๗๗. ความรู้อันเป็นปรมัตถสัจจะแห่งกฎธรรมชาติ

         Knowledge of the Absolute Truths with Natural Law

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1216

ความสำคัญของบทความ

 

ผู้ที่มีสามารถเข้าถึง “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” และประกอบกิจด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘ และมีอุบายที่แยบคายในใจแห่ง “โยนิโสมนสิการ” นั้น ย่อมเป็นผู้เกิด “ปัญญาญาณ” ได้ เป็นผู้ที่มีปรีชาหยั่งรู้ใน “สัจจธรรม” โดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “กฎธรรมชาติ” (ไตรสิกขา–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–วิสุทธิ ๗–อริยสัจจ์ ๔) อันเป็น “ความบริสุทธิ์แห่งพุทธปัญญาญาณ” ซึ่งเรียกในพระอภิธรรมว่า “ปรมัตถสัจจะ” เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ ไม่ข้องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ แต่ในทางตรงกันข้าม ความปรารถนาในผลวิบากแห่งการปฏิบัติธรรมนั้น คือ “ปัญญาเห็นธรรม–ปัญญาตรัสรู้” ใน “อารมณ์–ความรู้สึก–ความนึกคิด” ของมนุษย์ ที่เจ้าของกองทุกข์ดังกล่าวนั้น ต้องละสงบระงับสภาวธรรมดังกล่าวนั้นให้หมดไปจากจิตใจของตนเอง ฉะนั้น “โยนิโสมนสิการ” จึงเป็นวิธีคิดด้วยอุบายหรือกุสโลบายที่แนบเนียนและแยบคายในใจที่เป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาท ทั้ง “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” และ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” เกิดปัญญาหยั่งรู้เห็นความจริงแห่งนามรูปโดย “ไตรลักษณ์” อันอนุโลมตามสัจจธรรมที่แท้จริง ที่เรียกว่า “อริยสัจจ์ ๔” ฉะนั้น ปัญญาที่เห็นธรรมทั้งหลายว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” นั่นคือ “ความมีปัญญาเห็นความเกิดและความดับแห่งธรรมทั้งหลาย” ซึ่งเป็นการเห็นธรรมชาติอย่างแท้จริง เป็นการเข้าใจ “กฎธรรมชาติอันเป็นปรมัตถสัจจะ” อนึ่ง ความเข้าใจว่า “ความเกิดกับความดับ” โดยไม่เห็นเหตุปัจจัยทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบสำคัญแห่งมูลฐานนั้น ก็คงไม่เพียงพอ ปริศนาธรรมดังกล่าวนี้ ผู้มีปัญญาแตกฉานเบื้องต้น ที่จะเข้าถึงความจริงอันสูงสุดที่อยู่เบื้องหลังแห่ง “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” ที่เรียกว่า “สงสารทุกข์แห่งสังสารจักร” แค่กลุ่มคำข้างหน้าที่กล่าวถึงนี้ ผู้มี “ดวงตาเห็นธรรม” ย่อมรู้ว่าจะต้องทำ “โยนิโสมนสิการ” มากน้อยแค่ไหน ถึงจะเป็นการสงบระงับสภาวะต่างๆ ใน “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” และ “สงสารทุกข์แห่งสังสารจักร” ให้ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งใน คำว่า “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” (พระอรหันต์) ที่เป็นที่ประชุมของสัจจะธรรมแห่งกฎธรรมชาติ ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ และ สัมปยุตตธรรมที่เหลือ (๒) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๓) ไตรลักษณ์ (๔) วิสุทธิ ๗ (๕) อริยสัจจ์ ๔ ลำดับขั้นทั้ง ๕ ประการนี้ จะต้องสัมปยุตต์ด้วยโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” และ (๒) “โลกุตตรธรรม ๙” นั่นคือ “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–นิพพาน ๑” และ “อาสวักขยญาณ” ในอันดับสุดท้ายแห่งพุทธกิจนี้ คือ “ความตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ” นั่นคือ “อนุปาทิเสสนิพพาน” เป็นการตรัสรู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็น “สังขตธรรม” และ “อสังขตธรรม” ด้วยความเป็นสุญญตา นั่นเอง ฉะนั้น คำว่า “อนัตตตา–สุญญตา” ก็คือ “กฎธรรมชาติ” ที่แท้จริงไม่เป็นอย่างอื่น.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความรู้อันเป็นปรมัตถสัจจะแห่งกฎธรรมชาติ

 

ในความรู้โดยปรมัตถ์นั้น คือ ความรู้ทั้งหมดที่เกี่ยวกับธรรมตามที่เป็นจริงในธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ธรรมทั้งปวง” ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตรธรรม ฉะนั้น สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนา ข้อหลักธรรมดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นธรรมทั้งหมดที่ควรรู้ยิ่งและถือเป็นแนวทางหลักในการปฏิบัติธรรม และประการสำคัญ คือ ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติที่เริ่มจากสมมติฐานว่า “ชีวิตคือสงสารทุกข์” ด้วยนัยตามธรรมที่ว่า ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อันดับต่อไป เป็นการพิจารณาถึง “ปรมัตถ์” อันเป็น “สัจจธรรมแห่งกฎธรรมชาติ” ที่เรียกว่า “ธรรม ๓” คือ สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม เมื่อมีความรู้เห็นถูกต้องด้วย “สัมมาทิฏฐิ” ดีแล้ว ย่อมเกิดความต้องการศึกษาพระธรรม ที่พิจารณาเห็นแนวทางแห่งการปฏิบัติอันยิ่งที่ประกอบด้วยปัญญาเป็นหลักในการปฏิบัติธรรมนั้น เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ด้วยข้อประพฤติพรหมจรรย์ หรือข้อปฏิบัติอันประเสริฐ ๘ ประการ เรียกว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค –อริยมรรคมีองค์ ๘” แล้วถือมั่นในการศึกษาวิจัยธรรม ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” ได้แก่ “อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิสกขา–อธิปัญญาสิกขา” เพื่อให้สามารถเข้าถึงการบรรลุความตรัสรู้ “อริยสัจจ์ ๔” ที่ได้นามชื่อว่า “จตุสัจจพุทธะ” (พระอรหันตขีณาสพ = ผู้ประเสริฐพร้อมด้วยอาสวะทั้งหลายสิ้นไปดีแล้ว) องค์ความรู้ที่เป็นสัมปยุตตธรรมในขั้นนี้ ที่ระบุถึง “ความเป็นจิตนิยมและสัจจนิยมแห่งพุทธะ” (Buddhism of Idealism and Realism) อนึ่ง “ความตรัสรู้” (อาสวักขยญาณ–สัมโพธะ: Enlightenment or Illumination = “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” อันเป็นปัญญารู้เห็นตามเป็นจริง: ยถาภูตญาณทัสสนะ) เพราะฉะนั้น ผู้ถือสมณเพศในพระพุทธศาสนาทั้งหลายนั้น ต้องตั้งปณิธานด้วยศรัทธาและฉันทะอันแรงกล้าใน “ความเป็นพระพุทธเจ้า” ไม่ใช่พวกผีบ้าไปถือห่อผ้าเหลืองหลอกชาวบ้าน เมื่อเข้าใจถูกต้องด้วยปัญญาอันเจิดจรัสใน “มัชฌิมาปฏิปทา” นั้น ย่อมเป็นบุคคลผู้ไม่ประพฤติออกนอกลู่นอกทางไปยึด “มิจฉาทิฏฐิ” ฉะนั้น ความรู้จัก “คุณค่าในตนเองด้วยอัตตสัมปทา–ภาวิตัตต์: Self–Actualization” ด้วยนัยว่า จะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรให้เหมาะควรแก่อริยธรรม ไม่เสียเวลากับสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมที่จะมาลบล้างความดีของตน เพราะมีปัญญาประกอบด้วย “อริยทรัพย์ ๗” (Noble Treasures) เป็น “ทุนแห่งปัญญา” (Intellectual Capital) ไว้ดีพร้อมว่าเป็น “พหุการธรรม” คือ ธรรมมีอุปการะมาก (Virtues of Great Assistance) เพราะเป็นกำลังหนุนช่วยส่งเสริมในการบำเพ็ญคุณธรรมต่างๆ ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จได้อย่างกว้างขวางไพบูลย์ เปรียบเหมือนคนมีทรัพย์มาก ย่อมสามารถใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงตนเลี้ยงผู้อื่นให้มีความสุข และบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆ ได้เป็นอันมาก ดังนี้

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ–ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” —ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ

(๒) “ศีล” —การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม

(๓) “หิริ” —ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” —ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” —ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก

(๖) “จาคะ” —ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

(๗) “ปัญญา” —ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ

 

 

ฉะนั้น “ทรัพย์อันประเสริฐ” ดังกล่าวนี้ เป็นคุณสมบัติของสัตบุรุษผู้เป็นพุทธศาสนิกชนหรือพุทธมามกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พุทธบริษัท ๔” (ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา = ธีรชนคนปัญญาล้ำเลิศ) อันมีพร้อมด้วย “วิชชาและจรณะ” เป็นคุณชาติแห่ง “ผู้สืบหน่อพุทธะ” ที่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีประเสริฐแก่ปุถุชนทั่วไป “ความเป็นพุทธะ” (ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน) ย่อมเป็นทางวิถีชีวิตที่ถูกต้องและดีเยี่ยม อันประเสริฐที่สุดของความเป็นมนุษยชาติ ไม่ใช่น่าอับอายที่ท่านทั้งหลายจะประกาศตนว่า “ตนเป็นพุทธะ” ผู้มีค่าเหนือคุณค่าทั้งหมดในโลกพิภพนี้ “ผู้เป็นของแท้ ไม่ใช่ของปลอม” (ผู้สืบทอดพระสัทธรรม) ถ้าบุคคลนั้นได้ปราศจาก “อริยทรัพย์ ๗” ย่อมเข้าถึงคุณบทแห่งบุคคลนี้ได้ยาก เพราะฉะนั้น ให้สำรวจตนเองว่า “ทรัพย์อันประเสริฐ” นี้ มากน้อยแค่ไหนในตน อีกประการหนึ่ง “อริยทรัพย์ ๗” นี้ จะคู่กับ “สัทธรรม ๗” หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษ คุณสมบัติของคนดี ได้แก่

(๑) “มีศรัทธา” (สัทธา–อธิโมกข์) –ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักการทำดี 

(๒) “มีหิริ” (หิริ) –ความละอายต่อบาป

(๓) “มีโอตตัปปะ” (โอตตัปปะ) –ความเกรงกลัวบาป

(๔) “เป็นพหูสูต” (พาหุสัจจะ) –ความเป็นผู้คงแก่เรียน

(๕) “มีความเพียรอันปรารภแล้ว” (วิริยารัมภะ) –ความประกอบความเพียร

(๖) “มีสติมั่นคง” (สติ–อุปัฏฐาน) –ความมีสติสัมปชัญญะ

(๗) “มีปัญญา” (ปัญญา–ญาณ–จตุปฏิสัมภิทา) –ความรอบรู้ฉลาดเชี่ยวชาญด้วยปฏิภาณ

 

 

ดังนั้น ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย “อริยทรัพย์ ๗” กับ “สัทธรรม ๗” นั้น ย่อมเป็นผู้ประพฤติดีไม่ผิดศีล ถือเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “อามิสบูชา” และ “ปฏิบัติบูชา” และยังเข้าใจถึงด้วยปัญญาว่า: การปฏิบัติธรรมคือขั้นตอนการชำระพระไตรสิกขาให้เกิดความบริสุทธิ์หมดจด จากกิเลสทั้งหลายและทุกข์ทั้งปวง เพื่อให้เข้าถึง “กระแสแห่งอริสัจจ์ ๔” อันเป็นภูมิปัญญาทั้งหมด ที่เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” ดังนี้

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” —ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

ด้วยเหตุนี้ “ผู้ที่จะเข้าถึงกระแสแห่งความเป็นพุทธะ” นั้น ย่อมถึงพร้อมด้วย “ความบริสุทธิ์แห่งไตรสิกขา” (“ไตรสิกขาสัมปทา” ที่ปฏิสังยุตด้วย “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ”: ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘) ที่เกิดขึ้นเมื่อจิตได้บรรลุถึง “อาเนญชา” ได้แก่ (๑) จตุตถฌาน (๒) อากาสานัญจายตนสมาบัติ (๓) วิญญาณัญจายตนสมาบัติ (๔) อากิญจัญญายตนสมาบัติ (๕) เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันธรรมทั้งหลายนี้ ย่อมเป็นบาทฐานสำคัญในวิปัสสนาด้วย “ญาณ ๑๖” ที่ปฏิสังยุตด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙–วุฏฐานคามินีปฏิปทา–วุฏฐานคามินีวิปัสสนา” พร้อมด้วย “อนุปัสสนา ๗ –มหาวิปัสสนา ๑๘ –การจำแนกอารมณ์ ๓๘ –โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” และประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง องค์ประกอบแห่งปัญญาที่ทำให้เกิดปัญญาแตกฉานในการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง “โยนิโสมนสิการแห่งปฏิสัมภิทา ๔” ที่บุคคลผู้มีศรัทธาและฉันทะอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนาความรู้แจ้งแทงตลอดในธรรมได้ ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕) คือ ผู้บรรลุจตุปฏิสัมภิทาญาณ ดังนี้

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล  

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้  

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้  

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์  

 

 

เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนาสัมปยุตต์ด้วย “ปัญญาเห็นธรรม” ดังกล่าวนี้ ได้พอสมควรแก่ธรรมดีแล้ว ย่อมเข้าถึงแนวโน้มอันเป็นบุพนิมิตแห่งอริยมรรค อยู่ในฐานะที่เป็นไปได้แห่ง “สภาวะอันถูกต้อง” (สัมมัตตะ ๑๐) และ “สภาวะอันเยี่ยม” (อนุตตริยะ ๓) อย่างจริงแท้แน่นอนว่า “จะได้บรรลุถึงสัมโพธิญาณอันเป็นประโยชน์เบื้องหน้าโดยปรมัตถ์” ถ้าบุคคลนั้นไม่เกิดทั้ง “สภาวะอันถูกต้อง” และ  “สภาวะอันเยี่ยม” ขึ้นจริง การปฏิบัติธรรมของผู้นั้น ย่อมเป็นการเดินทางไปสู่ “กระแสแห่งพระนิพพาน” ที่ไม่ชัดเจน ไม่ใสแจ่มจรัสด้วยปัญญาที่ถูกต้องแห่ง “สัมมาทิฏฐิ” เปรียบเสมือนการเดินป่าที่ไร้เข็มทิศและปราศจากพรานผู้ชำนาญทางเป็นกัลยาณมิตรเพื่อนเดินทาง ในทางธรรม คือ “มีพระอรหันตขีณาสพผู้กัลยาณมิตรในการชี้แนะสั่งสอน”     

 

ในอีกนัยหนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มีจิตที่ขุ่นมัวเศร้าหมองย่อมรับคุณธรรมหรือคุณชาติแห่งการทำดีได้ยาก พวกที่ไม่คบ “สัตบุรษ” เก่งอวดดีเกินสอน ย่อมเจริญทางความเจริญได้ยาก ถึงจะเจอได้ก็ยากแสนเข็ญ เพราะจองหองดื้อดึงแห่ง “อภัพบุคคล–พาลปุถุชน–อันธปุถุชน” กล่าวโดยสรุป กำลังบอกว่า “คนโง่เขลา–ปทปรมะ” ผู้ด้อยในประเภทของบุคคล “บุคคล ๔–ดอกบัว ๔ เหล่า” ได้แก่ (๑) “อุคฆฏิตัญญู” คือ ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง  (๒) “วิปจิตัญญู” คือ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป (๓) “เนยยะ” คือ ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป (๔) “ปทปรมะ” คือ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย เพราะฉะนั้น “คนโง่เขลา–ปทปรมะ” จึงมีจิตใจที่ไม่ได้พัฒนามาถูกทางแม้มีวาสนาได้เรียนสูง มีการศึกษาดีด้วย “เดรัจฉานวิชา” เรียนเพื่อจะเอาเปรียบคนอื่น หรือเบียดเบียนคนอื่น เพื่อเลี่ยงชีพอย่างผิดศีลธรรม จิตใจจึงมืดมน ปราศจากแสงสว่างแห่งปัญญา เพราะมี “จิตตอุปกิเลส” มันกลุ่มรุมจิตอยู่ตลอดเวลา แม้มีโอกาสได้เจอพระอริยสงฆ์ ก็ยัง “ฉิบหายเสียจากคุณอันใหญ่” คือ หมดโอกาสที่จะบรรลุโลกุตตรธรรม ดังนี้

 

“อุปกิเลส ๑๖” หมายถึง โทษเครื่องเศร้าหมอง สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก เรียกอีกอย่างว่า “จิตตอุปกิเลส” ได้แก่

(๑) “อภิชฌาวิสมโลภะ” คือ คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร

(๒) “พยาบาท” คือ คิดร้ายเขา

(๓) “โกธะ” คือ ความโกรธ

(๔) “อุปนาหะ” คือ ความผูกโกรธ

(๕) “มักขะ” คือ ความหลู่ความดีของผู้อื่น

(๖) “ปลาสะ” คือ ความตีเสมอ

(๗) “อิสสา” คือ ความริษยา

(๘) “มัจฉริยะ” คือ ความตระหนี่

(๙) “มายา” คือ มารยา

(๑๐) “สาเถยยะ” คือ ความโอ้อวดหลอกเขา

(๑๑) “ถัมภะ” คือ ความหัวดื้อกระด้าง

(๑๒) “สารัมภะ” คือ ความแข่งดีไม่ยอมลดละ

(๑๓) “มานะ” คือ ความถือตัวทะนงตน

(๑๔) “อติมานะ” คือ ดูหมิ่นเขา 

(๑๕) “มทะ” คือ ความมัวเมา

(๑๖) “ปมาทะ” คือ ความประมาทละเลยเลินเล่อ 

 

 

อนึ่ง มีคำกล่าวว่า “ปัญญาเปรียบเสมือนอาวุธ” หรือ “นักเรียนไม่มีหนังสือ” เปรียบเสมือน “ทหารไม่มีอาวุธ” แต่ถ้า “นักปฏิบัติธรรมไม่รู้ธรรมทั้งปวง” ก็น่าจะเปรียบเสมือนดุจ “เครื่องบินเอ็ฟ ๑๖ ไม่ติดอาวุธ” จะบินเร็ววิเศษแค่ไหน ก็ไม่เรียกว่า “เครื่องบินรบ” วันยืนค่ำ ฉะนั้น “ธรรมทั้งปวงที่ควรรู้ยิ่ง” ก็คือ “ปัญญา” ที่เป็นความรอบรู้ลึกซึ้ง (โยนิโสมนสิการ) ที่เรียกว่า “อภิญเญยธรรม” คือ ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง อันเป็นองค์ความรู้แห่ง “กฎธรรมชาติ” ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถะ–ปรมัตถ์” หมายถึง ความหมายอันสูงสุดโดยปรมัตถ์ ที่รู้เห็นในสภาพที่เป็นจริง “สัจฉิกัตถะ” ในทางธรรมเรียกว่า “ธรรม–สภาวธรรม–ปรมัตถสัจจะ” หรือ “ธรรม ๓” คือ สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ (๑) กุศลธรรม (๓) อกุศลธรรม (๓) อัพยากตธรรม ซึ่งต้องเป็นความรู้ให้เห็นแจ้งในแนวทางปฏิบัติธรรมให้เข้าถึง “กระแสแห่งพระนิพพาน” ดังนี้

 

“ธรรม ๓” คือ สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ได้แก่ 

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” (อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ) ก็ดี “นามขันธ์ ๔” (เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ) ที่สัมปยุตด้วย “กุศลมูล ๓” นั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มี “กุศลมูล ๓” เป็นสมุฏฐาน (กายสุจริต ๓–วจีสุจริต ๔–มโนสุจริต ๓ = กุศลกรรมบถ ๑๐) ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔” คือ “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ”

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับ “อกุศลมูล ๓” (โลภะ–โทสะ–โมหะ)นั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” (เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ) ที่สัมปยุตด้วย “อกุศลมูล ๓” นั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มี “อกุศลมูล ๓” เป็นสมุฏฐาน ก็ดี (กายทุจริต ๓–วจีทุจริต ๔–มโนทุจริต ๓ = อกุศลกรรมบถ ๑๐)  กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” (อกุศลจิต ๑๒: โลภมูลจิต ๘–โทสมูลจิต ๒–โมหมูลจิต ๒)

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็น “กุศล” หรือ “อกุศล” ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็น “วิบากแห่งกุศลและอกุศล” เป็น “กามาวจร” ก็ตาม “รูปาวจร” ก็ตาม “อรูปาวจร” ก็ตาม “โลกุตตระ” ก็ตาม อย่างหนึ่ง หรือ ธรรมทั้งหลายที่เป็น “กิริยา” มิใช่ “กุศล” มิใช่ “อกุศล” มิใช่ “วิบากแห่งกรรม” อย่างหนึ่ง “รูปทั้งปวง” อย่างหนึ่ง “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น “ปรมัตถธรรม ๔” หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์–สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด (จิต–ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ เจตสิก–คุณสมบัติและอาการของจิต รูป–สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ นิพพาน–สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง) นั่นคือ (๑) “วิบากในภูมิ ๔” ได้แก่ “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ” (๒) “กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓” ได้แก่ “รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ” (๓) “รูป” และ (๔) “นิพพาน”  

 

 

เพราะฉะนั้น ความรู้เกิดด้วยปัญญาที่เห็นธรรมทั้ง ๓ ประการ ในข้างต้นนั้น ย่อมเห็นได้อย่างประจักษ์แจ้ง อันเป็นกรรมประกอบใน “โยนิโสมนสิการ” ที่ทำให้เกิด “จตุปฏิสัมภิทาญาณ” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน อันเป็นอารมณ์แห่งพระอรหันต์ ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในอรรถ) ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในธรรม) ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ) ๑ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา (ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ) ๑ ดังนี้ แต่อย่างไรก็ตาม “ปัญญาเห็นธรรม ๓” นี้ ให้ผู้บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา พิจารณาธรรมนี้ด้วย “จิต ๘๙” อันเป็น “กุสโลบาย” ที่แยบคายในใจ คือ กระทำกรรมประกอบใน “โยนิโสมนสิการ” ให้ได้ เป็นการต่อยอดทางปัญญา “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ที่ปฏิสังยุตด้วย “ธัมมปฏิสัมภิทา” (ธรรม ๓) และ “อัตถปฏิสัมภิทา” (จิต ๘๙) ส่วนคำศัพท์ใน “ธรรม ๓” กับ “จิต ๘๙” (เจตสิก ๕๒) คือ “นิรุตติปฏิสัมภิทา” หรือ ในอีกนัยหนึ่ง ให้ทำ “โยนิโสมนสิการ” (ปฏิภาณปฏิสัมภิทา) ใน “ธรรม ๔” ได้แก่ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒” เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นธรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับ “นามรูป” ดังนี้

 

 

สังขตะ–สังขตธรรม

ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒

กุสโลบายในธรรมทั้งหลาย

ธรรม ๒

รูป

นาม

มหาภูต ๔–อุปาทายรูป ๓๔

จิต ๘๙–เจตสิก ๕๒

รูปธรรม

อรูปธรรม

ธรรม ๒

โลกียธรรม

โลกุตตรธรรม

สังขตธรรม

อสังขตธรรม

อุปาทินนธรรม

อนุปาทินนธรรม

ธรรม ๓

กุศลธรรม

อกุศลธรรม

อัพยากตธรรม

ปรมัตถธรรม ๔

จิต ๘๙

เจตสิก ๕๒

รูป ๒๘

นิพพาน ๒

 

คำศัพท์ที่เป็น “ข้อธรรมหลัก” และ “ข้อธรรมย่อย” พร้อมด้วย “คำนิยาม” (นิรุตติปฏิสัมภิทา)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อีกประการหนึ่ง ให้เปรียบเทียบ “ธรรมทั้งปวง” กับองค์ความรู้ที่เกิดใน “อภิญเญยธรรม” ทั้งระบบโครงสร้าง เพื่อให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” นั่นคือ “อาณาจักรธรรมในพุทธปัญญา” (ปรมัตถสัจจะ) ดังนี้

 

 

ว่าด้วย “อภิญเญยธรรม” หมายถึง ธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ดังนี้

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 657–660 FILE 68)

 

[] ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ ควรรู้ยิ่ง เรียกว่า “สุตมยญาณ” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“ธรรม ๒” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๒” ดังนี้

(๑) สังขตธาตุ

(๒) อสังขตธาตุ

“ธรรม ๓” ควรรู้ยิ่ง คือ “ธาตุ ๓” ดังนี้

(๑) กามธาตุ

(๒) รูปธาตุ

(๓) อรูปธาตุ

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อาหาร ๔” ทำให้สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ ดังนี้

(๑) กวฬิงการาหาร –อาหารคือคำข้าว เป็นอาหารหยาบหรือละเอียด

(๒) ผัสสาหาร –อาหารคือผัสสะ 

(๓) มโนสัญเจตนาหาร –อาหารคือเจตนา 

(๔) วิญญาณาหาร –อาหารคือวิญญาณ 

“ธรรม ๔” ควรรู้ยิ่ง คือ “อริยสัจจ์ ๔” ดังนี้

(๑) ทุกขอริยสัจจ์

(๒) ทุกขสมุทยอริยสัจจ์

(๓) ทุกขนิโรธอริยสัจจ์

(๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ 

“ธรรม ๕” ควรรู้ยิ่ง คือ “วิมุตตายนะ ๕” ดังนี้

(๑) การสดับธรรมเทสนาที่ผู้อื่นแสดงเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน

(๒) การแสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่าอื่น

(๓) การสาธยายธรรมที่ตนได้สดับมาแล้ว 

(๔) การตรึกถึงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้วด้วยใจ

(๕) อารมณ์อันสมควรแก่สมถกรรมฐาน ๔๐ มี กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ เป็นต้น

“ธรรม ๖” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุตตริยะ ๖” สภาวะอันยอดเยี่ยม ดังนี้

(๑) ทัสนานุตริยะ –การเห็นอันประเสริฐ

(๒) สวนานุตริยะ –การฟังอันประเสริฐ

(๓) ลาภานุตริยะ –การได้อันประเสริฐ

(๔) สิกขานุตริยะ –การศึกษาอันประเสริฐ

(๕) ปาริจริยานุตริยะ –การบำรุงอันประเสริฐ

(๖) อนุสตานุตริยะ –อนุสติอันประเสริฐ

“ธรรม ๗” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิททสวัตถุ ๗” –เหตุที่พระขีณาสพนิพพานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการสมาทานสิกขา

(๒) เป็นผู้ได้ความยินดีอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรมและเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการใคร่ครวญธรรมต่อไป

(๓) เป็นผู้ยินดีอย่างแรงกล้าในการกำจัดความอยาก และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการกำจัดความอยากต่อไป

(๔) เป็นผู้มีความยินดีอย่างแรงกล้าในการหลีกเร้น และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการหลีกเร้นต่อไป

(๕) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการเริ่มความเพียร และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการเริ่มความเพียรต่อไป

(๖) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัว และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในความเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาตัวต่อไป

(๗) เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้มีความรักอันไม่ปราศจากไปในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ ต่อไป

“ธรรม ๘” ควรรู้ยิ่ง คือ “อภิภายตนะ ๘” –อารมณ์แห่งญาณอันฌายีบุคคลผู้ครอบงำไว้ ได้แก่

(๑) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๒) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๓) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกเล็กน้อย มีวรรณะดีและทราม ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๔) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกไม่มีประมาณ มีวรรณะดีและทรามครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๕) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ดอกผักตบอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสอง เกลี้ยงเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเขียว มีวรรณะเขียว เขียวล้วน มีรังสีเขียว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ เรารู้ เราเห็น

(๖) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ดอกกรรณิกาอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง หรือว่าผู้ที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลืองแม้ฉันใด ผู้ใดมีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันเหลือง มีวรรณะเหลือง เหลืองล้วน มีรังสีเหลือง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

 (๗) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ดอกหงอนไก่อันแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงแดง มีวรรณะแดงแดงล้วน มีรังสีแดง แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันแดง มีวรรณะแดง แดงล้วน มีรังสีแดง ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

(๘) ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ดาวประกายพรึกอันขาว มีวรรณะขาวขาวล้วน มีรังสีขาว หรือว่า ผ้าที่กำเนิดในเมืองพาราณสี มีส่วนทั้งสองเกลี้ยงขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว แม้ฉันใด ผู้หนึ่ง มีความสำคัญในอรูปภายใน เห็นรูปภายนอกอันขาว มีวรรณะขาว ขาวล้วน มีรังสีขาว ฉันนั้นเหมือนกัน ครอบงำรูปเหล่านั้นแล้ว มีความสำคัญอย่างนี้ว่า เรารู้ เราเห็น

“ธรรม ๙” ควรรู้ยิ่ง คือ “อนุปุพพวิหาร ๙” ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ–นิโรธสมาบัติ ๑ ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าปฐมฌาน สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย มีวิตกวิจาร มีปีติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

(๒) ภิกษุ เพราะระงับวิตกวิจารเสียได้ ก็เข้าทุติยฌาน อันเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายในมีอารมณ์เป็นเอโกทิภาพ–ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีปีติ สุข อันเกิดแต่สมาธิอยู่

(๓) ภิกษุ เข้าตติยฌานอันปราศจากปีติอยู่ด้วยอุเบกขา สติ สัมปชัญญะเสวยสุขทางกายซึ่งพระอริยะทั้งหลายเรียกว่า เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขดังนี้

(๔) ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์ดับโสมนัสโทมนัสในก่อนเสียได้ จึงเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์และสุข บริสุทธิด้วยอุเบกขาและสติอยู่

(๕) ภิกษุ เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจนานัตตสัญญาได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากาสานัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺโต อากาโส” – อากาสไม่มีที่สุดอยู่

(๖) ภิกษุ ก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าวิญญาณัญจายตนะด้วยบริกรรมว่า “อนนฺตํ วิญฺญาณํ” – วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่

(๗) ภิกษุ ก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าอากิญจัญญายตนะด้วยบริกรรมว่า “นตฺถิ กิญฺจิ” –นิดหนึ่งหน่อยหนึ่งไม่มีอยู่

(๘) ภิกษุ ก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่

(๙) ภิกษุ ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่

“ธรรม ๑๐” ควรรู้ยิ่ง คือ “นิชชรวัตถุ ๑๐” – เหตุกำจัด “มิจฉัตตะ ๑๐” สภาวะที่ผิด ด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” สภาวะที่ถูก ดังนี้

(๑) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาทิฏฐิของผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาทิฏฐินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย. และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๒) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสังกัปปะของผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสังกัปปะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๓) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวาจาของผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวาจาเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวาจานั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมอันเป็นอเนกมีสัมมาวาจาเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๔) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉากัมมันตะของผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉากัมมันตะเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมากัมมันตะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาอาชีวะของผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาอาชีวะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาอาชีวะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวายามะของผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวายามะเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาวายามะนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวายามะเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๗) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสติของผู้มีสัมมาสติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกมีมิจฉาสติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาสตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๘) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาสมาธิของผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาสมาธิเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาสมาธินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๙) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาญาณของผู้มีสัมมาญาณ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาญาณเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้นของผู้มีสัมมาญาณนั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาญาณเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

(๑๐) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิจฉาวิมุตติของผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเสื่อมลง อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่าใด มีมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ของผู้มีสัมมาวิมุตตินั้น ก็ย่อมเสื่อมลงด้วย และกุศลธรรมเป็นอเนกมีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ก็ย่อมถึงซึ่งความเจริญเต็มที่

 

[] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย “ธรรมชาติทั้งปวง” [สรรพสิ่งทั้งหลาย] ควรรู้ยิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดังนี้

“อายตนะ ๑๒–วิญญาณ ๖–สัมผัส ๖–เวทนา ๓”

(๑) ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย [แต่ละอย่าง ๆ] ควรรู้ยิ่ง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่ง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

 “ธรรมารมณ์” มี ๑๒ ประเภท คือ จิตและเจตสิกรับอารมณ์โดยแน่นอนมีอารมณ์ ๑๒ ประเภท ได้แก่

(๑) กามอารมณ์ = กามจิต ๕๔ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘

(๒) มหัคคตอารมณ์ = มหัคคตจิต ๒๗ เจตสิก ๓๕

(๓) นิพพานอารมณ์ = นิพพาน

(๔) นามอารมณ์ = จิต เจตสิก นิพพาน

(๕) รูปอารมณ์ = รูป ๒๘

(๖) ปัจจุบันอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๗) อดีตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๘) กาลวิมุตติอารมณ์ = นิพพานบัญญัติ

(๙) บัญญัติอารมณ์ = อัตถบัญญัติ สัททบัญญัติ

(๑๐) ปรมัตถอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน

(๑๑) อัชฌัตตอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป

(๑๒) พหิทธอารมณ์ = จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติ

 

 []   (๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “ธาตุกัมมัฏฐาน” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[] “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ (มันสมอง) ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]   (๑) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๒) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๓) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ] ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๒) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๓) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

 

[]    (๑) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

(๒) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๓) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

  

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สะดวกในการจำ และนำไปใช้ในการวิปัสสนาบางตอน ในบทนี้ให้กำหนดธรรมข้อย่อยทั้งหลายใน “อภิญเญยธรรม” ทั้งหมด ๒๒ หัวข้อ โดยพิจารณาให้เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ได้แก่ (๑) อนิจจตา (๒) ทุกขตา (๓) อนัตตตา ดังนี้

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ  

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

หมายเหตุ: ข้อ ๑๙–๒๑ จะเป็นองค์ธรรมในสมถภาวนา และ ข้อ ๒๒ จะเป็นองค์ธรรมในวิปัสสนาภาวนา แต่อย่างไรก็ตาม ข้อธรรมหลัก ทั้ง ๒๒ ข้อ เป็นธรรมที่เกิดร่วมกัน เพื่ออธิบาย “สัจจสภาวะแห่งสังขตธรรม” คือ “ขันธ์ ๕–ขันธปัญจก–นามรูป” ให้พยายามจำแนกแจกธรรมทั้งหลายให้ชัดเจน (ธัมมวิจยะ–ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์: ข้อ ๒ ในโพชฌงค์ ๗) เพราะเป็นเรื่องทำให้เกิดปัญญาสนับสนุนความตรัสรู้ได้ สำหรับอรรถแห่งคำว่า “สัมโพธะ–ความตรัสรู้” (อาสวักขยญาณ) หมายถึง กระบวนการคิดค้นหา “อุบาย” ที่แนบเนียนไว้ในใจอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการกัมมัฏฐาน: มนสิการกรรมฐาน) อันเป็นกุสโลบายที่จะทุบ  “ขันธ์ ๕–ขันธปัญจก–นามรูป” ซึ่งเริ่มด้วย อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ วิปัสสนาญาณ ๙ วุฏฐานคามินีปฏิปทา (วุฏฐานคามินีวิปัสสนาด้วย วิปัสสนาญาณ ๑๐: “กระบวนการทุบขันธ์ ๕” ก่อนถึง “อริยมรรค ๔”) ซึ่งทั้งหมดจะเป็น “ปัญญาเห็นธรรม” และ “ปัญญาตรัสรู้” ที่เกิดขึ้นใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ”

 

 

อย่างไรก็ตาม ให้ผู้บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา (โยคาวจร) พิจารณาเนืองๆ ด้วยการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” ตามนัยของคำว่า “อภิญเญยธรรม” คือ ธรรมทั้งหมดที่ควรรู้ยิ่ง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ ด้วยการเจริญให้มาก ทำให้บ่อยๆ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ และไพบูลย์ด้วย “พุทธปัญญาญาณ” ไม่ใช่ “คุณไสย–ไสยาศาสตร์” (อวิชชา–เดรัจฉานวิชา) โดยเฉพาะ “อนุปัสสนา ๗” ที่ทำให้เกิดปัญญาต่างๆ จนถึง “ปัญญา ๑๐” ดังนี้

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

ฉะนั้น ปัญญาดังกล่าวนี้ มีธาตุเป็น “อิทธิปาฏิหาริย์” ได้ อันเกิดจากภาวะจิตที่บริสุทธิ์ด้วย “จตุตถฌาน” (อุเบกขา–เอกัคคตา) แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อว่าโดยกุศลแล้ว “จตุตถฌาน” มี ๑๓ ประเภท (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ดังนี้

(๑) จตุตถฌาน อันเป็น บาทแห่งฌานทั้งปวง 

(๒) จตุตถฌาน อันเป็น อิทธิวิธิญาณ (ข้อ ๓ ในวิชชา ๘)

(๓) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ (ข้อ ๔ ในวิชชา ๘)

(๔) จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ (ข้อ ๕ ในวิชชา ๘)

(๕) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ (ข้อ ๖ ในวิชชา ๘ และ ข้อ ๑ ในวิชชา ๓)

(๖) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๗ ในวิชชา ๘ และ ข้อ ๒ ในวิชชา ๓)

(๗) จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ (ข้อ ๑ ในญาณ ๓)

(๘) จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ (ข้อ ๒ ในญาณ ๓)

(๙) จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน 

(๑๐) จตุตถฌาน อันเป็น วิญญาณัญจายตนฌาน  

(๑๑) จตุตถฌาน อันเป็น อากิญจัญญายตนฌาน

(๑๒) จตุตถฌาน อันเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 (๑๓) จตุตถฌาน อันเป็น โลกุตตรจตุตถฌาน

  

 

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ ข้อ ๑–๘ นั้น เมื่อจิตมีความบริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้งหลาย ย่อมเกิด “ปัญญาในสมาธิ” และ “ปัญญาในวิปัสสนา” ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “วิชชา ๓–วิชชา ๘–ญาณ ๓” คือ ความรู้แจ้ง–ความรู้ชัด–ปัญญาหยั่งรู้ในธรรมแห่งกาลทั้ง ๓ ผู้ที่ “มีสติสัมปชัญญะ” ที่คมชัดแก่กล้า ย่อมระลึกได้ “มีสติ” ในกิจแห่งการเจริญภาวนาของตนได้ดี (มีความเพียร) ที่เรียกว่า “อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา” ย่อมไม่ออกนอกลู่นอกทาง ด้วยเกิดความลุ่มหลงเสียสติ (วิปัสสนูปกิเลส ๑๐) นั่นคือ “หลงฤทธิ์” แทนที่จะนำ “ความรู้วิเศษ” นั้น มาใช้เป็นประโยชน์ในการดับกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกว่า “อธิคมธรรม” คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ หรือ “อุตตริมนุสสธรรม” คือ ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ หรือ “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ” ได้แก่ ฌาน อภิญญา วิโมกข์ สมาบัติ มรรคผล ประการสำคัญ คือ “อย่าหลงในฤทธิ์ปาฏิหาริย์จนกลายเป็นไสยาศาสตร์” (เพราะฤทธิ์กับวิปลาสและวิปริตนั้น ต่างเป็นญาติสนิทกัน ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะดีพร้อม) ให้พิจารณาฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ดังนี้

 

“ปาฏิหาริย์ ๓” หมายถึง การกระทำที่กำจัดหรือทำให้ปฏิปักษ์ยอมได้ การกระทำที่ให้เห็นเป็นอัศจรรย์ การกระทำที่ให้บังเกิดผลเป็นอัศจรรย์ อนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจ “อิทธิปาฏิหาริย์” และ “อาเทศนาปาฏิหาริย์” แต่ทรงสรรเสริญ “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” ว่าเป็นเยี่ยม ได้แก่

(๑) “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์  

(๒) “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์  

(๓) “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์  

 

 

กล่าวโดยสรุป “อภิญเญยธรรม” ทั้งหมด เป็นความรู้โดยปรมัตถ์แห่ง “กฎธรรมชาติ” ที่ผู้บำเพ็ญเพียรเจริญภาวนาจำเป็นต้องเข้าใจอย่างชัดเจนเป็นจริงตามสภาพ ต้องสามารถนำธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ไปอธิบาย “สภาวธรรม” ได้ไม่วิปริต หรือเกิดความระแวงสงสัยในพระธรรม เพราะมีปัญญาไม่ถึงขั้นที่เจริญแล้ว ข้อนี้ให้พึงระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่มีพระอริยเจ้าเป็นกัลยาณมิตร คอยให้คำปรึกษา เมื่อเจอสิ่งเกินความรู้สึกที่เคยมีมาอันอัศจรรย์ อาจทำให้หลงทางไปในทางเสื่อมได้ เพราะกิเลสใหญ่กิเลสน้อยทั้งหลาย มันโจมตีจิตใจผู้คนไม่มีวันหยุดแม้วินาทีเดียว โดยเฉพาะคนที่มัวเมาถูกกลุ้มรุมด้วยอวิชชาและโมหะ ความมืดมัวแห่งความไม่รู้ความหลงงมงาย ย่อมปิดบัง “สมาธิ–ปัญญา” ได้ ด้วยความไม่สำรวมใน “อินทรีย์ ๖” เพราะฉะนั้น มนต์คาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด คือ “อย่าประมาทปัญญาและธรรมทั้งหลาย” ให้ใช้ทั้ง “สมาธิ” และ “ปัญญา” พร้อมด้วยความดีแห่งศีลที่บริสุทธิ์ ในการประกอบความเพียรใน (๑) ละทำชั่ว (๒) หมั่นทำความดีให้เพียบพร้อม และ (๓) ทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหลาย คือ “เส้นทางแห่งอริยะ” ที่จะเข้าถึง “กระแสแห่งพระนิพพาน” ด้วยความเป็นพุทธะ ดังนี้.

 

 

 

Visitor Number:
4957777