปราศจากเจตนา ซึ่งเข้าไปปรุงแต่งสังขาร ความนึกคิดในใจ ให้ตกอยู่ในวัฏฏะทั้ง ๓ ได้แก่ “กิเลส–กรรม–วิบาก” ที่ตามมาด้วย “สงสารทุกข์แห่งสังสารจักร” ในการรู้เห็นและเข้าใจถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” คือ รู้ดีรู้ชั่ว รู้จักเลือกประโยชน์ รู้ “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” รู้ “กาล ๓” ได้แก่ “อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันนัทธา” รู้ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” รู้ “ไตรลักษณ์” คือ “สามัญลักษณะ” ได้แก่ “อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” คำว่า “ธรรม” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ (ความนึกคิดในใจ) ได้แก่ รูปธรรม–อรูปธรรมโลกียธรรม–โลกุตตรธรรม สังขตธรรม–อสังขตธรรมอุปาทินนธรรม (ธรรมที่ถูกยึด) –อนุปาทินนธรรม (ธรรมที่ไม่ถูกยึด) ๑ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม ๑ แต่ธรรมที่สำคัญมาก คือ “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จำเป็นต้องเข้าใจอย่างละเอียดลึกซึ้ง รวมทั้งธรรมทั้งหลายที่เหลือ คือ “สัมปยุตตธรรม” ที่เกี่ยวข้องกับ “ขันธ์ ๕–นามรูป: รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” จุดเริ่มต้นของการเกิด “ภาวนามยปัญญา” นั้น จะเริ่มจาก “วิชชา ๓” หลังจากได้เข้าถึง “รูปฌานสมาบัติ” (จตุตถฌาน) ได้แก่ (๑) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” ทำให้เกิด “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ปัญญากำหนดรู้นามรูปแห่ง ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจ์ ๔ กับ (๒) “ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” ทำให้เกิด “ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมฐิติญาณ” คือ ปัญญากำหนดรู้เหตุปัจจัยแห่งนามรูปโดย “ฏิจจสมุปบาท ๑๒–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย” ในขั้นถัดจากนั้น จะเข้าถึงกระแสแห่ง “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญากำหดรู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ซึ่งทำให้เกิดปัญญาในวิปัสสนาภูมิอีก ได้แก่ (๑) “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง] (๒) “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์] (๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน] (๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์] (๕) “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ] (๖) “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส] (๗) “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน] (๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา] (๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู] (๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ] ด้วยประการฉะนี้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๑ ประจำปี ๒๕๕๘ – สัมมสนญาณโดยไตรลักษณ์

 

ความสำคัญยิ่งยวดที่พิจารณารู้เห็น “ลักษณะสากล” (Universality) ในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” ที่มีนัยแสดงถึง (๑) “ทุกข์–ทุกขตา: สภาพแห่งทุกข์” ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” และรวมทั้ง (๒) “อนิจจัง–อนิจจตา: ความไม่เที่ยง” กับ “อนัตตา–อนัตตตา: ความไม่ใช่ตัวตน” การพิจารณาเห็นเฉพาะสภาพแห่งขันธ์ทั้ง ๕ ได้แก่ “รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” คือ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖ อันสัมปยุตต์ด้วย ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) ส่วนการพิจารณาเห็นสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ คือ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖ อันสัมปยุตต์ด้วย จุตูปปาตญาณ หรือ ทิพพจักขุญาณ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ด้วยสามารถแห่ง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ที่เรียกว่า “ธัมมฐิติญาณ–ธมฺมฐิติญาณํ” คือ ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ได้แก่ “ญาณในปัจจยาการ” คือ ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น ในบรรดาญาณเหล่านั้น มีญาณ ๒ หมวด  คือ (๑) ชรามรณะเกิดเพราะชาติปัจจัย (๒) เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ดังนี้ อันประกอบด้วยกระบวนการคิด ๒ ประการ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาเห็นอวิชชาเป็นเหตุแห่งทุกข์ ด้วยกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์ และ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ พิจารณาเห็นการดับอวิชชาเป็นเหตุแห่งทุกข์ ด้วยกำหนดรู้นิโรธสัจจ์ ฉะนั้น การพิจารณารู้เห็นนามรูปแห่งขันธ์ ๕ เพียง “ทุกข์สัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์” แค่นี้ จึงไม่เพียงพอ เพราะยังขาด “มรรคสัจจ์” ที่ต้องพิจารณารู้เห็นนามรูปที่ประกอบด้วย “สามัญลักษณะ” ครบทุกอย่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางหรือบาทวิถีในการดับทุกข์อย่างแท้จริง ที่ต้องเจริญให้มากด้วย “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) หมายถึง (๑) ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็น “สิ่งไม่เที่ยง–เป็นทุกข์–มิใช่ตัวตน” และ (๒) ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย หรือหาข้อสรุปในธรรมทั้งหลาย ทั้งใน อดีต–อนาคต–และ–ปัจจุบัน แล้วกำหนดไว้ ย่อมเป็น สัมมสนญาณ อย่างแน่นอน ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา ต้องให้ความสำคัญถึงความเปลี่ยนแปลงใน “นามรูป” นั่นคือ (๑) “รูปสันตติ” คือ สภาวะในความสืบต่อแห่ง รูป–รูปธรรม–รูปกลาป–กลาป หรือ รูปชีวิตินทรีย์ กับ (๒) “อรูปสันตติ” คือ สภาวะในความสืบต่อแห่ง นาม–นามธรรม–จิตตสังขาร–จิตเจตสิก หรือ อรูปชีวิตินทรีย์ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ “กาล ๓” ที่มีองค์ประกอบ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) ขณะ ได้แก่ อุปปาทขณะ ฐีติขณะ และ ภังคขณะ (๒) สันตติ ได้แก่ วาระ (๓) สมัย ได้แก่ ช่วง ตอน และ (๔) อัทธา ได้แก่ ภพ ห้วงเวลา ดังนี้

 

(๑) อดีตกาล ได้แก่ อดีตขณะ–ขณอดีต ๑ อดีตสันตติ–สันตติอดีต ๑ อดีตสมัย–สมัยอดีต ๑ อดีตอัทธา–อัทธาอดีต ๑

(๒) ปัจจุบันกาล ได้แก่ ปัจจุบันขณะ–ขณปัจจุบัน ๑ ปัจจุบันสันตติ–สันตติปัจจุบัน ๑ ปัจจุบันสมัย–สมัยปัจจุบัน ๑ ปัจจุบันอัทธา–อัทธาปัจจุบัน ๑

(๓) อนาคตกาล ได้แก่ อนาคตขณะ–ขณอนาคต ๑ อนาคตสันตติ–สันตติอนาคต ๑ อนาคตสมัย–สมัยอนาคต ๑ อนาคตอัทธา–อัทธาอนาคต ๑

 

คุณลักษณะหน่วยมิติของกาลเวลา

(๑) “ขณะ” (Moment) คือ การบ่งบอกอาการความเปลี่ยนแปลงที่เป็นหน่วยเล็กที่สุดของเวลา

(๒) “สันตติ” (Continuity) คือ การบ่งบอกความคาบเกี่ยวที่สืบต่อเนื่องกันระหว่างห้วงเวลาในทุกระดับ

(๓) “สมัย” (Period) คือ การบ่งบอกระยะความห่างของช่วงคาบเกี่ยวของเวลาเป็นตอนๆ ที่มีขนาดเล็กกว่าอัทธา

(๔) “อัทธา” (Time) คือ การบ่งบอกหน่วยเวลาที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในกาลทั้ง ๓

 

 

ในทางทฤษฎีนั้น ปัญญาที่ใช้ในการหยั่งรู้สภาวธรรมในกาลทั้ง ๓ เรียกว่า “ญาณ ๓” ดังนี้

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 357–358 FILE 37) ได้แก่ 

(๑) “อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีตและสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้ โดยอาศัย “บุพเพนิวาสญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ระลึกชาติได้ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้

(๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคตและหยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้ โดยอาศัย “ทิพยจักษุญาณ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ความรู้ดุจดวงตาทิพย์ ญาณพิเศษของพระพุทธเจ้า และท่านผู้ได้อภิญญาทั้งหลาย ทำให้สามารถเล็งเห็นหมู่สัตว์ที่เป็นไปต่างๆ กันเพราะอำนาจกรรม อนึ่ง บุคคลย่อมรู้อนาคตที่เกิดในภายหลังแต่นั้นได้ด้วยสามารถแห่ง การณะ คือ เครื่องกระทำ หรือ เหตุทั้งสิ้น ด้วยคำไวพจน์ต่อไปนี้  มูล–ย่อมทำธรรมใดให้เป็นผลของตน ธรรมที่เป็นผลนั้นในที่นั้นจึงอาศัยตั้งอยู่ได้ เหตุ–ให้ผลธรรมนั้นเจริญและเป็นไปทั่ว นิทาน–เป็นแดนมอบให้ซึ่งผลธรรมนั้นๆ สมภพ–ย่อมให้ผลธรรมเกิดพร้อมแต่เหตุนั้น ประภพ–เป็นแดนเกิดก่อน สมุฏฐาน–ผลธรรมนั้นย่อมตั้งขึ้นพร้อมในเพราะธรรมอันเป็นเหตุนั้น ย่อมยังผลธรรมนั้นๆ ให้ตั้งขึ้นพร้อม อาหาร–ย่อมนำมาซึ่งผลธรรมนั้นๆ อารมณ์–ไม่สละซึ่งผลธรรมนั้น ปัจจัย–ผลธรรมนั้นอาศัยธรรมอันเป็นเหตุเป็นไป สมุทัย–ยังผลธรรมให้เกิดขึ้นจากเหตุ บุคคลย่อมรู้ซึ่งจิตนั้น เพราะความเป็นเหตุปัจจัย อธิบายว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุปัจจัยในธรรมเหล่านั้น ย่อมรู้ซึ่งธรรมเหล่านั้น (พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 798 –799 FILE 80)

(๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบันและกำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่ โดยอาศัย “ทิพยจักษุญาณ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) คือ ความรู้ดุจดวงตาทิพย์ พิเศษของพระพุทธเจ้า และท่านผู้ได้อภิญญาทั้งหลาย ทำให้สามารถเล็งเห็นหมู่สัตว์ที่เป็นไปต่างๆ กันเพราะอำนาจกรรม หมายเหตุ: ส่วน “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ โลกุตตรญาณ (โลกิยคุณและโลกุตตรคุณ อันเป็นพระสัพพัญญูคุณของพระพุทธเจ้า) ที่ดับอาสวะทั้งหลายได้ (พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 445 FILE 20)

 

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาด้วย “สัมมสนญาณ” นั้น ให้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” เพิ่มเติมโดยสังเขป ดังนี้

 

อธิบายญาณวัตถุหมวด ๗

(พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 672–673 FILE 78)

 

พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสซึ่งปัจจเวกขณญาณอันต่างโดย “กาล ๓” ใน “องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท ๑๑” ไว้แต่ละองค์ (สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ) ด้วยสามารถแห่ง (๑) ความเป็นไป และ (๒) ความไม่เป็นไป โดยนัยว่า “ชาติปจฺจยา ชรามรณํ” เป็นต้น แล้วก็ตรัสญาณอันใดนั้นโดยสังเขปอย่างนี้ว่า ความรู้ว่า:

 

“ธัมมฐิติญาณของบุคคล” นั้น โดยประการทั้งหลาย มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เป็นต้น บรรดาญาณเหล่านั้น

ญาณ ๒ หมวด  คือ (๑) ชรามรณะเกิดเพราะชาติปัจจัย (๒) เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะก็ไม่มี ดังนี้ ตรัสไว้ด้วย “สามารถแห่งปัจจุบันกาลอันยาวนาน” (ปัจจุบัน ๔ คือ ปัจจุบันขณะ ปัจจุบันสันตติ ปัจจุบันสมัย และปัจจุบันอัทธา ส่วน อดีตและอนาคต ก็มีอย่างละ ๔ เช่นเดียวกัน อ้างอิงจาก สัมโมหวิโนทนี. อรรถกถา. หน้า ๙) “ญาณ ๖” เหล่านี้ คือ ญาณ ๒ หมวดในอดีต และญาณ ๒ หมวดในอนาคต อย่างนี้ว่า “อดีตกาลอันยาวนาน” ก็ดี “อนาคตอันยาวนาน” ก็ดี (รวมปัจจุบันอีก ๒) เป็น ๗ กับ ด้วย “ธัมมฐิติญาณ” บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า “ธมฺมฐิติญาณํ” (แปลว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย) ได้แก่ ญาณในปัจจยาการ จริงอยู่ “ปัจจยาการ” (คือ ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น) พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมเรียกว่า “ธรรมฐิติ” ดังนี้ เพราะความที่ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเหตุ (การณะ) แห่งการเป็นไปและตั้งอยู่ “ธัมมฐิติญาณ” นี้ เป็นชื่อของญาณ ๖ อย่างนั้น เพราะทำญาณเหล่านั้นในองค์หนึ่งๆ ให้เป็นหมวดละ ๗ ละ ๗ ในองค์ ๑ (ปัจจยาการ ๑๑) จึงรวมเป็น ๗๗ ญาณ (ทุติยธัมมญาณ ๗๗) ด้วยประการฉะนี้

 

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า “ขยธมฺมํ” (แปลว่า มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา) ได้แก่ สภาวะอันถึงซึ่งความสิ้นไป คำว่า “วยธมฺมํ” (แปลว่า มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา) ได้แก่ สภาวะอันถึงซึ่งความเสื่อมไป คำว่า “วิราคธมฺมํ” (แปลว่า มีความคลายไปเป็นธรรมดา) ได้แก่ ภาวะอันไม่น่ายินดี คำว่า “นิโรธธมฺมํ” (แปลว่า มีความดับไปเป็นธรรมดา) ได้แก่ สภาวะอันหมดไป

 

จบ อธิบายญาณวัตถุหมวด ๗ ----------------------

 

  

ในทำนองเดียวกันนั้น ทั้ง “ธัมมฐิติญาณ–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” กับ “สัมมสนญาณ–กลาปสัมมสนญาณ” ต่างเกี่ยวข้องกับ “กาลเวลา” (Time) ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

กาลเวลาแห่งชีวิตินทรีย์

 

ขันธ์ ๕

 

นามรูป

รูปอินทรีย์–อรูปอินทรีย์

นามรูป

อดีตกาล

ปัจจุบันกาล

อนาคตกาล

เหตุ–กรรมปัจจัย

วิปากปัจจัย–เหตุ–กรรมปัจจัย

วิปากปัจจัย

องค์แห่งปัจจยาการ ๑๑

องค์แห่งปัจจยาการ ๑๑

องค์แห่งปัจจยาการ ๑๑

อุบัติผุดเกิด–สิ้นเสื่อมคลายดับ

อุบัติผุดเกิด–สิ้นเสื่อมคลายดับ

อุบัติผุดเกิด–สิ้นเสื่อมคลายดับ

ขณะ–สันตติ–สมัย–อัทธา

ขณะ–สันตติ–สมัย–อัทธา

ขณะ–สันตติ–สมัย–อัทธา

รูป ๒๘–จิต ๘๙

รูป ๒๘–จิต ๘๙

รูป ๒๘–จิต ๘๙

รูปสันตติ–อรูปสันตติ

รูปสันตติ–อรูปสันตติ

รูปสันตติ–อรูปสันตติ

วิญญาณกิจ ๑๔

วิญญาณกิจ ๑๔

วิญญาณกิจ ๑๔

ภวังค์–วิถีจิต–ตกภวังค์

ภวังค์–วิถีจิต–ตกภวังค์

ภวังค์–วิถีจิต–ตกภวังค์

สังขตธรรม

อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา

อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา

อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา

สงสารวัฏฏ์แห่งภวจักร

กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ

โสดาปัตติผลสมาบัติ–สกทาคามิผลสมาบัติ–อนาคามิผลสมาบัติ (นิโรธสมาบัติ)

ปฏิปัสสัทธินิโรธแห่งผลสมาบัตินั้นๆ

อสังขตธรรม

อยู่เหนือกาลเวลา

 

ยั่งยืน–มั่นคง–อนัตตา

 

 

วิวัฏฏะ–ขันธวินิมุต

 

 

โลกุตตรภูมิ

 

สอุปาทิเสสนิพพาน–ความเป็นพระพุทธเจ้า (จตุสัจจพุทธะ)

อรหัตตผลสมาบัติ  (ปฏิปัสสัทธินิโรธ–นิโรธสมาบัติ) –วิมุตติสุข

การดับขันธปรินิพพาน–นิสสรณนิโรธ–อนุปาทิเสสนิพพาน

อมตธาตุแห่งนิพพาน

 

 

 

ตามรายละเอียดในภาพประกอบข้างต้นนั้น ทำให้เห็นภาพรวมสภาวะอิทธิพลของ “หน่วยมิติแหงกาลเวลา” (Time Dimension Hierarchy) หรือ “ความเปลี่ยนแปลง” (Change) ที่เรียกว่า “ปริวัฏฏ์–วิปริฌาม” (Transformation) อันเป็นอำนาจที่แฝงอยู่ใน “ขันธ์ ๕ แห่งชีวิตินทรีย์” (อินทรีย์ คือ ชีวิต) ซึ่งมีพละกำลังแห่งสภาวะพลวัต (Dynamics) ในทุกขณะจิต (อุปปาทขณะ–ฐีติขณะ–และ–ภังคขณะ) ในกาลทั้ง ๓ (อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–และ–ปัจจุบันนัทธา) ซึ่งจะมีอาการลักษณะที่สืบต่อเนื่องกันไป (สันตติอดีต–สันตติปัจจุบัน–สันตติอนาคต) ที่ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมมีสามารถแห่งปรีชาหยั่งรู้ด้วย “ญาณ ๓–วิชชา ๓” คือ ปัญญาหยั่งรู้–ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่ (๑) อตีตังสญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ  (๒) อนาคตตังสญาณ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ (๓) ปัจจุปปันนังสญาณ–ทิพพจักขุญาณ–จุตูปปาตญาณ อันทำให้รู้ดูเห็นเข้าใจถึง “ชีวิตสันตติแห่งสังสารจักร” ไม่ว่าจะเป็น (๑) รูปสันตติ–กลาป–รูป หรือ (๒) อรูปสันตติ–นาม ก็ตาม แต่ว่า ทั้ง “รูป” และ “นาม” นั้น หมายถึง “ขันธ์ ๕ แห่งสังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปรุงแต่งตามเจตนาของตนตามสภาวะของวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก = กรรมภพ และ อุปัตติภพ) อันมีอดีตมูลมาจาก “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง (อโยนิโสมนสิการ) ที่ทำให้เกิด “สงสารทุกข์” นั่นคือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปยาส” เป็นธรรมดา ฉะนั้น โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี ยังไม่หลุดพ้นจากวัฏฏะ และการพิจารณารู้เห็นและเข้าใจถึง “สามัญลักษณะแห่งนามรูปโดยไตรลักษณ์” (สัมมสนญาณ) ได้นั้น ทำให้เห็นแจ้งแทงตลอดใน “ลักษณะแห่งสังขตธรรม” นั่นคือ “สังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ มีความเกิดขึ้น ปรากฏความดับสลาย ปรากฏเมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ ๑ โดยพิจารณาตาม “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” (รู้เห็นเหตุปัจจัยแห่งทุกข์–ธัมมัฏฐิติญาณ) แต่ในขณะเดียวกันนั้น ย่อมเกิดปัญญาเห็น “ลักษณะแห่งอสังขตธรรม” นั่นคือ “อสังขตลักษณะ ๓” ได้แก่ ไม่ปรากฏความเกิดไม่ปรากฏความสลาย เมื่อตั้งอยู่ ไม่ปรากฏความแปร ๑ โดยพิจารณาตาม “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” (รู้เห็นการดับเหตุปัจจัยแห่งทุกข์–ทุกขนิโรธญาณ) เพราะฉะนั้น “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) ทำให้เกิดปัญญารู้เห็นทั้ง “สังขตธรรมลักษณะ ๓ แห่งวัฏฏะ” (มีอนิจจัง มีทุกข์ ไม่มีอัตตา = (๑) ความเป็นไป และ (๒) ความไม่เป็นไป ) และ “อสังขตธรรมลักษณะ ๓ แห่งวิวัฏฏะ” (ภูมิแห่งพระอรหันต์ ผู้เข้าถึงกระแสแห่งนิพพาน) อันเป็นอานิสงส์ตามมาในเวลาเดียวกัน แต่ “องค์ธรรม” ที่นำมาพิจารณากรรมฐานนั้น คงใช้ (๑) ขันธ์ ๕ และ (๒) อาการลักษณะที่อ้างอิงถึงขันธ์ ๕ โดยย่อ หมายถึง “ธรรม ๖” (วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ) ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังรายละเอียดใน “อภิญเญยธรรม” คือ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง จาก ข้อ (๑) ถึง ข้อ (๒๒) จำนวนประมาณ ๒๒๒ องค์ ดังต่อไปนี้

 

 

 

. อรรถกถาสัมมสนญาณุทเทส

ว่าด้วย สัมมสนญาณ

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 51–53 FILE 68)

 

ชื่อว่า “อดีต” เพราะอรรถว่า ถึงแล้ว ถึงยิ่งแล้ว ก้าวล่วงแล้ว ซึ่งสภาวะของตนหรือ “ขณะ” มี อุปปาทขณะ ฐิติขณะ และ ภังคขณะ ชื่อว่า “อนาคต” เพราะอรรถว่า ไม่ถึงแล้ว ไม่ถึงพร้อมแล้ว แม้ซึ่งสภาวะของตน และ “ขณะ” มี อุปาทขณะ ฐิติขณะ และ ภังคขณะ ชื่อว่า “ปัจจุบัน” เพราะอรรถว่า บรรลุแล้ว ถึงแล้ว เป็นไปแล้วเพราะอาศัยเหตุนั้นๆ จนล่วง “ขณะ” มี อุปาทขณะ ฐิติขณะ และ ภังคขณะ

 

ในคำนี้ว่า “อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา” ในกาล ในขณะสืบต่อและในปัจจุบันในที่นี้ประสงค์เอา “ปัจจุบันสันตติ” คือ ปัจจุบันที่กำลังสืบต่อ ปัญญาในการรวบรวมเอาธรรม คือ “ขันธ์ ๕” ทั้งที่เป็น อดีต อนาคต ปัจจุบัน เหล่านั้นเข้าไว้ในขันธ์หนึ่งๆ แล้วทำให้เป็นกองด้วยสามารถ “กลาป” [กะ-หลาบ –กลาปสัมมสนญาณ = กำหนดพิจารณาโดยกลาป ดังเช่น การจัดหมวดหมู่ใน “อภิญเญยธรรม” ทั้ง ๒๒ หมวด ใน สัมมสนญาณนิทเทส ในอันดับต่อไป] คือ หมวดหมู่แล้ว กำหนด วินิจฉัย ตัดสินได้ “ญาณ” คือ ปัญญาในการถูกต้อง เลือกเฟ้น เพ่งพินิจด้วยดี อธิบายว่า ญาณในการพิจารณาในเบญจขันธ์โดยความเป็นหมวดหมู่ (กลาป)

 

ชื่อว่า “สมฺมสเน ญาณํ” แปลว่า ญาณในการพิจารณาเบญจขันธ์ จริงอยู่ “กลาปสัมมสนญาณ” นี้ ย่อมเกิดแก่พระโยคีบุคคลผู้ได้ “ธัมมัฏฐิติญาณ” เป็นเครื่องกำหนดปัจจัยของนามรูป ในลำดับแห่ง “นามรูปววัตถานญาณ” ยกแต่ละขันธ์ๆ ที่กำหนดไว้แล้วในก่อนขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วเห็นแจ้งอยู่ โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยแห่งพระบาลี เป็นต้น ว่า พระโยคีบุคคลกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” ประการหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้ เป็น “สัมมสนญาณ”

ประการหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้ก็เป็น “สัมมสนญาณ” ประการหนึ่ง

 

แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนอาจารย์เหล่าอื่น (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 467–468 FILE 68) กล่าวว่า ญาณในสัจจะทั้งหลาย มี ๔ อย่าง (อริยสัจจ์ ๔) ได้แก่ “สุตมยญาณ” คือ ญาณเกิดจากการฟัง “ววัตถานญาณ” คือ ญาณเกิดจากการกำหนด “สัมมสนญาณ” คือ ญาณเกิดจากการพิจารณา ๑  “อภิสมยภาณ” คือ ญาณเกิดจากการตรัสรู้ ๑ ดังนี้

 

(๑) ในญาณเหล่านั้น “สุตมยญาณ” เป็นไฉน พระโยคาวจรฟังสัจจะ ๔ โดยย่อหรือโดยพิสดารย่อมรู้ว่า นี้ทุกข์ นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้มรรค นี้ชื่อว่า “สุตมยญาณ” = พาหุสัจจะ คือ ผู้คงแก่เรียน โดย “ปรโตโฆสะ” อันปัจจัยทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ”

 

(๒) “ววัตถานญาณ” เป็นไฉน พระโยคาวจรนั้นย่อมกำหนดความของการฟัง โดยธรรมดา และโดยลักษณะ ย่อมลงความเห็นว่า ธรรมเหล่านี้นับเนื่องในสัจจะนี้ นี้เป็นลักษณะของสัจจะนี้ นี้ชื่อว่า “ววัตถานญาณ” = ปริญญา คือ กำหนดรู้ธรรมทั้งหลายตามความจริงโดยอริยสัจจ์ ๔

 

(๓) “สัมมสนญาณ” เป็นไฉน พระโยคาวจรนั้น กำหนดสัจจะ ๔ ตามลำดับอย่างนี้แล้วถือเอาทุกข์เท่านั้น ย่อมพิจารณาตลอดไปถึง “โคตรภูญาณ” (รวมเอา “วิปัสสนาญาณ ๙” เข้าไปด้วย) โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา นี้ชื่อว่า “สัมมสนญาณ” = กลาปวิปัสสนา คือ ธัมมวิจยะ –วิมังสา ทำโดย “โยนิโสมนสิการ” ด้วย การคิดอย่างถูกวิธีตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [ธัมมฐิติญาณ] อันปัจจัยทำให้เกิด “สัมมาทิฏฐิ”

 

(๔) “อภิสมยญาณ” เป็นไฉน พระโยคาวจรนั้น ตรัสรู้สัจจะ ๔ ด้วยญาณหนึ่ง ในขณะโลกุตรมรรค ไม่ก่อน ไม่หลัง คือ ย่อมตรัสรู้ “ทุกข์” โดยการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้ ย่อมตรัสรู้ “สมุทัย” โดยการตรัสรู้ด้วยการละ ย่อมตรัสรู้ “นิโรธ” โดยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมตรัสรู้ “มรรค” โดยการตรัสรู้ด้วยการเจริญ นี้ชื่อว่า “อภิสมยญาณ” = สัจฉิกิริยา คือ ทำให้แจ้ง

 

ฉะนั้น การพิจารณารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์นั้น ย่อมเกิดจาก “อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว เพราะความไม่เที่ยงตามทัน จึงถอนวิปลาสนิมิต ชื่อว่า “ความไม่เที่ยง” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) โดยมีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นที่สุด (๒) โดยความแปรปรวนไป (๓) โดยความเป็นของชั่วคราว (๔) โดยปฏิเสธความเที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส เพราะกิเลสเป็นเหตุแห่งความแปรปรวน จึงถอนตัณหาปณิธิ ชื่อว่า “ความเป็นทุกข์” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) โดยความเป็นของบีบคั้นเนืองๆ (๒) โดยความเป็นของทนได้ยาก (๓) โดยเป็นวัตถุตั้งแห่งทุกข์ (๔) โดยปฏิเสธความสุขและ (๓) “อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก เพราะประจักษ์แล้วในความถือมั่นในตัวตนไม่เป็นจริง จึงถอนอัตตาภินิเวส ชื่อว่า “ความเป็นอนัตตา” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ คือ (๑) โดยความเป็นของสูญ (๒) โดยความไม่มีเจ้าของ (๓) โดยเป็นสิ่งที่ควรทำตามชอบใจไม่ได้ (๔) โดยปฏิเสธต่ออัตตา

   

  

สัมมสนญาณนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 657–660 FILE 68)

 

ในบทนี้ให้กำหนดธรรมข้อย่อยใน “อภิญเญยธรรม” ทั้งหมด ๒๒ หัวข้อ โดยพิจารณาให้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ได้แก่ (๑) อนิจจตา (๒) ทุกขตา (๓) อนัตตตา ดังนี้

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

 

[๙๙] ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้ง อดีต (อดีตอัทธา) อนาคต (อนาคตอัทธา) และ ปัจจุบัน (ปัจจุบันนัทธา) แล้วกำหนดไว้ เป็น “สัมมสนญาณ”อย่างไร

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด รูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” (อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา) อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” (ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา) อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” (อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา) อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด สัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด สังขาร อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด จักษุ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด โสตะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด  ฆานะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด ชิวหา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด กาย อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด ใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

หมายเหตุ: ในทำนองเดียวกัน ให้ไล่ลำดับข้อธรรมย่อย จากข้อ (๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” จนถึง ข้อ (๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั่นคือ คำว่า “ชราและมรณะ”

 

พระโยคาวจร ย่อมกำหนด ชราและมรณะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดย ความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง กำหนดโดย ความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็น “สัมมสนญาณ” อย่างหนึ่ง

 

 

[๑๐๐] ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า เวทนา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า สัญญา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า สังขาร ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า จักษุ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า โสตะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า ฆานะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า ชิวหา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า กาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า ใจ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

หมายเหตุ: ในทำนองเดียวกัน ให้ไล่ลำดับข้อธรรมย่อย จากข้อ (๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” จนถึง ข้อ (๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั่นคือ คำว่า “ชราและมรณะ”

 

 ปัญญาในการย่อแล้ว กำหนดว่า ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า หาแก่นสารมิได้ เป็น “สัมมสนญาณ”

 

 

[๑๐๑] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า สัญญา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า สังขาร ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า จักขุ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า โสตะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ฆานะ  ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ชิวหา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า กาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ใจ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

หมายเหตุ: ในทำนองเดียวกัน ให้ไล่ลำดับข้อธรรมย่อย จากข้อ (๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” จนถึง ข้อ (๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” นั่นคือ คำว่า “ชราและมรณะ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็น “สัมมสนญาณ”

 

 

อนึ่ง ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาองค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท ทั้ง ๑๒ องค์ โดยไล่ลำดับจากอนาคตไปหาอดีต (อัทธา ๓: อดีตอัทธา–อนาคตอัทธา–ปัจจุบันอัทธา เวลาที่พรั่งพร้อมไปด้วย อุปปาทักขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ คือ ขณะทั้ง ๓ ชื่อว่า ปัจจุบันนัทธา) ตามลำดับต่อไปนี้

(๑) อดีต = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ–ชราและมรณะ

 

 

[๑๐๒] ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย จึงมี ชราและมรณะ เมื่อ ชาติ ไม่มี ชราและมรณะ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ ภพ เป็นปัจจัย จึงมี ชาติ เมื่อ ภพ ไม่มี ชาติ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย จึงมี ภพ เมื่อ อุปาทาน ไม่มี ภพ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย จึงมี อุปาทาน เมื่อ ตัณหา ไม่มี อุปาทาน ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย จึงมี ตัณหา เมื่อ เวทนา ไม่มี ตัณหา ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา เมื่อ ผัสสะ ไม่มี เวทนา ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ เมื่อ สฬายตนะ ไม่มี ผัสสะ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ เมื่อ นามรูป ไม่มี สฬายตนะ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย จึงมี นามรูป เมื่อ วิญญาณ ไม่มี นามรูป ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย จึงมี วิญญาณ เมื่อ สังขาร ไม่มี วิญญาณ ก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย จึงมี สังขาร เมื่อ อวิชชา ไม่มี สังขาร ก็ไม่มี

เป็น “สัมมสนญาณ” ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มีสังขารก็ไม่มี เป็น “สัมมสนญาณ”

 

ชื่อว่า “ญาณ” เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่า “ปัญญา” เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรมทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน แล้วกำหนด เป็น “สัมมสนญาณ”

 

 

ดังนั้น กล่าวโดยสรุป รายละเอียดเกี่ยวกับ “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท ๑๒” มีเพิ่มเติม (อภิธรรมภาชนีย์. อกุศลนิเทศ. อกุศลจิต ๑๒. อกุศลจิต ดวงที่ ๑. ปัจจยจตุกกะ. พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 605 –608 FILE 78) ดังต่อไปนี้

 

 

[๒๙๒] ในปัจจยาการเหล่านั้น “อวิชชา” เป็นไฉน ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาให้ถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่กระทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงใหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูล คือโมหะอันใด นี้รียกว่า “อวิชชา”

 

[๒๙๓] “สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

การคิดอ่าน กิริยาที่คิดอ่าน ความคิดอ่านอันใด นี้เรียกว่า “สังขารเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย”

 

[๒๙๔] “วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ ที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “วิญญาณเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย”

 

[๒๙๕] “นามเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้เรียกว่า “นามเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย”

 

[๒๙๖] “อายตนะที่ ๖ เกิดเพราะนามเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญาณธาตุที่สมกัน อันใด นี้เรียกว่า “อายตนะที่ ๖ เกิดเพราะนามเป็นปัจจัย”

 

[๒๙๗] “ผัสสะเกิดเพราะอายตนะที่ ๖” เป็นปัจจัย เป็นไฉน

การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้องอันใด นี้เรียกว่า “ผัสสะเกิดเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย”

 

[๒๙๘] “เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า “เวทนาเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย”

 

[๒๙๙] “ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ความชักนำให้คล้อยตามไป ความยินดีความเพลิดเพลิน ความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน ความกำหนัดนักแห่งจิต อันใด นี้เรียกว่า “ตัณหาเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย”

 

[๓๐๐] “อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

ทิฏฐิความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือเอาโดยวิปลาส อันใด นี้เรียกว่า “อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัย”

 

[๓๐๑] “ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอุปาทาน นี้เรียกว่า “ภพเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย”

 

[๓๐๒] “ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

ความเกิด ความเกิดพร้อม ความบังเกิด ความบังเกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งธรรมเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า “ชาติเกิดเพราะภพเป็นปัจจัย”

 

[๓๐๓] “ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย” เป็นไฉน

ชรา มรณะ ในชรามรณะนั้น “ชรา” เป็นไฉน ความคร่ำคร่า ภาวะที่คร่ำคร่า ความเสื่อมสิ้นอายุ แห่งธรรมเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า “ชรา” และ “มรณะ” เป็นไฉน ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความแตก ความทำลาย ความไม่เที่ยง ความหายไป แห่งธรรมเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า “มรณะ” ฉะนั้น “ชราและมรณะ” ดังกล่าวมานี้ นี้เรียกว่า “ชรามรณะเกิดเพราะชาติเป็นปัจจัย”

 

[๓๐๔] คำว่า “ควานเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้” นั้น ได้แก่ ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุม ความปรากฏแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้”

  

 

นอกจากนี้ ในการศึกษาพระธรรมนั้น พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญใน คำว่า “ทุกข์” (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) ดังคำไวพจน์ต่อไปนี้

 

คำไวพจน์แห่งนิยามว่าทุกข์: ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ทุกข์ในนรก ทุกข์ในดิรัจฉานกำเนิด ทุกข์ในเปรตวิสัย ทุกข์ในมนุษย์ ทุกข์มีความเกิดในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความตั้งอยู่ในครรภ์เป็นมูล ทุกข์มีความคลอดจากครรภ์เป็นมูล ทุกข์ที่ติดตามสัตว์ผู้เกิด ทุกข์อันเนื่องแต่ผู้อื่นแห่งสัตว์ผู้เกิด ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของตน ทุกข์เกิดแต่ความขวนขวายของผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดแต่ทุกขเวทนา (ทุกขเวทนามีในกายและใจ) ทุกข์เกิดแต่สังขาร ทุกข์เกิดแต่ความแปรปรวน ทุกข์เพราะโรคจักษุ ทุกข์เพราะโรคหู ทุกข์เพราะโรคจมูก ทุกข์เพราะโรคลิ้น ทุกข์เพราะโรคกาย ทุกข์เพราะโรคศีรษะ ทุกข์เพราะโรคในหู ทุกข์เพราะโรคปาก ทุกข์เพราะโรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไขหวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เชื่อมซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิตเปื่อย โรคหิตด้าน โรคหูด โรคละลอก โรคคุดทะราด โรคอาเจียนโลหิต โรคดีกำเริบ โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธสันนิบาต อาพาธเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ทุกข์เกิดแต่ความสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เสือกคลาน ทุกข์เพราะมารดาตาย ทุกข์เพราะบิดาตาย ทุกข์เพราะพี่ชายน้องชายตาย ทุกข์เพราะพี่หญิงน้องหญิงตาย ทุกข์เพราะบุตรตาย ทุกข์เพราะธิดาตายทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งญาติ ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งโภคทรัพย์ ทุกข์เพราะความฉิบหายอันเกิดแต่โรค ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งศีล ทุกข์เพราะความฉิบหายแห่งทิฏฐิ

 

 

กล่าวโดยสรุป ความหมายทั้งหลายของคำดังกล่าวเหล่านี้ ก็สรุปลงที่ คำว่า “ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์–นามรูป” เรียกให้เต็มยศว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ฉะนั้น ศีลที่บริสุทธิ์กับจิตที่บริสุทธิ์นั้น เป็นหนทางให้เข้าถึง “ปัญญาที่บริสุทธิ์–ญาณทัสสนะ” (สัมมาทิฏฐิ) คือ ความรู้เห็นด้วยปัญญาหยั่งรู้ นั่นคือ ด้วยญาณในวิปัสสนา (วิปัสสนาญาณ ข้อ ๑ ในวิชชา ๘) อีกนัยหนึ่ง นั่นคือ ขันธ์ ๕ = ทุกข์ = กิเลส = กรรม = วิบาก = อวิชชา หรือ พร้อมด้วยอาการลักษณะทั้งหมดที่ประกอบเป็น “ขันธ์ ๕” ที่เรียกว่า “อภิญเญยธรรม ๒๒” ทั้งหมด ดังนี้

 

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

 

เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสามารถดับ “อวิชชา” ได้ ย่อมดับเหล่า “อภิญเญยธรรม ๒๒” และ “ทุกข์” ทั้งหมด ได้เช่นเดียวกัน (ธรรมนิยาม ๓: สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง–สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์–ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน) ที่เรียกว่า “ผู้ปราศจากโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” นั่นคือ “พระอรหันต์” ในการเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์นี้ อาศัยปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายด้วย “ปัจจยปริคคหญาณ–กังขาวิตรณญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ” หมายถึง ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป โดยหลักธรรมต่อไปนี้ (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ได้แก่ องค์ประกอบ ๖ ในสังสารจักร: อัทธา ๓–สังเขป ๓–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ รวมทั้ง (๓) กฎแห่งกรรม และ กฎแห่งกรรมของตน [กัมมัสสกตาแห่งตน] คำศัพท์บัญญัติที่ควรรู้ยิ่งอีก คือ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” (ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา = ปฏิสัมภิทา ๔ อันเกิดจากปัญญาวิปัสสนาที่เจริญด้วย “อนุปัสสนา ๗” ที่เจริญให้มาก ทำให้บริสุทธิ์สมบูรณ์ และไพบูลย์ยิ่ง ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–นิพพิทานุปัสสนา–วิราคานุปัสสนา–นิโรธานุปัสสนา–ปฏินิสสัคคานุปัสสนา) ดังนี้

 

“วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ภูมิแห่งวิปัสสนา ฐานที่ตั้งอันเป็นพื้นที่ซึ่งวิปัสสนาเป็นไป พื้นฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา นั่นคือ (๑) การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ “การมองดูรู้เข้าใจ” (สัมมสนะ = พิจารณาเห็นสามัญลักษณะ) หรือ รู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น อนิจจะ–ทุกขะ–อนัตตา อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิดตรุณวิปัสสนา ซึ่งเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป (๒) ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเน้น ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นที่รวมในการทำความเข้าใจธรรมทั้งหมดนั้น ว่าโดยสาระ ก็คือ ธรรมชาติทั้งปวงที่มีในภูมิ ๓ ได้แก่ กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ

 

“วิปัสสนาญาณ” หมายถึง ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) คือ รู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ก่อนที่จะข้ามโคตรจากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล ด้วยญาณครอบโคตร คือ “โคตรภูญาณ” (ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖) ไปสู่ “มัคคญาณ” (ข้อ ๑๔ ในญาณ ๑๖) และ “ผลญาณ” (ข้อ ๑๕ ในญาณ ๑๖) ตามลำดับ จนถึง “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณพิจารณาทบทวนกิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่

(๑) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๒) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๓) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๔) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๕) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๖) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๗) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๘) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

(๙) “สัจจานุโลมิกญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่ (อนุโลมตาม) การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) นั้น อยู่ก่อนถึง “วิปัสสนาญาณ ๙” อันเกิดจากปัญญาหยั่งรู้ใน “วิชชา ๘” ข้อ ๑ คือ “วิปัสสนาญาณ” หมายถึง ญาณในวิปัสสนา ญาณที่เป็นวิปัสสนา คือ ปัญญาที่พิจารณาเห็นสังขาร คือ นามรูปโดยไตรลักษณ์ มีต่างกันออกไปเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องกัน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ “สัมมสนญาณ” เป็นต้นไป ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิปัสสนาญาณ ๑๐” เพราะฉะนั้น ปัญญาหยั่งรู้ทั้งหมดใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงจุดหมาย คือ “มรรค–ผล–นิพพาน” ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม” มีจำนวน ๑๖ อย่าง หรือ ๑๖ ญาณ คำว่า “ญาณ” หมายถึง “ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้–ปัญญา” อีกนัยหนึ่ง “ญาณ ๑๖” ทั้งหมด เป็นการกำหนดพิจารณาให้รู้เห็น “ความจริงตามสภาพของนามรูปแห่งขันธ์ ๕” นั่นคือ พิจารณาให้รู้เห็น “ความเกิดขึ้น–ความตั้งอยู่–ความดับไป” โดยพิจารณาให้เห็นในกาลทั้ง ๓ ได้แก่ อดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ดังนั้น สภาธรรมหนึ่งๆ ที่มีอยู่ ต้องประกอบด้วย “ชีวิต” กับ “เวลา” เสมอ โดยให้เปรียบเทียบกับ “องค์แห่งปัจจัยในปฏิจจสมุปบาท” ที่บ่งบอกถึงสภาวะชีวิตที่สืบเนื่องกันไปไม่สิ้นใดในวัฏฏะ (ภวจักร–สังสารจักร) ได้แก่ “ภพ–ชาติ–ชรา–(พยาธิ)–มรณะ” ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาเปรียบเทียบ “ความเกิดขึ้น–ความตั้งอยู่–ความดับไป” ระหว่างรูปธรรมแห่งร่างกาย กับ นามธรรมแห่งจิต ดังนี้

 

  

“วยธมฺมํ” หมายถึง ถึงความเสื่อมไปเป็นสภาวะ (อนิจจานุปัสนา) โดยมีสภาวะต่อไปนี้ (๑) “อสสฺสตํ” –ความไม่เที่ยง คือ ไม่แน่นอน (๒) “วิปริณามธมฺมํ” –มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา คือ มีความแปรปรวนไปเป็นปรกติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยความชรา และ ด้วยความมรณะ และ (๓) “อทุธุวํ” –ไม่ยั่งยืน คือ ไม่มั่นคง เพราะตกไปในความตั้งอยู่ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และเพราะไม่มีความเป็นของมั่นคง ฉะนั้น เวลาที่พรั่งพร้อมไปด้วย “อุปปาทักขณะ–ฐิติขณะ–ภังคขณะ” คือ ขณะทั้ง ๓ ชื่อว่า “ปัจจุบันนัทธา” ให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่าง รูปสันตติ–ความสืบต่อแห่งรูป กับ อรูปสันตติ–ความสืบต่อแห่งนาม) ดังนี้

 

(๑) อุปปาทขณะ (ความเกิดขึ้น) คือ “วิทิตา อุปฺปชฺชนฺติ” = ปรากฏด้วยเห็นการเกิดขึ้นจากความเป็นสามัญ (อุปฺปชฺชนฺติ–เข้าไปด้วยการอุบัติ หรือ อาทานํ–การบังเกิด) ด้วยคำว่า “อหุตฺวา สมฺโภนฺติ” นี้ พระเถระเห็นความเกิดขึ้น ชื่อว่า อหุตฺวา สมฺภูตํ –ไม่มี แล้วมี เพราะไม่มีอยู่จากความเกิดในกาลก่อน ได้แก่

อุปจยะ–ความก่อตัวหรือเติบขึ้น                               ปฏิสนธิจิต–ความเกิดแห่งจิต (อุกกุชชะ)

 

(๒) ฐิติขณะ (ความตั้งอยู่) คือ “วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ” = ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ โดยความสิ้นไป โดยความเสื่อมไป โดยความสูญ ที่จะสืบต่อเนื่อง ได้แก่

(รูปรับเจตนาจากจิต)                                               กายปัสสัทธิ–จิตตปัสสัทธิ (ความสงบ)

รูปลหุตา–ความเบา                                                  กายลหุตา–จิตตลหุตา

รูปมุทุตา–ความอ่อนสลวย                                       กายมุทุตา–จิตตมุทุตา

รูปกัมมัญญตา–ความควรแก่การงาน                       กายกัมมัญญตา–จิตตกัมมัญญตา

รูปสันตติ–ความสืบต่อ                                             กายปาคุญญตา–จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่ว)

(รูปรับเจตนาจากจิต)                                                กายุชุกตา–จิตตุชุกตา (ความซื่อตรง)

 

(๓) ภังคขณะ (ความดับไป) คือ “วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ” = ปรากฏถึงความดับไป คือ ปรากฏถึงความพินาศ ด้วยเห็นความเสื่อมโดยความเป็นสามัญ (นิกฺเขปนํ–ความแตกสลาย) ด้วยคำว่า “หุตฺวา ปฏิเวนฺติ” นี้ พระเถระเห็นความเสื่อมไป ชื่อว่า มีแล้ว จักไม่มี เพราะความไม่มีจากความเสื่อมต่อไป ได้แก่

ชรตา–ความทรุดโทรม                                             ความเสื่อมแห่งจิต (อวกุชชะ)

อนิจจตา–ความปรวนแปรแตกสลาย                       จุติจิต–ความดับแห่งจิต (จิตฺตภงฺคา)

 

 

ฉะนั้น ผู้ที่เข้าใจดีแล้วเข้าถึงแล้วทั้งตามหลักปฏิจจสมุปบาทและไตรลักษณ์ในขณะเดียวกัน เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

แต่อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้พื้นฐานในพระพุทธศาสนานั้น เป็นประเด็นสาระสำคัญที่กำหนดอาณาเขตแห่ง “พรมแดนทางปัญญา” (ธรรมจักร) อันเป็น “ต้นทุนทางปัญญา” ที่เป็นองค์รวมทั้งหมด ที่นำเข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค ทำให้เกิด “ธัมมญาณ” (อริยมรรค ๔–อริยผล ๔) และ “อันวยญาณ” (ปัจจเวกขณญาณ) ดังนี้

 

(๑) “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง ข้อปฏิบัติเป็นกลางๆ ไม่หย่อนไม่ตึงจนเกินไป ไม่ข้องแวะที่สุด ๒ อย่าง ได้แก่

(๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา                เจริญด้วย อธิปัญญา (ดับอวิชชา = ผู้รู้)

(๒) ดำเนินด้วยปัญญา               เจริญด้วย อธิศีล (ดับตัณหา = ผู้ตื่น)

(๓) นำไปสู่ปัญญา                      เจริญด้วย อธิจิตต์ (ดับราคะ = ผู้เบิกบาน)

(๒) “อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่

(๑) ทุกขอริยสัจจ์                                                     เจริญด้วย ปริญญา (การกำหนดรู้)                  

(๒) ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์                                          เจริญด้วย ปหานะ (การละ)

(๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์                                           เจริญด้วย สัจฉิกิริยา (การทำให้แจ้ง)

(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์                     เจริญด้วย ภาวนา (การเจริญ)

(๓) “อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง ญาณดำเนินที่ประเสริฐอันให้สำเร็จความเป็นพระอริยะ ได้แก่

(๑) สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ                                สงบระงับ อนุสยกิเลส (อย่างละเอียด-หมักดอง)

(๒) สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ         สงบระงับ วีติกกมกิเลส  (อย่างหยาบ-ล่วงละเมิด)

(๓) สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ                สงบระงับ ปริยุฏฐานกิเลส (อย่างกลาง-กลุ้มรุม)

 (๔) “ไตรสิกขา” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษาให้บรรลุปรมัตถประโยชน์แห่งนิพพาน ได้แก่

(๑) อธิสีลสิกขา           เจริญด้วย สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (บุญ)

(๒) อธิจิตตสิกขา        เจริญด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (ฌาน–อาเนญชา)

(๓) อธิปัญญาสิกขา    เจริญด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ (ญาณ)

(๕) “ภาวนา ๔” หมายถึง การเจริญ การทำให้เกิดให้มีขึ้น การฝึกอบรมจิตใจ ได้แก่

(๑) กายภาวนา             เจริญด้วย สุขภาพอนามัย (สัปปุริสธรรม ๗)

(๒) สีลภาวนา             เจริญด้วย ศีลวัตร (สีลสัมปทา-อปัณณกปฏิปทา ๓-สัทธรรม ๗)

(๓) จิตตภาวนา           เจริญด้วย ฌานสมาบัติ (ปฐมฌาน-ทุติยฌาน-ตติยฌาน-จตุตถฌาน)

(๔) ปัญญาภาวนา       เจริญด้วย  ยถาภูตญาณทัสสนะ (จักขุ-ญาณ-ปัญญา-วิชชา-แสงสว่าง)

(๖) “ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ทั่ว ความเข้าใจ ความรู้ซึ้ง ความมีสัมปชัญญะ ได้แก่

(๑) จินตามยปัญญา         เจริญด้วย โยนิโสมนสิการ (การคิดอย่างถูกวิธี)

(๒) สุตมยปัญญา            เจริญด้วย ปรโตโฆสะ (การศึกษาค้นคว้า)

(๓) ภาวนามยปัญญา      เจริญด้วย ปัญญาญาณ (ญาณในวิปัสสนาทั้งหลาย)

(๗) “กรรม ๓” หมายถึง ความเชื่อมีเจตนาแห่งกิเลสตัณหาแสดงออกด้วยการกระทำอันมีวิบากตามมา ได้แก่