๗๙. ความรู้ทางโลกียวิสัยไม่นำพาให้หลุดพ้น

        Worldly Knowledge as Non–Buddhism

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1157

ความสำคัญของบทความ

 

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่นั้น มีความต้องการบุคลากรที่มีคุณภาพทางปัญญาและอารมณ์อย่างมีเหตุผล และประกอบด้วยคุณธรรมที่รับผิดชอบต้องหน้าที่ ในเชิงสร้างสรรค์และมีความคิดริเริ่มในการต่อยอดองค์ความรู้ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในขณะเดียวกัน บุคคลที่ไม่มีการเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองจึงเป็นคนไร้ค่าต่อองค์กรและสังคมในภาพรวม การแข่งขันกับฝ่ายตรงกันข้าม ย่อมเป็นแรงกดดันให้ทุกคนในสังคมเร่งรัดพัฒนาศักยภาพทั้งทางร่างกายและปัญญา ที่จะหยุดนิ่งไม่ได้ ระบบการศึกษาจึงเป็นวิธีขัดเกลาคุณค่านิยมทางสังคมในขณะนั้นๆ เพื่อความอยู่รอดตามวิถีชีวิต การแข่งขัน ความรีบเร่ง ระดับการศึกษา จะมีคุณธรรมหรือไม่มีไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพื่อการเอาเปรียบเชิงการแข่งขัน ที่ทุกคนต่างก็ยอมรับความวิบัติเสียหายไม่กล่าวโทษกัน ทีใครทีมันก็แล้วกัน ฉะนั้นความรู้ทางโลกจึงพอกพูนเจริญด้วยกิเลสตัณหา เพื่อเอาเปรียบกันและเบียดเบียนกันในที่สุด ต่างฝ่ายต่างไม่สนใจการให้ค่าคุณคุณภาพชีวิตที่ศิวิไลซ์จริงๆ นั่นคือ “ความมีอารยธรรม” อย่างแท้จริง แต่กระแสสังคมส่วนใหญ่นั้น ต่างเน้นเรื่องปากท้องให้อิ่ม โดยไม่สนใจวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น พระพุทธศาสนาชี้แนะให้คนในสังคมมีความเมตตาต่อกัน สอนให้รู้จักกตัญญูกตเวที สอนให้เอื้อเฟื้อเสียสละให้กัน และให้รู้จักรักความสงบ มีเวลาเป็นส่วนตัว ที่จะพิจารณาถึงคุณค่าในชีวิต ไม่ใช่มีชีวิตแบบอย่างสัตว์เดรัจฉาน ปัญญาทำให้คนคิดได้ถึงคุณค่าของตนเอง ไม่ใช่ความมั่งมีศรีสุขและความยากจน ในพระพุทธศาสนาจะเรียกบุคคลผู้ไม่รู้จักศีลธรรมหรือพระธรรมว่า “ปุถุชน” ในทางตรงกันข้ามจะเรียกผู้ศึกษาพระธรรมและมีปรีชาสามารถบรรลุถึงคุณวิเศษต่างๆตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “กัลยาณปุถุชน” บ้าง “อริยะ–พระอริยะ” บ้าง หรือ “สัตบุรุษ–โสภณบุรุษ” โดยเฉพาะอย่าง บุคคลผู้ได้บรรลุถึง “พระอรหันตขีณาสพผู้อริยสาวกแห่งตถาคต” มนุษย์โลกคนไทยถือเป็นผู้มีโชคดีที่เกิดในดินแดนที่พยายามชักนำกัน เรียกว่า “ดินแดนพระพุทธศาสนา” ทั้งที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ต่างก็ไม่ค่อยเข้าใจหลักปฏิบัติอย่างแท้จริง อันเป็นแก่นพระสัทธรรมกันมากนัก แต่มักเน้นกันในเรื่องพิธีกรรมมากกว่า จนกลายเป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง “อันเป็นรางวัลของคนไร้สติสัมปชัญญะ” เข้าทำนองมีบุญแต่ไร้วาสนา เพราะไม่รู้จักใช้ปัญญาให้เป็นประโยชน์ พระพุทธศาสนาให้คุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่ที่ “ผู้ปฏิบัติถูกต้องด้วยวิชชาและจรณะ” ไม่ใช่ความมั่งมีร่ำรวยด้วยทรัพย์สินและยศตำแหน่ง พระธรรมอันเกษมจากโยคธรรมนั้น ย่อมนำพาผู้ปฏิบัติถูกหลักธรรม ให้สามารถบรรลุถึงความตรัสรู้ “สัมโพธิญาณ” ได้ในชาตินี้ ถ้าเป็นบุคคลมีความศรัทธาและฉันทะที่แรงกล้าใน “พระพุทธ–พระธรรม–พระสงฆ์” ซึ่งต้องศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง และลงมือปฏิบัติคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยความไม่ลังเลสงสัย เพราะพระธรรมนั้น พระพุทธองค์ได้ค้นพบและเห็นมาถูกต้องดีแล้ว และยังทรงบรรลุความตรัสรู้ “อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ดีพร้อม.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๗๙ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความรู้ทางโลกียวิสัยไม่นำพาให้หลุดพ้น

 

ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์ผู้ไม่รู้จริงนั้น ทำให้เป็นทุกข์ ได้แก่ (๑) “ทุกฺขมูลํ” คือ รากเหง้าแห่งทุกข์ เพราะเป็นมูลแห่งวัฏทุกข์ (๒) “ทุกฺขนิทานํ” คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะเป็นเหตุเกิดของทุกข์ (๓) “ทุกฺขปฺปภโว” คือ แดนเกิดแห่งทุกข์ เพราะทุกข์นั้นย่อมเกิดจาก “ตัณหา” (ความทะยานอยาก) นี้ นั่นคือ (๔) “ปาโส” คือ บ่วง เพราะเหมือนบ่วงอันเป็นเครื่องผูก หรือ บ่วงแห่งมาร ที่เรียกว่า “มารปาโส” (๕) “พลิสํ” คือ เบ็ด เพราะเป็นเหมือนเบ็ดอันสำรอกออกยาก หรือ เบ็ดของมาร ที่เรียกว่า “มารพลิสํ” ที่เรียกว่า “แดนแห่งมาร” ในอีกนัยหนึ่ง ย่อมหมายถึง “มาร ๕” (Destroyer) ดังนี้

 

“มาร ๕” หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ ๑ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ๑ ได้แก่  

(๑) “กิเลสมาร” คือ มารคือกิเลส กิเลสเป็นมาร เพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต = “นิวรณ์ ๕” (จิตใจที่เศร้าหมอง คือ ผู้ฟุ้งซ่านหวั่นไหว)

(๒) “ขันธมาร” คือ มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ ๕ เป็นมาร เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไป เพราะ ชรา พยาธิ เป็นต้น ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนาอย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง = “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๓) “อภิสังขารมาร” คือ มารคืออภิสังขาร อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิด ชาติ ชรา เป็นต้น ขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ = “อปุญญาภิสังขาร” (อกุศลเจตนาทั้งหลาย)

(๔) “เทวปุตตมาร” คือ มารคือเทพบุตร เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่ง ชื่อว่า “มาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ = “วัฏฏะ ๓” (กิเลส–กรรม–วิบาก) เชื่อในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตแห่งตน” ที่ไม่เลือกสถานที่สัปปายะ แต่เลือกสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการทำดี “อโคจร” ได้แก่ บุคคลและสถานที่อันภิกษุไม่ควรไปมาหาสู่ มี ๖ คือ หญิงแพศยา หญิงหม้าย สาวเทื้อ ภิกษุณี บัณเฑาะก์ผู้กะเทย และ ร้านสุรา แล้วสนธิกำลังกับพวกมารทั้งหลาย ก็เลยไปกันใหญ่คิดว่าเจ๋ง

(๕) “มัจจุมาร” คือ มารคือความตาย ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย ตายก่อนได้สร้างบุญ กุศล บารมี = “ชรา–พยาธิ–มรณะ” (แก่–เจ็บ–ตาย)

 

 

เพราะฉะนั้น สัตว์ผู้ถูก “ตัณหา” ครอบงำแล้วย่อมไม่ก้าวล่วง “วิสัยแห่งมาร” คือ มารย่อมยังอำนาจเกาะเกี่ยวกลุ้มรุมให้เป็นไปในเบื้องบนสัตว์เหล่านั้น โดยปริยายนี้ จึงเรียกว่า “แดนแห่งมาร” เพราะเป็นวิสัยของมาร แต่อย่างไรก็ตาม “รากเหง้าแห่งทุกข์” นั้น แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่

(๑) “อนุสยกิเลส” กิเลสอย่างละเอียดที่หมักดองในพื้นจิตสันดานดั้งเดิมของบุคคลนั้น (ชั่วโดยกำเนิด) เรียกว่า “การพอกพูนอกุศลกรรม” ในช่วงอดีตที่ผ่านมา ถูกกิเลสครอบงำทั้งจิตใต้สำนึกและจิตไร้สึกนึกด้วย “อกุศลมูล ๓” คือ รากเหง้าแห่งความชั่วทั้งมวล ได้แก่ “โลภะ–โทสะ–โมหะ” (ที่ล้างบาปกรรมนี้ด้วยการเจริญ “จาคะ–เมตตา–ปัญญา”) แต่ไม่ใช่แนวคิดหรือความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลในลัทธินอกพระพุทธศาสนา คือ “ลัทธิกรรมเก่า” ที่เรียกว่า “ปุพเพกตเหตุวาท–ปุพเพกตวาท” คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน เลยเป็นเหตุไม่คิดสร้างกุศลหรือกรรมดีในชาตินี้

(๒) “อนริยปริเยสนา” คือ การแสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ การแสวงหาอย่างอนารยะ คือ ตนเองเป็น “ผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส–เป็นธรรมดา” ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่ “สิ่งอันมีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส–เป็นธรรมดา” เรียกว่า “การสร้างกรรมใหม่ในสังสารทุกข์” แทนที่จะเป็นกรรมแบบ “อริยปริเยสนา” (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒) คือ การแสวงหาอย่างประเสริฐ การแสวงหาอย่างอารยะ คือ ตนเป็น “ผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส–เป็นธรรมดา” แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่แสวงธรรมอันเกษม คือ “นิพพาน” อันไม่มีสภาพเช่นนั้น  

 

 

ฉะนั้น ในข้อความว่า “ผู้มีชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส–เป็นธรรมดา” นั้น ย่อมหมายถึง (๑) “โลกธรรม ๘” คือ ธรรมที่มีประจำโลก ธรรมดาของโลก ธรรมที่ครอบงำสัตวโลกและสัตวโลกก็เป็นไปตามมัน มี ๘ อย่าง คือ “มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์” (๒) “วัฏฏะ ๓ แห่งสังสารจักร” คือ การวนเวียน การเวียนเกิดเวียนตาย การเวียนว่ายตายเกิด ความเวียนเกิด หรือวนเวียน ด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก เช่น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว ให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมแล้ว ย่อมได้รับผลของกรรม เมื่อได้รับผลของกรรมแล้ว กิเลสก็เกิดอีก แล้วทำกรรม แล้วเสวยผลกรรม หมุนเวียนต่อไปและ (๓) “สังสารทุกข์” คือ ทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ที่ประสบในภาวะแห่งการว่ายวนอยู่ในกระแสแห่งกิเลส กรรม และวิบาก  ที่เรียกว่า “สงสารวัฏฏ์” คือ วังวนแห่งสงสาร นั่นคือ ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กล่าวโดยรวม คือ “อันธปุถุชน–พาลปุถุชน” ผู้อยู่ในความมืดมนแห่งอวิชชา ปุถุชนที่ไม่มีการเรียน การสอบถาม การฟัง การจำและการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ผู้ยังไม่รู้ทั่วถึงขันธ์ ผู้คบหาคนชั่ว มากไปด้วยอโยนิโสมนสิการ ไม่บำเพ็ญกุศล ไม่บำเพ็ญบุญ ย่อมเดือดร้อน ด้วยความเดือดร้อน มีอาทิว่า เราไม่ได้ทำกรรมดีไว้หนอ เพราะเหตุนั้น ชีวิตของเขาจึงทำให้เขาเดือดร้อน เพราะไม่รู้ส่วนสุดโต่งทั้ง ๒ เพราะเหตุไม่รู้ คือ เพราะการณ์ไม่รู้อย่างนี้ว่า ส่วนสุดโต่งเหล่านี้และเหล่านั้น อันอันธปุถุชนยึดถือแล้วอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ มีคติอย่างนี้ มีภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าอย่างนี้ ฉะนั้น “อันธพาลปุถุชน” คือ ปุถุชนผู้ทั้งบอดทั้งโง่ แต่จะเรียกรวมๆ ว่า “อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน” หมายถึง ปุถุชนผู้ไร้การศึกษา เพื่อให้เข้าคำศัพท์ใน คำว่า “ปุถุชน” ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างจาก คำว่า “กัลยาณปุถุชน” หมายถึง ปุถุชนที่มีการเรียนการสอบถาม การฟัง การจำและการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ผู้ยังได้รู้ทั่วถึงขันธ์ ดังนี้

 

 

ว่าด้วย นัยแห่งปุถุชน

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 360–361 FILE 76)

(๑)  ชนนั้น ชื่อว่า “ปุถุชน” ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสเป็นต้นมากมายมีประการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นก็มี เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า

(๒)ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า ย่อมยังกิเลสมากให้เกิด

(๓) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่ยังมิได้ฆ่าสักกายทิฏฐิ

(๔) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่คอยมองดูหน้าศาสดาต่างๆ

(๕) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่ออกไปจากคติทั้งปวงไม่ได้

(๖)  ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกสร้างอภิสังขารต่างๆ

(๗) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกห้วงโอฆะต่างๆ พัดไปอยู่

(๘) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกเร่าร้อนอยู่ด้วยความเร่าร้อนต่างๆ

(๙)  ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกเผาอยู่ด้วยความร้อนต่างๆ

(๑๐)   ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกกำหนัด ยินดี รักใคร่ สยบ หมกมุ่น ติดข้องพัวพันกามคุณ ๕

(๑๑)   ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกนิวรณ์ ๕ กางกั้นแล้ว หุ้มห่อแล้ว ปกคลุมแล้ว ปิดบังแล้ว ซ่อนเร้นไว้แล้ว ให้ถอยกลับแล้ว

(๑๒)  ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า แม้เพราะความที่พวกชนเป็นอันมากเป็นผู้อยู่ภายในแห่งชนทั้งหลายเหลือคณนา ล้วนแต่เบือนหน้าหนีธรรมของพระอริยะ และมีการประพฤติธรรมต่ำทรามเสมอ

(๑๓)  ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า ชนนี้เป็นพวกถึงการนับแยกไว้ต่างหากบ้าง ชนนี้เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับพระอริยะทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณมีศีล และสุตะเป็นต้นบ้าง

 

 

ว่าด้วย นัยแห่ง อริยะ–สัตบุรุษ

(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 55–56 FILE 17)

 

คำว่า “อริยะ” ในคำเป็นต้นว่า “อริยานํ อทสฺสาวี” ท่านกล่าวหมายเอา (๑) พระพุทธเจ้า (๒) พระปัจเจกพุทธเจ้า และ (๓) พระพุทธสาวก เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลส ไม่ดำเนินไปในทางเสื่อม ดำเนินไปในทางเจริญ และอันชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก พึงดำเนินตาม

 

อีกอย่างหนึ่ง “พระอริยะ” ในที่นี้ก็คือ “พระพุทธเจ้า” นั่นเอง สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า: ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคต ท่านเรียกว่า “อริยะ” ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พึงดำเนินตาม อนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของพระตถาคตเจ้า พึงทราบว่า “สัตบุรุษ” ในคำว่า “สปฺปุริสา” นี้ จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวก เหล่านั้น ชื่อว่า “โสภณบุรุษ” เพราะประกอบด้วยคุณอันเป็นโลกุตตระ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า “สัตบุรุษ” (คนสงบ คนดี คนมีศีลธรรม คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม) อีกอย่างหนึ่ง “สัตบุรุษ” เหล่านั้นทั้งหมดเทียว ท่านกล่าวแยกออกเป็น ๒ พวก จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวกก็ดี เป็นทั้ง “พระอริยะ” และ “สัตบุรุษ” (โสภณบุรุษ) สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า (๑) บุคคลใดแล เป็นนักปราชญ์ (๒) ผู้กตัญญูกตเวที และ (๓) เป็นกัลยาณมิตร มีความภักดีมั่น กระทำการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยความเต็มใจ ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้เช่นนั้นว่า “สัตบุรุษ” ดังนี้

 

 

ว่าด้วย บรรดาบุคคล ๔ จำพวก

(พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 336 –337 FILE 79)

 

ในบรรดาบุคคล ๔ จำพวก (บุคคล ๔) เหล่านั้น คือ (๑) “สาวชฺโช” คือ ผู้มีโทษ  (๒) “วชฺชพหุโล” คือ ผู้มีโทษมาก (๓) “อปฺปสาวชฺโช” คือ ผู้มีโทษน้อย (๔) “อนวชฺโช” คือ ผู้ไม่มีโทษเลย ฉะนั้น บุคคลพวกที่ ๑ จัดเป็น “อันธพาลปุถุชน” คือ ปุถุชนผู้ทั้งบอดทั้งโง่ บุคคลพวกที่ ๒ จัดเป็น “โลกิยปุถุชน” คือ ผู้กระทำกุศลในระหว่างๆ บุคคลพวกที่ ๓ ได้แก่ “พระโสดาบัน” แม้ “พระสกทาคามี–พระอนาคามี” ก็สงเคราะห์ด้วยบุคคลจำพวกที่ ๓ และ บุคคลพวกที่ ๔ ได้แก่ “พระขีณาสพ” (พระอรหันต์) จริงอยู่ “พระขีณาสพ” นั้น ชื่อว่า “อนวชฺโช” แปลว่า “ผู้ไม่มีโทษเลย” ข้อนี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาอังคุตตรนิกาย

 

[๑๐๘] (๑) บุคคลผู้อุคฆฏิตัญญู เป็นไฉน

การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด พร้อมกับเวลาที่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่า “บุคคลผู้อุคฆฏิตัญญู” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ผู้อาจรู้ได้ฉับพลันแต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง คือ มีปัญญาเฉียบแหลม พูดให้ฟังเพียงหัวข้อก็เข้า ผู้ที่พอยกหัวข้อก็รู้ ผู้รู้เข้าใจได้ฉับพลัน แต่พอท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง

 

(๒) บุคคลผู้วิปจิตัญญู เป็นไฉน

การบรรลุมรรคและผล ย่อมมีแก่บุคคลใด ในเมื่อท่านจำแนกเนื้อความแห่งภาษิตโดยย่อ ให้พิสดาร บุคคลนี้เรียกว่า “บุคคลผู้วิปจิตัญญู” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความหมายแห่งหัวข้อนั้น รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้ต่อเมื่อขยายความ ผู้รู้เข้าใจได้ ต่อเมื่อท่านอธิบายความพิสดารออกไป

 

(๓) บุคคลผู้เนยยะ เป็นไฉน

การบรรลุมรรคและผลเป็นชั้น ๆ ไป ย่อมมีแก่บุคคลใด โดยเหตุอย่างนี้ คือ โดยอุเทศ โดยไต่ถาม โดยทำไว้ในใจโดยแยบตาย โดยสมาคม โดยคบหา โดยสนิทสนมกันกับกัลยาณมิตร บุคคลนี้เรียกว่า “บุคคลผู้เนยยะ” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง ผู้พอแนะนำได้ คือ พอจะฝึกสอนอบรมให้เข้าใจธรรมได้ต่อไป ผู้ที่พอจะแนะนำได้ ผู้ที่พอจะค่อยชี้แจงแนะนำให้เข้าใจได้ ด้วยวิธีการฝึกสอนอบรมต่อไป ซึ่งเรียกว่า “เวเนยยสัตว์–เวไนยสัตว์” คือ สัตว์ผู้ควรแก่การแนะนำสั่งสอน สัตว์ที่พึงแนะนำได้ สัตว์ที่พอดัดได้สอนได้

 

(๔) บุคคลผู้ปทปรมะ เป็นไฉน

บุคคลใด ฟังพุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินั้น บุคคลนี้เรียกว่า “บุคคลผู้ปทปรมะ” หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง “ผู้มีบท (คือถ้อยคำ) เป็นอย่างยิ่ง” บุคคลผู้ด้อยปัญญาเล่าเรียนได้อย่างมากที่สุดก็เพียงถ้อยคำ หรือข้อความ ไม่อาจเข้าใจความหมาย ไม่อาจเข้าใจธรรม ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ผู้อับปัญญา สอนให้รู้ได้แต่เพียงตัวบทคือพยัญชนะ หรือถ้อยคำ ไม่อาจเข้าใจอรรถคือความหมาย เช่น บอกว่า “กา” (นกอีกา) ต้องแปลว่า นกชนิดหนึ่งมีสีดำเป็นหลัก แต่ให้เข้าใจว่า เป็นพวกพูดมาก พวกบอกข่าวส่งข่าวร้ายต่อให้คนอื่น (ความหมายหลายนัย–Connotation) ท่านไม่เข้าใจ ท่านจะงงเศียร ปวดกระบาล ต้องเพิ่มคำนิยามในพจนานุกรมก่อน เพราะท่านยึดมั่นในคำว่า “นกชนิดหนึ่ง” (ความหมายนัยเดียว–Denotation) เท่านั้น

 

 

ในความเป็นจริงนั้น การจำแนกระดับประเภทของบุคคลไว้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเกิดปัญญา ได้แก่ (๑) ปัญญาเห็นธรรม และ (๒) ปัญญาตรัสรู้ เพราะความเป็นผู้ฉลาดและเฉลียวนั้น ย่อมเจริญธรรมภาวนา ได้ดี เมื่อประสบกับปัญหาใดๆ ย่อมแก้ไขได้ด้วยเชาว์ปัญญา ที่เรียกว่า “อุบายที่แยบคาย–กุสโลยายที่แนบเนียน” ด้วยกรรมประกอบใน “โยนิโสมนสิการ” หมายถึง “การใช้ความคิดถูกวิธี” คือ การทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณาสืบค้นถึงต้นเค้า สาวหาเหตุผลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะห์ ดูด้วยปัญญาที่คิดเป็นระเบียบและโดยอุบายวิธี ให้เห็นสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย (ซึ่งไม่ใช่การใช้เหตุผลตามหลักตรรกะ ว่าเป็นจริงเสมอไป เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อแนวทางวิธีคิดเช่นนั้น โดยให้พิจารณาตามหลักกาลามสูตรก่อน ว่าเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อตน ก่อนปักใจปลงใจจะเชื่อตามความเช่นนั้น) หรือมีความถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการสัมปทา” หมายถึง ความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการ การทำโยนิโสมนสิการให้ถึงพร้อม ความฉลาดคิดแยบคายให้เห็นความจริงและหาประโยชน์ได้ ฉะนั้น การเจริญอุบายวิธีที่แยบคายในใจด้วย “โยนิโสมนสิการ” นั้น จะประกอบด้วยหลักธรรมที่สงเคราะห์ใน “ปัญญาวิปัสสนา” ดังต่อไปนี้

(๑) ความฉลาดรอบรู้ใน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘)

(๒) ความฉลาดรอบรู้ใน รูปฌานสมาบัติ (ฌาน ๔)–อรูปฌานสมาบัติ (อรูปฌาน ๔)

(๓) ความฉลาดรอบรู้ใน ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔ (อันหมายถึง คำว่า “ธรรมทั้งปวง” คือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตรธรรม)

(๔) ความฉลาดรอบรู้ใน อิทัปปัจจยตา–ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ–ตถตา (องค์แห่งปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ได้แก่ อดีต = อวิชชา–สังขาร ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ อนาคต = ชาติ–ชรา–มรณะ พร้อมด้วยอกุศลวิบาก โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

(๕) ความฉลาดรอบรู้ใน ไตรลักษณ์ (อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา)

(๖) ความฉลาดรอบรู้ใน อริยสัจจ์ ๔  (ทุกขสัจจ์–สมุทัยสัจจ์–นิโรธสัจจ์–มรรคสัจจ์)

 

 

ฉะนั้น ปุถุชนผู้มืดมนด้วยอวิชชา คือ ไม่รู้จริง (อญฺญาณํ) ใน (๑) อริยสัจจ์ ๔ (๒) กาล ๓ (๓) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ นั้น ที่เรียกว่า “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ดังนี้

 

“อวิชชา ๔” หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง–ไม่รู้จริง กล่าวสั้นๆ คือ ไม่รู้ในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่

(๑) “ทุกฺเข อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกข์

(๒) “ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขสมุทัย  

(๓) “ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธ  

(๔) “ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

 

 

“อวิชชา ๔” หมายถึง ความไม่รู้แจ้ง–ไม่รู้จริง กล่าวสั้นๆ ได้แก่

(๑) “ทุกฺเข อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกข์

(๒) “ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขสมุทัย  

(๓) “ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธ  

(๔) “ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  

(๕) “ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในส่วนอดีต

(๖) “อปรนฺเต อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในส่วนอนาคต

(๗) “ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต  

(๘) “อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ” คือ ไม่รู้ในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันจึงเกิดมีขึ้นตามหลักอิทัปปัจจยตา

 

 

เพราะฉะนั้น ตามความหมายของคำว่า “อวิชชา” นั้น เป็นเรื่องปราศจาก “ปัญญาวิปัสสนา” ไม่ใช่ความไม่รู้หนังสือ หรือเรียนหนังสือไม่เก่ง ตามนัยทางวิสัยของโลก เพราะการตีความในทางธรรมนั้น จะหมายถึง การศึกษาและการปฏิบัติธรรมตามหลัก “ไตรสิกขา” ที่ประกอบด้วยแนวทางปฏิบัติด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” (อริยอัฏฐังคิกมรรค) โดยให้พิจารณาถึง “วิสุทธิ ๗” และ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ดังนี้

 

 

“ไตรสิกขา” และ “อริยมรรคมีองค์ ๘”

(๑) อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ โดยมีจุดมุ่งหมายในการดับกิเลสอย่างหยาบ “วีติกกมกิเลส” เช่น กายทุจริต ๓ วจีทุกจริต ๔ = สีลวิสุทธิ

(๒) อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ โดยมีจุดมุ่งหมายในการดับกิเลสอย่างกลาง “ปริยุฏฐานกิเลส” เช่น นิวรณ์ ๕ อุปกิเลส ๑๖ = จิตตวิสุทธิ

(๓) อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ โดยมีจุดมุ่งหมายในการดับกิเลสอย่างละเอียด “อนุสยกิเลส” เช่น อนุสัย ๗ สังโยชน์ ๑๐ โยคะ ๔ อาสวะ ๔ = ทิฏฐิวิสุทธิ–กังขาวิตรณวิสุทธิ–มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ–ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ–ญาณทัสสนวิสุทธิ 

 

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” นั่นคือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

“ญาณ ๑๖” [ปัญญาประเสริฐ–ปัญญาอริยะ] หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป 

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ 

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับไปแห่งขันธ์ ๕ 

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลายไปหมดของสังขารทั้งหลาย

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว 

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย 

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย  

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาทบทวนเพื่อหาทาง 

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร 

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค 

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล 

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน 

 

 

ข้อพึงระวัง: ในการศึกษาบทความหรือฟังธรรมเกี่ยวกับ “การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา” (ปฏิบัติศาสนา) นั้น การบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับหลักธรรมใน ๒ หมวด หมายถึง (๑) ปัญญาในสมาธิ และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา มิฉะนั้น จะเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าไม่แตกต่างจากการศึกษาทางโลก ได้แก่

(๑) “ปฏิปัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นคือ ต้องเจริญภาวนาด้วย “สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา”

(๒) “ปฏิเวธสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และนิพพาน นั่นคือ ต้องเจริญภาวนาด้วย “สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา” เช่นกัน

 

 

ฉะนั้น จะมีผู้ศึกษาพระธรรมในพระไตรปิฎกแล้วบอกว่า “ศึกษาแล้วเข้าใจยากมาก” เพราะบุคคลนั้นอาจไม่เข้าใจการสื่อความหมายของการบรรยายธรรม ซึ่งมีระดับความหมายแตกต่างจาก “ภาษาโลก” (สมมติสัจจะ) แต่ความหมายย่อมเป็นไปตาม “ภาษาธรรม” (ปรมัตถสัจจะ คือ ตามนัยพระอภิธรรมมากกว่า)

 

ในอีกนัยหนึ่ง ปุถุชนสามัญนั้น ก็มีกระบวนการแสวงหาความรู้ทางโลกียวิสัย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึง “ความหลุดพ้น” แต่คิดถึง “ให้ปากท้องมันอิ่มก่อน” การประกอบอาชีพที่สุจริตก็ยังเป็นเรื่องที่รองๆ ลงไป ส่วนใหญ่ไม่มุ่งการแข่งขันกันทุกรูปแบบ เพื่อให้ได้เงินและกำไรให้มากที่สุด ส่วนท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่อง “มโนทุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติชั่วด้วยใจ ได้แก่ “อภิชฌา–พยาบาท–มิจฉาทิฏฐิ” หรือมีวิธีคิดที่เป็น “มิจฉาสังกัปปะ: กามฉันทะ–พยาบาท–วิหิงสา” (ราคะ–โทสะ–โมหะ) ฉะนั้น ความรู้ทางโลกียวิสัยจึงเรียกว่า “เดรัจฉาวิชา” เพราะไม่ใช่ปัญญาที่พาให้หลุดพ้นจากทุกข์ แต่เป็นความรู้แค่เพียงใช้ประกอบการทำมาหากินแบบชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้สูงส่งอะไรมากนัก ยกเว้นผู้ที่เป็นปราชญ์ ผู้ทรงศีล ผู้มีเมตตากตัญญู เท่านั้น ที่จัดอยู่ใน “สัตบุรุษ” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบระบบการศึกษากับทางธรรมนั้น มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของใบปริญญาเน่าๆ ที่ไม่สามารถรับประกันคุณภาพของผู้สอนผู้เรียนได้จริงอีกเช่นกัน ทางธรรมนั้นจะเน้นถึง “พระธรรมคุณ ๖” ผู้ที่จะเข้าถึงได้จึงต้องแลกด้วยชีวิตทั้งหมดจริงๆ ไม่ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่เบียดเบียนคนอื่น ดังนี้

 

 

“พระธรรมคุณ ๖” หมายถึง คุณของพระธรรม ได้แก่

(๑) “สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม” พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง  

(๒) “สนฺทิฏฺฐิโก” อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง ไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้

(๓) “อกาลิโก” ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล  

(๔) “เอหิปสฺสิโก” ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง  

(๕) “โอปนยิโก” ควรน้อมเข้ามา คือ ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดู อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นสิ่งที่นำผู้ปฏิบัติให้เข้าไปถึงที่หมาย คือ นิพพาน  

(๖) “ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ” อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง  

 

 

ส่วนคุณภาพของผู้เรียนนั้น ถ้าสำเร็จตามข้อประพฤติปฏิบัติแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ย่อมประกอบด้วย “พระสังฆคุณ ๙” ที่พระอริยสาวกแห่งตถาคตพึงถึงพร้อม ดังนี้

 

“พระสังฆคุณ ๙” หมายถึง คุณของพระสงฆ์ ได้แก่

(๑) “สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ” พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดี  

(๒) “อุชุปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติตรง  

(๓) “ญายปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง  

(๔) “สามีจิปฏิปนฺโน” เป็นผู้ปฏิบัติสมควร  

 

“ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา” ได้แก่ คู่บุรุษ ๔ ตัวบุคคล ๘

“เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ” พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคนี้

 

(๕) “อาหุเนยฺโย” เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ คือควรรับของที่เขานำมาถวาย  

(๖) “ปาหุเนยฺโย” เป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ  

(๗) “ทกฺขิเณยฺโย” เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ควรแก่ของทำบุญ

(๘) “อญฺชลิกรณีโย” เป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลี ควรแก่การกราบไหว้  

(๙) “อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส” เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก, เป็นแหล่งปลูกฝังและเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยมของโลก  

 

 

ทั้งหมดนี้ คือ คุณบทแห่งบุคคลผู้เป็น “พระอริยะ–สัตบุรุษ–โสภณบุรุษ” ที่เรียกว่า “อนวชฺโช” คือ ผู้ไม่มีโทษเลย หรือถ้าเป็นปุถุชนสามัญ ก็จะเรียกว่า “กัลยาณปุถุชน” หมายถึง ปุถุชนที่มีการเรียนการสอบถาม การฟัง การจำและการพิจารณาในขันธ์ ธาตุ อายตนะ เป็นต้น ผู้ได้รู้ทั่วถึงขันธ์ แต่ไม่ใช่ผู้เรียกว่า  “อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน” หมายถึง ปุถุชนผู้ไร้การศึกษา ฉะนั้น “พระอริยสงฆ์–พระอรหันตขีณาสพ” นั้น ย่อมเป็นบุคคลผู้ประเสริฐที่ประกอบด้วย “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” (ข้อ ๓ ในพุทธคุณ ๙) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา คือ ความรู้ (วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖) และจรณะ คือ ความประพฤติ (จรณะ เครื่องดำเนิน ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางบรรลุวิชชา ที่เรียกว่า จรณะ ๑๕ = สีลสัมปทา–อปัณณกปฏิปทา ๓–สัทธรรม ๗–และ–ฌาน ๔) เพราะให้สำนึกสำรวมอยู่เสมอถ้าบุคคลนั้นครองอยู่ในสมณเพศ คือ “บุคคลผู้มีคุณชาติจะเป็นพระพุทธเจ้า” แต่ในทางโลกนั้น การเรียนสูงสุดได้ชื่อว่า “ดุษฎีบัณฑิต” หรือมีตำแหน่งนักวิชาการ คือ “ศาสตราจารย์” แต่จะได้เป็น “ปราชญ์” หรือไม่นั้น ต้องสังคมยอมรับถึงคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมหรือไม่นั้น ไม่รับประกันคุณภาพในข้อนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาถึง แนวทางหรือวิธีการแสวหาความรู้ของมนุษยชาติ ที่ดำเนินการมาตามลำดับ ที่มีขั้นตอนจากความไม่น่าเชื่อถือ จนถึงขั้นสูงสุดที่น่าเชื่อถือที่เป็นองค์ความรู้เชิงปริมาณ (Objectivism–Descriptivism) มากกว่าเชิงคุณภาพ (Subjectivism) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบชาวตะวันตก ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ “สังคมเกษตรโบราณ” มาเป็น “สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่” จนถึงยุคปัจจุบันนี้ เรียกว่า “ยุคสังคมข้อมูลข่าวสาร” (Information Based Society) ซึ่งมีลำดับความเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ ดังนี้

(๑) “การสอบถามจากผู้รู้” (Authority) อาศัยภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้จากบุคคลที่น่าเชื่อถือ หรือผู้นำชุมชน เช่น หมอผี หมอยาสมุนไพร ผู้ทรงศีล นักบวช ปุโรหิต พราหมณ์ เป็นต้น

(๒) “การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี” (Tradition) อาศัย “กระบวนการถ่ายทอดวัฒนธรรม” (ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ความเห็น วิถีประชา บรรทัดฐาน กฎหมาย) ผ่านสถาบันสังคมในระดับต่างๆ เช่น ครอบครัว วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ เป็นต้น ที่เรียกรวมๆ ว่า “กระบวนขัดเกลาทางสังคม” (Socialization Movement)

(๓) “การใช้ประสบการณ์” (Experience) อาศัยความอยากรู้อยากเห็น การสังเกตการณ์ การทดลองด้วยตนเอง ที่มีแรงดลบันดาลใจด้วยความสงสัยในปรากฏการณ์ต่างๆ ล้อมตนเอง โดยตั้งข้อสงสัยหรือสมมติฐานไว้ว่าจะเป็นจริงหรือไม่

(๔) “วิธีการอนุมาน” (Deductive Method) อาศัยความคิดพื้นฐาน ข้อสมมติฐาน แล้ววิเคราะห์หาองค์ประกอบด้วยเหตุผล สร้างข้อสรุปจากกลุ่มข้อมูลที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน คือ พิจารณาจากหลักการใหญ่ๆ ไปหาองค์ประกอบหรือปัจจัยย่อยเฉพาะกลุ่ม หรือ “ลักษณะเฉพาะ” (Uniqueness) หรือ พิจารณา ศึกษา ค้นคว้า โดยดูจากองค์ประกอบหลักไปหาองค์ประกอบย่อย นั่นคือ “โครงสร้าง” (Structure) อันเป็นความสัมพันธ์ระดับแนวราบ

(๕) “วิธีการอุปมาน” (Inductive Method) อาศัยความคิดพื้นฐาน ข้อสมมติฐาน แล้วสังเคราะห์หาข้อสรุปที่เป็นหลักการหรือทฤษฎีต่อไป คือ พิจารณาจากองค์ประกอบย่อย เพื่อหาลักษณะรวม หรือ ลักษณะสากล (Universality) หรือหาข้อสรุปจากองค์ประกอบย่อยไปหาองค์ประกอบหลัก นั่นคือ “ระบบ” (System) อันเป็นความสัมพันธ์ระดับแนวตั้ง เป็นการตั้งทฤษฎีใหม่ หรือการพิสูจน์หักล้างทฤษฎีเกา หรือการยืนยันทฤษฎีเก่า

(๖) “วิธีการทางวิทยาศาสตร์” (Scientific Method) อาศัยแนวคิด (Approach) ทั้ง “วิธีการอนุมาน” และ “วิธีการอุปมาน” มารวมกัน แต่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ (Criteria) สำหรับ “กระบวนการค้นพบ” (Discovery Procedures) โดยศึกษาใน “ลักษณะเชิงพรรณนาตามชุดข้อมูลที่ปรากฏ” (Descriptivism) เน้นการเข้าสังเกตการณ์ (Observation) ตามแนวปรัชญาแบบ “ประจักษ์นิยม” (Empiricism) และ “สัจจนิยม” (Realism) รวมทั้งเน้นแบบ “วัตถุนิยม” (Materialism) หรือ “ปรนัยนิยม” (Objectivism) ในรูปแบบวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) ซึ่งหมายถึง “ระเบียบวิธีวิจัย” (Research Methodology) นั่นเอง ในการสร้างภูมิปัญญาด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์นี้ จะประกอบด้วยทักษะกระบวนการคิดขั้นพื้นฐานและขั้นสูง ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ “ทิศนา แขมมณี และคณะ” (๒๕๔๙) ดังนี้

 

 

 ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน

(๑) ทักษะการคิดที่ใช้ในการสื่อสาร

(๑) การฟัง

(๒) การพูด

(๓) การอ่าน

(๔) การเขียน

 (๒) ทักษะการคิดที่เป็นแกน

(๑) สังเกต

(๒) สำรวจ

(๓) สำรวจค้นหา

(๔) ตั้งคำถาม

(๕) ระบุ

(๖) เก็บรวบรวมข้อมูล

(๗) เปรียบเทียบ

(๘) คัดแยก

(๙) จัดกลุ่ม

(๑๐) จำแนกประเภท

(๑๑) เรียงลำดับ

(๑๒) แปลความ

(๑๓) ตีความ

(๑๔) เชื่อมโยง

(๑๕) สรุปย่อ

(๑๖) สรุปอ้างอิง

(๑๗) ให้เหตุผล

(๑๘) นำความรู้ไปใช้

ทักษะการคิดขั้นสูง

(๑) ทักษะการคิดซับซ้อน

(๑) ทำความกระจ่าง

(๒) สรุปลงความเห็น

(๓) ให้คำจำกัดความ

(๔) วิเคราะห์

(๕) สังเคราะห์

(๖) ประยุกต์ใช้ความรู้

(๗) จัดระเบียบ

(๘) สร้างความรู้

(๙) จัดโครงสร้าง

(๑๐) ปรับโครงสร้าง

(๑๑) หาแบบแผน

(๑๒) พยากรณ์

(๑๓) หาความเชื่อพื้นฐาน

(๑๓) ตั้งสมมุติฐาน

(๑๔) พิสูจน์ความจริง

(๑๕) ทดสอบสมมุติฐาน

(๑๖) ตั้งเกณฑ์

(๑๗) ประเมินผล

(๒) ทักษะลักษณะการคิด

(๑) คิดคล่อง

(๒) คิดหลากหลาย

(๓) คิดละเอียด

(๔) คิดชัดเจน

(๕) คิดอย่างมีเหตุผล

(๖) คิดถูกทาง

(๗) คิดกว้าง

(๘) คิดไกล

(๙) คิดลึกซึ้ง

(๓) ทักษะกระบวนการคิด

(๑) คิดวิจารณญาณ

(๒) คิดตัดสินใจ

(๓) คิดแก้ปัญหา

(๔) คิดวิจัย

(๕) คิดริเริ่ม

(๖) คิดสร้างสรรค์

(๔) ทักษะควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง

(๑) การตรวจสอบความก้าวหน้าของตนเอง  และ (๒) การปรับปรุงกระบวนการคิด

 

 

เพราะฉะนั้น ความรู้ทางโลกียวิสัยที่เกิดจาก “องค์ความรู้ในระเบียบวิธีการวิจัย” จึงเป็นวิธีแสวงหาความรู้ที่มีคุณภาพดีที่สุด ถ้าเป็นนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์สาขาของตนอย่างดีพร้อม เมื่อเรารู้เข้าใจดีว่า วิจัยคือหนทางแห่งการพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบันมากที่สุดเกี่ยวกับปัญญาสามัญ แต่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ยังไม่เป็น “มหาวิทยาลัยวิจัย” (Research University) ซึ่งส่วนใหญ่เทงบประมาณไปที่อาคารสถานที่ ความสะดวกสบาย มากกว่าการพัฒนาปัญญา และที่น่าสงสัยพากันอยู่ไปวันๆ กันได้อย่างไร ไม่เพิ่มคุณค่าความเป็นมนุษย์ด้วยปัญญาสามัญ ที่เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” แล้วจะก้าวไปสู่ คำว่า “วิชชา” ในความหมายของพระพุทธศาสนานั้น จะมีโอกาสเป็นไปได้หรือ เพราะเป็นปฏิปทาที่ปฏิบัติได้ยาก และรู้ผลได้ช้า เพราะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเป็นเครื่องต่อรองกับ “การตรัสรู้ธรรม” องค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยนั้น ขึ้นกับระยะเวลาของงบประมาณสูงสุดไม่เกิด ๕ ปี เพราะไม่ทันการกับความเปลี่ยนแปลงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่มีอิทธิพลกับความก้าวหน้าในศาสตร์สาขาต่างๆ  ภาวะความแข่งขันที่สูงภายใต้แรงกดดัน และการทำงานเป็นหมู่คณะของผู้วิจัย ที่มีพื้นฐานมาจากความมีเสรีภาพทางความคิด ยิ่งทำให้งานวิจัยในมหาวิทยาลัยมนุษย์โลกคนไทยก้าวหน้าได้ยาก เพราะไม่เข้าใจ คำว่า”สามัคคีธรรม” น่าจะไม่ค่อยเข้าใจคำนี้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งแรกกะละมัง เรื่องนี้ก็น่าทำการศึกษาหาเหตุเช่นเดียวกัน จะได้หาสูตรอาหารให้กินจะได้ไม่คิดแตกแยกความสามัคคีกัน “สภาวะการแข่งขันภายใต้แรงกัดดัน” (Competitiveness under Higher Pressures) คือ “วัฒนธรรมของพวกทุนนิยมและบริโภคนิยม” ที่ชอบแย่งกันกินกันใช้ โดยมีกิเลสตัณหา (ความต้องการตามทฤษฎีมาสโร) เป็นตัวกำหนดภาวะจิตใจและเป็นแรงขับดันความกระหายและความกระสันอยากได้โดยไม่ควรแก่กาลเทศะ ไร้ศีลธรรมหรือจริยธรรมในการประกอบอาชีพ อย่างเช่นผู้ที่เจริญแล้วหรือมีอารยธรรมพึงกระทำต่อกัน “พวกธุรกิจร่วมลงทุนข้ามชาติ” (Multinational Joint Venture Business) จึงเป็นธุรกิจโจรปล้นชาติอื่นกิน ที่มีไส้ศึกคือคนในชาตินั้นๆ เป็นตัวชักนำ เพราะรู้จุดอ่อนของคนชาติเดียวกันดี ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีวัคซีน (ทฤษฎีให้พวกมันฆ่ากันเอง แล้วค่อยๆ ย่องไปกินตับพวกมันทั้งหมด) แล้วต่างชาติค่อยมากินตับพวกมันอีกครั้งหนึ่ง ตับพวกนี้หวานอร่อย มิฉะนั้น ซี่อุยคงไม่กินตับหรอก บอกให้คิดเป็น ไม่ใช่ให้ร้องเพลงบอกว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แบบนี้เข้ากับทฤษฎีหมอลำ ลิเก ลำตัด แล้วจะเชื่ออีกหรือ ขนาดพวกที่คิดดีๆ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่าวางใจเชื่อ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ยิ่งแก่ตนใน “กาลามสูตร” มีไว้ ๑๐ ประการ ดังนี้

 

 

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย โดยเฉพาะ คนที่ชอบทำธุรกิจ MLM ยิ่งระวังให้มาก เพราะปากพวกนี้มันมาก ชอบกินตับลูกค้าดาวน์ไลน์ ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

 

กล่าวโดยสรุป ในเหล่าบรรดา “ปัญญาความรู้ทางโลกียวิสัยของอันธพาลปุถุชน” (ผู้ไร้การศึกษาในพระธรรม) ทั้งหลายนั้น เป็นแค่ปัญญา ที่เรียกว่า (๑) “สุตมยปัญญา” ความรู้ที่ค้นหาจากผู้อื่น –ปรโตโฆสะ กับ (๒) “จินตามยปัญญา” ความรู้ที่คิดเองสืบต่อในตน –โยนิโสมนสิการ ยังเป็นความรู้ที่เป็น “ญาณวิปปยุตต์” คือ ไม่ประกอบด้วย “พุทธปัญญาญาณ” อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” พวกโลกียปัญญาจึงเป็นปัญญาที่ยังไม่บริสุทธิ์จากกิเลสตัณหา ไม่ใช่ “ปัญญาอริยะของพระอริยสงฆ์” ยังเป็นแค่ “เดรัจฉานวิชา” (วิชาพอกพูนกิเลส) ไม่ใช่ “วิชชา” (ปัญญาความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง) ที่หมายถึง “วิชชา ๓–วิชชา ๘–อภิญญา ๖” ที่เป็นคุณชาติของบุคคลผู้เป็นอริยะและสัตบุรุษ หรือ “โสภณบุรุษ–ผู้มีจิตใจงดงาม” (กัลยาณปุถุชน) อย่าลืมว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้มองคนผู้มีปัญญาทางวิสัยของโลกเป็นคนไม่ดี หรือมองโลกในแง่ร้าย (Pessimism) แต่เมื่อนำองค์ความรู้ที่มนุษย์มีอยู่ทั้งหมดมาเทียบเคียงกับ “พุทธปัญญาญาณ” แล้ว มันคนละเส้นทาง ทางหนึ่งไปนรกภูมิ อีกทางหนึ่งไปนิพพานภูมิ เหมือนเส้นสระบุรีเลียวขวา ไปสู่ “แดนพระอริยเจ้า” เป็นต้น จะว่าไปแล้ว “เดรัจฉานวิชา” (วิชาพอกพูนกิเลส) กับ “วิชชา” (ปัญญาความรู้ที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง) ต่างกันที่บาทฐานหรือปทัฏฐานของแหล่งกำเนิดปัญญาความรู้ อย่างแรกมีกิเลสตัณหาเป็นมูลเหตุ อย่างหลังมีวิสุทธิคุณเป็นแหล่งกำเนิดที่ชักนำไปสู่นิพพาน โดยมีข้อประพฤติปฏิบัติยิ่งด้วย “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” นั่นคือ “อริยมรรคมีองค์ ๘ แห่งมัชฌิมาปฏิปทา” แล้วอย่ามาน้อยใจ มหาวิทยาลัยทั้งหลายของมนุษย์โลกคนไทยมีสอนวิชาหน้าที่พลเมืองกับวิชาศีลธรรมหรือจริยธรรม (Moral) ด้วยหรือ มีแต่สอนกันทำอย่างไรจะหางานได้ ได้เงินเยอะ มีบ้านใหญ่รถหรูใช้กัน เกาะคนรวยนายจ้างกินอย่างถูกสุขอนามัย หลอกพวกนี้ให้ตายใจ ลับหลังก็กินเหล้านินทาพวกมันเป็นกับแกล้ม เป็นต้น ยิ่งเรียนในระดับบัณฑิตวิทยาลัยก็ยิ่งเน้นพวกเรียนเก่งโกงเก่ง ไม่ได้สอนการสร้างสรรค์สังคมด้วยปัญญาที่บริสุทธิ์เลย ที่เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” จะไม่ได้อย่างไร ไม่มีคนเมาที่ไหนยอมรับว่าตนเองเมาหรอก ตอนนี้กำลังบอกว่า “ให้เริ่มต้นใหม่ ให้คิดดี–ทำดี” ไม่ใช่เรื่องน่าอายในการทำกุศลบุญ ยิ่งนับวันแก่ขึ้นๆ ยิ่งต้องเร่งเดินทางให้ถูกทางก่อนตาย อยู่กับความชั่วนานๆ มันชิน พอพูดถึงความดีแล้วปวดหัว ต้องใช้ “ศีล ๕” เป็นขั้นแรกในการปฐมพยาบาล แล้วค่อยนั่งสมาธิ และวิปัสสนาต่อไป อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ  

 

เมื่อจ่ายเงินค่าเทอมเรียนถึงปริญญาเอกแล้วจบออกมา แล้วมาบอกว่า “ไปเรียนวิชาพวกเดรัจฉานวิชา” (แถมมีพระคุณท่านเรียนด้วยเยอเลย) แล้วมันถูกต้องแล้วหรือ อย่างนี้ให้ถามพระคุณท่านดูก็แล้วกัน เพราะผู้เขียนเคยสนทนาเรื่องโลกกับพระคุณท่านบางองค์ ที่สำเร็จในขั้นนี้แล้วปรารภว่า “ชาตินี้ไม่ขอนิพพาน แค่ให้คนมีกิน มีใช้ มีความสุข บนดาวเคราะห์นี้ก็พอ ขายปุ๋ยดีกว่า เป็นการช่วยสังคม (ทั้งที่เป็นสมณะ ระดับความสูง ๑๗๐ ตำแหน่ง เจ้าอาวาส ๙ นาฬิกา กรุงเทพฯ ตะวันออก–ทางบางซ้าย)” (ผู้เขียนบรรยาย ก็เป็นงงงวย กำซวยเล่น ก็อยากจะกลับดวงดาวของตัวเองเหมือนกันตอนนั้น ดวงเคราะห์ของท่านไม่ไหว จะเกิดธรรมสังเวชสักหน่อยก็ไม่ได้ มีแต่สมเพชมากกว่า ขอลาตามหามยุรีที่กรุงเทพฯ ให้กลับสุพรรณบุรีดีกว่า เพราะสนทนาไป ท่านก็พูดในเรื่องตรงกันข้ามกับ “กถาวัตถุ ๑๐” ทุกประการ ไม่เกิดธรรมธรรมปฏิสันถารโดยธรรมเลย ก็ขอลา เจริญลง..ท่าน) สาระสำคัญในประเด็นนี้ ก็ยอมรับได้เลยว่า “พระธรรมวินัย” และ “ปฏิบัติสัทธรรมกับปฏิเวธสัทธรรมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” นั้น ใช่เรื่องง่ายสาธารณ์แห่ปุถุชนทั่วไปไม่ เพราะเป็นเรื่องที่เหนือวิสัยของโลก ขัดแย้งกับสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์โลก พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเป็นธรรมทั้งปวงที่ ปฏิบัติได้ยาก และรู้ผลได้ช้า ที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า) ซึ่งเหมาะกับใครมี “วิริยะ–ขันติ–ปัญญา–และ–กรุณา” ก็น่าจะบรรลุความตรัสรู้ได้ ขอยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนบรรยายพาคนอินเดียไปบวชวัดแถวคลอง ๖ “ปฏิญาณตนว่าจะบวชรุ่นไม่ขอสึก” ก็แค่ ๒–๓ ปี เรียบร้อย และเรียบสิบกับเรียบหน่วย “สึก.. ครับท่าน” และตอนนั้น ยังได้ถือโอกาสแวะไปเยี่ยม “หลานเณรทั้งหลาย ที่ย้ายจากสุพรรณบุรีมาที่วัดนี้เช่นกัน ประมาณ ๓๐ องค์ มาเรียนเปรียญ (สอบพระปริยัตธรรม) ต่อ เมื่อ ๔–๕ ปีที่แล้ว ตอนนี้เหลือ ๒–๓ องค์ ตอนนี้ ย้ายมาอยู่วัดในกรุงเทพฯ โยมแม่ของเณรขอร้อนผู้เขียนบรรยายไปช่วยระงับสึกเณรหน่อย ไม่งั้นขอสึกหมดรุ่นไปเลย ก็พูดนานเกือบ ๒ ชั่วโมง บอกว่า ‘คนน้อยคนที่มีโอกาสทองของชีวิต จะได้เป็นผู้สืบทอดพระศาสนาด้วยคุณชาติแห่งพระพุทธเจ้า จะทำอะไรก็มีญาติโยมทักษิณา ก็ให้หาพจนานุกรมพุทธศาสตร์พบติดตัว อ่านท่องหลักธรรม ดังที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต ไม่ยอมแพ้กิเลสมาร ไม่สึก พระศาสนาจะได้สืบต่อรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง ย่อมไม่อันตรธานหายไป จะได้เป็นหน่อพุทธะสืบต่อไป’ สาธุ” สรุป “ไม่สึก.. ครับท่าน” (แต่มีสิ่งอัศจรรย์ คือ พระดอกเตอร์ส่วนใหญ่จะสึก เพราะรู้แจ้งโลกมาก เลยอยากสึกมายึดครองเป็นเจ้าโลก)

 

 

ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น พระสัทธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จัดเป็น “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” (ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า) ผู้ที่จะสำเร็จบรรลุธรรมเป็น “พระอรหันตขีณาสพ” ได้นั้น จึงมีน้อยมากในสมัยปัจจุบัน เพราะไม่ต้องใจจริง และขาดความอดทน ที่ประกอบด้วย “ปัญญา–กรุณา–ขันติ” กว่าจะได้บรรลุเข้าถึงปฏิเวธในคุณชาติแห่งพระพุทธเจ้าได้ คือ ปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ที่ทำให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” อันเป็นปัญญาของพระอริยเจ้า และเป็นปัญญาที่มีฐานพัฒนาประกอบด้วย “ปัญญา ๒” ได้แก่ (๑) จินตามยปัญญา และ (๒) สุตมยปัญญา ฉะนั้น “ปัญญา ๓” นี้ มี “ภาวนามยปัญญา” ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก “ปัญญาสามัญ–ความรู้ทางโลกียวิสัย” ที่เรียกว่า “เดรัจฉานวิชา” (รวมถึง วิชาคุณไสย–ไสยาศาสตร์ เวทมนต์ คาถาอาคม) อันเป็นความรู้ทั้งหมดที่ตรงกันข้ามกับความรู้ของพระอริยเจ้าหรือพระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นพุทธบริษัททั้งหลายนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้และปฏิบัติมนสิการในกรรมฐานของ “ธรรมทั้งปวง” เหล่านี้ ซึ่งสรุปเป็นหมวดหลัก ได้แก่

(๑) ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘ (อินทรีย์ ๒๒)

(๒) กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม

(๓) กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตรธรรม

 

 

นอกจากนี้ ยังต้องทำความเข้าใจถึง (๑) “เอกุตตรธรรม” หมวดธรรมที่ควรทำให้แจ้งทั้งหมด ๑๐ ข้อ และ (๒) “อภิญเญยธรรม” หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งหมด ๒๒ ข้อ ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

 

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ ๑ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ ๑ กรุณาเจโตวิมุตติ ๑ มุทิตาเจโตวิมุตติ ๑ อุเบกขาเจโตวิมุตติ ๑

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

 

 

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ (ตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน) โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

 

 

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป –เวทนา –สัญญา –สังขาร –วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ –โสตะ –ฆานะ –ชิวหา –กาย –ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป –เสียง –กลิ่น –รส –โผฏฐัพพะ –ธรรมารมณ์

(๔) “วิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ –โสตวิญญาณ –ฆานวิญญาณ –ชิวหาวิญญาณ –กายวิญญาณ –มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส –โสตสัมผัส –ฆานสัมผัส –ชิวหาสัมผัส –กายสัมผัส –มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา –โสตสัมผัสสชาเวทนา –ฆานสัมผัสสชาเวทนา –ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา –กายสัมผัสสชาเวทนา –มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา –สัททสัญญา –คันธสัญญา –รสสัญญา –โผฏฐัพพสัญญา –ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา –สัททสัญเจตนา –คันธสัญเจตนา –รสสัญเจตนา –โผฏฐัพพสัญเจตนา –ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา –สัททตัณหา –คันธตัณหา –รสตัณหา –โผฏฐัพพตัณหา –ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก –สัททวิตก –คันธวิตก –รสวิตก –โผฏฐัพพวิตก –ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร –สัททวิจาร –คันธวิจาร –รสวิจาร –โผฏฐัพพวิจาร –ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ –อาโปธาตุ –เตโชธาตุ –วาโยธาตุ –อากาสธาตุ –วิญญาณธาตุ –ปฐวีกสิณ –อาโปกสิณ –เตโชกสิณ –วาโยกสิณ –นีลกสิณ –ปีตกสิณ –โลหิตกสิณ –โอทาตกสิณ –อากาสกสิณ –วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม –ขน –เล็บ –ฟัน –หนัง –เนื้อ –เอ็น –กระดูก –เยื่อในกระดูก –ม้าม –หัวใจ –ตับ –พังผืด –ไต –ปอด –ไส้ใหญ่ –ไส้น้อย –อาหารใหม่ –อาหารเก่า –ดี –เสลด –หนอง –เลือด –เหงื่อ –มันข้น –น้ำตา –เปลวมัน –น้ำลาย –น้ำมูก –ไขข้อ –มูตร –สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ –รูปายตนะ –โสตายตนะ –สัททายตนะ –ฆานายตนะ –คันธายตนะ –ชิวหายตนะ –รสายตนะ –กายายตนะ –โผฏฐัพพายตนะ –มนายตนะ –ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ –รูปธาตุ –จักขุวิญญาณธาตุ –โสตธาตุ –สัททธาตุ– โสตวิญญาณธาตุ –ฆานธาตุ –คันธธาตุ –ฆานวิญญาณธาตุ –ชิวหาธาตุ –รสธาตุ –ชิวหาวิญญาณธาตุ –กายธาตุ –โผฏฐัพพธาตุ –กายวิญญาณธาตุ –มโนธาตุ –ธรรมธาตุ –มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ –โสตินทรีย์ –ฆานินทรีย์ –ชิวหินทรีย์ –กายินทรีย์ –มนินทรีย์ –ชีวิตินทรีย์ –อิตถินทรีย์ –ปุริสินทรีย์ –สุขินทรีย์ –ทุกขินทรีย์ –โสมนัสสินทรีย์ –โทมนัสสินทรีย์ –อุเบกขินทรีย์ –สัทธินทรีย์ –วีริยินทรีย์ –สตินทรีย์ –สมาธินทรีย์ –ปัญญินทรีย์ –อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] –อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] –อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ –รูปธาตุ –อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ –รูปภพ –อรูปภพ –สัญญาภพ –อสัญญาภพ –เนวสัญญานาสัญญาภพ –เอกโวการภพ –จตุโวการภพ –ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน –ทุติยฌาน –ตติยฌาน– จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ –กรุณาเจโตวิมุตติ –มุทิตาเจโตวิมุตติ –อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ –วิญญาณัญจายตนสมาบัติ –อากิญจัญญายตนสมาบัติ –เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา –สังขาร –วิญญาณ –นามรูป –สฬายตนะ –ผัสสะ –เวทนา –ตัณหา –อุปาทาน –ภพ –ชาติ –ชรา –มรณะ 

 

 

ฉะนั้น องค์ความรู้ในพระพุทธธรรมทั้งหมดนี้ ได้แก่ (๑) “เอกุตตรธรรม” หมวดธรรมที่ควรทำให้แจ้ง มีทั้งหมด ๑๐ ข้อ และ (๒) “อภิญเญยธรรม” หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่ง มีทั้งหมด ๒๒ ข้อ นั้น จะไม่ปรากฏอยู่ในองค์ความรู้ฝ่ายโลกียวิสัยของ “ปุถุชน” องค์ความรู้ในธรรมทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นกับผู้กำลังปฏิบัติธรรม ทั้งที่ได้บรรลุธรรมในบางส่วน (พระโสดาบัน–พระสกทาคามี–พระอนาคามี) และได้เกิดขึ้นแล้วกับผู้บรรลุความตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ “สัมโพธิญาณ” ที่เรียกว่า “พระอรหันตขีณาสพ” ด้วยเหตุนี้ การกำหนดอุบายวิธีที่แยบคายเพื่อการเจริญ “เอกุตตรธรรม–อภิญเญยธรรม” ในกรรมฐานแห่ง “โยนิโสมนสิการ” นั้น จึงเป็นทักษะสำคัญในการเจริญภาวนา ซึ่งไม่เกิดขึ้นกับ “ปุถุชน” แต่จะเกิดขึ้นกับ “พระอริยะ” เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ให้พิจารณาคำนิยามของคำว่า “ปุถุชน” อีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

 

 

ว่าด้วย นัยแห่งปุถุชน

(พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 360–361 FILE 76)

 

(๑) ชนนั้น ชื่อว่า “ปุถุชน” ด้วยเหตุทั้งหลายมีการยังกิเลสเป็นต้นมากมายมีประการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นก็มี เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า

(๒) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า ย่อมยังกิเลสมากให้เกิด

(๓) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่ยังมิได้ฆ่าสักกายทิฏฐิ

(๔) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่คอยมองดูหน้าศาสดาต่างๆ

(๕) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกที่ออกไปจากคติทั้งปวงไม่ได้

(๖) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกสร้างอภิสังขารต่างๆ

(๗) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกห้วงโอฆะต่างๆ พัดไปอยู่

(๘) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกเร่าร้อนอยู่ด้วยความเร่าร้อนต่างๆ

(๙) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกเผาอยู่ด้วยความร้อนต่างๆ

(๑๐) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกกำหนัด ยินดี รักใคร่ สยบ หมกมุ่น ติดข้องพัวพันกามคุณ ๕

(๑๑) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า เป็นพวกถูกนิวรณ์ ๕ กางกั้นแล้ว หุ้มห่อแล้ว ปกคลุมแล้ว ปิดบังแล้ว ซ่อนเร้นไว้แล้ว ให้ถอยกลับแล้ว

(๑๒) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า แม้เพราะความที่พวกชนเป็นอันมากเป็นผู้อยู่ภายในแห่งชนทั้งหลายเหลือคณนา ล้วนแต่เบือนหน้าหนีธรรมของพระอริยะ และมีการประพฤติธรรมต่ำทรามเสมอ

(๑๓) ชื่อว่า “ปุถุชน” เพราะอรรถว่า ชนนี้เป็นพวกถึงการนับแยกไว้ต่างหากบ้าง ชนนี้เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องกับพระอริยะทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณมีศีล และสุตะเป็นต้นบ้าง

 

 

เพราะฉะนั้น แม้ว่า “ปุถุชน” ทั้งหลายนั้น จะเป็นผู้มีการศึกษาศาสตร์ทางโลกียวิสัยดีแค่ไหนก็ตาม จะมีปัญญาเลิศล้ำแค่ไหนก็ตาม บุคคลเหล่านั้น ก็ไม่มีปัญญาที่จะทำให้ตนเองหลุดพ้นจาก “วัฏฏะ–สังสารทุกข์” ได้เลย ยังเป็น “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ประการสำคัญ คนเหล่านี้ จองหอง หยิ่งทะนงตัว ว่าตนเองฉลาดกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ย่อมไม่ให้ความสำคัญอะไรกับพระศาสนา แถมท้ายยังจะเป็น “พวกไม่มีศาสนา–พวกนอกศาสนา” เช่น คิดว่าตัวเองนั้น “เจ๋งมาก–เก๋ามาก” ไม่ไหว้พระไหว้เจ้า สำคัญตนผิดเสียเองว่าเป็น “ศาสดาแห่งลัทธิใหม่” (ลัทธิเถื่อน–ลัทธิอุบาทว์ เป็นต้น) นอกจากนี้ ยังจะพบว่า คนเหล่านี้ ดำเนินชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ที่บ่งบอกว่าเป็นผู้มีตนอันได้พัฒนาดีแล้ว มีจิตวิญญาณที่สูงเป็นอริยะ โอกาสเช่นนี้ย่อมไม่เกิดกับคนเช่นนี้ เหมือนกัน วิถีชีวิตลักษณะเช่นนี้ เริ่มจะสังเกตเห็นได้ในสังคมเมืองใหญ่ ที่ผู้คนแย่งกันทำมาหากิน ไม่มีเวลาว่างที่จะคิดถึงคุณค่าของชีวิตของตน มีแต่แสวงหาผลประโยชน์จากกันและกัน โดยให้ความสำคัญว่าพึ่งพาอาศัยกันได้ มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก ก็คงทำได้แค่นั้น ไม่มีเวลาที่จะคิดได้ดีกว่านี้ ว่า “โลกนี้ยังมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ผู้เป็นศาสดาเอกในโลก  และพระองค์ทรงเป็น ผู้ชี้ทางให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น “ปุถุชน” ผู้ไม่มีโอกาสได้รู้และปฏิบัติในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมไม่มีโอกาสในการหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนก็ตาม ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ซ้ำซากกับกองสงสารทุกข์ไม่สิ้นสุด จะทำดีก็ทำได้ไม่ถึงที่สุด  เพราะความไม่เชื่อและศรัทธาในเรื่อบาปและบุญ ไม่ยอมรับเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาแห่งตน” ที่จะคิดว่า การทำดีด้วยการปฏิบัติธรรมย่อมทำให้จิตใจสูงเป็นสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า จนถึงสามารถที่จะบรรลุถึงนิพพานได้ ฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องไร้สาระไม่มีแก่นสารอย่างพวกคนโง่เขลาคิดกัน ถ้าเรื่องนี้ไม่จริง แล้วพระพุทธศาสนาจะมีอายุสืบทอดมาถึง ๒,๖๐๐ ปี กันได้อย่างไรกัน และประการสำคัญนั้น บรรดาหลักธรรมคำสอนทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังเป็นข้อสมมติฐานหรือทฤษฎีต้นแบบแห่งศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดแบบวิจัยที่พระพุทธองค์ทรงทำเป็นต้นแบบเอาไว้ เพื่อค้นหาความจริงด้วยหลักธรรม “อริยสัจจ์ ๔” (วิสุทธิ ๗) จนรวมถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ไตรลักษณ์” ซึ่งเป็นวิธีคิดที่แยบคายด้วยกุสโลบายที่แนบเนียมที่หาบุคคลใดในโลกนี้จะทำได้เช่นพระพุทธองค์.

 

 

 

Visitor Number:
4878710