๘๑. องค์ความรู้ในธรรมทั้งปวง

        A Body of Knowledge about All Realities

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1861

ความสำคัญของบทความ

 

เส้นทางในการเจริญภาวนานั้น เป็นกระบวนการสร้างปัญญาทุกขั้นตอน ไม่ใช่เรื่องสบายที่คิดจะออกบวชเป็นสมณเพศในพระพุทธศาสนา ถ้ารู้สึกว่าอยู่สบายๆ ไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไปแล้ว นั่นแสดงว่ากำลังเริ่มทำบาปให้มีวิบากกรรมกันตนไปวันข้างหน้า เพราะการเป็นพุทธบริษัทนั้น มีข้อจำกัดในข้อประพฤติปฏิบัติที่ละเอียดอ่อนกว่าปุถุชนทั่วไป ยิ่งเป็นบุคคลที่ต้องสืบทอดพระศาสนาในเวลาเดียวกันนั้น ยิ่งเพิ่มภาระที่หนักขึ้นไปอีก ว่าจะเอาอะไรไปสืบทอดพระศาสนา ปัญญาหางอึ่งที่มีอยู่คงไม่พอเพียง อายชาวบ้านเปล่าๆ การพัฒนาภูมิปัญญาจึงเป็นหน้าที่หลัก ยิ่งกว่าการกระทำอื่นๆ เพราะการออกบวชนั้น ไม่ต้องอาลัยกับความสุขทางโลก ที่เคยอยู่เคยเป็นมาก่อน มันคนละโลกที่ต้องดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง การสืบทอดพระศาสนาไม่ใช่การสร้างวัดต่อกุฏิไม่เสร็จสักที นั่นเป็นเรื่องกระพี้ ไม่ใช่แก่นแท้พระศาสนา คือ “พุทธปัญญา” ที่เป็นกระบวนทัศน์ที่จะปลดปล่อยตนออกจาก “ความเป็นชาวโลกสมมติตามปกติที่หนาด้วยกิเลส” ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” การดำเนินชีวิตอยู่ใน “โลกุตตรภูมิ” ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากทวีคุณขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่อง “ความเป็นอริยะ” ทุกอย่างมีนัยแสดงถึง “ความเป็นผู้ประเสริฐ” ไม่ว่าจะเป็น (๑) “กายกรรม”  (๒) “วจีกรรม”  และ (๓) “มโนกรรม”  ประการสำคัญ ในกรรมทั้ง ๓ อย่าง นั้น ก็ถูกละทิ้งไปอีก เพราะคำว่า “กรรม” ย่อมมี “วิบาก” ตามมาไม่สิ้นสุด ในโลกแห่งโลกุตตรนั้น ไม่มีการสร้างกรรมใหม่อันประกอบด้วยตัณหาอีก คำว่า “วิบาก” ในโลกุตตระนั้น คือ “อริยผลแห่งอรหัตตผลวิมุตติ” (ข้อ ๔ ในโลกุตตรวิบากจิต  ๔) เท่านั้น เป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรม ที่ได้เข้าถึง “กระแสแห่งพระนิพพาน” แล้ว เพราะฉะนั้น “ธรรมทั้งปวง–ปัญญาทั้งปวง” จึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการปฏิบัติธรรม ซึ่งประกอบด้วยธรรมคู่ ได้แก่ (๑) “ปัญญาในสมาธิ–เจโตวิมุตติ” และ (๒) “ปัญญาในวิปัสสนา–ปัญญาวิมุตติ” ที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง มิฉะนั้น จะไม่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้เข้าใจให้ถูกต้องที่จะต้อง (๑) สมาทานอริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) สมาทานไตรสิกขา (๓) สมาทานอริยสัจจ์ ๔ (๔) สมาทานปฏิจจสมุปบาท ๑๒ และ (๕) สมาทานไตรลักษณ์ ซึ่งรวมความทั้งหมด หมายถึง “มัชฌิมาปฏิปทา” นั่นคือ (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) ชักนำไปสู่ปัญญาอันยิ่ง นั่นคือ (๑) “โลกิยสัมมาทิฏฐิ” กับ (๒) “โลกุตตรสัมมาทิฏฐิ” ซึ่งต้องประกอบด้วย “องค์ความรู้แห่งธรรมทั้งปวง” ที่ได้ชื่อว่า “โลกวิทู” หมายถึง เป็นผู้รู้แจ้งโลก นั่นคือ ย่อมรู้แจ้งสภาวะอันเป็นคติธรรมดาแห่งโลก คือ สังขารทั้งหลาย ย่อมหยั่งทราบอัธยาศัยสันดานแห่งสัตวโลกทั้งปวง ผู้เป็นไปตามอำนาจแห่งคติธรรมดาโดยถ่องแท้ เป็นเหตุให้ดำเนินตนเป็นอิสระ พ้นจากอำนาจครอบงำแห่งคติธรรมดานั้น (วัฏฏะ) และ ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้ยังจมอยู่ในกระแสโลกได้ นั่นคือ การสืบทอดพระศาสนาอย่างแท้จริง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘๑ ประจำปี ๒๕๕๘ – องค์ความรู้ในธรรมทั้งปวง

 

การแสวงหาความรู้นั้น เป็นคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ เพียงแต่ว่าจะรู้เข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน และ ถูกต้องแค่ไหน ประการสำคัญ นำไปประยุกต์ใช้เป็นไหม คนรู้มากแต่โง่มีมากมาย ตรงกับสำนวนภาษาไทย ว่า “ความรู้ท่วมหัว–เอาตัวไม่รอด” ซึ่งพอสรุปสาเหตุ ดังนี้ (๑) ชอบเรียน แต่ไม่ชอบคิด ถือว่ามีวาสนาศึกษาในสถาบันดีๆ แต่ไม่รู้จักคิด มีความจำดี ชอบอ้างความเป็นเลิศทางปัญญาของผู้อื่น ความคิดของตนเองไม่ค่อยมี ชอบคิดว่าฝรั่งหรือคนต่างชาติฉลาดกว่าเผ่าพันธุ์ของตนเอง และ (๒) รู้มากในทางอกุศล แต่ชอบทำวิปฏิสารความเดือดในตนและคณะ วิธีสังเกตลักษณะเฉพาะคนกลุ่มนี้ คือ หน้าด้าน ไม่รู้บาปและบุญ มัจฉริยะ ขี้ไม่ให้หมากิน เห็นประโยชน์เป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับศีลธรรม ท้องมันอิ่มก่อน ท้องคนอื่นไม่สำคัญ (ตามหลัก “ทฤษฎีธรรมชาติเลือกสรร” –The Theory of Natural Selection: สัตว์ที่แข็งแรงเท่านั้นที่ธรรมชาติเลือกสรรให้ดำรงเผ่าพันธุ์) อย่างไรก็ตาม คนในสังคมส่วนใหญ่เลือกไม่ได้ ที่ต้องยอมรับ (๑) “อำนาจ–Power” () “เงินตรา–Money” และ () “การศึกษา–Education” ที่ทำกันอย่างหลอกๆ ผู้สอนก็หลงทิศ ผู้เรียนก็หลงทาง สถาบันการศึกษาก็หากินกับความโง่ แต่ทำตัวเป็นผู้รู้ใน “เดรัจฉานวิชา” หมายถึง วิชาที่ใช้แย่งกันทำมาหากินหรือเบียดเบียนกัน น้อยมากที่จะประกอบด้วยคุณธรรม (ไม่เน้นเรื่องคุณธรรม จึงไม่จัดอบรมในหลักสูตรให้เป็นระบบ) ไม่ได้ยกระดับจิตใจสูงขึ้นเป็น “อริยบุคคล” (กัลยาณปุถุชน) ผู้ที่อยู่ในกระแสแห่งอริยมรรค ที่เรียกว่า “สัตบุรุษ” (ผู้ทรงศีล ผู้มีเมตตาธรรม ผู้มีปัญญารอบรู้) ฉะนั้น คำว่า “สัตบุรุษ” ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้เป็นอริยะ คือ “พระอริยสาวกของตถาคต” เท่านั้น แต่ยังรวมถึง  (๑) บุคคลใดแล เป็นนักปราชญ์ (๒) ผู้กตัญญูกตเวที และ (๓) เป็นกัลยาณมิตร มีความภักดีมั่น กระทำการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยความเต็มใจ เพราะฉะนั้น สังคมไทยจะดีขึ้น แข็งแกร่งกว่าชาติอื่นได้ ถ้าให้โอกาสแก่คนดีอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ในสังคม ทั้งฝ่ายเอกชนและฝ่ายบ้านเมือง แต่คนดีก็ใช่ว่า มุดหัวอยู่แต่ในกระบอกไม้ไผ่ อยู่แต่ในรูในถ้ำ ไม่รู้จักหน้าที่พลเมืองดีของตน  ปล่อยให้คนชั่วได้ดี ก็อย่ามาพูดว่า “ทำชั่วได้ดีมีถมไป” มันน่าอับอายวิธีคิดของตน อนึ่ง ความอดทน คุณธรรม การแสวงหาที่ใฝ่กุศล ไม่รอเทวดาบันดาล เป็นคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ ประการสำคัญ อย่าส่งเสริมคนชั่วให้ได้ตำแหน่งงานระดับผู้นำหรือหัวหน้า แต่ถ้าคนชั่ว ที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมมากๆ ก็ต้องลงโทษสั่งสอน ถ้าไม่ไหว ก็ให้ถึงขั้นกำจัดออกไปจากระบบสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกไฟลัมที่ไม่คำนึงถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงของสังคมไทยของเราโดยเฉพาะ

  

 

อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ในพระพุทธศาสนานั้น เป็น “แหล่งขุมทรัพย์แห่งปัญญา” ที่ปัญญาทุกชนิดในโลกสู้ไม่ได้เลย ของดีมีคุณค่าอยู่คู่กับคนโง่ ย่อมไม่เห็นประโยชน์ ต้องอยู่คู่กับผู้มีปัญญา ที่เกิดจากการฝึกวิธีคิดมาอย่างถูกต้อง คือ “วิชาคู่กับคุณธรรม” (วิชชาและจรณะ) โดยแบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๑๐ หมวด ดังนี้

 

(๑) ธรรมที่เป็นหลักใหญ่ใจความ

. ธรรมที่เป็นหลักทั่วไป (หรือมีขอบเขตครอบคลุม)

ธรรม ๒ ปาพจน์ ๒ สัจจะ ๒ ศาสนา ๒ ไตรรัตน์ ธรรม ๓ รัตนตรัย ไตรสรณะ สัทธรรม ๓ ปรมัตถธรรม ๔ อริยสัจจ์ ๔ ธรรม ๔

. ธรรมที่เป็นหลักการสำคัญ (จัดโดยสงเคราะห์ในอริยสัจจ์ ๔)

๒.๑. ปริญไญยธรรม (ปริญญา)

ไตรลักษณ์ ทุกขตา ๓ ธรรมนิยาม ๓ ธาตุ ๖ ขันธ์ ๕ นิยาม ๕ อายตนะ ๑๒

๒.๒. ปหาตัพพธรรม (ปหานะ)

กรรม ๓ ตัณหา ๓ ปปัญจธรรม ๓ อกุศลมูล ๓ อาสวะ ๓ อาสวะ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ปัจจัย ๒๔

๒.๓. สัจฉิกาตัพพธรรม (สัจฉิกิริยา)

วิมุตติ ๒ สุข ๒ อัตถะ ๓ มรรค ๔ ผล ๔ โลกุตตรธรรม ๙

๒.๔. ภาเวตัพพธรรม (ภาวนา)

บุญกิริยาวัตถุ ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ภาวนา ๒ ภาวนา ๔ มรรคมีองค์ ๘ กุศลกรรมบถ ๑๐ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (สติปัฏฐาน ๔ ปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘) 

 

(๒) ธรรมสำหรับทุกคน

. ธรรมเพื่อเป็นคุณสมบัติของสัปปุริสชน (ธรรมเพื่อเสริมความเป็นมนุษย์)

ปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ บุพนิมิตแห่งมรรค ๗ พุทธโอวาท ๓ ไตรสิกขา–สิกขา ๓ สุจริต ๓ อธิปไตย ๓ อัตถะ–อรรถ ๓ พรหมวิหาร ๔ อธิษฐานธรรม ๔ เบญจธรรม พละ ๕ เวสารัชชกรณธรรม ๕ ศีล ๕–เบญจศีล อาชีวัฏฐมกศีล สัปปุริสธรรม ๗ สัปปุริสธรรม ๘ กุศลกรรมบถ ๑๐ นาถกรณธรรม ๑๐

. ธรรมเพื่อดำเนินชีวิตให้งอกงามบรรลุประโยชน์สุข

กัลยาณมิตตตา โยนิโสมนสิการ อัปปมาทะ ธรรมทำให้งาม ๒ ธรรมมีอุปการะมาก ๒ ปริเยสนา ๒ ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ ภาวนา ๔ อุปัญญาตธรรม ๒ โกศล ๓ ปัญญา ๓ อปัณณกปฏิปทา ๓ จักร ๔ วุฒิ ๔–วุฒิธรรม ๔ สัมปรายิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ วัฒนมุข ๖ อิทธิบาท ๔ พละ ๔ พหูสูตมีองค์ ๕ เวสารัชชกรณธรรม ๕ อริยวัฑฒิ ๕ ภัพพตาธรรม ๖ เวปุลลธรรม ๖ บุพนิมิตแห่งมรรค ๗ อริยทรัพย์ ๗ บารมี ๑๐ มงคล ๓๘

. ธรรมเพื่อพิจารณาเตือนสติมิให้ประมาท

เทวทูต ๓ เทวทูต ๔ เทวทูต ๕ นิมิต ๔ มาร ๕ อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ อายุวัฒนธรรม ๕ โลกธรรม ๘

 

(๓) ธรรมเพื่อความดีงามแห่งสังคม

. ธรรมเพื่อส่งเสริมชีวิตที่ดีร่วมกัน

ทาน ๒ ธรรมคุ้มครองโลก ๒ บุคคลหาได้ยาก ๒ บูชา ๒ ปฏิสันถาร ๒ ฤทธิ์ ๒ เวปุลละ ๒ สังคหะ ๒ สัปปุริสบัญญัติ ๓ ฆราวาสธรรม ๔ สังคหวัตถุ ๔ คารวะ ๖ สารณียธรรม ๖ สัปปุริสทาน ๘

. ธรรมเพื่อปกครอง คือ จัดและคุ้มครองชีวิตที่ดีร่วมกัน

อธิปไตย ๓ พรหมวิหาร ๔ สังคหวัตถุ ๔ ราชสังคหวัตถุ ๔ อคติ ๔ พละ ๕ ของพระมหากษัตริย์ อปริหานิยธรรม ๗ ราชธรรม ๑๐ วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัย ๑๐ จักรวรรดิวัตร ๑๒

 

(๔) ธรรมสำหรับคฤหัสถ์หรือผู้ครองเรือน

. ธรรมเพื่อชีวิตครอบครัว

บุตร ๓ อัคคิ ๓ กุลจิรัฏฐิติธรรม ๔ ฆราวาสธรรม ๔ สมชีวิธรรม ๔ ภรรยา ๗

. ธรรมเพื่อความสัมพันธ์ในสังคม

อัคคิ ๓ ฆราวาสธรรม ๔ ประมาณ ๔ มิตรเทียม ๔ มิตรแท้ ๔ ทิศ ๖ กัลยาณมิตรธรรม ๗

. ธรรมเพื่อความอยู่ดีทางเศรษฐกิจ

ปาปณิกธรรม ๓ การจัดสรรทรัพย์ใช้ ๔ ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ๔ ปัจจัย ๔ ภควิภาค ๔ สุขของคฤหัสถ์ ๔ ประโยชน์จากทรัพย์ ๕ โภคอาทิยะ ๕ กามโภคี ๑๐

. ธรรมที่คฤหัสถ์พึงหลีกเว้น

กรรมกิเลส ๔ มิตรเทียม ๔ อคติ ๔ อบายมุข ๔ อบายมุข ๖ อนันตริยกรรม ๕

 

(๕) ธรรมสำหรับอุบาสก คือ ผู้ใกล้ชิดศาสนา

. ธรรมที่พึงมีพึงปฏิบัติ

บุญกิริยาวัตถุ ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ สัปปุริสบัญญัติ ๓ ศรัทธา ๔ สมบัติของอุบาสก ๕ ศีล ๘ อาชีวัฏฐมกศีล ศีล ๑๐ อริยวัฑฒิ ๕ อุบาสกธรรม ๕ อุบาสกธรรม ๗ สัปปุริสธรรม ๘ อุโบสถศีล

. ธรรมที่พึงหลีกเว้น

วณิชชา ๕ อภิฐาน ๖

. ธรรมที่พึงทราบเพื่อเสริมการปฏิบัติ

ปธาน ๒ ปริเยสนา ๒ สมบัติ ๓ ทานสมบัติ ๓ อนุตตริยะ ๓ อนุตตริยะ ๖ ทักขิณาวิสุทธิ ๔ สัมปทาคุณ ๔ ธรรมสวนานิสงส์ ๕ สัปปุริสทาน ๘ อุโบสถศีล

  

(๖) ธรรมสำหรับภิกษุสงฆ์

. ธรรมเพื่อความดีงามในฐานเป็นภิกษุ

ธุระ ๒ ปัจจัย ๔ ปาริสุทธิศีล ๔ วิบัติ ๔ อปัสเสนธรรม ๔ อริยวงศ์ ๔ อันตรายของภิกษุใหม่ ๔ นวกภิกขุธรรม ๕ พร ๕ ศีล ๑๐ สังวร ๕ องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ปัพพชิตอภิณหปัจจเวกขณ์ ๑๐ เมถุนสังโยค ๗ อปริหานิยธรรม ๗ ธุดงค์ ๑๓

. ธรรมเพื่อความดีงามในฐานเป็นสมาชิกแห่งสงฆ์

อาจารย์  ๔ อาวาสิกธรรม ๕ คารวะ ๖–คารวตา ๖ สารณียธรรม ๖ อปริหานิยธรรม ๗ กถาวัตถุ ๑๐ เถรธรรม ๑๐ นาถกรณธรรม ๑๐ วัตถุประสงค์ในการบัญญัติพระวินัย ๑๐

. ธรรมเพื่อความดีงาม ความสำเร็จในฐานเป็นผู้สั่งสอน

เทศนา ๒ ปฏิสัมภิทา ๔ ประมาณ ๔ ลีลาการสอน ๔ ธรรมเทสกธรรม ๕ พหูสูตมีองค์ ๕ องค์แห่งธรรมกถึก ๕ อนุปุพพิกถา ๕ กัลยาณมิตรธรรม ๗

 

(๗) สภาวธรรม: ธรรมดาและธรรมชาติ

. ธรรมดา–กฎธรรมชาติ

กรรม ๒ กรรม ๓ ไตรลักษณ์ ธรรมนิยาม ๓ วัฏฏะ ๓ สังขตลักษณะ ๓ อสังขตลักษณะ ๓ ธรรมสมาทาน ๔ วิบัติ ๔ สมบัติ ๔ นิยาม ๕ กรรม ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ กิจ ๑๔–วิญญาณกิจ ๑๔ ปัจจัย ๒๔

. สภาวะอันพึงรู้ตามที่เป็น

กามคุณ ๕ ทุกข์ ๒ ธรรม ๒ บัญญัติ ๒ รูป ๒๑ รูป ๒๘ มหาภูต ๔ อุปาทารูป ๒๔ รูป ๒ สังขาร ๒ สัจจะ ๒ สุข ๒ ทวาร ๓ ทวาร ๖ ทุกขตา ๓ ธรรม ๓ โลก ๓ เวทนา ๒ เวทนา ๓ เวทนา ๕ เวทนา ๖ สังขาร ๓ อภิสังขาร ๓ ธาตุ ๔ ธาตุ ๖ ปรมัตถธรรม ๔ สังขาร ๔ อริยสัจจ์ ๔ (ข้อที่ ๑) ธรรม ๔ (ข้อที่ ๑) อาหาร ๔ ขันธ์ ๕ เจตนา ๖ ปิยรูป สาตรูป ๖ × ๑๐ วิญญาณ ๖ สัญญา ๖ สัมผัส ๖ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ เจตสิก ๕๒ จิต ๘๙ จิต ๑๒๑ เวทนา ๑๐๘

. สภาวะเนื่องด้วยระดับชีวิตจิตใจของสัตว์

เทพ ๓ ภพ ๓ โลก ๓ ภูมิ ๔ โยนิ ๔ อบาย ๔ อรูป ๔ สุทธาวาส ๕ สวรรค์ ๖ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ พรหมโลก ๑๖ รูปพรหม ๑๖ ภูมิ ๔–ภูมิ ๓๑

. สภาวะอันเป็นโทษ อกุศลธรรมอันพึงละ

กาม ๒ (ข้อที่ ๑) ทิฏฐิ ๒ ทิฏฐิ ๓ อกุศลมูล ๓ อกุศลวิตก ๓ ตัณหา ๓ ทุจริต ๓ ปปัญจะ ๓ อัคคิ ๓ อาสวะ ๓ อาสวะ ๔ กรรมกิเลส ๔ โยคะ ๔ วิปัลลาส ๔ อคติ ๔ อริยสัจจ์ ๔ (ข้อที่ ๒) ธรรม ๔ (ข้อที่ ๒) อวิชชา ๔ อวิชชา ๘ อุปาทาน ๔ โอฆะ ๔ นิวรณ์ ๕ มัจฉริยะ ๕ ตัณหา ๖ อนุสัย ๗ มละ ๙ มานะ ๙ กิเลส ๑๐ อกุศลกรรมบถ ๑๐ สังโยชน์ ๑๐ มิจฉัตตะ ๑๐ อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ อุปกิเลส ๑๖ ตัณหา ๑๐๘ กิเลส ๑๕๐๐

 

 (๘) ปฏิปัตติธรรม

. หลัก วิธีการ ข้อปฏิบัติ อุปกรณ์ และ คุณสมบัติ ที่เกื้อหนุนการปฏิบัติ

กัลป์ยาณมิตตตา โยนิโสมนสิการ อัปปมาทะ กรรมฐาน ๒ ฌาน ๒ ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ ภาวนา ๒ ภาวนา ๔ สมาธิ ๒ สมาธิ ๓ อุปัญญาตธรรม ๒ กุศลมูล ๓ กุศลวิตก ๓ โกศล ๓ ญาณ ๓ สุจริต ๓ นิมิต ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๓ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ปริญญา ๓ ปัญญา ๓ ภาวนา ๓ วิรัติ ๓ สันโดษ ๓ สิกขา ๓ อธิปไตย ๓ อปัณณกปฏิปทา ๓ ไตรสิกขา ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ธาตุกัมมัฏฐาน ๖ ปฏิปทา ๔ ปธาน ๔ ปาริสุทธิศีล ๔ พรหมวิหาร ๔ วิธีปฏิบัติต่อทุกข์–สุข ๔ สติปัฏฐาน ๔ สมาธิภาวนา ๔ สัมปชัญญะ ๔ โสตาปัตติยังคะ ๔ อธิษฐานธรรม ๔ อปัสเสนธรรม ๔ อริยสัจจ์ ๔ (โดยเฉพาะข้อที่ ๔) กิจในอริยสัจจ์ ๔ ธรรม ๔ (ข้อที่ ๔) อรูป ๔ อัปปมัญญา ๔ อิทธิบาท ๔ ธรรมสมาธิ ๕ ปีติ ๕ พละ ๕ สังวร ๕ อริยวัฑฒิ ๕ อินทรีย์ ๕ จริต ๖–จริยา ๖ ภัพพตาธรรม ๖ เวปุลลธรรม ๖ บุพนิมิตแห่งมรรค ๗ โพชฌงค์ ๗ วิสุทธิ ๗ สัปปายะ ๗ อปริหานิยธรรม ๗ มรรคมีองค์ ๘ พุทธคุณ ๙ พุทธคุณ ๒ พุทธคุณ ๓ ธรรมคุณ ๖ สังฆคุณ ๙ วิปัสสนาญาณ ๙ กสิณ ๑๐ บารมี ๑๐ สัญญา ๑๐ สัมมัตตะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ ธุดงค์ ๑๓ จรณะ ๑๕ ญาณ ๑๖ อานาปานสติ ๑๖ ฐาน โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มงคล ๓๘ กรรมฐาน ๔๐

. ผลสำเร็จของการปฏิบัติธรรม และ เครื่องกำหนดผลในการปฏิบัติ

ฌาน ๒ ประเภท ฌาน ๔ ฌาน ๕ ฌาน ๘ นิพพาน ๒ วิมุตติ ๒ สุทธิ ๒ ญาณ ๓ ปหาน ๓ ปาฏิหาริย์ ๓ วิชชา ๓ วิโมกข์ ๓ วิเวก ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ มรรค ๔ ผล ๔ อริยสัจจ์ ๔ (ข้อที่ ๓) ธรรม ๔ (ข้อที่ ๓) นิโรธ ๕ ปหาน ๕ วิมุตติ ๕ อภิญญา ๖ วิชชา ๘ วิโมกข์ ๘ สมาบัติ ๘ โลกุตตรธรรม ๙ อนุบุพพวิหาร ๙ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐

. บุคคลผู้บรรลุผลแห่งการปฏิบัติ

อริยบุคคล ๒ อริยบุคคล ๔ อริยบุคคล ๘ โสดาบัน ๓ สกาทาคามี ๓ สกาทาคามี ๕ อนาคามี ๕ อรหันต์ ๒ อรหันต์ ๔ อรหันต์ ๕ อรหันต์ ๖๐ อริยบุคคล ๗

 

(๙) พระพุทธศาสนา

. หลักศาสนา

เทศนา ๒ ธุระ ๒ ปาพจน์ ๒ สัจจะ ๒ สาสน์ ๒–ศาสนา ๒ อัตถะ ๒ ไตรปิฎก พุทธโอวาท ๓ รัตนตรัย สรณะ ๓–ไตรสรณะ สัทธรรม ๓ อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ บริษัท ๔ มหาปเทส ๔ (พระสูตร) มหาปเทส ๔ (พระวินัย) ธรรมขันธ์ ๕ อนุปุพพิกถา ๕ หลักกำหนดธรรมวินัย ๘ หลักกำหนดธรรมวินัย ๗ นวังคสัตถุศาสน์ กาลามสูตรกังขานิยฐาน ๑๐ สัทธรรม ๑๐

. ศาสนคุณ

ปาฏิหาริย์ ๓ พุทธจริยา ๓ อนุตตริยะ ๓ อนุตตริยะ ๖ อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ เจดีย์ ๔ ถูปารหบุคคล ๔ เวสารัชชญาณ ๔ สังเวชนียสถาน ๔ จักขุ ๕ พุทธคุณ ๙ พุทธคุณ ๒ พุทธคุณ ๓ ธรรมคุณ ๖ สังฆคุณ ๙ ทศพลญาณ

. ความเชื่อและการปฏิบัตินอกหลักพุทธศาสนา

ทิฏฐิ ๒ ทิฏฐิ ๓ ที่สุด (อันตา) ๒ ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓ วรรณะ ๔

 

(๑๐) พิเศษ: ธรรมเกี่ยวกับการศึกษา

ธุระ ๒ ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ ภาวนา ๔ วิมุตติ ๒ สัจจะ ๒ สาสน์ ๒–ศาสนา ๒ โกศล ๓ ญาณ ๓ ตัณหา ๓ ไตรลักษณ์ ปัญญา ๓ สัทธรรม ๓ สิกขา ๓ อัตถะ ๓ อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ จักร ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ ลีลาการสอน ๔ วุฒิธรรม ๔ สัมปชัญญะ ๔ อริยสัจจ์ ๔ อิทธิบาท ๔ ขันธ์ ๕ พละ ๕ พหูสูตมีองค์ ๕ กัลยาณมิตรธรรม ๗ บุพนิมิตแห่งมรรค ๗ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ พุทธคุณ ๒ กาลามสูตรกังขานิยฐาน ๑๐ นาถกรณธรรม ๑๐ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อายตนะ ๑๒ โพธิปักขิยธรรม ๓๗

 

 

จากรายละเอียดเบื้องต้นดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่า พระธรรมของพระพุทธศาสนานั้น จะครอบคลุมวิถีดำเนินชีวิตทุกด้าน ที่จะขัดเกลาให้เป็นปุถุชนคนดี สัตบุรุษ กัลยาณปุถุชน จนถึง พระอริยสงฆ์ อยู่ที่ว่าใครจะเลือกธรรมข้อใดไปดัดแปลงประยุกต์ใช้กับตนให้เหมาะสม ส่วนรายละเอียดอันเป็นนิยามของข้อหลักธรรมหลักนั้น ก็สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ใน “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม – ภาค ๑ หมวดธรรม ภาค ๒ ไทย-อังกฤษ และ ภาค ๓ อังกฤษ-ไทย” การทบทวนอยู่บ่อยๆ จะทำให้จดจำได้เองโดยอัตโนมัติ เพราะธรรมทั้งหลายเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดปัญญารอบรู้อีกมากมายเกี่ยวชีวิต และเป็นสัมปยุตตธรรมในการตรัสรู้ตามอัตภาพของแต่ละคนได้ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” บุคคลผู้ประกอบความเพียรอย่างไม่ลดละอยู่ตลอดเวลา ย่อมเกิดอานิสงส์ผลบุญให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ปัญญาตรัสรู้” ได้ ไม่นานเกินรอ ขอเพียงแต่ว่า ให้มีความตั้งใจอย่างจริงจัง อย่ายอมแพ้อุปสรรคใดๆ ที่จะเป็น “มาร ๕” (กิเลสมาร–ขันธมาร–อภิสังขารมาร–เทวปุตตมาร–มัจจุมาร) เข้ามาขัดขวาง ในการเจริญธรรมของตน ให้วิบัติเสียหาย ฉะนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ความรู้ในทางธรรมกับองค์ความรู้ในหลักสูตรที่จัดในสถาบันการศึกษาทางโลกนั้น แตกต่างกันตรงที่การอบรมให้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ หลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันเน้นทักษะการเรียนรู้เฉยๆ เพื่อเอาตัวรอดในสังคม มีแต่ลดค่านิยมทางคุณธรรมหรือจริยธรรมลง โดยคิดเองว่า ครอบครัวเป็นฝ่ายถ่ายทอดให้ ซึ่งปรากฏว่าไม่จริง กลับทิ้งความหวังนี้ไว้ที่โรงเรียนหรือสถาบันทางการศึกษา (โรงเรียนของเราน่าอยู่ คุณครูก็แสนใจดี เป็นต้น) สรุป “ผู้ปกครองมีความประมาท เชื่อสถาบันการศึกษามากเกินไป” (ต่างฝ่ายต่างโยนความผิดให้กัน ไม่ยอมทำหน้าที่ของตน “ชอบไข่ให้แม่กาฟัก”) พ่อแม่ผู้ปกครอง ก็เลยฉวยโอกาสไม่รับผิดชอบของตนเอง ที่จะดูแลเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีไปอย่างน่าเสียดาย แทนที่จะรวมมือกันทั้งสองฝ่ายให้เป็นสามัคคีธรรมเพื่ออนาคตเด็กๆ สังคมไทยจึงมีแต่พลเมืองเด็กทีอ่อนแอ และกลายเป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม โดยเฉพะอย่างยิ่ง มีผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างดีๆ แทบจะไม่มี คนก็อ่อนแอ สังคมก็อ่อนแอ ในภาพรวม ประเทศชาติก็อ่อนแอ ทั้งที่ทุกคนมาร่วมคิดแก้ไขได้และทำได้  

 

 

อนึ่ง ปัญหามีอยู่ว่า สถาบันศาสนาจะแสดงบทบาทอย่างไรให้ถูกต้อง เพราะองค์ความรู้ทางศาสนาเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นที่อยู่เหนือวิสัยทางโลก ที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” เพื่อเข้าสู่ “สัจจภาวะแห่งกระแสพระนิพพาน” ไม่ใช่จะหนีไปคนเดียว ไม่เหลียวแลสังคม ที่ต้องประกอบด้วยพระกรุณาคุณ ประการสำคัญ ผู้ครองสมณเพศทั้งหลาย น่าจะเป็น “พระพุทธสาวก” (จตุสัจจพุทธะ) ได้อนาคตอันใกล้นี้ ฉะนั้น การให้โอกาสตนได้อบรมสั่งสอน กุลบุตรกุลธิดา และ ญาติโยม ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป ซึ่งเป็นบุญที่เห็นทันตาในชาตินี้ คือ “ธรรมทานบารมี–ธรรมทานอุปจารบารมี–ธรรมทานปรมัตถบารมี” เมื่อทำได้วันละนิด เหมือนหยดน้ำทีละหยดวันละหยด รวมกันเป็นปี  ย่อมเป็นโอ่ง เป็นไห เป็นลำธาร เป็นแม่น้ำ เป็นมหาสมุทร ได้เช่นกัน แต่ต้องอดทนด้วย “วิริยบารมี–ขันติบารมี” ขึ้นไปอีกเช่นกัน ไม่เช่นนั้น ก็เป็นการบำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ประการ (ทศบารมี) ไปเลยก็ได้ อย่างไงก็มาบวชแล้ว ก็อย่าให้เสียเที่ยว ให้พิจารณา “ทศบารมี” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 572 –576 FILE 74) ดังนี้

 

 

“บารมี ๑๐” หมายถึง ปฏิปทาอันยวดยิ่ง คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด คือ ความดีที่บำเพ็ญอย่างพิเศษ เพื่อบรรลุซึ่งจุดหมายอันสูง จึงจะบรรลุโพธิญาณ คือ “ความเป็นพระพุทธเจ้า” และ “ความเป็นมหาสาวก” เป็นต้น ได้แก่ “ทาน–ศีล–เนกขัมมะ–ปัญญา–วีริยะ–ขันติ–สัจจะ–อธิษฐานะ–เมตตา–อุเบกขา”

 

(๑) ท่านกล่าว “ทานในเบื้องต้น” เพราะเป็นสิ่งทั่วไปแก่สรรพสัตว์ โดยเป็นไปแม้ในชนเป็นอันมาก เพราะมีผลน้อย และ เพราะทำได้ง่าย

 

(๒) ท่านกล่าว “ศีลในลำดับของทาน” เพราะความบริสุทธิ์ของผู้ให้และผู้รับด้วย “ศีล” เพราะกล่าวถึงการอนุเคราะห์ผู้อื่น แล้วกล่าวถึงความไม่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะกล่าวถึงธรรมที่ควรทำ แล้วกล่าวถึงธรรมที่ไม่ควรทำ เพราะกล่าวถึง “เหตุแห่งโภคสมบัติ” แล้วจึงกล่าวถึง “เหตุแห่งภวสมบัติ”

 

(๓) ท่านกล่าว “เนกขัมมะในลำดับของศีล” เพราะความสำเร็จ “ศีลสมบัติ” ด้วย “เนกขัมมะ” เพราะกล่าวถึง “กายสุจริต” และ “วจีสุจริต” แล้ว จึงกล่าวถึง “มโนสุจริต” (กุสโลบาย) เพราะ “ศีลบริสุทธิ์” ให้สำเร็จ “ฌาน” โดยง่าย เพราะกล่าวถึง “ความบริสุทธิ์ในความขวนขวาย”  ด้วยการละโทษของกรรม แล้วกล่าวถึง “ความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัย” ด้วยการละโทษของกิเลส และ เพราะกล่าวถึงการละการครอบงำจิตด้วยการละความก้าวล่วง

 

(๔) ท่านกล่าว “ปัญญาในลำดับเนกขัมมะ” เพราะความสำเร็จและความบริสุทธิ์แห่งเนกขัมมะด้วย “ปัญญา” เพราะกล่าวถึง “ความไม่มีปัญญา” ด้วยไม่มี “ฌาน” (ปัญญาในสมาธิ) จริงอยู่ “ปัญญา” มี “สมาธิ” เป็นปทัฏฐาน และ “สมาธิ” มี “ปัญญา” เป็นปัจจุปัฏฐาน เพราะกล่าวถึง “สมถนิมิต” แล้วจึงกล่าวถึง “อุเบกขานิมิต” (จตุตถฌาน) เพราะกล่าวถึง “ความฉลาดในอุบาย” อันทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยการตั้งใจทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น

 

(๕) ท่านกล่าว “วีริยะในลำดับของปัญญา” เพราะความสำเร็จกิจด้วย “ปัญญา” โดยปรารภความเพียร เพราะกล่าวถึงความอดทนด้วยการเพ่งธรรม คือ “ความสูญของสัตว์” แล้วจึงกล่าวถึงความอัศจรรย์ของการปรารภเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ เพราะกล่าวถึง “อุเบกขานิมิต” แล้วจึงกล่าวถึง “ปัคคหนิมิต” (ความเพียรพอดี) คือ นิมิตในการประคับประคองจิต และ เพราะกล่าวถึง “ความใคร่ครวญ” ก่อนทำแล้วจึงกล่าวถึงความเพียร เพราะความเพียรของผู้ใคร่ครวญแล้วทำ ย่อมนำมาซึ่ง “ผลวิเศษ”

 

(๖) ท่านกล่าว “ขันติในลำดับของความเพียร” เพราะความสำเร็จแห่งความอดกลั้นด้วยความเพียร จริงอยู่คนมีความเพียรย่อมครอบงำทุกข์ที่สัตว์และสังขารนำเข้าไป เพราะปรารภความเพียรแล้ว เพราะความเพียรเป็นอลังการของความอดกลั้น จริงอยู่ ความอดกลั้นของผู้มีความเพียรย่อมงาม เพราะกล่าวถึง “ปัคคหนิมิต” (ความเพียรพอดี) แล้วจึงกล่าวถึง “สมถนิมิต” (ความสงบด้วยสมาธิ) เพราะกล่าวถึง “การละอุทธัจจะและโทสะด้วยความเพียรยิ่ง” จริงอยู่ “อุทธัจจะและโทสะละได้ด้วยความอดทนในการเพ่งธรรม” เพราะกล่าวถึงการทำความเพียรติดต่อของผู้มีความเพียร จริงอยู่ ผู้หนักด้วย “ขันติ” เป็น “ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน” (อัพยัคคนิมิต) ทำความเพียรติดต่อ เพราะกล่าวถึงความไม่มีตัณหา เพื่อทำตอบในการปรารภทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นของผู้ไม่ประมาท จริงอยู่ เมื่อความเพ่งธรรมตามความเป็นจริงมีอยู่ตัณหาย่อมไม่มี และเพราะกล่าวถึงความอดกลั้นทุกข์ที่ผู้อื่นทำในการปรารภประโยชน์เพื่อผู้อื่น

 

(๗) ท่านกล่าว “สัจจะในลำดับของขันติ” เพราะขันติตั้งอยู่ได้นานด้วย “สัจจะ” เพราะกล่าวถึงความอดทนต่อความเสียหายของผู้ทำความเสียหาย แล้วกล่าวถึงความไม่ผิดพลาดในการทำอุปการะนั้น และเพราะกล่าวถึงความอดทนในการเพ่งธรรม คือ “ความสูญของสัตว์” แล้วกล่าวถึง สัจจะอันเป็น “ญาณ” เพิ่มพูนขันตินั้น

 

(๘) ท่านกล่าว “อธิษฐานในลำดับของสัจจะ” เพราะความสำเร็จแห่งสัจจะด้วย “อธิษฐาน” เพราะการงดเว้นย่อมสำเร็จแก่ “ผู้ตั้งใจไม่หวั่นไหว” เพราะกล่าวคำไม่ผิดความจริง แล้วกล่าวถึง “ความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว” (อัพยัคคนิมิต) ในการกล่าวคำไม่ผิดความจริงนั้น จริงอยู่ ผู้ไว้ใจได้หวั่นไหว ประพฤติตามสมควรแก่ปฏิญญาในทาน เป็นต้น เพราะกล่าว “ญาณสัจจะ” แล้วจึงกล่าวถึงการเพ่งความเป็นไปในสัมภาระทั้งหลาย จริงอยู่ “ผู้มีญาณ” ตามเป็นจริง ย่อมอธิษฐาน “โพธิสมภาร” (คุณความดีที่เป็นเครื่องประกอบของโพธิ) ทั้งหลาย และยัง “โพธิสมภาร” นั้น ให้สำเร็จ เพราะ “ไม่หวั่นไหว” (อัพยัคคนิมิต) ด้วยปฏิปักษ์ทั้งหลาย

 

(๙) ท่านกล่าว “เมตตาในลำดับแห่งอธิษฐาน” เพราะความสำเร็จแห่งอธิษฐานด้วยการสมาทานทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วย “เมตตา” เพราะกล่าวถึงอธิษฐานแล้วจึงกล่าวถึงการนำประโยชน์เข้าไป เพราะ “ผู้สำรวมในโพธิสมภาร” เป็นผู้มีปกติอยู่ด้วย “เมตตา” และเพราะ “ผู้มีอธิษฐานไม่หวั่นไหว” ยังสมทานให้เจริญด้วยการไม่ทำลายสมาทาน

 

(๑๐) ท่านกล่าว “อุเบกขาในลำดับแห่งเมตตา” เพราะความบริสุทธิ์แห่งเมตตาด้วย “อุเบกขา” เพราะกล่าวถึงการนำประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลาย แล้วจึงกล่าวถึงความไม่สนใจโทษผิดของผู้นั้น เพราะกล่าวถึง “เมตตาภาวนา” แล้วกล่าวถึงความเจริญอันเป็น “ผลของเมตตาภาวนา” นั้น และเพราะกล่าวถึง “ความเป็นคุณน่าอัศจรรย์” ว่า “ผู้วางเฉยแม้ในสัตว์ ผู้ใคร่ประโยชน์”

 

 

นอกเหนือจากนี้ เรื่อง “การพัฒนาภูมิปัญญา” ทั้งฝ่าย โลกียปัญญา (ปัญญาขี้กลาก) และฝ่าย โลกุตตรปัญญา (ปัญญาอริยะ) นั้น เป็น (๑) “ทักษะการเรียนรู้” และ (๒) “ทักษะกระบวนการคิด” (กระบวนทัศน์–ความคิดเป็นด้วยสัมมาทิฏฐิ) ที่พระพุทธศาสนาเน้นเป็นสาระสำคัญในการปฏิบัติธรรม แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่าย “โลกียปัญญา–ปัญญาขี้กลาก” (เดรัจฉานวิชา) นั้น ย่อมเกิดขึ้นก่อนตั้งแต่จุติมาจากภาพที่แล้วมาปฏิสนธิในชาตินี้ “กระบวนการรับรู้ภาษา” (Language Acquisition Process) ที่แสดงถึงระบบโครงสร้างทางความคิด เป็นสิ่งที่ติดตัวมา (พรสวรรค์–อดีตอัทธา) ส่วนความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นธรรมทั้งหลายที่เกิดใน “ปัจจุบันนัทธา” นั้น เป็น “เรื่องสิ่งต้องแสวงหาด้วยตนเอง” ที่เรียกว่า “ทักษะกระบวนการเรียนรู้” (Learning Process Skills) ซึ่งก็หมายถึง “ภาษา–Language” เช่น ในทางธรรม เรียกว่า “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานทางภาษา อันทำให้เกิด “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรมอันทำให้เห็นเหตุการณ์เกิดแห่งปัจจัยทั้งหลาย ซึ่งมีผลต่อ “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในความหมายอันทำให้เห็นผลแห่งประโยชน์ และทำให้เกิด “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปัญญาไหวพริบด้วยปฏิภาณ ได้แก่ (๑) ความคิดริเริ่ม (๒) ความคิดสร้างสรรค์ (๓) ความคิดประยุกต์ดัดแปลง (เทคโนโลยีหรือวิทยาการแห่งนวัตกรรม) อนึ่ง ยังมีตัวอย่างที่พึงพิจารณาอย่างมาก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับบ้านครั้นในสมัยก่อนๆ ที่คนเป็นลูกศิษย์วัด แล้วกลายเป็นคนดีศรีเมืองได้จริง เพราะพระภิกษุสงฆ์ได้อบรมสิ่งสอนมาเป็นอย่างดี ทั้งฝ่ายปัญญาที่คมด้วยปรัชญาชีวิตจริง และฝ่ายความประพฤติที่ถูกกาลเทศะ ไม่ใช่พวกผีดิบเดินได้ทั่วสังคม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ที่เป็นอยู่ในปัจจะบัน คือ (๑) “บ้านกลายเป็นวัด” คือ “เหล่าฆราวาสรักษาศีลบริสุทธิ์กว่าสมณะ” แต่ (๒) “วัดกำลังกลายเป็นบ้าน” คือ “สมณะพยายามทำตนเป็นคฤหัสถ์ผู้มั่งคั่งทุศีล” อนึ่ง มีผู้สันทัดกรณีบอกว่า “ถ้าจับพระต้องอาบัติปาราชิกกันอย่างจริงจัง จะเหลือพระจริงๆ ไม่กี่รูปในแต่ละวัด” ข้อนี้ ผู้มีอันดับสูงสุดในวัด พึงพิจารณาลูกวัดให้ดี เพราะต้องเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบสิ่งที่เป็นอัปมงคลแห่งความเสื่อมวิบัติแก่พระศาสนา งานนี้ วัดกับบ้านต้องดูแลซึ่งกันและกัน เป็นการสืบทอดพระศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนหนึ่งที่ต้องผูกขาดไว้ฝ่ายเดียว ก็อย่าปล่อยให้กลายเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของโลก” ก็แล้วกัน ด้วยเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงต้องมีบุคคลผู้มีปัญญามากๆ เข้ามาบวชเพื่อสืบต่อพระศาสนา เพราะพระศาสนาถือเป็นสรณะที่พึงของชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง มิฉะนั้น ผู้คนจะเข้าใจผิดไปถือ เต่า จระเข้ นกคุ้ม สาลิกา แมวตาเพชร จิ้งจกสองหาง ปลีกกล้วยพญานาค เป็นต้น ให้เป็นที่พึ่งแห่งโชคลาภไป พระศาสนาต้องการผู้มีปัญญามาสืบทอดพระศาสนา ซึ่งปัญญาในพระพุทธศาสนานั้น ทำให้รู้แจ้งโลกทั้ง ๓ ภูมิ ได้แก่ (๑) โลกมนุษย์  (๒) โลกทวยเทพเทวดา และ (๓) โลกนิพพาน ให้สังเกตว่า “สรรพสิ่ง” จะแยกออกเป็น (๑) สมมติสัจจะ กับ (๒) ปรมัตถสัจจะ และ แยกออกเป็น “ธรรมทั้งปวง” ที่ประกอบด้วย (๑) สังขตธรรม–สมมติสัจจะ กับ (๒) อสังขตธรรม–ปรมัตถสัจจะ ในขั้นตอนการเจริญภาวนานั้น ต้องประกอบด้วย (๑) สมถภาวนา–สมาธิ และ (๒) วิปัสสนาภาวนา–ปัญญา ซึ่งกระบวนการพัฒนาจิตใจทั้ง ๒ ประการ นั้น เป็นขั้นตอนที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ทั้งฝ่าย “อกุศลธรรม–กุศลธรรม” กับ “อัพยากตธรรม” โดยการเจริญภาวนานั้น ให้เลือกพัฒนากายและจิตด้วย “กุศลธรรม” กับ “อัพยากตธรรม” ซึ่ง “กุศลธรรม” (โสภณจิต) จะครอบคลุมภูมิจิตทั้ง ๔ ได้แก่ 

 

อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ

(๑) กามาวจรภูมิ

อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ

(๒) รูปาวจรภูมิ

(๓) อรูปาวจรภูมิ

อธิปัญญา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ

(๔) โลกุตตรภูมิ

๔.๑ โลกุตตรมรรค

อริยมรรค ๔

โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค

๔.๒ โลกุตตรผล–สัมมาญาณ

อริยผล ๔–สามัญผล ๔

โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล

๔.๓ พระนิพพาน–สัมมาวิมุตติ

นิพพาน ๒

๔.๓.๑ สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ 

๔.๓.๒ อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ

 

 

ดังรายละเอียดที่นำเสนอในภาพประกอบข้างล่างนี้

 

 

พุทธปัญญาแห่งมนุษยชาติ

สรรพสิ่ง (สัจฉิกัตถะ–อรรถบัญญัติ)

สมมติสัจจะ (นามบัญญัติ)

ปรมัตถสัจจะ  (นามบัญญัติ)

ความหมายนัยเดียว

ความหมายหลายนัย

ความหมายสูงสุด (ปรมัตถะ)

พจนานุกรม

สำนวน

ธรรมทั้งปวง (อภิธรรม)

อินทรีย์ –อนินทรีย์

รูปชีวิตินทรีย์–อรูปชีวิตินทรีย์

รูปธรรม–นามธรรม

รูปธรรม–นามธรรม (นามรูป)

มิจฉัตตะ (เดรัจฉานวิชา)

สัมมัตตะ (วิชชา)

อัสสุตวาปุถุชน  (ชนผู้ไร้การศึกษา)

อริยบุคคล (กัลยาณปุถุชน–ภาวิตัตต์)

นักวิทยาศาสตร์–ผู้รู้–ปราชญ์เมธี–สัตบุรุษ

สัตบุรุษ–ปราชญ์มุนี–พระอรหันตขีณาสพ

ธรรมทั้งปวง

ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–อริยสัจจ์ ๔

ธรรมนิยาม–ธรรมฐิติ

สังขตธรรม

อสังขตธรรม

กุศลธรรม อกุศลธรรม

อัพยากตธรรม

 โลกียธรรม

โลกุตตรธรรม

กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม

โลกุตรธรรม

โลกียธรรม

ปรมัตถธรรม

 อุปาทินนธรรม

 อนุปาทินนธรรม

ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒

จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน

วัฏฏะ (อุปาทานขันธ์)

วิวัฏฏะ (ขันธวินิมุต)

วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (ปรมัตถ์)

พุทธปรมัตถ์  (วิสุทธิ)

ธาตุธรรมชาติ (สสารวัตถุ)

อมตธาตุ (อนุปาทิเสสนิพพาน)

 

  

 

ฉะนั้น สาธุชนผู้กัลยาณปุถุชนทั้งหลาย จงอย่าเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทิ้งกุศลวาสนาบารมีแห่งบุญทั้งหลายไปอย่างน่าเสียดาย ไปสมคบกับ “ความฉิบหายเสียคุณอันใหญ่” ที่จะได้บรรลุถึง “โลกุตตรธรรม” นี้ไป ตอนนี้ “หมดเวลาโง่เขลาเบาปัญญา” (อัสสุตวาปุถุชน) ได้แล้ว พุทธบริษัท (ภิกษุ–ภิกษุณี–อุบาสก–อุบาสิกา รวมทั้งสมเณรน้อย) และ พุทธศาสนิกชน ทั้งหลาย ให้สนใจตั้งมั่นในพระธรรม (พระรัตนตรัย) กันอย่างจริงจัง “ศึกษาให้รู้จริงแล้วเป็นครูเขาได้” ไม่เป็นพวกลิงวอกเรียนพระธรรม เพราะในพวกลัทธินอกพระศาสนาทั้งหลาย ก็ไม่มีพวกลิงเป็นศาสดาเลย เพราะฉะนั้น อย่าเป็นลิงวอกมาบวช ถ้าเป็นพญานาคแปลงกายมาบวชนั้น ก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็ยังบวชไม่ได้ มีแต่คนบวชได้ แล้วแปลงร่างกลายเป็นลิงวอกมาบวช เรื่องนี้ เป็นสมการซับซ้อนทางคณิตศาสตร์นามธรรมขั้นสูง เพราะเป็นคนอยู่ภูมิที่สุงกว่าสัตว์เดรัจฉาน พอมาบวชกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน เขามีแต่สมการเหล่าเทพเทวดาที่ตกจากสวรรค์อยากมาบวช เพื่อให้กลายเป็น “ภูมิแห่งพรหม–ผู้บรรลุรูปฌาน” และ “ภูมิแห่งอรูปพรหม–ผู้บรรลุอรูปฌานหรือฌานสมาบัติ”  แล้วกลายเป็นอริยบุคคลแห่งโลกุตตรภูมิ เพื่อมุ่งหมายให้ถึง “คุณสมบัติแห่งผู้เป็นพระพุทธเจ้า” (พระปัจเจกพุทธะ–พระอริยสาวก–พระโยคาวจรขีณาสพ–พระอรหันตขีณาสพ) ไม่ใช่เป็นคนกลายเป็นลิงวอก เป็นสมการเชิงซ้อนแบบถดถอย (Abstract Regressive Equation) ซึ่งเป็นการไปล้มทฤษฎีของนักมานุษยวิทยา ที่ตั้งทฤษฎีว่า “คนมาจากลิง” (คนมีลิงวานรเป็นพ่อแม่: ในข้อนี้ ให้นักมานุษยวิทยาไปสวนสัตว์เขาดิน แล้วไปเฝ้าลิง จนลิงแก่มาก ว่าหางลิงจะหด แล้วกลายเป็นเด็กทารกจริงหรือไม่ มีแต่ลิงจะตูดแดงขึ้นเรื่อยๆ แล้วตายไป ไม่เป็นมนุษย์ เพราะไม่สามารถแสดงสัญญาณการวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ มีแต่จะลอกแบบนิสัยเลวๆ จากมนุษย์ เอาไปเป็นวัฒนาธรรมลิง แล้วถ่ายทอดให้ลูกหลายรุ่นต่อไป จึงซนเหมือนลิง แต่ที่แปลกนิดหน่อย ลิงกับผู้แทนไม่คบกัน หมาก็ลอกแบบนิสัยจากนายของมัน เช่นกัน เพราะหมาสำคัญตนผิด คิดว่าตนเป็นคน ส่วนคนก็สำคัญตนเองผิด คิดว่าตนเป็นเทพหรือมีองค์ พอไหว้เซ่นทวยเทพทั้งหลายบ่อยๆ เข้า มันมีพิธียุ่งยากมาก ก็เลยสิงตนเอง เป็นเทพมันเสียเองดีกว่า ง่ายกว่ากันเยอะเลย นี้คือผลวิบากแห่งทฤษฎีคนมาจากลิงแท้ๆ แต่ถ้าตั้งทฤษฎีทางวัฒนธรรมว่า “บ้านหลังนี้–รถคันนี้–เมียผัวลูกคนนี้–มาจากเงิน” พอเป็นไปได้ในความคิดของสังคมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมสมัยใหม่) ด้วยเหตุนี้ ความคิดที่เพี้ยนจากความจริง “วิปลาส ๔ = วิปริต–อุบาทว์” เหล่านี้ อาจเกิดขึ้นได้จริงในการปฏิบัติธรรม อันเป็น “ความรู้ที่เกิดผิดภูมิด้วยอโยนิโสมนสิการ” (วิปัสสนูปกิเลส) นั่นคือ (๑) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าสุข (๓) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าตัวตน และ (๔) ความเห็นในไม่งาม ว่างาม แต่ถ้าผู้เจริญปัญญาที่ประกอบด้วยอุบายวิธีที่แยกคายด้วยความเป็นผู้ฉลาดในการใช้กุสโลบายที่แนบเนียม คือ “โยนิโสมนสิการ” ย่อมมีความเห็นเป็นตรงกันข้ามกับความวิปริตวิปลาสดังกล่าวนั้น ได้แก่ (๑) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าอนิจจตา (๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าทุกขตา (๓) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าอนัตตตา และ (๔) ความเห็นในไม่งาม ว่าอสุภะ ฉะนั้น ปัญญาที่เกิดในภูมิแห่งพุทธปัญญา จึงไม่เป็นอย่างอื่นด้วยอาการง่อนแง่นโดยวิปริต เป็น “ปัญญาความรู้ที่จริงแท้แน่นอนแห่งอริยสัจจธรรม” กลัวไหมที่พูดมาอย่างนี้ ถ้ารู้จักกลัวก็เร่งปฏิบัติธรรม แล้วชักชวนญาติมิตรมาหาพระรัตนตรัยอันเป็นสรณะที่พึงแห่งชีวิต

 

ในความเป็นจริงนั้น บรรดาปัญญาทั้งหลาย คือ องค์ความรู้ที่ประกอบด้วย ๒ อย่าง ได้แก่ (๑) มีมิจฉาทิฏฐิครอบครองอยู่ กับ (๒) มีสัมมาทิฏฐิครอบครองอยู่  ฉะนั้น ในประการแรกนั้น คือ “อุปาทินนธรรม” อันเป็นธรรมที่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตต์ด้วย “ตัณหาและทิฏฐิ” เข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบาก และรูปที่เกิดแต่กรรมทั้งหมด กล่าวคือ บรรดา “นามรูปแห่งขันธ์ ๕ ที่อยู่ในวัฏฏะ ๓” (ให้พิจารณาตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยาการ = ธัมมัฏฐิติญาณ คือ ความรู้ในปัจจยากร) ได้แก่ (๑) กิเลส (๒) กรรม (๓) วิบาก เพราะมีเจตนาทั้ง ๖ อันปรุงแต่งกรรมภพให้เกิดในอารมณ์ทั้ง ๖ ได้แก่ (๑) รูปธาตุ–รูปารมณ์ (๒) สัททธาตุ–สัททารมณ์ (๓) คันธธาตุ–คันธารมณ์ (๔) รสธาตุ–รสารมณ์ (๕) โผฏฐัพพธาตุ–โผฏฐัพพารมณ์ (๖) ธรรมธาตุ–ธรรมารมณ์ และ ในประการหลังนั้น คือ “อนุปาทินนธรรม” อันเป็นธรรมที่ไม่ถูกยึด ธรรมที่กรรมอันสัมปยุตต์ด้วย “ตัณหาและทิฏฐิ” ไม่เข้ายึดครอง ได้แก่ “นามขันธ์ ๔” ส่วนนอกนี้ “รูป” ที่มิใช่เกิดแต่กรรมทั้งหมด และ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหมด (โพธิปักขิยธรรม ๓๗–โลกุตตรธรรม ๙–อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–อาสวักขยญาณ) ดังนั้น กระบวนการปฏิบัติธรรมทั้งหมดทุกขั้นตอนนั้น คือ การทำลาย “อุปาทินนธรรม” (วัฏฏะแห่งสังสารจักร–อารมณ์ ๖ ด้วยอุบายวิธีในโยนิโสมนสิการ คือ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–และ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ เพื่อให้ตรัสรู้ใน อริยสัจจ์ ๔ ถ้ายังไม่เข้าใจอีกตรงนี้ ให้ไปเพ่งพิจารณาสิงโตวัดสุปัฏฯ อยู่ติดริมแม่น้ำมูล–Moon River ที่อุบลฯ ก็แล้วกัน จนกว่าจะเข้าใจ) เพื่อให้เข้าถึง “อนุปาทินนธรรม” (วิวัฏฏะแห่งพระนิพพาน) ที่เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” (การดับขันธปรินิพพาน) หมายถึง นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ อยู่อีกแล้ว โดยนัยว่า ไม่ยึดมั่นอีกแล้วคราวนี้ พอกันที สิ้นสุดกันที หรือไม่มีเบญจขันธ์เหลืออีกต่อไป คือ ลอยตัวตั้งมั่นจิตด้วยไม่หวั่นไหว (อานันตริกสมาธิญาณ) และย่อมประคองจิตไว้ด้วยการดับ “สัญญา” และ “เวทนา” (ดับอาสวะทั้งหลายด้วยอาสวักขยญาณ และ ญาณทัสสนะอันมีปริวัฏฏ์ ๓ หรือ ปัจจเวกขณญาณด้วยญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ) เป็นในลำดับสุดท้าย ที่เรียกว่า “จริมกจิต–ปรินิพพานจิต–จริมกวิญญาณ” หมายถึง จิตดวงสุดท้าย ซึ่งจะดับไป เมื่อพระอรหันต์ปรินิพพานด้วย “อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” หมายถึง ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี

 

ดังนั้น ในขั้นตอนสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ทุกคนนั้น ก็ยังต้องใช้ปัญญาจนถึงวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตของตน ไม่ใช่การตายอย่างไร้ค่า คือ “ตายไม่ทันคิด” เช่น ตามภาษาชาวบ้านเรียก “ตายโหงตายห่า” ไม่มีโอกาสลาแม้คนที่รักที่สุดในชีวิต หรือพ่อแม่ญาติทั้งหลาย ถือว่าเป็น “การตายอย่างไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรี” อันกัลยาณปุถุชนไม่พึงเลือกกระทำการนั้น “ด้วยความประมาทในธรรม” (โลกุตตรธรรมทั้งหลาย เช่น สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น) การกำหนดจิตให้ตกอยู่ใน “ภูมิแห่งรูปาวจรกุศลจิต” อย่างหนึ่ง “ภูมิแห่งอรูปาวจรกุศลจิต” อย่างหนึ่ง และ “ภูมิแห่งโลกุตตรจิต” ในอันดับสุดท้าย ที่เรียกว่า “มนิสการกรรมฐาน” จะตายตอนไหนไม่สำคัญ รับรองไม่ไปเกิดเป็นหมาเป็นแมวอย่างแน่นอน เพราะจิตประกอบด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อยู่ตลอดเวลา ไม่เผลอยังอาจจะรู้วาระ “การทำกาละ” (ตาย) ได้ด้วย คือ พระอริยสงฆ์ย่อมรู้ช่วงเวลาการละสังขารของตนได้อย่างแน่นอน เพราะจิตปราศจากนิวรณ์และกิเลสทั้งหลายอย่างสิ้นเชิง แต่น่าสมเพชแต่พวกลูกศิษย์รอบข้างท่านที่ยังไม่เข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรม ด้วยอธิปัญญาที่ว่า:

 

(๑) อธิศีล–ศีลอันยิ่ง

ปาปญฺเจ ปุริโส กยิรา น นํ กยิรา ปุนปฺปุนํ

น ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย

“ถ้าบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่ควรทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่ควรทำความพอใจในบาปนั้น

เพราะว่าความสั่งสมบาปเป็นเหตุให้เกิดทุกข์”

(๒) อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง

 

สมาธินั้น (๑) มีความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นลักษณะ (๒) มีความกำจัด

ความฟุ้งซ่าน เป็นรส (๓) มีความไม่หวั่นไหว เป็นเครื่องปรากฏ

(๔) มีความสุข ความเจริญ เป็นปทัฏฐาน

 

(๒) อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

เมื่อกัลยาณปุถุชนผู้เป็นพระอริยะทั้งหลายไม่ยึดมั่นในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น

จิตย่อมหลุดพ้นจากวัฏฏะ ไม่ถือในบาปและบุญ อยู่เหนือโลกสมมติบัญญัติ

จิตย่อมเป็นนิพพานแห่งวิวัฏฏะ และย่อมเป็นปรมัตถ์ได้จริง

 

 

เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย สภาวธรรมทั้งหลาย ปรมัตถสัจจะทั้งหลาย คือ ความจริงที่ประกอบในกรรมอันเป็นอุบายวิธีที่แยบคายแห่งโยนิโสมนสิการ (วิปัสสนาด้วยพิจารณาเนืองๆ สืบเนื่องกันอยู่ เจริญให้มาก ให้บริบูรณ์สมบูรณ์ยิ่ง และไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป) ได้แก่ “อนุปัสสนา ๗” และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” (ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตรธรรม ซึ่งถือเป็นปัญญา ที่เรียกว่า “ทุกฺขา ปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา” คือ ปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ได้ช้า) อันเป็นบาทฐานสำคัญให้เกิดปัญญาญาณใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ซึ่งย่อมเข้าถึงปรีชาสามารถถึงความตรัสรู้ถึง “อริยสัจจ์ ๔: วิภาคแห่งอริยมรรคญาณ” ที่ปฏิสังยุตด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘: อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” ในทุกขั้นตอนทั้ง “สมถพละและวิปัสสนาพละ” ที่เรียกว่า ปัญญาตรัสรู้ถึง “จตุสัจจพุทธะ–พระอรหันตขีณาสพเจ้า” เพราะฉะนั้น พุทธปัญญาญาณทั้งหลายในพระพุทธศาสนานั้น เป็นกระบวนการที่เข้าถึงได้ยาก เพราะเป็นเรื่องประณีตขั้นสูง ละเอียดลึกซึ้ง ที่พร้อมด้วย “วิราคะแห่งโลกุตตรมรรค” (สัมมาอริยมรรค: อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–อริยมรรค ๔) กับ “นิโรธะแห่งโลกุตตรผล” (สัมมาญาณ) อันเป็นบาทฐานแห่ง “ความตรัสรู้” (สัมโพธะ–สัมโพธิญาณ) และ “การดับขันธปรินิพพาน–อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ” (สัมมาวิมุตติ–อรหัตตผลสมาบัติ = ปัญญาในสมาธิ คือ อานันตริกสมาธิญาณ–อรหัตตผลวิมุตติ = ปัญญาในวิปัสสนา คือ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ–สัมมาสัมโพธิญาณ) เพราะฉะนั้น ในภูมิแห่งปัญญาตรัสรู้ในพระพุทธศาสนานั้น ต้องประกอบด้วย ๒ ปัญญา คือ (๑) ปัญญาในสมาธิ–สมาธิขันธ์ กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา–ปัญญาขันธ์ ซึ่งรวมกันทั้งหมด ทำให้เห็น “ธรรมทั้งปวง” ตามสภาพเป็นจริง (สัจฉิกัตถะ–ตถตา) ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณ” (มรรคญาณ–อริยมรรค พร้อมด้วย ผลญาณ–อริยผล = สัมมาญาณ เพื่อให้เข้าถึง “สัมมาสัมโพธิญาณ” จนบรรลุ อรหัตตผลวิมุตติ = สัมมาวิมุตติ–วิมุตติขันธ์) แห่งวิปัสสนาภูมิ และ ที่เรียกว่า “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (จิตตัววิปัสสนา–มรรคสมาธิ–สมาธิในมรรค = วิมุตติญาณทัสสนขันธ์) แห่งสมถภูมิหรือสมาธิภูมิ

 

 

ข้อพึงระวังประการหนึ่งในการศึกษาธรรม คือ “คำศัพท์บัญญัติ” (Terminology) ที่ใช้อ้างอิงถึงหลักธรรมหรือข้อธรรมต่างๆ นั้น ถ้าไม่รู้ชัดเจน ก็จะทำให้สับสนงึนงงได้ ถ้าไม่แน่ใจในความหมายอย่างแท้จริง ก็ควรเปิดพจนานุกรมทางพุทธศาสตร์ตรวจสอบความถูกต้องให้แน่ใจ เพราะบางครั้งคำศัพท์บางคำ มีความหมายแปรไปตามสภาพแวดล้อมที่คำศัพท์นั้นไปปรากฏอยู่ แต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมินั้น เมื่อผู้วิปัสสนาพิจารณาความสัมพันธ์ของธรรมทั้งหลายที่เป็นเหตุปัจจัยให้แก่กันและกัน “ความหมาย–อรรถะ” (Significations) ที่เกิดขึ้นอาจอยู่เหนือบัญญัติได้ เพราะความลึกและความกว้างของความหมายไม่สามารถบรรยายได้ด้วยคำศัพท์ทั่วไปในภาษามนุษย์ที่สมมติกัน ซึ่งถือเป็น “องค์ความรู้” (ความหมาย = A Body of Knowledge) ที่ปุถุชนสามัญจะเข้าใจได้ชัดเจน เช่น สภาวธรรมที่จิตใจขุ่นมัว เราจะบรรยายด้วยคำพูดหรือคำศัพท์มากน้อยแค่ไหน ถึงจะอธิบายได้ครบหมดจดทุกรายละเอียดได้ การจดจำ “ภาพนิมิต” (มโนภาพ) จึงเป็นสื่อกลางในการสื่อความหมายอย่างแท้จริง ที่เริ่มวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆ ด้วยนิยามที่เป็น “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) ก่อน และสรุปเป็น “นิมิตแห่งความทรงจำ” (Mental Images) ที่อยู่เหนือนัยในถ้อยคำภาษาโลกสมมติที่มีอยู่ สมองจะบันทึกความทรงจำได้เป็นคำศัพท์ส่วนหนึ่ง ส่วนอีกส่วนหนึ่งนั้น จะเป็นรายละเอียดของ “ภาพนิมิตในจินตนาการ” ที่จะถ่ายทอดออกมากเป็นคำพูดที่ไม่สิ้นสุด คนที่มีข้อจำกัดทาง “คลังคำศัพท์” (Lexicon –ภาษาไทยโดดๆ ภาษาเดียวมีคำศัพท์สื่อสารจำกัด เช่น การสร้างคำใหม่ๆ กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หรือพุทธศาสตร์ สุดท้ายจึงต้องใช้วิธีทับศัพท์ แล้วให้คำนิยามเอาเอง ต่างจากภาษาลาติน หรือ ภาษาบาลีสันสกฤต ที่เป็นภาษาแบบเติมวิภัตปัจจัยจากรากศัพท์ =Inflectional Language อย่างเช่น Computer คำไทยนิยามว่า เครื่องจักสมองกล ไม่มีใครนำไปใช้ มีแต่ในหนังการ์ตูน) ก็ยิ่งมีปัญหาในระดับความเข้าใจ ที่ละเอียดอย่างประจักษ์แจ้งในกระบวนการคิด อธิบายได้น้อยและเชื่อมโยงความคิดที่เป็นมโนภาพความนึกคิดได้น้อย บางคนเข้าใจสภาวธรรมบางอย่างได้อย่างดี แต่ในด้านการแสดงออกทางการสื่อความหมายด้วย การพูด หรือการเขียน ทำได้ยากลำบากมาก จนดูเหมือนว่า ท่านย่อยความคิดยังไม่เสร็จ ยังไม่ตกผลึกความคิดนั้นๆ เลยมองดูเป็นมีนงง ไม่รู้ว่ารู้จริงหรือเปล่า ความเข้าใจถูกต้อง กับกระบวนการสื่อความหมายนั้น จะต้องไม่ล้ากันทางปัญญา (Knowledge Lag) คือ “มีความเข้าใจแต่บอกไม่ได้” ในทางธรรม ไม่ถือว่าท่านผู้นั้น ได้บรรลุปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” ได้ ก็หมดสิทธิ์ได้เป็น “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” (ข้อ ๕ ในอรหันต์ ๕) เปรียบเทียบได้กับพวกเรียนระดับบัณฑิตวิทยาลัย แล้วอธิบายศาสตร์สาขาของตนไม่รู้เรื่อง คิดแต่ว่า “กูเจ๋ง–กูใหญ่–กูแน่–กูเก่ง” (แต่เป็นใบ้ทางความคิด) แค่นั่นเอง ถ้าทำงานอยู่หน่วยงานไหน ก็ถือว่าหน่วยงานนั้นซวยจริงๆ ได้คนเหมือนจะบ้ามาทำงานด้วย ระวังอย่าไปอยู่ใกล้กับพวกพูดไม่รู้ภาษาแต่เรียนสูง เหมือนลิงขึ้นต้นมะพร้าวสูงๆ ไม่แตกต่างกัน ทักษะการสื่อสารเหล่านี้ เป็นประสบการณ์ที่สามารถฝึกฝนได้ ในทักษะทั้ง ๔ ด้าน (๑) ฟัง (๒) พูด (๓) อ่าน (๔) เขียน ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกระบวนการคิด (โยนิโสมนสิการ) เพราะฉะนั้น การประมวลมาซึ่งความรู้แห่งปัญญาทั้งหลายในการเจริญภาวนาในพระพุทธศาสนา จึงเป็นความเข้าใจที่สามารถบรรยาย “ความหมาย” (ความนึกคิดในใจ) โดย “ภาษาโลกสมมติ” (นิรุตติปฏิสัมภิทา) ถ้าอ่านมาก ก็ควรเขียนให้มาก ถ้าฟังมากก็ควรพูดให้มาก หรือจะทำสลับกันก็ได้ ทุกอย่างเป็นการสร้างสมประสบการณ์ ที่ทำให้เกิดทักษะทั้งการเรียนรู้และการแสดงออก หรือการนำเสนอรายงาน หรือการแสดงธรรม

 

 

ในการพัฒนากระบวนการคิดในการสร้างปัญญาใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นนั้น คนที่ขาดทักษะทางภาษาบาลีสันสกฤตก็อาจเสียโอกาสมากหน่อย เพราะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์เฉพาะสาขาทางพุทธศาสตร์อยู่วันยังค่ำ จะไปนิยามศัพท์ขึ้นเอง คงเป็นเรื่องไม่เหมาะสม  อนึ่ง คนที่ไม่เข้าใจหรืออ่านคำบาลีไม่ออก ถึงว่าเป็น คนเสียโอกาสทางการศึกษาพระศาสนา อย่างน่าเสียดาย อนึ่ง คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือและเขียนบทความกัน จึงยังไม่ใช่ “สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง” การเผยแพร่ทางปัญญายังมีน้อย บทความทางวิชาการยังเป็นการลอกความคิดต้นฉบับมากล่าวซ้ำ ส่วนความคิดของตนเองไม่รู้อยู่ไหน  ยังมีคิดแบบหลบๆ ซ้อนๆ เพราะคิดเองไม่เป็น ในการต่อสู้บนเวทีโลก เรายังอาศัยลูกน่าสงสาร เพราะซื่อจนเซ่อ ไม่แสดงออกด้วยความกล้าหาญทางปัญญา ทั้งที่พระพุทธศาสนา ก็สอนให้แกล้วกล้าทางปัญญา ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความอาจหาญแกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้าม ในการประกาศพระศาสนา ท่ามกลางลัทธิพราหมณ์และฮินดู จนดำรงอยู่มาจนทุกวันนี้เกือบ ๒,๖๐๐ ปี ตัวอย่างดีๆ แบบนี้ ไม่เห็นทำตาม อาจเป็นเพราะศึกษาพระศาสนาไม่ถึงแก่นแท้ก็ได้ มัวแต่ไปจำแต่ชูชก เลยเอาชูชกมาเป็นรูปเคารพบูชาแทนพระพุทธรูป เป็นการแสดงออกถึงความโง่เขลาทางปัญญาที่ไม่น่าให้อภัย เพราะเป็นชาวพุทธ เพียงแต่อยากบอกว่าจน เลยทำอะไรสิ้นคิดได้ เพราะชูชกกินเก่ง ขออะไรก็ได้ตามปรารถนา เลยยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์นำโชค ความคิดนอกลู่นอกทางออกจากหลักพระศาสนายังมีมาก เพราะคนยากจนมีเยอะในสังคมบ้านเรา พวกเราไม่อายกันเองที่มีเพื่อนร่วมชาติ พากันถูต้นไม้ขอหวย เพื่อยังชีพต่อตามระยะงวดหวย พากันทนหน้าด้านอยู่กันได้อย่างไร ไม่ช่วยเหลือกันให้พ้นทุกข์ ด้วยปัญญาที่จะแข่งขันกับคนอื่นอย่างสร้างสรรค์ในทางที่เจริญ อย่างน้อยก็น่าจะติดอาวุธทางปัญญาให้จากโรงเรียน แต่สังคมก็ละเลยกันไปเอง คนไทยไม่รักกันแล้วใครจะคิดดีๆ มาช่วยเรา ชอบฝันลมๆ แล้งๆ มีสมองสองมือยังไม่ช่วยกันและกัน “คิดไม่ออกก็ศึกษาพระศาสนาอย่างจริงจังให้แก่นพระศาสนา อย่าไปหลงทาง พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นสรณะที่พึ่งแห่งชีวิตได้จริง”

 

 

อนึ่ง “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา” สังคมเรามีของดีแล้ว แต่ต้องประยุกต์ใช้ให้เป็นอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็น “อริยทรัพย์” (ปัญญา) ได้อย่างแน่นอน ใช้ไม่หมดไม่สิ้นตลอดไป มากกว่าการมีทรัพยากรบ่อน้ำมัน หรือเหมืองแร่ทองคำเสียอีก สังคมโลกทุกวันนี้ พากันเรียกว่า “ต้นทุนทางปัญญา” (Intellectual Capital) ซึ่งไม่ใช่การมีระดับการศึกษาสูง “แต่ไม่รู้จริง” นับเป็นต้นทุนทางปัญญาไม่ได้ มีแต่จะติดลบอีกต่างหาก เขาให้นับคุณภาพของบุคคลในองค์กรหรือสังคม แล้วประเมินมูลค่าออกมาเป็นตัวเลข เพื่อจะวัดแรงว่าจะแข่งขันกับคู่ต่อสู้ได้ดีกว่าหรือแพ้ คือ ความคิดนี้เป็นแบบพวกทุนนิยม ที่วัดทุกอย่างเป็นเงิน แต่ถ้าจะว่าไปอีกอย่างหนึ่ง การพิจารณาเห็นตัวเลข น่าจะทำให้เข้าใจมูลค่าตนเองเป็นอย่างไร เพราะปฏิเสธความจริงทางสังคมเช่นนี้ไม่ได้ แต่ใช้ “ปัญญารอบรู้” ไตร่ตรองคิดให้เป็น ไม่เช่นนั้น เราก็อยู่ร่วมสังคมได้ยากเช่นกัน เพราะกลายเป็นพวกสุดเอียง (อันตา–ที่สุด ๒ อย่าง) นั่นคือ (๑) สุขก็สุขเกินมนุษย์และเทวดา เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข ว่าเป็นสุขสูงสุด (๒) ทุกข์ก็ทรมานจนไม่ใช่เรื่องของมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง คิดจนเกินฟ้าเกินแผ่นดิน จนจะไม่มีที่อยู่กับเขาบนพิภพนี้ได้ เรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน ว่าเป็นการดับกิเลสราคะ แนวคิดนี้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลมาก่อน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นได้เพราะพระองค์ทรงประสบมาด้วยตนเองหมดแล้ว ซึ่ง “ที่สุด ๒ อย่าง” นี้ เป็นปฏิปักษ์กับแนวคิด “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา นั่นคือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งขึ้น โดยประพฤติปฏิบัติตาม “อริยมรรคมีองค์ ๘” เพื่อให้เกิด “ปัญญาในสมาธิ” และ “ปัญญาในวิปัสสนา” เพื่อความตรัสรู้ “อริยสัจจ์ ๔” เป็นที่สุด นั่นคือ “พระอรหันตขีณาสพ” แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาอยู่ “ปัญญาความรอบรู้ทั้งหลาย” นั้น ย่อมมีค่าต่อการดำรงชีวิตในสังคมที่ต้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ประกอบด้วยคุณธรรม เมื่อมีโอกาสเหมาะควรในชีวิต ก็ค่อยก้าวย่างสู่ร่มโพธิ์แห่งผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ให้เป็นคนดีทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม ไม่เสียชาติเกิด

 

 

ฉะนั้น ปัญญาที่มีอยู่ทั้งหลายนั้น จะเป็นสิ่งที่ดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าผู้เป็นเจ้าของไม่ฉลาดเชี่ยวชาญพอที่จะใช้ปัญญาให้เป็น ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรได้มากมายเป็นที่สุดในชีวิต ซึ่งอาจทำให้พังพินาศทั้งทางโลกและทางธรรมก็ได้ เพราะบุคคลผู้เขลาไม่สามารถนำปัญญาทางโลกไปต่อปัญญาทางธรรมได้อย่างเหมาะสม ถึงจะครองตนอยู่ในสมณเพศ ก็ยังคิดเป็นปุถุชนเช่นเดิม แต่ธรรมชาติมีความยุติธรรมตาม “กฎแห่งกรรม” คือ (๑) ทำดีย่อมได้ดี และ (๒) ทำชั่วย่อมได้ชั่ว เพราะใครคิดไว้แบบไหน สภาพสิ่งแวดล้อมนั้น ย่อมเปลี่ยนไปความคิดที่แท้จริงของบุคคลนั้น ซึ่งไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นไม่ว่ากุศลหรืออกุศลก็ตาม ดังเช่น พระอริยสงฆ์ย่อมไม่เป็นปุถุชนอีก มิฉะนั้น ก็คงไม่ได้เป็นพระอริยสงฆ์ (พระอรหันตขีณาสพ) อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ในธรรมทั้งปวงนั้น เป็นความรู้ทั้งหมดทั้งทางโลกและทางธรรมที่เสมอกัน แต่ไม่ล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจขอบเขตของตนที่ชัดเจน ความรู้ฝ่ายธรรมเป็นสิ่งที่เป็นอริยะที่จะต้องทำลายหรือดับเรื่องทั้งหลายที่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย เพราะเมื่อไหร่ มีการอ่อนข้อให้แก่สังกิเลสทั้งหลาย ก็เมื่อนั้น ก็คือ “จุดจบอวสานแห่งความเป็นอริยะได้ทันที” เพราะกิเลสทั้งหลายไม่มีวันหยุดที่จะทำลายจิตใจของมนุษย์ มีข้อพึงระวังประการหนึ่ง คือ ผู้เป็นอริยะแล้ว (พระอรหันต์) ย่อมไม่นำปัญญาอันบริสุทธิ์แห่งโลกุตตรธรรมไปใช้ประโยชน์ในการพอกพูนกิเลสทางโลก ไม่มีกุลโลบายแยบคายที่จะเลี่ยงพระธรรมวินัยทั้งมีเจตนาหรือไม่มีเจตนา เพราะเป็นบุคคลผู้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการนำพุทธปัญญาญาณไปใช้ในกิจกรรมทางโลกนั้น ก็ขึ้นกับเจตนาของกลุ่มคณะนั้น ว่าจะนำไปใช้เพื่อการกุศลหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม เพราะตามหลัก “กฎแห่งกรรม” นั้น ย่อมเป็นจริงตามธรรมดา นั่นคือ (๑) “ทำดีย่อมได้ดี” และ (๒) “ทำชั่วย่อมได้ชั่ว” จริงแท้ไม่เป็นอย่างอื่น

 

 

อย่างไรก็ตาม “ปัญญาทางโลก–ปัญญาสามัญ” นั้น แม้จะได้ชื่อว่า “เดรัจฉานวิชา” ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายถึง วิชาที่เป็นอกุศลทั้งหมดไม่ เพียงแต่ว่า เป็นไปตามนัยที่ขัดแย้งกับ “โลกุตตรธรรม” ทั้งหลายเท่านั้น เพราะเป็นกันคนละทาง แต่ในความเป็นจริงนั้น มนุษย์ต้องประกอบอาชีพการงาน ที่ต้องเลือกที่เป็นสัมมาอาชีพ ฉะนั้น ปัญญาที่ทำให้เข้าใจธรรมทั้งหลาย ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม เป็นอย่างดีนั้น ประกอบกับบุคคลนั้น ประพฤติตนเป็น “สัตบุรุษ” อยู่แล้ว โอกาสที่ที่เลือกพัฒนาตนเป็นอริยะต่อไปนั้น ก็ยังพอมีอยู่บาง แต่ผู้ฉลาดด้วยกุสโลบายที่ดีเยี่ยมนั้น ย่อมนำความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม มาใช้ในการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นได้ ให้เป็นสังคมที่สงบสุข ผู้คนเป็นคนดี ไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสดีกว่ากัน ที่จะได้ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึง “สัจจภาวะแห่งพระนิพพาน” ได้จริง การไม่มี “สติสัมปชัญญะ” (สติปัญญา) ย่อมเป็นอันตรายต่อปุถุชนและกัลยาณปุถุชน เพราะความไม่รู้จัก อะไรดีอะไรชั่ว ไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนในชีวิต การมีชีวิตกินอยู่นอนแก่ป่วยตาย มันเป็นวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไป เพราะเป็นผู้จมอยู่ในความมืดแห่งอวิชชา ซึ่งเกิดจากความไม่รู้จักคิดไตร่ตรองถึง “เส้นทางชีวิตที่เป็นอริยะ” ที่มีอัตภาพชีวิตที่เหนือกว่าภูมิทั้ง ๓ ได้แก่ (๑) กามาวจรภูมิ–กามาวจรธรรม (๒) รูปาวจรภูมิ–รูปาวจรธรรม และ (๓) อรูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรธรรม ฉะนั้น ภูมิที่อยู่เหนือกว่านั้น คือ (๔) โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “ปุถุชน” ส่วนใหญ่จะอยู่ใน “อกุศลกามาวจรภูมิ” มากกว่าจะเป็น “กุศลกามาวจรภูมิ” หรือมิฉะนั้น ก็อยู่สลับหมุนเวียนไปมาระหว่างทั้ง ๒ ภูมิ นี้ ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” (โลกธรรม ๘: มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์) นั่นคือ “ผู้มีโสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย “พุทธปัญญาแห่งมนุษยชาติ” ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่จะสำรอกกิเลสทั้งหลายและทุกข์จากวัฏฏะ (กิเลส–กรรม–วิบาก) ที่ประกอบด้วย ๒ อาการ ได้แก่ (๑) ปัญญาในสมาธิ และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา นั่นคือ มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลายตามที่เป็นจริง (สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ) พิจารณาเห็นองค์แห่งปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาททั้ง ๑๒ ประการ ว่ามี “อวิชชา–ตัณหา” เป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) โดยพิจารณาตามหลัก “อัทธา ๓–กาล ๓” ได้แก่

 

(๑)) อดีต = อวิชชา–สังขาร

(๒) ปัจจุบัน = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) อนาคต = ชาติ–ชราและมรณะ

 

 

ฉะนั้น ปัญญาความรู้ในปัจจยาการใน ๑๒ องค์ประกอบ นั้น ที่เห็นตามเป็นจริง คือ “ธัมมัฏฐิติญาณ” (ปัจจยปริคคหญาณ) โดยปฏิสังยุตกับ “สัมมสนญาณ” คือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เป็นบาทฐานใน “อนุปัสสนา ๗” อันทำให้เกิดปัญญาสำคัญในวิปัสสนา ๑๐ ประการ และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” นั่นคือ การพิจารณาสภาวธรรมอยู่บ่อยๆ อย่างสืบเนื่อง ที่เรียกว่า “มนสิการกรรมฐาน” ดังนี้

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เมื่อละนิจจสัญญาได้

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความทุกข์ เมื่อละสุขสัญญาได้

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เมื่อละอัตตสัญญาได้

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เมื่อละความพอใจได้

(๕) “วิราคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เมื่อละราคะได้

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความดับ เมื่อละสมุทัยได้

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อละความยึดถือได้

(๘) “ขยานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสิ้นไป เมื่อละฆนสัญญาได้

(๙) “วยานุปัสสนา” —การเห็นความเสื่อมไป เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความแปรปรวน เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย เมื่อละนิมิตได้

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” —การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง เมื่อละปณิธิได้

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” —การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า เมื่อละอภินิเวสได้

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” —การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” —ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นโทษ เมื่อละอาลยาภินิเวสได้

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” —การพิจารณาหาทาง เมื่อละอัปปฏิสังขะได้

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” —การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป เมื่อละสังโยคาภินิเวสได้

 

 

 เมื่อข้ามโคตรจากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล ด้วยการเจริญวิปัสสนาในอริยมรรคทั้ง ๔ ดังนี้

(๑) เมื่อเจริญ “โสดาปัตติมรรค” ย่อมละกิเลสที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับทิฏฐิได้

(๒) เมื่อเจริญ “สกทาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างหยาบเสียได้

(๓) เมื่อเจริญ “อนาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างละเอียดได้

(๔) เมื่อเจริญ “อรหัตตมรรค” ย่อมละกิเลสทั้งหมดได้ 

  

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้ง “อนุปัสสนา ๗” และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” นั้น เป็นกิจที่ต้องมนสิการกรรมฐานอยู่เนืองๆ สืบเนื่องกัน ส่วนการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานที่เป็นหลัก เรียกว่า “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ที่ปฏิสังยุตด้วย “วิสุทธิ ๗” ดังนี้

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” นั่นคือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) [กระบวนการทุบขันธ์ ๕

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

“ญาณ ๑๖” หมายถึง ปรีชาหยั่งรู้ ความหยั่งรู้ อันเป็นความสามารถรู้เห็นในภูมิแห่งวิปัสสนา นั่นคือ ญาณในวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” —ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป 

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” —ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป 

(๓) “สัมมสนญาณ” —ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ 

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับไปแห่งขันธ์ ๕ 

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความสลายไปหมดของสังขารทั้งหลาย

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” —ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว 

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นโทษ

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย 

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” —ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย  

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงพิจารณาทบทวนเพื่อหาทาง 

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร 

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” —ญาณยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

(๑๓) “โคตรภูญาณ” —ญาณครอบโคตร

(๑๔) “มัคคญาณ” —ญาณในอริยมรรค 

(๑๕) “ผลญาณ” —ญาณในอริยผล 

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” —ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน 

  

 

ประการสุดท้ายนี้ องค์ความรู้เกี่ยวกับ “ธรรมทั้งปวง” นั้น ถือเป็นฝ่ายปัญญาเชิงทฤษฎี เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาธรรม แล้วนำ “ผลจากการพิจารณาธรรม” ย้อมกลับมาตรวจสอบกับธรรมฝ่ายทฤษฎี เพื่อเป็นยืนยันในหลักธรรมหรือข้อธรรมหลักนั้นๆ ในการอธิบาย “ผลจากการพิจารณาธรรม” อาจกระทำในลักษณะเชิงพรรณนาตามสภาพที่เป็นจริงที่ปรากฏ (สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ) ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่อยู่เหนือบัญญัติ ไม่สามารถนำ “ภาษาโลกสมมติ” มาอธิบายได้ ในขั้นตอนการอภิปรายธรรมนี้ เป็นเรื่องระดับ “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ตามอัตภาพของบุคคลนั้นๆ แต่สามารถใช้ “ภาษาปรมัตถ์” คือ การพรรณนาให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ที่ไม่มี “นามบัญญัติ” คือ คำศัพท์ที่กำหนดเรียกตามความหมาย แต่ให้เข้าใจในความหมายที่เห็นตามความจริง ที่เรียกว่า “อรรถบัญญัติ” คือ ทำความข้าใจตามสภาวธรรมที่เกิดขึ้น โดยกำหนดด้วย “คุณลักษณะเฉพาะ” (Absolute Distinctive Features: ปรมัตถอรรถลักษณ์ เช่น ขันธ์ ๕ = นามรูป =  รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ เป็นต้น แต่จะไม่บอกว่า แขน ปอด ความนึกคิด เป็นต้น แนวความคิดได้ถูกนำมาใช้ในศาสตร์สาขา Transformational Generative Semantics หรือ Transformational Generative Phonology ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาโปรแกรมแปลภาษาในเครือข่ายอินเทอร์ได้) ที่ประกอบกันขึ้นเป็น “สหชาตธรรม” เพื่อการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ปรุงแต่ง “สังขตธรรม” ให้เกิดขึ้น โดยดับเจตนาทั้ง ๖ ที่กระทำต่อ “อารมณ์ ๖” ได้แก่ (๑) รูปธาตุ–รูปารมณ์ (๒) สัททธาตุ–สัททารมณ์ (๓) คันธธาตุ–คันธารมณ์ (๔) รสธาตุ–รสารมณ์ (๕) โผฏฐัพพธาตุ–โผฏฐัพพารมณ์ (๖) ธรรมธาตุ–ธรรมารมณ์ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้เห็น “อสังขตธรรม” ที่ดำรงอยู่ ที่มีสภาวะที่มั่นคง และยั่งยืน เพราะฉะนั้น การเข้าใจตัวตน (นามรูป = ขันธ์ ๕) อย่างถูกต้อง ไม่ได้ให้จำที่ชื่อหรือคำที่เรียกตนเอง เพราะไม่มีจริง องค์ประกอบเชิงความหมายภายในตนเอง (อรรถบัญญัติ) ก็คือ คุณลักษณะเฉพาะตามนิยามใน “ธรรมทั้งปวง” องค์ประกอบเชิงความหมายภายนอกตนเอง (คนอื่น) ก็คือ คุณลักษณะเฉพาะตามนิยามใน “ธรรมทั้งปวง” เช่นกัน ส่วนแตกต่างระหว่างเรากับผู้อื่น ฝ่ายนามธรรม คือ “จิต ๘๙” กับอาการลักษณะเฉพาะของตนใน “เจตสิก ๕๒” ส่วนฝ่ายรูปธรรม (ร่างกาย) คือ “รูป ๒๔” ได้แก่ (๑) “มหาภูตรูป ๔” กับอาการลักษณะเฉพาะของตนใน “อุปาทายรูป ๒๔” โดยพิจารณาลึกลงไปถึงอีกระดับหนึ่ง คือ “ธรรม ๓” ได้แก่ (๑) กุศลธรรม (๒) อกุศลธรรม และ (๓) อัพยากตธรรม ว่าใครแต่ละคนมีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะตัวตนของเราเอง ต้องมีปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้ง (วิปัสสนา–มนสิการ ในกรรมฐานนั้นๆ) ธรรมทั้งหลายในตัวตนของตนก่อน ไม่ใช่เรื่องข้างนอก ฉะนั้น การเจริญ “สติปัฏฐาน ๔” ให้มากจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจริญอนุสติด้วย “กายคตาสติ” (ข้อ ๘ ในอนุสติ ๑๐) หมายถึง สติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา ฉะนั้น ถ้าไม่มี “สติสัมปชัญญะ” ที่แก่กล้าคมชัด การเจริญภาวนากรรมฐานนั้น ก็สูญเปล่า ไม่เกิดปัญญาเห็นธรรมตามที่เป็นจริงได้เลย กลายเป็นปัญญาที่สูญและวิบัติไป เพราะประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะควรแก่ธรรมอย่างแท้จริง

 

 

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาตนเอง (มนสิการกรรมฐาน) นั้น ในขณะหนึ่งขณะใด สมัยหนึ่งสมัยใด นั้น ถ้ามีปัญญามาก คือ มีความรอบรู้ในหลักธรรมหรือข้อธรรมหลักใดๆ ได้มาก ก็จะมนสิการด้วย “อุบายวิธี–กุสโลบาย” ต่างๆ ได้มาก ซึ่งแนวทางในกระบวนการคิด ที่พิจารณาถึงเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่ อันเป็นสภาวธรรมย่องต่างๆ (โครงสร้างย่อย–Substructures หลายๆ หน่วย กลายเป็น ๑ ระบบย่อย–Subsystem และ ระบบย่อยหลายๆ หน่วย รวมกัน กลายเป็นระบบหลัก ๑ หน่วยหลัก–Main System ประกอบรวมกันเป็นระบบที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นกองชีวิต ที่เรียกว่า “ขันธ์ ๕” คือ หน่วยหลักใหญ่–A Single Main System: วิธีแบบนี้ทั้งนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ตะวันตก พึ่งคิดได้เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ ๑๙ ในกลุ่มโครงสร้างนิยม: Structuralism กลุ่มทฤษฎีหน้าที่นิยม: Functionalism กลุ่มสารัตถนิยม: Essentialism กลุ่มสัจนิยมวิทยา: Perennialism กลุ่มวิวัฒนาการนิยม:  Progressivism กลุ่มปฏิรูปนิยม: Reconstructionism กลุ่มอัตถิภาวนิยม: Existentialism) ที่มาเกื้อกูลกันเป็นสภาวธรรมหลัก ที่หมายถึง “โยนิโสมนสิการ” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ “พุทธปรัชญา” (The Philosophy of Buddhism) เพียงแต่ว่า มีผู้รู้น้อยคนที่สามารถนำข้อ “ข้อสมมติฐาน” และ “หลักการทางพุทธศาสนา” ไปใช้เป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ อันมีขั้นตอนที่เป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ เช่น “อริยสัจจ์ ๔” คือ ต้นแบบวิธีคิดที่เป็น “ระเบียบวิธีการวิจัย” (Research Methodology) ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้คิดค้นต้นแบบเอาไว้และใช้ได้ผลจริงเมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปี ที่ผ่านมาก แต่รูปแบบงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ตะวันตกเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ ๑๘ ที่สังคมยุโรปเปลี่ยนจากสังคมเกษตรโบราณไปเป็น “ยุคสังคมปฏิวัติอุตสาหกรรม” จะว่าไปแล้ว มันเป็นความอาภัพวาสนาด้านปัญญาของคนเอเชีย ที่ไม่ชอบจดบันทึก ทดลองอย่างมีขั้นตอน มีความน่าเชื่อถือ มีความเที่ยงตรง ทางด้านข้อมูลและขั้นตอนที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ แต่ท่านผู้รู้เน้นฤทธิ์ปาฏิหาริย์เชิงไสยาศาสตร์ มากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น เสกเป่าตะปู เบ็ด หนังควาย เข้าท้อง คนเป็นศัตรูคู่เวรกัน ปล่อยวัวธนู พระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ เครื่องรางของขลังอื่นๆ แถมมีพวกร่วมวงไพบูลย์จากต่างประเทศด้วย เช่น ทัวร์จีน หรือสิงคโปร์ เป็นต้น ปัญหาเรื่องนี้ พอสรุปได้ว่า พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นเรื่องปัญญาขั้นสูงโดยปรมัตถ์ พวกปัญญาขี้กะตืด  ปัญญาหางอึ่ง คิดไม่ออกแน่นอน ที่พระพุทธองค์ เรียกว่า “ปทปรมะ” (ดอกบัวในโคลนตม) คือ ผู้ได้แค่ตัวบทคือถ้อยคำเป็นอย่างยิ่งไม่อาจเข้าใจความหมาย ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้หมายถึง เราชาวพุทธต้องไปอวดดีว่าพระธรรมเราดีกว่าของคนอื่น ผิดศีล ชวนให้ทะเลาะวิวาทกัน สิ้นคิดเปล่าๆ ถ้าไม่ดีจริง คงไม่มี “กัลยาณปุถุชน” พากันบวชสืบพระศาสนามาจนทุกวันนี้ แต่ต้องสังคายนาพระไตรปิฎกอีกหลายครั้ง เพราะมีพระอรหันต์ดิบเกิดขึ้นเยอะในยุคคอมพิวเตอร์หรือยุคสังคมข่าวสาร เพราะพวกท่านพากันบิดเบือนพระสัทธรรมให้เป็นช่องทางหากินโดยไม่สนใจนรกจกเปรตว่าจะมีจริงหรือไม่ พวก “อภัพบุคคล–อันธพาลปุถุชน” (พวกไม่ได้ศึกษาพระธรรม ทั้งที่ว่าตนเองเป็นพุทธศาสนิก) ก็ย่อมเป็นเหยื่ออันโอชะของ “พระสัทธรรมปลอม” (นิยมของปลอม) เหล่านั้น หรือว่า “ของแท้” (พระกัมมัฏฐาน–พระป่า–อรัญวาสี) หาได้ยาก อยากได้ไปหาเองตามป่าตามภูเขา แต่อย่าวางใจ เพราะอาจเป็น “ของปลอม” ได้อีกเช่นกัน อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ตามหลักธรรม “กาลามสูตร” ให้สมาทานกาลามสูตรไว้ให้ดี เพราะผู้เขียนก็เคยไปเจอแนวของปลอมมาเหมือนกันตามภูเขา เพราะท่านให้บูชาของขลัง ถ้าสงครามเวียดนามยังไม่เลิก ก็น่าบูชาไว้ เช่นว่า ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เป็นต้น พอดีผู้เขียนไม่ชอบไปตีทะเลาะกัน เลยไม่ขอเป็นลูกค้าดีกว่า ก็มีธรรมปฏิสันถารนิดหน่อยขออำลา กลัวนั่งนานๆ เดียวท่านจะให้ลองของ (เหมือนพวกหลอกขายหินกินเหล็กหรือแร่ปลูโตเนียม–Pu: Plutonium = The Chemical Element of Atomic Number 94 จากลาวที่ขอเงินค่าดู พอจะซื้อจริง หินอะไรไม่รู้ระเบิดก่อนทุกที แล้วเก็บเงินค่าดูใหม่ ครั้งละหลายหมื่น อันนี้ก็อย่าไปเชื่ออีกเช่นกัน เดี๋ยวถูกต้ม พอๆ กับไปหาหวยในคืนก่อนหวยออกแถวอีสาน ที่ต้มพอๆ กัน) เพื่อสร้างความมั่นใจในสินค้า เป็นการรับประกันคุณภาพคล้ายระบบ ISO อย่างนั้น ก็ได้

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม พระสัทธรรมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นของจริงไม่ปลอม ทำจริง ปฏิบัติ ก็เห็นจริงดังพระสัตถุสาสน์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ดีแล้วถูกต้องแล้วจริงๆ ก็ให้ทดลองให้เห็นตามข้อธรรมย่อย “อนุสาสนีปาฏิหาริย์” หมายถึง ปาฏิหาริย์คืออนุศาสนี คำสอนเป็นจริง สอนให้เห็นจริง นำไปปฏิบัติได้ผลสมจริง เป็นอัศจรรย์ แต่แบบนี้ ปุถุชนส่วนใหญ่ไม่ชอบ กลับไปชอบแบบ ๒ อย่าง นี้ ทั้งสมณะและฆราวาสพากันหายกริบเข้าป่าไปเลย ได้แก่ (๑) “อิทธิปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ทำตัวเป็นผู้วิเศษเป็นองค์ธรรมมาพิจารณาโลกใหม่ แบบนี้เข้าทางชาวบ้าน และ (๒) “อาเทศนาปาฏิหาริย์” คือ ปาฏิหาริย์คือการทายใจ รอบรู้กระบวนของจิตจนสามารถกำหนดอาการที่หมายเล็กน้อยแล้วบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยได้ถูกต้องเป็นอัศจรรย์ นั่นคือ ทำตัวเป็นหมอดูทายทักว่าคักอีหลี แบบนี้ก็ยิ่งเข้าทางถูกจริตของชาวบ้าน อยากกินอะไรบอก แต่บอกหวยก่อนนะ เข้าทำนองที่ว่า “ผีเน่ากับโลงผุ” แทนที่จะพากันสืบพระศาสนาให้ถูกทาง อย่าลืม “คนที่ท้องหิวมากเกินไป ทำอะไรก็ไม่เจริญ เพราะขาดปัญญา” เน้อ อีหลีตัว! (Yes, it’s right.) แต่ปัญญาที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาภูมินั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นข้อปฏิบัติยาก เห็นผลได้ช้า ถ้าจิตประกอบด้วยด้วยความหิวอยู่ ความทะยานอยากอยู่ ชอบพอกพูนกิเลสอยู่ ทนไม่ได้หรอกที่จะเห็น “โลกุตตรธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” แม้แต่ผู้ครองสมณเพศก็ตาม เพราะ “โลกุตตรธรรม” ไม่สาธารณ์กับ “อันธพาลปุถุชน” มีไว้สำหรับผู้สมาธานไตรสิกขาที่จะมีคุณชาติด้วยอริยสาวาแห่งพระตถาคตเท่านั้น พวกขี้กะตืดพวกขี้กลากขี้เรื้อน หมดสิทธิ์เข้าถึงผลแห่งการปฏิบัตินี้ได้ (ผลสมาบัติ–ปฏิเวธะ) หรือที่เรียกว่า “อธิคมธรรม” คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ เช่น ฌาน อภิญญา มรรค ผล หรือ “อุตตริมนุสสธรรม” คือ ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรคผล บางทีเรียกให้ง่ายว่า “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ” ดังนี้ แต่สมณเพศมีโทษหนักต้องอาบัติปาราชิกถ้าไปอวดคุณว่าบรรลุปฏิเวธแล้วซึ่ง “อุตตริมนุสสธรรม” ทั้งที่ยังไม่ได้คุณดังกล่าวนั้น เรียกว่า “อวดอุตตริมนุสสธรรม” ส่วนใหญ่ผู้เป็นอภัพบุคคลหรือมนุษยวิบัตินั้น พอได้บรรลุปฐมฌานดีๆ อยู่ ก็หลงใน “วิปัสสนูปกิเลส ๑๐” ในภูมิแห่งวิปัสสนา เพราะเป็นวิปัสสนาอ่อนๆ “ตรุณวิปัสสนา” ก็เลยอวดรู้ในคุณวิเศษบางประการ “อาการกิเลสกินกระบาล” ไปไม่ถูกทาง พูดเตือนไม่รู้ฟัง เพราะเก่งกว่าที่ครูบาอาจารย์วิปัสสนาจะสั่งสอนได้ “เกินครู” ส่วนใหญ่มักยกตัวขึ้นเป็นเทพเทวดา หรือเป็นพวกมารหรือสัตว์เดรัจฉานอสุรกาย เป็นต้น เพราะไม่สามารถเข้าถึง “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (ธัมมัฏฐิติญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาแห่งตน) อย่างแท้จริง ระบบตรรกะผิดพลาด ไวรัสกิเลส (ไวรัสมาร–Malware–มาลแวร์: Maraware–มารแวร์) ทั้งหลายครอบงำ “ระบบประมวลผลกลาง–สมอง–จิตวิญญาณ–พื้นจิตสันดาน–ชวนจิต–กระแสวิถีจิตกับกระแสภวังคจิต” เสียหาย [วิปลาส ๔: (๑) สัญญาวิปลาส–สัญญาคลาดเคลื่อนความจำเสื่อม (๒) จิตตวิปลาส–จิตคลาดเคลื่อนหวั่นไหวไม่มั่นคง (๓) ทิฏฐิวิปลาส–ทิฏฐิคลาดเคลื่อนเห็นผิดเป็นชอบ ย่อมทำให้ “มหาวิบัติแห่งวิปลาสที่ ๔” มีวัตถุ ๔ อาการ นั่นคือ “การล้มสลายแห่งไตรลักษณ์” –The Collapse of the Three Characteristics ได้แก่ (๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม คือ เทพบุตรแห่งมาร–เทวบุตรแห่งมาร (ข้อ ๔ ในมาร ๕) ได้อัปมงคลวาระดี เสด็จลงร่างทรงเต็มองค์ทุกเสี้ยวอณูในร่างทรงองค์นั้น โดยประกอบกรรมชั่วให้มุ่งร้ายคอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ ไม่ให้สละความสุขออกไปบำเพ็ญคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ให้เห็นผิดเป็นชอบ ทำให้บุคคลนั้นพินาศจากความดี (เทวปุตตมาร: พญามาร–พญาวสวัตดีมาร) ข้อนี้ให้เทียบเคียงกับ พระเอกถูกนางมารปั่นหัวให้เกลียดนางเอก ประมาณนั้น และให้พิจารณาภาวะจิตของพระเอกก็ชอบเสวยของสกปรก กินของโสโครก เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ เป็นต้น เพราะมีเหตุปัจจัยร่วมแห่งสหชาตปัจจัย (นิวรณ์ ๕–อวิชชา–อรติ–อกุศลธรรมทั้งปวง) นั่นคือ อกุศลธรรมใน อคติ ๔: (๑) ฉันทาคติ–ลำเอียงเพราะชอบ (๒) โทสาคติ–ลำเอียงเพราะเกลียด (๓) โมหาคติ–ลำเอียงเพราะหลง (๔) ภยาคติ–ลำเอียงเพราะกลัว ดังนี้ ถ้าคนเราระวังสำรวมอินทรีย์ ไม่ประมาท มารอะไรก็ลงร่างไม่ได้ ข้อนี้ไม่เชื่อ อย่าหลบลู่ สู่รู้เกินพระธรรมก็แล้วกัน เป็นห่วงถือบอกเรื่องนี้ เพราะมีผู้ปฏิบัติธรรมหลายคนพลาดในเรื่องนี้ กู่ไม่กลับหลับไม่ตื่น “ฉิบหายเสียคุณอันใหญ่” ไม่เกิดปัญญาเห็นและตรัสรู้ในโลกุตตรธรรมได้ในชาตินี้] นั่นคือ “ระบบคุณธรรม–ระบบจิตสำนึก–ระบบวิจารณญาณ” เสียหายผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง “ทำให้ความเป็นหน่อพุทธธรรมโค่นล้มเสียหาย” และเกิดภาวะจิต ที่เรียกว่า “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว–เห็นก้อนขี้หมาเป็นก้อนทองคำ” (ภูมิ ๓๑ สั่นสะเทือนไปมากเหมือนแผ่นดินไหว มารลงแทรกธาตุไฟแตก)

 

 

ฉะนั้น “ความล้มสลายแห่งหน่อพุทโธ” นี้ เพราะ “ความประมาทอย่างเดียว” ทำให้ “อวิชชา” ปิดบัง “ปัญญาเห็นธรรม” กลับไปเห็นแจ้งยินดีใน “อธรรม–ธรรมดำ–ธรรมชั่ว –ศีลชั่ว” แทน ซึ่งแทนที่จะเป็น “ความพอกพูนสั่งสมเจริญไพบูลย์สมบูรณ์ในอุเบกขาและสัมมาสมาธิ” แม้ในขณะเกิด “อริยมรรคมีองค์ ๘” ในจิตด้วยจิตที่เป็น “อารติ–วิรตี” (ความงดเว้น) ในนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลาย เช่น มีปราโมทย์ในอรติแห่งความขัดเคืองใจหรือความไม่ยินดีเพื่อดับ “นันทิสัญญา” คือ กำหนดรู้สำคัญในความเพลิดเพลิน เป็นต้น การเจริญภาวนาด้วยสัมมาสมาธิแห่งจตุตุฌาน (อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ) นั้น ย่อมประกอบด้วย “ปัญญาในสมาธิแห่งสมถภาวนาพละ” (สติสัมปชัญญะ–ยถาภูตญาณทัสสนะ) และ “ปัญญาในวิปัสสนาแห่งวิปัสสนาภาวนาพละ” (ยถาภูตญาณ: จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง) ทั้งหมดรวมกันเป็น “สหชาตธรรม” (สัมปยุตตธรรม –ญาณสัมปยุตต์: การปฏิสังยุตแห่งปัญญาทั้งปวงรวมกันเป็นเอกภาพเดียวกันไม่ล่วงละเมิดกันและกันในธรรมทั้งหลาย)  ที่เรียกว่า “ธรรมสามัคคี” (สหวุตติ ๓เอกุปปาทะ–เอกนิโรธะ–เอกนิสสยะ) เมื่อภาวะจิตที่เป็น “จิตตสมาธิแห่งธรรมสมาธิ ๕: ราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ” แล้วจิตได้พัฒนาไปถึงระดับขัน “จตุตถฌานกุศลจิตอันเป็นจิตงดงามแห่งโสภณจิต: โสภณบุรุษ–อริยบุคคล–จตุสัจจพุทธะ–พระอรหันตขีณาสพพุทธเจ้า” คือ มีมรรควิถีเข้าถึง “ความเป็นอริยบุคคล” (อริยสาวกแห่งพระตถาคตเจ้า) ที่เจริญ บริบูรณ์สมบูรณ์ ไพบูลย์ยิ่ง (อุดมเอกแห่เอกยมรรคและโยคเกษมธรรม) ด้วยการยึดมั่นในข้อประพฤติปฏิบัติแห่งการสมาทานใน “การวิวัฒน์ในพุทธปัญญาแห่งมนุษยชาติ” ที่ครบวิสุทธิคุณสมบูรณ์ยิ่ง

 

ด้วยนับจากขณะใด สมัยใด ในกาลใด ต่อไปจากนั้น บุคคลผู้เป็นอริยะพร้อมดีแล้ว (มัคคสมังคี–ภาวิตัตต์) ย่อมพิจารณาธรรมทั้งหลาย (มนสิการกรรมฐาน) ด้วยธรรมทั้งปวง ในแต่ละระดับอัตภาพชั้น ที่แตกต่างกันไป ตามปัจจัยแห่ง “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” อันบริสุทธิ์วิสุทธิอย่างแท้จริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ–อธิปัญญาธรรม: ธรรมววัตถาน–ธัมมัฏฐิติญาณ–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘ = อนุปุพพปฏิปทา) เพราะฉะนั้น “ปัญญาเห็นธรรม” ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ (จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง) ในทุกขณะ ทุกสมัย ทุกอันทา ตามภาวะแห่งกาลนิยม เพราะเกิดสัมมาทิฏฐิในองค์ความรู้แห่งธรรมทั้งปวงอย่างจริงแท้แน่นอน ไม่เปลี่ยนเป็นอื่น หรือเป็นหมันในปัญญาทั้งปวง คำว่า “ปัญญาเห็นธรรม” นั้น มีความหมายลึกซึ้งกว่าตัวอักษรที่เขียนบรรยาย ซึ่งหมายถึง “ทัสสนานุตตริยะ” หมายถึง การเห็นที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ ได้ปัญญาที่เป็นธรรม จนสูงสุดคือ “การเห็นนิพพานก่อนตาย” ในความเป็นจริงนี้นั้น การได้อ่านให้มาก ฟังให้มาก ย่อมเกิดปัญญาเห็นธรรมตามสภาพความเป็นจริง “สัจฉิกัตถะ” และ เข้าใจในนิยามแห่งความหมายอันสูงสุดนั้น “ปรมัตถะ–ปรมัตถสัจจะ” ที่เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม” (The Eye of Truths) หรือ “ธรรมจักษุ” เพราะมีปัญญาเห็นความตั้งมั่นถูกต้องแห่งธรรมทั้งหลาย ด้วยพิจารณาหรือโยนิโสมนสิการตามหลักธรรม ได้แก่ (๑) “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ มนสิการธรรมเห็น “เหตุแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (กำหนดรู้สมุทัยสัจจ์) และในขณะเดียวกัน ก็เกิดทำกรรมด้วยอุบายวิธีที่แยบคายในใจโดยโยนิโสมนสิการ (๒) “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ มนสิการธรรมเห็น “การดับเหตุแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” (กำหนดรู้นิโรธสัจจ์) จึงสามารถหาข้อสรุปเป็นหลักธรรมเชิงทฤษฎี ด้วยปัญญเห็นแจ้งที่ว่า:

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

 

เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เห็นธรรมในเชิงทฤษฎีดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นจุดแรกที่ทำให้สามารถดับ “ทิฏฐิ ๕” คือ ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่ (๑) สัสสตทิฏฐิ–ความเห็นว่าเที่ยง (๒) อุจเฉททิฏฐิ–ความเห็นว่าขาดสูญ (๓) อกิริยทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ (๔) อเหตุกทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่มีเหตุ (๕) นัตถิกทิฏฐิ–ความเห็นว่าไม่มี และ “ที่สุด ๒ อย่าง” (อันตา ๒) คือ ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่ (๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข และ (๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน เช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา เป็นต้น ข้อสรุปแห่งปัญญาเห็นธรรมนี้ ประกอบด้วยปรีชาสามารถใน ๒ องค์ประกอบ นั่นคือ (๑) “ปัญญาในสมาธิ” ที่ทำให้ดับนิวรณ์ทั้งหลายได้ จนถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ ได้แก่ “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งจิต” กับ (๒) “ปัญญาในวิปัสสนา” ที่ทำให้ดับอกุศลธรรที่มีฐานมาจากทิฏฐิ จึงบรรลุอริยมรรคในขัน “โสดาปัตติมรรค” ได้ในขณะนั้น ดังนี้

 

“โสดาปัตติมรรค” คือ มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็น “ผลของเหตุละสังโยชน์ได้ ๓” ได้แก่ “สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส” และย่อมกำจัด “กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ” (สักกายทิฏฐิ–วิจิกิจฉา–สีลัพพตปรามาส–ทิฏฐานุสัย–วิจิกิจฉานุสัย) ได้

 

 

ด้วยเหตุนี้ การเจริญภาวนาด้วย “อนุปุพพวิปาร ๙” (รูปาวจรสมาบัติ–อรูปาวจรสมาบัติ–นิโรธสมาบัติ) ไม่ติดขัดในกระบวนการคิด มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมและนิวรณูปกิเลส (จิตตอุปกิเลส) ทั้งหลาย การเจริญภาวนาด้วย “อนุปุพพปฏิปทา” (อนุปัสสนา ๗– มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ก็ไม่ขัดเคืองเกิดปราโมทย์ยินดีในระบบกระบวนการคิดอันสัมปยุตต์กับ “ปัญญาทั้งปวง” ในระบบโครงสร้างกระบวนการคิดแห่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้น ย่อมเป็นกับดับระบบองค์ความรู้ที่เป็น “สมมติสัจจะ–นามบัญญัติ” (วัฏฏะ: มีสมมติใน เด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ชรา คนตาย พ่อ แม่ พี่น้อง ใบหน้า หัวใจ ปอด ผิวหนัง กระดูก ทุกข์ สุข เฉยๆโลกธรรม ๘) ทั้งระบบลงสนิท (วิวัฏฏะ) อันเป็นความรู้ความเข้าใจในเพียง “ปรมัตถสัจจะ–อรรถบัญญัติ” (สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ–วิวัฏฏะ: มีสัจจะใน ธาตุ ๔–ธาตุ ๑๘–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท ๑๒–ไตรลักษณ์–โลกุตตรธรรมทั้งหลาย) เท่านั้น เวลาชีวิตที่เหลืออยู่จริง  จึงเป็นเรื่อง “การแสดงออกแห่งคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐสมบูรณ์” ดังอัตภาพถึง “ความเป็นพระพุทธเจ้า” ที่ว่า “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน” คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย “วิชชา” และ “จรณะ” ประกอบด้วย “วิชชา ๓” หรือ “วิชชา ๘” สำหรับ คำว่า “วิชชา ๓” คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–อาสวักขยญาณ” ส่วน คำว่า “วิชชา ๘” คือ “วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา) –มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ) –อิทธิวิธา (อิทธิวิธิ–แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้) –ทิพพโสต (หูทิพย์) –เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้) –ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้) – ทิพพจักขุ (ตาทิพย์) –อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)” และ “จรณะ ๑๕” อันเป็นปฏิปทาเครื่องบรรลุวิชชานั้น หรือ ผู้มีความรู้ประเสริฐความประพฤติประเสริฐ สำหรับ คำว่า “จรณะ ๑๕” ได้แก่ “สีลสัมปทา” คือ ความถึงพร้อมด้วยศีล “อปัณณกปฏิปทา ๓” คือ อินทรียสังวร–โภชเนมัตตัญญุตา–ชาคริยานุโยค “สัทธรรม ๗” คือ ศรัทธา–หิริ–โอตตัปปะ–พหูสูต–วิริยารัมภะ–สติ–ปัญญา และ “ฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตถฌาน เพราะฉะนั้น ดังที่ได้กล่าวบรรยายธรรมมาทั้งหมดข้างต้นนี้ คือ องค์ความรู้ในธรรมทั้งปวง ที่นำมามนสิการกรรมฐานทั้งหลาย อันเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นภายในและภายนอกตน ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว.

 

 

 

Visitor Number:
4957700