๘. สติพิจารณาธรรมในธรรมแห่งสติปัฏฐาน

     Contemplation of Mind–Objects of the Foundations of Mindfulness

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1635  

 ความสำคัญของบทความ

 

ในบทแห่งการเจริญธรรม คือ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” นั้น เป็นต้องเรื่องของ “ผู้เอิบอิ่มในธรรม–ผู้ดื่มธรรม” [ธมฺมปีติ] ย่อมไม่ใช่บุคคล “ผู้หวั่นไหว–ผู้ฟุ้งซ่าน” [วิกมฺปมานสฺส] เพราะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรม ได้แก่ (๑) “ทุกฺขมูลํ” คือ “รากเหง้าแห่งทุกข์” เพราะเป็น “มูลแห่งวัฏทุกข์” (๒) “ทุกฺขนิทานํ” คือ “เหตุแห่งทุกข์” เพราะเป็นเหตุเกิดของทุกข์ (๓) “ทุกฺขปฺปภโว” คือ “แดนเกิดแห่งทุกข์” เพราะทุกข์นั้นย่อมเกิดจากตัณหานี้ (๔) “ปาโส” คือ “บ่วง” เพราะเหมือนบ่วง นั่นคือ เครื่องผูก หมายถึง “มารปาโส” คือ “บ่วงแห่งมาร”(๕) “พลิสํ” คือ “เบ็ด” เพราะเป็นเหมือนเบ็ด นั่นคือ “สำรอกออกยาก” [อาการติดเบ็ดหลุดพ้นไปได้ยาก] หมายถึง “มารพลิสํ” คือ “เบ็ดของมาร” ผู้อยู่ในอาการทั้ง ๕ ประการดังกล่าวนี้ ย่อมได้ชื่อว่า “สัตว์ผู้ถูกตัณหาครอบงำแล้วย่อมไม่ก้าวล่วงวิสัยแห่งมาร มารย่อมยังอำนาจให้ เป็นไปในเบื้องบนสัตว์เหล่านั้น” โดยนัยปริยายนี้ จึงเรียกว่า “แดนแห่งมาร เพราะเป็นวิสัยของมาร” [คิดชั่วทำชั่วด้วยอุปนิสัย] ฉะนั้น “ผู้มีธรรมปีติ” จึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “สมถะในจตุตถฌาน” [สมถํ] ที่เกิดจากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ นั่นคือ “ความบริสุทธิ์” [วิสุทฺธํ] ย่อมได้ชื่อว่า อันบริสุทธิ์แล้ว เพราะพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลาย กล่าว คือ “นิวรณ์ ๕–วิตก–วิจาร–ปีติ–และ–สุข” [อุเบกขา] หมายความว่า “ปราศจากอุปกิเลสแล้ว–ดุจทองคำที่ไล้ดีแล้ว” คือ จิตที่ไม่ขุ่นมัว ไม่มีอุปกิเลส [วิปฺปสนฺเนน] ด้วยการเจริญใน “อัตตสัมมาปณิธิ” หมายถึง การตั้งความปรารถนาตั้งตนไว้ชอบ ตั้งจิตคิดมุ่งหมายนำตนไปถูกทาง คำว่า “นิวรณ์” หมายถึง นิวรณูปกิเลสทั้งหลายที่ “สหรคต–เกิดร่วม–เจือปน–สัมปยุตต์” ด้วย กามฉันทะ–พยาบาท–ถีนมิทธะ–อุทธัจจกุกกุจจะ–วิจิกิจฉา–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง  ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ทรงค้นหา “โมกขธรรม–โยคเกษมธรรม–ญายธรรม” อันได้แก่ มัชฌิมาปฏิทา อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่สัมปยุตต์พร้อมด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และ ธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องมือในการสำรอกขัดเกลากิเลสทั้งหลายที่ครอบงำจิตใจ ให้หมดสิ้นไปอย่างยั่งยืน ไม่มีเชื้อกิเลสเหลืออยู่อีกต่อไป ฉะนั้น สัมมาปฏิปทาอันยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรม–การบำเพ็ญเพียรภาวนา [สมถะ–วิปัสสนา] ที่ประกอบด้วย “วิริยารัมภะ [สัมมาวายามะ] –สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” เป็นหลักแรกเริ่ม จึงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยาก และรู้ผลได้ยากในขณะเดียวกัน [ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา] เพราะเป็นเรื่องการละโลกทั้งใบ เพื่อจะข้าม “โอฆธรรม” คือ สภาวะอันกิเลสเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์  กิเลสดุจน้ำ ท่วมพาผู้ตกไปให้พินาศ ไปสู่ “พระนิพพาน” ด้วยเหตุนี้ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” จึงเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถชักนำไปสู่นิพพานได้อีกทางหนึ่ง หรือเป็นอริยธรรมที่สามารถสนับสนุนความตรัสรู้ได้.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘ ประจำปี ๒๕๕๘ – สติพิจารณาธรรมในธรรมแห่งสติปัฏฐาน

 

เมื่อมนุษย์มีขั้นตอนในการแสวงหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่ตลอดเวลา  องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมีจำนวนมหาศาล ที่เรียกว่า “เทคโนโลยี–วิทยาการ” [Technology] ความมีระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน ที่เรียกว่า “ข้อปฏิบัติสู่ความเป็นเลิศ” [Best Practices] ซึ่งแต่ก่อนช่วง “ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม” มักใช้ คำว่า “กระบวนการค้นหาความจริง” [Discovery Procedures] หมายถึง ระเบียบแบบแผน ขั้นตอนการทำงาน การทดสอบ ประเมินผล และรายงานการนำเสนอ ซึ่งเรียกว่า “ระเบียบวิธีทางการวิจัย” [Research Methodology] เพราะมีสมุฏฐานมาจาก การป้องกันกลุ่มลัทธิศาสนจักร ที่กีดกั้นการแสวงหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ ที่ใช้ “วิธีแบบประกาศิต” [Prescriptivism] ห้ามถามในข้อสงสัยที่มีต่ออำนาจผู้สูงสุด มิฉะนั้น ถูกจับด้วยข้อหาเป็น “แม่มด–หมอผี” [Witch–Magician] ย่างสดหรือเผาสด ไม่ให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้รู้ นักวิชาการ นักปราชญ์ ยุดนั้น ที่มีแนวคิดข้อโต้เถียงอย่างมีเหตุผล มักถูกใส่ร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิต จากกลุ่มผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนจักร เช่น ประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลางและยุคสมัยใหม่ [ควรศึกษาประวัติศาสตร์อารยธรรมตะวันตกเพิ่มเติม เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่] แต่ในช่วงศตวรรษที่ ๑๙ นั้น นักวิทยาศาสตร์เริ่มต่อต้านอำนาจมืดทางศาสนจักรอย่างจริงจัง ไม่เน้นองค์ความรู้ที่เป็นเชิงอัตนัยส่วนบุคคลที่ยกเมฆหรือนั่งเทียน [Subjectivism] ที่เหมาเข่งวิธีการหาความรู้ว่า ต้องเป็นแบบเดียวกันหมด ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องคำนึงถึงบริบทประกอบอย่างอื่น ที่มีอิทธิพลต่อ “ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ” [Natural Phenomena] นั้นๆ ว่าไปตามอารมณ์ เพราะฉะนั้น กฎเชิงทฤษฎีของกลุ่มนี้ จึงมีข้อยกเว้นทางทฤษฎีมากมาย [A Law with Exceptions] จนเกิด “ทฤษฎีเงา” [Shadow Law] ที่มีความชัดเจนกว่า “ทฤษฎีหลัก” [Main Theory] กลุ่มคนพวกนี้ ในภายหลังเรียกว่า “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” [Conservatives] กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์สมัยใหม่พยายามค้นหาความจริงด้วยการอธิบายตามสภาพที่เป็นจริงด้วยการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ หรือการอนุมานเชิงอุปนัย [Induction] คือ การหาข้อเท็จจากข้อมูลส่วนย่อย เพื่อลงความเห็นเป็นข้อสรุปส่วนรวม เรียกว่า “สังเคราะห์” [Synthesis] ได้แก่ (๑) ระเบียบวิธี–ข้อปฏิบัติ [Regulations] (๒) กฎระเบียบ [Rules] (๓) กฎเกณฑ์ [Criteria] (๔) กฎ [Laws] (๕) หลักการ [Principles] ที่สามารถอธิบาย ณ ปัจจุบัน และพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตนั้นๆ ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “กฎที่เป็นข้ออธิบายปรากฏการณ์ส่วนรวม” ที่เรียกว่า “ลักษณะสากล” [Universality] หรือนิรนัย [Deduction] คือ คือ การหาข้อเท็จจากข้อมูลส่วนร่วม เพื่อลงความเห็นเป็นข้อสรุปส่วนย่อย เรียกว่า “การวิเคราะห์” [Analysis] ซึ่งจะได้ “กฎย่อยเฉพาะตน” ที่เรียกว่า “ลักษณะเฉพาะตน” [Uniqueness] กระบวนการคิดทั้งหมดนี้ คือ การใช้เหตุผลโดยอาศัยวิธีใน (๑) “กระบวนการเปรียบเทียบ” [Comparison] คือ การค้นหาความแตกต่างในความเหมือน [Heterogeneity] และ (๒) “กระบวนการเทียบเคียง” [Analogy] คือ การค้นหาความเหมือนคล้ายคลึงกันในความแตกต่าง [Homogeneity] กล่าวสรุป คือ ถ้าสามารถพิจารณาเห็นความเหมือนและความแตกระหว่างหมากับแมวได้ชัดเจน ย่อมฉลาดแน่นอน มีความแตกฉานทางโลกียปัญญาได้ถึงขั้นสูงสุด นั้นหมายถึง องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะกลายเป็นฐานความรู้สำคัญใน “ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้–รู้ทั่ว–เข้าใจ–รู้ซึ้ง ได้แก่

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง หมายถึง การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒]

(๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” หมายถึง เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับ “สัทธรรม” จากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม นั่นคือ “การเจริญภาวนา” ที่ประกอบด้วย (๑) “สมถภาวนา” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔] กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” [โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖] ซึ่งประกอบด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อินทรีย์ ๒๒–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย–อริยสัจจ์ ๔ รวมทั้ง ไตรลักษณ์ และองค์ธรรมเครื่องสนับสนุนความตรัสรู้และอริยมรรค คือ (๓) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ได้แก่  สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘

 

ฉะนั้น ให้สังเกตว่า “สติปัฏฐาน ๔–จตุสติปัฏฐาน” นั้น จัดอยู่ใน ข้อ ๑ ของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ซึ่งจะเป็นปฏิปทาอันยิ่งด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรมในเบื้องต้นของพระพุทธศาสนานี้ เพราะถ้า “สติ” และ “สัมปชัญญะ” เกิดบกพร่อง วิปลาส มีอาการหลงเสียสติ คงมาปฏิบัติธรรมไม่ได้ หรือเข้ามาบวชเป็นภิกษุไม่ได้ ไม่เหมาะควรแก่การสืบทอดพระศาสนา อนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม คนเสียสติฟุ้งซ่าน ไม่เป็นที่ต้องการทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน แต่พวกหลงอำนาจพอยอมรับได้ เพราะเยียวยารักษาได้ง่ายหน่อยด้วยการใช้ลูกยอ อาการก็ทุเลาลงได้พอสมควร ผู้ที่มี “ทิฏฐิ” สูง เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป ไม่ยอมรับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่มีอัปปมาทธรรม คือ มีกัลยาณมิตรเป็นเพื่อนหรือผู้ชี้แนะ หรือคบหา “ผู้รู้–สัตบุรุษ–อุดมบุรุษ–พระอรหันตขีณาสพ” ที่หมายถึง “บัณฑิต” โดยรวม ไม่เจริญอุดมมงคล [มงคล ๓๘] ในข้อ ๒ “ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา” คือ “คบบัณฑิต” ผู้มีปัญญามาก และ ข้อ ๓ “ปูชา จ ปูชะนียานํ” คือ “บูชาคนที่ควรบูชา” ผู้ทรงธรรม ผู้เป็นบุพการี เป็นต้น ผู้เป็นบัณฑิตได้ เพราะด้วยเหตุ ๔ ประการ ดังนี้ 

(๑) ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ

(๒) ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ

(๓) ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท 

(๔) ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ คือ เหตุที่เป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้

 

นอกจากนี้ ยังหมายถึง “ผู้มีปัญญา” โดยประกอบด้วยปัญญาตามนัย ดังต่อไปนี้

 

(๑) ปัญญามาก

ผู้มีปัญญามาก เพราะกำหนดถือเอาคุณคือศีลมาก กำหนดถือเอาคุณคือสมาธิ คุณคือปัญญา คุณคือวิมุตติ คุณคือวิมุตติญาณทัสสนะมาก กำหนดถือเอาฐานะและอฐานะมาก สมาบัติเป็นเครื่องอยู่มาก อริยสัจมาก สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาทมาก อินทรีย์ พละ โพชฌงค์มาก อริยมรรคมาก สามัญญผลมาก อภิญญามาก นิพพานอันเป็นปรมัตถ์มาก

 

(๒) ปัญญากว้าง

ผู้มีปัญญากว้าง เพราะญาณ [ปัญญา] กว้างเป็นไปในขันธ์ต่างๆ ญาณเป็นไปในธาตุต่างๆกว้าง ในอายตนะต่างๆกว้าง ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆกว้าง ในการได้สุญญตาต่างๆ กว้าง ในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณต่างๆกว้าง ในคุณคือศีลต่างๆกว้าง ในคุณคือ สมาธิ ปัญญา วิมุตติ  [อริยธรรม ๔] และ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่างๆ กว้าง ในฐานะและมิใช่ฐานะต่างๆ กว้าง ในสมาบัติเครื่องอยู่ต่างๆ กว้าง ในอริยสัจต่างๆ กว้าง ในสติปัฏฐานต่างๆ กว้าง ในสัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่างๆกว้าง ในอริยมรรค สามัญผล อภิญญาต่างๆ กว้าง ในนิพพานอันเป็นปรมัตถ์ ล่วงธรรมอันทั่วไปแก่ชนต่างๆกว้าง

 

(๓) ปัญญาร่าเริง

ผู้มีปัญญาร่าเริง เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ มากด้วยความยินดี มากด้วยความปราโมทย์ “บำเพ็ญศีลบำเพ็ญอินทรีย์สังวร–บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค” [อปัณณกปฏิปทา ๓ คือ ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด] “ศีลขันธ์–สมาธิขันธ์–ปัญญาขันธ์–วิมุตติขันธ์–วิมุตติญาณทัสสนขันธ์” [ธรรมขันธ์ ๕] เป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ รู้แจ้งฐานะและมิใช่ฐานะ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงบำเพ็ญสมาบัติเป็นเครื่องอยู่ให้บริบูรณ์ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริงแทงตลอดอริยสัจจ์ เพราะยัง สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค ให้เจริญ เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ทำให้แจ้งสามัญผล แทงตลอดอภิญญาทั้งหลาย เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความรู้ ความยินดีและความปราโมทย์ กระทำให้แจ้งพระนิพพานอันเป็นปรมัตถ์

 

(๔) ปัญญาว่องไว

ผู้มีปัญญาว่องไว เพราะแล่นไปเร็ว ยังรูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน [อินทรีย์ ๖] หรือรูปอยู่ในที่ใกล้ทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง แล่นไปเร็วโดยความเป็นทุกข์ แล่นไปสู่เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง [เวทนา ๕] สู่วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน [รวมทั้ง สังขาร–วิญญาณ] ทั้งมวลโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา แล่นไปเร็วยัง จักษุ [อายตนะ ๑๒] นามรูป สฬายตนะ [อินทรีย์ ๖] ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชรา มรณะ ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เท่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา แล่นไปเร็วในนิพพาน อันเป็นที่ดับรูป เพราะใคร่ครวญพิจารณาทำให้แจ้ง ทำให้เด่นชัดว่า ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า น่ากลัว ชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับ ชรามรณะ โดยทำให้แจ้งชัดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ [อายตนะ ๑๒] นามรูป สฬายตนะ [อินทรีย์ ๖] ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชรา มรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป แตกไป และแปรปรวน แล่นไปเร็วในพระนิพพานอันเป็นที่ดับ ชรา มรณะ โดยใคร่ครวญ พิจารณา ทำให้แจ้ง [กาล ๓ หรือ ญาณ ๓ = อตีตังสญาณ–อนาคตังสญาณ–ปัจจุปปันนังสญาณ] ทำให้เด่นชัดว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เสียง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน กลิ่น ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน รส ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน กาย ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ใจ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน วิญญาณ จักษุ–รูป หู–เสียง จมูก–กลิ่น ลิ้น–รส กาย–โผฏฐัพพะ ใจ–ธรรมารมณ์ [อายตนะ ๑๒] นามรูป สฬายตนะ [อินทรีย์ ๖] ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชรา มรณะ [พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–และ–อุปายาส] ทั้งหมดไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา มีความดับเป็นธรรมดา

 

(๕) ปัญญาคม

ผู้มีปัญญาคม เพราะตัดกิเลสได้เร็ว ไม่ให้กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ที่ให้เกิดขึ้นแล้ว อาศัยอยู่ ไม่ให้อกุศล ธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ ไม่ให้ ราคะ–ความกำหนัดติดใจ โทสะ–ความคิดประทุษร้ายเขา โมหะ–ความหลง โกธะ–ความโกรธ อุปนาหะ–ความผูกโกรธ มักขะ–ความลบหลู่คุณท่าน ปลาสะ–ยกตัวเทียมท่าน มัจฉริยะ–ความตระหนี่ มายา–มารยา สาไถย–ความโอ้อวดหลอกเขา ถัมภะ–ความหัวดื้อ สารัมภะ–ความแข่งดี มานะ–ความถือตัวทะนงตน อติมานะ–ดูหมิ่นเขา มทะ–ความมัวเมา ปมาทะ–ความประมาทละเลยเลินเล่อ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันนำไปสู่ภพทั้งปวง อาศัยอยู่ คือ ละ ได้แก่ บรรเทา หมายความว่า ทำให้มีที่สุด ให้ถึงความไม่มี เจริญด้วย อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ย่อมเป็นอันบุคคลนี้บรรลุแล้ว คือ ทำให้แจ้งแล้ว ได้แก่ ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาในอาสนะเดียว

 

(๖) ปัญญาหลักแหลม

ผู้มีปัญญาหลักแหลม เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากด้วยความหวาดเสียว มากด้วยความสะดุ้ง มากไปด้วยความรำคาญ มากไปด้วยความไม่ยินดี มากไปด้วยความไม่ยินดียิ่งในสังขารทั้งปวง เมินหน้าไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเจาะ คือทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายมาก่อน เพราะเจาะ คือ ทำลาย กองโทสะ กองโมหะ โกธะอุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กรรมที่จะให้ไปสู่ภพทั้งหมด ที่ยังไม่เคยทำลายมาก่อน

 

นอกจากนี้ ยังหมายถึง (๑) มหาปัญญา = ปัญญาใหญ่ (๒) ปุถุปัญญา = ปัญญาแน่นหนา (๓) ชวนปัญญา = ปัญญาเร็ว (๔) ติกขปัญญา = ปัญญาคมกล้า และ (๕) นิพเพธิกปัญญา = ปัญญาทำลายกิเลส และให้พิจารณาถึง “ปัญญา ๗” ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็น “บัณฑิต” อันเกิดจากการเจริญอนุปัสสนาทั้ง ๗ ได้แก่

(๑)  “อนิจจานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ชวนปัญญา” [ปัญญาเร็ว] ให้บริบูรณ์

(๒)“ทุกขานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นสภาพแห่งทุกข์ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “นิพเพธิกปัญญา” [ปัญญาทำลายกิเลส] ให้บริบูรณ์

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “มหาปัญญา” [ปัญญามาก] ให้บริบูรณ์

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “ติกขปัญญา” [ปัญญาคมกล้า] ให้บริบูรณ์

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในราคะ ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “วิบูลปัญญา” [ปัญญากว้างขวาง] ให้บริบูรณ์

(๖)  “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับแห่งสมุมัยโดยความเป็นเหตุเกิด ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “คัมภีรปัญญา” [ปัญญาลึกซึ้ง] ให้บริบูรณ์

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ พิจารณาความถือมั่นตั้งไว้โดยความถือผิดยึดมั่น ซึ่งบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยัง “อัสสามันตปัญญา” [ปัญญาไม่ใกล้] ให้บริบูรณ์

 

ข้อที่พึงพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้ง คือ องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมที่ไม่ได้เขียนไว้ในคำบรรยาย ที่ผู้อ่านต้องคิดได้เอง [Go–Between–the–Line Thoughts] นั่นคือ ผู้อ่านต้องสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง มิฉะนั้น การเจริญภาวนาไม่เกิดปัญญา คือ “ผู้ไม่มีปัญญา” สำหรับการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ในหัวข้อสุดท้ายนี้ คือ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ที่ผู้ปฏิบัติธรรม –โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนานั้น ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า “ธรรม” ให้ดีขึ้นก่อน ก่อนที่จะเข้าไปพิจารณาบรรดาธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อไม่รู้จริง [อญฺญาณํ = ไม่มีปัญญาหยั่งรู้] แล้วยังกลับเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณาไตร่ตรอง ย่อมเป็นการเสี่ยงทางปัญญา มีอันตรายมาก เพราะ “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘” [ไม่รู้อริยสัจจ์ ๔ ไม่รู้กาล ๓ ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ย่อมเป็นผู้ไม่รู้จริงไม่รู้แจ้ง] ผสมผสานกับ “โมหะ” คือ “ตมะ–ตโม” หมายถึง “ความมืด–ความปกปิด” ทั้งหลาย เช่น โมหะปกปิดพระรัตนตรัย “อวิชชาคือโมหะ” [รากเหง้าแห่งอกุศล] ย่อมทำให้เกิดวิปลาสวิปริตทางความเห็น คือ “มิจฉาทิฏฐิ” ได้ อย่างรู้ไม่เท่าทัน เพราะถือผิดเป็นสาระสำคัญแห่งตน คือ เป็น “ชนผู้หลงทิศ” เพราะฉะนั้น คำว่า “ธรรม” หมายถึง สิ่งที่ปรากฏ ปรากฏการณ์ เหตุการณ์ สภาวธรรม นั่นคือ “ปรมัตถสัจจะแห่งอภิธรรม” ให้พิจารณาวิเคราะห์และสังเคราะห์การนำเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนาในอันดับเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าไปเจริญ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ดังนี้

(๑) ชื่อหลักธรรม คือ “ข้อสรุปที่เป็นเชิงนิรนัย” [Inductive Law] ที่พิจารณาเชิงสังเคราะห์ พร้อมด้วยคำนิยามรายละเอียดของหลักธรรมนั้น = หน่วยรวมหลักที่มีระบบโครงสร้างประกอบด้วยหน่วยย่อยหลายๆ หน่วยมารวมกัน ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือดับเสื่อมไปพร้อมกันในกาลเดียวกัน โดยการเปรียบเทียบและเทียบเคียงในส่วนความสัมพันธ์ที่เหมือนกันที่เป็นลักษณะร่วมหรือ “ลักษณะสากล” [Universality] คือ การพิจารณาหาความเหมือนในความต่างเพื่อหาข้อสรุปทั่วไป

(๒) ชื่อรายข้อธรรมย่อย คือ “ข้อสรุปที่เป็นเชิงอุปนัย” [Deductive Rules] ที่พิจารณาเชิงวิเคราะห์ พร้อมด้วยคำนิยามรายละเอียดของข้อธรรมย่อยนั้นๆ = หน่วยย่อยหลายๆ หน่วยที่แยกแยะตามเอกลักษณะเฉพาะตน ที่เป็นองค์ประกอบในระบบโครงสร้างของหน่วยรวมหลัก โดยการเปรียบเทียบและเทียบเคียงในส่วนที่เป็นความแตกต่าง [หน่วยธรรมย่อย] ที่เป็น “ลักษณะเฉพาะตน” [Uniqueness] ในความเหมือนกัน [หลักธรรมแกนหลัก] แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ซึ่งเป็นข้อสรุปย่อยทั่วไป

(๓) ให้พิจารณาถึงลักษณะแห่งสังขตลักษณะที่ประกอบด้วย (๑) “ความเกิด–การอุบัติขึ้น” (๒) “ความดำรงอยู่–ความตั้งอยู่” และ (๓) “ความดับ–ความเสื่อม” อันแสดงถึงสภาวะของรูปธรรมและนามธรรมได้ ให้พิจารณาถึงหลักธรรม ๓ ประการ คือ (๑) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ (๒) “ไตรลักษณ์” อันนำไปสู่ความรู้แจ้งแทงตลอดใน (๓) “อริยสัจจ์ ๔” กล่าวโดยสรุป องค์ประกอบทั้งหมดระหว่าง “หลักธรรมแกน” กับ “ข้อธรรมย่อย” ทั้งหมดนั้น ย่อมประกอบด้วย ๔ ส่วน ได้แก่ (๑) มีความเป็นไปร่วมกัน [สหวุตติ] (๒) ทั้งเกิดขึ้นด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว [เอกุปปาทะ] (๓)ทั้งดับด้วยกันพร้อมเป็นอันเดียว [เอกนิโรธะ] และ (๔) มีแหล่ง [มหาภูตรูป] เป็นที่อาศัยร่วมกันเป็นอันเดียว [เอกนิสสยะ]

 

ให้พิจารณาตัวอย่างการกำหนดหลักธรรมที่ปรากฏในพระอภิธรรมไตรปิฎก ดัง ตัวอย่าง หลักธรรมแกน กับ ข้อธรรมย่อย พร้อมด้วยคำนิยาม ข้างล่างนี้

 

“ทุจริต ๓” หมายถึง ความประพฤติชั่ว ประพฤติไม่ดี ได้แก่ [= หลักธรรมแกน]

(๑) “กายทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยกาย ซึ่งประกอบด้วย ๓ ข้อ ได้แก่ ปาณาติบาต อทินนาทาน และกาเมสุมิจฉาจาร [= ข้อธรรมย่อย]

(๒) “วจีทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยวาจ ซึ่งประกอบด้วย ๔ ข้อ ได้แก่ มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ [= ข้อธรรมย่อย]

(๓) “มโนทุจริต” คือ ความประพฤติชั่วด้วยใจ ซึ่งประกอบด้วย ๓ ข้อ ได้แก่ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ [= ข้อธรรมย่อย]

 

เมื่อนำ “หลักธรรม” นี้ มาพิจารณาใน “สติปัฏฐาน ๔” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ย่อมหาข้อสรุปได้ว่า “ธรรมนี้สักเพียงแค่ธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณาถึงนิยามของข้อธรรมย่อย “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ดังนี้

 

“ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า “เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) นิวรณ์ ๕ (๒) ขันธ์ ๕ (๓) อายตนะ ๑๒ (๔) โพชฌงค์ ๗ และ (๕) อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

 

(๑) นิวรณบรรพ

 ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “นิวรณ์ ๕” ได้แก่ (๑) เมื่อกามฉันทะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันทะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒) เมื่อกามฉันทะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า กามฉันทะไม่มีอยู่ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) กามฉันทะที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วยกามฉันทะ (๔) ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) กามฉันทะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อพยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒) เมื่อพยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า พยาบาทไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) พยาบาทที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) พยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) พยาบาทที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒)  เมื่อถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ถีนมิทธะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) ถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕)  ถีนมิทธะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะมีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒) เมื่ออุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุทธัจจกุกกุจจะไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) อุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) อุทธัจจกุกกุจจะที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อวิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉามีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒) เมื่อวิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิจิกิจฉาไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) วิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) วิจิกิจฉาที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ (๑) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง (๒) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๖) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๗) ให้มีสติตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ย่อมได้ชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ นิวรณ์ ๕ อยู่”

 

(๒) ขันธบรรพ

ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “อุปาทานขันธ์ ๕” ได้แก่ (๑) ให้พิจารณาเห็นดังนี้ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป (๒) อย่างนี้เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา (๓) อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา (๔) อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร (๔) อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ

 

ด้วยเหตุดังนี้ (๑) ย่อมพิจารณาเป็นธรรมในธรรมภายในบ้าง (๒) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมคือควานเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๖) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๗) ให้มีสติตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ย่อมได้ชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ อุปาทานขันธ์ ๕ อยู่”

 

(๓) อายตนบรรพ

ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “อายตนะภายในและภายนอก ๖” [อายตนะ ๑๒] ได้แก่ (๑) ย่อมรู้จักตา รู้จักรูป และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล ได้แก่ สักกายทิฏฐิ—ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตัวของตน เป็นต้น วิจิกิจฉา—ความสงสัย ความลังเล ไม่แน่ใจ สีลัพพตปรามาส—ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร กามราคะ—ความกำหนัดในกาม ความติดใจในกามคุณ ปฏิฆะ—ความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิดขัดเคือง อรูปราคะ—ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน มานะ—ความสำคัญตน อุทธัจจะ—ความฟุ้งซ่าน อวิชชา—ความไม่รู้จริง ความหลง] ที่อาศัยตาและรูปทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักตา รู้จักรูป และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยตาและรูปทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

(๑) ย่อมรู้จักหู รู้จักเสียง และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล] ที่อาศัยหูและเสียงทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักหู รู้จักเสียง และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยหูและเสียงทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

(๑) ย่อมรู้จักจมูก รู้จักกลิ่น และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล] ที่อาศัยจมูกและกลิ่นทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักจมูก รู้จักกลิ่น และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยจมูกและกลิ่นทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

(๑) ย่อมรู้จักลิ้น รู้จักรส และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล] ที่อาศัยลิ้นและรสทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักลิ้น รู้จักรส และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยลิ้นและรสทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

(๑) ย่อมรู้จักกาย รู้จักโผฏฐัพพะ และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล] ที่อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักกาย รู้จักโผฏฐัพพะ และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

(๑) ย่อมรู้จักใจ รู้จักธรรมารมณ์และรู้จัก สังโยชน์ [กิเลสอันผูกใจสัตว์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล] ที่อาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้งสองนั้นเกิดขึ้น อนึ่ง (๒) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด (๔) ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๕) ย่อมรู้จักใจ รู้จักธรรมารมณ์ และรู้จักสังโยชน์ที่อาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้ง ๒ นั้นเกิดขึ้น

 

อนึ่ง (๑) สังโยชน์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๒) สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียได้ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๓) สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใดย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย ด้วยเหตุนี้  (๔) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๖) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๗) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๗) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๘) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๙) ให้มีสติตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ย่อมได้ชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมคืออายตนะภายในและอายตนะภายนอก ๖ อยู่”

 

(๔) โพชฌงคบรรพ

ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “โพชฌงค์ ๗” ได้แก่ (๑) เมื่อสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา (๒) เมื่อสติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า วิริยสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) วิริยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) วิริยสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปีติสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) ปีติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) ปีติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) สมาธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) สมาธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

อีกอย่างหนึ่ง (๑) เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา  (๒) เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่มีอยู่ ณ ภายในจิตของเรา อนึ่ง (๓) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย (๔) อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ (๑) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรนภายในบ้าง (๒) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๖) ให้มีสติตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก จึงชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมในธรรมคือโพชฌงค์ ๗ อยู่”

 

(๕) สัจจบรรพ

ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “อริยสัจจ์ ๔” ได้แก่ (๑) ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ด้วยเหตุนี้ (๒) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๖) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๗) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๘) ให้มีสติตั้งมั่น อยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น ย่อมเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ย่อมได้ชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออริยสัจ ๔ อยู่”

 

(๑) ให้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม คือ “ทุกขอริยสัจจ์” ได้แก่ (๑) แม้ชาติก็เป็นทุกข์ (๒) แม้ชราก็เป็นทุกข์ (๓) แม้มรณะก็เป็นทุกข์ (๔) แม้ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ก็เป็นทุกข์ (๕) ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ (๖) ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ (๗) ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่อ “อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์”

 

คำว่า “ชาติ” หมายถึง ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ

 

คำว่า “ชรา” หมายถึง ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ  

 

คำว่า “มรณะ” หมายถึง ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อนความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยูความตาย การทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ

 

คำว่า “โสกะ” หมายถึง ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะของบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายในของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว

 

คำว่า “ปริเทวะ” หมายถึง ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพันของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว  

 

คำว่า “ทุกข์” หมายถึง ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์อันเป็นทุกข์ไม่สำราญ เกิดแต่กายสัมผัส 

 

คำว่า “โทมนัส” หมายถึง ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์ อันเป็นทุกข์ไม่สำราญ เกิดแต่มโนสัมผัส 

 

คำว่า “อุปายาส” หมายถึง ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้นของบุคคลผู้ประกอบด้วยความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว

 

คำว่า “ความประจวบกับสัตว์และสังขารไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์” หมายถึง ความประสบความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคนด้วย รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ [อินทรีย์ ๕] อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนา ความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจาก โยคะ [สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ หรือผูกกรรมไว้กับวิบาก ได้แก่ กามโยคะ–ภวโยคะ–ทิฏฐิโยคะ–อวิชชาโยคะ] ซึ่งมีแก่ผู้นั้น 

 

คำว่า “ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารเป็นที่รักก็เป็นทุกข์” หมายถึง ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคนด้วย รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ [อินทรีย์ ๕] อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษมจาก โยคะ [สภาวะอันประกอบสัตว์ไว้ในภพ หรือผูกกรรมไว้กับวิบาก] ซึ่งมีแก่ผู้นั้น คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อำมาตย์ หรือญาติสาโลหิต

 

คำว่า “ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์” หมายถึง ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี ความเกิด เป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิด เป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มี ความแก่ เป็นธรรมดา ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดา  อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความแก่ เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา

 

ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่สัตว์ “ผู้มี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมี โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา ขอ โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา ก็โดยย่อ “อุปทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์” คือ รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ ที่เรียกว่า “ทุกขอริยสัจจ์”

 

(๒) “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์” หมายถึง ตัณหานี้ใด อันมีความเกิดอีก ประกอบด้วยนันทิราคะ เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา–ภวตัณหา–วิภวตัณหา [ตัณหา ๓] (๑) ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดย่อมเกิดในที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น อะไรเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก (๒) ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ [อินทรีย์ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น (๓) รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ [อารมณ์ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๔) จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ [วิญญาณ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๕) จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส [ผัสสะ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๖) จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา [เวทนา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๗) รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธัมมสัญญา [สัญญา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๘) รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธัมมสัญเจตนา [สัญเจตนา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๙) รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธัมมตัณหา [ตัณหา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๑๐) รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก [วิตก ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ (๑๑) รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร [วิจาร ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อจะเกิด ย่อมเกิดที่นี้ เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่นี้ โดยย่อ เรียกว่า “ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์”

 

(๓) “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์” หมายถึง ความดับด้วยสามารถความสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความปล่อยวาง ความไม่มีอาลัยในตัณหานั้น ก็ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมล่ะเสียได้ในที่ไหน เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน (๑) ที่ใดเป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ในที่นั้น เมื่อจะดับ ย่อมดับได้ที่นั้น (๒) ก็อะไรเป็นที่รักเจริญใจในโลก ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ [อินทรีย์ ๖เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหาเมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๓) รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์ [อารมณ์ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๔) จักขุวิญญาณ–โสตวิญญาณ–ฆานวิญญาณ–ชิวหาวิญญาณ–กายวิญญาณ–มโนวิญญาณ [วิญญาณ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๕) จักขุสัมผัส–โสตสัมผัส–ฆานสัมผัส–ชิวหาสัมผัส–กายสัมผัส–มโนสัมผัส [ผัสสะ ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๖) จักขุสัมผัสสชาเวทนา–โสตสัมผัสสชาเวทนา–ฆานสัมผัสสชาเวทนา–ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา–กายสัมผัสสชาเวทนา–มโนสัมผัสสชาเวทนา [เวทนา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจโนโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๗) รูปสัญญา–สัททสัญญา–คันธสัญญา–รสสัญญา–โผฏฐัพพสัญญา–ธัมมสัญญา [สัญญา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๘) รูปสัญเจตนา–สัททสัญเจตนา–คันธสัญเจตนา–รสสัญเจตนา–โผฏฐัพพสัญเจตนา–ธัมมสัญเจตนา [สัญเจตนา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๙) รูปตัณหา–สัททตัณหา–คันธตัณหา–รสตัณหา–โผฏฐัพพตัณหา–ธัมมตัณหา [ตัณหา ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๑๐) รูปวิตก–สัททวิตก–คันธวิตก–รสวิตก–โผฏฐัพพวิตก–ธัมมวิตก [วิตก ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ (๑๑) รูปวิจาร–สัททวิจาร–คันธวิจาร–รสวิจาร–โผฏฐัพพวิจาร–ธัมมวิจาร [วิจาร ๖] เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก ตัณหา เมื่อบุคคลจะละ ย่อมละเสียได้ที่นี้ เมื่อจะดับ ย่อมดับที่นี้ โดยย่อ เรียกว่า “ทุกขนิโรธอริยสัจจ์”  

 

(๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์” หมายถึง อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

 

คำว่า “สัมมาทิฏฐิ” หมายถึง ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้ทุกข์เกิด ความรู้ในความดับทุกข์ ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ 

 

คำว่า “สัมมาสังกัปปะ” หมายถึง ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน 

 

คำว่า “สัมมาวาจา” หมายถึง การงดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากพูดคำหยาบ งดเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

 

คำว่า “สัมมากัมมันตะ” หมายถึง การงดเว้นจากล้างผลาญชีวิต งดเว้นจากถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  

 

คำว่า “สัมมาอาชีวะ” หมายถึง อริยสาวกในธรรนวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิด สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ 

 

คำว่า “สัมมาวายะ” หมายถึง เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่งไพบูลย์มีขึ้น เต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว

 

คำว่า “สัมมาสติ” หมายถึง พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัด อภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 

 

คำว่า “สัมมาสมาธิ” หมายถึง สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม ย่อมเข้าถึง ปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติ และ สุข เกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมเข้าถึง ทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ วิตก วิจาร สงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติ และ สุข อันเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย [เจตสิก–จิต] เพราะปีติสิ้นไปเข้าถึง ตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข ย่อมเข้าถึง จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

 

โดยย่อ เรียกว่า “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ”

 

ดังนั้น (๑) ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง (๒) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง (๓) พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง (๔) พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง (๕) พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง อยู่ อนึ่ง (๖) มีสติ ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ย่อมได้ชื่อว่า “พิจารณาเห็นธรรมอยู่”

 

กล่าวโดยสรุป ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๗ ปี เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ (๑) พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือ (๒) เมื่อยังมีขันธปัญจก [อุปาทิ –ขันธ์ ๕–สังโยชน์] เหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ ปี ยกเว้น ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ ตลอด ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี หรือ ตลอด ๗ เดือน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ  คือ (๑) พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือ (๒) เมื่ออุปาทิ (สังโยชน์) มีเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ เดือน ยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ นี้ อย่างนี้ตลอด ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน ๓ เดือน ๒ เดือน ๑ เดือน กึ่งเดือน หรือ อย่างนี้ตลอด ๗ วัน เขาพึงหวังผล ๒ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ (๑) พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือ (๒) เมื่ออุปาทิ (สังโยชน์) ยังเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ๗ วัน

 

ด้วยเหตุนี้ การเจริญธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น เป็นเรื่องระดับปัญญาเชิงทฤษฎีโดยเฉพาะ ที่ต้องพัฒนาพิจารณาธรรมอย่างสืบเนื่องที่สม่ำเสมอ โดยจำแนกธรรมออกเป็น ๓ ประการ ดังนี้

(๑) อกุศลธรรม ประกอบด้วย นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒ [บาป]

(๒) กุศลธรรม ประกอบด้วย โพชฌงค์ ๗ [บุญ–ฌาน]

(๓) อัพยากตธรรม ประกอบด้วย อริยสัจจ์ ๔ [วิวัฏฏ์–ขันธวินิมุต–อมตธาตุ]

 

(๑) อกุศลธรรม

หมวดอกุศลธรรมนี้ ประกอบด้วย “นิวรณ์–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒” ดังนี้ ซึ่ง คำว่า “นิวรณ์” หมายถึง ข้อธรรมแต่ละอย่างต่อไปนี้

(๑) “นิวรณ์ ๕” หมายถึง สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี อกุศลธรรมที่ทำจิตให้เศร้าหมองและทำปัญญาให้อ่อนกำลัง ซึ่งเป็น “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ที่ครอบงำจิตใจ ได้แก่ กามฉันทะ คือ ความพอใจในกาม ความต้องการกามคุณ ๑ พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ ๑ ถีนมิทธะ คือ วามหดหู่และเซื่องซึม ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล ๑ และ วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ๑

(๒) “อวิชชา ๔” คือ ความไม่รู้จริงในอริยสัจจ์ “อวิชชา ๘” คือ ความไม่รู้จริงในอริยสัจจ์ ๔ ญาณ ๓ [กาลทั้ง ๓] และ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ รวมทั้ง ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหมด

(๓) “อรติ” คือ ความขึ้งเคียด ความไม่ยินดีด้วย ความริษยา ความกระสัน ความไม่พอใจในกุศลธรรมทั้งหลาย การนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีล ความไม่ยินดีในศาสนา ความไม่ยินดี” คือ ความไม่ยินดียิ่ง ความไม่อภิรมย์ ความกระสัน ความสะดุ้งในเสนาสนะทั้งหลายอันสงัด หรือในธรรมทั้งหลาย อันเป็นอธิกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง] นั่นคือ บรรเทาความไม่ยินดีด้วยปราโมทย์ ที่เกิดขึ้นในสันดานของตน ให้เป็น “ผู้กระสันในธรรม” คือ “อธิกุศล” และในเสนาสนะอันสงัด คำว่า “อรติรติสโห” คือ ความเบื่อหน่ายในธรรมที่เป็นกุศลอันยิ่ง  และในเสนาสนะอันสงัด และ คำว่า “รติ” คือ ความยินดีในกามคุณ ๕ ฉะนั้น ธรรมที่ควรละให้มาก คือ “ธรรม ๓” ซึ่งตรงกันข้ามกับกุศลธรรม ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่สันโดษ ๑ ความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ ความเป็นผู้มีความปรารถนามาก ๑

(๔) “อกุศลธรรมทั้งปวง” [กิเลส ๑๐–อุปกิเลส ๑๖] ให้พิจารณาเจริญในธรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ “ความเป็นผู้สันโดษ” อันพึงให้เจริญ เพื่อละความเป็นผู้ไม่สันโดษ ๑ “สัมปชัญญะ” อันพึงให้เจริญ เพื่อละความไม่มีสัมปชัญญะ ๑ “ความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย” อันพึงให้เจริญ เพื่อละความเป็นผู้มีความปรารถนามาก ๑

 

สำหรับ “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒” คือ กองแห่งชีวิตทั้ง ๕ ซึ่งคือตัวตนของเรา ที่รับรู้สภาวธรรมต่างๆ ผ่านอายตนะทั้ง ๑๒ ประการ ที่มี “สัญเจตนา ๖” เข้าไปปรุงแต่งสภาวธรรม [อารมณ์ ๖–อารมณ์แห่งกรรมฐาน] ให้เกิดแก่กรรมทั้งหลายไม่สิ้นสุดในวัฏฏะ ที่สามารถอธิบายสภาวธรรมดังกล่าวนี้ได้ใน “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจในเรื่องการละอกุศลธรรมทั้งหลายนั้น ให้พิจารณาธรรมอันเกี่ยวข้องกับ ฌานสมาบัติ และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” โดยตรง ดังต่อไปนี้

 

ความหมายของคำว่า “ตถาคต”

อีกนัยหนึ่ง เหมือนอย่าง พระผู้มีพระภาคพระวีปัสสี เสด็จไปแล้ว ฯลฯ พระผู้มีพระภาคพระกัสสปะ เสด็จไปแล้วฉันใด แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นี้ ก็เหมือนฉันนั้นทีเดียว ทรงละกามฉันทะด้วย “เนกขัมมะ” เสด็จไปแล้ว ทรงละพยาบาทด้วย “ความไม่พยาบาท–อัปปมาทะ” ทรงละถีนมิทธะด้วย “อาโลกสัญญา” ทรงละอุทธัจจกุกกุจจะด้วย “ความไม่ฟุ้งซ่าน” ทรงละวิจิกิจฉาด้วย “การกำหนดธรรม” เสด็จไปแล้ว ทรงทำลายอวิชชาด้วย “พระปรีชาญาณ” ทรงบรรเทาอรติด้วย “ความปราโมทย์” ทรงเปิดบานประตูคือนิวรณ์ด้วย “ปฐมฌาน” ทรงยังวิตกและวิจารณ์ให้สงบด้วย “ทุติยฌาน” ทรงหน่ายปีติด้วย “ตติยฌาน” ทรงละสุขและทุกข์ด้วย “จตุตถฌาน” ทรงก้าวล่วงรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา และนานัตตสัญญาด้วย “อากาสานัญจายตนสมาบัติ” ทรงก้าวล่วงอากาสานัญจายตนสัญญาด้วย “วิญญาณัญจายตนสมาบัติ” ทรงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วย “อากิญจัญญายตนสมาบัติ” ทรงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนสัญญาด้วย “เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ” เสด็จไปแล้ว ทรงละอนิจจสัญญาด้วย “อนิจจานุปัสสนา” ทรงละสุขสัญญาด้วย “ทุกขานุปัสสนา” ทรงละอัตตสัญญาด้วย “อนัตตานุปัสสนา” ทรงละความเพลิดเพลินด้วย “นิพพิทานุปัสสนา” ทรงละความกำหนัดด้วย “วิราคานุปัสสนา” ทรงละสมุทัยด้วย “นิโรธานุปัสสนา” ทรงละความยึดมั่นด้วย “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” ทรงละฆนสัญญาด้วย “ขยานุปัสสนา” ทรงละความเพิ่มพูนด้วย “วยานุปัสสนา” ทรงละความยั่งยืนด้วย “วิปริณามานุปัสสนา” ทรงละอนิมิตตสัญญาด้วย “อนิมิตตานุปัสสนา” ทรงละการตั้งมั่นแห่งกิเลสด้วย “อัปปณิหิตานุปัสสนา” ทรงละการยึดมั่นด้วย “สุญญตานุปัสสนา” ทรงละความยึดมั่นด้วยการยึดถือว่าเป็นสาระด้วย “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” ทรงละความยึดมั่นโดยความลุ่มหลงด้วย “ยถาภูตญาณทัสสนะ” ทรงละความยึดมั่นในธรรมเป็นที่อาลัยด้วย “อาทีนวานุปัสสนา” ทรงละการไม่พิจารณาสังขารด้วย “ปฏิสังขานุปัสสนา” ทรงละความยึดมั่นในการประกอบกิเลสด้วย “วิวัฏฏานุปัสสนา” ทรงหักกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกับทิฏฐิด้วย “โสดาปัตติมรรค” ทรงละกิเลสหยาบด้วย “สกทาคามิมรรค” ทรงเพิกกิเลสอย่างละเอียดด้วย “อนาคามิมรรค” ทรงตัดกิเลสทั้งหมดได้ด้วย “อรหัตตมรรค” เสด็จไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะเสด็จไปอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

 

(๒) กุศลธรรม

ความหมายของคำว่า “กุศลธรรม” หมายถึง “ฌานกุศล” [รูปฌาน ๔–อรูปฌาน ๔ = สมาบัติ ๘] ที่เกี่ยวเนื่องด้วย “โลกุตตรธรรม” คือ “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ อันเป็น “สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา” ซึ่งทั้งหมดหมายถึงถึง “ธรรมในธรรมแห่งธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรม–โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า “ธรรมนี้สักเป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” —ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” คือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” —ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด   “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

(๓) อัพยากตธรรม

 

ความหมายของคำว่า “อัพยากตธรรม” ณ ที่นี้ หมายถึง ข้อประพฤติปฏิบัติอันประเสริฐที่ทำให้บรรลุถึงความตรัสรู้ใน “สัมโพธิญาณ” ได้ คือ เป็นผู้มีปัญญามากที่รู้แจ้งใน “อริยสัจจธรรม” อย่างแท้จริง นั่นคือ “อริยสัจจ์ ๔” ด้วยมี “ปฏิปทาอันดีเยี่ยม” ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิทา” ซึ่งหมายถึง “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันเป็นธรรมที่นำผู้ปฏิบัติละออกจากโลก หนีสังขารธรรมทั้งหลาย [ขันธวินิมุติ–วิวัฏฏะ] ไปสู่ “นิพพาน–อมตธาตุ” ปัญญาความรู้ที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้ เรียกว่า “ปรมัตถธรรม ๔” [เจตสิก ๕๒–จิต ๘๙– รูป ๒๘–นิพพาน ๒] ที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ใน “ขันธ์ ๕” ที่ปราศจาก กิเลสตัณหา–กิเลสอาสวะ ทั้งหลาย อันเป็น “ปรมัตถสัจจะแห่งพระอภิธรรม” ในประการสุดแห่งการปฏิบัติธรรม ก็ต้องถึงข้อสรุปที่ว่า “สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง ๑ สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวตน ๑” [ให้พิจารณาในธรรมนิยาม ๓ และไตรลักษณ์] ถ้ามนสิการธรรมทั้งหลาย [สภาวธรรม] ไม่ได้ถึงขั้นนี้ ย่อมทำให้ “อกุศลธรรม” ครอบงำจิตใจ เป็นอันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ คือ “การเกิดอรติ” มักมากในกามคุณทั้ง ๕ และเบื่อหน่ายความสงบระงับใน “วิเวกแห่งจิต” อันเป็นจุดตายแห่งการเจริญธรรมทั้งปวง คือ “ใฝ่ชั่ว–เบื่อความดี” ฉะนั้น การเข้าถึง “อริยสัจจธรรม” ด้วยอริยมรรคนั้น ก็เพียงเป็นแต่เครื่องมือให้บรรลุความตรัสรู้ “สัมโพธะ” เท่านั้น จะไปยึดมั่นถือติดอยู่ “กุศลธรรม” ก็ไม่ได้ จะไปยึดมั่นถือติดอยู่ “อกุศลธรรม” ก็ไม่ได้ เช่นกัน  เพราะความหมายของ “นิพพาน” คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นใน “กาม–ภพ–วิภพ” แต่ให้เข้าถึง “โลกุตตระ” เท่านั้น ที่เป็น “อมตธาตุ” เท่านั้น นั่นคือ “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ ไม่มีขันธ์ ๕ เหลืออยู่แม้น้อยนิด ที่เรียกว่า “นิสสรณนิโรธ” ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป ได้แก่ “อมตธาตุ” คือ “นิพพาน” [อนุปาทิเสสนิพพาน] คำว่า “นิโรธ ๕” หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น ได้แก่ (๑) “วิกขัมภนนิโรธ” คือ ดับด้วยข่มไว้นิวรณ์ด้วยฌานตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น (๒) “ตทังคนิโรธ” คือ ดับด้วยองค์นั้นๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กัน (๓) “สมุจเฉทนิโรธ” คือ ดับด้วยตัดขาดโดยโลกุตตรมรรค (๔) “ปฏิปัสสัทธินิโรธ” คือ ดับด้วยสงบระงับโดยอาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้วบรรลุโลกุตตรผล (๕) “นิสสรณนิโรธ” คือ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้วดำรงอยู่ในภาวะที่กิเลสดับแล้วนั้นยั่งยืนตลอดไป อนึ่ง มีไวพจน์ตรงกับ (๑) “ปหาน ๕” คือ การละกิเลส (๒) “วิมุตติ ๕”  คือ ความหลุดพ้น (๓) “วิเวก ๕” คือ ความสงัด–ความปลีกออก และ (๔) “วิราคะ ๕”  ความคลายกำหนัด–ความสำรอกออกได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–นิโรธ ๕ หรือ ธรรมทั้งหลายที่นอกเหนือจากนี้ ไม่ว่าจะเป็น “สังขตธรรม” หรือ “อสังขตธรรม” ก็ตาม ล้วนสรุปลงด้วยข้อสรุปยุติในการเจริญ “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ที่ว่า “ธรรมนี้สักเป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา”

 

กล่าวโดยสรุป ในการปฏิบัติธรรม หรือการบำเพ็ญเพียรภาวนา นั้น จุดหมายสำคัญยิ่งแห่งสัมมาปฏิปทาอันยิ่ง คือ (๑) การเกิดปัญญาเห็นธรรมตามที่เป็นจริง ด้วยข้อปฏิบัติแห่งมัชฌิมาปฏิปทาด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘  และ (๒) การเกิดปัญญาตรัสรู้ธรรมในธรรมทั้งหลาย ได้แก่ กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม ด้วยข้อปฏิบัติแห่งมัชฌิมาปฏิปทาด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ เช่นกัน (๓) การลงความเห็นในข้อสรุปทั่วไป ที่เป็นหลักธรรม “ธรรมนิยาม ๓” คือ “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายล้วน ไม่ใช่ตัวตน” การปฏิบัติธรรมที่ถูกวิธี ระลึกนึกคิดแยกแยะจำแนกธรรมได้ถูกต้อง ย่อมเห็นอาณาจักรแห่งธรรมที่เป็นจริงตามกำหนดธรรมดา คือ “กฎธรรมชาติ” ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรม โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา จะเลือกธรรมข้อใดมาพิจารณาในกรรมฐาน ก็จะสามารถบรรลุความตรัสรู้ได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า จะทำได้ช้าหรือเร็วได้อย่างไร เพราะการเข้าถึงพร้อมด้วยธรรมใดๆ นั้น ย่อมเกิดขึ้นภายใต้หลักแนวคิดด้วย “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่ต้องยึดมั่นในข้อปฏิบัติโดย “อริยมรรคมีองค์ ๘” การได้เห็นธรรมอื่นใดนอกเหนือจากนี้ ย่อมเป็นได้แค่ธรรมรองที่เข้ามาสนับสนุนให้เกิดความตรัสรู้เท่านั้น ไม่ใช่เส้นทางหลักแห่งอริยมรรค [พวกฤทธิ์อันเกิดจากสมถะหรือฌานสมาบัติ อันไม่ได้นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการดับทุกข์] อันเป็นเหตุทำให้จิตฟุ้งซ่านออกจากเส้นทางแห่งอริยมรรค เพราะยังไม่เข้าใจลึกซึ้งในความหมายแห่ง “นิพพาน” อันเป็น “ธาตุบริสุทธิ์แห่งธรรมชาติ” อย่างแท้จริง โดยเริ่มรู้ได้ตั้งแต่การเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพราะมนุษย์จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติได้นั้น ต้องอาศัย “ความมีความเพียร–ความมีสติ–ความมีสัมปชัญญะ” ที่สัมปยุตต์ด้วย “ความมีสมาธิ” ซึ่งจะทำให้เกิด “ปัญญามาก” [โยนิโสมนสิการ] และความเป็นผู้มี “ปัญญาความรู้” [จินตามยปัญญา–สุตมยปัญญา–ภาวนามยปัญญา] ย่อมเป็นผู้มีเครื่องมือสำคัญยิ่งแห่งความหลุดพ้น เช่นกัน.

 

 

 

Visitor Number:
4874479