๘๕. ความหวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลาย

        Deviations form All Worldly States

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  1185

ความสำคัญของบทความ

 

ความตั้งมั่นในทางธรรม เรียกว่า “ฐิติ” ดังเช่น “ธัมมัฏฐิติญาณ” หมายถึง ปัญญาเห็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดธรรมหรือสภาวธรรมหนึ่งๆ ขึ้น เพราะธรรมที่เป็นอยู่หรือดำเนินอยู่อย่างแน่นอนเป็นธรรมดา นั่นคือ “เห็นการเกิดดับของธรรมทั้งหลายเป็นธรรมดา = ตถตา” หมายถึง ความเป็นอย่างนั้น ความเป็นเช่นนั้น ภาวะที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมันอย่างนั้นเอง คือ เป็นไปตามเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) และเกิดความหนักแน่นในธรรม มีความคงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวไปตามกระแสโลกธรรมทั้งหลาย เพราะเข้าใจดีลึกซึ้งใน “ธรรมฐิติ” คือ ความดำรงคงตัวแห่งธรรม ความตั้งอยู่แน่นอนแห่งกฎธรรมดา หรือ “ธรรมนิยาม ๓” คือ กำหนดแห่งธรรมดา ความเป็นไปอันแน่นอนโดยธรรมดา ได้แก่ (๑) สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง (๒) สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ (๓) ธรรมคือสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน ฉะนั้น ปัญญาเห็นธรรมตามเป็นจริงเหล่านี้ เรียกว่า “ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” หมายถึง ความรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาว่า: “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา” ในข้อความเหล่านี้ ดูเหมือนง่ายๆ เป็นสามัญธรรมดา แต่กลับไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไม่ได้ใช้เหตุผล เพราะความคิดนี้เป็นจุดหักเปลี่ยนหันเหของความสำเร็จระหว่าง (๑) โลกียภูมิ กับ (๒) โลกุตตรภูมิ เพราะเป็นเรื่อง “กฎธรรมชาติ” (Natural Law) อีกนักหนึ่ง พระอภิธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เกี่ยวข้องกับความเข้าใจ ความเห็นแจ้ง ในธรรมทั้งหลายตามความเป็นจริงที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ไม่ได้คล้อยตามความนึกคิดบัญญัติตามที่มนุษย์ตกลงกันสร้างขึ้นเป็นภาษาแห่งโลกสมมติ ความรู้ความเข้าใจตามศัพท์ทางโลกเป็นเรื่องของความหวั่นไหวตามเจตนาความรู้สึกแบบโลกๆ ที่กลุ้มรุมด้วยกิเลสตัณหา ส่วนความจริงในทางธรรมนั้น เป็นความหมายที่กำหนดไว้สูงสุดโดยปรมัตถ์ ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) ไม่ใช่ “สมมติสัจจะ” (Conventional Truths) เพราะฉะนั้น คำว่า “โลกธรรม–โลกียธรรม” นั้น จึงเป็นข้อที่ทางธรรมปฏิเสธที่จะให้ยึดมั่นถือมั่น เพราะ (๑) ไม่เที่ยง (๒) เป็นทุกข์ (๓) ไม่ใช่ตัวตน ฉะนั้น การฝึกฝนจิตของตนจนเข้าถึง “อุเบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” อย่างถูกต้องและถูกวิธี ย่อมทำให้เกิด (๑) ปัญญาในสมาธิ กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา ขึ้นพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้จริง คือ มีทั้ง “ญาณทัสสนะ” กับ “ญาณ” ด้วยเหตุนี้ ความเห็นถูกต้องจริงแท้แน่นอนตามกฎธรรมชาติโดยปรมัตถ์นั้น ย่อมทำให้บุคคลไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์แห่งกระแสโลกธรรม ที่กระทบผ่านเข้ามาในจิตทางอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ เกิดการรู้อย่างเท่าทันกิเลสตัณหาทั้งหลายที่จะเข้าให้จิตใจคิดปรุงแต่งเพื่อพอกพูนกิเลสยิ่งขึ้นไป การยึดมั่นขันธ์ทั้ง ๕ จึงเป็นทุกข์ ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์” ฉะนั้น ผู้ที่ได้เห็นธรรมมั่นคงแล้ว จึงไม่หวั่นไหวไปตามกระแสแห่งโลกธรรมทั้งหลายอีก นั่นเอง.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘๕ ประจำปี ๒๕๕๘ – ความหวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลาย

 

บุคคลผู้ปราศจากความไม่คลาดธรรม คือ วางตนเป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ไม่มีความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคำที่ดีร้าย ลาภสักการะ หรือ “อิฏฐารมณ์–อนิฏฐารมณ์” ใดๆ สถิตมั่นในธรรมทั้งส่วน “ยุติธรรม” คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี “นิติธรรม” คือ ระเบียบแบบแผนหลักการปกครองตนและผู้อื่น ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป ซึ่งเรียกว่า “อวิโรธนะ” ฉะนั้น การลงมือปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญภาวนา ทั้ง (๑) “สมถภาวนา” คือ สมาธิภาวนาที่ปฏิสังยุตด้วย “ธรรมสมาธิ” ได้แก่ ปราโมทย์–ปีติ–ปัสสัทธิ–สุข–สมาธิ อันทำให้เกิด “จิตตสมาธิ–เอกัคคตาแห่งจิต” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมุ่งมั่นให้บรรลุถึง “จตุตถฌาน: อุบกขา–เอกัคคตา” เมื่อจิตตั้งมันในธรรมทั้งหลายอย่างถูกต้องตามเป็นจริง ย่อมทำให้เกิด “อธิจิต–จิตอันยิ่ง” ที่สหรคตด้วย “สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” ภาวะแห่งจิตดังกล่าวนี้ เป็นจิตที่อยู่เหนือจิตในโลกียะ เพราะอยู่นอกเหนือการควบคุมของ “กิเลส” (กิเลสวัฏฏ์: อวิชชา ตัณหา อุปาทาน) ทั้งหลายที่จะทำให้เกิด “กรรม–กรรมภพ” (กรรมวัฏฏ์: สังขาร กรรมภพ) และ “ผลวิบาก” (วิปากวัฏฏ์: วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” ชาติ ชรา มรณะ รวมทั้ง โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส) ที่จะตามมาไม่สิ้นสุด ที่เรียกว่า “วัฏฏะ ๓” เมื่อมีปัญญาเห็น “วัฏฏะ ๓” แล้ว ย่อมพิจารณาอารมณ์กรรมฐานได้ถึง “ปัญญาเห็นธรรม–ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ” คือ มีปัญญาเห็นความเกิดดับของนามรูปโดยไตรลักษณ์ อันทำให้ไม่เกิดจิตวิปลาสวิปริตไปจากความเป็นจริง และเป็นการดับ “ธรรมทั้งลายที่ประกอบด้วยทิฏฐิ” (เพราะได้ลุถึงโสดาปัตติมรรค คือ เห็นแจ้งธรรมจักรแล้ว) ภาวะจิตดังกล่าวนี้ เรียกว่า “จิตประภัสสร” คือ จิตตามสภาพดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “ภวังคจิต” เป็นจิตที่ลุถึงได้ตั้งแต่การเกิดสมาธิในรูปฌานทั้ง ๔ ขั้น (เอกัคคตา) แต่ควรเป็นสมาธิในจตุตถฌานจิต ถ้าเป็นได้แค่ “ปฐมฌานจิต” ยังเป็นสมาธิที่ยังไม่บริสุทธิ์จริงจากกิเลสทั้งหลาย เพราะดับได้แค่นิวรณูปกิเลสทั้ง ๕ อย่าง เท่านั้น ยังไม่สามารถดับ “อวิวิชชา ๔–อวิชชา ๘” ได้อย่างสนิทจริง เป็นเพียงการข่มระงับไว้ในฌานเท่านั้น ยังไม่ใช่ปัญญาเห็นธรรมในอริยสัจจธรรม ซึ่งจะเกิดขึ้นจริงในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น คือ “มรรคสมาธิ–ปัญญาญาณ” หลักจากบรรลุ “วิปัสสนาญาณ ๙–วุฏฐานคามินีปฏิปทา” (กระบวนการทุบขันธ์ ๕ เพื่อให้เข้าถึงมัคคญาณแห่งอริยบุคคลทั้ง ๔) กับ (๒) “วิปัสสนาภาวนา” คือ วิปัสสนาญาณ ซึ่งหมายถึง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” โดยตรง ที่เกิดขึ้นในขณะนั่งสมาธิอย่างเป็นทางการ หรืออีกนัยหนึ่ง ที่เรียกว่า “อนุปุพพปฏิปทา” คือ ข้อประพฤติปฏิบัติที่ต้องทำอยู่บ่อยๆ “มนสิการกรรมฐาน” เพื่อเป็นการรักษาอารมณ์กรรมฐานให้ก้าวพัฒนาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากเดิม ได้แก่ อนุปัสสนา ๗ มหาวิปัสสนา ๑๘ การจำแนกอารมณ์ ๓๘ และ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ผู้ปฏิบัติที่บกพร่องในเรื่องนี้มักเกิดจากการไม่สำรวมอินทรีย์ (สติสังวร–อินทรียสังวร) ไม่ยึดมั่นปฏิบัติตามพระอนุสาสนีคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระสัตถุสาสน์) หรือถูกจิตตอุปกิเลสเข้าครอบงำ เพราะคิดว่าตนใหญ่เก่งกว่าพระอริยสาวกของตถาคนองค์อื่นๆ เลยได้ดีทางชั่ว “วิบัติ ๔: ศีลวิบัติ–อาจารวิบัติ–ทิฏฐิวิบัติ–อาชีววิบัติ”แถมด้วย “วิปลาส ๔: สัญญาวิปลาส–จิตตวิปลาส–ทิฏฐิวิปลาส–และ เห็นไม่เที่ยงว่าเที่ยง–เห็นทุกข์ว่าสุข–เห็นไม่ใช่ตัวตนว่าตัวตน–เห็นไม่งามว่างาม”

 

 

ฉะนั้น จิตที่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งหลายนั้น เพราะจิตไม่เป็นสมาธิ เป็นจิตที่สกปรกมีปฏิกูลเจือปนอยู่ ไม่สะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริงจาก “กิเลสทั้งหลาย” หรือ “อกุศลมูลทั้งหลาย–อกุศลธรรมทั้งหลาย” นั่นคือ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย ไม่วางตนเป็นกลางในอารมณ์ที่ไหลเข้ามากระทบอินทรีย์ทั้ง ๖ (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ) อารมณ์อะไรมากระทบอินทรีย์ ก็รู้ไม่เท่าทันถึงเหตุปัจจัยในอารมณ์นั้น คือ ไม่ได้มนสิการกรรมฐานให้เป็นกิจวัตร เป็นอาจินต์ เป็นเสมอสืบเนื่องอยู่เนืองๆ กล่าวโดยสรุป คือ “เกิดความประมาท” นั่นคือ (๑) ประมาทในศีล คือ ทุศีล (๒) ประมาทในสมาธิ คือ จิตสกปรก (๓) ประมาทในปัญญา คือ คิดชั่วๆ แต่ให้หนักหน่อย คือ (๔) ประมาทในพระรัตนตรัย และที่น่ากลัวอย่างเป็นอันตรายต่อการรักษาพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ คือ ความประมาทในพระสัตถุสาสน์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วยังทะลึ่งว่าตนเป็นแทนแห่งองค์ธรรมเสียอีก คือ หลอกทั้งตัวเองและผู้อื่น คือ ขาดปัญญาที่จะสืบทอดพระศาสนาในทางที่ถูกต้องได้ เพราะไม่รู้ถึงแก่นพระศาสนาอย่างแท้จริง ตนเองก็ปฏิบัติไม่ได้ ก็เลยคิดเอาเองว่า คนก็ไม่น่าปฏิบัติได้ แถบยังไม่ย่อมรับว่า ตนเองโง่กว่าคนอื่น แถบอีก ยังเสียอกเสียใจที่เห็นคนอื่นได้ดี (อรติ) ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทานั้น แยกจำแนกออกเป็น ๒ หมวด ดังนี้

 

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘” คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ

(๑) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ความไม่ติดพัน เป็นอิสระ มิใช่เพื่อความกำหนัดย้อมใจ หรือเสริมความติดใคร่

(๒) “วิสังโยค” คือ ความหมดเครื่องผูกรัด ความไม่ประกอบทุกข์ มิใช่เพื่อผูกรัด หรือประกอบทุกข์

(๓) “อปจยะ” คือ ความไม่พอกพูนกิเลส มิใช่เพื่อพอกพูนกิเลส

(๔) “อัปปิจฉตา” คือ ความอยากอันน้อย ความมักน้อย มิใช่เพื่อความอยากอันใหญ่, ความมักใหญ่ หรือมักมากอยากใหญ่

(๕) “สันตุฏฐี” คือ ความสันโดษ มิใช่เพื่อความไม่สันโดษ

(๖) “ปวิเวก” คือ ความสงัด มิใช่เพื่อความคลุกคลีอยู่ในหมู่

(๗) “วิริยารัมภะ” คือ การประกอบความเพียร มิใช่เพื่อความเกียจคร้าน

(๘) “สุภรตา” คือ ความเลี้ยงง่าย มิใช่เพื่อความเลี้ยงยาก

ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา หมวดนี้ตรัสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี

 

 

“ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๗” คือ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อ

(๑) “เอกันตนิพพิทา” คือ ความหน่ายสิ้นเชิง ไม่หลงใหลเคลิบเคลิ้ม

(๒) “วิราคะ” คือ ความคลายกำหนัด ไม่ยึดติดรัดตัว เป็นอิสระ

(๓) “นิโรธ” คือ ความดับ หมดกิเลสหมดทุกข์

(๔) “อภิญญา” คือ ความรู้ยิ่ง ความรู้ชัด  

(๖) “สัมโพธะ” คือ ความตรัสรู้  

(๗) “นิพพาน” คือ นิพพาน  

ธรรมเหล่านี้ พึงรู้ว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุสาสน์ คือคำสอนของพระศาสดา หมวดนี้ตรัสแก่พระอุบาลี

 

 

เพราะฉะนั้น พุทธบริษัททั้งหลาย สาธุชนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็อย่าหลงประเด็นเดินออกนอกลู่นอกทางในการปฏิบัติธรรมตามพระสัตถุสาสน์ของพระศาสดาก็แล้วกัน ถ้าไปพบไปเจอพวกปฏิบัติอยู่ในลัทธินอกพระพุทธศาสนา จะได้มีเกณฑ์พิจารณาตัดสิน พวกจิตวิปลาส พวกมนุษย์วิบัติ ในพระพุทธศาสนา แถมพวกเราเองนี้ ยังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้พวกเหล่านี้เกาะกินทำลายพระศาสนา เพราะผู้ให้ทานก็โง่ ผู้รับทานก็โง่ และยัง “อวิชชา” ทั้ง ๒ ฝ่าย ก็กลายเป็นการพอกพูนในทางเสื่อมต่อไป “พอกพูนกิเลส” แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งลงไปอีกระดับหนึ่ง การประกอบอาชีพในสังคมสมัยใหม่ จะประกอบด้วยเหตุปัจจัยที่นำไปสู่ “อบายภูมิ ๔” หมายถึง คุณภาพชีวิตที่ตกอยู่ในทุคติมากกว่าสุคติ นั่นคือ จะกินจะอยู่ก็เป็นสังสารทุกข์ตลอดเวลา หรือ ภาวะหรือที่อันปราศจากความเจริญ ไม่มีปัญญาที่เห็นทางพ้นกองทุกข์ได้ ได้แก่

(๑) “นิรยะ” คือ พวกอยู่ในสภาวะไม่มีความสุขความเจริญ หรือภาวะเร่าร้อนกระวนกระวาย  

(๒) “ติรัจฉานโยนิ” คือ พวกมืดมัวโง่เขลา ไม่มีศีลธรรม มีเบียดเบียนกัน สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก

(๓) “ปิตติวิสัย” คือ พวกอยู่ในภูมิแห่งผู้หิวกระหายไร้สุขแย่งส่วนบุญกันไม่มีเมตตาปราณี

(๔) “อสุรกาย” คือ พวกหวาดหวั่นไร้ความรื่นเริงเพราะมีจิตเศร้าหมองขุ่นมัว พวกจิตเป็นปีศาจ

 

 

ฉะนั้น จิตที่เกิดอุบัติในการอาวาหะวิวาหะ คือ การแต่งงานระหว่าง “นรก” กับ “อสุรกาย” นั้น ย่อมเป็นจิตของพวกปุถุชนทั่วไป ผู้ไม่ประกอบด้วย “วิชชาและจรณะ” แต่ประกอบด้วย “ติรัจฉานวิชากับผิดจริยธรรม” และย่อมเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วย “แรงกดดันแห่งการแข่งขัน” (Higher Pressure of Competitiveness) และกดดันดังกล่าวนี้ ย่อมเป็นแรงผลักดัน บีบรัด กระตุ้น เร่งเร้า กระสัน กำหนัด เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยมิจฉาอาชีพ เพราะฉะนั้น พวกที่ร่ำรวยในสังคมสมัยใหม่ จึงเป็นพวกต้องคิดชั่วทำชั่วได้ คือ แข็งแรงกว่าสัตว์ทั้งหลายด้วยกัน จึงจะชนะ คือ ต้องสู้ถึงจะชนะได้ ถ้าจะชนะก็ต้องแข็งแรงกว่าผู้อื่น เหมือนพวกสัตว์ติรัจฉานที่แกร่งแย่งกัน จึงดำรงชีวิตอยู่ได้ ยิ่งมีการศึกษาสูง (ดิรัจฉานวิชา) ยิ่งคิดแบบชั่วอย่างเยี่ยมและประสบความสำเร็จได้ดีกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้น สังคมโลกจึงเดือดร้อนกันทั่วหน้า มีพวกนิสัยคนขับสามล้อมากขึ้น คือ “ให้ห้าบาทจะขอสิบบาท” มีมากขึ้น “ให้ไม่รู้จักพอ” หรือ “ถมไม่รู้จักเต็ม” (ฉันทราคะ) คือ ความพอใจติดใคร่ ความชอบใจจนติด ความอยากที่แรงขึ้นเป็นความติด คือ มีสันดานอยากได้ของคนอื่นด้วยไม่ควร รุกรามเป็น “ขี้กลากซัว” (ขี้กลากดอกหมากชอบเกิดในคนชั้นสูงตามแนว “พงศวดารอีสาน” [Isn’t Chronicles] มักขึ้นไม่จบสิ้น ไม่เลิกรา รุกรามไปเรื่อย ทายาขี้กลากขนานใด อย่างไงก็ไม่หาย  แม้ถึงขั้น “ต้มซี” ก็ทาไม่หาย จึงจัดอยู่ในโรคกรรมโรคเวรของคนทุกชั้นก็ได้ แต่พวกผีบ้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ คือ ไม่ใช่ชื่อต้นโพธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงนั่งตรัสรู้ที่ประเทศอินเดีย แต่เป็นชื่อต้นโพธิ์สำหรับพวกเป็นบ้าเป็นโรคจิตต้องเข้ารักษาที่จังหวัดอุบลราชธานี โรคพยาบาลบ้ามักขึ้นต้นด้วยคำว่า “ศรี” เช่น ศรีธัญญา เป็นต้น แต่ “พิธีบายศรีสู่ขวัญ” ก็มักเกี่ยวข้องกับ อาการทางจิต คือ เรียก “ขวัญ” อันเป็นจิตวิญญาณให้กลับเข้าสู่ร่างให้เป็นไปตามปกติของยถากรรมของตน แต่ “พิธีลงนะจังนัง” นั้น น่าจะเป็นการไล่ขวัญให้หนีกระเจิงมากกว่าการรักษาให้มีสติสัมปชัญญะ เพราะอาวุธเครื่องมือที่ใช้ในพิธีไปเกี่ยวข้องกับศวลึงค์ หรือ ปลัดขิกน้อยอะไรทนองนั้น ไม่ใช่พวกปลัดตามกระทรวงทบวงกรมอะไรทั้งใส่ อย่างนั้นยิ่งอันตรายเพราะเป็นคนจริงๆ เป็นสบประมาทท่านไปอีก ไม่ขอแนะนำให้เข้าพิธีปัญญาอ่อนประเภทนี้ อันตรายมาก เพราะเป็น “พิธีทางไสยาศาสตร์” เหมาะกับอันธพาลปุถุชนมากกว่า ไม่ใช่ผู้ที่เจริญแล้ว ถึงจะได้ผลจริงก็ตาม อริยชนไม่พึงกระทำเช่นนั้น เพราะขัดต่อพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ถ้าอยากลงนะจังนัง ไม่ให้เกิดนะจังหนับ ใช้ยาหม่องสมุนไพรแรงๆเอาไปทา ดีกว่ากันเยอะเลย เทวดาผู้ทรงศีลจะได้ไม่ติเตียน ถาแล้วถู ถูแล้วทา หรือนวดด้วย เลือดลมวิ่งดีขึ้น จะได้คลายโง่ลง ดีกกว่ากันเยอะเลย ถ้านึกอะไรไม่ออก ให้ทายาหม่องที่ขมับไว้ก่อนอีก เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองให้เพียงพอไว้ก่อน ไม่หลงๆ ลืมๆ เป็น อัลไซเมอร์–Alzheimer เพราะเลือกไม่มีอาหารไปเลี้ยงสมองเพียงพอ คือ ขาดสารอาหารที่มีคุณภาพ แต่ถ้าเลือกมีน้ำตาลสูงมาก  โบราณว่าให้กินน้ำมะนาวกับโซดาบ่อยๆ ช่วยได้  จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้เกิดจากเหตุปัจจัย ขี้กลากซัว พาไปแท้ๆ) พวกที่ทำมาหากินในสังคมปัจจุบันนั้น จึงเป็นพวกที่เดือดร้อนมาก เพราะกว่าจะได้เงินทองต้องอดทนขยันจริงๆ เพราะคู่แข่งมันก็มากขึ้น เลยอาจจะเกิดความรู้สึกว่า “คนซื่อสัตย์คือคนโง่” และในทำนองเดียวกัน “พวกคนฉ้อโกงคือคนฉลาด” เพราะมีไหวพริบ มีปฏิภาณ มีเล่ห์อุบายที่แยบยล ที่จะใช้หลอกเหยื่อให้มาติดกับดักได้ มันก็เลยเหมือนกับว่า: “ยิ่งมีความรู้ทางโลกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนโกงได้มากเท่านั้น” แล้วยังมีปัจจัยทางสังคมเป็นตัวแปรที่ทำให้พฤติกรรมและจิตใจของคนเปลี่ยนไป เพราะสังคมมีคนชั่วมากขึ้นทุกระดับ คนดีจะหนีเข้าป่าก็ยิ่งยากขึ้น เพราะป่ามันหมดแล้ว ภูเขาก็เป็นภูหัวโล้น ร้อนตับแตก สรุปถ้าไปบวชเป็นพระก็หาป่าเดินธุดงค์ได้ยากเช่นกัน ทุกคนบนโลกใบนี้จะต้องปรับตัวให้เข้าความเปลี่ยนแปลงให้ได้ตามความเหมาะสม โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความดีทั้งหลายและมีจิตใจที่งดงาม อันเป็นปัจจัยที่ถึงพร้อมในการปฏิบัติธรรมได้ดี ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสแห่งโลกียะ เป็นหลักที่ตั้งมั่นไม่เปลี่ยนไปตามกระแสสังคมที่พวกโง่ๆ ชักนำพากันไปโดยวิปริต “ไม่มีสติสัมปชัญญะ” (สิ้นคิด–หมาเอาความคิดไปกินหมด)

 

 

ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บรรดาเหล่า ความนึกคิด ปัญญาความรู้ และ เทคโนโลยี ทั้งหลาย ก็เปลี่ยนแปลงเจริญก้าวหน้าข้ามยุคเช่นกัน ส่วนพวกที่ถูกกดขี่เหมือนเดิม คือ พวกเกษตรกร พวกทำนาทำไร่ ทำปศุสัตว์ เป็นต้น เพราะไม่สามารถรวมกันเป็นองค์กรธุรกิจข้ามชาติได้ เป็นพวกที่อยู่อย่างไร้อนาคต เพราะเป็นพวกจนไม่รู้จักเข็ดหลาบจำ หรือเป็นพวกล่าหลังในสังคม ที่ถูกหลอกให้รอความเมตตาจากสังคม ก็น่าจะเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ ไป พระพุทธศาสนาสอนให้ทุกคนพึงตนเองก่อน ไม่ให้หวังพึ่งใคร ไม่ว่ามนุษย์หรือเทวดาก็ตาม ด้วยปัญญาว่า: “ตนเป็นพึ่งแห่งตน” และยังสอนให้รู้จักใน คำว่า “สามัคคีธรรม” คือ การอยู่ร่วมเป็นหมู่คณะ เพราะทำให้มีอำนาจต่อรองสูงกับกลุ่มอื่นที่จะเข้ากดขี่ขูดรีดเอาเปรียบ เช่น การเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่ถูกต้อง ไม่โง่ให้ใครเข้ามาหลอกเอาเงินไปกินเปล่า การสังเคราะห์กันและกัน จนถึงระบบสังคมทั้งหมด จึงเรื่องของ “สังคมอุดมปัญญา” ที่ดูแลกัน ดังนี้

 

 

“สังคหวัตถุ ๔” หมายถึง ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือ ยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี หรือ หลักการสงเคราะห์ ได้แก่

(๑) “ทาน” คือ การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน ตามนัยนี้ไม่ได้เพียงแค่ให้บริจาคทรัพย์สินอย่างเดียว ต้องรวมปัญญาไปด้วย

(๒) “ปิยวาจา–เปยยวัชชะ” คือ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือ วาจาซาบซึ้งใจ คือ กล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวาน สมานสามัคคี ให้เกิดไมตรี และ ความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี นั่นคือ ไม่ทำตัวเป็นพวกปากหมา (ปิสุณาวาจา) พูดจาเสียดสีคนอื่น พูดส่อเสียด กลัวคนอื่นได้ดีกว่าตน

(๓) “อัตถจริยา” คือ การประพฤติประโยชน์ นั่นคือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึง ช่วยแก้ไข ปรับปรุง ส่งเสริม ในทางจริยธรรม

(๔) “สมานัตตตา” คือ ความมีตนเสมอ นั่นคือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี

 

 

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงสอนให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปราศจากความคิดที่ อยากได้ของคนอื่น มุ่งร้ายต่อกัน หรือ เบียดเบียนกัน เพื่อทำวิปฏิสารความเดือดร้อนกันทั้งสังคม นั่นคือ กำจัดพวกคนชั่วออกไปจากสังคมให้มากที่สุดด้วยอำนาจทางกฎหมายของบ้านเมือง ส่วนทางศาสนาไม่ใช่จะเมตตาคนชั่วจนเกิดอาการเสียธรรม ต้องเข้าใจให้เป็นอย่างดีเยี่ยมในเรื่อง “กัมมัสสกตา” (สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน) พวกที่ทำให้ตนให้เสียธรรม คือ พวกขาดสติ ไม่มีปัญญาเพียงพอ ในการพิจารณาธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “พวกหลงบุญ” (โลภประโยชน์ในทางเบียดเบียนคนอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น สร้างวัดเขียนชื่อโคตรเต็มศาลาวัดไปหมด หม้อ โถส้วม ประตูเมรุ ไม่เว้นแม้แต่ของศักดิ์สิทธิ์ คือ ฐานพระพุทธรูป สงสัยพวกให้เขียนและพวกเขียนมันจะบ้าเสียสติไปแล้ว) เพราะฉะนั้น “ความทุกข์กาย–ความทุกข์ใจ–ความเดือดร้อนทางสังคม” ทั้งหลายนั้น เป็นปัจจัยให้คนทำตัวห่างจากพระศาสนากันมากขึ้น ที่น่าสังเกตเพิ่มเติม คือ พวกมารศาสนาขอบริจาคเงินทำบุญผ่านสำนักงานกองผ้าป่าในแต่ละสายคณะ เพราะเป็นไปกิเลสของฝ่ายสงฆ์อันไม่สมควรก็มีเหมือนกัน จนบางสถานที่หน่วยงานขึ้นป้ายไม่ให้เรี่ยไรของบริจาคเกินความจำเป็น หรือใช้ไม้กวาดฟาดหัวไม่ให้เข้ามาเรี่ยไรก็มีเหมือนกัน การเรี่ยไรบริจาคทานจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ทำให้พวกมิจฉาชีพหรือโจรปรับตัวเป็นนักบุญมาขอบริจาค ทุกคนในสังคมต้องเอาใจใส่เช่นกัน เพราะพวกมารศาสนามีมากขึ้นในสังคม แถมยังมีอยู่ในทุกระดับชั้น จะปล่อยให้พระเพียงฝ่ายเดียวดูแลตามลำพัง พระท่านก็สู้อำนาจมืดไม่ไหวเช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของเหล่าบรรดา “พุทธบริษัททั้งหลาย” และสาธุชนทั้งหลายต้องให้ความเอาใจใส่อย่างทั่วถึง รวมทั้งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบด้านศาสนาโดยตรง มิฉะนั้น เหตุปัจจัยเหล่านี้ จะนำมาซึ่ง ความฉิบหาย ๑ ความหายนะ ๑ ความวิบัติ ๑ ความอัปรีย์ ๑ ให้เกิดขึ้นในสังคม

 

 

อนึ่ง พุทธศาสนิกทั้งหลายก็พึงสังวรระวังถึงผลวิบากในความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้พวกคนโง่บางกลุ่มใช้เป็นประโยชน์ในการแสวงหาทรัพย์สินได้ตลอดเวลา การไม่ใช้ปัญญาพิจารณาถึงเหตุและผลที่จะเกิดขึ้น คือ “ความเดือดร้อน” จึงไม่ใช่วิสัยของผู้นับถือพระพุทธศาสนาเลย เพราะเป็นพวกไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองด้วยวิจารณญาณ เพราะเป็นพวกสิ้นคิดในทางกุศล ย่อมเป็นพวกที่หมดโอกาสที่จะได้บรรลุถึง “โลกุตตรธรรม” อยู่แล้ว การซึมซับเอาสิ่งอัปมงคลเข้ามาในชีวิตตลอดเวลาด้วยความไม่ระวังตน ย่อมเห็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมนั้น กลายเป็นเรื่องปกติของชาวโลกได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะเลือกอยู่กับมัน ความชั่วร้ายทั้งหลาย หรือจะหนีจากมัน ความชั่วร้ายทั้งหลาย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ทางให้เลือกไปแสวงหาสัปปายะมากกว่า เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะไปละเลงกับสิ่งอโคจรทั้งหลาย อันไม่เอื้อต่อการเจริญภาวนากรรมฐาน ถ้ากำลังไม่แข็งแรงพอจริงๆ จะไปต่อสู้กับพวกชั่วนั้น ไม่มีทางชนะ มีแต่จะ “เสียธรรม–เสื่อมธรรม” เพราะยังมีปัญญาไม่แตกฉานจริง  มีฤทธิ์หรือแสดงปาฏิหาริย์ได้ไม่เพียงพอที่จะต่อต้านอำนาจมืดของพวกอบายภูมิทั้ง ๔ คติ เหล่านั้นได้จริง เบอร์กระดูกยังไม่ขั้นถึงพวกมาร สำหรับคำว่า “มาร” (อุปสรรค) นั้น ควรทำให้เห็นแจ้งจริงๆ คำๆ นี้ นำมาใช้ในเชิงปรัชญาหรือการอุปมาอุปมัยมากกว่า เพราะถ้าศึกษาให้ถึงแก่นแท้ของความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์แล้ว ย่อมทำให้เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ได้เช่นกัน ไม่ใช่เมื่อได้ยินคำๆ นี้ แล้วไปสร้างภาพขึ้น พวกปีศาจ พวกมารร้าย โจร อะไรทำนองนั้น แต่ในทางธรรมนั้น คือ “มาร ๕” ดังนี้

 

 

“มาร ๕” หมายถึง สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากคุณความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ สิ่งที่ล้างผลาญคุณความดี ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางบุคคลมิให้บรรลุผลสำเร็จอันดีงาม ได้แก่

(๑) “กิเลสมาร” คือ มารคือกิเลส กิเลสเป็นมารเพราะเป็นตัวกำจัดและขัดขวางความดี ทำให้สัตว์ประสบความพินาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในความเป็นจริง ก็คือ “พื้นจิตตสันดานของตน” ที่สั่งสมมาจากอคีตทั้งในชาติที่ผ่านมาและชาติปัจจุบัน

(๒) “ขันธมาร” คือ มารคือเบญจขันธ์ นั่นคือ “ขันธ์ ๕ เป็นมาร” เพราะเป็นสภาพอันปัจจัยปรุงแต่ง มีความขัดแย้งกันเองอยู่ภายใน ไม่มั่นคงทนนาน เป็นภาระในการบริหาร ทั้งแปรปรวนเสื่อมโทรมไป เพราะ ชรา–พยาธิ–มรณะ พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส ล้วนรอนโอกาสมิให้บุคคลทำกิจหน้าที่ หรือบำเพ็ญคุณความดีได้เต็มปรารถนาอย่างแรง อาจถึงกับพรากโอกาสนั้นโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ภาวะร่างกายและจิตใจที่เป็นเพียง “สังขตธรรม” คือ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เพราะมีความเกิดขึ้น ปรากฏ ๑ มีความดับสลาย ปรากฏ ๑ เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรากฏ ๑  

(๓) “อภิสังขารมาร” คือ มารคืออภิสังขาร อภิสังขารเป็นมาร เพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม นำให้เกิด ชรา–พยาธิ–มรณะ พร้อมด้วย โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เข้ามาขัดขวางมิให้หลุดพ้นไปจากสังสารทุกข์ (วัฏฏะ ๓) นั่นคือ จิตที่ถูกกลุ้มรุมครอบงำด้วยกิเลสแห่งอกุศลทั้งหลาย ทางทำความชั่ว กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ หรือทุคติ นั่นคือ “อกุศลกรรมบถ ๑๐” ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ มโนทุจริต ๓

(๔) “เทวปุตตมาร” คือ มารคือเทพบุตร เทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งชั้นกามาวจรตนหนึ่ง ชื่อว่า “มาร” เพราะเป็นนิมิตแห่งความขัดข้อง คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งบุคคลไว้ มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงในกามสุขไม่หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ นั่นคือ “ความไม่มีสติสัมปชัญญะ” ฉะนั้น ผู้ที่ระลึกคิดเองได้ย่อมไม่ปัจจัยภายนอกเข้ามาครอบงำจิตและปัญญาของตนได้

(๕) “มัจจุมาร” คือ มารคือความตาย ความตายเป็นมาร เพราะเป็นตัวการตัดโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในคุณความดีทั้งหลาย นั่นคือ “ความเสื่อมแห่งรูปอินทรีย์” ซึ่งหมายถึง “มหาภูตรูป ๔” ที่มาประกอบรวมกันขึ้นตามเหตุปัจจัย และดำเนินอยู่ในภาวะที่เสื่อมสลายลงไปตามวาระ ที่เหตุปัจจัยทั้งหลายที่มารวมกัน นั่นคือ เมื่อใดที่สภาวธรรมนั้นเกิดอุบัติขึ้น สภาวธรรมนั้นย่อมเสื่อมสลายดับไปตามกาลแห่งตน ไม่มียั่งยืน ไม่มั่นคงถาวร ไม่มีตัวตนแท้จริง ฉะนั้น รูปธรรมทั้งหลายในร่างกายจึงเกาะกลุ่มกันเกิดขึ้นจนถึงที่สุดแล้วก็เสื่อมดับไปเป็นธรรมดา ที่เรียกว่า “ความตาย–มรณภาพ”

 

 

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่า “มาร ๕” นั้น จึงเป็นหน่วยรวมทั้ง “การเกิดและการดับ” ไว้ด้วยกัน อย่างมีเงื่อนไขที่สัมพันธ์ต่อกันและกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นไปตามเจตนาของผู้เป็นเจ้าของแห่งขันธ์ทั้ง ๕ นั้น เพราะเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจเลือกที่จะให้เกิดและดับเองตามธรรมชาติ แต่ในขณะดำรงอยู่ ก็ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสั่งการหรือบัญชาใดๆ จนถึงการดับสิ้นไป เลือกเกิดได้ แต่บังคับเหตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้เลย นั่นคือ มนุษย์กำหนดแดนเกิดได้ด้วยจิตของตนตามภวจักรเท่านั้น (โลกียภูมิ) ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ตนกระทำลงไป (กฎแห่งกรรม) แต่จะละทิ้งจากภพภูมิแห่งโลกียะเหล่านี้ได้ ต้องเจริญภาวนากรรมฐานเท่านั้นในขณะที่อยู่ในภูมิแห่งความเป็นมนุษย์ ไปตกอยู่ในอบายภูมิคติใดๆ ก็ยิ่งไม่ได้ (ไม่ปรากฏว่ามีแมวนั่งกรรมฐานจนบรรลุธรรมได้ หรือมีสิงโตบรรลุโสดาบันในสวนสัตว์เขาดิน เป็นต้น) หรือตายไปแล้วจะข้ามไปเป็นรูปาวจรภูมิหรืออรูปาวจรภูมิสูงแค่ไหน ก็ไม่ได้เช่นกัน ต้องเป็นเพียง “มนุษย์–มนุษยโลก” เท่านั้น ถึงจะพัฒนาตนให้บรรลุถึง “โลกุตตรภูมิ” ได้จริง ฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เร่งสร้างบุญบารมีในภพชาติที่เป็นมนุษย์นี้เท่านั้น ที่จะสามารถบรรลุความตรัสรู้สัมโพธิญาณได้ “อย่าประมาทชีวิต” จงจังประโยชน์ของตนให้ถึงที่สุดให้ได้ ในสารประโยชน์ข้อนี้ ผู้ที่มีโอกาสเจอพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ยังประมาทไม่ถือโอกาสปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ย่อม “ฉิบหายเสียคุณอันใหญ่ที่จะได้บรรลุถึงโลกุตตรธรรมได้” และประการสำคัญผู้คนข้างหลังไม่มีใครมาเสียใจอะไรด้วยเลย เพราะเรื่องนี้ “มันเป็นเรื่องของใครของมัน–กัมมัสสกตา” คือ เป็นเรื่องกรรมของสัตว์โลก นั่นเอง แล้วท่านทั้งหลายจะไปรอหาพระแสดาบอะไรกันอีก เวลามันจะหมดแล้ว เพราะพวกมารทั้ง ๕ ไม่เคยหยุดงานแม้แต่วินาทีเดียว การมีลมหายใจอยู่ทุกเสียววินาที ก็เท่ากับ คนเราอยู่กับพวกมารตลอดเวลาทุกลมหายใจ ให้ใช้สมองคิด อย่าใช้ส้นตีนไปคิดแทนสมอง มันคนละเรื่องกัน เพราะฉะนั้น สังคมที่ใช้ส้นตีนคิดแทนสมอง จึงเป็นสังคมล้าหลังในสังคมโลก อย่างเช่น สังคมที่ผู้เรียนจบระดับปริญญาเอกที่สำเร็จการศึกษาแบบไม่รู้เรื่อง เมื่อจบมามักเรียกว่า “ด็อกเตอร์ขี้กลาก” พอกลับมาทำงานไม่มีปัญญาในการแก้ปัญหาเพราะไม่มีสมองจริง จึงเรียกว่า “ด็อกเตอร์ส้นตีน” ที่โชคร้ายที่สุดกลับทำตัวชักนำสังคมไปสู่ “ยุคสังคมส้นตีน” สนุกสนามกันใหญ่ในการใช้ส้นตีนคิดแทนสมอง คือ มีการเรียนรู้การใช้ส้นตีนคิดแทนสมอง แทนที่จะกลายเป็น “สังคมอุดมปัญญา” (Knowledge–Based Society) แต่กลับเป็น “สังคมอุดมส้นตีน” (Heel–Based Society ซึ่งไม่ได้เกิดจากการกินต้มยำส้นตีนไก่ เพราะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อกัน แต่คงไม่มี “โรงเรียนส้นตีน” เกิดขึ้นในสังคมเรา แต่ถ้าเป็นวัดก็นิมนต์ท่านคิดเอาเองก็แล้วกัน) เรื่องปัญญานี้ พระพุทธศาสนาต่างสอนให้คนในสังคมหันมาสนใจกันอย่างจริงจังให้ทันยุค “สังคมอุดมปัญญา” ซึ่งเป็นเรื่องสาระสำคัญของพระธรรมในพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่คนพุทธกลับไม่ค่อยสนใจกัน กลับไปคิดว่าเป็นเรื่องของพระ กลับหันไปใส่ใจเรื่องการเป็นดารานักร้องเพื่อลืมความทุกข์เสียอย่างนั้น กลับกลายเป็น “สังคมที่ขาดผู้นำทางปัญญาและจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ” (คนมีหน้าที่รับผิดชอบต้องทำในเรื่องนี้กลับไม่สนใจ เช่น ครู และ พระสงฆ์) 

 

 

ฉะนั้น ความมุ่งมั่นในการแสวงหา “ความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยทรัพย์สิน” นั้น ไม่ใช่ทางแห่งความสำเร็จของชีวิตเพียงทางเดียว แต่คำว่า “ปัญญา” (Wisdom) เป็นเรื่องใหญ่ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกและทางธรรมก็ตาม ถ้าเป็นสังคมชนบท คนไทยก็ไม่ได้ขาดแคลนปัญญา ที่เรียกว่า “ปราชญ์แห่งภูมิปัญญาชาวบ้าน” แต่พวกฝรั่งมันมาสอนให้ดูถูกปัญญาส่วนนี้ของสังคม กลับไปสรรเสริญ “ปัญญาเดรัจฉาน–ดิรัจฉานวิชา” ของพวกตะวันตกว่าเป็นของดี “ไม้กระดานใน ๑ แผ่น เราไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งแผ่น แต่ต้องเลือกใช้ส่วนที่เป็นประโยชน์เท่านั้น” ฉะนั้น “ชนชาติที่เกลียดกำพืดตนเอง มันก็เหมือนพวกผีบ้าไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นบ้า” เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเข้าใจว่า “ตัวเราก็คือตัวเรา จะไปเหมือนคนอื่น มันเป็นไปไม่ได้” เมื่อคนไปหลงใหลตามกระแสของสังคมหรือกระแสโลก ไม่รู้จักใช้ปัญญาด้วยเหตุผล ย่อมตกเป็นเหยื่อพวก “นักฉวยโอกาสทางธุรกิจ” ที่ใช้ “กิเลสตัณหา” เป็นเครื่องมือทางการตลาดกันทั่วโลก  เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีปัญญาที่รู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกอย่างแท้จริง (รู้แจ้งโลก) เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นกระบวนการเอาชนะ “ปัญญาทางโลกียธรรม” ในเบื้องต้น ก่อนที่จะเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” (กระแสแห่งอริยมรรค) และ “ปัญญาตรัสรู้” (กระแสแห่งพระนิพพาน) สำหรับการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น มีปัญญาและญาณที่แตกต่างไปจาก “ปัญญาทางโลก” เพราะเป็นการพัฒนาการศึกษาค้นคว้า ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา” ที่เรียกสามัญว่า “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” โดยไม่ถือติดมั่นในธรรมทั้ง ๙ อย่าง ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ รวมทั้ง อินทรีย์ ๒๒ (๔) กุศลธรรม (๕) อกุศลธรรม (๖) อัพยากตธรรม (๗) กามาวจรธรรม  (๘) รูปาวจรธรรม และ (๙) อรูปาวจรธรรม แต่มุ่งไปสู่ (๑๐) โลกุตตรธรรม เท่านั้น นั่นคือ “พระนิพพาน” หมายถึง ภาวะที่ปราศจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง

 

 

ในคำว่า “กระแสโลก–กระแสสังคมโลก” นั้น ในช่วงศตวรรษนี้ คือ การพัฒนาปัญญาที่เป็นโลกวิสัย พวกมนุษย์หันมาให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาปัญญา–การพัฒนากระบวนการคิด” และยังเน้นถึง “คุณภาพทางปัญญาของทรัพยากรบุคคลในสังคม” ไม่ใช่ความมั่งคั่งความหรูหรา ความฟุ่มเฟือย ความโอ่อ่า ความเพลิดเพลินสุขสบาย ทางด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจถึง “ชีวิตกับธรรมชาติ” (Life and Nature) โดยพยายามศึกษาศักยภาพหรือ “ปรีชาสามารถทางปัญญากับจิตวิญญาณ” (Potentials of Wisdom and Spirituality) เพราะมนุษย์มีสมองกับปัญญาที่ถูกควบคุมด้วยระบบการคิด และ “จิตวิญญาณ” ก็คือ ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และที่สำคัญมนุษย์เริ่มจะสนใจที่ไปที่มาของชีวิตของพวกตน ซึ่งความสนใจดังกล่าวนี้ เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับทาง (๑) ศาสนา (๒) ปรัชญา และ (๓) วิทยาศาสตร์ มันไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะอีกต่อไป และประการสำคัญ พระพุทธศาสนา (Buddhism) นั้น ถือว่ามีคุณสมบัติเป็นได้ในทั้ง ๓ ด้าน คือ (๑) ศาสนา–Religion คือ เป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผลที่เป็นปรมัตถสัจจะที่เรียกว่า “พระอภิธรรม” ในการอธิบาย “ปรมัตถธรรม ๔” ได้แก่ จิต–เจตสิก–รูป–นิพพาน (๒) ปรัชญา–Philosophy คือ มุ่งเน้นการค้นหาด้วยเหตุผลที่เป็นความจริงโดยปรมัตถ์ โดยเน้นใน จิตตนิยม–Idealism สัจจนิยม–Realism ประจักษ์นิยม–Empiricalism และ (๓) วิทยาศาสตร์–Science คือ การเห็นความจริงตามที่เป็นจริงด้วย กฎธรรมชาติ–Natural Law และหลักธรรมส่วนใหญ่เป็นต้นแบบทฤษฎีพื้นฐานของศาสตร์สาขาต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ๆ จำนวนมากมาย อนึ่ง ความจริงในพระพุทธศาสน เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) ซึ่งจะใช้เป็นจิตตสมาธิและปัญญาญาณในการเข้าถึง “โลกุตตรธรรม–พระนิพพาน”

 

 

ในอีกนัยหนึ่งนั้น การศึกษาพระศาสนาให้ลึกซึ้งนั้น ต้องค้นคว้าด้วย “วิธีวิทยาศาสตร์” (Scientific Method) เพราะพระพุทธศาสตร์มีหลักการหรือทฤษฎีที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ และยังเป็นองค์ความรู้ที่สามารถอธิบายสิ่งที่เรียกว่า “ธรรม” ได้ทั้งหมด ดังนี้

(๑) สภาพที่ทรงไว้–ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง

(๒) เหตุ–ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ

(๓) สิ่ง–ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด

(๔) คุณธรรม–ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ

(๕) วิทยาการ–เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม–หน้าที่

(๖) ความชอบ–ความถูกต้อง–ความยุติธรรม

(๗) พระธรรม–พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

 

เพราะฉะนั้น คำว่า “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั้น กินความถึง “องค์ความรู้” (A Body of Knowledge) ของมนุษย์ในศาสตร์ทุกสาขาวิชา รวมทั้ง คาถา อาคม เวทมนต์ ไสยาศาสตร์ ก็รวมอยู่ด้วย ฉะนั้น คำว่า “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั้น จึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะ “ภาษามคธ–ภาษาบาลีสันสกฤต” (Pali–Sanskrit Language) แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรยายธรรม แจกแจงธรรม ให้เห็นแจ้งในทั้งความโง่กับความฉลาดของมนุษย์และเทวดาได้แจ่มแจ้งชัดแจน หาผู้ใดในโลกนี้เสมอเหมือนได้ อนึ่ง องค์ความรู้ในพระพุทธศาสนานั้น กำลังเป็นที่น่าสนใจของพวกนักวิทยาศาสตร์ตะวันตก พวกฝ่ายวัตถุนิยมสุดโต่ง เพราะการศึกษาเชิงวัตถุนิยมนั้น ได้ก้าวหน้าไปทางตันหรือคลองตันที่แยกไปพระโขนงถึงสุขุมวิทย่านโลกียบันเทิงแล้ว พวกนักวิทยาศาสตร์ด้านจิตจึงสรุปว่า “มนุษย์มีความต้องการหรือเรื่องเพศกามเป็นแรงพลัดดันพฤติกรรมต่างๆ” แต่ทางพุทธศาสนาพิจารณาว่า “นิวรณ์เป็นธรรมตัวขับเคลื่อนจิตให้ขุ่นมัวและเศร้าหมอง อันเป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งและกำจัดให้สงบระงับได้ด้วยสมาธิในรูปฌาน เพื่อให้จิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นจิตประภัสสร” อย่างไรก็ตาม พุทธพจน์ว่า “จิตนี้ประภัสสร [ผุดผ่อง ผ่องใส บริสุทธิ์] แต่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสที่จรมา” มีความหมายว่า จิตนี้โดยธรรมชาติของมันเอง มิใช่เป็นสภาวะที่แปดเปื้อนสกปรก หรือมีสิ่งเศร้าหมองเจือปนอยู่ แต่สภาพเศร้าหมองนั้น เป็นของแปลกปลอมเข้ามา ฉะนั้น การชำระจิตให้สะอาดหมดจดนั้น จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ด้วยการเจริญสมถภาวนา และอีกนัยหนึ่ง จิตที่ประภัสสรนี้ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า ได้แก่ “ภวังคจิต” (จิตตามสภาพดั้งเดิม) ซึ่งเกิดขึ้นสลับไปมากับ “วิถีจิต” (จิตในกระแสวิถีที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะ)

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๒๑ นี้เป็นต้นไป “ศาสนา–Religion” นั้น จะกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาตรวจสอบเชิงทฤษฎี (Theory) หรือเชิงหลักการ (Principle) มากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึง การศึกษาถึงความเป็นไปได้ในภาคปฏิบัติด้วย ว่าสามารถรองรับกับความก้าวหน้าทางวิทยาการหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้หรือไม่ เพราะความหมายลึกๆ ของคำว่า “วิทยาการ–เทคโนโลยี” คือ ความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในรุ่นต่อๆ ไป และในขณะเดียวกัน “ศาสนา” ก็ต้องคู่มนุษย์ นั่นคือ “ระบบสมอง–กระบวนทัศน์–โลกทัศน์”  (ความนึกคิด) ฉะนั้น ถ้าศาสนาไม่สามารถอธิบาย “ความจริงของชีวิต” ได้ ศาสนาก็ไร้ค่าที่มนุษย์จะไปหลงงมงาย เชื่ออย่างผิด มีวิปลาสและวิบัติโดยวิปริตแท้ ดังนั้น ศาสนาเป็นเรื่อง “นามธรรมขั้นสูง” ในทางพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง “ปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ–ปรมัตถธรรม–โลกุตตระ–โลกุตตรธรรม–โลกุตตรภูมิ–พระนิพพาน” (Beyond the World = อรรถบัญญัติ) มันไม่ใช่เรื่องที่กล่าวถึงให้ยึดมั่นความจริงตามโลกสมมติหรือ “นามบัญญัติ–สมมติบัญญัติ” ที่พวกมนุษย์นิยามหรือบัญญัติขึ้นเองตามแรงกิเลสตัณหา ในการศึกษาพระธรรมหรือการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนากรรมฐาน” (สมถภาวนา–วิปัสสนาภาวนา) จึงกระบวนการเรียนรู้หรือการศึกษาค้นคว้า (การวิจัย–ธัมมวิจยะ) เพื่อให้รู้แจ้งใน ๒ อาการ ดังนี้

(๑) “รู้แจ้งโลก” ได้แก่ ความรู้ทางโลกทั้งหมด ที่เรียกว่า “ดิรัจฉานวิชา” ซึ่งหมายถึง องค์ความรู้ที่ไม่สามารถนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง เป็นได้แค่เครื่องมือในการหากินประกอบอาชีพทั้งสุจริตและทุจริต ไม่มีสิทธิ์ก้าวสู่ขั้นว่า “การตรัสรู้” ก็ได้แค่ “มีปัญญาแตกฉานในศาสตร์สาขาของตน” เมื่อไปพูดคุยกับชาวบ้านทั่วไป จึงพูดไม่รู้เรื่อง (ให้สังเกตพวกเรียนจบสูงๆ พูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่รู้ภาษา เพราะสิ่งที่ปรากฏในชีวิตจริง ศาสตร์ที่เรียนมาอธิบายไม่ได้เลย)  นักวิชาการบางคนจึงมีพฤติกรรมวิปริต เงียบ แยกตัว ไม่แน่ใจในศาสตร์ที่ตนเรียนมา เพราะที่สุดของคำว่า “ปรมัตถ์” ไม่ได้  บางคนน่าอับอายมาก ทำตัวเป็น “ร่างทรง” เจ้าสำนัก (School) ที่ตนจบมา เรียกว่า “สาวก” จะเหมาะกว่า เพื่อสืบถอดองค์ความรู้อย่างผิดๆ ก็ให้ระวัง อย่าให้พวกลูกศิษย์เรียกว่า “ร่างทรงขี้กลาก–ร่างทรงส้นตีน” ก็แล้วกัน เป็นห่วงมาก

(๒) “รู้แจ้งธรรมทั้งปวง” ที่เป็นปรมัตถสัจจะ คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–กุศลธรรม–อกุศลธรรม–อัพยากตธรรม–กามาวจรธรรม–รูปาวจรธรรม–อรูปาวจรธรรม–โลกุตรธรรม ฉะนั้น คำว่า “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั้น จึงเป็นองค์ความรู้ที่บริสุทธิ์จากการละเมิดของจิตพวกมนุษย์หรือมารทั้ง ๕ พวก ฉะนั้น ธรรมเครื่องที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ทำลายระงับกิเลสทั้งหลาย ดังนี้ (๑) คำว่า “อธิศีล–ศีลอันยิ่ง” ก็คือ ธรรมเครื่องขัดเกลาทำลายวีติกกมกิเลส คือ กิเลสอย่างหยาบ เช่น กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ ในทุจริต ๓ (๒) คำว่า “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” ก็คือ ธรรมเครื่องขัดเกลาทำลายปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสอย่างกลาง เช่น อุปกิเลส ๑๖ นิวรณ์ ๕ และ (๓) “อธิปัญญา–ปัญญาอันยิ่ง” ก็คือ ธรรมเครื่องขัดเกลาทำลายอนุสยกิเลส คือ กิเลสอย่างละเอียด เช่น สังโยชน์ ๑๐ อาสวะ ๔ องค์ความรู้ทั้งหมดนี้ เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง เส้นทางสายกลางแห่งปัญญา ที่จะนำผู้ปฏิบัติสู่พระนิพพาน

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติที่ยิ่งปฏิบัติยิ่งมืดบอดทางปัญญา จึงไม่ใช่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ก็จะกลายเป็นพวกเดียรถีย์ไป พวกมีความคิดขัดแย้งในพระศาสนาโดยวิปลาสใน ๔ คติ เพราะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ แล้วเกิดวิบัติใน ๔ คติ เช่นกัน ดังนี้

 

 

“วิปลาส ๔” หมายถึง ความรู้เห็นคลาดเคลื่อน–ความรู้เข้าใจผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ได้แก่

(๑) สัญญาวิปลาส–สัญญาคลาดเคลื่อนความจำเสื่อม

(๒) จิตตวิปลาส–จิตคลาดเคลื่อนหวั่นไหวไม่มั่นคง

(๓) ทิฏฐิวิปลาส–ทิฏฐิคลาดเคลื่อนเห็นผิดเป็นชอบ  

(๔)  “มหาวิบัติแห่งวิปลาสที่ ๔” มีวัตถุ ๔ อาการ นั่นคือ “การล้มสลายแห่งไตรลักษณ์” –The Collapse of the Three Characteristics ดังนี้

(๑) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง

(๒) วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข

(๓) วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน

(๔) วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม

 

 

“วิบัติ ๔” หมายถึง ความผิดพลาด–ความเคลื่อนคลาด–ความเสียหาย–ความบกพร่อง ความใช้การไม่ได้ ได้แก่

(๑) “ศีลวิบัติ” คือ วิบัติแห่งศีล เสียศีล สำหรับพระภิกษุ นั่นคือ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ สังฆาทิเสส  

(๒) “อาจารวิบัติ” คือ บัติแห่งอาจาระ เสียความประพฤติ จรรยามรรยาทไม่ดี สำหรับพระภิกษุ นั่นคือ ต้องลหุกาบัติ แต่ถุลลัจจัย ถึง ทุพภาสิต  

(๓) “ทิฏฐิวิบัติ” คือ วิบัติแห่งทิฏฐิ ความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรมผิดวินัย  

(๔) “อาชีววิบัติ” คือ วิบัติแห่งอาชีวะ ประกอบมิจฉาชีพ หาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด  

 

 

เมื่อมีความไพบูลย์ ความพอกพูนเจริญมากในความฉิบหายทั้ง ๒ ประการ ดังกล่าวเบื้องต้นนั้น ก็เกิดกระบวนคิดที่ผิดเพี้ยนไป สร้างข้ออ้างว่า “พระธรรมของพระพุทธเจ้าไม่จริง ทำตามแล้วก็ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น” (พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า “ธรรมทั้งปลายเป็นอนัตตา” เพราะฉะนั้น การบรรลุธรรมจึงเห็นแจ้งในความว่างเปล่าแห่งสุญญตา) ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่า “พวกคนซวย จะทำอะไรมันซวยเหมือนเดิม เพราะมีสันดานไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นจริง พวกนี้ถึงจะเจอเพชรเม็ดงาม มันก็คิดว่าเป็นก้อนกรวดเหมือนเดิม อย่าไปโต้เถียงกับคนพวกนี้ จะทำให้ตนเองมัวหมองเปล่าๆ เสียเวลาภาวนา” ฉะนั้น กระบวนการคิดที่ผิดเพี้ยนในสมองและความนึกคิดของมนุษย์นั้น อธิบายได้ยาก เพราะต้องพิจารณาไปตามรายบุคคล (ลักษณะเฉพาะแยกวิเคราะห์โดยอนุมาน– Deductive Uniqueness)  เหมารวมสรุปได้ยากพอสมควร (ลักษณะสากลสรุปสังเคราะห์โดยอุปมาน– Inductive Universality) ในการพิจารณาธรรมในแนวนี้ เรียกว่า “กลาปวิปัสสนา” [กะ–หลาบ] คือ การพิจารณาธรรมด้วยการจัดหมวดหมู่เป็นกลุ่มด้วยหาลักษณะสภาวธรรมที่คล้ายคลึงกันและสรุปความ กับการพิจารณาแยกย่อยแบบเชิงวิเคราะห์หน่วยของรูปธรรมที่เป็นหน่วยรวมที่เล็กที่สุด จนถึงระดับระบบโครงสร้างอณูหรือโมเลกูลของอะตอมของรูปธรรม (Subtle Atomic Structural System) ที่เรียกว่า “สุทธัฏฐกกลาป–หน่วยรวมหมวด ๘ล้วน” คือ กลาปซึ่งประกอบด้วย “อวินิพโภครูป ๘” (รูปธรรมแปดอย่างที่มีอยู่ด้วยกันเป็นประจำเสมอไป ไม่สามารถแยกพรากออกจากกันได้) อันได้แก่ ปฐวี–อาโป–เตโช–วาโย–วัณณะ–คันธะ–รสะ–โอชา ถ้าเป็นความรู้ในศาสตร์สาขาฟิสิกส์ปรมาณู (Nuclear Physics) เรียกว่า “Quarks” ถ้าเป็นความรู้ในศาสตร์สาขาชีวเคมี (Nanotechnology–=ชีวโมเลกูล) ก็จะมุ่งสนใจในเรื่อง “Mitochondria” ของเซลล์สิ่งมีชีวิต ได้แก่ คน สัตว์ และ พืช แต่ให้กลับมาพิจารณาถึง สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนโง่ไม่รู้จบ ต้องมีชีวิตสืบเนื่องไม่สิ้นสุด (ชีวิตสันตติ) ในสังสารทุกข์แห่งภวจักร มองไม่เห็นพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป และยกระดับคุณภาพจิตใจให้ไปสู่ระดับสูงสุด คือ “พระนิพพาน” ตัวโง่เหล่านี้ ทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมพลิกชีวิตกลับไปสู่วังวนแห่งวัฏฏะได้อีกเช่นกัน อันเป็นธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวคิดข้อประพฤติปฏิบัติตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” ดังนี้

 

 

“ทิฏฐิ ๒” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “สัสสตทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

(๒) “อุจเฉททิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าขาดสูญ ความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป  

 

 

“ทิฏฐิ ๓” หมายถึง ความเห็น–ความเห็นผิด ได้แก่

(๑) “อกิริยทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ เห็นว่าการกระทำไม่มีผล  

(๒) “อเหตุกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มีเหตุ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย

(๓) “นัตถิกทิฏฐิ” คือ ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้

 

 

“ที่สุด ๒ อย่าง–อันตา ๒” หมายถึง ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง นั่นคือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ได้แก่

(๑) “กามสุขัลลิกานุโยค” คือ การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข ความสุขในการครอบครองทรัพย์สิน ความมั่งคั่งไพบูลย์ในลาภสักการะ หรือโภคทรัพย์ในเชิงวัตถุนิยมและบริโภคนิยมแบบเกินความพอดี สมกับฐานะในความเป็นมนุษย์ จนแสวงหาความสุขบนความทุกข์ร้อนของคนอื่น ด้วยความเบียดเบียนเขาอย่างไร้มนุษยธรรมที่นิยมในสังคม จนกลายเป็นเรื่องปกติไป โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้

(๒) “อัตตกิลมถานุโยค” คือ การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน โดยเข้าใจว่าเป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวงได้ เช่น การบำเพ็ญตบะที่พยายามจะแสดงอิทธิฤทธิ์ เพื่อแสวงหาลาภสักการะ หรือความศรัทธาเลื่อมใสในพฤติกรรมของตนอันเช่นนั้นที่วิปริตไป อย่างเช่น การบำเพ็ญทุกรกิริยา อดข้าว กลั้นลมหายใจ ให้ถึงขั้นปางตายจนกลายเป็นเรื่องการยึดมั่นศีลวัตรเหล่านั้น ว่าเป็นอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างไรเหตุผล ว่าเป็นหนทางแห่งความหลุดพ้น ให้ตนบริสุทธิ์ได้  พระศาสดาได้ทรงดำเนินปฏิบัติมาแล้ว ว่าไม่เป็นจริงตามความเชื่อนั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่ใช่ในแนวทางสายกลางแห่งปัญญา คือ “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่พระองค์ทรงต่อยอดความคิดใหม่ให้แสดงผลไปไกลกว่านั้น ไม่ใช่ “ชนผู้หลงทิศ” อีกต่อไป นั่นคือ เป็นเรื่อง “การเห็นด้วยตรัสรู้อริยสัจจธรรมในวิปัสสนาภูมิ” ที่ละเอียดประณีตกว่า จนกลายเป็นการหลุดพ้นทั้งฝ่ายสมาธิสมถะใน “เจโตวิมุตติ” กับฝ่ายปัญญาวิปัสสนาใน “ปัญญาวิมุตติ”

 

 

“ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓” หมายถึง ลัทธิดังกล่าวนี้ ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถูกยันเข้า ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา เป็นลัทธิประเภท “อกิริยา” หากยึดมั่นถือตามเข้าแล้ว ย่อมให้เกิดโทษ คือ ไม่เกิดฉันทะ และความพยายาม ที่จะทำการที่ควรทำและเว้นการที่ไม่ควรทำ ได้แก่

(๑) “ปุพเพกตเหตุวาท” ลัทธิกรรมเก่า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน แต่กลับไม่เชื่อการสร้างกุศลกรรมในปัจจุบันสมัยแห่งตนนี้

(๒) “อิสสรนิมมานเหตุวาท” ลัทธิพระเป็นเจ้า คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่ แต่มีมติขัดแย้งกับแนวคิดในพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม” กับ “กัมมัสสกตาสัทธา”

(๓) “อเหตุอปัจจัยวาท” ลัทธิเสี่ยงโชค คือ พวกที่ถือว่า สิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบ จะเป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม ล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ คือ ถึงคราวก็เป็นไปเอง แต่กลับปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมที่ไร้จุดหมาย ไม่ต่างจากชีวิตสัตว์เดรัจฉานทั่วไป

 

 

ในความวิปลาสของ “สัญญา–จิต–ทิฏฐิ” นั้น ย่อมนำไปสู่ความวิปลาสในไตรลักษณ์ด้วย ได้แก่ เห็นไม่เที่ยงว่าเที่ยง (นิจจสัญญา) เห็นทุกข์ว่าสุข (สุขสัญญา) เห็นอนัตตาว่าอัตตา (อัตตสัญยา) เห็นอสุภสัญญาว่าสุภสัญญา ภาวะจิตทั้งหลายเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาของโลก อันนำมาซึ่งความเดือดร้อน ทุคติ ความขุ่นมัวและเศร้าหมองของจิต ที่ปุถุชนส่วนใหญ่มองข้ามความสำคัญไป แต่กลับคิดหาอุบายหรือกลยุทธ์ที่จะเอาชนะกันด้วย (๑) “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ” หมายถึง ความยึดถือตามความเห็น ความถือมั่นที่จะให้เป็นไปตามความเชื่อถือหรือความเห็นของตน การถือยุติเอาความเห็นเป็นความจริง ความเห็นผิด ความยึดติดทฤษฎี และ (๒) “มิจฉาสังกัปปะ” หมายถึง ดำริผิด ได้แก่ (๑) ดำริแส่ไปในกาม (อภิชฌา–ละโมบคอยจ้องอยากได้ของเขา) (๒) ดำริพยาบาท (๓) ดำริเบียดเบียนเขา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “อกุศลวิตก ๓” หมายถึง ความตริตรึกที่เป็นอกุศล ความนึกคิดที่ไม่ดี มี ๓ อย่าง คือ (๑) “กามวิตก” คือ คิดแส่ไปในทางกาม หาทางปรนปรือตน (๒) “พยาบาทวิตก” คือ คิดในทางพยาบาท (๓) “วิหิงสาวิตก” คือ คิดในทางเบียดเบียนผู้อื่น ความนึกคิดที่จัญไรอุบาทว์ดังกล่าวนี้ ย่อมนำมาซึ่ง “การทำวิปฏิสาร” คือ สร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นแก่ตนและผู้อื่น นั่นคือ การแสวงหาสิ่งที่เป็นทางเสื่อม “อบายภูมิ” หรือ “อนริยปริเยสนา” (ข้อ ๑ ในปริเยสนา ๒) คือ แสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ แสวงหาอย่างอนารยะ นั่นคือ ตนเองเป็น “ผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส เป็นธรรมดา” ก็ยังใฝ่แสวงหาแต่สิ่งอันมี ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ และ สังกิเลสเป็นธรรมดา แทนที่จะแสวงหา “อริยปริเยสนา” (ข้อ ๒ ในปริเยสนา ๒) คือ แสวงหาอย่างประเสริฐ แสวงหาอย่างอารยะ นั่นคือ ตนเป็น “ผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส เป็นธรรมดา”  แต่รู้จักโทษข้อบกพร่องของสิ่งที่มีสภาพเช่นนั้นแล้ว ใฝ่แสวงธรรมอันเกษม หรือ “โยคเกษมธรรม” คือ “นิพพาน” อันไม่มีสภาพเช่นนั้น ฉะนั้น ปัญญาที่คิดได้ดังกล่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมสมัยใหม่ปัจจุบันนี้ เพราะแค่เรื่องทำมาหากินที่บีบบังคับให้แย่งเอาผลประโยชน์จากผู้อื่นอย่างไร้ศีลธรรม ไม่คำนึงถึงความยุติธรรมหรือความถูกต้อง อย่างสังคมที่ศิวิไลซ์เขาพึงกระทำต่อกัน คำว่า “ศิวิไลซ์–อารยธรรม–Civilization” ไม่ได้หมายถึง ความยิ่งใหญ่อลังการทางสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังร่วมถึงวิธีคิด ปรัชญา วิถีชีวิต วิทยาการ เทคโนโลยี ที่มีรากฐานมาจากความถูกต้อง ความยุติธรรม ความสุนทรียภาพ และระบบการให้ความสำคัญทางด้านคุณค่า ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องทางโลกิยวิสัย แต่พระพุทธศาสนาให้ความสนใจตรงประเด็นที่ว่า “ความเป็นบุญกุศล–ความดี–ความยุติธรรม–ความถูกต้องที่เป็นจริงตามธรรมชาติ” ไม่ใช่ “ความเป็นบาปอกุศล–ความป่าเถื่อน–ความโหดเหี้ยมทารุนกรรม–ความไร้เมตตาธรรมที่ผิดจากความเป็นจริง” ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนานั้น เป็นการเน้นความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับโลกวิสัย คือ “รู้แจ้งโลก” คือ การเห็นสิ่งชั่วทั้งหมดอย่างละเอียด แล้วจึงรู้แจ้งใน “โลกุตตระ–โลกุตตรธรรม–พระนิพพาน” คำศัพท์ที่พระพุทธศาสนาใช้ จึงใช้คำว่า “อริยะ–โลกุตตระ” คือ ประเสริฐและยอดเยี่ยม ถูกต้องเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ ไม่ได้ให้ความสำคัญที่คำสรรเสริญเยินย่อแต่ประการใดทั้งสิ้น เพราะมันไม่เป็นจริง มันเป็นความวิปลาสของผู้พูดที่เริ่มขาดสติสัมปชัญญะ ถ้าผู้ฟังยังไม่สติสัมปชัญญะอีกฝ่าย “ความฉิบหายทางปัญญา” (The Collapse of Wisdom) ย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน ที่เรียกว่า “ทิฏฐิ–มิจฉาทิฏฐิ”  คือ ความเห็นผิด ความถือมั่นในทฤษฎีที่ผิดๆ ไม่ใช่ความเป็นจริงตามหลักของธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ทางที่เป็นอริยะอันประเสริฐที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่เรื่องของเทวดา แต่เป็นเรื่องที่ปุถุชนทั่วไปสามารถเปลี่ยนตนให้เป็นอริยชนได้ ที่เรียกว่า “อริยบุคคล” ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ ตามลำดับ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเห็นแจ้งในธรรมทั้ง ๓ ประการ อันจะเป็นแนวทางไปสู่ความเป็นอริยะได้ และที่สำคัญต้องเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายตาม “กฎธรรมชาติ” อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ความจริงอันสูงสุดโดยปรมัตถ์–ปรมัตถสัจจะ” หรือ “อริยสัจจธรรม–อริยสัจจ์ ๔” ในการเข้าถึงความจริงทั้งหลายดังกล่าวนี้ ต้องใช้เหตุผลในการประเมินผลความจริงออกมา ไม่ใช่ความเชื่ออย่างหลงงมงาย (โมหะ) ความไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือ ความไม่รู้จริง (อวิชชา) ที่ขัดแย้งกับ “กาลามสูตร” ที่ไม่เห็นความจริงโดยประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ดังนี้

 

 

“กาลามสูตร” หมายถึง สูตรหนึ่งใน “คัมภีร์ติกนิบาตรอังคุตตรนิกาย” พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคม ในแคว้นโกศล ไม่ให้เชื่องมงายไร้เหตุผลตามหลัก ๑๐ ข้อ ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล–เป็นกุศล มีโทษ–ไม่มีโทษ เป็นต้น แล้วจึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น” ประการสำคัญ ไม่มีประสงค์ทำลายความดีของผู้อื่นที่คิดดี เพียงแต่มีจิตระวังภัย ดังนี้

(๑) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา

(๒) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา

(๓) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ

(๔) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์

(๕) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรก

(๖) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน

(๗) อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

(๘) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

(๙) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

(๑๐) อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติทั้งหลายต้องหมั่นเพียรในการฟังธรรมหรือสนทนาธรรม ตามระดับภูมิธรรมของตนที่มีอยู่ เพื่อสร้างความรู้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ที่เรียกว่า “การต่อยอดปัญญา” และเพื่อให้เกิด “ญาณ ๓” ดังนี้

 

 

“ญาณ ๓” หมายถึง ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้ ได้แก่

(๑) “อตีตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอดีต รู้อดีต และสาวหาเหตุปัจจัยอันต่อเนื่องมาได้  

(๒) “อนาคตังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนอนาคต รู้อนาคต หยั่งผลที่จะเกิดสืบต่อไปได้  

(๓) “ปัจจุปปันนังสญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ส่วนปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน กำหนดได้ถึงองค์ประกอบและเหตุปัจจัยของเรื่องที่เป็นไปอยู่  

 

 

ฉะนั้น “ความหยั่งรู้–ปรีชาหยั่งรู้” ทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดจากอำนาจพลังจิตของตนเป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากแหล่งปัญญาของผู้อื่นอันเป็นปัจจัยหรือองค์ประกอบภายนอกตน จิตที่มีพลังอินทรีย์แก่กล้า มีอำนาจอิทธิฤทธิ์เหลือคณานับได้นั้น คือ “จิตตสมาธิแห่งรูปฌาน” โดยนับตั้งแต่ (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน โดยก่อนที่จิตจะเป็นฌานกุศลจิตได้นั้น ต้องรู้จักวิธีทำลายญาณในธรรมอันเป็นอันตรายแก่สมาธิก่อน และรู้แจ้งในการทำลายระงับธรรมเหล่านั้นด้วยปฏิปักษ์ธรรม โดยรอบรู้ในเรื่อง “ญาณในธรรมที่อันตรายและอุปการะแก่สมาธิ” เป็นอย่างดี คือ (๑) มีปัญญารอบรู้ถึงเหตุปัจจัยที่สมาธิเสื่อมและ (๒) มีปัญญารอบรู้ถึงเหตุปัจจัยที่สมาธิเจริญ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น คือ การกำจัดนิวรณ์ทั้งหลาย ดังนี้

(๑) “เนกขัมมะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “กามฉันทะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๒) “อัพยาบาท” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “พยาบาท” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๓) “อาโลกสัญญา” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “ถีนมิทธะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๔) “อวิกเขปะ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อุทธัจจะ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๕) “ธรรมววัตถาน” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “วิจิกิจฉา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๖) “ญาณ” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อวิชชา” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๗) “ปราโมทย์” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อรติ” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

(๘) “กุศลธรรมทั้งปวง” เป็นอุปการะแก่สมาธิ เพราะละ “อกุศลธรรมทั้งปวง” อันเป็นอันตรายแก่สมาธิ

 

 

ฉะนั้น เมื่อบุคคลมีศีลบริสุทธิ์ จิตก็เป็นสมาธิ และมีปัญญารอบรู้ สมาธิที่ดีที่สุดใน “รูปฌาน ๔” ก็คือ “จตุตถฌาน” (อุเบกขา–เอกัคคตา) ซึ่งเป็นภาวะจิตที่ผ่องแผ้วสุกใส คือ “จิตประภัสสร” ในฌานสมาบัติที่เรียกว่า “รูปาวจรจตุตถฌาน” (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 318–319 FILE 44) คือ เอกัคคตาแห่งสมาธิที่ถึงความไม่หวั่นไหว (อัพยัคคนิมิต) เพราะประกอบด้วย “โวทานธรรม” ทั้ง ๑๖ ประการ (การชำระล้างให้บริสุทธิ์–การทำให้สะอาดไม่มัวหมอง หรือ “โวทานํ” ได้แก่ ความผ่องแผ้ว ธรรมฝ่ายวิเศษ) สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า:

(๑) จิตที่ไม่ฟุบลง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ–ความเกียจคร้าน

(๒) จิตที่ไม่ฟูขึ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ–ความฟุ้งซ่าน

(๓) จิตไม่ยินดียิ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ราคะ–ความกำหนัด

(๔) จิตไม่ผลักออก ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน พยาบาท–ความขัดเคืองแค้นใจ

(๕) จิตที่ไม่เกี่ยวเกาะ ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ทิฏฐิ–ความเห็นผิด

(๖) จิตที่ไม่ผูกพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ฉันทราคะ–ความพอใจติดใคร่

(๗) จิตที่หลุดพ้น ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กามราคะ–ความติดใจในกามคุณ

(๘) จิตที่ไม่พัวพัน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลส–ความเศร้าหมอง

(๙) จิตที่ไม่มีเขตแดน ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน เขตแดนกิเลส

(๑๐) จิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน กิเลสต่างๆ   

(๑๑) จิตที่ศรัทธากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อสัทธิยะ–ความไม่มีศรัทธา

(๑๒) จิตที่วิริยะกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน โกสัชชะ–ความเกียจคร้าน

(๑๓) จิตที่สติกำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ปมาทะ–ความประมาท

(๑๔) จิตที่สมาธิกำกับแล้ว ชื่อ อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อุทธัจจะ–ความฟุ้งซ่าน

(๑๕) จิตที่ปัญญากำกับแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน อวิชชา–ความไม่รู้จริง

(๑๖) จิตที่ถึงความสว่างแล้ว ชื่อว่า อาเนญชะ เพราะไม่หวั่นไหวใน ความมืดแห่งอวิชชา

 

 

เพราะฉะนั้น การรักษาเพียรภาวนาให้จิตบริสุทธิ์นั้น จึงเป็นคุณสมบัติอันยิ่งสำหรับผู้เป็น “พระอรหันต์” หรือลำดับของอริยบุคคลก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม จิตของมนุษย์ทรงพลังอำนาจแห่งฤทธิ์ปาฏิหาริย์สำหรับ “ฌายีบุคคล” ผู้ปฏิเวธเข้าถึงภูมิแห่งรูปฌานกุศลจิตขั้นสูง คือ “จตุตุฌาน–ฌานที่ ๔” ที่ประกอบด้วยองค์ฌาน ๒ คือ “อุเบกขา–เอกัคคตา” ดังนี้

 

 

“จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) ดังนี้

(๑) จตุตถฌาน อันเป็น บาทแห่งฌานทั้งปวง  

(๒) จตุตถฌาน อันเป็น อิทธิวิธิ–อิทธิวิธญาณ

(๓) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพโสตญาณ

(๔) จตุตถฌาน อันเป็น เจโตปริยญาณ

(๕) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓)

(๖) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓)

(๗) จตุตถฌาน อันเป็น ยถากัมมูปคตญาณ

(๘) จตุตถฌาน อันเป็น อนาคตังสญาณ

(๙) จตุตถฌาน อันเป็น อากาสานัญจายตนฌาน 

(๑๐) จตุตถฌาน อันเป็น วิญญาณัญจายตนฌาน  

(๑๑) จตุตถฌาน อันเป็น อากิญจัญญายตนฌาน

(๑๒) จตุตถฌาน อันเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

(๑๓) จตุตถฌาน อันเป็น โลกุตตรจตุตถฌาน

 

 

เพราะฉะนั้น การได้บรรลุถึง “จตุตถฌาน” ได้นั้น จึงเป็นเป้าหมายสำคัญยิ่งของผู้ปฏิบัติธรรม และจะรักษาภาวะจิตแห่งจตุตถฌานนั้นไว้ให้ยั่งยืนได้อย่างไร จึงเป็นกิจที่ต้องกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดปัญญาที่เห็นธรรมตามเป็นจริงแห่ง “กฎธรรมชาติ” ฉะนั้น “ฌาน ๓ แห่งกาลทั้ง ๓” จึงมีแหล่งกำเนิดจากตรงนี้ จนรวมถึง “วิชชา ๓–ญาณ ๓” เช่นกัน โดยให้เปรียบเทียบกับญาณใน ๓ ข้อแรก ของ “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” ดังนี้

 

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม รวมกับ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้  

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือรู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น รวบกับ “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย  

(๓) “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน รวมกับ “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ ความตรัสรู้ถึงนิพพาน เช่นกันญาณนี้จะเกิดขึ้นในขณะเจริญ “มรรคญาณ–ผลญาณ” (ข้อ ๑๔–๑๕ ในญาณ ๑๖ เท่านั้น ซึ่งอยู่ถัดจาก “วิปัสสนาญาณ ๙” (ข้อ ๔–๑๒ ในญาณ ๑๖) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับ “ปัจจเวกขณญาณ” (ข้อ ๑๖ ในญาณ ๑๖)

 

 

ดังนั้น เมื่อจิตได้พัฒนาไปถึงขั้น (๑) จตุตถฌาน (๒) ญาณ ๓ (๓) วิชชา ๓ และ (๔) ญาณ ๓ ข้อแรกในญาณ ๑๖ ตามลำดับ นั่นคือ ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นๆ ย่อมเกิด “ปัญญาเห็นธรรม” ในระดับเบื้องต้น ได้แก่ (๑) เห็น “ขันธ์ ๕” และสัมปยุตตธรรมแห่งขันธ์ ๕ ทั้งหมด ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒ (๒) เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ได้แก่ ปัญญาที่เห็นการเกิดดับแห่งนามรูป คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ ปัญญาเห็นเหตุแห่งทุกข์ กับ “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” คือ ปัญญาเห็นการดับเหตุแห่งทุกข์ รวมทั้งบรรดาปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา (๓) เห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์และอริยสัจจ์ ๔ อนึ่ง องค์ความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ เรียกว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ความสามารถในการจำแนกแจกธรรมในวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการมนสิการกรรมฐานทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น “อาสวักขยญาณ” นั้น ย่อมเกิดจากการสะสมองค์ความรู้ในการที่จะทำลายระงับธรรมอันเป็นสาสวะตั้งแต่ระดับศีล ระดับจิตตสมาธิ และระดับปัญญา กล่าวโดยสรุป “อาสวักขยญาณ” (ข้อ ๓ ในวิชชา ๓) นั้น จะเกิดขึ้นในขั้นตอนที่บรรลุความตรัสรู้ซึ่ง “อรหัตตมรรค” และ “อรหัตตผล”

 

 

 แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะจิตที่หวั่นไหวในโลกธรรมหลายนั้น มีลักษณะเฉพาะ ดังนี้

 

(๑) จิตที่ฟุบลง เพราะหวั่นไหวใน โกสัชชะ–ความเกียจคร้าน

(๒) จิตที่ฟูขึ้น เพราะหวั่นไหวใน อุทธัจจะ–ความฟุ้งซ่าน

(๓) จิตยินดียิ่ง เพราะหวั่นไหวใน ราคะ–ความกำหนัด

(๔) จิตผลักออก เพราะหวั่นไหวใน พยาบาท–ความขัดเคืองแค้นใจ

(๕) จิตที่เกี่ยวเกาะ เพราะหวั่นไหวใน ทิฏฐิ–ความเห็นผิด

(๖) จิตที่ผูกพัน เพราะหวั่นไหวใน ฉันทราคะ–ความพอใจติดใคร่

(๗) จิตที่ไม่หลุดพ้น เพราะหวั่นไหวใน กามราคะ–ความติดใจในกามคุณ

(๘) จิตที่พัวพัน เพราะหวั่นไหวใน กิเลส–ความเศร้าหมอง

(๙) จิตที่มีเขตแดน เพราะหวั่นไหวใน เขตแดนกิเลส

(๑๐) จิตที่ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เพราะหวั่นไหวใน กิเลสต่างๆ   

(๑๑) จิตที่ไม่มีศรัทธา เพราะหวั่นไหวใน อสัทธิยะ–ความไม่มีศรัทธา

(๑๒) จิตที่ไม่มีวิริยะ เพราะหวั่นไหวใน โกสัชชะ–ความเกียจคร้าน

(๑๓) จิตที่ไม่มีสติ เพราะหวั่นไหวใน ปมาทะ–ความประมาท

(๑๔) จิตที่ไม่มีสมาธิ เพราะหวั่นไหวใน อุทธัจจะ–ความฟุ้งซ่าน

(๑๕) จิตที่ไม่มีปัญญา เพราะหวั่นไหวใน อวิชชา–ความไม่รู้จริง

(๑๖) จิตที่ไม่มีความสว่างแล้ว เพราะหวั่นไหวใน ความมืดแห่งอวิชชา

 

 

นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมยังต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับ “การจำแนกอารมณ์ ๓๘” ซึ่งฝึกพิจารณาอยู่เนืองๆ เป็นประจำ เพื่อให้เกิดความชำนาญในการจำแนกจิตได้ทุกขณะที่สัมผัสกับอารมณ์ที่ผ่านมาทางทวารอินทรีย์ทั้ง ๖ เพื่อให้เกิดสติสัมปชัญญะตามทันจิตของตนได้อย่างถูกต้องว่า จิตของตนนั้น เมื่อใดขณะใด จิตเป็นอกุศล และ เมื่อใดขณะใด จิตเป็นกุศล ฉะนั้น การมนสิการกรรมฐานอย่างสม่ำเสมอนั้น ย่อมทำให้จิต เป็นสมาธิ มีความเป็นอารมณ์เดียว และ ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสโลกธรรมทั้งหลาย ในขั้นตอนนี้ อาจเรียกว่า “การใช้สติกำกับจิตตามพิจารณาจิต” (จิตตานุปัสสนา) เมื่อบุคคลมีเจริญสติสังวรในขั้นฐานจิตเป็นมั่นคงยิ่ง โอกาสที่จะหลงใหลงมงายไปตาม “จิตในกระแสแห่งชวนะ” นั้น ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก เพราะมีความเข้าใจสภาวะจิตได้ดียิ่งขึ้น และมีสัมปชัญญะกำหนดรอบรู้วาระแห่งจิตขณะนั้นๆ ได้ ดังนี้

 

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จำแนกอารมณ์ของจิต (การจำแนกอารมณ์ ๓๘)

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 314–315 FILE 14)

 

บรรดาบทเหล่านี้

บทว่า “จิตมีราคะ ” คือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ อย่าง

บทว่า “จิตปราศจากราคะ ” คือ จิตที่เป็นกุศล แล อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ แต่ข้อนี้ เป็นการพิจารณา มิใช่เป็นการชุมนุมธรรม เพราะฉะนั้นในคำว่า จิตมีราคะ นี้ จึงไม่ได้โลกุตตรจิต แม้แต่บทเดียว อกุศลจิต ๔ ดวง ที่เหลือ จึงไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโทสะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง ที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส

บทว่า “จิตปราศจากโทสะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ อกุศลจิต ๑๐ ดวงที่เหลือ ไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโมหะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง คือ จิตที่เกิดพร้อมด้วย วิจิกิจฉา ดวง ๑ ที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ ดวง ๑ แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ในอกุศลจิตทั้งหมด ฉะนั้น แม้อกุศลจิตที่เหลือ ก็ควรได้ใน บทว่าจิตมีโมหะนี้ โดยแท้ จริงอยู่ อกุศลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒) ท่านประมวลไว้ใน ทุกกะ (หมวด ๒) นี้เท่านั้น

บทว่า “จิตปราศจากโมหะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ

รวม ๒๔ อามรมณ์

บทว่า “จิตหดหู่ ” ได้แก่ จิตที่ตกไปใน ถิ่นมิทธะ ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้น ชื่อว่า จิตหดหู่

บทว่า “จิตฟุ้งซ่าน ๑” ได้แก่ จิตที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น ชื่อว่า จิตฟุ้งซ่าน

บทว่า “จิตเป็นมหัคคตะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร

บทว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ ๑” ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร  

บทว่า “สอุตฺตรํ ๑” จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร

บทว่า “อนุตฺตรํ” จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร แม้ในจิตเหล่านั้น จิตที่ชื่อว่า สอุตตระ ได้แก่ จิตเป็นรูปาวจร จิตชื่อว่า อนุตตระ ได้แก่ จิตที่เป็นอรูปาวจร

บทว่า “สุมาหิตํ ” จิตตั้งมั่นแล้ว ได้แก่ อัปปนาสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ

บทว่า “อสมาหิตํ ๑” จิตไม่ตั้งมั่น ได้แก่ จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง

บทว่า “วิมุตฺตํ ๒” จิตหลุดพ้น ได้แก่ จิตหลุดพ้นด้วย ตทังควิมุตติ และ วิกขัมภนวิมุตติ

บทว่า “อวิมุตฺติ ๑” จิตไม่หลุดพ้น ได้แก่ จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง ส่วน สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และ นิสสรณวิมุตติ ไม่มีโอกาสในบทนี้เลย

รวม ๑๔ อารมณ์

 

 

เมื่อมีปรีชาสามารถในจำแนกแยกจิตของตนได้ดีแล้ว คือ เห็นธรรมใน ๓ คติ ซึ่งเป็นการพิจารณาสภาวธรรมหรือปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นจริงในธรรมชาติ ซึ่งรวมทั้งภาวะจิตของตนเอง ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมหรือการเจริญภาวนากรรมฐานนั้น จึงเป็นมนสิการใส่ใจภาวะจิตที่แปรปรวนของตน ให้คงมั่นอยู่ในความเป็นกลางในอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ เพื่อให้เห็นแจ้งในธรรม สภาวธรรม หรือ ปรมัตถสัจจะ ดังนี้

 

 

“ธรรม ๓” หมายถึง สภาวะ–สิ่ง–ปรากฏการณ์ ให้พิจารณาใน “ปรมัตถสัจจะ” ได้แก่

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน “สุจริต ๓” ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔”  

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และกิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม”  ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน “ทุจริต ๓” ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒” หรือ “อกุศลจิต ๑๒” ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ (๑) “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่ง “กุศลธรรม” และ “อกุศลธรรม” เป็น “กามาวจร”ก็ตาม “รูปาวจร” ก็ตาม “อรูปาวจร” ก็ตาม “โลกุตตระ” ก็ตาม (๒) ธรรมทั้งหลายที่เป็น “กิริยา” มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม (๓) “รูป” ทั้งปวง (๔) “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” กล่าวสั้น คือ “วิบากในภูมิ ๔–กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓–รูป ๒๘–และ–นิพพาน ๒” (ธรรมในข้อนี้ ให้พิจารณาเปรียบเทียบกบ “อุเบกขา ๑๐” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จตุตถฌานุเปกขา” หรือที่เรียกว่า “อุเปกฺขโก” –เป็นผู้มีอุเบกขา

 

 

ฉะนั้น สภาวธรรมที่เป็นที่ปรารถนาของผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา คือ “อัพยากตธรรม” ที่สหรคตด้วย “อุเบกขา” ในสภาวธรรมต่างๆ ในการเจริญภาวนา (สมถะ–วิปัสสนา หรือ ฌาน–ญาณ หรือ สมาธิ–ปัญญา) ในการกำหนดอารมณ์แห่งกรรมฐานให้เป็น “อุเบกขาจิต–ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก” คือ อาการของจิตที่สหรคตด้วยความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ “อุเบกขา” ทำให้จิตเป็นกลางเที่ยงตรงและมี “สติ” ที่บริสุทธิ์ คือ ความระลึกได้–นึกได้–สำนึกอยู่ไม่เผลอ พร้อมด้วยปัญญา ที่เรียกว่า “สัมปชัญญะ” คือ ความรู้ชัด–รู้ชัดสิ่งที่นึกได้–ตระหนัก–เข้าใจชัดตามความเป็นจริง เพราะเกิดปัญญาหยั่งรู้ การลุล่วงถึง “อุเบกขา” จึงเป็นภาวะจิตที่ถึงพร้อมด้วย “สติสัมปชัญญะ” (ความไม่ประมาท–อัปปมาทะ) เกิดการบรรลุถึงได้มาซึ่ง “ปัญญาเห็นธรรม” คือ เห็นลักษณะในนามรูปโดยไตรลักษณ์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยปริยาย  “อุเบกขา ๑๐” มีรายละเอียดดังนี้

 

 

“อุบกขา ๑๐” หมายถึง เห็นโดยความเข้าถึง ด้วยเห็นเสมอ คือ เป็นผู้ไม่ตกไปในฝักใฝ่เลยเห็น ผู้พร้อมเพรียงด้วย “ตติยฌาน” เรียกว่า “ผู้มีอุเบกขา–อุเปกฺขโก” เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยอุเบกขานั้น ซึ่งบริสุทธิ์ไพบูลย์มีกำลัง ได้แก่ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา ๑ พรหมวิหารุเบกขา ๑ โพชฌังคุเบกขา ๑ ฉฬังคุเบกขา ๑ ฌานุเบกขา ๑ ปาริสุทธิอุเบกขา ๑ วิปัสสนุเบกขา ๑ สังขารุเบกขา ๑ เวทนุเบกขา ๑ และ วิริยุเบกขา ๑ (พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 510 -513 FILE 68) ดังนี้

(๑) “ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ อุเบกขาที่นำสหชาตธรรมไปเสมออันมาใน “เยวาปนกธรรม” ได้แก่ ฉันทะ ๑ อธิโมกข์ ๑ มนสิการ ๑ ตัตรมัชฌัตตตา ๑ กรุณา ๑ มุทุตา ๑ กายทุจริตวิรัติ ๑ วจีทุจริตวิรัติ ๑ มิจฉาชีววิรัติ ๑

(๒) “พรหมวิหารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลายที่จิตแผ่ออกไปทิศหนึ่ง

(๓) “โพชฌังคุเบกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความเป็นกลางของธรรมอันเกิดร่วมกันที่อาศัย “วิเวก” คือ ความสงัดที่ปลีกออกจากกิเลส

(๔) “ฉฬังคุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นอาการของความไม่ละความเป็นปรกติอันบริสุทธิ์ ในคลอง “อารมณ์ ๖” (รูป–เสียง–กลิ่น–รส–โผฏฐัพพะ–ธรรมารมณ์) ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาใน “ทวาร ๖–อินทรีย์ ๖” (ตา–หู–จมูก–ลิ้น–กาย–ใจ)

(๕) “ฌานุเปกขา” คือ อุเบกขาอันยังธรรมที่ไม่ตกไปในฝักฝ่ายให้เกิดในฌานนั้น แม้เป็นสุขอย่างเลิศอยู่ก็ตาม

(๖) “ปาริสุทธุเปกขา” คือ อุเบกขาอันไม่ขวนขวาย แม้ในความสงบจากธรรมเป็นข้าศึก บริสุทธิ์จากธรรมเป็นข้าศึกทั้งหมด โดยเข้า “จตุตถฌาน” มีอุเบกขาเป็นเหตุให้ “สติ” บริสุทธิ์

(๗) “วิปัสสนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่เป็นกลางในการค้นคว้าโดยละสิ่งที่มีที่เป็นด้วยอนัตตตา

(๘) “สังขารุเปกขา” คือ อุเบกขาอันเป็นกลางในความไม่ยึดถือการดำรงอยู่ในความพิจารณา “นิวรณ์” ด้วยอำนาจวิปัสสนา

(๙) “เวทนุเปกขา” คือ อุเบกขาที่ไม่รู้ทุกข์ไม่รู้สุขโดยจิตเป็นกามาวจรกุศล

(๑๐) “วิริยุเปกขา” คือ อุเบกขาอันได้แก่ความเพียรไม่ย่อหย่อน ด้วยการปรารภถึงความไม่เที่ยง ที่ใส่ใจถึง “อุเบกขานิมิต” ตลอดกาล

 

 

เพราะฉะนั้น “ความไม่หวั่นในโลกธรรมทั้งหลาย” นั้น จึงแสดงนัยถึง คำว่า “อุเบกขา–ตัตรมัชฌัตตตา” ซึ่งจะเกิดขึ้นเต็มที่ในการบรรลุถึง “จตุตถฌาน–ฌานที่ ๔” ซึ่งเป็นภาวะที่จิตบริสุทธิ์จากนิวรณ์ หรือ “ปริยุฏฐานกิเลส” คือ กิเลสอย่างกลาง ได้แก่ นิวรณ์ ๕ (นิวรณูปกิเลส) และ อุปกิเลส ๑๖ (จิตตอุปกิเลส) อันเป็นกิเลสที่เกิดสืบเนื่องในวิถีจิตของปุถุชนทั่วไป ไม่เกิดขึ้นในอริยบุคคลทั้ง ๔ ได้แก่ โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์ ตามลำดับ ฉะนั้น ความเป็นกลางนี้ หมายถึง ความเป็นศูนย์บริสุทธิ์ (Absolute Zero) ไม่มีค่าติดบวกและค่าติดลบ มีความเป็นกลางและเที่ยงตรง ไม่โอนเอียงไปข้างซ้ายหรือขวาทั้งสิ้น เมื่อจิตอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ จิตนั้นย่อมมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ นั่นคือ “จตุตถฌานมี ๑๓ ประเภท” (พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 432–435 FILE 78) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤทธิ์ใน ข้อ (๕) จตุตถฌาน อันเป็น ปุพเพนิวาสญาณ (ข้อ ๑ ในวิชชา ๓) หรือ “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ” คือ ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ปัญญาระลึกชาติได้ ซึ่งปฏิสังยุตโดยตรงกับ “นามรูปปริจเฉทญาณ” (ข้อ ๑ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป คือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม และ ข้อ (๖) จตุตถฌาน อันเป็น ทิพพจักขุญาณ (ข้อ ๒ ในวิชชา ๓) หรือ “จุตูปปาตญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม ปัญญาเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งปฏิสังยุตโดยตรงกับ “ปัจจยปริคคหญาณ” (ข้อ ๒ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว (๑) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๒) ปฏิจจสมุปปันนธรรม ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒ และ (๓) กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา เมื่อมีปัญญาเห็นธรรมในขั้นนี้ได้แล้ว ย่อมเกิดปัญญาพิจารณาในวิปัสสนากัมมัฏฐานขั้นที่ ๓ คือ “สัมมสนญาณ” (ข้อ ๓ ในญาณ ๑๖) คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่ (๑) เป็นของไม่เที่ยง (๒) เป็นทุกข์ (๓) มิใช่ตัวตน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเจริญ “อนุปัสสนา ๗” อันทำให้เกิด “ปัญญา ๑๐” ได้ ซึ่งหมายความว่า การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานย่อมทำให้เกิดปัญญาและญาณได้จริงในพระพุทธศาสนานี้

 

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” —ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” —ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” —ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” —ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” —ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” —ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” —ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” —ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” —ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” —ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมที่มีความหวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลายนั้น จึงเป็นบุคคลผู้ไม่ได้เจริญ “โวทานธรรม” นั่นคือ “อธิจิตตสิกขา” ได้แก่ สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ เมื่อไม่ถือมั่นในศีล คือ “ปาริสุทธิศีล ๔” (สีลวิสุทธิ) ไม่ถือมั่นในสมาธิ คือ “ฌาน ๔” (จิตตวิสุทธิ) บุคคลนั้นย่อมไม่เกิด “วิปัสสนานิมิต” (ญาณ ๑๖–อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘) ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นฐานที่ประพฤติปฏิบัติตนให้บริสุทธิ์จนกลายเป็นศีลวัตรโดยปริยายหรือทำได้โดยอัตโนมัติเป็นปกติ ดังนี้

 

 

“ปาริสุทธิศีล ๔” หมายถึง ศีลคือความบริสุทธิ์ ศีลเครื่องให้บริสุทธิ์ ความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีล ได้แก่  

(๑) “ปาฏิโมกขสังวรศีล” คือ ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย

(๒) “อินทรียสังวรศีล” คือ ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ 

(๓) “อาชีวปาริสุทธิศีล” คือ ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่ประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพเป็นต้น  

(๔) “ปัจจัยสันนิสิตศีล” คือ ศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย ๔ ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ นั่นคือ พิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ไม่บริโภคด้วยตัณหา  

 

 

ฉะนั้น ความประพฤติที่ทำอย่างถูกต้อง ไม่ประกอบด้วยกิเลสตัณหา จนเกิดความบริสุทธิ์หมดจด จนเป็นปกติธรรมดา นั่นคือ “อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ” ดังนี้

 

(๑) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ “วจีสุจริต ๔” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากวจีทุจริต ๔ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ วจีทุจริต ๔ นั่นคือ วาจาชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปริคคหจริยา [การกำหนดสำรวม]

(๑)  “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ “กายสุจริต ๓” นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากกายทุจริต ๓ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่ล้ำเขต  การกำจัดต้นเหตุ กายทุจริต ๓ นั่นคือ การงานชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = สมุฏฐานจริยา [สิ่งที่ทำขึ้น–สภาพที่ตั้งขึ้นด้วยสำรวม]

(๒)“สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ นั่นคือ การงด–การเว้น–การเลิกละ–เจตนาเครื่องเว้น จากมิจฉาอาชีวะ กิริยาไม่ทำ การไม่ทำ การไม่ล่วงละเมิด การไม่หลอกล่วง การไม่ล้ำเขต การกำจัดต้นเหตุ มิจฉาอาชีวะ นั่นคือ การเลี้ยงชีพชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = โวทานจริยา [ความผ่องแผ้วบริสุทธิ์–การกระทำที่บริสุทธิ์]

 

 

เมื่อศีลมีความบริสุทธิ์หมดจดดีแล้ว จิตย่อมกลายเป็นกุศลไปด้วยในอันดับถัดไป เพราะศีลวัตรในขั้นนี้ สามารถชำระพฤติกรรมและจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลสอย่างหยาบได้ ได้แก่ กายทุจริต ๓ และ วจีทุจริต ๔ การพิจารณาจิตและการฝึกฝนจิตนั้น จึงเป็นเรื่องการดำรงอยู่ การใช้ชีวิตสืบเนื่อง (ชีวิตสันตติ) ในกระแสแห่งอริยมรรคต่อไป ที่เรียกว่า “อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” อันเป็นตัวตนที่แท้จริงอีกขั้นหนึ่งของผู้ปฏิบัติธรรม ดังนี้

 

(๑) “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ “ปธาน ๔–สัมมัปปธาน ๔” นั่นคือ การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ ความพยายามชอบ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ปัคคหจริยา [ความเพียรที่พอดี–การยกจิตไว้]

(๒) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ “สติปัฏฐาน ๔” นั่นคือ ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สตพละ สัมมาสติ ความระลึกชอบ สติสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อุปัฏฐานจริยา [สติคมชัด–สติแก่กล้า–การอุปการะจิต]

(๓) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ “ฌาน ๔” นั่นคือ ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อวิกเขปจริยา [ความไม่ฟุ้งซ่าน–การสำรวมจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน]

 

 

เมื่อจิตเป็นกุศลโดยปราศจากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลายดีแล้ว ความมีฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตามพระอนุสาสนีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมเกิดอุบัติขึ้นใน “ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา” ของบุคคลนั้นได้ ตามสภาพของกรรมทั้งหลายที่ตนได้ทำ ได้ตั้งใจไว้ คือ เกิด “ปัญญาเห็นธรรม” (ดวงตาเห็นธรรม–ธรรมจักษุ: ปัญญาเห็นแจ้งในการเกิดและการดับของธรรมหรือสภาวธรรมทั้งหลาย อันเป็นเหตุให้บรรลุถึงโสดาปัตติมรรค) ซึ่งจะเกิดขึ้นในขั้นการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อจากภาวะจิตที่เป็น “อธิจิตต์–จิตอันยิ่ง” แล้ว อย่าลืมว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นเรื่องของการเข้าถึงธรรมชาติแห่งจิตวิญญาณของตนเอง คือ “การเห็นแจ้งในศักยภาพของจิตตนเอง” (อัตตาสัมปทา: Self–Actualization) มันไม่ใช่เรื่อง “ไสยาศาสตร์” (Black Magic) คือ การใช้มนต์ดำ เวทมนตร์คาถา คาถาอาคม หรือ อำนาจวิเศษ แต่เป็นเรื่องที่ตนเองใช้ “สติสัมปชัญญะ” (Temperance) อันเป็นจิตของตน ที่ดำรงอยู่ในจิตตามสภาพดั้งเดิม (จิตประภัสสร–ภวังคจิต: สมาธิในวิปัสสนา–จิตตัววิปัสสนา ที่เป็นจตุตถฌาน) อันบริสุทธิ์จากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งหลาย ตามพิจารณาจิตของตนที่แปรสภาพไปตามกระแสวิถีแห่งจิต (วิถีจิต) ฉะนั้น บุคคลนั้นจึงสามารถเข้าถึง (๑) ปัญญาในสมาธิ คือ “ญาณทัสสนะ” (ยถาภูตญาณทัสสนะ) คือ การเห็นแจ้งด้วยญาณในธรรมทั้งหลายตามเป็นจริง กับ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา คือ “ญาณ” (จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง) คือ ตาปัญญา ปรีชาหยั่งรู้ ความรอบรู้แจ้ง ความรู้แจ้งชัด ความสว่างไสวแห่งปัญญา ซึ่งประกอบด้วย “สติ–สัมปชัญญะ” (สติสัมปชัญญะ) ในทุกขณะจิต (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ดังคำพูดที่ว่า “อาตาปี–สัมปชาโน–สติมา” ดังนี้

 

 

(๑) “มีอาตาปี” —อาตาปะ [ความเพียร] มีนัยตรงกับไวพจน์ ต่อไปนี้

การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระไว้ด้วยดี วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ วิริยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนืองในมรรค ความพยายามชอบ [สัมมัปปธาน ๔ = ความเพียรใหญ่] เมื่อผู้ปฏิบัติเป็นผู้เข้าถึงแล้ว เข้าถึงพร้อมแล้ว เข้าไปใกล้แล้ว เข้าไปใกล้พร้อมแล้ว เข้าถึงแล้ว สมบูรณ์แล้ว ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยอาตาปะนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า “อาตาปี” คือ ผู้มีตบะ ผู้มีความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาบาปราคะ หรือ ผู้มีคุณเครื่องเผากิเลสในภพ ๓ [กามภพ–รูปภพ–อรูปภพ] ด้วยคุณเครื่องเผากิเลสคือความเพียร [วิริยะ] ที่นับได้ว่าเป็นไปทางกายและทางจิต ส่วนคำตรงข้าม คือ “อนาตาปี” คือ ไม่มีความเพียร

 

 

(๒) “มีสติ” [สติ–สติมา] มีนัยตรงกับไวพจน์ ต่อไปนี้ [สมาธิทำให้มีสติ–อุเบกขาทำให้สติบริสุทธิ์]

 

สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ

 

“อุปัฏฐิตสติบุคคล” —บุคคลผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้ว หมายถึง ความระลึกได้ ความตามระลึกได้ ความหวนระลึกได้ ความนึกได้คือสติ ความทรงจำ ความไม่ฟั่นเฟือน ความไม่

หลงลืม นี้เรียกว่า “สติ” คือ บุคคลผู้ประกอบแล้วด้วยสตินี้

 

“มุฏฐสัจจะ” —ความเป็นผู้ไม่มีสติ หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความหวนระลึกไม่ได้ ความระลึกไม่ได้ สภาพที่ระลึกไม่ได้ สภาพที่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ความหลงลืม

 

“มุฏฐัสสติบุคคล” —บุคคลผู้มีสติหลง หมายถึง ความระลึกไม่ได้ ความตามระลึกไม่ได้ ความกลับระลึกไม่ได้ ความไม่มีสติ ความระลึกไม่ได้ ความทรงจำไม่ได้ ความหลงใหล ความฟั่นเฟือน

 

 

 (๓) “มีสัมปชัญญะ” [ปัญญา–สัมปชาโน] มีนัยตรงกับไวพจน์ ต่อไปนี้ [อุเบกขาทำให้มีสัมปชัญญะ]

 

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ชัด ปัญญาเหมือนประตัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ

 

“สัมปชานบุคคล” —บุคคลผู้มีสัมปชัญญะ หมายถึง ความรอบรู้ ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความเลือกสรร ความสอดส่องธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนดรู้เฉพาะ ความเป็นผู้รู้ ความฉลาด ความรู้ละเอียด ความรู้แจ่มแจ้ง ความคิดนึก ความใคร่ครวญ ความรู้กว้างขวาง ความรู้เฉียบขาด ความรู้นำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาเพียงดังปะฏัก ปัญญินทรีย์ กำลังคือปัญญา ประทีปคือปัญญา รัตนะคือปัญญา ความสอดส่องธรรมคืออโมหะ สัมมาทิฏฐิ หรือใช้นิยามตาม “สัมปชัญญะ–มีสัมปชัญญะ”

 

“อสัมปชานบุคคล” —บุคคลผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หมายถึง ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้ตาม ความไม่พร้อม ความไม่แทงตลอด ความไม่รับทราบ ความไม่กำหนดลงทราบ ความไม่เพ่งเล็ง ความไม่พิจารณา ไม่ทำให้แจ่มแจ้ง ความเป็นผู้ทรามปัญญา ความเป็นผู้เขลา ความหลงทั่ว ความหลงพร้อม ความโง่เขลาเบาปัญญา คือ มี โอฆะคืออวิชชา [กิเลสอันเป็นดุจกระแสน้ำหลากท่วมใจสัตว์] มี โยคะคืออวิชชา [กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ] อนุสัยคืออวิชชา [กิเลสที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน] มี ปริยุฏฐานคืออวิชชา [กิเลสที่พลุ่งขึ้นมาเร้ารุมกลุ้มรุมครอบงำอยู่ในจิตใจ] มี คัณฐะคืออวิชชา [กิเลสเครื่องรัดรึง] สังโยชน์คืออวิชชา [กิเลสเครื่องผูกมัดไว้ทั้งหมด] มี ลิ่มคืออวิชชา [ลังคี –กิเลสทำให้ติดโดยแท้ ถอนขึ้นได้ยาก] และ มี อกุศลมูลคือโมหะ [ความลุ่มหลง หมกมุ่น มัวเมา ไม่มีปัญญา]   

 

 

(๔) “โยนิโสมนสิการ” —ความทำไว้ในใจโดยแยบคาย หมายถึง มนสิการในอุบาย มนสิการถูกทาง มนสิการโดยอุบาย มนสิการโดยคลองธรรม คือ มนสิการโดยนัยในอนิจจลักษณะ   ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยง หรือมนสิการโดยนัยในทุกขลักษณะ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นทุกข์ หรือมนสิการโดยนัยในอนัตตลักษณะ ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตา ว่าเป็นอนัตตา หรือในสิ่งที่ไม่งาม ว่าไม่งาม หรือการพิจารณา การตามพิจารณา การรำพึง การใคร่ครวญ การใส่ใจ อนุโลมในของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา = มีสัมปชัญญะ–ปัญญา (ตัวฉลาด)

 

 

(๕) “อโยนิโสมนสิการ” —ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หมายถึง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายในสิ่งที่ไม่เทียง ว่าเที่ยง ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่ใช่อัตตาตัวตนว่าเป็นอัตตาตัวตน ความทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม หรือความนึก ความนึกเนืองๆ ความคิดความพิจารณา ความทำไว้ในใจแห่งจิต โดยผิดจากความจริง = ไม่มีสัมปชัญญะ–ปราศจากปัญญา (ตัวโง่)

 

 

ฉะนั้น ถ้าไม่ต้องการได้ชื่อว่า “โง่เขลาเบาปัญญา” นั้น ก็ให้เจริญจิตตสมาธิให้มากๆ อย่าได้ขาด ทำให้มากอยู่เป็นนิตย์ พร้อมด้วยการพิจารณาธรรมทั้งหลาย “มนสิการกรรมฐาน” อยู่เรื่อยๆ ด้วย “อนุปัสสนา ๗” ปัญญาย่อมเกิดต่อสานกันไปเหมือนจักสานกระด้ง (ภาชนะฝัดข้าว) กระติก (ภาชนะใส่น้ำ) กระติบ (ภาชนะใส่ข้าวเหนียว) การจะได้ภาชนะเหล่านี้มาได้ ต้องใช้เวลานานและความอดทนพยายามสูง จึงจะได้รูปร่างภาชนะที่สำเร็จรูปมาใช้งานได้จริง ฉะนั้น ความเพียร ความอดทน ที่ประกอบด้วยปัญญาแห่งสติสัมปชัญญะ จึงเป็นเรื่องใหญ่ในการปฏิบัติธรรมที่จริงจัง ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมตามกระแสสังคมโลก เพื่อทำเอาหน้าให้ใหญ่เป็นกระด้ง อย่างไรก็ตาม คำว่า “สติสัมปชัญญะ” (ข้อ ๕ ในเบญจธรรม) นั้น มีความหมาย ดังนี้

 

“สติสัมปชัญญะ” หมายถึง ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ คือ ฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิด รู้สึกตัวเสมอว่า สิ่งใดควรทำ และไม่ควรทำ ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาท

 

 

เพราะฉะนั้น “สติสัมปชัญญะ” นั้น จึงเป็นตัวบ่งชี้ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต และความล้มเหลว ความเสื่อมฉิบหายของชีวิต โดยเฉพาะอย่าง ความมีสติสัมปชัญญะที่วางเฉยต่อ “อารมณ์ทั้งหลาย” (เวทนา –สัญญา –สังขาร = เจตสิก) ที่ผ่านมากระทบอินทรีย์ทั้ง ๖ ด้วยการรู้แจ้งอย่างเท่าทันกิเลสทั้งหลายที่จะเข้ามาครอบงำหรือกลุ้มรุมจิตใจ (จิต) ให้เศร้าหมอง ก็รู้จักปฏิเสธสิ่งนั้น สภาวะเหล่านั้นได้ จึงมีจิตที่ปราศจากนิวรณ์และอกุศลธรรมทั้งปวง อย่าลืมว่า “จิต–จิตวิญญาณ” นั้น มีตัวตนที่เจ้าของสามารถสัมผัสได้ด้วยจิตที่เป็น “สติสัมปชัญญะ” (จิตประภัสสร–ภวังคจิต กับ สมาธิในวิปัสสนา เพื่อกำหนดรู้ วิถีจิตที่โลดแล่นในกระแสวิถีของกิจวิญญาณปวัตติ คือ อาการของจิตที่หวั่นไหวไปตามกระแสของโลกธรรมหรือชวนะ) ดังนั้น จิตของมนุษย์นั้น เจ้าของจิตดวงนั้น สามารถนำมาฝึกหัดอบรมได้ตามเจตนาที่ทั้งกุศลและอกุศล แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้เลือกในฝ่ายกุศลธรรมที่ฝึกให้อยู่ในภาวะที่ถูกต้องตามธรรมชาติที่เป็นจริง นั่นคือ “สัมมัตตะ ๑๐” (อริยมรรคมีองค์ ๘–สัมมาญาณ–สัมมาวิมุตติ) เมื่อจิตมีพลังแกร่งกล้าด้วยปรีชาสามารถในการหยั่งรู้ดีแล้ว ย่อมทำให้บุคคลนั้นเข้าถึง “อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ” ดังนี้

 

(๑) “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ เห็นไตรลักษณ์ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท นั่นคือ ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด คือ มีสัมปชัญญะ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม ความเห็นชอบ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค = ทัสสนจริยา [การเห็นด้วยปัญญา–การเห็นตามเป็นจริง] หรือหมายถึง “มีสัมปชัญญะ” ดังนี้

 

คำนิยามแห่งไวพจน์ใน “ปัญญา”

ความมีสติสัมปชัญญะ นั่นคือ (๑) ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด –ความวิจัย –ความเลือกสรร –ความวิจัยธรรม –ความกำหนดหมาย –ความเข้าไปกำหนด –ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ –ภาวะที่รู้ –ภาวะที่ฉลาด –ภาวะที่รู้ละเอียด –ความรู้แจ่มแจ้ง– ความค้นคิด –ความใคร่ครวญ –ปัญญาเหมือนแผ่นดิน –ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส –ปัญญาเป็นเครื่องนำทาง –ความเห็นแจ้ง –ความรู้ชัด –ปัญญาเหมือนประตัก

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(๒) ปัญญา
ปัญญินทรีย์
–ปัญญาพละ –ปัญญาเหมือนศัสตรา –ปัญญาเหมือนปราสาท –ความสว่างคือปัญญา –แสงสว่างคือปัญญา –ปัญญาเหมือนประทีป –ปัญญาเหมือนดวงแก้ว –ความไม่หลง –ความวิจัยธรรม –สัมมาทิฏฐิ

 

(๒) “สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ความนึกคิดที่เป็นกุศลจิต ได้แก่ เนกขัมมะ–อพยาบาท–อวิหิงสา นั่นคือ ความตรึก ความตรึกอย่างแรง ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นอยู่ในอารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทอยู่ในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ ความความดำริชอบ อันเป็นองค์แห่งมรรค = อภิโรปนจริยา [การตรึกอารมณ์แห่งจิต–มุมองแห่งกระบวนทัศน์ มีความนึกคิดชอบในใจ]

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันความหวั่นไหวแห่งจิตในโลกธรรมทั้งหลายนั้น คือ การเจริญ “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยยึดหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ “ทางสายกลางแห่งปัญญา” โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่ว่า (๑) เริ่มต้นด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา และ (๓) นำไปสู่ปัญญาอันยิ่งขึ้นไป ให้พิจารณาการวางลำดับข้อธรรมย่อยที่เริ่มจาก “อธิปัญญา–อธิศีล–อธิจิต” ตามลำดับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

 

“อริยมรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” —เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” —ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” —เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” —กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” —เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” —พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” —ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” —ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

เมื่อบุคคลผู้เจริญด้วย “อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามกระแสแห่งโลกธรรมทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะ “มีสติสัมปชัญญะ–โยนิโสมนสิการ” เป็นกำลังสำคัญที่รักษาปัญญาให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา พลังที่แก่กล้านี้ ย่อมทำให้หาข้อสรุปได้ เกิด “แรงดลบันดาลใจ” (Inspirations) เป็นความหวังใหม่ๆ พิจารณาเห็น “คุณค่าในตัวตน” (Self–Realization) จิตวิญญาณ (Spirituality) หรือ ศักยภาพ  อันเป็นพลังที่ซ้อนเร้นในตน (Hidden Self–Potentials) ที่สามารถนำเอาออกมาแสดงผลได้จริง ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” (Unimpeachable Path) อันเป็นการสร้าง “ขวัญ–กำลังใจ” (Morales) ให้ตนเองได้ตลอดเวลา คือ “สงเคราะห์ตนด้วยตน” (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาก็ต้องการให้ได้ผลานิสงส์ในเรื่องเช่นกัน ไม่ฝึกปฏิบัติมากจนกลายเป็นบ๋องหรือเป็นเอ๋อไป นั่นไม่ใช่ทางสายกลางแห่งปัญญา “มัชฌิมาปฏิปทา” อย่างแน่นอน ให้พิจารณาแนวทางหรือข้อประพฤติปฏิบัติอันนำไปสู่ความสำเร็จได้ด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายนั้น ต้องรู้จักตนเองให้ดีเสียก่อน อย่ากระสันไปอยากรู้แต่เรื่องของคนอื่นให้มากนัก ไร้สาระ สิ้นเปลืองสมองเปล่าๆ เสียเวลาในการเจริญภาวนากรรมฐานของตน โดยนัยว่า “ตนเป็นทุกข์แห่งวัฏฏะ: ผู้มี ชาติ–ชรา–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–และ–สังกิเลส เป็นธรรมดา” อยู่แล้ว ก็ต้องแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ถ้าไม่เข้าใจดีในจุดประเด็นนี้ พลังกายและพลังใจในการปฏิบัติธรรมก็น่าจะเสื่อมไปเรื่อยๆ จนเกิดความหมดศรัทธาในปฏิปทาที่ปฏิบัติอยู่ และยังทำไม่ถึงที่สุดหรือสุดรอบแห่งชีวิต ก็เกิดอาการปัญญาตายสนิท ที่เรียวก่า “วิบัติ ๔–วิปลาส ๔” ดังนี้

 

 

“อปัณณกปฏิปทา ๓” หมายถึง ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด ได้แก่

(๑) “อินทรียสังวร” คือ การสำรวมอินทรีย์ นั่นคือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ 

(๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการบริโภค นั่นคือ รู้จักพิจารณารับประทานอาหาร เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายใช้ทำกิจให้ชีวิตผาสุก มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา  

(๓) “ชาคริยานุโยค” คือ การหมั่นประกอบความตื่น ไม่เห็นแก่นอน นั่นคือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ ขอให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ก็อย่าเสื่อมศรัทธาในพระรัตนตรัย มีอะไรบกพร่องเกิดขึ้น ก็ให้หาคำปรึกษาจากผู้รู้อย่างแท้จริง สัตบุรุษ โสภณบุรุษ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้จะเป็นกัลยาณมิตรแห่งตนได้ดี ช่วยเป็น “สามัญสำนึกแห่งพุทธะ” คอยเตือนสติไม่ให้หลงทางไปในทิศที่อกุศล ก็ให้เจริญเข้าไว้ “มงคล ๓๘–อุดมมงคล” ของไม่ได้ซื้อได้ขาย ไม่หนักกระบาลใครถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติตามอย่างจริงจัง สิ่งนี้แหละ คือ “คาถาชีวิตอย่างแท้จริง” อย่าไปหาสิ่งที่อาภัพอัปมงคลใส่ชีวิตของท่านเองอีกเลย ที่ได้เกิดมาเป็นคนในชาตินี้ มันก็ยากอยู่แล้ว ลำบากอยู่แล้ว อุบาทว์อยู่แล้ว ก็ให้หยุดกรรมทั้งหลายที่เป็นสื่อแห่งอกุศลธรรมที่พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านไม่สรรเสริญว่าเป็นของดี ทำตามที่ว่ามานี้ให้ดี ให้มาก ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ ให้ไพบูลย์ยิ่งขึ้น ตนเราเองนั่นแหละ จะเป็นผู้ได้รับรางวัลชีวิตอันล้ำค่าทั้งหลายเหล่านี้ไม่สิ้นสุด ไม่ต้องไปรอให้หน่วยงานใดมามอบรางวัลให้อีก ทำมันเอง ก็ย่อมรู้มันเอง แต่ต้องทำทางสายกลายแห่งปัญญา ที่ชาวโลกและชาวสวรรค์ พากันนิยมสรรเสริญว่าเป็นของดีแห่ง “มัชฌิมาปฏิปทา” ฝากไว้อีกอย่างหนึ่งนะ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ถ้าจะหายใจเข้าหรือหายใจออกนั้น ก็ให้นึกถึงมรรคเอาไว้ อย่าไปคิดเรื่องอื่นให้เสียเวลา เจริญภาวนาด้วย “อริยอัฏฐังคิกมรรค” ย่อมไม่ผิดทางอย่างแน่นอน ขอให้เจริญขึ้นจากความเสื่อมไปสู่ความไม่เสื่อมอีกแล้วทั้งกายและใจ แต่ถ้าจะหวั่นไหวก็ขอให้ตื่นเต้นไปตามพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีกว่ากันเยอะเลย สวัสดี.

 

 

 

Visitor Number:
4878752