๘๒. เขตพรหมแดนระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ

         The Boundary between Mundane and Supramundane

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1601

ความสำคัญของบทความ

 

 เมื่อโยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา กำหนดสถานที่ที่สงบสงัดวิเวก ๑ กำหนดจิตให้สงบสงัดวิเวก ๑ กำหนดสัพพสังขารสงบสงัดวิเวก ๑ นั่นคือ ให้สงบ สงัด วิเวก อินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ) อารมณ์ทั้ง ๖ (รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์) โดยถือมั่นอยู่ใน “จตุตถฌานจิตตสมาธิ” ที่ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตา” มนสิการกรรมฐานตามอารมณ์ที่ได้เลือกให้ตรงกับจริตตามความพอใจ อันจะเป็นบาทวิถีเกื้อกูลในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไป การประคองจิตให้ทรงอยู่ใน “อัปปนาสมาธิ” แล้วถอนกลับมา “อุปจารสมาธิ” เพื่อพิจารณารูปกายสังขารทั้งปวงด้วย “กายานุปัสสนา–สติปัฏฐาน” (เจริญให้ครบสติปัฏฐาน ๔)จนปรากฏขึ้นแห่ง “ปฏิภาคนิมิต –ภาพนิมิตที่มโนภาพขึ้นในจิตและเคลื่อนไหวได้” เพื่อให้เป็นเครื่องระลึกของสติ และเครื่องเรียนรู้ของสัมปชัญญะ ที่เป็นความบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยจตุตถฌาน ภาวะจิตขณะนั้นจะข้ามจากกามาวจรภูมิ ละทั้งสุขและทุกข์ไปสู่ “อาเนญชา” ซึ่งจะเป็นทั้ง “รูปาวจรภูมิ–รูปพรหม–กายหยาบ หรือ อรุปาวจรภูมิ–อรูปพรหม–กายละเอียด” ด้วยเสวยสุขแห่งผลสมาบัตินั้นๆ ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “โลกียภูมิ” เมื่อก้าวสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาด้วย (๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ–ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ความระลึกชาติได้เห็นขันธ์ ๕ (๒) “ปัจจปริคคหญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” เห็นเหตุแห่งทุกข์และเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย (๓) “สัมมสนญาณ” เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ (๔) วิปัสสนาญาณ ๙ ก็จะเข้าเขตแดนที่กั้นระหว่าง “โลกียะ” กับ “โลกุตตระ” ที่เรียกว่า “โคตรภูญาณ” ซึ่งเป็นขั้นตอน “การทุบขันธ์ ๕” (วุฏฐานคามินีปฏิปทา–วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) แต่ยังเหลือพวกกิเลสอย่างละเอียด (อนุสยกิเลส) ซึ่งกิเลสอย่างกลาง “ปริยุฏฐานกิเลส–นิวรณูปกิเลส” ได้สงบระงับไป จิตจึงแล่นข้ามจากโลกียะไปสู่โลกุตตระ นั่นคือ (๑) มัคคญาณ กับ (๒) ผลญาณ ตามลำดับ ในขั้นนี้เป็นเรื่อง “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ที่เกี่ยวข้องกับ “อริยสัจจ์ ๔: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” กับ “กิจในอริยสัจจ์ ๔: ปริญญา–ปหานะ–สัจฉิกิริยา–ภาวนา” เพื่อทำลายล้าง “สังโยชน์ ๑๐” โดยตรง เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ ก็ต้องมีการตรวจสอบกิจทั้งหลายในอริยสัจจธรรมว่าครบถ้วนจริงหรือด้วย “ปัจจเวกขณญาณ” มีญาณทัสสนะ ๑๙ ประการ เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนนี้แล้ว จึงจะเกิด “อาสวักขยญาณ” คือ ความตรัสรู้ถึง “พระนิพพาน” เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเป็น “โลกุตตรภูมิ” อย่างแท้จริง เป็น “อมตธาตุ–บรมธรรมแห่งพระพุทธศาสนา” ที่หมายถึง “อรหัตตผลวิมุตติแห่งสัมมาวิมุตติและวิมุตตานุตตริยะ” ที่เรียกว่า “พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ” อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยมดีแล้วไม่เป็นอื่น ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายใน “กระบวนการวิวัฒน์ปัญญาแห่งมนุษยชาติ” อันเป็นสิทธิ์ที่มนุษย์ทุกคนสามารถจะเข้าถึงได้ เพราะเป็นของมนุษย์มหาบุรุษเอกในโลกรังสรรค์ขึ้นมา.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘๒ ประจำปี ๒๕๕๘ – เขตพรหมแดนระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ

 

ในคำว่า “รู้แล้ว–เข้าใจแล้ว” นั้น เป็นคำที่อันตรายในการปฏิบัติธรรม เพราะมักคิดกันไปเองว่า “ตนเองหรือผู้ที่มาปฏิบัติธรรมรู้แล้ว” เลยเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิด “อวิชชา” คือ ความไม่รู้จริง เพราะต่างฝ่ายต่างอุบความโง่เขลาของตน คำว่า “อุบ” หมายถึง นิ่งไว้ไม่เปิดเผย ถือเอา ริบเอา ไม่ย่อให้เปลี่ยนแปลง พอมีอาการหนักขึ้น เรียกว่า “อุบอิบ” หมายถึง อาการที่พูดหรือบ่นเบาๆ และไม่ชัดเจนด้วยเกรงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาการดังกล่าวนี้ สามารถพบได้ในห้องเรียน หรือศาลาวัด เวลามีคนมาทำบุญและฟังธรรม เช่น วันพระ หรือในโอกาสอื่นๆ ที่ต้องมาช่วยงานวัด อย่างเช่น ในขณะพระเทศน์นั้น เมื่อฟังเนื้อหาเรื่องธรรมนั้นไม่เข้าใจ ก็จะพากันบ่นอุบอิบซุบซิบนินทากันเบาๆ ยังไงๆ ก็ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง ก็เอาเรื่องเสียหายของคนอื่นมานินทาดีกว่า (วจีทุจริต ๔: มุสาวาท–การพูดเท็จ ๑ ปิสุณาวาจา–วาจาส่อเสียด ๑ ผรุสวาจา–วาจาหยาบ ๑ สัมผัปปลาปะ–คำพูดเพ้อเจ้อ ๑) พอถึงจุดสุดยอดในประเด็น ก็อุทานเสียงต่างๆ กัน และอยู่ในกิริยาผงะ ดูเหมือนจะหงายหลัง เพราะ สะใจ หนำใจ สาแก่ใจ และ พอใจ ดีแล้ว กล่าวโดยสรุป ธรรมก็ฟังไม่รู้เรื่องอีก หนักหัวสมองอีก ที่ต้องไปรับเรื่องชาวบ้านมานินทาเพ้อเจ้อกันได้ทั้งวัน จึงเกิดอาการฟุ้งซ่าน (จะขาดน้ำตาลหรือน้ำตาลในเลือดมาก) ต้องหมาที่ระบายอารมณ์กับพรรคพวกข้างๆ บ้าน ก็น่าจะเรียกว่า “ทาสอารมณ์” ถ้าไม่ไปพูดต่อ มันก็เหมือนคนเล่นไพ่ไฮโลขาดขาไพ่ไฮโลไป ไม่คบขา อะไรทำนองนั้น นั่นคือ เวลาทำชั่วมากันไม่พร้อมหน้า มันเลยแปลกๆ พิลึกไป ฉะนั้น เหล่าฆราวาสที่เป็น “อุบาสก–อุบาสิกา” ไปถือศีลอุโบสถนั้น เรื่องการสำรวม “กาย–วาจา–ใจ” เป็นเรื่องสำคัญมาก ให้พิจารณาสภาวธรรมนี้ด้วย “สังวร ๕” (ปาฏิโมกขสังวร–สำรวมในการรักษาศีล ๑ สติสังวร–สำรวมด้วยความระลึกได้ ๑ ญาณสังวร–สำรวมด้วยปัญญารอบรู้ในการพิจารณา ๑ ขันติสังวร–สำรวมด้วยอดทน ๑ วิริยสังวร–สำรวมด้วยความเพียร ๑) เพราะทำให้เกิดกรรมใน ๒ อาการ ได้แก่ (๑) “กุศลกรรมบถ ๑๐” (สุจริต ๓) คือ กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุข ความเจริญ หรือ สุคติ หรือ (๒) “อกุศลกรรมบถ ๑๐” (ทุจริต ๓) คือ กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ หรือทุคติ สำหรับเรื่องที่พระต้องเทศน์ให้หนักหน่อย ก็คือ (๑) “ความดี” กับ (๒) “ความชั่ว” ที่เป็นเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบัน เพื่อชาวบ้านจะนำไปปรับปรุงดัดแปลงใช้ให้เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน อย่าไปคิดว่า “ชาวบ้านรู้แล้ว” ก็แล้วกัน เมื่อเข้าใจธรรมทั้ง ๒ อย่าง ดีแล้ว เพราะจัดอยู่ในเรื่อง “โลกธรรม ๘” ได้แก่ “มีลาภ–ไม่มีลาภ–มียศ–ไม่มียศ–นินทา–สรรเสริญ–สุข–ทุกข์” ที่ถือว่าเป็น “สังสารทุกข์” (โสกะ–ปริเทสวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส) ที่เกิดขึ้นหมุนเวียนไม่สิ้นสุดในวัฏสงสาร ที่เรียกว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ความที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในโลกธรรมทั้งหลายนั้น เพราะความไม่รู้ที่คิดว่า “รู้แล้ว–เข้าใจแล้ว” ก็เลยไม่รู้จริงๆ โดยวิปริต นั่นคือ (๑) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าสุข (๓) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าตัวตน และ (๔) ความเห็นในไม่งาม ว่างาม แต่ถ้าผู้เจริญปัญญาที่ประกอบด้วยอุบายวิธีที่แยกคายด้วยความเป็นผู้ฉลาดในการใช้กุสโลบายที่แนบเนียม คือ “โยนิโสมนสิการ” ย่อมมีความเห็นเป็นตรงกันข้ามกับความวิปริตวิปลาสดังกล่าวนั้น ได้แก่ (๑) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าอนิจจตา (๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าทุกขตา (๓) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าอนัตตตา และ (๔) ความเห็นในไม่งาม ว่าอสุภะ ดังนี้

 

 

ตามที่บรรยายมาข้างต้นนั้น เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมเชิงทฤษฎีแล้ว จะพบว่า:

 

(๑) ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีจิตไม่ฟุ้งซ่าน คือ มีสมาธิแน่วแน่ จนถึงระดับ “อุปจารสมาธิ–อัปปนาสมาธิ” ที่เรียกว่า “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วย “อุเบกขา–เอกัคคตา” นั่นหมายถึง (๑) “สัมมาวายามะ–สัมมัปปธาน ๔” (๒) “สัมมาสติ–สติปัฏฐาน ๔” และ (๓) “สัมมาสมาธิ–ฌาน ๔” ซึ่งเรียกว่า “อธิจิตตสิกขา” ซึ่งในภาวะจิตดังกล่าวนี้ จิตจะปราศจากนิวรณ์ “มีสติสัมปชัญญะ” อย่างถึงพร้อมสมบูรณ์ เป็นจิตที่อ่อนนวลและควรแก่งาน ที่ทำให้เกิดคุณชาติแห่งสมถนิมิต เช่น วิชชา ๓ หรือ ญาณในวิปัสสนา ได้

 

(๒) ผู้ปฏิบัติธรรมเริ่มเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามลำดับขั้นใน “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ระหว่างข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ ได้แก่

๒.๑ “นามรูปปริจเฉทญาณ” ซึ่งเป็นขั้นกำหนดรู้ทุกขสัจจ์แห่งเบญจขันธ์

๒.๒ “ปัจจยปริคคหญาณ” ซึ่งเป็นขั้นกำหนดรู้สมุทัยสัจจ์โดยปฏิจจสมุปบาท

๒.๓ “สัมมสนญาณ” ซึ่งเป็นขั้นกำหนดรู้นามรูปโดยไตรลักษณ์ และยังอนุโลมไปตาม “อนุปัสสนา ๗” จนถึง “มหาวิปัสสนา ๑๘” ที่ต้องปฏิสังยุตด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ด้วย หรือสัมปยุตต์ด้วย “วิปัสสนาญาณ ๙” (วุฏฐานคามินีวิปัสสนา) เพื่อจะก้าวสู่ “อริยมรรค ๔” (มรรค ๔) และ “สามัญผล ๔” (ผล ๔) พร้อมด้วย “อาสวักขยญาณ” กับ “นิพพาน ๑” (นิพพาน ๒) แห่งโลกุตตรธรรมทั้งหลาย

 

 

อนึ่ง อย่าลืมว่าในการเจริญภาวนานั้น ผู้ที่ปฏิบัติมาถูกต้องตามข้อประพฤติปฏิบัติใน “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น นั่นคือ (๑) ศีลก็บริสุทธิ์ดี ก็มีปัญญาเห็น “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาแห่งตน” (๒) จิตก็บริสุทธิ์ดี ก็มีปัญญาในสมาธิโดย “วิชชา” (๓) ปัญญาก็บริสุทธิ์ดี ก็มีปัญญาในวิปัสสนาโดย “ญาณ” ย่อมเกิด “อิทธิฤทธิ์–ปาฏิหาริย์” ขึ้นได้ตามคำสอนของพระตถาคตเจ้า นั่นคือ “ปัญญาเห็นธรรมทั้งปวง” ได้ตามความเป็นจริง ที่เรียกว่า “ญาณทัสสนวิสุทธิ” ที่ประกอบด้วย (๑) “ยถาภูตญาณทัสสนะ” กับ (๒) “ยถาภูตญาณ” อันทำให้เกิดองค์ความรู้ใน “ปรมัตถะ–ปรมัตถสัจจะ” (พระอภิธรรม) ซึ่งหมายถึง บุคคลนั้นมีปรีชาสามารถบรรลุถึง  “อธิคมธรรม” คือ ธรรมขั้นบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ เช่น ฌาน–อภิญญา–มรรค–ผล หรือเรียกอีกอย่างว่า “อุตตริมนุสสธรรม” คือ ธรรมยวดยิ่งของมนุษย์ ธรรมของมนุษย์ผู้ยอดยิ่ง ธรรมล้ำมนุษย์ ได้แก่ ฌาน–วิโมกข์–สมาบัติ–มรรคผล บางทีเรียกให้ง่ายว่า “ธรรมวิเศษ–คุณวิเศษ–คุณพิเศษ” แต่จะอยู่ในขั้นไหนนั้น ก็แล้วแต่ศักยภาพตามอัตภาพของภูมิปัญญาของแต่ละบุคคล เพราะมีทั้ง “ของแท้” และ “ของปลอม” เกิดขึ้นร่วมกัน ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมี “ปัญญา” พิจารณาให้เห็นธรรมอย่างถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ” คือ รอบรู้ใน กุศลธรรม–อกุศลธรรม (ชั่ว) โยนิโสมนสิการ–อโยนิโสมนสิการ (ไม่มีปัญญา) สมาธิ–อุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) วิปัสสนา–ไม่มนสิการ (ไม่พิจารณา = “อปฺปฏิสงฺขา” ความไม่พิจารณา คือ การนำความไม่สงบมาด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพิจารณา) กล่าวโดยสรุป คือ แพ้ภัยใน “ความมืดมนแห่งอวิชชา” เข้าไปทรงอยู่ใน “ดินแดนแห่งกิเลสตัณหา” แม้บุคคลนั้น “จะมีบุญ–แต่ด้อยวาสนา” เพราะไม่มีปัญญาที่จะเห็นธรรมทั้งหลายตามความจริง ยังเป็นมนุษย์โลก คือ “ปุถุชน–อันธปุถุชน” อยู่เหมือนเดิม ยังชอบอยู่ในอารมณ์แบบเดิมๆ โดยวิปริต เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะที่รู้เท่าทันกิเลสตัณหาทั้งหลาย ว่า:

 

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (นิจจสัญญาวิปลาส)

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (สุขสัญญาวิปลาส)

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (อัตตสัญญาวิปลาส)

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (สุภสัญญาวิปลาส)

 

 

แต่ในทางตรงกันข้ามผู้มีปัญญามั่นคงในพระสัทธรรมดีแล้ว คือ “สติ” (สติปัฏฐาน ๔) ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนา ของผู้ที่กำหนดเวทนา กำหนดจิต กำหนดธรรมทั้งหลายมาแล้ว ชื่อว่า “ธรรมานุปัสสนา” บุคคลผู้ประกอบด้วย “สติ” (สติสัมปชัญญะ–สติปัญญา = อุปัฏฐาน) นั้น ชื่อว่า “ธรรมานุปัสสี” ฉะนั้น “สติ” ที่สัมปยุตด้วยมรรคในมรรคขณะ ของผู้ที่ขวนขวายเจริญวิปัสสนาบรรลุ “อริยมรรค” แล้ว ชื่อว่า “ธรรมานุปัสสนา” บุคคลผู้ประกอบด้วย “สติ” นั้น ชื่อว่า “ธรรมานุปัสสี” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 116 FILE 65: ในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นว่า ในทุกขั้นตอนของการเจริญภาวนานั้น ต้องประกอบด้วย “สติปัฏฐาน ๔” เสมอ คือ ถ้าปราศจาก “สติสัมปชัญญะ” แล้ว ย่อมเกิดวิปลาส ได้แก่ (๑) “สัญญาวิปลาส” หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง (๒) “จิตตวิปลาส” ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง (๓) “ทิฏฐิวิปลาส” ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง อันเป็นเหตุให้ปฏิเสธจตุสติปัฏฐาน ฉะนั้น ย่อมไม่ใช่การเจริญภาวนาที่ถูกต้องด้วย “สัมมัตตะ ๑๐” คือ อริยมรรคมีองค์ ๘–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ) บุคคลผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหวไปตาม “กระแสโลกธรรมทั้งหลาย” ที่เกิดขึ้นในสังสารจักร ย่อมเกิดปัญญาเห็นแจ้งในมรรค ว่า:

 

(๑) ความเห็นในไม่งาม ว่าอสุภะ (เจริญกายานุปัสสนา ถอนสุภสัญญาวิปลาส) นั่นคือ “สติ” กำหนดกาย ถอนละ “สุภสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “กายานุปัสสนา” (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

(๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าทุกขตา (เจริญทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ) นั่นคือ “สติ” กำหนดเวทนา ถอนละ “สุขสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “เวทนานุปัสสนา” (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

(๓) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าอนิจจตา (เจริญอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปลาสนิมิต) นั่นคือ “สติ” กำหนดจิต ถอนละ “นิจจสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “จิตตานุปัสสนา” (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

(๔) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าอนัตตตา (เจริญอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส) นั่นคือ “สติ” กำหนดธรรม ถอนละ “อัตตสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “ธรรมมานุปัสสนา” (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

 

นอกจากนี้ เพื่อให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของการเจริญจตุสติปัฏฐานในเบื้องต้นอย่างถูกต้องนั้น เพราะ “สติปัฏฐานธรรม–จตุสติปัฏฐานภาวนา” เป็นด่านแรกของการพัฒนาจิตใจ ที่เรียกว่า “ภาวนา ๒” คือ สมถภาวนา กับ วิปัสสนาภาวนา โดยธรรมนี้จัดอยู่ในอันดับแรกของ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ถ้าเจริญภาวนาในด่านนี้ไม่ผ่าน ย่อมก้าวหน้าไปสู่ขั้นตอนอื่นในการเจริญภาวนาได้ยากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเป็นเหตุให้อ่อนกำลังใน “การสมาทานไตรสิกขา” ได้ ฉะนั้น จุดมุ่งหมายหลักของการเจริญจตุสติปัฏฐานภาวนานั้น เป็นเรื่องการพัฒนาให้เกิด “ปัญญาเห็นสังขตธรรมโดยไตรลักษณ์” คือ เกิดปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ที่เรียกว่า “สามัญลักษณะ” ได้แก่

 

(๑) “อนิจจตา” คือ ลักษณะของความไม่เที่ยงแห่งอนิมิตตะ อันเป็นบาทฐานในการเจริญ “อนิจจานุปัสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง–อนิจจตา–อนิจจลักษณะ) และ “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย

(๒) “ทุกขตา” คือ ลักษณะของความทุกข์แห่งอัปปณิหิตะ อันเป็นบาทฐานในการเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นทุกข์ (ทุกขัง–ทุกขตา–ทุกขลักษณะ) และ “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง

(๓) “อนัตตตา” คือ ลักษณะของความไม่มีตัวตนแห่งสุญญตะ อันเป็นบาทฐานในการเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” คือ พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา–อนัตตตา–อนัตตลักษณะ) และ “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า ความไม่มีแก่นสาร ความไม่ใช่ตน ความไม่ใช่เรา

 

 

เมื่อมนสิการกรรมฐานด้วย “จตุสติปัฏฐานภาวนา” จึงลงข้อสรุปเชิงทฤษฎีว่า:

 

(๑) “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ สติพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า “กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” จะไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมไม่ได้

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ สติพิจารณาเวทนาเป็นอารมณ์ว่า “เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” จะไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมไม่ได้

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ สติพิจารณาจิตเป็นอารมณ์ว่า “จิตนี้ก็สักว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” จะไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมไม่ได้

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ สติพิจารณาธรรมเป็นอารมณ์ว่า “ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” จะไปยึดมั่นถือมั่น ย่อมไม่ได้

  

 

ดังที่บรรยายมาข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นว่า “สติสัมปชัญญะ” มีความสำคัญในการดำรงชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม การพัฒนา “สติ” ให้มั่นคงแก่กล้า “อุปัฏฐาน” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “สติปัฏฐาน ๔–มหาสติปัฏฐาน” เพื่อให้จิตเป็นสมาธิตั้งมั่นแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ย่อมทำให้เกิดปัญญาทั้งในสมาธิและวิปัสสนา นั่นคือ ย่อมเกิด “ปฏิสังขานพละ” เพราะไม่หวั่นไหวด้วยการไม่พิจารณา คือ มีปัญญาเข้าไปพิจารณา และผู้เจริญ “โพชฌงค์ ๗” ด้วยความเพียรเป็นหลัก ชื่อว่า “ภาวนาพละ” ศีล–สมาธิ–ปัญญา อันบริสุทธิ์ ชื่อว่า “อนวัชชพละ” การอดกลั้นทุกข์ ชื่อว่า “ขันติพละ” การยินดีธรรมกถาของผู้อื่น ชื่อว่า “ปัญญัตติพละ” การเพ่งถึงประโยชน์อันยิ่ง ชื่อว่า “นิชฌัตติพละ” ความเป็นผู้มากในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า “อิสริยพละ” การตั้งตามความพอใจในกุศลทั้งหลาย ชื่อว่า “อธิษฐานพละ” ฉะนั้น บุคคลที่เสียสติ (ผีบ้า) ไม่สามารถอยู่ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรมนั้น การเข้าใจเส้นทางในการประพฤติปฏิบัติอย่างถูกขั้นตอน เท่ากับได้รู้เห็นล่วงหน้าที่เยี่ยมตามแผนที่ที่จะเดินทาง ไม่ใช่เดินเข้าป่าดงพงไพร่อย่างผิดๆ คือ “ถือทิฏฐิ” ความเห็นที่ผิดพลาด ถ้าผู้เป็นฆราวาสเข้าใจถือขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน แล้วฝึกฝนปฏิบัติเป็นประจำ ทำให้มาก เจริญให้มาก ย่อมเกิดความบริบูรณ์สมบูรณ์ขึ้น และความยิ่งไพบูลย์ในธรรมทั้งปวง อันจะเป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรมในขณะเดียวกันได้จริง  ในอันดับต่อไปนี้ ให้พิจารณากระบวนการเจริญภาวนา เพื่อสงบระงับจาก “โลกียธรรม” ไปสู่ “โลกุตตรธรรม” ซึ่งประกอบด้วยสัมปยุตตธรรมทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ (๑) วิปัสสนาภูมิ (๒) วิสุทธิ ๗ (๓) วิชชา ๓ (๔) ญาณ ๑๖ (๕) โลกุตตรธรรม ๙ และ (๖) โพธิปักขิยธรรม ๓๗

  

 

เขตพรหมแดนระหว่างโลกียธรรมกับโลกุตตรธรรมปฏิสังยุตด้วยวิสุทธิ ๗

 

โลกียธรรม

 ทุกขสัจจ์

ขันธ์ ๕

 

 

|

 

 

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

 

 

|

 

 สมุทัยสัจจ์

อนุโลมปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

 

|

 

นิโรธสัจจ์

(๑) ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท

 

 

|

 

 

กระบวนการดับขันธ์

 

 

|

 

 

(๒) อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา

 

 

|

ไตรลักษณ์

 

(๓) อนิมิตตะ–อัปปณิหิตะ–สุญญตะ

 

 

|

 

 

(๔) วิปัสสนาญาณ ๙

 

 

|

 

 

โคตรภูญาณ

 

 

|

อริยสัจจ์ ๔

 มรรคสัจจ์

อริยมัคคญาณ ๔ (โลกุตตระ)

 

 

|

วิมุตติญาณทัสสนขันธ์

อริยผลญาณ ๔ (โลกุตตระ)

 

 

|

 

 

ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ประการ

 

 

|

 

 

อาสวักขยญาณ (โลกุตตระ)

 

 

|

โลกุตตรธรรม

วิมุตติขันธ์

พระนิพพาน ๒

 

 

 

เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งไม่ผิดทางการปฏิบัติธรรมที่เหมาะควรแก่ธรรม ให้พิจารณา “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” อย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะ “วิปัสสนาญาณ ๙” จากข้อ ๔–ข้อ ๑๒ ซึ่งจะมี “โคตรภูญาณ” เป็นปัญญาที่คั่นระหว่าง “โลกิยภูมิ” กับ “โลกุตตรภูมิ” คือ “อริยมรรค ๔–สามัญผล ๔–อาสวักขยญาณ ๑–นิพพาน ๒” ตามลำดับ ส่วน “ปัจจเวกขณญาณ” นั้น เป็นขั้นตอนที่บ่งบอกถึง “ความตรัสรู้–สัมโพธะ” ก่อนถึง “นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ นั่นคือ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ สำหรับผู้เป็นพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่  (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ สำหรับผู้เป็นพระอรหันต์ที่ต้อง “ดับขันธปรินิพพาน” ที่เรียกว่า “ชีวิตสมสีสี” [ชี–วิด–สะ–มะ–สี–สี] หมายถึง ผู้สิ้นกิเลสพร้อมกับสิ้นชีวิต ผู้ได้บรรลุธรรมวิเศษแล้วก็ดับจิตพอดี ดังนี้

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” —ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” —ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” —ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” — ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” —ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว คือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นโทษ คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” —ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย คือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” —ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” —ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” —ญาณครอบโคตร คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” —ญาณในอริยมรรค คือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” —ญาณในอริยผล คือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” —ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

 

 

อย่างไรก็ตาม วิธีการเข้าถึง “โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม” นั้น ก็มีหลายวิธีที่แต่ละคนต้องเลือกให้เหมาะสมกับจริตของตน และตามอัตภาพแห่งภูมิปัญญาของตน อย่างเช่น “การเจริญจตุสติปัฏฐานภาวนา” (สติปัฏฐาน ๔) นั้น ก็เป็นทางหนึ่งที่สามารถเจริญพอกพูน ให้บริบูรณ์สมบูรณ์ และไพบูลย์ยิ่งขึ้น ทั้งฝ่ายปัญญาในสมาธิ ที่เรียกว่า “ฌานวิโมกข์” และฝ่ายปัญญาในวิปัสสนา ที่เรียกว่า “ญาณวิโมกข์” จนบรรลุถึง “โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม” ได้เช่นกัน ดังเช่น

 

(๑) ความเห็นในไม่งาม ว่าอสุภะ (เจริญกายานุปัสสนา ถอนสุภสัญญาวิปลาส = กวฬิงการาหาร –ราคะแห่งกามคุณ ๕) นั่นคือ “สติ” กำหนดกาย ถอนละ “สุภสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “กายานุปัสสนา” (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ในฐานกาย “กายคตาสติ” นี้ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นแหล่งกำเนิดความรู้มากมาย เนื่องจาก สามารถพิจารณาจากรูปธรรมก่อน เพื่อให้เห็นแจ้งใน “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” โดยเน้นถึง “อินทรีย์ ๕: ตา–หู–จมูก–ลิ้น –กาย” กับ “อารมณ์ ๕: รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ” (กามคุณ ๕ แห่งกวฬิงการาหารส่วน “ใจ –ธรรมารมณ์” นั้น จะเริ่มที่ ข้อ ๒ –ข้อ ๔ ในอันดับต่อไป) โดยเลือกแนวทางปฏิบัติใน ๖ อาการ ซึ่งจะรวมกันเป็นสภาวธรรมเดียวกัน ในขณะเป็น “อุปจารโยนิโสมนสิการ” (“อุปจารสมาธิ–ปฏิภาคนิมิต”  จนถึง “อัปปนาสมาธิ” ที่มีลำดับนามรูปเกิดดับตามลำดับ คือ พิจารณาเห็น ทั้ง “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” และ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” อุบายวิธีนี้ทำให้เกิดปัญญามากมายในการเจริญภาวนา) ได้แก่ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ ที่เรียกว่า “อาการ ๓๒” ด้วย ก็ได้ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น หรือจะเป็น “อสุภะ ๑๐”

 

(๒) ความเห็นในทุกข์ ว่าทุกขตา (เจริญทุกขานุปัสสนา ถอนตัณหาปณิธิ = ผัสสาหาร–เวทนา ๓) นั่นคือ “สติ” กำหนดเวทนา ถอนละ “สุขสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “เวทนานุปัสสนา” (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

(๓) ความเห็นในไม่เที่ยง ว่าอนิจจตา (เจริญอนิจจานุปัสสนา ถอนวิปลาสนิมิต = มโนสัญเจตนาหาร–ตัณหา ๓) นั่นคือ “สติ” กำหนดจิต ถอนละ “นิจจสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “จิตตานุปัสสนา” (จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

(๔) ความเห็นในไม่ใช่ตัวตน ว่าอนัตตตา (เจริญอนัตตานุปัสสนา ถอนอัตตาภินิเวส = วิญญาณาหาร–นามรูป) นั่นคือ “สติ” กำหนดธรรม ถอนละ “อัตตสัญญาวิปลาส” ย่อมสำเร็จได้ด้วย มรรค ดังนั้น จึงชื่อว่า “ธรรมมานุปัสสนา” (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

 

 

จากเนื้อหาสาระดังกล่าวข้างต้นนี้ เกิด “สัมปยุตตธรรม” (“สหวุตติ” คือ มีความเป็นไปร่วมกันที่ทำให้เกิดสภาวธรรมเดียวกัน) โดยจะพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย ได้แก่ (๑) สติปัฏฐาน ๔ (๒) สมาธิ ๒: อุปจารสมาธิ–อัปปนาสมาธิ (๓) อาหาร ๔ (๔) กายคตาสติ–อสุภะ ๑๐–อาหาเรปฏิกูลสัญญา–จตุธาตุววัฏฐาน (๕) ขันธ์ ๕–นามรูป (๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒: อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท–ปัจจยปริคคหญาณ–ธัมมัฏฐิติญาณ–สัมมาทัสสนะ (๗) อนุปัสสนา ๓–ไตรลักษณ์: อนิจจานุปัสสนา–ทุกขานุปัสสนา–อนัตตานุปัสสนา–สัมมสนญาณ รวมทั้ง “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง  “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า (๘) วิชชา ๓: ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ (๙) ปัญญา ๓: ชวนปัญญา–นิพเพธิกปัญญา–มหาปัญญา และ (๑๐) โพธิปักขิยธรรม ๓๗:  สติปัฏฐาน–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นต้น ตามนัยของการรวมกันแห่งสัมปยุตตธรรมทั้งหลายนี้ ผู้เจริญภาวนาจะต้องเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” (ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ) ในการมนสิการกรรมฐานนั้นๆ ซึ่งเป็นทักษะการพัฒนาความคิดเชิงทฤษฎี ที่เกี่ยวกับ “การเกิด–และ–การดับ” ของสภาวธรรมทั้งหลายแห่งสังขตธรรมในวัฏสงสาร ว่า:

 

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ

 “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา”

 

 

ฉะนั้น ในการพิจารณา “สังขตธรรม” ทั้งหลายนั้น เป็นการมนสิการกรรมฐานใน ๒ อาการ คือ “อนุโลม” (Deduction–อนุมาน = ธัมมาปฏิสัมภิทา–ความรอบรู้ในเหตุ) โดยคิดไปตามลำดับจากเหตุไปหาผล กับ “ปฏิโลม” (Induction–อุปมาน = อัตถปฏิสัมภิทา–ความรอบรู้ในผล) โดยคิดย้อนกลับจากผลทวนไปหาเหตุ โดยพิจารณาองค์แห่งปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ อันจะทำให้เกิดปัญญาแตกฉาน “ปฏิสัมภิทา ๔” ได้แก่ นิรุตติปฏิสัมภิทา–ความรอบรู้ในศัพท์และภาษา กับ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา –ความรอบรู้ทันการในความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และดัดแปลงประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ = โยนิโสมนสิการสัมปทา

  

 

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายพึ่งประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งในกิจวัตรประจำวัน คือ (๑) การสมาธาน “อนุปุพพสิกขา” หมายถึง การศึกษาไปตามลำดับ ได้แก่ อธิสีลสิกขา–อธิจิตตสิกขา–อธิปัญญาสิกขา (๒) การสมาธาน “อนุปุพพปฏิปทา” หมายถึง การปฏิบัติไปตามลำดับ ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หรืออาจรวมเอา (๓) การสมาธาน “อนุปุพพกิริยา” หมายถึง การทำไปตามลำดับ ได้แก่ ธุดงค์ธรรม ๑๓ ไว้ด้วย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

(๑) การสมาธาน “อนุปุพพสิกขา” หมายถึง การศึกษาไปตามลำดับ ได้แก่ (๑) อธิสีลสิกขา (๒) อธิจิตตสิกขา และ (๓) อธิปัญญาสิกขา ดังนี้

 

(๑) อธิสีลสิกขา

(๑)   “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ “วจีสุจริต ๔” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัด   ต้นเหตุวจีทุจริต ๔ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม]

(๒)“สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ “กายสุจริต ๓” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยา ไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต  การกำจัด ต้นเหตุกายทุจริต ๓ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม]

(๓) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่หลอกล่วง การไม่ล้ำเขต การกำจัด ต้นเหตุมิจฉาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์]

  

(๒) อธิจิตตสิกขา

(๔) “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ “ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔” นั่นคือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้]

(๕) “สัมมาสติ” — ระลึกชอบ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก

ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สตพละ สัมมาสติ ความระลึกชอบ

สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต]

(๖)  “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ “ฌาน ๔” นั่นคือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน]

 

(๓) อธิปัญญาสิกขา

(๗) “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด คือ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค  = ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง]

(๘) “สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ความนึกคิดที่เป็นกุศลจิต ได้แก่ เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา นั่นคือ ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ]

 

 

(๒) การสมาธาน “อนุปุพพปฏิปทา” หมายถึง การปฏิบัติไปตามลำดับ ได้แก่ อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗

 

“อนุวิปัสสนา ๗” ซึ่งทำให้เกิด “ปัญญา–ความรู้แจ้ง” ที่เรียกว่า “ปัญญา ๑๐” ได้แก่ 

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เมื่อละนิจจสัญญาได้

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความทุกข์ เมื่อละสุขสัญญาได้

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เมื่อละอัตตสัญญาได้

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เมื่อละความพอใจได้

(๕) “วิราคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เมื่อละราคะได้

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความดับ เมื่อละสมุทัยได้

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อละความยึดถือได้

(๘) “ขยานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความสิ้นไป เมื่อละฆนสัญญาได้

(๙) “วยานุปัสสนา” —การเห็นความเสื่อมไป เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความแปรปรวน เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย เมื่อละนิมิตได้

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” —การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง เมื่อละปณิธิได้

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” —การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า เมื่อละอภินิเวสได้

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” —การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” —ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” —การพิจารณาเห็นโทษ เมื่อละอาลยาภินิเวสได้

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” —การพิจารณาหาทาง เมื่อละอัปปฏิสังขะได้

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” —การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป เมื่อละสังโยคาภินิเวสได้

 

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จำแนกอารมณ์ของจิต (การจำแนกอารมณ์ ๓๘)

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 314–315 FILE 14)

 

บรรดาบทเหล่านี้

บทว่า “จิตมีราคะ ” คือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ อย่าง

บทว่า “จิตปราศจากราคะ ” คือ จิตที่เป็นกุศล แล อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ แต่ข้อนี้ เป็นการพิจารณา มิใช่เป็นการชุมนุมธรรม เพราะฉะนั้นในคำว่า จิตมีราคะ นี้ จึงไม่ได้โลกุตตรจิต แม้แต่บทเดียว อกุศลจิต ๔ ดวง ที่เหลือ จึงไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโทสะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง ที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส

บทว่า “จิตปราศจากโทสะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ อกุศลจิต ๑๐ ดวงที่เหลือ ไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโมหะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง คือ จิตที่เกิดพร้อมด้วย วิจิกิจฉา ดวง ๑ ที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ ดวง ๑ แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ในอกุศลจิตทั้งหมด ฉะนั้น แม้อกุศลจิตที่เหลือ ก็ควรได้ใน บทว่าจิตมีโมหะนี้ โดยแท้ จริงอยู่ อกุศลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒) ท่านประมวลไว้ใน ทุกกะ (หมวด ๒) นี้เท่านั้น

บทว่า “จิตปราศจากโมหะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ

รวม ๒๔ อามรมณ์

 

บทว่า “จิตหดหู่ ” ได้แก่ จิตที่ตกไปใน ถิ่นมิทธะ ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้น ชื่อว่า จิตหดหู่

บทว่า “จิตฟุ้งซ่าน ๑” ได้แก่ จิตที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น ชื่อว่า จิตฟุ้งซ่าน

บทว่า “จิตเป็นมหัคคตะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร

บทว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ ๑” ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร  

บทว่า “สอุตฺตรํ ๑” จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร

บทว่า “อนุตฺตรํ” จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร แม้ในจิตเหล่านั้น จิตที่ชื่อว่า สอุตตระ ได้แก่ จิตเป็นรูปาวจร จิตชื่อว่า อนุตตระ ได้แก่ จิตที่เป็นอรูปาวจร

บทว่า “สุมาหิตํ ” จิตตั้งมั่นแล้ว ได้แก่ อัปปนาสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ

บทว่า “อสมาหิตํ ๑” จิตไม่ตั้งมั่น ได้แก่ จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง

บทว่า “วิมุตฺตํ ๒” จิตหลุดพ้น ได้แก่ จิตหลุดพ้นด้วย ตทังควิมุตติ และ วิกขัมภนวิมุตติ

บทว่า “อวิมุตฺติ ๑” จิตไม่หลุดพ้น ได้แก่ จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง ส่วน สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และ นิสสรณวิมุตติ ไม่มีโอกาสในบทนี้เลย

รวม ๑๔ อารมณ์

 

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมายถึง ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ หรือสนับสนุนอริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” —การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” —เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด   มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” —เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” —เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” —เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” —ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” —ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” —ความคิดมุ่งไป คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” —ความไตร่ตรอง–ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” —ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” —ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” —ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” —ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” —ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ —เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร — เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  —ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น —ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด —โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” —ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” คือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” —ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” —ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” —ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” —ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” —ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” —ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด   “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

 

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

(๓) การสมาธาน “อนุปุพพกิริยา” หมายถึง การทำไปตามลำดับ ได้แก่ ธุดงค์ธรรม ๑๓ ดังนี้

 

“ธุดงค์ ๑๓” หมายถึง องค์คุณเครื่องสลัดหรือกำจัดกิเลส ข้อปฏิบัติประเภทวัตรที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เพื่อเป็นอุบายขัดเกลากิเลส ช่วยส่งเสริมความมักน้อยและสันโดษ เป็นต้น ได้แก่

 

หมวดที่จีวรปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับจีวร)

(๑) “ปังสุกูลิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คำสมาทานโดยอธิษฐานใจหรือเปล่งวาจาว่า “คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “เรางดคฤหบดีจีวร สมาทานองค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร”

(๒) “เตจีวริกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร คำสมาทานว่า “จตุตฺถจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดจีวรผืนที่ 4 สมาทานองค์แห่งผู้ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร”  

 

หมวดที่ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับบิณฑบาต)

(๓) “ปิณฑปาติกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร คำสมาทานว่า “อติเรกลาภํ ปฏิกฺขิปามิ, ปิณฺฑปาติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดอติเรกลาภ สมาทานองค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร”

(๔) “สปทานจาริกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเป็นวัตร คำสมาทานว่า “โลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ, สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดการเที่ยวตามใจอยากสมาทานองค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเป็นวัตร”  

(๕) “เอกาสนิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร นั่นคือ ฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก คำสมาทานว่า “นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดการฉัน ณ ต่างอาสนะ สมาทานองค์แห่งผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร”

(๖) “ปัตตปิณฑิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร คือ ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารเกิน ๑ อย่าง คือ บาตร คำสมาทานว่า “ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดภาชนะที่สอง สมาทานองค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร”  

(๗) “ขลุปัจฉาภัตติกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร นั่นคือ เมื่อได้ปลงใจกำหนดอาหารที่เป็นส่วนของตน ซึ่งเรียกว่าห้ามภัต ด้วยการลงมือฉันเป็นต้นแล้ว ไม่รับอาหารที่เขานำมาถวายอีก แม้จะเป็นของประณีต คำสมาทานว่า “อติริตฺตโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดโภชนะอันเหลือเฟือ สมาทานองค์แห่งผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร”  

 

หมวดที่เสนาสนปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับเสนาสนะ)

(๘) “อารัญญิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ห่างบ้านคนอย่างน้อย ๕๐๐ ชั่วธนู นั่นคือ ๒๕ เส้น คำสมาทานว่า “คามนฺตเสนาสนํ ปฏิกฺขิปามิ, อารญฺญิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดเสนาสนะชายบ้าน สมาทานองค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ห่างบ้านคนอย่างน้อย ๕๐๐ ชั่วธนู”  

(๙) “รุกขมูลิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร คำสมาทานว่า “ฉนฺนํ ปฏิกฺขิปามิ, รุกฺขมูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดที่มุงบัง สมาทานองค์แห่งผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร”  

(๑๐) “อัพโภกาสิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร คำสมาทานว่า “ฉนฺนญฺจ รุกฺขมูลญฺจ ปฏิกฺขิปามิ, อพฺโภกาสิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดที่มุงบังและโคนไม้ สมาทานองค์แห่งผู้ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร”  

(๑๑) “โสสานิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร คำสมาทานว่า “อสุสานํ ปฏิกฺขิปามิ, โสสานิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดที่มิใช่ป่าช้า สมาทานองค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร”  

(๑๒) “ยถาสันถติกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้ คำสมาทานว่า “เสนาสนโลลุปฺปํ ปฏิกฺขิปามิ, ยถาสนฺถติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดความอยากเอาแต่ใจในเสนาสนะสมาทานองค์แห่งผู้ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้”  

 

หมวดที่ วิริยปฏิสังยุตต์ (เกี่ยวกับความเพียร)

(๑๓) “เนสัชชิกังคะ” คือ องค์แห่งผู้ถือการนั่งเป็นวัตร นั่นคือ เว้นนอน อยู่ด้วยเพียง ๓ อิริยาบถ คำสมาทานว่า “เสยฺยํ ปฏิกฺขิปามิ, เนสชฺชิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้างดการนอน สมาทานองค์แห่งผู้ถือการนั่งเป็นวัตร”  

 

 

เพราะฉะนั้น กระบวนการคิดทั้งหมดในการเจริญภาวนากัมมัฏฐานนั้น จะกินเวลานานในแต่ละขั้นตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถ่ายทอดจากปากต่อปาก หรือบอกด้วยปาก ที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” หมายถึง การสวด สาธยาย บอกกล่าว เล่าเรียน สืบทอดกันมาด้วยปากต่อปากโดยตรง ไม่ใช้ตัวหนังสือ ถ้าผู้ปฏิบัติธรรมขาดคุณลักษณะของ “พาหุสัจจะ” (ความเป็นผู้คงแก่เรียน: ได้ยินได้ฟังมาก–ทรงจำไว้ได้–สาธยายคล่องปาก–เจนใจ–ขบได้ด้วยทฤษฎี) ไป การศึกษาพระธรรมก็จะล้มเหลว ไม่ก้าวหน้าขึ้นสู่ภูมิปัญญาขั้นสูงสุดโดยปรมัตถ์ได้ยาก การศึกษาค้นคว้า การจำแนกแจกธรรม ด้วยอุบายวิธีที่แยบคายในใจโดย “โยนิโสมนสิการ” คือ การคิดอย่างฉลาดถูกวิธี (ปฏิจจสมุปบาท ๑๒) จึงเป็นทักษะกระบวนการคิดในด่านแรกของการปฏิบัติธรรม ที่ต้องประกอบด้วยอำนาจพลังทั้ง (๑) ปัญญาในสมาธิ และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม–ปัญญาตรัสรู้” เข้าใจถึงข้อประพฤติปฏิบัติที่ทำให้เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้จริง นั้นคือ “สติปัฏฐาน ๔” ที่เป็น “เอกายนมรรค” ซึ่งหมายถึง “ทางอันเอก” คือ ข้อปฏิบัติอันประเสริฐที่จะนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความบริสุทธิ์หมดจด หมดความทุกข์ และ บรรลุนิพพาน นั่นคือ “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” และ “อินทรีย์ ๕” อันมี “อมตธรรม” (พระนิพพาน)  เป็นที่หมาย ในบรรดาทักษะกระบวนการคิดทั้งหลายในการปฏิบัติธรรมนั้น รู้จากท่านผู้รู้อื่นๆ ได้ แต่ต้องลงมือปฏิบัติเอง จึงจะเห็นผลทันตาในชาตินี้ เพราะเป็นการสร้างประสบการณ์และบารมีของตนโดยเฉพาะ “วิญญูชนพึงรู้ได้ด้วยตนเอง” ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกับ “พระอรหันต์–พระอริยสงฆ์” นามแค่ไหน (อนุตตริยะ ๖: ภาวะอันเยี่ยม ได้แก่ ๑. ทัสสนานุตตริยะ–การเห็นอันเยี่ยม ๒. สวนานุตตริยะ–การฟังอันเยี่ยม ๓. ลาภานุตตริยะ–ลาภหรือการได้อันเยี่ยม ๔. สิกขานุตตริยะ การศึกษาอันเยี่ยม ๕. ปาริจริยานุตตริยะ–การบำรุงอันเยี่ยม ๖. อนุสสตานุตตริยะ–การระลึกอันเยี่ยม) มีสิ่งที่ดีเยี่ยมเกิดขึ้นในชีวิตแล้ว ถ้าไม่ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ก็ไร้ค่าเสียการ “ฉิบหายเสียคุณอันใหญ่” คือ หมดโอกาสบรรลุ “โลกุตตรธรรม” ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะไม่ปรารภความเพียรอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่อง “อุปนิสัยของบุคคล” นั้นๆ

 

 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีจิตไม่หวั่นไหวฟุ้งซ่านและมีปัญญาที่ใฝ่กุศลเท่านั้น ถึงจะเกิดภาวะอันเยี่ยมหรือสิ่งที่ดีเยี่ยมในชีวิตได้ด้วยกำลังพลังของตน ที่เรียกว่า “อนุตตริยะ ๓” ดังนี้

 

“อนุตตริยะ ๓” หมายถึง ภาวะอันยอดเยี่ยม–สิ่งที่ยอดเยี่ยม ได้แก่

(๑) “ทัสสนานุตตริยะ” คือ การเห็นอันเยี่ยม ได้แก่ ปัญญาอันเห็นธรรม หรืออย่างสูงสุดคือ “การเห็นนิพพาน” 

(๒) “ปฏิปทานุตตริยะ” คือ การปฏิบัติอันเยี่ยม ได้แก่ การปฏิบัติธรรมที่เห็นแล้ว กล่าวให้ง่ายหมายเอา “อริยมรรคมีองค์ ๘” 

(๓) “วิมุตตานุตตริยะ” คือ การพ้นอันเยี่ยม ได้แก่ ความหลุดพ้นอันเป็นผลแห่งการปฏิบัตินั้น นั่นคือ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง หรือ “นิพพาน”

 

 

เมื่อบุคคลผู้เป็นกัลยาณปุถุชน (โสภณบุรษ) ถึงพร้อมดีแล้ว ย่อมปรารภความเพียรมุ่งมั่นในธรรมแห่ง “ปัญญา ๓” ดังนี้

 

“ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง ได้แก่  

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา, ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง

(๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ค้นคว้า วิจัย ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ”

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้นแล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม นั่นคือ “การเจริญภาวนากัมมัฏฐาน”

 

 

เมื่อภาวะที่ดีเยี่ยมก็เกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้น ในอันดับต่อไป คือ “การต่อยอดปัญญา” ให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นเช่นกัน มิฉะนั้น ปัญญาจะไม่แล่นเจริญพอกพูนงอกงาม ที่ทำให้เป็น “ปราชญ์ผู้รู้เจ้งแห่งมุนี” (สมณะ ถ้าไม่อยากเป็นก็อย่ามาบวช เกะกะทางเจริญของผู้อื่นเป็นกรรมด้วยอีกอย่างหนึ่ง) ได้ ที่เรียกว่า “โกศล ๓” ดังนี้

 

“โกศล ๓” หมายถึง ความฉลาด–ความเชี่ยวชาญ นั่นคือ ประกอบด้วย “สติสัมปชัญญะ” และ “โยนิโสมนสิการสัมปทา” ได้แก่ 

(๑) “อายโกศล” คือ ความฉลาดในความเจริญ ความรอบรู้ทางเจริญ และเหตุของความเจริญ  

(๒) “อปายโกศล” คือ ความฉลาดในความเสื่อม ความรอบรู้ทางเสื่อมและเหตุของความเสื่อม  

(๓) “อุปายโกศล” คือ ความฉลาดในอุบาย ความรอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์และวิธีที่จะทำให้สำเร็จ  

 

 

เพราะฉะนั้น เหตุปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวทั้ง ๓ ธรรม ข้างต้นนั้น (อนุตตริยะ ๓–ปัญญา ๓–โกศล ๓) คือ ดัชนีบ่งบอกความสำเร็จอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ที่เรียกว่า “ความตรัสรู้สัมโพธิญาณ” ที่ต้องมีกำลังที่เท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่งระหว่างปัญญา ๒ ประการ ได้แก่ (๑) “ปัญญาในสมาธิ” (ญาณทัสสนะ) กับ (๒) “ปัญญาในวิปัสสนา” (ญาณในวิปัสสนา) เปรียบเสมือนการเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกที่ต้องทำงานวิทยานิพนธ์ ไม่ใช่อ่านหนังสืออย่างเดียวจบ ซึ่งไม่แตกต่างจากคนอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน มีความรู้พอๆ กัน บางครั้ง ถ้าไม่รู้จักสำรวมตัวเอง ไปลองภูมิกับคนขับรถรับจ้างบางท่าน มี “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” สูง หงายหลังไม่เป็นท่า เพราะกระดูกปัญญาคนละเบอร์ เทียบกันไม่ได้ ฉะนั้น อาชีพไม่ใช่เกณฑ์วัดบอกภูมิความรู้ที่แน่นอน (บางทีอาจเป็นเทวดาแปรงร่างมาขับรถแท็กซี่ เพื่อมาช่วยมนุษย์ผู้ตกยากก็ได้ = กุศลธรรม–สุคติ แต่อย่าวางใจมาก ท่านอาจจะเจอมารกลายร่างมาเป็นโจรก็ได้เช่นกัน = อกุศลธรรม–ทุคติ) อย่างไรก็ตาม ใครว่าไปบวชเป็นพระแล้วสบาย ในความเป็นจริงยากกว่าสามัญปุถุชนทั่วไป ยิ่งสมองไม่ดี ไม่มีไหวพริบปฏิภาณ ยิ่งเร่งให้ไปลง “นรกอเวจี” ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นก่อนเวลาอันควร (วิปลาส ๔–ต้องอาบัติปาราชิกเร็วขึ้น เช่น เจอสะเด็ดน้องมาทำบุญของเก่าจากชาติก่อนมาทวงสัญญารักที่อธิษฐานร่วมกันในงานวัด –ความจริงเขาให้อธิษฐานไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี มีใจบริสุทธิ์ ไม่ใช่ให้สัญญารักต่อพระพุทธรูป เหมือนการสาบานตน “บาปหนัก” แล้วยังตามมาสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีก แค่เรื่องง่ายๆ ก็อธิษฐานผิด จิตก็ผิดคลาดเคลื่อนไปด้วย ไม่เข้าใจพุทธพจน์ที่ว่า “ที่ใดมีรัก–ที่นั่นมีทุกข์” บวชอยู่นั้นถูกแล้ว ถ้าสึกแล้วนั่นผิด บาปทั้งผู้สึกและผู้ไปชักชวนให้ลงนรกที่สมบูรณ์ด้วยสังสารทุกข์ต่อไป ชาวบ้านชาวดง ‘บ้านดอนบักแงว–โคกอีเดื่อย’ [ลิ้นจี้ลูกเล็ก–ผลไม้ของผู้มีบุญ มีรสเปรี้ยวพอๆ กับมะนาว] พากันกลัวและอายบาปมากจริงๆ และบอกว่า – “กรรมหนักทั้งคู่ ซวยทั้งคู่” กล่าวไม่ผิด ท่านทั้งหลายนั้น กล่าวถูกต้องแล้ว) เพราะฉะนั้น การศึกษาพระธรรม เป็นการใช้ปัญญาระดับนามธรรมขั้นสูง ถ้าไม่มีครูอาจารย์ที่ดี ก็ยิ่งลำบาก มีความผิดพลาดจากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ง่าย โดยเฉพาะอุปนิสัยที่ไม่ชอบการเรียนการศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คนที่มีโอกาสอยู่ใกล้พระอริยสงฆ์ได้นั้น ถือว่ามีโอกาสทองของชีวิตที่ได้ศึกษาอันเยี่ยม ได้ปฏิบัติอันเยี่ยม ที่สำคัญ มีกัลยาณมิตรผู้เป็นมิตรแท้ “ของแท้–ไม่ใช่ของปลอม” ส่วน “ผู้ด้อยวาสนามักจะเจอของปลอม เมื่อนานๆ เข้า ก็เข้าใจว่าเป็นของแท้” ข้อประเด็นนี้ มีให้เจอตัวอย่างในสังคมปัจจุบันมากมาย

  

 

ดังนั้น ผู้มีปัญญาถึงพร้อมดีแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นความแตกต่างระหว่าง “โลกียะ” กับ “โลกุตตระ” ได้เป็นอย่างดี ไม่ผิดเพี้ยนจากความจริง (อริยสัจจ์ ๔) การยึดมั่นถือมันในกุศลธรรม คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” นั้น เป็นเรื่อที่ถูกทางแห่ง “มัชฌิมาปฏิทา” ที่ถือเป็นวิธีหรือแนวทางให้บรรลุถึง “อริยะ–โลกุตตระ” (วิวัฏฏะ) ไม่เห็นดี ไม่เห็นงาม ใน “โลกียะ–วัฏฏะ” ทั้งที่เป็นบาปและบุญก็ตาม ยกมือขึ้นบายบ้าย เป็นความหมายว่าขอลาก่อนได้กับ “ทุกข์และสุขของโลกมนุษย์” (สังสารทุกข์แห่งภวจักร–โลกธรรม ๘) ไม่ต้องลังเลสงสัยกับเรื่องนี้อีก ให้เป็นการเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ ตั้งใจ มุ่งมั่น ลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย ไม่ต้องไปหาฤกษ์หายามอะไรอีกเลย ทำทุกอย่างให้ถึงพร้อมในปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตก็ย่อมเกิดผลดีที่สุดเช่นกัน (กฎแห่งกรรม: ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่ผิดแน่นอน) พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ชี้นำชีวิตให้ไปสู่ความเป็นอริยะ “พระอริยะ” (โสภณบุรุษ–อุดมบุรษ) ไม่ใช่ไปสู่โลกของพวกไอ้ป๋อง ไอ้ผาง สมเด็จลูกพระบาท คนพาล อะไรทำนองนั้นเสียเมื่อไหร่ แต่เปลี่ยน “ปุถุชน” ให้เป็น “อริยะ” คือ การก้าวไปสู่ “โลกุตตระ–โลกุตตรภูมิ” ด้วยธรรมวิเศษของพระพุทธองค์ทรงเห็นและค้นพบความจริงตาม “กฎธรรมชาติ” (Descriptive Natural Law) นั่นคือ “ยถาภูตญาณทัสสนะ” (ปัญญาหยั่งรู้ที่เห็นตามเป็นจริง) ที่ทำให้เกิด “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ไม่ใช่ “กฎประกาศิต” (Prescriptivism) ที่นึกจะพูดหรือสั่งอะไรก็ว่าไปถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ประกอบด้วยเหตุและผลที่เป็นจริงตามธรรมชาติ นั่นคือ “ถ้าไม่มีจริง ถ้าไม่เป็นจริง ตามธรรมชิตของภาวะเป็นจริง ‘สัจฉิกัตถะ–ปรมัตถะ’ ก็ไม่ใช่พระธรรมของพระพุทธเจ้า” ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงบังคับให้เชื่อในพระธรรมของพระองค์ง่ายๆ แบบเหมาเข่งปลาทูให้เชื่อ แต่ทดลองนำไปปฏิบัติดูด้วยตนเอง ไม่ใช่ใช้ให้คนอื่นทำให้ เพราะฉะนั้น เขตพรหมแดนระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ นั้น อยู่ที่ “จิตใจ–จิตวิญญาณ” ของบุคคลนั้นๆ ไม่ต้องไปหาหลักเขตอะไรที่ไหน มันอยู่ในใจของทุกคน กับสมองที่ประมวลออกมาด้วยปัญญา เท่านั้นนั่นเอง การจะเข้าไปให้ถึงเขตนั้น ต้องอาศัย “จิต” ที่ประกอบด้วย (๑) “สติสัมปชัญญะ” (จิตที่เป็นสมาธิ) เป็นสำคัญ และ (๒) “ทักษะกระบวนการคิด–โยนิโสมนสิการ” (จิตที่เป็นปัญญาญาณ) ที่เรียกว่า “ใช้จิตพิจารณาจิต เพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง” เพราะฉะนั้น การฟังธรรมมากๆ การได้สนทนาธรรมกับ สัตบุรุษ พระอริยสงฆ์ ย่อมทำให้เกิดปัญญาที่เห็นธรรมทั้งหลาย อย่างไร้ขอบเขตที่จะบรรลุความตรัสรู้ได้เหนือกาลเวลา อันเป็นคุณลักษณะยิ่งยวดของพระธรรมในพระพุทธศาสนา ไม่มีกฎเฉพาะกิจที่จะประกาศห้ามในขณะใด สมัยใด ไม่ให้ใคร “บรรลุพระอรหันต์” ถ้าบุคคลใดปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมทุกประการ ย่อมบรรลุคุณวิเศษได้ในพระศาสนานี้.

 

 

 

Visitor Number:
4874533