๗๓. ปัญญาในการเจริญภาวนา

         Knowledge in Mental Development

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1290

ความสำคัญของบทความ

 

คำปรารภนี้ไม่น่าจะเกินความเป็นจริงว่า “การเจริญภาวนาทุกขั้นตอนปฏิสังยุตด้วยปัญญา” โดยเริ่มจากการถือปฏิบัติใน “ไตรสิกขา–สิกขา ๓” ด้วย “อนุปุพพสิกขา” หมายถึง “การศึกษาไปตามลำดับ ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ย่อมดับระงับ “วีติกกมกิเลส” กิเลสอย่างหยาบ (๒) อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ย่อมดับระงับ “ปริยุฏฐานกิเลส” กิเลสอย่างกลาง (๓) อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ย่อมดับระงับ “อนุสยกิเลส” กิเลสอย่างละเอียด โดยทุกขั้นตอนในการปฏิบัติธรรม ต้องอยู่ในภาวะที่ถูกต้อง ชื่อว่า “สัมมัตตะ ๑๐” ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘ สัมมาญาณ สัมมาวิมุตติ และต้องสัมปยุตต์ด้วยภาวะที่ยอดเยี่ยม ชื่อว่า “อนุตตริยะ ๓” ได้แก่ (๑) ทัสสนานุตตริยะ–ปัญญาเห็นธรรม คือ การเห็นอันเยี่ยม (๒) ปฏิปทานุตตริยะ–อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม (๓) วิมุตตานุตตริยะ–พระอรหัตตผลวิมุตติ  อันเป็น “สัมมาวิมุตติ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ในการเริ่มต้นปฏิบัติธรรม จึงควรเริ่มจากภาวะที่ดีเยี่ยมที่สุด คือ “โลกุตตรธรรม” คือ ธรรมที่เหนือวิสัยของโลก ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” (สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘) อันเป็นทั้งฝ่ายโลกิยคุณและฝ่ายโลกุตตรคุณแห่งปัญญาญาณในการเจริญภาวนาทั้งระบบทุกขั้นตอน เพื่อจะเข้าถึง “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑ อย่างเช่น ในการเจริญจตุสติปัฏฐาน นั้น เป็นการเจริญปัญญาด้วย “อนุปัสสนา ๓” คือ ความเห็นแจ้งที่สืบต่อเนืองๆ ในธรรมที่เป็นฐานที่ตั้งแห่งสติ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญาทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญาอนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา ๑ ด้วยการเจริญอนุปันนสา ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ตามลำดับ ซึ่งเป็นการเห็นแจ้งด้วยปัญญาว่า “ธรรมทั้งหลายนั้น ย่อมเป็นอนัตตา” เพราะมีลำดับจาก “ความไม่เที่ยง” และ “ความแปรปรวน” ในบรรดา “สังขตธรรม” (สังขาร) ทั้งหลาย คือ สภาวะที่ปรุงแต่งด้วยเหตุปัจจัยอันเป็นเจตนาในอารมณ์ทั้ง ๖ (รูป–เสียง–กลิ่น–รส–กาย–ใจ) เพราะฉะนั้น การเจริญอนุปัสสนาปัญญาอย่างสืบเนื่องเนืองๆ เป็นนิตย์ ทำให้เกิดปัญญาหลากหลายที่มากกว่า “มหาปัญญา” (อนัตตานุปัสสนา) ขึ้นไปอีก ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ จนถึง ปัจจเวกขณญาณ (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖) อันมีสมุฏฐานมาจาก “อนุปุพพวิหาร ๙” คือ สมาบัติทั้งหลายด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่โดยลำดับ ซึ่งสัมปยุตต์ด้วยปัญญา ๘ อย่าง ได้แก่ ปัญญาในปฐมฌานสมาบัติ เป็นต้น อย่างนี้ จนถึง ปัญญาในปัจจเวกขณะ (ปัญญาที่ ๙ โดยนิโรธสมาบัติ) ฉะนั้น ปัญญาในภาวนาย่อมเกิดจาก (๑) ปัญญาในสมาธิ และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๓ ประจำปี ๒๕๕๘ – ปัญญาในการเจริญภาวนา

 

เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ปัญญา” (Wisdom) ในการเจริญภาวนากรรมฐาน ได้แก่ (๑) “สมถภาวนา” คือ การฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ การฝึกสมาธิ หรือนั่งสมาธิ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามเป็นจริง การเจริญปัญญา หรือนั่งวิปัสสนา ฉะนั้น กระบวนการสร้างปัญญาในภาวนานั้น จึงเริ่มต้นจาก (๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (๒) กายภาวนา เพื่อสุขภาพร่างกาย (๓) สีลภาวนา เพื่อความเรียบร้อยทางพฤติกรรมและวาจา (๔) จิตตภาวนา เพื่อจิตเป็นสมาธิปราศจากนิวรณ์ (๕) ปัญญาภาวนา เพื่อญาณทัสสนะด้วยสมาธิในวิปัสสนาและปัญญาญาณ หรืออีกนัยหนึ่ง โดยแยกประเภทตาม “ภาวนา ๒” ดังนี้

 

(๑) “สมถภาวนา” ด้วยการเจริญ “อนุบุพพวิหาร ๙” คือ ธรรมเครื่องอยู่ที่ประณีตต่อกันขึ้นไปโดยลำดับ ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑ แต่ในที่นี้จะนำเสนอออกเป็น ๕ ประการ ดังนี้

(๑) “รูปสมาบัติ” คือ การเข้าถึงฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์หรือฌานที่เป็นรูปาวจร ที่เรียกว่า “รูปฌาน ๔” ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒) “อรูปสมาบัติ” คือ การเข้าถึงฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์หรือฌานที่เป็นอรูปาวจร ที่เรียกว่า  “อรูปฌาน ๔” ได้แก่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๓) “พรหมวิหารสมาบัติ” คือ การเข้าถึงการแผ่คุณธรรมประจำใจอันประเสริฐ หรือธรรมประจำใจของท่านผู้มีคุณความดียิ่งใหญ่ให้แก่คน ๔ ประเภท ได้แก่ ต่อตนเอง ๑ ต่อคนที่รัก ๑ ต่อคนที่เป็นกลางๆ ๑ ต่อศัตรูคนคู่เวร ๑ ด้วยการแผ่ไปทั่วอย่างไม่มีขอบเขต (อโนธิโสผรณา) ทั้งแบบจำกัดขอบเขต (โอธิโสผรณา) และแบบเฉพาะเป็นทิศๆ (ทิสาผรณา) ที่เรียกว่า “อัปปมัญญา ๔” ได้แก่  เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๔) “นิโรธสมาบัติ” คือ สมาบัติที่ดับสัญญาและเวทนา ได้แก่ “สัญญาเวทยิตนิโรธ  ๑”

(๕) “ผลสมาบัติ” คือ สมาบัติที่ทำให้ถึงสามัญผลทั้ง ๔ อย่าง (ฌานวิโมกข์) ได้แก่ โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตตผลสมาบัติ

 

(๒) “วิปัสสนาภาวนา” ด้วยการเจริญ “อนุปุพพปฏิปทา” คือ การปฏิบัติวิปัสสนาโดยความเห็นแจ้งชัดขึ้นไปตามลำดับ ได้แก่ (๑) อนุปัสสนา ๗ (๒) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๓) การจำแนกอารมณ์ ๓๘ (ให้พิจารณารายละเอียดใน “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ข้างล่าง) และ (๔) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ที่เหลือจากนั้น เป็นจะเป็นขั้นตอนการเจริญ (๑) วิชชา ๓ (๒) ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ (๓) วิปัสสนาญาณ ๙

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จำแนกอารมณ์ของจิต (การจำแนกอารมณ์ ๓๘)

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 314–315 FILE 14)

 

บรรดาบทเหล่านี้

บทว่า “จิตมีราคะ ” คือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ อย่าง

บทว่า “จิตปราศจากราคะ ” คือ จิตที่เป็นกุศล แล อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ แต่ข้อนี้ เป็นการพิจารณา มิใช่เป็นการชุมนุมธรรม เพราะฉะนั้นในคำว่า จิตมีราคะ นี้ จึงไม่ได้โลกุตตรจิต แม้แต่บทเดียว อกุศลจิต ๔ ดวง ที่เหลือ จึงไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโทสะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง ที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส

บทว่า “จิตปราศจากโทสะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ อกุศลจิต ๑๐ ดวงที่เหลือ ไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโมหะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง คือ จิตที่เกิดพร้อมด้วยวิจิกิจฉาดวง ๑ ที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะดวง ๑ แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ในอกุศลจิตทั้งหมด ฉะนั้น แม้อกุศลจิตที่เหลือ ก็ควรได้ใน บทว่าจิตมีโมหะนี้ โดยแท้ จริงอยู่ อกุศลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒) ท่านประมวลไว้ใน ทุกกะ (หมวด ๒) นี้เท่านั้น

บทว่า “จิตปราศจากโมหะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ

รวม ๒๔ อามรมณ์

บทว่า “จิตหดหู่ ” ได้แก่ จิตที่ตกไปใน ถิ่นมิทธะ ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้น ชื่อว่า จิตหดหู่

บทว่า “จิตฟุ้งซ่าน ๑” ได้แก่ จิตที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น ชื่อว่า จิตฟุ้งซ่าน

บทว่า “จิตเป็นมหัคคตะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร

บทว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ ๑” ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร  

บทว่า “สอุตฺตรํ ๑” จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร

บทว่า “อนุตฺตรํ” จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็นรูปาวจร และอรูปาวจร แม้ในจิตเหล่านั้น

จิตที่ชื่อว่า สอุตตระ ได้แก่ จิตเป็นรูปาวจร จิตชื่อว่า อนุตตระ ได้แก่ จิตที่เป็นอรูปาวจร

บทว่า “สุมาหิตํ ” จิตตั้งมั่นแล้ว ได้แก่ อัปปนาสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ

บทว่า “อสมาหิตํ ๑” จิตไม่ตั้งมั่น ได้แก่ จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง

บทว่า “วิมุตฺตํ ๒” จิตหลุดพ้น ได้แก่ จิตหลุดพ้นด้วย ตทังควิมุตติ และ วิกขัมภนวิมุตติ

บทว่า “อวิมุตฺติ ๑” จิตไม่หลุดพ้น ได้แก่ จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง ส่วนสมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และนิสสรณวิมุตติ ไม่มีโอกาสในบทนี้เลย

รวม ๑๔ อารมณ์

 

 

ในอันดับต่อไปนี้ จะเป็นบรรยายถึงขั้นเตรียมการก่อนการเจริญภาวนา ซึ่งเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับ บารมี ๑๐–อนุสติ ๑๐–สัญญา ๑๐–สติปัฏฐาน ๔ และการเจริญสมถภาวนากับวิปัสสนาภาวนา ได้แก่ รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔–วิชชา ๓–อนุปัสสนา ๗–อนุปัสสนา ๑๐–มหาวิปัสสนา ๑๘–ญาณ ๑๖ ตามลำดับ หลักธรรมทั้งหมดนี้ ถือเป็นการทบทวนข้อประพฤติปฏิบัติที่เป็นแก่นสำคัญในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “ภาวนา ๔” ในการฝึกฝนและทบทวนหลักธรรมให้จำได้ เจนใจ และขบได้ด้วยทฤษฎี จึงเป็นทักษะการพัฒนาความคิด ที่สำคัญมาก ทำให้เจริญในธรรมทั้งหลายอย่างไม่ผิดพลาด ดังนี้

 

“บารมี ๑๐–ทศบารมี” หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่เพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง เช่น ความเป็นพระพุทธเจ้า และความเป็นมหาสาวก เป็นต้น ได้แก่  

(๑) “ทาน” คือ การให้ การเสียสละ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้อยู่ในหลักความประพฤติที่เป็นแบบแผนแห่งภาวะของตน ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย

(๓) “เนกขัมมะ” คือ การออกบวช ความปลีกตัวปลีกใจจากกาม

(๔) “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และรู้จักแก้ไขปฏิบัติจัดการต่างๆ  

(๕) “วิริยะ” คือ ความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่นอุตสาหะ ก้าวหน้าเรื่อยไป ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่  

(๖) “ขันติ” คือ ความอดทน ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตนให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และแนวทางความประพฤติหรือการปฏิบัติ ที่ตั้งไว้เพื่อจุดหมายอันชอบ ไม่ลุอำนาจกิเลส

(๗) “สัจจะ” คือ ความจริง นั่นคือ พูดจริง ทำจริง และจริงใจ  

(๘) “อธิษฐาน” คือ ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่

(๙) “เมตตา” คือ ความรักใคร่ ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ  

(๑๐) “อุเบกขา” คือ ความวางใจเป็นกลาง  ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ  เที่ยงธรรม และดำรงอยู่ ในธรรม ไม่เอนเอียงหรือหวั่นไหวไปด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใดๆ

 

“อนุสติ ๑๐” หมายถึง ความระลึกถึง อารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ ได้แก่

(๑) “พุทธานุสติ” ด้วยระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระองค์  

(๒) “ธัมมานุสติ” ด้วยระลึกถึงพระธรรม คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระธรรม

(๓) “สังฆานุสติ” ด้วยระลึกถึงพระสงฆ์ คือ น้อมจิตระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระสงฆ์

(๔) “สีลานุสติ” ด้วยระลึกถึงศีล คือ น้อมจิตรำลึกพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติปฏิบัติ บริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย  

(๕) “จาคานุสติ” ด้วยระลึกถึงการบริจาค คือ น้อมจิตระลึกถึงทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรมคือความเผื่อแผ่เสียสละนี้ที่มีในตน

(๖) “เทวตานุสติ” ด้วยระลึกถึงเทวดา คือ น้อมจิตระลึกถึงเทวดาทั้งหลายที่ตนเคยรู้ และพิจารณาเห็นคุณธรรมอันทำบุคคลให้เป็นเทวดานั้นๆ ตามที่มีอยู่ในตน  

(๗) “มรณสติ” ด้วยระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท

(๘) “กายคตาสติ” ด้วยระลึกตามสติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา  

(๙) “อานาปานสติ” ด้วยระลึกตามสติกำหนดลมหายใจเข้าออก  

(๑๐) “อุปสมานุสติ” ด้วยระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบ คือ ระลึกถึงและพิจารณาคุณของพระนิพพาน อันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์

 

“สัญญา ๑๐” หมายถึง ความกำหนดหมาย หรือแนวความคิดความเข้าใจ สำหรับใช้กำหนดพิจารณาในการเจริญกรรมฐาน ซึ่งจะไปกำกับ “วิปัสสนาภูมิ –ปัญญาภูมิ” อีกขั้นหนึ่ง ได้แก่

(๑) “อนิจฺจสญฺญา–อนิจจสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร 

(๒) “อนตฺตสญฺญา–อนัตตสัญญา” คือ กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง 

(๓) “อสุภสญฺญา–อสุภสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย 

(๔) “อาทีนวสญฺญา–อาทีนวสัญญา” คือ กำหนดหมายโทษทุกข์ของกายอันมีความเจ็บไข้ต่างๆ

(๕) “ปหานสญฺญา–ปหานสัญญา” คือ กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย 

(๖) “วิราคสญฺญา–วิราคสัญญา” คือ กำหนดหมายวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีตแห่อริยมรรค 

(๗) “นิโรธสญฺญา–นิโรธสัญญา” คือ กำหนดหมายนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีตแห่งอริยผล 

(๘) “สพฺพโลเก อนภิรตสญฺญา–สัพพโลเก อนภิรตสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง 

(๙) “สพฺพสงฺขาเรสุ อนิฏฺฐสญฺญา–สัพพสังขาเรสุ อนิฏฐสัญญา” คือ กำหนดหมายความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง

(๑๐) “อานาปานสติ” คือ สติกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นที่ตั้งสติใน “สติปัฏฐาน ๔”

 

“สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน นั่นคือ “สติเป็นอนุปัสสนาญาณ” การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส กล่าวโดยสรุป ทำให้เกิดปัญญาในสมาธิและอนุปัสสนา นั่นคือ “สติ” เป็น “อนุปัสสนาญาณ” (อนุปสฺสนาญาณํ) นั่นคือ (๑) ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ (๒) สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย (๓) บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น  ด้วยญาณนั้น (บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์)เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า “สติปัฏฐานภาวนา” คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ได้แก่

(๑) “กายานุปัสสนา” คือ การตั้งสติพิจารณากาย เป็นอารมณ์ว่า กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เรียกเต็มว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน”

(๒) “เวทนานุปัสสนา” คือ การตั้งสติตามดูเวทนา คือ ความรู้สึกสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์โดยรู้เท่าทันว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เรียกเต็มว่า “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน”

(๓) “จิตตานุปัสสนา” คือ การตั้งสติพิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิต กำหนดรู้จิตตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ เป็นอารมณ์ว่าใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เรียกเต็มว่า “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน”

(๔)  “ธัมมานุปัสสนา” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม สติพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เรียกเต็มว่า “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน”

 

“วิชชา ๓” (Supernormal Knowledge) หมายถึง ความรู้แจ้ง–ความรู้วิเศษ ได้แก่

(๑) “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้

(๒) “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย 

(๓) “อาสวักขยญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้  

 

“ฌาน ๔–รูปฌาน ๔” —ว่าด้วย “กุศลฌาน–จตุกกนัย” [ฌานพื้นฐานที่ต้องฝึกก่อนฌานอื่นๆ]โดยใช้ “กรรมฐาน ๔๐” โดยใช้ “ปฐวีกสิณ” เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน แต่ก็ควรเริ่มที่ “อานาปานสติ” ก่อนจะฝึกด้วย “กสิณ ๑๐” หรือกรรมฐานอื่นๆ ต่อไป และควรฝึกอบรม “กุศลฌาน” เป็นหลักก่อน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “ปฐมฌาน” มีองค์ฌาน ๕ ได้แก่ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา (ดูบทที่ ๒–มรรคมีองค์ ๘) เพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ประกอบด้วยวิตก วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๕ คือ “วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ปฐมฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๒) “ทุติยฌาน” มีองค์ฌาน ๓ ได้แก่ “ปีติ–สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานทีมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์  เป็นไปในภายใน [เป็นของภายในเฉพาะตน] เป็นธรรมชาติผ่องใส [ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง] เพราะวิตกวิจารสงบ [ระงับ เข้าไประงับ ดับไป ดับไปอย่างราบคาบถูกทำให้พินาศไป ถูกทำให้พินาศไปด้วยดี ถูกทำให้เหือดแห้ง ถูกทำให้เหือดแห้งด้วยดี ถูกทำให้มีที่สุดปราศไปแล้ว] เป็นธรรมเอกผุดขึ้นแก่ใจ  [ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ] ไม่มีวิตก [ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ = วิตก] ไม่มีวิจาร  [ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณาอารมณ์ ความที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งดูอารมณ์อยู่เนืองๆ = วิจาร] มีแต่ปีติและสุขอัน เกิดแต่สมาธิ  [ความผ่องใส ปีติ สุข เอกัคคตาแห่งจิต เกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้ว ปรากฏแล้ว ในสมาธินี้] อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๓ คือ “ปีติ–สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ทุติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือเรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๓) “ตติยฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “สุข–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย จึงเป็นผู้มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ และเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ซึ่งเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า เป็นผู้มีจิตเป็นอุเขกขา มีสติ อยู่เป็นสุข ดังนี้ อยู่ ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “สุข–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “ตติยฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

(๔) “จตุตถฌาน” มีองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

“ภิกษุในศาสนานี้ เจริญมรรคปฏิปทา เพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราละสุขและทุกข์ได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับสนิทในก่อน มีสติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา อยู่ในสมัยใด ฌานมีองค์ ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” มีในสมัยนั้น นี้เรียกว่า “จตุตถฌานกุศล” ธรรมทั้งหลายที่เหลือ เรียกว่า ธรรมที่สัมปยุตด้วยฌาน”

 

“อรูปฌาน ๔” หมายถึง ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน ฌานที่เป็นอรูปาวจร นั่นคือ “อรูปฌาน” ภพของสัตว์ผู้เข้าถึง “อรูปฌาน” คือ ภพของอรูปพรหม ได้แก่

(๑)  “อากาสานัญจายตนะ” —ฌานอันกำหนดอากาศคือช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากาสานัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สิ่งที่มองเห็น คือ ชาตินี้–ทันเห็น] นั่นคือ —“อากาศ” คือ ธรรมชาติอันนับว่าอากาศ ความว่างเปล่า ธรรมชาติอันนับว่าความว่างเปล่า ช่องว่าง ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง อันมหาภูตรูป ๔ ไม่ถูกต้องแล้ว อันใด นี้เรียกว่า “อากาศ” ภิกษุตั้งจิตไว้ ตั้งจิตไว้ด้วยดี แผ่จิตไปไม่มีที่สุดในอากาศนั้น ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อากาศไม่มีที่สุด”

(๒)“วิญญาณัญจายตนะ” —ฌานอันกำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในวิญญาณัญจายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม [สภาวะหรือเรื่องซึ่งเห็นได้ คือ ปัจจุบัน] นั่นคือ  —ภิกษุ พิจารณาอากาศอันวิญญาณถูกต้องแล้วนั้นแล แผ่จิตไปไม่มีที่สุด ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณไม่มีที่สุด”

(๓) “อากิญจัญญายตนะ” —ฌานอันกำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆ เป็นอารมณ์แห่งกรรมฐาน หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือ จิตและเจตสิกของผู้เข้าอากิญจัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในอากิญจัญญายตนภูมิ หรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ     —ภิกษุพิจารณาเห็นว่า วิญญาณนั้นแลไม่มี ไม่ปรากฏ อันตรธานไป น้อยหนึ่งไม่มี ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “วิญญาณน้อยหนึ่งไม่มี”  

(๔) “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” —ฌานอันเข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ หรือภพของผู้เข้าถึงฌานนี้ หรือจิตและเจตสิกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือของผู้อุปบัติในเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิหรือของพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม นั่นคือ  —ภิกษุพิจารณาอากิญจัญญายตนฌานนั้นแล โดยความสงบ เจริญสมาบัติอันมีสังขารเหลืออยู่ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “มิใช่ผู้มีสัญญาและมิใช่ผู้ไม่มีสัญญา” (คล้ายว่า “ไม่มีความทรงจำนึกคิดเหลืออยู่” พอ “เข้านิโรธสมาบัติ” ความทรงจำ–สัญญา กับความรู้สึก–เวทนา ก็หายไปหมดเลย)

 

“อนุปัสสนา ๗” หมายถึง “อธิจิตตสิกขา” (สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ) ที่เป็นปทัฏฐานใน “อธิปัญญาสิกขา” (สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ)ต่อไป ที่ประกอบด้วย “ปัญญาสมาธิ” กับ “ปัญญาวิปัสสนา” ด้วยกิริยาที่ว่า “การตามเห็น–การพิจารณาเนืองๆ” คำว่า “วิปัสสนา” คือ “ความเห็นแจ่มแจ้ง” เพราะอรรถว่า “ประกอบด้วยวิปัสสนา” (วิปสฺสนาย สมนฺนาคโต) ทั้ง ๗ ประการ อย่างไรก็ตาม คำนิยามในคำว่า “อนุปัสสนา” นั่นคือ “มีสัมปชัญญะ” ด้วย “โยนิโสมนสิการ” (การคิดอย่างถูกวิธีแห่งปฏิจจสมุปบาท) ดังนี้ 

 

(๑) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก (๒) ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

บุคคลผู้ประกอบด้วย “อนุปัสสนา ๗” ดีแล้ว ย่อมพิจารณาธรรมทั้งหลายแห่งเบญจขันธ์ด้วย “วามเห็นแจ่มแจ้งเป็นสัมมาทิฏฐิ” เป็นการพ้นชั่วคราวจากกิเลส ที่เรียกว่า “ตทังควิมุตติ” เพราะกำหนดด้วยสามารถเป็นข้าศึกของธรรมนั้นๆ เอง เพราะพ้นจาก (๑) นิจจสัญญา (๒) สุขสัญญา (๓) อัตตสัญญา (๔) ความเพลิดเพลิน (๕) ราคะ (๖) สมุทัย และ (๗) ความถือมั่น เหล่านั้น อนึ่ง “อนุปัสสนา ๓” ได้แก่ (๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การเห็นว่าไม่เที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ ความเห็นว่าเป็นทุกข์ (๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตน ถือเป็น “ยถาภูตญาณ” คือ ปัญญาหยั่งรู้ตามเป็นจริง ที่เรียกว่า “ญาณวิโมกข์” (ปัญญาหลุดพ้น) นั่นคือ “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ”“ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ”“อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ซึ่งหมายถึง “วิโมกขมุข” คือ “ทางแห่งวิโมกข์ ๓” ได้แก่

(๑) “สุญญตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยเห็นความว่างหมดความยึดมั่น อาศัยอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส โดยปฏิสังยุตด้วย “สุญญตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนัตตลักษณะ

(๒) “อนิมิตตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ถือนิมิต อาศัยอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปัลลาสนิมิต โดยปฏิสังยุตด้วย “อนิมิตตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดอนิจจลักษณะ

(๓) “อัปปณิหิตวิโมกข์” คือ หลุดพ้นด้วยไม่ทำความปรารถนา อาศัยทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ โดยปฏิสังยุตด้วย “อัปปณิหิตสมาธิ” คือ สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนาได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกำหนดทุกขลักษณะ

 

 

ฉะนั้น การเจริญ “อนุปัสสนา ๗” คือ การพิจารณาเบญจขันธ์ หรือนามรูปอยู่เนืองๆ ย่อมละจากวัฏฏะได้ชั่วคราว จึงต้องพิจารณาอยู่บ่อยๆ เพื่อกำหนดสติและสัมปชัญญะให้บริสุทธิ์ด้วยสมาธิและปัญญา ย่อมเกิดปัญญาทั้งในสมาธิและวิปัสสนา ได้แก่ (๑) “ชวนปัญญา” ปัญญาเร็ว (๒) “นิพเพธิกปัญญา” ปัญญาทำลายกิเลส (๓) “มหาปัญญา” ปัญญามาก (๔)  “ติกขปัญญา” ปัญญาคมกล้า (๕) “วิบูลปัญญา” ปัญญากว้างขวาง (๖)  “คัมภีรปัญญา” ปัญญาลึกซึ้ง (๗)   “อัสสามันตปัญญา” ปัญญาไม่ใกล้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การเห็นว่าไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ความเห็นว่าเป็นทุกข์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตน

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ความเห็นด้วยความเบื่อหน่าย

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ความเห็นในการปราศจากราคะ

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุทัยความเป็นเหตุเกิด ความเห็นในการดับทุกข์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ความเห็นในการสละทิ้ง

 

“อนุปัสสนา ๑๐” หมายถึง การพิจารณาเห็นแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลาย อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การเห็นว่าไม่เที่ยง ย่อมเป็น “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ ความเห็นว่าเป็นทุกข์ ย่อมเป็น “ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตน ย่อมเป็น “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ ความเห็นด้วยความเบื่อหน่าย ย่อมเป็น “นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ ความเห็นในการปราศจากราคะ ย่อมเป็น “วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ ความเห็นในการดับทุกข์ ย่อมเป็น “นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ ความเห็นในการสละทิ้ง ย่อมเป็น “ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๘) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ ความเห็นในความไม่มีเครื่องหมาย ย่อมเป็น “อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๙) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ ความเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง ย่อมเป็น “อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ”

(๑๐) “สุญญตานุปัสสนา” คือ ความเห็นในความว่างเปล่า ย่อมเป็น “สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ”

 

 

อย่างไรก็ตาม ให้เปรียบเทียบกับขั้นตอนใน “ฌานวิโมกข์” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“ฌานวิโมกข์” แสดงลำดับขั้นการปฏิบัติจำนวน ๑๙ ขั้น ดังนี้

(๑) เนกขัมมะ เกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน 

(๒) เนกขัมมะ เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๓) ธรรม เกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๔) ความไม่พยาบาท เกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๕) ความไม่พยาบาท เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

(๖) อาโลกสัญญา เกิด เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน [จิตสว่างไสวตลอดแม้วันหรือคืน]

(๗) ความไม่ฟุ้งซ่าน เกิด เผาอุทธัจจะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๘) การกำหนดธรรม เกิด เผาวิจิกิจฉา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๙) ญาณ เกิด เผาอวิชชา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๐) ความปราโมทย์ เกิด เผาอรติ [ความไม่ยินดีด้วยริษยา] เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๑) ปฐมฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน                                 

(๑๒) ทุติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๓) ตติยฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๔) จตุตถฌาน เกิด เผานิวรณ์ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๕) โสดาปัตติมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน       

(๑๖) สกทาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๗) อนาคามิมรรค เกิด เผากิเลส เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๘) อรหัตตมรรค เกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน

(๑๙) ฌาน (อรหัตตผลสมาบัติ) เกิด พ้นไป–เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็น ฌานวิโมกข์

 

ข้อสังเกต: สภาวะที่ธรรมทั้งหลายมารวมกันเป็น “ธรรมสามัคคี” (ญาณสัมปยุตต์) ระหว่าง “สมถภาวนา” (ปัญญาในสมาธิ) กับ “วิปัสสนาภาวนา” (ปัญญาในวิปัสสนา) นั้น ย่อมมีทั้งการสัมปยุตต์กันระหว่าง “ฌานวิโมกข์–เจโตวิมุตติ” (ฝ่ายสมาธิ) กับ “ญาณวิโมกข์–ปัญญาวิมุตติ” (ฝ่ายวิปัสสนา) นั่นคือ ธรรมทั้งหลายต่างเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน คือ ธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้นพร้อมกันเป็นธรรมดา และมีความดับไปเป็นธรรมดา (สหวุตติ–เอกภาพพร้อมกันแห่งโครงสร้างและระบบทั้งรูปธรรมกับอรูปธรรม หรือสมถะกับวิปัสสนา ๑ เอกุปปาทะ–ความเกิดพร้อมกัน ๑ เอกนิโรธะ–ความเสื่อมดับพร้อมกัน ๑ เอกนิสสยะ–นามรูป–ภาวะแห่งหน่วยรวมเดียวกัน ๑) ซึ่งธรรมแต่ละอย่างรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน

 

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป 

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง 

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ 

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป

 

 

เพื่อให้เกิดความเข้าใจขั้นตอนวิปัสสนาที่ถูกต้องตามเป็นจริง ให้พิจารณารายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงใน “ขันธ์ ๕” หรือ ธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งความไม่เที่ยงนั้น “อนิจจตา–อนิจจลักษณะ” ความที่เบญจขันธ์เหล่านั้นเกิดเสื่อมและเป็นอย่างอื่น หรือเป็นแล้วไม่เป็น หรือแสดงในนัยที่ว่า การไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นของสัตว์ทั้งหลายที่เกิดแล้วแตกไปโดยการทำลายแห่งขณะ ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์” และอีกนัยหนึ่ง “อนิจจานุปัสสนา” ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” (ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นสังขารเป็นทุกข์ เห็นสภาพแห่งทุกข์ “ทุกขตา–ทุกขลักษณะ” ซึ่งมีกำลังแห่งวิปัสสนาพละ เพราะอาศัยสมาธินทรีย์ ย่อมชำแรก ย่อมทำลาย “ปณิธิแห่งขันธ์ ๕” ความละสุขสัญญา ย่อมสำเร็จได้ด้วยทุกขานุปัสสนา ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์” เพราะฉะนั้น ทุกขานุปัสสนาย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ นั่นคือ “อนุโลมขันติ” ซึ่งเป็นการนับได้ว่าเป็นเรื่องความอดทนในสภาพแห่งทุกข์ด้วย “อาการ ๔๐” ดังนี้

 

พิจารณาเห็น “เบญจขันธ์–ขันธ์ ๕–นามรูป” โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑

เป็นทุกข์ ๑เป็นโรค ๑ เป็นดังหัวฝี ๑ เป็นดังลูกศร ๑ เป็นความลำบาก ๑

เป็นอาพาธ ๑ เป็นอย่างอื่น ๑ เป็นของชำรุด ๑ เป็นเสนียด ๑ เป็นอุบาทว์ ๑

เป็นภัย ๑ เป็นอุปสรรค ๑ เป็นความหวั่นไหว ๑ เป็นของผุพัง ๑ เป็นของไม่ยั่งยืน ๑

เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ๑ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ๑ เป็นของไม่เป็น

ที่พึ่ง ๑ เป็นของว่าง ๑ เป็นของเปล่า ๑ เป็นของสูญ ๑ เป็นอนัตตา ๑

เป็นโทษ ๑ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ๑ เป็นของหาสาระมิได้ ๑

เป็นมูลแห่งความลำบาก ๑ เป็นดังเพชฌฆาต ๑ เป็นความเสื่อมไป ๑ เป็น

ของมีอาสวะ ๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ เป็นเหยื่อแห่งมาร ๑ เป็นของ

มีความเกิดเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ

ป่วยไข้เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ

เศร้าโศกเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความ

คับแค้นใจเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ๑ เมื่อ

พิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อ

พิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็น “นิพพานเที่ยง” ย่อมย่างลงสู่

 “สัมมัตตนิยาม” (สัมมัตตะ ๑๐) เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นทุกข์ ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่า ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นสุข ย่อมย่างลงสู่ “สัมมัตตนิยาม” นั่นคือ ภาวะที่ถูกต้องแน่นอนตามธรรมดา ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ–กำหนดแห่งธรรมดา”

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน โดยพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตาอย่างนี้ว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอาศัยปัจจัย เพราะไม่อยู่ในอำนาจ และเพราะไม่เชื่อฟัง พิจารณาเห็นความพ้นจากดวามถือมั่นโดยความเป็นตัวตน ที่เรียกว่า “อัตตาภินิเวส” ซึ่งเป็นการมนสิการสภาวธรรมอันประกอบด้วยจิตมากด้วยญาณของผู้เห็นอนัตตลักษณะอันลึกซึ้ง ซึ่งคนภายนอกไม่เห็น จิตมากด้วยความยินดีของผู้ยินดีว่า เห็นอนัตตลักษณะที่โลกพร้อมทั้งเทวโลกยังไม่เห็น ที่เรียกว่า “เวทพหุลํ” นั่นคือ การพิจารณาใน “สุญญตธาตุ” (สุญญตานุปัสสนา) คือ ที่เกิดขึ้นใน “นิพพานธาตุ” กล่าวคือ “สุญญตา” โดยความปรากฏโดยอาการที่เป็นของสูญ เพราะจิตน้อมไปในนิพพาน ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์” และอีกนัยหนึ่ง “อนัตตานุปัสสนา” (การพิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา) บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” ให้บริบูรณ์ เพราะการถึงความเจริญด้วยเห็นความเป็นของสูญเป็นการถึงความยิ่งใหญ่ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม”

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลาย “เปลื้องปล่อยจิต” จากความเพลิดเพลิน (นันทิ) นั่นคือ พ้นจาก “นันทิสัญญา” (ความสำคัญโดย ความยินดี ความติดใจเพลิดเพลิน ความระเริง ความสนุก ความชื่นมื่น)  พ้นจากดวามถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน พ้นจาก “กามุปาทาน” (อุปาทาน ๑) ด้วยปัญญาเห็นธรรม ในความปรากฏของสังขารทั้งหลาย ที่เป็นของน่ากลัว ที่เรียกว่า “ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา” ซึ่งประกกอบด้วย (๑) “ภยตูปัฏฐานญาณ”  (ข้อ ๓ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาหยั่งเห็นสังขารปรากฏโดยอาการเป็นของน่ากลัว เพราะสังขารทั้งปวงนั้น ล้วนแต่จะต้องแตกสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น (๒) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ”  (ข้อ ๓ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ปรีชาคำนึงเห็นโทษของสังขารว่ามีข้อบกพร่องระคนด้วยทุกข์ และ (๓) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ”  (ข้อ ๕ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาคำนึงถึงสังขารด้วยความหน่าย เพราะมีแต่โทษมากมาย แต่ไม่ใช่ทำลายตนเองเพราะเบื่อสังขาร) ซึ่งญาณในวิปัสสนาทั้ง ๓ นี้ มีลักษณะในความหมายอย่างเดียวกัน และ “ญาณ ๓” เหล่านี้ หมายถึง “นิพพิทานุโลมญาณ” เพราะอนุโลมโดยความอนุกูลของ “นิพพิทาญาณ” ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “นิพพิทานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์” และในอีกแง่หนึ่ง “นิพพิทานุปัสสนา” บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว  ย่อมยัง “ติกขปัญญา” (ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด สำรอกกิเลสตัณหา ความพ้นจาก “ราคสัญญา” ได้แก่ “วิราคานุปัสสนา” และ “มรรค” (อริยมรรค ๔) อันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเห็นทั้งสองอย่างนั้น ซึ่งเป็นธรรมที่ละเอียดประณีต แล้วพึงทราบว่า  ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนาแม้สองอย่าง “หายใจเข้า” และ “หายใจออก” ย่อมศึกษาว่าเราจักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้าหายใจออก ฉะนั้น วิราคานุปัสสนาย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์ ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “วิราคานุปัสสนายถาภูตญาณ” (วิราคานุปัสสนาญาณ) ย่อมทำให้พ้นจากความหลง ความถือมั่น ความยึดมั่น โดยความกำหนัด กามุปาทาน (อุปาทาน ๑) จากความไม่รู้ (อวิชชา) เพราะเหตุนั้นจึงเป็น “ญาณวิโมกข์” และในอีกนัยหนึ่ง “วิราคานุปัสสนา” บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ ก็ลึกซึ้งสามารถเห็นความดับทั้งปวง ด้วยลักษณะของความเสื่อมระคนทุกข์และความแปรปรวน ย่อมพ้นจากเครื่องหมาย นิมิต เหตุปัจจัย หรือที่ตั้งโดย “ความเป็นเหตุเกิด” จิตไม่หวั่นไหวในสมุทัย สลัดออกไปจาก “สมุทัย–ทุกขสมุทัย” อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ คือ ดับกิเลสทั้งหลายได้ด้วย “นิโรธานุปัสสนา” และ “ผล” (อริยผล ๔) ซึ่งเป็นธรรมที่ละเอียดประณีต ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “นิโรธานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็น “ญาณวิโมกข์” ฉะนั้น “นิโรธานุปัสสนา” ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์ หรือพิจารณาเห็นความสละคืน ซึ่งประกอบด้วย ๒ อย่าง คือ สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะการแล่นไป ซึ่งเป็นชื่อของ “วิปัสสนามรรค” เพราะวิปัสสนาย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธาภิสังขารด้วยสามารถแห่งตทังคะ ย่อมแล่นไปเพราะเห็นโทษแห่งสังขตธรรม และเพราะน้อมไปในนิพพานอันตรงกันข้ามกับโทษแห่งสังขตธรรมนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สละคืนเพราะบริจาค และสละคืนเพราะแล่นไป มรรคย่อมสละกิเลสทั้งหลายพร้อมขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจแห่งการตัดขาด ย่อมแล่นไปในนิพพานด้วยการทำให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น คือ สละคืนเพราะบริจาค สละคืนเพราะแล่นไป  ดัง ผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความสละคืน) แม้สองอย่างนั้น หายใจเข้าและหายใจออกย่อมศึกษาว่า ก็จักเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า หายใจออก ในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “ปฏินิสสัคคานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็น “ญาณวิโมกข์” ฉะนั้น “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” (ปัญญาไม่ใกล้) ให้บริบูรณ์

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป ได้แก่ การเห็นและการรู้ ความดับแห่งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัจจุบันธรรมที่เกิดขณะนั้น และการเห็นและการรู้ ความดับแห่งจิตและเจตสิกอันมีขันธ์เป็นอารมณ์ในลำดับ ความดับแห่งขันธ์นั้นๆ ซึ่งในความเป็นจริง ก็คือ “ความดับแห่งกิเลส” (ขันธ์ ๕ ที่มีกรรมครอบครอง มีวิบาก ประกอบด้วยสังสารทุกข์)

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป ได้แก่ การเห็นการรู้ความดับแห่งขันธ์ในอดีตอนาคตอันสืบเนื่องกันไปกับขันธ์นั้น ในลำดับแห่งการเห็นและการรู้ความดับแห่งขันธ์ในปัจจุบัน กล่าวคือ เห็นอนิจจังที่เกิดในกาลทั้ง ๓ ซึ่งระคนด้วยทุกข์หรือสังสารทุกข์

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน แห่งขันธ์ทั้งปวงว่า ขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน นั่นคือ ในกาลทั้ง ๓ (อัทธา ๓) แม้ทั้งหมดมีความแปรปรวน เพราะน้อมไปใน “นิโรธ” อันได้แก่ ความดับนั้น กล่าวคือ “เห็นไตรลักษณ์” ซึ่งเป็น “สามัญลักษณะ” ในขันธ์ทั้งหลายแห่งสังขารธรรมหรือสังขตธรรมซึ่งระคนด้วยทุกข์ (ทุกขตา) อันเกิดจากความไม่รู้แห่งอวิชชา และ กิเลสตัณหา ตามหลักปฏิจจสมุปบาท

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย ได้แก่ “อนิจจานุปัสนา”  การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง–อนิจจตา–อนิจจลักษณะ) ของผู้เห็นความแปรปรวนของสังขารทั้งปวงอย่างนี้แล้ว ฉะนั้น การพิจารณาเห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยง ชื่อว่า “อนิมิตฺตานุปสฺสนา” เพราะไม่มีเครื่องหมายอันเป็นความเที่ยง ด้วยการละเครื่องหมายอันเป็นความเที่ยงเสียได้ และในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อนิมิตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิตว่าเป็นของเที่ยง ยั่งยืนถาวร ไม่แตกสะลาย จากความไม่รู้  เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง  ได้แก่ การพิจารณาเห็นทุกข์ (ทุกขัง–ทุกขตา–ทุกขลักษณะ) อันเป็นไปในลำดับแห่ง “อนิจจานุปัสสนา” ชื่อว่า “อปฺปณิหิตานุปสฺสนา” เพราะไม่มีที่ตั้ง ไม่ใช่สรณะที่พึ่ง ไม่ใช่ที่อาศัยแห่งจิต ด้วยการละความปรารถนาสุข และในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “อัปปณิหิตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้  เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า ความไม่มีแก่นสาร ความไม่ใช่ตน ความไม่ใช่เรา ได้แก่ การพิจารณาเป็น “อนัตตา–อนัตตตา–อนัตตลักษณะ” อันเป็นไปในลำดับแห่ง “ทุกขานุปัสนา” ชื่อว่า “สุญฺญตานุปสฺสนา”  เพราะเห็นความเป็นของว่างเปล่าจากตน ด้วยการละความยึดมั่นตัวตน ด้วยการถอน “อัตตาภินิเวส” และในขณะเดียวกัน การเจริญวิปัสสนาจนบรรลุถึง “สุญญตานุปัสสนายถาภูตญาณ” ย่อมทำให้พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้  เพราะเหตุนั้น จึงเป็น “ญาณวิโมกข์”

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ได้แก่ วิปัสสนาเป็นไปเพราะถือความว่างเปล่าด้วยการดับว่า สังขารที่เห็นแล้วๆ เล่าๆ ซึ่งความดับของสังขารอย่างนี้ แล้วพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ย่อมดับไป ด้วยเห็นถึงสภาวะแห่ง “อนัตตา–อนัตตตา–อนัตตลักษณะ” นอกจากความดับของสังขาร ย่อมไม่มีอะไรอื่น เป็นความว่าง เป็นสุญญตา ไม่มีตัวตน ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนาด้วย “อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนา” นั้น ทำให้ได้ข้อสรุปว่า “อธิปญฺญา จ ธมฺเมสุ จ วิปสฺสน” หมายถึง อธิปัญญาและความเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลาย เพื่อที่จะดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เพราะหมดสิ้นข้อสงสัย (เห็นสมุทัยสัจจ์) ซึ่งทำให้เกิด “ยถาภูตญาณ–ธรรมฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ” (ปรีชาหยั่งรู้สรรพสิ่งตามที่เป็นจริง–ความตั้งแน่นอนแห่งกำหนดธรรมดา–ความปลูกฝังในสัมมาทิฏฐิ)  ในขณะเจริญธรรม “วิสุทธิ ๗” ในข้อ ๔ นั่นคือ “กังขาวิตรณวิสุทธิ” ได้แก่ “ภยตูปัฏฐานญาณ” (ข้อ ๓ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๔ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาญาณอันคำนึงเห็นโทษของสังขารทั้งหลาย “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” (ข้อ ๕ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ปรีชาญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย อันเป็นไปแล้วว่า “สภยา สงฺขารา” หมายถึง “สังขารทั้งหลายน่ากลัว” เพราะเห็นความดับแล้วๆ เล่าๆ อยู่เรื่อยไป ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหรือ “อุปนิสสยปัจจัย” ที่เกื้อกูลให้เกิด “มุญจิตุกัมยตาญาณ” (ข้อ ๖ ในวิปัสสนาญาณ ๙) คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารทั้งหลาย

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ ได้แก่ การเห็นการรู้โทษ ด้วย “ภยตูปัฏฐานญาณ” อันเกิดขึ้นแล้วในภพทั้งปวง เป็นต้น เมื่อกล่าวถึง “อาทีนวานุปสฺสนา” (ข้อ ๔ ในวิปัสสนาญาณ ๙) เป็นอันกล่าวถึง “นิพพิทานุปัสนา” หมายถึง การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย เพราะบาลีว่าธรรมเหล่านี้ คือ “ภยตูปัฏฐานญาณ–อาทีนวญาณ–นิพพิทาญาณ” มีอรรถความหมายอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีพยัญชนะเท่านั้นต่างกัน

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง ได้แก่ “อนิจจานุปัสนาญาณ–ทุกขานุปัสนาญาณ–อนัตตานุปัสนาญาณ” (ปัญญาเห็นไตรลักษณ์–ปัญญาตรัสรู้) เกิดขึ้นด้วย “มุญฺจิตุกัมยตาญาณ” (ข้อ ๖ ในวิปัสสนาญาณ ๙) หมายถึง ปรีชาคำนึงถึงด้วยความใคร่จะพ้นไปเสีย กระทำอุบายเพื่อพ้น กำหนดรู้ด้วย “ปฏิสังขานุปัสนา”  (ข้อ ๗ ในวิปัสสนาญาณ ๙) ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง “ปฏิสังขานุปัสนา” เป็นอันกล่าวถึง “มุญจิตุกัมยตาญาณ” และ “สังขารุเบกขาญาณ” (ข้อ ๘ ในวิปัสสนาญาณ ๙) หมายถึง ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยในสังขารเพราะรู้เห็นด้วยปัญญาในวิปัสสนา อย่างไรก็ตาม ธรรมเหล่านี้ ได้แก่ “มุญจิตุกัมยตาญาณ–ปฏิสังขานุปัสนาญาน–สังขารุเบกขาญาณ” มีอรรถความหมายอย่างเดียวกัน

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป ได้แก่ “โคตรภูญาณ” (ข้อ ๑๓ ในโสฬสญาณ–ญาณ ๑๖) หมายถึง ญาณซึ่งเป็นลำดับแห่งอริยมรรค เกิดขึ้นด้วย “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” (ข้อ ๙ ในวิปัสสนาญาณ ๙) หมายถึง ญาณอันสมควรแก่การกำหนดหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ ต่อจากนั้น ก็จะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ–มัคคญาณ–มรรค ๔” ให้สำเร็จ “ความเป็นอริยบุคคล” ต่อไป ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง “โคตรภูญาณ” เป็นอันกล่าวถึง “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” ด้วย เพราะ “โคตรภูญาณ” สำเร็จด้วย “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” เพื่อเป็นบาทฐานแห่งอริยมรรค ๔ อริยผล ๔ และ นิพพาน ๑ ที่เรียกว่า “โลกุตตรธรรม ๙” ซึ่งเป็นมหาปัญญาแห่งพระพุทธศาสนา

 

“ญาณ ๑๖” (Insights) หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ ความหยั่งรู้ อันเป็นความสามารถรู้เห็นในภูมิแห่งวิปัสสนา นั่นคือ ญาณในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” —ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” —ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป 

(๓) “สัมมสนญาณ” —ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ 

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับไปแห่งขันธ์ ๕ 

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความสลายไปหมดของสังขารทั้งหลาย

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” —ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว 

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นโทษ

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย 

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” —ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย  

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงพิจารณาทบทวนเพื่อหาทาง 

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร 

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” —ญาณยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๑๓) “โคตรภูญาณ” —ญาณครอบโคตร

(๑๔) “มัคคญาณ” —ญาณในอริยมรรค 

(๑๕) “ผลญาณ” —ญาณในอริยผล 

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” —ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน 

 

 

อย่างไรก็ตาม ในสัมมาปฏิปทาแห่ง “ญาณ ๑๖” นั้น มีลำดับธรรมที่คั้นระหว่าง “วิชชา ๓” พร้อมด้วย “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) และ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) กับ “โลกุตตรธรรม ๙” อยู่ ที่เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๑๐” (ข้อ ๓–๑๒ ในญาณ ๑๖) แต่ถ้าแยก “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๔ ในญาณ ๑๖) ออกไปรวมอยู่ด้วย เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) หรืออีกนัยหนึ่ง เรียกว่า “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ก็ได้ ซึ่งหมายถึง “วุฏฐานคามินีปฏิปทา” หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติเพื่อออกจากสังขารทั้งหลาย หรือ “ขันธ์ ๕–นามรูป” เพื่อให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค ดังนี้

 

“วิปัสสนาญาณ ๑๐” หมายถึง ลำดับการวิปัสสนาเพื่อดับนามรูปให้เข้าถึงกระแสแห่งอริยมรรค ที่เรียกว่า “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ซึ่งญาณทั้งหมดจะเป็นบาทวิถีให้แก่ “โคตรภูญาณ” (ข้อ ๑๓ ในญาณ ๑๖) เพื่อครอบโคตรจากปุถุชนไปเป็น “อริยบุคคล” คือ “อริยมรรค ๔” ได้แก่

(๑) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์

(๒) “อุทยัพพยญาณ” คือ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป

(๓) “ภังคญาณ” คือ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา

(๔) “ภยญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

(๕) “อาทีนวญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นโทษ

(๖) “นิพพิทาญาณ” คือ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

(๗) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย

(๘) “ปฏิสังขาญาณ” คือ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง

(๙) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขารด้วยเกิดปัญญาตามจริง

(๑๐) “อนุโลมญาณ” คือ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

 

 

ฉะนั้น ปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การศึกษาค้นคว้า เนื้อหาสาระในพระธรรมนี้ เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาตั้งใจด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ให้ถึงพร้อมด้วยบริบูรณ์และไพบูลย์ยิ่ง (โยนิโสมนสิการ) ย่อมเกิดปัญญา คือ ความรอบรู้ และเกิดญาณ คือ ความรู้แจ้ง ที่เรียกว่า “สุตมยญาณ” ซึ่งเป็นสมุฏฐานในการต่อยอดปัญญา เพราะเกิดกระบวนการคิดที่ถูกหลักวิธีตาม “ธัมมฐิติญาณ–สัมมทัสสนะ” (ความรู้ในปัจจยาการ) นั่นคือ การเจริญธรรมโดย “โยนิโสมนสิการ” อันสืบเนื่องในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกวิปัสสนาภูมิก็ตาม เรียกว่า “จินตามยญาณ” (โพธิปักขิยธรรม ๓๗ อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘) หรือ “อนุปัสสนาญาณ ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” ตามด้วย “ปัญญา ๓” ได้แก่ “ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา” ที่เรียกว่า “สัมมสนญาณ” หมายถึง ปัญญาพิจารณารู้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์นั้น ย่อมเกิดจาก “อนิจจานุปัสสนา–ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว เพราะความไม่เที่ยงตามทัน จึงถอนวิปลาสนิมิต ชื่อว่า “ความไม่เที่ยง” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) โดยมีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นที่สุด (๒) โดยความแปรปรวนไป (๓) โดยความเป็นของชั่วคราว (๔) โดยปฏิเสธความเที่ยง (๒) “ทุกขานุปัสสนา–นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส เพราะกิเลสเป็นเหตุแห่งความแปรปรวน จึงถอนตัณหาปณิธิ ชื่อว่า “ความเป็นทุกข์” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ (๑) โดยความเป็นของบีบคั้นเนืองๆ (๒) โดยความเป็นของทนได้ยาก (๓) โดยเป็นวัตถุตั้งแห่งทุกข์ (๔) โดยปฏิเสธความสุขและ (๓) “อนัตตานุปัสสนา–มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก เพราะประจักษ์แล้วในความถือมั่นในตัวตนไม่เป็นจริง จึงถอนอัตตาภินิเวส ชื่อว่า “ความเป็นอนัตตา” ด้วยเหตุ ๔ อย่าง ได้แก่ คือ (๑) โดยความเป็นของสูญ (๒) โดยความไม่มีเจ้าของ (๓) โดยเป็นสิ่งที่ควรทำตามชอบใจไม่ได้ (๔) โดยปฏิเสธต่ออัตตา

 

อย่างไรก็ตาม ในการเจริญภาวนานั้น ปัญญาย่อมเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน นั่นคือ (๑) การเจริญสมถภาวนา ย่อมเกิดปัญญาในสมาธิ ที่เรียกว่า “ทัสสนะ–ญาณทัสสนะ” และ (๒) การเจริญวิปัสสนาภาวนา ย่อมเกิดปัญญาในวิปัสสนา หรืออีกนัยหนึ่ง ในบรรดาสัมปยุตต์ธรรม ที่เรียกว่า “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” (ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้หรืออริยมรรค) นั้น เริ่มต้นด้วย “สติปัฏฐาน ๔” ซึ่งประกอบด้วย “อนุปัสสนา ๔” คือ การพิจารณาอยู่เนืองๆ การเห็นแจ้งอยู่เนืองๆ เป็นรักษาอารมณ์แห่งกรรมฐานไว้อย่างสืบเนื่อง ได้แก่  (๑) กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนา–สติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนา–สติปัฏฐาน และ (๔) ธัมมานุปัสสนา–สติปัฏฐาน ตามลำดับ นั่นคือ ในแต่ละฐานที่ตั้งแห่งสตินั้น ต้องเจริญด้วย “อนุปัสสนาญาณ ๓: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา” ในขณะเดียวกันนั้น ย่อมเกิด “ปัญญา ๓” ได้แก่ “ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา” ตามมาด้วยเสมอ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญบุคคลผู้เจริญ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ให้มาก อย่างสมบูรณ์และไพบูลย์ยิ่ง เมื่อ “สติ” (สติปัฏฐาน ๔) มีความมั่นคง ด้วยบริสุทธิ์ด้วยสัมมาสมาธิ (คำไวพจน์: สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ) นั่นคือ “เอกัคคตาแห่งสมาธิ” (รูปฌาน ๔: ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน) “สัมปชัญญะ” ก็ย่อมคมชัด ที่เรียกว่า “สัมปชัญญะ ๔” ได้แก่ (๑) “สาตถกสัมปชัญญะ” รู้ชัดว่ามีประโยชน์ หรือตระหนักว่าตรงตามจุดหมาย (๒) “สัปปายสัมปชัญญะ” รู้ชัดว่าเป็นสัปปายะ หรือตระหนักว่าเกื้อกูลเหมาะกัน (๓) “โคจรสัมปชัญญะ” รู้ชัดว่าเป็นโคจร หรือระหนักในแดนงานของตน (๔) “อสัมโมหสัมปชัญญะ” รู้ชัดว่าไม่หลง หรือตระหนักในตัวสภาวะ ไม่หลงใหล ไม่สับสนฟั่นเฟือน ให้พิจารณาถึงคำไวพจน์ของ “สัมปชัญญะ” ดังนี้

 

(๑) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก (๒) ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

เพราะฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา” นั้น ย่อมเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม ถ้าไม่มีทั้ง “สติ” (ฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ) และไม่มีทั้ง “สัมปชัญญะ” (ลุ่มหลง–สัมโมหะ) ก็คงจะเป็นบ้าเสียสติ มาปฏิบัติธรรมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็รอวันเผาอย่างเดียว มิฉะนั้น ก็ส่งแดนโรคจิต ความรู้ชัดในเส้นทางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญา ย่อมทำให้เกิดความเชี่ยวชาญฉลาด (โกศล ๓) ที่จะเห็น (๑) รอบรู้ในเหตุแห่งความเจริญ (๒) รอบรู้ในเหตุแห่งความเสื่อม (๓) รอบรู้ในอุบายที่จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนมากที่สุด ซึ่งทำให้เกิดปัญญาแตกฉานตามมา คือ “ปฏิสัมภิทา ๔” อันเป็นปัญญาระดับพระอรหันต์ ซึ่งเป็นบุคคลผู้อยู่ในภาวะที่ถูกต้อง (สัมมัตตะ ๑๐: อริยมรรคมีองค์ ๘–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ) และภาวะที่ยอดเยี่ยม (อนุตตริยะ ๓: ทัสสนานุตตริยะ–ปัญญาเห็นธรรม ปฏิปทานุตตริยะ–อริยมรรคมีองค์ ๘ วิมุตตานุตตริยะ–อรหัตตผลวิมุตติ) ด้วยเหตุนี้ ปัญญาญาณทั้งหลายที่เกิดขึ้นในการบำเพ็ญเพียรภาวนานั้น จะต้องประกอบด้วยความสมบูรณ์ยิ่งด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” กับ “อนุตตริยะ ๓” พร้อมด้วยข้อประพฤติปฏิบัติอย่างถูกหลักธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” ที่ต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น (๑) ความเป็นผู้คงแก่เรียน (พาหุสัจจะ) กับ (๒) ความเป็นผู้ปฏิบัติถูกต้องจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก) จึงเป็นคุณสมบัติยิ่งในการปฏิบัติธรรมในพระธรรมวินัยนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4904588