๘๗. การปฏิบัติธรรมตามแนวธัมมานุธัมมปฏิปัตติ

         Practice and Living in Conformity with the Dhamma

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2015

Your Reading Number:  2824

ความสำคัญของบทความ

 

ความศรัทธาเลื่อมใสประกอบด้วยเหตุผลและปัญญานั้น เป็นคุณชาติความดีที่สำคัญยิ่งในการนับถือพระศาสนาพุทธ ไม่ประกอบด้วยความงมงาย ความลุ่มหลงอย่างไม่มีสติ เช่น ความเชื่องมงายในคุณไสย คาถาอาคมแห่งเวทมนต์ อันทำให้เกิด “ทิฏฐิ” คือ ความเห็นผิดพลาด (ทิฏฐาสวะ) พอกพูนกิเลสทั้งหลาย (กามาสวะ) ดังพุทธโอวาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะ และชื่อเสียง เป็นของทารุณ เผ็ดร้อน หยาบร้าย เป็นอันตรายต่อการบรรลุโยคเกษมธรรม อันยอดเยี่ยม” แต่ก็ยังไม่ใส่ใจกัน ทั้งฆราวาสและสมณะทั้งหลาย “อวิชชา” (อวิชชาสวะ) คือ ความไม่รู้จริงในอริยสัจจธรรมและปฏิจจสมุปบาท หลงงมงายใน “ภวาสวะ” คือ กิเลสที่หมักหมมหรือดองอยู่ในสันดาน ทำให้อยากเป็นอยากเกิดอยากมีอยู่คงอยู่ตลอดไป ความยึดมั่นถือตัวเป็นใหญ่ ด้วยเนื่องจาก ไม่ได้ศึกษาธรรมที่เป็นแก่นแท้พระศาสนา คือ “ไตรสิกขา: ศีล–สมาธิ–ปัญญา” อันมีสมุฏฐานเหตุใหญ่มาจาก “อริยมรรคมีองค์ ๘” จึงไม่เกิดปัญญาที่เป็นโสภณกุศลตามแนวทางสายกลางแห่งปัญญา ที่เรียวก่า “มัชฌิมาปฏิปทา” อันมีรากแก่นธรรมมาจาก “พุทธโอวาท ๓” ได้แก่ (๑) “สพฺพปาปสฺส อกรณํ” คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง (๒) “กุสลสฺสูปสมฺปทา” คือ ทำความดีให้เพียบพร้อม (๓) “สจิตฺตปริโยทปนํ” คือ ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ข้อแนะนำนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน ไม่เป็นอื่น และไม่เป็นหมันสำหรับผู้น้อมนำไปเต็มใส่ใจให้เต็มเปี่ยม พอเหมาะควรแก่การดำเนินชีวิตอย่างมีค่าคุณชาติความดีแห่งสัตบุรุษ ปฏิบัติดี พฤติกรรมดี มีปัญญาไม่ขาดสายทันเหตุการณ์ จึงเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง ไม่ใช่ของปลอม ของเทียม ของเลียนแบบ ผู้เป็นตัวแทนศาสนาปลอม (เดียรถีย์ผู้หวังลาภสักการะและชื่อเสียง) พระอริยเจ้าผู้มีไตรสิกขาบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสทั้งหลายและมีกองทุกข์มอดดับสิ้นแล้ว ย่อมมีจริยางดงามโดยธรรมชาติเป็นปกติธรรมดา และมีปัญญาแตกฉานด้วยปฏิสัมภิทัปปัตตะในเบื้องต้น จึงเจริญงอกงาม บริบูรณ์สมบูรณ์ ไพบูลย์ยิ่ง พรั่งพร้อมพอกพูนด้วย “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” ไม่เป็นที่ตำหนิติเตียนทั้งพวกมนุษย์โลกและเทวดา ไม่เปลี่ยนสีแปรงร่างตามกระแสสังคมโลกที่เจริญไปในทางเสื่อม คือ ย่อมเป็นลุคคลผู้ดับแล้วแห่งอวิชชาทั้งหลาย หรือถึงแล้วซึ่ง “อนาสวะ” คือ ไม่มีอาสวะ อันหาอาสวะมิได้ ซึ่งกิเลสทั้งหลายที่นอนนิ่งหมักดงในพื้นจิตสันดาน (จิตไร้สำนึก–Unconscious Mind) ฉะนั้น ปฏิปทาที่เป็นส่วนแก่นสารเนื้อแท้ ซึ่งจะนำผู้ปฏิบัติให้ถึงความเจริญงอกงามในธรรม เป็นผู้ดำเนินอยู่ในแนวทางแห่งความปลอดพ้นจากทุกข์อย่างแน่นอนไม่ผิดพลาด เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา ๓” ได้แก่ (๑) “อินทรียสังวร” คือ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำใจ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ (๒) “โภชเนมัตตัญญุตา” คือ ความรู้จักประมาณในการกิน มิใช่เพื่อสนุกสนานมัวเมา และ (๓) “ชาคริยานุโยค” คือ ขยันหมั่นเพียร ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ พร้อมเสมอทุกเวลาที่จะปฏิบัติกิจให้ก้าวหน้าต่อไป.

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์

 

บทความที่ ๘๗ ประจำปี ๒๕๕๘ – การปฏิบัติธรรมตามแนวธัมมานุธัมมปฏิปัตติ

 

 ความเป็นผู้คงแก่เรียน ฟังมากจากผู้รู้ อ่านมากด้วยการค้นคว้าและการวิจัยธรรม ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มแรกที่สุดในการพัฒนาปัญญา เพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ทันเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย คือ มีสัญชาตญาณที่จะเรียนรู้อย่างเท่าทันการ ไม่ใช่บุคคลที่มีความนึกคิดล้าหลังไม่เข้าสมัยนิยม หรือ เก่าคร่ำครึ (Obsolete) แต่มีสติสัมปชัญญะ (Temperance) ที่จะพิจารณาใส่ใจเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหลายนั้น ด้วยการใช้วิจารณญาณหรือเหตุผลอย่างมีดุลยพินิจรอบคอบ ไม่ตัดสินอะไรด้วยอารมณ์แห่งทิฏฐิของตนอย่างผิดๆ ไม่เป็นไปตามความจริงหรือ “กฎธรรมชาติ” ตามนัยของทางธรรมนั้น “ความเป็นผู้คงแก่เรียน” นั้นเรียกว่า “พาหุสัจจะ” (Great Learning) คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก ถ้าเป็นไปได้ ก็ให้ถึงขั้นเป็นผู้รู้แจ้งโลกเป็นอย่างดี นั่นคือ เข้าใจเรื่องโลกวิสัยอย่างถูกต้องว่า “การเกิดมาบนโลกใบนี้ ย่อมเป็นบุคคลผู้มี ชาติ–พยาธิ–มรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” (มีเกิด เจ็บ ตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ เป็นเรื่องปกติที่เกิดมาเป็นคน) ไม่ใช่เป็นเทวดา แต่เป็นเจ้าครองนครแห่งสังสารทุกข์ตั้งแต่เกิด หรือมีชีวิตที่ติดลบด้วยกรรมในอดีตชาติเป็นตัวกำหนดแดนเกิดในชาตินี้ โดยพิจารณาตามความเชื่ออย่างมีเหตุผล ที่เรียกว่า “กัมมัสสกตาสัทธา” สำหรับองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ ย่อมแสวงหารู้ได้ด้วยการฟังธรรมหรือศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์หรือตำราต่างๆด้านพระพุทธศาสนา เพื่อทำให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง “สัมมาทิฏฐิ” (สัมมทัสสนะ) ที่เรียกว่า “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก นั่นคือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร แล้วทำตนให้ถึงพร้อมด้วย “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคายมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ฉะนั้น ทั้ง “ปรโตโฆสะ” กับ “โยนิโสมนสิการ” นั้น ย่อมหมายถึง ทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้อง หรือต้นทางของปัญญาและความดีงามทั้งปวงที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลนั้นได้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า:


“เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่น แม้สักข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เจริญยิ่งขึ้น เหมือนโยนิโสมนสิการเลย”

 

ดังนั้น “การศึกษา” (Education) จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการศึกษาพระศาสนา (ไตรสิกขา) ที่นอกเหนือจาก การอบรมสั่งสอนตามเชิงวัฒนธรรมจากสถาบันครอบครัวและสังคม แต่ในทางพุทธศาสนานั้น ให้ถือตนเองเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ต้องหมั่นมนสิการกรรมฐานด้วย “กายคตาสติ” คือ การกำหนดสติอันไปในกาย นั่นคือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา หรือ การเจริญอนุปัสสนาในฐานกายหรือร่างกายของตน หรือการตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า “เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” ที่เรียกว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” โดยเน้นในวัตถุ ๖ ประการ ดังนี้

(๑) “อานาปานสติ” คือ กำหนดลมหายใจเข้าออก

(๒) “อิริยาบถ” คือ กำหนดรู้ทันอิริยาบถในการเคลื่อนไหวต่างๆ

(๓) “สัมปชัญญะ” คือ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง

(๔) “ปฏิกูลมนสิการ” คือ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้

(๕) “ธาตุมนสิการ” คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ

(๖) “นวสีวถิกา” คือ พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

 

 

อนึ่ง สำหรับข้อ (๕) “ธาตุมนสิการ” นั้น ให้พิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อธรรม “ธาตุกัมมัฏฐาน ๔” ดังนี้

 

“ธาตุกัมมัฏฐาน ๔” หมายถึง กรรมฐานคือธาตุ กรรมฐานที่พิจารณาธาตุเป็นอารมณ์ คือ กำหนดพิจารณากายนี้แยกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่าเป็นเพียงธาตุสี่แต่ละอย่าง ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ได้แก่

(๑) “ปฐวีธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะ แข้นแข็ง เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๒) “อาโปธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบ ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะเอิบอาบ เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๓) “เตโชธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะร้อน ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่ยังอาหารให้ย่อย หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะร้อน เป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

(๔) “วาโยธาตุ” คือ ธาตุที่มีลักษณะพัดผันเคร่งตึง ภายในตัวก็มี ภายนอกตัวก็มี กล่าวเฉพาะที่เป็นภายใน สำหรับกำหนด พอให้สำเร็จประโยชน์เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ได้แก่ ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปตามตัว ลมหายใจ หรือสิ่งอื่นใดก็ตามในตัว ที่มีลักษณะพัดผันไปเป็นต้น อย่างเดียวกันนี้

 

 

จากตัวอย่าง “ธาตุ” ที่แสดงข้างต้นนี้ ใน “ปฐวีธาตุ” มี ๑๙ อย่าง ใน “อาโปธาตุ” มี ๑๒ อย่าง เติม “มัตถลุงค์” คือ มันสมอง เข้าเป็นข้อสุดท้ายใน “ปฐวีธาตุ” รวมเป็น ๓๒ เรียกว่า “อาการ ๓๒” หรือ “ทวัตติงสาการ” (มัตถลุงค์ไม่มีในปฐวีธาตุ ๑๙ อย่าง เพราะรวมเข้าในอัฏฐิมิญชะ คือเยื่อในกระดูก) “ธาตุกัมมัฏฐาน” นี้ เรียกอย่างอื่นว่า “ธาตุมนสิการ” คือ การพิจารณาธาตุ บ้าง “จตุธาตุววัฏฐาน” คือ การกำหนดธาตุ ๔) บ้าง เมื่อพิจารณากำหนดธาตุ ๔ ด้วย “สติสัมปชัญญะ” เพื่อให้มองเห็น “ความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปในกาย” ตระหนักว่า “กายนี้ก็สักว่ากาย มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา” คือ การเห็นแจ้งในนามรูปแห่งขันธ์ ๕ โดยไตรลักษณ์ นั่นเอง (ธรรมนิยาม ๓: กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย ได้แก่ สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงไม่เที่ยง ๑ สังขารคือสังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์ ๑ ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตน ๑) ด้วยเหตุนี้ จึงจัดเป็น “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” ส่วนหนึ่ง

 

 

เพราะฉะนั้น ร่างกายจึงเป็นที่ชุมนุมกันแห่งรูปธรรม คือ “รูปกาย–รูปขันธ์” จิตใจจึงเป็นที่ชุมนุมกันแห่งนามธรรม คือ “นามกาย–นามขันธ์” ทั้งร่างกายและจิตใจจึงเป็น “ที่รวมหรือที่ชุมนุมแห่งธรรม” ที่เรียกว่า “ธรรมกาย” ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถนำ “ธรรมกาย” ทั้งหลาย คือ “ขันธ์ ๕: รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” มาศึกษาหรือ “มนสิการกรรมฐาน” ได้ตลอดเวลา ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่ง “สติ” (สติปัฏฐาน ๔: กายานุปัสสนา–เวทนานุปัสสนา–จิตตานุปัสสนา–ธัมมานุปัสสนา) คือ เป็นที่ระลึกของสติ และเครื่องเรียนรู้ของสัมปชัญญะ ซึ่งมีอยู่ใน “ธรรมกาย” เหล่านี้ ทั้ง “รูปกาย–นามกาย” การทำให้มากซึ่ง “โยนิโสมนสิการ” (เห็นแจ้งในอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เห็นแจ้งในเหตุแห่งทุกข์โดยอนุโลมปฏิจจสมุปบาท เห็นแจ้งในการดับเหตุแห่งทุกข์โดยปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท และเห็นแจ้งนามรูปโดยไตรลักษณ์) ในธรรมนั้นๆ นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง “สติ” (สติสัมปชัญญะ) ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือว่าย่อมเป็นไปเพื่อความงอกงามไพบูลย์ยิ่งขึ้นของ “สติ” (สติสัมปชัญญะ) ที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการเจริญจตุสติปัฏฐานทั้งหลาย ได้แก่ (๑) กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๒) เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (๓) จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ (๔) ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในการเริ่มต้นปฏิบัติธรรมนั้น ให้เริ่มต้นที่ “สติปัฏฐาน ๔” ก่อน ซึ่งเป็นการฝึกกำหนดรู้สติและสัมปชัญญะในเวลาเดียวกัน โดยพิจารณาสภาวธรรมบ่อยๆ (อนุปัสสนา) ในความเป็นจริงนั้น ชื่อว่า “อนุปุพพปฏิปทา” คือ ข้อประพฤติปฏิบัติที่กระทำอยู่บ่อยๆ ตามลำดับ ในการมนสิการกรรมฐาน ได้แก่ (๑) อนุปัสสนา ๗ (๒) มหาวิปัสสนา ๑๘ (๓) การจำแนกอารมณ์ ๓๘ (๔) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ดังนั้น ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตามพระอนุสาสนีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างแน่นอน (อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม) ได้แก่ (๑) ปัญญาในสมาธิ คือ “สมถพละ–เจโตวิมุตติ” อันเกิดจากการเจริญ “ฌาน ๔” และ (๒) ปัญญาในวิปัสสนา คือ “วิปัสสนาพละ–ปัญญาวิมุตติ” อันเกิดจากการเจริญ “ญาณ ๑๖” 

 

 

ข้อที่พึงสังเกตเป็นอย่างยิ่ง คือ “ปัญญารอบรู้” ทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดจากกุศลกรรมในการเจริญ “อนุปุพพปฏิปทา” ในส่วนหนึ่ง และในอีกส่วนหนึ่ง คือ “อนุปุพพสิกขา” ด้วยการศึกษาฝึกปฏิบัติตามลำดับด้วยหลักไตรสิกขา ได้แก่ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” นั่นคือ (๑) อธิสีลสิกขา: สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ เพื่อดับระงับกิเลสอย่างหยาบ ที่เรียกว่า “วีติกกมกิเลส” ได้แก่ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ (๒) อธิจิตตสิกขา: สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ เพื่อดับระงับกิเลสอย่างกลาง ที่เรียกว่า “ปริยุฏฐานกิเลส” ได้แก่ นิวรณ์ทั้งหลาย กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา อวิชชา อรติ อกุศลธรรมทั้งปวง รวมทั้ง อุปกิเลส ๑๖ และ (๓) อธิปัญญาสิกขา: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ เพื่อดับระงับกิเลสอย่างละเอียด ที่เรียกว่า “อนุสยกิเลส” (กิเลสานุสัย) ได้แก่ สังโยชน์ ๑๐ โอฆะ ๔ อาสวะ ๔ ตามลำดับ กล่าวโดยสรุป ให้ยึดแนวทางปฏิบัติตามหลัก “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ (๑) เริ่มด้วยปัญญา (๒) ดำเนินด้วยปัญญา (๓) นำไปสู่ปัญญา ที่เรียกรวมว่า “อริยอัฏฐังคิกมรรค–อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยพิจารณาองค์มรรคแต่ละองค์มีส่วนสำคัญอย่างไรกับภาวนาธรรม คือ (๑) สมถภาวนา และ (๒) วิปัสสนาภาวนา เมื่อประพฤติปฏิบัติให้มากๆ ให้สมบูรณ์บริบูรณ์ยิ่ง และเจริญงอดงามไพบูลย์ยิ่ง ย่อมเกิด “อัฎฐมัคคังควิภาวนญาณ” คือ ญาณทำให้แจ้งซึ่งองค์แห่งมรรค ๘ ทั้งหลาย อันสัมปยุตต์กับภาวนาธรรมทั้งหลายอย่างไร ถ้าปราศจากปัญญาส่วนนี้ ก็ย่อมไม่สามารถเข้าถึง “กระแสแห่งอริยมรรค” ได้เช่นกัน ความเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่วิปริตใน “ปฏิปัตติสัทธรรม” (ข้อ ๒ ในสัทธรรม ๓ หมายถึง สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ อัฏฐังคิกมรรค หรือ ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา) ดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นแก่นสารที่แท้จริงในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนา ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนอกเหนือจากนี้ เป็นเพียงกระพี้ที่ค่อยพิจารณาประกอบไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมให้จับแก่นไม้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ไปเลือกจับได้แต่กระพี้เปลือกไม้ เอาเป็นสาระแก่นสาระสำคัญไปหมด ผู้ที่เป็นชนผู้หลงทางเหล่านั้น ก็คงพบแต่ความสวัสดีเท่านั้นเอง

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทำไมครูอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระจึงเน้นให้มนสิการกรรมฐานใน “กายคตาสติ” หมายถึง การกำหนดสติอันไปในกาย นั่นคือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา หรือ การเจริญอนุปัสสนาในฐานกายหรือร่างกายของตน หรือการตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า “เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา” นั้น เพราะว่า “รูปกาย–นามกาย” แห่งขันธ์ ๕ คือ ตัวตนที่แท้จริงผู้ปฏิบัติธรรม อันเป็นองค์ประกอบภายใน ก่อนที่จะไปพิจารณาหรือใส่ใจธรรมทั้งหลายที่อยู่ภายนอกตน นั่นคือ การสร้างเกณฑ์มาตรฐาน (Standard Criteria) ในการมนสิการกรรมฐานด้วยข้อเท็จจริงแท้ ที่เรียกว่า “ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) นั่นคือ “อรรถบัญญัติ” อันเป็นความหมายสูงสุดโดยปรมัตถ์ สภาวะตามความหมายสูงสุด สภาวะที่มีในความหมายที่แท้จริง เช่น การพิจารณาสิ่งมีชีวิตเป็นเพียง “ขันธ์ ๕” ที่ประกอบด้วย “รูป–เวทนา–สัญญา–สังขาร–วิญญาณ” ที่เรียกว่า “สภาวธรรม–ปรมัตถธรรม” ไม่ใช่คำศัพท์ตามพจนานุกรมในภาษาใดภาษาหนึ่ง ที่หมายถึง “สมมติสัจจะ” (Conventional Truths) หมายถึง ความจริงโดยสมมติ คือ โดยความตกลงหมายรู้ร่วมกันของมนุษย์ โดยใช้คำจาก “นามบัญญัติ” เช่น สิ่งมีชีวิตบนโลก เรียกว่า คน แมว หนู ลิง กระต่าย เสือ ต้นไม้ เป็นต้น เพื่อให้เข้าใจในความเป็นจริงจากโลกจนถึงจักรวาล มนุษย์มีกระบวนทัศน์อย่างไร การสร้างหน่วยความหมายที่เป็น “ความคิดรวบยอด” (Concept: สังกัปป์) จึงเป็น “กระบวนการสร้างความคิด” (Conceptualization) ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่แสดงถึง “ความฉลาด” (Intellect) หรือ “ปัญญาแตกฉานของมนุษย์” (Human Being Discrimination: ปฏิสัมภิทา ๔) กระบวนการหาข้อสรุป (Generalizations) ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis หรือ Induction: อุปมาน) เพื่อจัดกลุ่มหาคุณสมบัติที่เหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหมายถึง “ลักษณะสากล” (Universality: สามัญลักษณะ) เพื่อสร้างทฤษฎี (Theory) โดยพิจารณาเห็นองค์ประกอบย่อยๆ หลายอย่างมารวมกัน ด้วยวิธีการวิเคราะห์ (Analysis หรือ Deduction: อนุมาน) ที่ทำให้พบ “ลักษณะเฉพาะ” (Uniqueness: ปัจจัตตลักษณะ) ฉะนั้น เพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง “โลกุตตรธรรม” (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) กับ “โลกียธรรม” ดังนี้

 

 

ความจริง–Truths

โลกุตตรธรรม–Supramundane States

จักรวาล –Universe

อรรถบัญญัติ

Concepts

ธรรมชาติ –Nature

ปรมัตถสัจจะ

Absolute Truths

สรรพสิ่ง –Reality

ความเข้าใจที่ถูกต้อง

Significations

ธรรม –Dhamma

สมมติสัจจะ

Conventional Truths

โลก –World

นามบัญญัติ

Terms

สัจฉิกัตถะ–Signified

โลกียธรรม–Mundane States

 

 

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีคุณสมบัติเป็น “นักทฤษฎี” (Theorist) ด้วย ไม่ใช่เป็นได้เพียงแค่ “ผู้รู้” (Scholar) เท่านั้น แต่ไม่สามารถขบได้ด้วยทฤษฎี (ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา) ย่อมไม่ใช่นักวิปัสสนาที่ดีได้จริง เพราะ “ทฤษฎี” (Theory หรือ Principle: หลักการ – Rule: กฎ) คือ เครื่องมือในกระบวนการคิด ที่ใช้บรรยายหรือพรรณนาสภาวธรรม ปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้อย่างละเอียด โดยผู้คิดตามสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดตามภูมิปัญญาของตน ยกตัวอย่าง เช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้หลักธรรม “ขันธ์ ๕” เพื่ออธิบายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในภูมิทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) “กามาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม ระดับจิตใจที่ยังปรารภกามเป็นอารมณ์ นั่นคือ ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ระดับจิตใจของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น  

(๒) “รูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น  

(๓) “อรูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ระดับจิตใจที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้อรูปฌาน หรือผู้อยู่ในอรูปภพทั้ง ๔ ชั้น  

(๔) “โลกุตตรภูมิ” คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น

 

 

เพราะฉะนั้น ในการปฏิบัติธรรม ที่เรียกสามัญว่า “นั่งสมาธิ” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมต้องมีความถึงพร้อมด้วย “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” อย่างแท้จริง ได้แก่ (๑) ขันธ์ ๕ (๒) อายตนะ ๑๒ (๓) ธาตุ ๑๘ (๔) อินทรีย์ ๒๒ (๕) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ (๖) ปฏิจจสมุปปันนธรรม: อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา (๗) อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งจะทำให้เข้าถึง “สามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์: อนิจจตา–ทุกขตา–อนัตตตา” เพื่อออกหนีจากสังขารธรรม (สังขตธรรม) ทั้งหลาย แล้วเข้าไปสู่ “อริยสัจจ์ ๔” ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ซึ่งประกอบด้วย (๑) อริยมรรคมีองค์ ๘ กับ (๒) มัคคญาณ ๔–ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ในคำว่า “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของปัญญา ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง พอเจริญวิปัสสนา หรือมนสิการกรรมฐาน เมื่อเข้าถึง “สมถนิมิต” และ “วิปัสสนานิมิต” ในแต่ละครั้งที่เจริญภาวนา ปัญญารอบรู้ย่อมเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน การสั่งสะองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้น ก็คือการพิสูจน์และยืนยัน “ทฤษฎี” ทั้งเก่าและใหม่ในเวลาเดียวกัน คำว่า “ทฤษฎีใหม่” (New Theory) กับ “ทฤษฎีเก่า” (Old Theory) ก็คือ การสร้างสมมติฐานขึ้นใหม่ในแต่ละครั้งที่จะมีการเจริญภาวนาเกิดขึ้น ที่เรียกว่า “ข้อสมมติฐาน” (Hypothesis) แต่ก่อนที่จะมีการพิสูจน์  “ข้อสมมติฐาน” ทั้งหลายนั้น ก็ต้องมี “ข้อคิดเห็นเบื้องต้น” (Assumptions: Belief and Confidence) ที่เป็นสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือหัวข้อที่กำลังน้อมจิต (สติสัมปชัญญะ–ญาณทัสสนะ: ปริญญาที่เป็นกิจในทุกขอริยสัจจ์) ไปพิจารณาในภูมิแห่งการเจริญภาวนา (สมถะ–วิปัสสนา) นั้นๆ เพราะฉะนั้น ลำดับกระบวนการคิดสำคัญๆ ในการเจริญภาวนาจึงมี ๖ ขั้น ดังนี้

 

  

อนึ่ง คำว่า “ทฤษฎี–หลักการ–กฎ” หมายถึง พระอภิธรรม ข้อธรรมหลัก ข้อธรรมย่อย ทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” เพราะฉะนั้น การประมวลความคิดหรืองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น คือ ขั้นตอนที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ซึ่งต้องเป็นกระบวนการคิดที่มีขั้นตอนที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific Methods) เพราะกระบวนการคิดในพระพุทธศาสนา ย่อมประกอบด้วยความเชื่อที่มีเหตุผล ที่มีผลลัพธ์เป็น “อริยสัจจธรรม–ปรมัตถ์” นั่นคือ “ปรมัตถสัจจะ” ไม่ใช่เรื่อง “สมมติสัจจะ” แต่ประการใดเลย ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจึงควรมีการวางแผนและการจัดการลำดับความสำคัญในศึกษาพระสัทธรรมทั้ง ๓ ประการ อย่างระมัดระวังและรอบคอบเป็นพิเศษ ได้แก่

(๑) “ปริยัตติสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องเล่าเรียน ได้แก่ “พุทธพจน์” หรือ “พุทธวจนะ” อันเป็นพระอนุสาสนีของพระศาสดา

(๒) “ปฏิปัตติสัทธรรม–อธิคมสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติ ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค –อริยมรรคมีองค์ ๘” ได้แก่ “สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ” หรือ “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา”  

(๓) “ปฏิเวธสัทธรรม” คือ สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ นั่นคือ “โลกุตตรธรรม ๙” ได้แก่ “มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑”

 

 

ในการปฏิเสธสัทธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งนั้น ย่อมทำให้ความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งปัญญาบกพร่องไป เพราะขาดการตรวจสอบที่เป็นคู่ขนานกันใน ๓ คติ (ปริยัติ–ปฏิปัตติ–ปฏิเวธ) ดังกล่าวนั้น การจัดยุทธศาสตร์ในการปฏิบัติธรรมจึงเป็นทักษะความชำนาญในกระบวนการคิดที่ถือเป็นมืออาชีพ (Professional) เท่านั้น จะมาทำอย่างมือสมัครเล่น (Amateur) ไม่ได้เด็ดขาด อันตรายหมายถึงชีวิตเชี่ยวนะ คือ เข้าทำนองว่า “เทหมดตักไปเลย ไม่ต้องออมแรงหาพระแสงอะไรอีก” ดังท่านผู้ได้บรรลุคุณวิเศษแห่งอธิคมธรรมปรารภว่า “งานนี้ให้เอาชีวิตเข้าแลกกันไปเลย มิฉะนั้น ไม่สำเร็จคุณอันใหญ่นี้ได้เด็ดขาด” (อยู่เป็นอยู่–ตายเป็นตาย) คำว่า “คุณอันใหญ่” คือ “โลกุตตรธรรม” ฉะนั้น การสนทนาธรรมกับผู้รู้หรือผู้บรรลุคุณวิเศษได้เป็น “อริยบุคคล” แล้ว ย่อมได้ประสบการณ์และเป็นความรอบรู้ ที่เรียกว่า “สุตมยญาณ” ได้ เพราะมีโสภณบุรุษเป็นกัลยาณมิตรได้ ในการต่อยอดองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนานี้ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องประกอบความตื่น ไม่เกลียดคร้าน ที่จะสร้างกุศลบารมีไว้ตลอดเวลา การพอกพูนอริยสัจจธรรมให้เจริญงอกงามไพบูลย์เป็นเรื่องใหญ่ของผู้ใฝ่สูงในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้เข้าถึง “ปัญญา ๓” (Wisdom) ให้บริบูรณ์สมบูรณ์ยิ่ง ดังนี้

   

 

“ปัญญา ๓” หมายถึง ความรอบรู้–ความรู้ทั่ว–ความเข้าใจ–ความรู้ซึ้ง ได้แก่

(๑) “จินตามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา ปัญญาสืบแต่ “โยนิโสมนสิการ” ที่ตั้งขึ้นในตนเอง คำว่า “โยนิโสมนสิการ” คือ การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือ ทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้นๆ หรือปัญหานั้นๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

(๒) “สุตมยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการสดับเล่าเรียน ปัญญาสืบแต่ “ปรโตโฆสะ” คือ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร

(๓) “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติบำเพ็ญ ปัญญาสืบแต่ปัญญาสองอย่างแรกนั้น แล้วหมั่นมนสิการในประดาสภาวธรรม จนเกิด “ญาณทัสสนะ–ยถาภูตญาณทัสนนะ” กับ “จักขุ–ญาณ–ปัญญา–วิชชา–แสงสว่าง” ที่เรียกว่า “ปัญญาญาณ” หรือ “พุทธปัญญา”

 

 

ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้เริ่มเห็น “อาณาจักรแห่งธรรม” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ไม่มีข้อสงสัยติดอยู่ในใจเลย ได้แก่ (๑) “เอกุตตรธรรม” หมวดธรรมที่ควรทำให้แจ้งทั้งหมด ๑๐ ข้อ และ (๒) “อภิญเญยธรรม” หมวดธรรมที่ควรรู้ยิ่งทั้งหมด ๒๒ ข้อ ดังนี้

 

 

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

(พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๑ - หน้าที่ 391–395 FILE 68)

 

[๗๗] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ซึ่ง “สัจฉิกรณะ–สัจฉิกิริยา” หมายถึง การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นั่นคือ บรรลุนิพพาน ชื่อว่า “สุตมยญาณ” อย่างไร ในอันดับต่อไปนี้ พระสารีบุตรกล่าววิสัชนา “เอกุตตรธรรม” มี ๑๐ ข้อ ด้วยการทำให้แจ้งถึงการได้เฉพาะ ดังนี้

“ธรรม ๑” ควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุตติ ๑ อันไม่กำเริบ คือ ความพ้นแห่งใจ ได้แก่ อรหัตผลวิมุตติ นอกจากนี้ ยังหมายถึง เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุตติ

“ธรรม ๒” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๑ คือ วิชชา ๓ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิมุตติ ๑ คือ พ้นจากปัจนิกธรรมทั้งหลาย [นิวรณ์ ๕ วิตก ๖ วิจาร ๖ เป็นต้น] และน้อมไปในอารมณ์ ได้แก่ วิมุตติ ๒ คือ การน้อมจิตไป –จิตฺตสฺส จ อธิมุตฺติ ๑ และ นิพพาน ๑

“ธรรม ๓” ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ คือ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ได้แก่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ จุตูปปาตญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

 “ธรรม ๔” ควรทำให้แจ้ง คือ สามัญญผล ๔ คือ ความเป็นสมณะ ได้แก่ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิผล ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตผล ๑

“ธรรม ๕” ควรทำให้แจ้ง คือ ธรรมขันธ์ ๕ ได้แก่ สีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสนขันธ์ ๑

“ธรรม ๖” ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ คือ ญาณอันยิ่ง ได้แก่ อิทธิวิธญาณ ๑ ทิพโสดธาตุญาณ ๑ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑ เจโตปริยญาณ ๑ ทิพจักขุญาณ ๑ อาสวักขยญาณ ๑

“ธรรม ๗” ควรทำให้แจ้ง คือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ได้แก่ ปัญญาเห็นสังขารไม่เที่ยง ๑ ปัญญาเห็นกามเป็นหลุมถ่านเพลิง ๑ เนกขัมมะ วิเวก ๓ สติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘

“ธรรม ๘” ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ ได้แก่ ภิกษุมีรูปย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ ภิกษุมีความสำคัญในอรูปภายใน ย่อมเห็นรูปภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๒  ภิกษุน้อมใจไปว่า นี้งาม เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๓ ภิกษุเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ ว่า อนนฺโต อากาโส – อากาศไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงดับปฏิฆสัญญา ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๔ ภิกษุเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะว่า อนนฺตํ วิญฺญาณํ –วิญญาณไม่มีที่สุดอยู่ เพราะล่วง อากาสานัญจายตะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๕ ภิกษุเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ ว่า นตฺถิ กิญฺจิ –อะไรๆ ไม่มีอยู่ เพราะล่วง วิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๖ ภิกษุเข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ อยู่ เพราะล่วง อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๗ ภิกษุเข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ อยู่ เพราะล่วง เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๘

“ธรรม ๙” ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ หรือ นิโรธ ๙ ได้แก่ กามสัญญาของผู้เข้าปฐมฌาน ย่อมดับไป ๑ วิตกวิจารของผู้เข้าถึงทุติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ปีติของผู้เข้าถึงตติยฌาน ย่อมดับไป ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะของผู้เข้าถึงจตุตถฌาน ย่อมดับไป ๑ รูปสัญญาของผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากาสานัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ ย่อมดับไป ๑ วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ ย่อมดับไป ๑ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมดับไป ๑

“ธรรม ๑๐” ควรทำให้แจ้ง คือ อเสกขธรรม ๑๐ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ สัมมาญาณะ ๑ สัมมาวิมุตติ ๑

  

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง คือ อะไร

(๑) จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ จักษุสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๒) หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ โสตสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๓) จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ฆานสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๔) ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ ชิวหาสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๕) กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ กายสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

(๖) ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะ มโนสัมผัส เป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง

 

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ (ตั้งแต่ข้อนี้เป็นต้นไป คือ ความหมายเกี่ยวกับ “ทุกข์” แต่การถือมั่นยึดมั่นในธรรมก็ย่อมเป็นทุกข์เช่นกัน เพราะธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน) โดยมีลำดับต่อไปนี้  

 

“ขันธ์ ๕”

เมื่อพิจารณาเห็น รูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น เวทนา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สัญญา ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น สังขาร ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

เมื่อพิจารณาเห็น วิญญาณ ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์

  

“อภิญเญยธรรม”

(๑) “ขันธ์ ๕” = รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

(๒) “อายตนะภายใน ๖–อินทรีย์ ๖–สฬายตนะ” = จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจ

(๓) “อายตนะภายนอก ๖–อารมณ์ ๖” = รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

(๔) “ิญญาณ ๖” = จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ

(๕) “ผัสสะ ๖” = จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส

(๖) “เวทนา ๖” = จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา

(๗) “สัญญา ๖” = รูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

(๘) “เจตนา ๖” = รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา

(๙) “ตัณหา ๖” = รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา

(๑๐) “วิตก ๖” = รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก

(๑๑) “วิจาร ๖” = รูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร 

(๑๒) “ธาตุกัมมัฏฐาน ๑๖” = ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณ 

(๑๓) “อาการ ๓๒–ทวัตติงสาการ” = ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมองศีรษะ 

(๑๔) “อายตนะ ๑๒” = จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ

(๑๕) “ธาตุ ๑๘” = จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ

(๑๖) “อินทรีย์ ๒๒” = จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ] อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้ว อินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ

(๑๗) “ธาตุ ๓” = กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ

(๑๘) “ภพ ๙” = กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ

(๑๙) “ฌาน ๔” = ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน

(๒๐) “อัปปมัญญา ๔” = เมตตาเจโตวิมุตติ กรุณาเจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ อุเบกขาเจโตวิมุต

(๒๑) “อรูปสมาบัติ ๔” = อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

(๒๒) “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” [อิทัปปัจจยตา–ปัจจยาการ–ตถตา] = อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ 

 

 

สำหรับรายละเอียดในข้อธรรมย่อยทั้งหลายนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถค้นเพิ่มเติมได้จาก “พจนานุกรมพุทธศาสตร์” หรือ “พระไตรปิฎก” ก็ได้ ซึ่งต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ เพื่อไขปริศนาธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ฉะนั้น ในบรรดาธรรมทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ปฏิบัติธรรมจำเป็นต้องจำให้ได้หมด เพราะเกี่ยวข้องกับกิจในการบำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อภิญเญยธรรม” จะเกี่ยวข้องกับการเจริญวิปัสสนากัมมักฐานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น “อนุปัสสนา ๗” หรือ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ก็ตาม นอกจากนี้ ควรเข้าใจให้ถ่องแท้ถึง สมมติฐานของพระพุทธศาสนาที่ว่า:

(๑)“รู้ชีวิตสันตติของมนุษย์ทุกคน คือ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์” ซึ่งทำความเข้าใจได้ด้วย “ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ”

(๒) “รู้การเกิดเหตุปัจจัยแห่งนามรูปด้วย อนุโลมปฏิจจสมุปบาท และรู้การดับเหตุปัจจัยแห่งนามรูปด้วย ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” ซึ่งทำความเข้าใจได้ด้วย “จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ” รวมทั้ง ปฏิจจสมุปปันนธรรม ได้แก่ อัทธา ๓–สังเขป ๔–สนธิ ๓–วัฏฏะ ๓–อาการ ๒๐–มูล ๒–กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตา

(๓) “รู้นานรูปโดยไตรลักษณ์” ซึ่งทำความเข้าใจได้ด้วย “สัมมสนญาณ”

 

 

ความรู้ที่เหลือจากนั้น เรียกว่า “วิปัสสนาญาณ ๙” (วุฏฐานคามินีปฏิปทา) ซึ่งก็อยู่ใน “ญาณ ๑๖” เช่นกัน จนถึง “โลกุตตรธรรม ๙” (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) และ “ปัจจเวกขณฌาน” (โลกียญาณ) เป็นญาณอันดับสุดท้าย แล้วตามด้วย “อาสวักขยญาณ” ซึ่งเป็นโลกุตตรญาณเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในอันดับสุดท้ายนี้ ให้ผู้ปฏิบัติธรรมพิจารณาบรรดาธรรมทั้งหลายใน “อนุปุพพปฏิปทา” ได้แก่ อนุปัสสนา ๗ (ปัญญา ๑๐)–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–และ–โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ดังนี้

 

 

“ปัญญา ๑๐” หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากการเจริญอนุปัสสนา ได้แก่

(๑)  “ชวนปัญญา” คือ ปัญญาเร็ว โดยเจริญ “อนิจจานุปัสสนา” [เห็นความไม่เที่ยง]

(๒)  “นิพเพธิกปัญญา” คือ ปัญญาทำลายกิเลส โดยเจริญ “ทุกขานุปัสสนา” [เห็นความทุกข์]

(๓) “มหาปัญญา” คือ ปัญญามาก โดยเจริญ “อนัตตานุปัสสนา” [เห็นความไม่ใช่ตัวตน]

(๔) “ติกขปัญญา” คือ ปัญญาคมกล้า โดยเจริญ “นิพพิทานุปัสสนา” [หน่ายในกองทุกข์]

(๕)  “วิบูลปัญญา” คือ ปัญญากว้างขวาง โดยเจริญ “วิราคานุปัสสนา” [ดับความกระหายวัฏฏะ]

(๖)  “คัมภีรปัญญา” คือ ปัญญาลึกซึ้ง โดยเจริญ “นิโรธานุปัสสนา” [ดับกิเลส]

(๗)  “อัสสามันตปัญญา” คือ ปัญญาไม่ใกล้ โดยเจริญ “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” [สลัดคืน]

(๘) “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน โดยเจริญ “อนุปัสสนา ๗” [ปัญญาแตกฉาน–อุเบกขา]

(๙) “ปุถุปัญญา” คือ ปัญญาแน่นหนา โดยเจริญ “ปัญญา ๘” [ความรู้ทั่วถ้วน–สัพพัญญู]

(๑๐) “หาสปัญญา” คือ ปัญญาร่าเริง โดยเจริญ “ปัญญา ๙” [ทิพยจักขุ–ปัญญาจักขุ]

 

 

ให้พิจารณา “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” เปรียบเทียบกับ “วิสุทธิ ๗” และ “มหาวิปัสสนา ๑๘” ดังนี้

 

 

“ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” หมายถึง ความหยั่งรู้ ในที่นี้หมายถึงญาณที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ให้พิจารณาถึง “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่

(๑) “นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป นั่นคือ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เห็น “ขันธ์ ๕” [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์–สงสารทุกข์ ให้ดูภาคผนวก–เบญจขันธ์] ทั้งหมด = “ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒”

(๒) “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป นั่นคือ รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนว “ปฏิจจสมุปบาท” ก็ดี ตามแนว “กฎแห่งกรรม” ก็ดี ตามแนว “วัฏฏะ ๓” ก็ดี เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” และ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” [ภวจักร] ทั้งหมด = “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒”

(๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ นั่นคือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน ซึ่งทำให้เห็น “ไตรลักษณ์” ทั้งหมด = “สามัญลักษณะ ๓”

(๔) “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ นั่นคือ พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นชัดว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นครั้นแล้วก็ต้องดับไปล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด [จากข้อ ๔–๑๒ = วิปัสสนาญาณ ๙] = “ปัญญาเห็นธรรม” [ไตรลักษณ์ กับ กิจในอริยสัจจ์ ๔ ได้แก่ ปริญญา–ปหานะ–สัจจิกิริยา–ภาวนา]

(๕) “ภังคานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันตามเห็นความสลาย นั่นคือ เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นแล้วคำนึงเด่นชัดในส่วนความดับอันเป็นจุดจบสิ้น ก็เห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปทั้งหมด = “อนัตตตา”

(๖) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นความแตกสลายอันมีทั่วไปแก่ทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้นแล้วสังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น = “อนิจจตา”

(๗) “อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งล้วนต้องแตกสลายไป เป็นของน่ากลัวไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ = “ทุกขตา”

(๘) “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย นั่นคือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว ย่อมเกิดความหน่าย ไม่เพลิดเพลินติดใจ = “วิราคะ”

(๙) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย นั่นคือ เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น = “นิโรธะ”

(๑๐) “ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง นั่นคือ เมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป = “มรรค” [ปหานะ]

(๑๑) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร นั่นคือ เมื่อพิจารณาสังขารต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามความเป็นจริง ว่ามีความเป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงวางใจเป็นกลางได้ ไม่ยินดียินร้ายในสังขารทั้งหลาย แต่นั้น มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงแล่นมุ่งไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารเสียได้ = “อุเบกขา” [“ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” —อุเบกขาในความเป็นกลางในธรรมนั้นๆ]

(๑๒) “สัจจานุโลมิกญาณ–อนุโลมญาณ” คือ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์ นั่นคือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณแล่นมุ่งตรงไปสู่นิพพานแล้ว ญาณอันคล้อยต่อ “การตรัสรู้อริยสัจจ์” ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของ “วิปัสสนาญาณ” ต่อจากนั้นก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” มาคั่นกลาง แล้วเกิด “มรรคญาณ” [มัคคญาณ] ให้สำเร็จความเป็น “อริยบุคคล” ต่อไป = “อริยสัจจ์ ๔”

(๑๓) “โคตรภูญาณ” คือ ญาณครอบโคตร นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นหัวต่อแห่งการข้ามพ้นจาก “ภาวะปุถุชน” เข้าสู่ “ภาวะอริยบุคคล” = “ญาณคั่นระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ”

(๑๔) “มัคคญาณ” คือ ญาณในอริยมรรค นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จ “ภาวะอริยบุคคล” แต่ละขั้น ซึ่งทำให้เห็น “อริยสัจจ์ ๔” ทั้งหมด = “โลกุตตรมรรค [มรรค ๔–มัคสมังคี–มัคคญาณแห่งมรรค ๘

(๑๕) “ผลญาณ” คือ ญาณในอริยผล นั่นคือ ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของพระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ = “โลกุตตรผล [ผล ๔–ผลสมังคี–ผลญาณแห่งมรรค ๘

(๑๖) “ปัจจเวกขณญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน นั่นคือ สำรวจรู้มรรคผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งสุดท้ายทำให้เกิด “อาสวักขยญาณ” = “ปัญญาตรัสรู้” [สัมโพธะ–นิพพาน ๒]

  

หมายเหตุ: ความแตกต่างระหว่าง “ญาณ ๑๖–โสฬสญาณ” กับ “อนุปุพพปฏิปทา: อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” คือ ธรรมทั้งหลายในส่วนหลังนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจักต้องหมั่นพิจารณาอยู่บ่อยๆ ที่เรียกว่า “มนิสการกรรมฐาน” นั่นคือ ทำให้มาก บริบูรณ์สมบูรณ์ เจริญพอกพูนงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ย่อมบรรลุถึงด้วย “ปัญญาแตกฉาน” (ปฏิสัมภิทา ๔) ในไม่ช้า  การศึกษาทางโลก ก็มีความปรารถนาในเรื่อง “ปัญญาแตกฉาน” เช่นเดียวกัน คือ “ความเป็นปราชญ์” (Guru)  คือ นักปราชญ์บัณฑิต ในทางธรรมเรียกว่า “ปราชญ์มหามุนี”  (Sage) คือ บุคคลผู้ที่ฉลาดมาก ดังเช่น คำกล่าวว่า: “พระพุทธเจ้าองค์พระมุนีผู้ประเสริฐทรงยังพุทธกิจประจำวัน ๕ ประการนี้ให้หมดจด” เป็นต้น ได้แก่

(๑) เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต

(๒) เวลาเย็นทรงแสดงธรรม

(๓) เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ

(๔) เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา

(๕) จวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่

  

 

“วิสุทธิ ๗” หมายถึง ความหมดจด ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน ได้แก่

(๑)  “สีลวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งศีล นั่นคือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ วิสุทธิมัคค์ว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔ 

(๒)“จิตตวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งจิต นั่นคือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา วิสุทธิมัคค์ว่า ได้แก่ สมาบัติ ๘ พร้อมทั้งอุปจาร

(๓) “ทิฏฐิวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ นั่นคือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริงเป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์ [อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์]

(๔) “กังขาวิตรณวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ นั่นคือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง ๓ [ปฏิจจสมุปบาท ๑๒] ข้อนี้ตรงกับ “ธรรมฐิติญาณ–ยถาภูตญาณ–สัมมาทัสสนะ” และจัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

(๕) “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง นั่นคือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาป จนมองเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย [ไตรลักษณ์–สามัญลักษณะ ได้แก่ “อนิจจัง–ทุกขัง– อนัตตา”] อันเรียกว่า “อุทยัพพยานุปัสสนา” เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมี “วิปัสสนูปกิเลส” เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง ๑๐ แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ “วิปัสสนาญาณ” นั้นต่อไป ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

(๖)  “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน นั่นคือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่ “อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึง “สัจจานุโลมิกญาณ” หรือ “อนุโลมญาณ” อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิด “โคตรภูญาณ” คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่ง “ความเป็นปุถุชน” กับ “ความเป็นอริยบุคคล” โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ “วิปัสสนาญาณ ๙” [กระบวนการทุบขันธ์ ๕]

(๗) “ญาณทัสสนวิสุทธิ” คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ นั่นคือ ความรู้ใน “อริยมรรค ๔–มรรคญาณ” [ปัญญาอริยะ–โลกุตตรปัญญา] อันเกิดถัดจาก “โคตรภูญาณ” เป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจาก “มรรคญาณ” นั้นๆ “ความเป็นอริยบุคคล” ย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 

“มหาวิปัสสนา ๑๘” หมายถึง การทำให้แจ้งในธรรม การแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ การทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งที่ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับในสภาวธรรมนั้นๆ ได้แก่

(๑) “อนิจจานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เมื่อละนิจจสัญญาได้

(๒) “ทุกขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เมื่อละสุขสัญญาได้

(๓) “อนัตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่ใช่ตัวตน เมื่อละอัตตสัญญาได้

(๔) “นิพพิทานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย เมื่อละความพอใจได้

(๕) “วิราคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เมื่อละราคะได้

(๖) “นิโรธานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความดับ เมื่อละสมุทัยได้

(๗) “ปฏินิสสัคคานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อละความยึดถือได้

(๘) “ขยานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความสิ้นไป เมื่อละฆนสัญญาได้

(๙) “วยานุปัสสนา” คือ การเห็นความเสื่อมไป เมื่อละอายูหนะ (การประมวลไว้) ได้

(๑๐) “วิปริณามานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความแปรปรวน เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ได้

(๑๑) “อนิมิตตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย เมื่อละนิมิตได้

(๑๒) “อัปปณิหิตานุปัสสนา” คือ การเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง เมื่อละปณิธิได้

(๑๓) “สุญญตานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเป็นความว่างเปล่า เมื่อละอภินิเวสได้

(๑๔) “อธิปัญญาธรรมวิปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เมื่อละสาราทานาภินิเวสได้

(๑๕) “ยถาภูตญาณทัสนะ” คือ ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง เมื่อละสัมโมหาภินิเวสได้

(๑๖) “อาทีนวานุปัสสนา” คือ การพิจารณาเห็นโทษ เมื่อละอาลยาภินิเวสได้

(๑๗) “ปฎิสังขานุปัสสนา” คือ การพิจารณาหาทาง เมื่อละอัปปฏิสังขะได้

(๑๘) “วิวัฏฏนานุปัสสนา” คือ การพิจารณาการเห็นอุบายที่จะหลีกไป เมื่อละสังโยคาภินิเวสได้

 

 เมื่อข้ามโคตรจากปุถุชนไปเป็นอริยบุคคล ด้วยการเจริญวิปัสสนาในอริยมรรคทั้ง ๔ ดังนี้

(๑) เมื่อเจริญ “โสดาปัตติมรรค” ย่อมละกิเลสที่ตั้งอยู่ที่เดียวกับทิฏฐิได้

(๒) เมื่อเจริญ “สกทาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างหยาบเสียได้

(๓) เมื่อเจริญ “อนาคามิมรรค” ย่อมละกิเลสอย่างละเอียดได้

(๔) เมื่อเจริญ “อรหัตตมรรค” ย่อมละกิเลสทั้งหมดได้ 

 

 

 

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

จำแนกอารมณ์ของจิต (การจำแนกอารมณ์ ๓๘)

(พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 314–315 FILE 14)

 

บรรดาบทเหล่านี้

บทว่า “จิตมีราคะ ” คือจิตที่เกิดพร้อมด้วยโลภะ ๘ อย่าง

บทว่า “จิตปราศจากราคะ ” คือ จิตที่เป็นกุศล แล อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ แต่ข้อนี้ เป็นการพิจารณา มิใช่เป็นการชุมนุมธรรม เพราะฉะนั้นในคำว่า จิตมีราคะ นี้ จึงไม่ได้โลกุตตรจิต แม้แต่บทเดียว อกุศลจิต ๔ ดวง ที่เหลือ จึงไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโทสะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง ที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัส

บทว่า “จิตปราศจากโทสะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ อกุศลจิต ๑๐ ดวงที่เหลือ ไม่เข้าบทต้น ไม่เข้าบทหลัง

บทว่า “จิตมีโมหะ ” ได้แก่ จิต ๒ ดวง คือ จิตที่เกิดพร้อมด้วย วิจิกิจฉา ดวง ๑ ที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ ดวง ๑ แต่เพราะโมหะย่อมเกิดได้ในอกุศลจิตทั้งหมด ฉะนั้น แม้อกุศลจิตที่เหลือ ก็ควรได้ใน บทว่าจิตมีโมหะนี้ โดยแท้ จริงอยู่ อกุศลจิต ๑๒ (โลภมูล ๘ โทสมูล ๒ โมหมูล ๒) ท่านประมวลไว้ใน ทุกกะ (หมวด ๒) นี้เท่านั้น

บทว่า “จิตปราศจากโมหะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น กุศล และ อพยากฤตฝ่ายโลกิยะ

รวม ๒๔ อามรมณ์

บทว่า “จิตหดหู่ ” ได้แก่ จิตที่ตกไปใน ถิ่นมิทธะ ก็จิตที่ตกไปในถิ่นมิทธะนั้น ชื่อว่า จิตหดหู่

บทว่า “จิตฟุ้งซ่าน ๑” ได้แก่ จิตที่เกิดพร้อมด้วย อุทธัจจะ จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุทธัจจะนั้น ชื่อว่า จิตฟุ้งซ่าน

บทว่า “จิตเป็นมหัคคตะ ” ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร

บทว่า “จิตไม่เป็นมหัคคตะ ๑” ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร  

บทว่า “สอุตฺตรํ ๑” จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น กามาวจร

บทว่า “อนุตฺตรํ” จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ได้แก่ จิตที่เป็น รูปาวจร และ อรูปาวจร แม้ในจิตเหล่านั้น จิตที่ชื่อว่า สอุตตระ ได้แก่ จิตเป็นรูปาวจร จิตชื่อว่า อนุตตระ ได้แก่ จิตที่เป็นอรูปาวจร

บทว่า “สุมาหิตํ ” จิตตั้งมั่นแล้ว ได้แก่ อัปปนาสมาธิ หรือ อุปจารสมาธิ

บทว่า “อสมาหิตํ ๑” จิตไม่ตั้งมั่น ได้แก่ จิตที่เว้นจากสมาธิทั้งสอง

บทว่า “วิมุตฺตํ ๒” จิตหลุดพ้น ได้แก่ จิตหลุดพ้นด้วย ตทังควิมุตติ และ วิกขัมภนวิมุตติ

บทว่า “อวิมุตฺติ ๑” จิตไม่หลุดพ้น ได้แก่ จิตที่เว้นจากวิมุตติทั้งสอง ส่วน สมุจเฉทวิมุตติ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ และ นิสสรณวิมุตติ ไม่มีโอกาสในบทนี้เลย

รวม ๑๔ อารมณ์

 

 

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ หมายถึง ธรรมเครื่องเกื้อกูลความตรัสรู้ หรือสนับสนุนอริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔–สัมมัปปธาน ๔–อิทธิบาท ๔–อินทรีย์ ๕–พละ ๕–โพชฌงค์ ๗–มรรคมีองค์ ๘ ดังนี้

 

 

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” หมายถึง ที่ตั้งของสติ–การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน ซึ่งทำให้ลุถึง “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ” [ยถา ปชานํ] นั่นคือ ปัญญาเห็นนามรูปโดยไตรลักษณ์ ในความหมายรวมๆ ฉะนั้น การเจริญธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔” นี้ เป็นด่านแรกแห่งการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่า “อริยมรรค” ได้แก่

(๑)  “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา โดยจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง นั่นคือ (๑) “อานาปานสติ” กำหนดลักษณะลมหายใจเข้าออก “อัสสาสะ–ปัสสาสะ” ควรใช้เจริญฌานในขั้นแรก (๒) “อิริยาบถ” กำหนดรู้ทันอิริยาบถ (๓) “สัมปชัญญะ” สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง (๔) “ปฏิกูลมนสิการ” พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้  (๕) “ธาตุมนสิการ” พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ และ (๖) “นวสีวถิกา” พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น

(๒) “เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็น สุขก็ดี–ทุกข์ก็ดี–เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส [มีเครื่องล่อ–วัตถุ] และเป็นนิรามิส [เป็นอิสระ] ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๓) “จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่ มีราคะ–ไม่มีราคะ–มีโทสะ–ไม่มีโทส–มีโมหะ–ไม่มีโมหะ–เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว–ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ เป็นต้น อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ

(๔) “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นั่นคือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ ๕–ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–โพชฌงค์ ๗–อริยสัจจ์ ๔ ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ

 

 

(๒) “สัมมัปปธาน ๔–ปธาน ๔” หมายถึง ความเพียร–ความเพียรชอบ ความเพียรใหญ่ ได้แก่

(๑)  “สังวรปธาน” คือ เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น นั่นคือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น [ให้พิจารณาถึง “อินทรียสังวร” กับ “สติสังวร”]

(๒)“ปหานปธาน” คือ เพียรละหรือเพียรกำจัด นั่นคือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  

(๓) “ภาวนาปธาน” คือ เพียรเจริญ–เพียรก่อให้เกิด นั่นคือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น  

(๔) “อนุรักขนาปธาน” คือ เพียรรักษา นั่นคือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ [ให้พิจารณาถึง “อารักขกัมมัฏฐาน” เพื่อความไม่ประมาท]

 

 

(๓) “อิทธิบาท ๔” หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ–คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ซึ่งต้องเป็นองค์ประกอบภายในตน ที่เรียกว่า “พลังความคิด–ขวัญกำลังใจ–แรงดลบันดาลใจ” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ความเป็นเลิศ ความถึงพร้อมสมบูรณ์ในทุกด้าน ได้แก่

(๑)  “ฉันทะ” คือ ความพอใจ นั่นคือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป  = “พอใจ–ศรัทธาเลื่อมใส”

(๒)“วิริยะ” คือ ความเพียร นั่นคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย = “ขยัน–อดทน–บากบั่น”

(๓) “จิตตะ” คือ ความคิดมุ่งไป นั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  = “มุ่งมั่น”

(๔) “วิมังสา” คือ ความไตร่ตรอง–ทดลอง นั่นคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น = “คิด–วิเคราะห์–แยกแยะ–หาผล–ปรับปรุงแก้ไข”

 

 

(๔) “อินทรีย์ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธินทรีย์” คือ ความเชื่อ ย่อมระงับปิดกั้นความไร้ศรัทธา–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยินทรีย์” คือ ความเพียร ย่อมระงับปิดกั้นความเกียจคร้าน–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สตินทรีย์” คือ ความระลึกได้ ย่อมระงับปิดกั้นความประมาท–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธินทรีย์” คือ ความตั้งจิตมั่น ย่อมระงับปิดกั้นความฟุ้งซ่าน–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญินทรีย์” คือ ความรู้ทั่วชัด ย่อมระงับปิดกั้นความหลงลืมสติ–โมหะ หรือ “อสัมปชัญญะ” คือ ความไม่รู้ไม่เห็น ขัดข้องเพราะ อวิชชา–ความหลง–อกุศลมูล หรือ “มุฏฐสัจจะ” คือ การอยู่อย่างขาดสติ–ไม่มีสติ–ระลึกตามไปไม่ได้–ระลึกย้อนไปก็ไม่ได้–นึกไม่ออก–จำไม่ได้–ฟั่นเฟือน–หลงลืม–หลงเลือน–หลงใหลไป–หลงพร้อม คือ “สมฺโมหวิหาโร” แปลว่า “อยู่ด้วยความหลง” [ตั้งนโมไม่ทัน]

 

 

(๕) “พละ ๕” หมายถึง ธรรมที่เป็นกำลัง [ขวัญพลังใจ–แรงบันดาล–จิตที่ตั้งมั่น เลื่อมใส ศรัทธา = อธิโมกข์] ให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงกันข้ามแต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้ [ดูปฏิปักษ์ธรรมเช่นเดียวกับ อินทรีย์ ๕] ได้แก่

(๑)  “สัทธา–สัทธาพละ” คือ ความเชื่อ  นั่นคือ เลื่อมใส ศรัทธา เชื่อมั่นในอริยมรรค ระงับ–อสัทธา

(๒)“วิริยะ–วิริยพละ” คือ ความเพียร นั่นคือ เพียรชอบในการละชั่วทำดี ระงับ–โกสัชชะ

(๓) “สติ–สติพละ” คือ ความระลึกได้  นั่นคือ ไม่หลงลืม เลื่อนลอย ระงับ–ปมาทะ

(๔) “สมาธิ–สมาธิพละ” คือ ความตั้งจิตมั่น นั่นคือ ไม่ฟุ้งซ่านสัดส่าย ระงับ–อุทธัจจะ

(๕) “ปัญญา–ปัญญาพละ” คือ ความรู้ทั่วชัด นั่นคือ โยนิโสมนสิการ ฉลาดคิดถูกวิธี ระงับ–โมหะ

 

 

(๖) “โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑)  “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด     “อุปัฏฐาน” นั่นคือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒)“ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” นั่นคือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” นั่นคือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” นั่นคือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) นั่นคือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖)  “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” นั่นคือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” นั่นคือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

  

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” หมายถึง “ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ” เปรียบเทียบกับ “จริยา ๘” คือ ความประพฤติ ได้แก่

(๑)  “สัมมาทิฏฐิ” คือ เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุปบาท = ทัสสนจริยา –การเห็นแจ้ง  

(๒)“สัมมาสังกัปปะ” คือ ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ =อภิโรปนจริยา –มีกระบวนทัศน์

(๓) “สัมมาวาจา” คือ เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔= ปริคคหจริยา –สำรวมวาจา

(๔) “สัมมากัมมันตะ” คือ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต  ๓ = สมุฏฐานจริยา –สร้างสรรค์

(๕) “สัมมาอาชีวะ” คือ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ ประกอบสัมมาชีพ  = โวทานจริยา –ความบริสุทธิ์

(๖)  “สัมมาวายามะ” คือ พยายามชอบ ได้แก่ สัมมัปปธาน ๔  = ปัคคหจริยา –หมั่นพากเพียร

(๗) “สัมมาสติ” คือ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ = อุปัฏฐานจริยา –สติชัดแก่กล้า

(๘) “สัมมาสมาธิ” คือ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ = อวิกเขปจริยา –จิตสงบตั้งมั่นสนิท

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเข้าใจใน “ภาพรวมเชิงองค์รวม” (Holism: ญาณสัมปยุตต์–สหวุตติ คือ มีความเป็นไปร่วมกัน) ซึ่งแสดงนัยถึง คำว่า “ธรรม–สภาวธรรม” (Dhamma) ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อข้างต้น คือ “เอกุตตรธรรม” และประการสำคัญ ในการศึกษาพระศาสนาให้ลึกซึ้งนั้น ต้องค้นคว้าด้วย “วิธีวิทยาศาสตร์” (Scientific Method) เพราะพระพุทธศาสตร์มีหลักการหรือทฤษฎีที่เป็นวิธีวิทยาศาสตร์ และยังเป็นองค์ความรู้ที่สามารถอธิบายสิ่งที่เรียกว่า  “ธรรม–สภาวธรรม” (ธรรม ๒–ธรรม ๓) ได้ทั้งหมด ได้แก่ (๑) สภาวะ–States (๒) เหตุปัจจัย–Conditions (๓) สิ่ง–Things หรือ ปรากฏการณ์–Phenomena (๔) ค่านิยม–Values (๕) วิทยาการ–Technology (๖) ความนึกคิดที่ถูกต้อง–Right Ideas (๗) พระธรรม–Doctrines ดังนี้

(๑) สภาพที่ทรงไว้–ธรรมดา–ธรรมชาติ–สภาวธรรม–สัจจธรรม–ความจริง

(๒) เหตุ–ต้นเหตุ–ปัจจัย–องค์ประกอบ

(๓) สิ่ง–ปรากฏการณ์–ธรรมารมณ์–สิ่งที่ใจคิด–ความนึกคิด

(๔) คุณธรรม–ความดี–ความถูกต้อง–ความประพฤติชอบ

(๕) วิทยาการ–เทคโนโลยี–หลักการ–ทฤษฎี–กฎ–ระเบียบ–แบบแผน–ธรรมเนียม–หน้าที่

(๖) ความชอบ–ความถูกต้อง–ความยุติธรรม

(๗) พระธรรม–พระสัตถุสาสน์–พระอนุสาสนี–คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงธรรมให้เปิดเผยปรากฏขึ้น

 

 

“ธรรม ๒” หมายถึง “สภาวะ–States สิ่ง–Things ปรากฏการณ์–Phenomena ความนึกคิด–Ideas” ได้แก่

(๑) “รูปธรรม–รูปิโน ธมฺมา–Corporeality” คือ สภาวะอันเป็นรูป สิ่งที่มีรูป ได้แก่ รูปขันธ์ทั้งหมด ได้แก่ “รูป” คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ นั่นคือ (๑) “มหาภูตรูป ๔” คือ รูปใหญ่ รูปเดิม” ได้แก่ (๑) “ปฐวีธาตุ” คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่, สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียกสามัญว่า “ธาตุแข้นแข็ง–ธาตุดิน” (๒) “อาโปธาตุ” คือ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียกสามัญว่า “ธาตุเหลว–ธาตุน้ำ” (๓) “เตโชธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า “ธาตุไฟ” (๔) “วาโยธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า “ธาตุลม” และ (๒) “อุปาทายรูป ๒๔” คือ รูปอาศัย รูปสืบเนื่อง

(๒) “อรูปธรรม–อรูปิโน ธมฺมา–Incorporeality” คือ สภาวะมิใช่รูป สิ่งที่ไม่มีรูป ได้แก่ นามขันธ์ ๔ และ นิพพาน ได้แก่ (๑) “จิต” คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ นั่นคือ “จิต ๘๙” (๒) “เจตสิก” คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต นั่นคือ “เจตสิก ๕๒” (๓) “นิพพาน” คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา นั่นคือ “นิพพาน ๒” ได้แก่ (๑) “สอุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ กับ (๒) “อนุปาทิเสสนิพพาน” คือ นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ

 

 

“ธรรม ๓” หมายถึง “สภาวะ–States สิ่ง–Things ปรากฏการณ์–Phenomena ความนึกคิด–Ideas” ได้แก่

(๑) “กุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นกุศล สภาวะที่ฉลาด ดีงาม เอื้อแก่สุขภาพจิต เกื้อกูลแก่ชีวิตจิตใจ ได้แก่ “กุศลมูล ๓” ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้นก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “กุศลในภูมิ ๔”  

(๒) “อกุศลธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอกุศล สภาวะที่ตรงข้ามกับกุศล ได้แก่ “อกุศลมูล ๓” และ กิเลสอันมีฐานเดียวกับอกุศลมูลนั้น ก็ดี “นามขันธ์ ๔” ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น ก็ดี “กายกรรม–วจีกรรม–มโนกรรม” ที่มีอกุศลมูลเป็นสมุฏฐาน ก็ดี กล่าวสั้นว่า “อกุศลจิตตุปบาท ๑๒”  

(๓) “อัพยากตธรรม” คือ ธรรมที่เป็นอัพยากฤต สภาวะที่เป็นกลางๆ ชี้ขาดลงมิได้ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ได้แก่ (๑) “นามขันธ์ ๔” ที่เป็นวิบากแห่งกุศลและอกุศล เป็นกามาวจรก็ตาม รูปาวจรก็ตามอรูปาวจรก็ตาม โลกุตตระก็ตาม อย่างหนึ่ง (๒) ธรรมทั้งหลายที่เป็นกิริยา มิใช่กุศล มิใช่อกุศล มิใช่วิบากแห่งกรรม อย่างหนึ่ง (๓) รูปทั้งปวง อย่างหนึ่ง (๔) “อสังขตธาตุ” คือ “นิพพาน” อย่างหนึ่ง กล่าวสั้น คือ “วิบากในภูมิ ๔–กิริยาอัพยากฤตในภูมิ ๓–รูป–และ–นิพพาน”  

 

 

นอกเหนือจากนี้ จุดมุ่งหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนานั้น คือ การบรรลุความตรัสรู้ถึง  “โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม” ที่เรียกว่า “วิวัฏฏะ: ภาวะที่ปราศจากขันธ์ กิเลส กรรม วิบาก” คือ ภาวะที่อยู่เหนือ “วัฏฏะ: กิเลส กรรม วิบาก หรือ สังสารทุกข์แห่งอุปาทานขันธ์ ๕” ซึ่งเรียกว่า “อมตธาตุ –บรมธรรม –พระนิพพาน” ที่อยู่เหนือภูมิทั้ง ๓ ได้แก่ (๑) กามาวจรภูมิ–มนุษยโลก (๒) รูปาวจรภูมิ–รูปพรหมโลก และ (๓) อรูปาวจรภูมิ–อรูปพรหมโลก ดู “ภูมิ ๔” เพิ่มเติม ดังนี้

 

 

“ภูมิ ๔” หมายถึง ชั้นแห่งจิต–ระดับจิตใจ–ระดับชีวิต ได้แก่

(๑) “กามาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม ระดับจิตใจที่ยังปรารภกามเป็นอารมณ์ คือ ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ระดับจิตใจของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น  

(๒) “รูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น

(๓) “อรูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ระดับจิตใจที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้อรูปฌาน หรือผู้อยู่ในอรูปภพทั้ง ๔ ชั้น  

(๔) “โลกุตตรภูมิ” คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น — ข้อนี้ในบาลีที่มา เรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏะ ระดับที่ไม่ถูกจำกัด  

 

 

อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่ใช้บรรยายสภาวะใน “โลกุตตรภูมิ–โลกุตตรธรรม” ได้แก่ (๑) โพธิปักขิยธรรม ๓๗ (๒) อาสวักขยญาณ (๓) ปรมัตถธรรม ๔ และ (๔) โลกุตตรธรรม ๙ ดังนี้

 

 

(๑) “โพธิปักขิยธรรม ๓๗” (เอกายนมรรค) หมายถึง ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ มรรคมีองค์ ๘ (ดังรายละเอียดกล่าวมาแล้วข้างต้น) ดังนี้

(๑) “สติปัฏฐาน ๔” คือ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง

(๒) “สัมมัปปธาน ๔” คือ ความเพียรชอบที่ละเว้นความชั่วและสร้างความดี

(๓) “อิทธิบาท ๔” คือ คุณเครื่องให้ถึงทางแห่งความสำเร็จสมประสงค์

(๔) “อินทรีย์ ๕” คือ ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตนนำสัมปยุตตธรรมกำจัดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์

(๕) “พละ ๕” คือ ธรรมเป็นกำลังให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคงซึ่งธรรมตรงข้ามเข้าครอบงำไม่ได้

(๖) “โพชฌงค์ ๗” คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้

(๗) “มรรคมีองค์ ๘” คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทางดำเนินอันประเสริฐของพระอริยะ

 

 

(๒) “อาสวักขยญาณ” หมายถึง ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะทั้งหลาย หรือ ความตรัสรู้ (สัมโพธะ: Enlightenment) ซึ่งเป็นปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ (โสตาปัตติมัคคญาณ) อัญญินทรีย์ ๑ (โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ) อัญญาตาวินทรีย์ ๑ (อรหัตตผลญาณ)

 

 

(๓) “ปรมัตถธรรม ๔” (ปรมัตถสัจจะ–อรรถบัญญัติ) หมายถึง สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์, สิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่

(๑) “จิต–จิต ๘๙” คือ สภาพที่คิด ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์

(๒) “เจตสิก–เจตสิก ๕๒” คือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติและอาการของจิต

(๓) “รูป–รูป ๒๘” คือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ ได้แก่ มหาภูต ๔ คือ รูปต้นเดิม ได้แก่ ธาตุ ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔ คือ รูปอาศัยมหาภูต ๔

(๔) “นิพพาน–นิพพาน ๒” คือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหาอย่างสมบูรณ์ ได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ กับ อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ

 

 

(๔) “โลกุตตรธรรม ๙” หมายถึง ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่

(๑) “มัคคญาณ–มรรค ๔–อริยมรรค ๔” หมายถึง ญาณในอริยมรรค ปัญญาสูงสุดที่กำจัดกิเลสเป็นเหตุให้บรรลุความเป็น “อริยบุคคล” ชั้นหนึ่งๆ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ–สกทาคามิมัคคญาณ–อนาคามิมัคคญาณ–อรหัตตมัคคญาณ

(๒) “ผลญาณ–ผล ๔–อริยผล ๔–สามัญผล ๔” (สัมมาญาณ) หมายถึง ญาณในอริยผล ญาณที่เกิดขึ้นในลำดับ ต่อจาก “มัคคญาณ” และเป็น “ผลแห่งมัคคญาณ” นั้น ซึ่งผู้บรรลุแล้วได้ ชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลขั้นนั้นๆ มี โสดาบัน–โสดาปัตติผลญาณสกทาคามี–สกทาคามิผลญาณอนาคามี–อนาคามิผลญาณอรหันต์–อรหัตตผลญาณ

(๓) “นิพพาน–นิพพาน ๒” หมายถึง สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่เป็นสุขสูงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสรภาพสมบูรณ์ ได้แก่

(๑) สอุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ หรือ กิเลสปรินิพพาน–ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่ เรียกว่า “สอุปาทิเสสบุคคล–พระเสขะ”

(๒) อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ หรือ ขันธปรินิพพาน–ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว เรียกว่า “อนุปาทิเสสบุคคล–พระอเสขะ”

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันสติฟั่นเฟือนหรือสับสนในการจำแนกแจกธรรมทั้งหลาย ให้ทำความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับธรรมในหมวด “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” (ภูมิรู้–ภูมิธรรม–ภูมิปัญญา) หมายถึง ภูมิแห่งวิปัสสนา ฐานที่ตั้งอันเป็นพื้นที่ซึ่งวิปัสสนาเป็นไป พื้นฐานที่ดำเนินไปของวิปัสสนา ๑ โดยจำแนกออกเป็น ๒ นัย ได้แก่

 

 

(๑) “วิปัสสนาภูมิ” หมายถึง การปฏิบัติอันเป็นพื้นฐานที่วิปัสสนาดำเนินไป คือ การมองดูรู้เข้าใจ (‘สัมมสนะ’ มักแปลกันว่า ‘พิจารณา’) หรือรู้เท่าทันสังขารทั้งหลายตามที่มันเป็น “อนิจจะ–ทุกขะ–อนัตตา” (อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา: ตามนัยของคำว่า “วิปัสสนา” คือ การพิจารณาให้เห็นแจ้งโดยสามัญลักษณะแห่งไตรลักษณ์ หรือ ธรรมนิยาม ๓) อันดำเนินไปโดยลำดับ จนเกิด “ตรุณวิปัสสนา” (วิปัสสนาอ่อนๆ) ประกอบด้วย “ญาณ ๔” ได้แก่ (๑) “สังขารปริจเฉทญาณ–นามรูปปริจเฉทญาณ–ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ ญาณกำหนดแยกนามรูป หรือความรู้ระลึกชาติได้ (๒) “กังขาวิตรณญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–จุตูปปาตญาณ–ทิพพจักขุญาณ” คือ ญาณกำหนดจับปัจจัยแห่งนามรูป หรือ ความรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย (๓) “สัมมสนญาณ” คือ ญาณหยั่งรู้ด้วยพิจารณานามรูปโดยไตรลักษณ์ ญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรานามรูปหรือสังขาร มองเห็นตามแนวไตรลักษณ์ คือ รู้ว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน และ (๔) “มัคคามัคคญาณ–อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ” (มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ข้อ ๕ ในวิสุทธิ ๗) คือ ญาณที่มองเห็นนามรูปเกิดดับ ซึ่งญาณทั้งหมดเหล่านี้ ก็จะเป็นพื้นของการก้าวสู่วิปัสสนาที่สูงขึ้นไป เรียกว่า “พลววิปัสสนา” (วิปัสสนาที่มีกำลัง หรือแข็งกล้า) อีก ๔ ญาณ ได้แก่ (๑) “ภยตูปัฏฐานญาณ” คือ ปรีชาหยั่งเห็นสังขารปรากฏโดยอาการเป็นของน่ากลัวเพราะสังขารทั้งปวงนั้นล้วนแต่จะต้องแตกสลายไป ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น (๒) “อาทีนวญาณ–อาทีนวานุปัสสนาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ปรีชาคำนึงเห็นโทษของสังขารว่ามีข้อบกพร่องระคนด้วยทุกข์ เช่น เห็นสังขารปรากฏเหมือนเรือนถูกไฟไหม้ (๓) “มุญจิตุกัมยตาญาณ” คือ ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย ความหยั่งรู้ที่ทำให้ต้องการจะพ้นไปเสีย คือ ต้องการจะพ้นไปเสียจากสังขารที่เบื่อหน่ายแล้วด้วย “นิพพิทานุปัสสนาญาณ” และ (๔) “สังขารุเปกขาญาณ” คือ ปรีชาหยั่งรู้ถึงขั้นเกิดความวางเฉยในสังขาร ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ รู้เท่าทันสภาวะของสังขารว่าที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นต้น นั้น มันเป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา จึงเลิกเบื่อหน่าย เลิกคิดหาทาง แต่จะหนี วางใจเป็นกลางต่อมันได้ เลิกเกี่ยวเกาะ และให้ญาณแล่นมุ่งสู่นิพพานอย่างเดียว กล่าวโดยย่อ คือ นามรูปริจเฉทญาณ–ปัจจยปริคคหญาณ–สัมมสนญาณ–และ–วิปัสสนาญาณ ๙ (วุฏฐานคามินีปฏิปทา–การทุบขันธ์ ๕)

 

 

(๒) “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” หมายถึง ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ ธรรมทั้งหลายอันเป็นพื้นฐานที่จะมองดูรู้เข้าใจ ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามเป็นจริง ตรงกับคำว่า “ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเน้น “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” (อนุโลมปฏิจจสมุปบาท–ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท = โยนิโสมนสิการ คือ การคิดถูกวิธีด้วยอุบายแยกคายในใจ) ซึ่งเป็นที่รวมในการทำความเข้าใจธรรมทั้งหมดนั้น แต่ว่าโดยสาระ ก็คือ ธรรมชาติทั้งปวงที่มีใน “ภูมิ ๓” ให้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดใน “ภูมิ ๔” ดังนี้

(๑) “กามาวจรภูมิ” คือ ชั้นระดับจิตใจหรือชีวิตที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในกาม ได้แก่ “กามาวจรจิต ๕๔” คือ จิตที่เป็นไปในกามภูมิ ซึ่งประกอบด้วย “อกุศลจิต ๑๒” = โลภมูลจิต ๘–โทสมูลจิต ๒–โมหมูลจิต ๒ “อเหตุกจิต ๑๘” = อกุศลวิบากจิต ๗–กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘–อเหตุกกิริยาจิต ๓ “กามาวจรโสภณจิต ๒๔” = มหากุศลจิต ๘–มหาวิบากจิต ๘–มหากิริยาจิต ๘

(๒) “รูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นระดับจิตใจหรือชีวิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป หรือชั้นของพวกที่ได้รูปฌาน หรือ “รูปฌาน ๔” คือ ปฐมฌาน–ทุติยฌาน–ตติยฌาน–จตุตฌาน ได้แก่ “รูปาวจรจิต ๑๕” = รูปาวจรกุศลจิต ๕ รูปาวจรวิบากจิต ๕ รูปาวจรกิริยาจิต ๕

(๓) “อรูปาวจรภูมิ” คือ ชั้นระดับจิตใจหรือชีวิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป หรือชั้นของพวกที่ได้อรูปฌาน หรือ “อรูปฌาน ๔” คือ อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้แก่ “อรูปาวจรจิต ๑๒” = อรูปาวจรกุศลจิต ๔ อรูปาวจรวิบากจิต ๔ อรูปาวจรกิริยาจิต ๔

(๔) “โลกุตตรภูมิ” คือ ชั้นระดับจิตใจหรือชีวิตที่พ้นโลก หรือระดับพระอริยบุคคล (โสดาบัน–สกทาคามี–อนาคามี–อรหันต์) ผู้บรรลุความตรัสรู้ถึง “โลกุตตรธรรม ๙” นั่นคือ มรรค ๔–ผล ๔–นิพพาน ๑ ได้แก่ “โลกุตตรจิต ๘” = โลกุตตรกุศลจิต ๔–โลกุตตรวิบากจิต ๔

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม “วิปัสสนาภูมิ–ปัญญาภูมิ” ได้แก่ ขันธ์ ๕–อายตนะ ๑๒–ธาตุ ๑๘–อินทรีย์ ๒๒–อริยสัจจ์ ๔–ปฏิจจสมุปบาท–และ–ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ทั้งหมดนี้ คือ “ปรมัตถสัจจะแห่งพระอภิธรรม” ซึ่งจะใช้เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” (Standard Criteria: ทฤษฎี–กฎ–หลักธรรมอ้างอิง) ในการมนสิการกรรมฐานทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการเจริญภาวนา ฉะนั้น ธรรมทั้งหลาย ๑ สภาวธรรมทั้งหลาย ๑ ปรากฏการณ์ทั้งหลาย ๑ ความนึกคิดทั้งหลาย ๑ ที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น หมายถึง ความแปรปรวน (Derivations: วิปริณาม: Changes) หรือ การปริวรรต (Transformations: ปริวัฏฏ์–ปวัตติ) ของ “จิต” (Consciousness or Mind) หรือ จิตวิญญาณ–Spirituality ซึ่งเป็น “มโนภาพ” หรือ “ภาพนิมิต” ที่เรียกว่า “สมถนิมิต–วิปัสสนานิมิต” นั่นคือ “ภาวะที่จิตตามพิจารณาจิตในขณะอยู่ในภวังคจิต” (สติสัมปชัญญะตามดูวิถีจิตแห่งชวนะในขณะจิตเป็นจตุตถฌาน หรือ “จิตประภัสสร” อันเป็นจิตดั้งเดิมที่ปราศจากนิวรณ์ ที่เรียกว่า “อุบกขา–เอกัคคตาแห่งสมาธิ” อันประกอบด้วย [] “ปัญญาในสมาธิ–ญาณทัสสนะ” และ [] “ปัญญาในวิปัสสนา–ปัญญาญาณ” พร้อมๆ กัน) หลักธรรมที่ใช้เป็นเกณฑ์นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องนำข้อธรรมย่อยทั้งหมดมาอธิบายสภาวธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะจิต ซึ่งเปรียบเสมือนการกำหนดอรรถลักษณ์หรือคุณสมบัติความหมายย่อยเท่าที่จะกำหนดได้ ถ้าสัมปยุตต์ด้วย มีข้อธรรมย่อยนั้นปรากฏเป็น “คุณลักษณะเฉพาะ” (Distinctive Features) ก็คือ การกำหนด “ค่าบวก” (Plus Value) เพื่ออธิบายค่าความหมายของสภาวธรรมนั้น ถ้าวิปยุตต์ด้วย ไม่มีข้อธรรมย่อยนั้นปรากฏเป็นคุณลักษณะ ก็คือ การกำหนด “ค่าลบ” (Minus Value) เพื่ออธิบายค่าความหมายของสภาวธรรมนั้นเช่นกัน ซึ่งแนวคิด (Approach) นี้ ก็ไม่ต่างจากนแนวคิดในการศึกษาในศาสตร์สาขา “อรรถศาสตร์เชิงปริวรรตเพิ่มพูน” (Generative Transformational Semantics) ที่นำไปประยุกต์ใช้กับ “ภาษาศาสตร์คอมพิวเตอร์” (Computer Linguistics) เพื่อสร้างโปรแกรมชุดคำสั่งแปลภาษาต่างๆ (Translation Machines or Applications) ที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้เอง ให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่าง “สภาวธรรม” ใน ๕ กลุ่ม (สัจฉิกัตถะ–Signified) ได้แก่ (๑) สัตว์ (๒) ปุถุชน (๓) ผู้รู้ (๔) พระเสขะ และ (๕) พระอเสขะ ฉะนั้น “ค่าของคุณลักษณะเฉพาะ” (Distinctive Feature Values) นั้น มีฐานะเป็นค่าใน “ปรมัตถะ–ปรมัตถสัจจะ” (Absolute Truths) และระดับความเข้าใจใน “สภาวธรรม” ใน ๕ จำพวก (สัจฉิกัตถะ–Signified) นั้น เป็น “หน่วยรวมความหมาย–ความคิดรวบยอด” (Concept: สังกัปปะ–สังกัปป์ ซึ่งจะประกอบด้วยสังกัปป์ย่อยๆ หลายๆ หน่วยมารวมกันก็ได้) ก็ขึ้นอยู่กับขอบเขตปริมาณของจำนวน “ค่าของคุณลักษณะเฉพาะ” (เขตพรหมแดนแห่งความหมาย) ซึ่งจะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยมากกว่าตัวอย่างข้างล่างนี้ “สภาวธรรม” ใน ๓ พวกแรกนั้น จะมีค่าไม่มั่นคง เปลี่ยนแปลงได้ จำกำหนดค่าเป็นบวก ส่วน ๒ กลุ่มหลัง นั้น พระเสขะยังมีที่ต้องเปลี่ยนไปเป็นพระอเสขะซึ่งมีความเสถียรมั่นคง ที่เรียกว่า “อมตธาตุ–บรมธรรม–การดับขันธปรินิพพาน” หรือ “อนุปาทิเสสนิพพาน” ดังรายละเอียดข้างล่างต่อไปนี้

 

 

สัตว์

ปุถุชน

ผู้รู้

พระเสขะ

พระอเสขะ

+ รูป

+ รูป

+ รูป

– รูป

– รูป

+ เวทนา

+ เวทนา

+ เวทนา

+ เวทนา

– เวทนา

+ สัญญา

+ สัญญา

+ สัญญา

+ สัญญา

– สัญญา

+ สังขาร

สังขาร

+ สังขาร

– สังขาร

– สังขาร

+ วิญญาณ

+ วิญญาณ

+ วิญญาณ

– วิญญาณ

– วิญญาณ

+ ธาตุ ๔

+ ธาตุ ๔

+ ธาตุ ๔

+ ธาตุ ๔

– ธาตุ ๔

+ กิเลส

+ กิเลส

+ กิเลส

+ กิเลส

– กิเลส

+ กรรม

+ กรรม

+ กรรม

– กรรม

– กรรม

+ วิบาก

+ วิบาก

+ วิบาก

–  วิบาก

– วิบาก

+ ชีวิตินทรีย์

+ ชีวิตินทรีย์

+ ชีวิตินทรีย์

+ ชีวิตินทรีย์

– ชีวิตินทรีย์

+ นิจจสัญญา

+ นิจจสัญญา

+ นิจจสัญญา

– นิจจสัญญา

– นิจจสัญญา

+ ทุกขสัญญา

+ ทุกขสัญญา

+ ทุกขสัญญา

– ทุกขสัญญา

– ทุกขสัญญา

+ สุขสัญญา

+ สุขสัญญา

+ สุขสัญญา

– สุขสัญญา

– สุขสัญญา

+ อัตตสัญญา

+ อัตตสัญญา

+ อัตตสัญญา

– อัตตสัญญา

–  อัตตสัญญา

+ สังขตะ

+ สังขตะ

+ สังขตะ

– สังขตะ

– สังขตะ

+ วัฏฏะ

+ วัฏฏะ

+ วัฏฏะ

– วัฏฏะ

–  วัฏฏะ

 

 

ข้อพึงสังเกตที่สำคัญยิ่ง คือ “แนวคิดเชิงพุทธศาสตร์” (Buddhistic Approach) นั้น ถือเป็นทฤษฎีพื้นฐานต้นแบบของทฤษฎีในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ในทุกศาสตร์สาขา เพียงแต่ว่าไม่ใครนำมากล่าวถึง เพราะไม่ได้พากันศึกษาพระพุทธศาสนากันอย่างจริงจัง คือ ไม่ไปถึงดวงดาวแห่งพุทธปัญญาญาณ ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” ข้าน้อยฯ จึงถือโอกาสเรียนเชิญสาธุชนทั้งหลายผู้ใฝ่สูงในธรรม มาศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง ซึ่งทำให้เกิดความฉลาดอย่างมีคุณธรรมและศีลธรรม ปัญญาแตกฉาน และเป็นอัจฉริยะได้ แถมได้บุญกุศลในการสืบทอดพระศาสนาอย่างมีเหตุผลอันเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อในแนวไสยาศาสตร์แห่งลัทธินอกพระพุทธศาสนา ที่มีผู้อับปัญญาเป็นเจ้าสำนัก ที่เรียกว่า “เดียรถีย์” อย่าไปอับอายที่แสดงความเป็นชาวพุทธ ถ้าปฏิบัติจริงทำได้จริง มีแต่ปวงประชาและพระอริยเจ้าต่างก็สรรเสริญว่า “ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว” หรือ “ท่านได้เป็นพระอริยสงฆ์แล้ว” ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า “พระพุทธศาสนาเหมาะควรกับผู้มีปัญญา” อันมีตนได้พัฒนาแล้วด้วย “ภาวนา ๔: กายภาวนา–สีลภาวนา–จิตตภาวนา–ปัญญาภาวนา” อย่างแน่นอน

 

 

“ขันธ์ ๕–เบญจขันธ์” หมายถึง กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา–เขา เป็นต้น ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่   

(๑)  “รูปขันธ์” คือ กองรูป ส่วนที่เป็นรูป ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่างๆ ของส่วนที่เป็นร่างกาย ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณและอาการ ได้แก่ รูป ๒๘ = มหาภูตรูป ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔

(๒)“เวทนาขันธ์” คือ กองเวทนา ส่วนที่เป็นการเสวยรสอารมณ์ ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ได้แก่ เวทนา ๖

(๓) “สัญญาขันธ์” คือ กองสัญญา ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้ ความกำหนดได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖ เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น ได้แก่ สัญญา ๖

(๔) “สังขารขันธ์” คือ กองสังขาร ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลางๆ คุณสมบัติต่างๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต ได้แก่ สังขาร ๓ อภิสังขาร ๓

(๕) “วิญญาณขันธ์” คือ กองวิญญาณ ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์ ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง ๖ มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สึกกายสัมผัส การรู้ความนึกคิด ได้แก่ วิญญาณ ๖ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒

 

 

“มหาภูตรูป ๔” หมายถึง สภาวะอันปรากฏได้เป็นใหญ่ๆ โตๆ หรือเป็นต่างๆ ได้มากมาย รูปที่มีอยู่โดยสภาวะ รูปต้นเดิม นั่นคือ “ธาตุ ๔” ได้แก่

(๑)  “ปฐวีธาตุ” คือ สภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ สภาพอันเป็นหลักที่ตั้งที่อาศัยแห่งสหชาตรูป เรียกสามัญว่า “ธาตุแข้นแข็ง” หรือ “ธาตุดิน”  

(๒)“อาโปธาตุ” คือ สภาวะที่เอิบอาบหรือดูดซึม หรือซ่านไป ขยายขนาด ผนึก พูนเข้าด้วยกัน เรียกสามัญว่า “ธาตุเหลว” หรือ “ธาตุน้ำ”

(๓) “เตโชธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า “ธาตุไฟ”  

(๔) “วาโยธาตุ” คือ สภาวะที่ทำให้สั่นไหว เคลื่อนที่ และค้ำจุน เรียกสามัญว่า “ธาตุลม”  

 

 

“อุปาทายรูป ๒๔” คือ รูปอาศัยซึ่งเป็นคุณสมบัติและอาการของ “มหาภูต ๔” ที่เกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้อธิบายคุณสมบัติย่อยของ “มหาภูตรูป ๔” หรือ “ภูตรูป ๔” ดังนี้

(๑) “ปสาทรูป ๕” คือ รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ หรือ “สฬายตนะ” ได้แก่

๑. จักขุ [ตา]

๒. โสตะ [หู]

๓. ฆานะ [จมูก]

๔. ชิวหา [ลิ้น]

๕. กาย [กาย–เรือนกาย]

(๒) “โคจรรูป ๕” หรือ “วิสัยรูป ๕” คือ รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์หรือระบบประสาท ที่ได้รับผลจากการกระทบกับปัจจัยภายนอก หรือ “อายตนะภายนอก ๖” ได้แก่

๖. รูปะ [รูป]

๗. สัททะ [เสียง]

๘. คันธะ [กลิ่น]

๙. รสะ [รส]

– “โผฏฐัพพะ” คือ สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นระหว่าง ปสาทรูป กับ โคจรรูป

[ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับ มหาภูต ๓ คือ ปฐวี–เตโช–และ–วาโย]

(๓) “ภาวรูป ๒” คือ รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ได้แก่

๑๐. อิตถัตตะ–อิตถินทรีย์ [ความเป็นหญิง]

๑๑. ปุริสัตตะ–ปุริสินทรีย์ [ความเป็นชาย]

(๔) “หทัยรูป ๑” คือ รูปที่เป็นหทัย ได้แก่

๑๒. หทัยวัตถุ [ที่ตั้งแห่งใจ–หัวใจ]

(๕) “ชีวิตรูป ๑” คือ รูปที่เป็นชีวิต ได้แก่

๑๓. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์คือชีวิต]

(๖) “อาหารรูป ๑” คือ รูปที่เป็นอาหาร ได้แก่

๑๔. กวฬิงการาหาร [อาหารคือคำข้าว อาหารที่กิน]

(๗) “ปริจเฉทรูป ๑” คือ รูปที่กำหนดเทศะ ได้แก่

๑๕. อากาสธาตุ [สภาวะคือช่องว่าง]

(๘) “วิญญัติรูป ๒” คือ รูปแสดงการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย ได้แก่

๑๖. กายวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย]

๑๗. วจีวิญญัติ [การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา]

(๙) “วิการรูป ๓” คือ รูปที่แสดงอาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ได้แก่

๑๘. ลหุตา [ความเบา]

๑๙. มุทุตา [ความอ่อนสลวย]

๒๐. กัมมัญญตา [ความควรแก่การงาน ใช้การได้]

และรวมกับ “วิญญัติรูป ๒” เป็น “วิการรูป ๕”

(๑๐) “ลักขณรูป ๔” คือ รูปที่แสดงลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่

๒๑. อุปจยะ [ความก่อตัวหรือเติบขึ้น]

๒๒. สันตติ [ความสืบต่อ]

๒๓. ชรตา [ความทรุดโทรม]

๒๔. อนิจจตา [ความปรวนแปรแตกสลาย]

 

 

“เวทนา ๖” หมายถึง การเสวยอารมณ์ ได้แก่

(๑)  “จักขุสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา 

(๒)“โสตสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู 

(๓) “ฆานสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก 

(๔) “ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น

(๕) “กายสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย 

(๖)  “มโนสัมผัสสชาเวทนา” คือ เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ

 

 

“สัญญา ๖” หมายถึง ความกำหนดได้หมายรู้ ความหมายรู้อารมณ์ ความจำได้หมายรู้ ได้แก่

(๑)  “รูปสัญญา” คือ ความหมายรู้รูป เช่นว่า ดำ แดง เขียว ขาว เป็นต้น 

(๒)“สัททสัญญา” คือ ความหมายรู้เสียง เช่นว่า ดัง เบา ทุ้ม แหลม เป็นต้น 

(๓) “คันธสัญญา” คือ ความหมายรู้กลิ่น เช่นว่า หอม เหม็น เป็นต้น 

(๔) “รสสัญญา” คือ ความหมายรู้รส เช่นว่า หวาน เปรี้ยว ขม เค็ม เป็นต้น

(๕) “โผฏฐัพพสัญญา” คือ ความหมายรู้สัมผัสทางกาย เช่นว่า อ่อน แข็ง ร้อน เย็น เป็นต้น

(๖)  “ธัมมสัญญา” คือ ความหมายรู้อารมณ์ทางใจ เช่นว่า งาม น่าเกลียด เป็นต้น 

 

 

“สังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งการกระทำ นั่นคือ สัญเจตนา หรือ เจตนาที่แต่งกรรม ได้แก่

(๑)  “กายสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย “กายสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางกาย  

(๒)“วจีสังขาร” คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา “วจีสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางวาจา

(๓) “จิตตสังขาร–มโนสังขาร”  คือ สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ “มโนสัญเจตนา” คือ ความจงใจทางใจ

 

 

“อภิสังขาร ๓” หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมมีเจตนาเป็นประธานอันปรุงแต่งผลแห่งการกระทำ หรือ เจตนาที่เป็นตัวการในการทำกรรม ได้แก่

(๑)  “ปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นบุญ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจรและรูปาวจร

(๒)“อปุญญาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญคือเป็นบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่วได้แก่ อกุศลเจตนาทั้งหลาย 

(๓) “อาเนญชาภิสังขาร” คือ อภิสังขารที่เป็นอาเนญชา สภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ได้แก่ กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร ๔ หมายเอาภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยสมาธิแห่งจตุตถฌาน 

 

 

“สังขาร ๔” หมายถึง คำว่า “สังขาร” ที่ใช้ในความหมายต่างๆ ได้แก่

(๑)  “สังขตสังขาร” คือ สังขารคือสังขตธรรม ได้แก่ สิ่งทั้งปวงที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง รูปธรรมก็ตามนามธรรมก็ตาม ได้ในคำว่า “อนิจฺจา วต สงฺขารา” เป็นต้น  

(๒)“อภิสังขตสังขาร” คือ สังขารคือสิ่งที่กรรมแต่งขึ้น ได้แก่ รูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ในภูมิสาม [ชั้นของจิต =  กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] ที่เกิดแต่กรรม  

(๓) “อภิสังขรณกสังขาร” คือ สังขารคือกรรมที่เป็นตัวการปรุงแต่ง ได้แก่ กุศลเจตนา และอกุศลเจตนาทั้งปวงในภูมิสาม [ชั้นของจิต =  กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ] ได้ในคำว่า สังขาร ตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือ สังขาร ๓ หรือ อภิสังขาร ๓

(๔) “ปโยคาภิสังขาร” คือ สังขารคือการประกอบความเพียร ได้แก่ กำลังความเพียรทางกายก็ตามทางใจก็ตาม  

 

 

“วิญญาณ ๖” หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ โดยผ่าน “ผัสสะ ๖” คือ ความประจวบกันแห่งอายตนะภายในอายตนะภายนอก และ วิญญาณ ประกอบด้วย (๑) จักขุสัมผัส–ความกระทบทางตา (๒) โสตสัมผัส–ความกระทบทางหู (๓) ฆานสัมผัส–ความกระทบทางจมูก (๔) ชิวหาสัมผัส–ความกระทบทางลิ้น (๕) กายสัมผัส–ความกระทบทางกาย (๖) มโนสัมผัส–ความกระทบทางใจ ได้แก่

(๑)  “จักขุวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางตา คือ รู้รูปด้วยตา = เห็น

(๒)“โสตวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางหู คือ รู้เสียงด้วยหู = ได้ยิน

(๓) “ฆานวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือ รู้กลิ่นด้วยจมูก = ได้กลิ่น

(๔) “ชิวหาวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือ รู้รสด้วยลิ้น = รู้รส

(๕) “กายวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางกาย คือ รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย = รู้สึกกายสัมผัส

(๖)  “มโนวิญญาณ” ความรู้อารมณ์ทางใจ คือ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ = รู้ความนึกคิด

 

 

เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกับ “วิญญาณ ๖” ซึ่งหมายถึง “จิต ๘๙–จิตวิญญาณ” ในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับฝ่ายรูปธรรม คือ “รูป ๒๘” ที่ประกอบด้วย (๑) มหาภูตรูป ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔ ดังนี้

 

 

“จิต ๘๙” หมายถึง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์–สภาพที่นึกคิด–ความคิด–ใจ–วิญญาณ ในโลกแห่งเป็นจริงนั้น “การพัฒนาตนเอง–การเจริญภาวนากรรมฐาน” ก็มีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตและระดับของจิตต์ แยกออกเป็น ๔ ชั้นภูมิ หรือ “ภูมิ ๔” นั่นคือ ชั้นแห่งจิต ระดับจิตใจ ระดับชีวิต ซึ่งประกอบด้วย “กามาวจรภูมิ–รูปาวจรภูมิ–อรูปาวจรภูมิ–โลกุตตรภูมิ” ได้แก่

(๑)  กามาวจรจิต ๕๔ [กามาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม ระดับจิตใจที่ยังปรารภกามเป็นอารมณ์ คือ ยังเกี่ยวข้องกับกามคุณ ระดับจิตใจของสัตว์ในกามภพทั้ง ๑๑ ชั้น ได้แก่ (๑) “อบายภูมิ ๔” ภูมิที่ปราศจากความเจริญ คือ นิรยะ–ติรัจฉานโยนิ–ปิตติวิสัย–อสุรกาย (๒) “กามสุคติภูมิ ๗” กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ คือ มนุษย์–จาตุมหาราชิกา–ดาวดึงส์–ยามา–ดุสิต–นิมมานรดี–ปรนิมมิตวสวัตดี

(๒)      รูปาวจรจิต ๑๕ [รูปาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป ระดับจิตใจที่ปรารภรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้ฌานหรือผู้อยู่ในรูปภพทั้ง ๑๖ ชั้น ได้แก่ (๑) “ปฐมฌานภูมิ ๓” คือ พรหมปาริสัชชา–พรหมปุโรหิตา–มหาพรหมา (๒) “ทุติยฌานภูมิ ๓” คือ ปริตรตาภา–อัปปมาณาภา–อาภัสสรา (๓) “ตติยฌานภูมิ ๓” คือ ปริตตสุภา–อัปปมาณสุภา–สุภกิณหา (๔) “จตุตถฌานภูมิ ๗” คือ เวหัปผลา–อสัญญีสัตว์–อวิหา–อตัปปา–สุทัสสา สุทัสสี–อกนิฏฐา

(๓) อรูปาวจรจิต ๑๒ [อรูปาวจรภูมิ] คือ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป ระดับจิตใจที่ปรารภอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ระดับจิตใจของท่านผู้ได้อรูปฌาน หรือผู้อยู่ในอรูปภพทั้ง ๔ ชั้น ได้แก่ (๑) อากาสานัญจายตนภูมิ (๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ (๓) อากิญจัญญายตนภูมิ (๔) เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

(๔) โลกุตตรจิต ๘ [โลกุตตรภูมิ] คือ ชั้นที่พ้นจากโลก ระดับแห่งโลกุตตรธรรม ระดับจิตใจของพระอริยเจ้าอันพ้นแล้วจากโลกียภูมิ ๓ ข้างต้น ได้แก่ (๑) “มรรค ๔” คือ โสดาปัตติมรรค–สกทาคามิมรรค–อนาคามิมรรค–อรหัตตมรรค (๒) “ผล ๔” คือ  โสดาปัตติผล–สกทาคามิผล–อนาคามิผล–อรหัตตผล (๓) “นิพพาน ๑” คือ อรหัตตผลวิมุตติ [อนุปาทิเสสนิพพาน–นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ] ข้อนี้ในบาลีที่มา เรียกว่า “อปริยาปันนภูมิ” คือ ขั้นที่ไม่นับเนื่องใน “วัฏฏะ” ระดับที่ไม่ถูกจำกัด

 

 

ถ้าแยกให้ละเอียด มีรายละเอียดดังนี้

 

๑. กามาวจรจิต ๕๔ [จิตที่เป็นไปในกามภูมิ]

๑) อกุศลจิต ๑๒ จิตอันเป็นอกุศล ประกอบด้วย อกุศลมูล ๓ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ

โลภมูลจิต ๘

โทสมูลจิต ๒

โมหมูลจิต ๒

๒) อเหตุกจิต ๑๘ จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ–อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ

อกุศลวิบากจิต ๗

กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘

อเหตุกกิริยาจิต ๓

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ

มหากุศลจิต ๘

มหาวิบากจิต ๘

มหากิริยาจิต ๘

๒. รูปาวจรจิต ๑๕ [จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ]

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕ กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ วิบากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕ กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ [จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ]

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูปฌาน

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔ วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล

๔. โลกุตตรจิต ๘ [จิตที่เป็นโลกุตตระ]

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล

 

 

ให้พิจารณาลงรายละเอียดยิ่งขึ้นถึง “จิต ๘๙” ที่มี “เจติสิก” ต่างๆ ที่มาสัมปยุตต์ด้วย ดังนี้

 

๑. กามาวจรจิต ๕๔ [จิตที่เป็นไปในกามภูมิ]

๑) อกุศลจิต ๑๒ [จิตอันเป็นอกุศล] อกุศลจิตมีแต่ที่เป็นกามาวจรนี้เท่านั้น คือ

 

• โลภมูลจิต ๘ [จิตมีโลภะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

 

• โทสมูลจิต ๒ [จิตมีโทสะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโทมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ มีการชักนำ

 

• โมหมูลจิต ๒ [จิตมีโมหะเป็นมูล]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

 

๒) อเหตุกจิต ๑๘ [จิตอันไม่มีสัมปยุตตเหตุ คือ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ ได้แก่ โลภะ–โทสะ–โมหะ–อโลภะ–อโทสะ–อโมหะ]

 

• อกุศลวิบากจิต ๗ [จิตที่เป็นผลของอกุศล]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• กุศลวิบากอเหตุกจิต ๘ [จิตที่เป็นผลของกุศล ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จักขุวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. โสตวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. ฆานวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๔. ชิวหาวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๕. กายวิญญาณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา

๖. สัมปฏิจฉันนจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๗. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

๘. สันตีรณจิต ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

 

• อเหตุกกิริยาจิต ๓ [จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. ปัญจทวาราวัชชนจิต* ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๒. มโนทวาราวัชชนจิต** ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา

๓. หสิตุปปาทจิต*** ที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา

 

* จิตที่รำพึงถึงอารมณ์ที่กระทบทวารทั้ง ๕

** จิตที่รำพึงถึงอารมณ์อันมาถึงคลองในมโนทวาร = โวฏฐัพพนะ

*** จิตที่ทำให้เกิดการแย้มยิ้มของพระอรหันต์

 

๓) กามาวจรโสภณจิต ๒๔ [จิตดีงามที่เป็นไปในกามภูมิ]

 

• มหากุศลจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกุศลจิต ๘ [จิตที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ หรือ กุศลจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหาวิบากจิต หรือ สเหตุกกามาวจรวิบากจิต ๘

[จิตอันเป็นผลของมหากุศล หรือวิบากจิตที่เป็นไปในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

[เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

• มหากิริยาจิต หรือ สเหตุกกามาวจรกิริยาจิต ๘

[จิตอันเป็นกิริยาอย่างที่ทำมหากุศลแต่ไม่มีวิบาก ได้แก่ การกระทำมหากุศลของพระอรหันต์ หรือกิริยาจิตในกามภูมิ มีสัมปยุตตเหตุ]

[เหมือนกับมหากุศลจิตทุกข้อ]

๑. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๒. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๓. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๔. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๕. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๖. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

๗. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา ไม่มีการชักนำ

๘. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยปัญญา มีการชักนำ

 

๒. รูปาวจรจิต ๑๕ [จิตอันเป็นไปในรูปภูมิ]

 

๑) รูปาวจรกุศลจิต ๕ [กุศลจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงรูปฌาน]

๑. ปฐมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกุศลจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๒) รูปาวจรวิบากจิต ๕ [บากจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต]

๑. ปฐมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานวิบากจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๓) รูปาวจรกิริยาจิต ๕

[กิริยาจิตที่เป็นไปในรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต]

๑. ปฐมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิตก–วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๒. ทุติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย วิจาร–ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๓. ตติยฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย ปีติ–สุข–เอกัคคตา

๔. จตุตถฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย สุข–เอกัคคตา

๕. ปัญจมฌานกิริยาจิต ที่ประกอบด้วย อุเบกขา–เอกัคคตา

 

๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ [จิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ]

๑) อรูปาวจรกุศลจิต ๔ [กุศลจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ ได้แก่ จิตของผู้เข้าถึงอรูป]

๑. กุศลจิตประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. กุศลจิตประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. กุศลจิตประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. กุศลจิตประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๒) อรูปาวจรวิบากจิต ๔ [วิบากจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตที่เป็นผลของอรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น วิบากจิต]

๑. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรวิบากจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๓) อรูปาวจรกิริยาจิต ๔

[กิริยาจิตที่เป็นไปในอรูปภูมิ คือ จิตของพระอรหันต์ผู้กระทำอรูปาวจรกุศล]

[เหมือนกับอรูปาวจรกุศลจิตทุกข้อ เปลี่ยนแต่คำท้ายเป็น กิริยาจิต]

๑. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน

๒. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน

๓. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌาน

๔. อรูปาวจรกิริยาจิต ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

 

๔. โลกุตตรจิต ๘ หรือ ๔๐ [จิตที่เป็นโลกุตตระ]

๑) โลกุตตรกุศลจิต ๔ หรือ ๒๐ [กุศลจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ กุศลจิตที่ทำให้ข้ามพ้นอยู่เหนือโลก]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงกระแสอันไหลไปสู่นิพพาน

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอนาคามี

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตมัคคญาณ คือ กุศลจิตที่เป็นทางให้ถึงความเป็นพระอรหันต์

   (อย่างพิสดาร ให้แจกมัคคจิต ๔ นี้ ด้วยฌาน ๕ ตามลำดับ ก็จะได้จำนวน ๒๐)

 

๒) โลกุตตรวิบากจิต ๔ หรือ ๒๐ [วิบากจิตที่เป็นโลกุตตระ คือ จิตที่เป็นผลของโลกุตตรกุศล]

๑. จิตที่ประกอบด้วยโสตาปัตติผลญาณ

๒. จิตที่ประกอบด้วยสกทาคามิผลญาณ

๓. จิตที่ประกอบด้วยอนาคามิผลญาณ

๔. จิตที่ประกอบด้วยอรหัตตผลญาณ

 

  

“เจตสิก ๕๒” หมายถึง ธรรมที่ประกอบกับจิต หรือ สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต หรือ อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต ได้แก่

 

ก. อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ [เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น คือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล มิใช่เข้าได้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพวกเดียว]

๑) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง]

๑. ผัสสะ [ความกระทบอารมณ์]

๒. เวทนา [ความเสวยอารมณ์]

๓. สัญญา [ความหมายรู้อารมณ์]

๔. เจตนา [ความจงใจต่ออารมณ์]

๕. เอกัคคตา [ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว]

๖. ชีวิตินทรีย์ [อินทรีย์ คือ ชีวิต สภาวะที่เป็นใหญ่ในการรักษานามธรรมทั้งปวง]

๗. มนสิการ [ความกระทำอารมณ์ไว้ในใจ ใส่ใจ]

๒) ปกิณณกเจตสิก ๖ [เจตสิกที่เรี่ยรายแพร่กระจายทั่วไป คือ เกิดกับจิตได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ไม่แน่นอนเสมอไปทุกดวง]

๘. วิตก [ความตรึกอารมณ์]

๙. วิจาร [ความตรองหรือพิจารณาอารมณ์]

๑๐. อธิโมกข์ [ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์]

๑๑. วิริยะ [ความเพียร]

๑๒. ปีติ [ความปลาบปลื้มในอารมณ์ ความอิ่มใจ]

๑๓. ฉันทะ [ความพอใจในอารมณ์]

 

ข. อกุศลเจตสิก ๑๔ [เจตสิกฝ่ายอกุศล]

๑) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก ๔ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง]

๑๔. โมหะ [ความหลง]

๑๕. อหิริกะ [ความไม่ละอายต่อบาป]

๑๖. อโนตตัปปะ [ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป]

๑๗. อุทธัจจะ [ความฟุ้งซ่าน]

๒) ปกิณณกอกุสลเจตสิก ๑๐ [อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต]

๑๘. โลภะ [ความอยากได้อารมณ์]

๑๙. ทิฏฐิ [ความเห็นผิด]

๒๐. มานะ [ความถือตัว]

๒๑. โทสะ [ความคิดประทุษร้าย]

๒๒. อิสสา [ความริษยา]

๒๓. มัจฉริยะ [ความตระหนี่]

๒๔. กุกกุจจะ [ความเดือดร้อนใจ]

๒๕. ถีนะ [ความหดหู่]

๒๖. มิทธะ [ความง่วงเหงา]

๒๗. วิจิกิจฉา [ความคลางแคลงสงสัย]

 

ค. โสภณเจตสิก ๒๕ [เจตสิกฝ่ายดีงาม]

๑) โสภณสาธารณเจตสิก ๑๙ [เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง]

๒๘. สัทธา [ความเชื่อ]

๒๙. สติ [ความระลึกได้ ความสำนึกพร้อมอยู่]

๓๐. หิริ [ความละอายต่อบาป]

๓๑. โอตตัปปะ [ความสะดุ้งกลัวต่อบาป]

๓๒. อโลภะ [ความไม่อยากได้อารมณ์]

๓๓. อโทสะ [ความไม่คิดประทุษร้าย]

๓๔. ตัตรมัชฌัตตตา [ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ]

๓๕. กายปัสสัทธิ [ความสงบแห่งกองเจตสิก]

๓๖. จิตตปัสสัทธิ [ความสงบแห่งจิต]

๓๗. กายลหุตา [ความเบาแห่งกองเจตสิก]

๓๘. จิตตลหุตา [ความเบาแห่งจิต]

๓๙. กายมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก]

๔๐. จิตตมุทุตา [ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต]

๔๑. กายกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก]

๔๒. จิตตกัมมัญญตา [ความควรแก่การงานแห่งจิต]

๔๓. กายปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก]

๔๔. จิตตปาคุญญตา [ความคล่องแคล่วแห่งจิต]

๔๕. กายุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก]

๔๖. จิตตุชุกตา [ความซื่อตรงแห่งจิต]

๒) วิรตีเจตสิก ๓ [เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น]

๔๗. สัมมาวาจา [เจรจาชอบ]

๔๘. สัมมากัมมันตะ [กระทำชอบ]

๔๙. สัมมาอาชีวะ [เลี้ยงชีพชอบ]

๓) อัปปมัญญาเจตสิก ๒ [เจตสิก คือ อัปปมัญญา]

๕๐. กรุณา [ความสงสารสัตว์ผู้ถึงทุกข์]

๕๑. มุทิตา [ความยินดีต่อสัตว์ผู้ได้สุข]

๔) ปัญญินทรียเจตสิก ๑ [เจตสิก คือ ปัญญินทรีย์]

๕๒. ปัญญินทรีย์–อโมหะ [ความรู้เข้าใจ ไม่หลง]

 

 

“กิจ ๑๔–วิญญาณกิจ ๑๔” หมายถึง กิจของวิญญาณ หน้าที่ของจิต ที่เรียกว่า “วิญญาณปวัตติ–วิญญาณปวัตติอาการ” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ทำให้รู้แจ้งในการทำงานของจิตใน ๑ ขณะจิต [วิถีจิต = มโนทวารวิถี คือ การคำนึงอารมณ์ใหม่ทางทวารนั้นๆ ในทวารทั้ง ๕ เรียกว่า “มโนทวาราวัชชนะ” หรือ “ชวนจิต” คือ หมายถึงจิตซึ่งทำหน้าที่รับอารมณ์ในวิถี หรือ การทำหน้าที่ของจิตในการรับอารมณ์นั้น] ได้แก่

(๑)  “ปฏิสนธิ” คือ หน้าที่สืบต่อภพใหม่ ได้แก่ จิต ๑๙ คือ อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ รูปวิบาก ๕ อรูปวิบาก ๔  

(๒)“ภวังคะ” คือ หน้าที่เป็นองค์ของภพ ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับปฏิสนธิ 

(๓) “อาวัชชนะ” คือ หน้าที่คำนึงอารมณ์ใหม่ ได้แก่ จิต ๒  คือ ปัญจทวาราวัชชนะ–มโนทวาราวัชชนะ 

(๔) “ทัสสนะ” คือ หน้าที่เห็นรูป ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๒

(๕) “สวนะ” คือ หน้าที่ได้ยินเสียง ได้แก่ โสตวิญญาณ ๒

(๖)  “ฆายนะ” คือ หน้าที่รู้กลิ่น ได้แก่ ฆานวิญญาณ ๒

(๗) “สายนะ” คือ หน้าที่ลิ้มรส ได้แก่ ชิวหาวิญญาณ ๒

(๘) “ผุสนะ” คือ หน้าที่ถูกต้องโผฏฐัพพะ ได้แก่ กายวิญญาณ ๒

(๙)  “สัมปฏิจฉนะ” คือ หน้าที่รับอารมณ์ ได้แก่ สัมปฏิจฉนะ ๒

(๑๐)   “สันตีรณะ” คือ หน้าที่พิจารณาอารมณ์ ได้แก่ สันตีรณะ ๓

(๑๑)   “โวฏฐัพพนะ–โวฏฐปนะ” คือ หน้าที่ตัดสินอารมณ์ ได้แก่ มโนทวาราวัชชนะ ๑  

(๑๒) “ชวนะ” คือ หน้าที่แล่นเสพอารมณ์ อันเป็นช่วงที่ทำกรรม ได้แก่ จิต ๕๕ คือ กุศลจิต ๒๑ อกุศลจิต ๑๒ กิริยาจิต ๑๘ คือ เว้นอาวัชชนะทั้งสอง โลกุตตรผลจิต ๔  

(๑๓)  “ตทาลัมพนะ” คือ หน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะก่อนตกภวังค์ ได้แก่ จิต ๑๑ คือ มหาวิบาก ๘ สันตีรณะ ๓

(๑๔)  “จุติ” คือ หน้าที่เคลื่อนจากภพปัจจุบัน ได้แก่ จิต ๑๙ อย่างเดียวกับในปฏิสนธิ 

 

หมายเหตุ: ให้พิจารณากระบวนการวิญญาณกิจทั้ง ๑๔ ขั้นตอน เพื่อให้เกิด ปัญญาแห่งปฏิจจสมุปบาท และ ไตรลักษณ์ คือ (๑) เห็นการเกิดดับที่แปรผัน และ (๒) ความเสื่อมสลายไปแห่งนามขันธ์ นั่นคือ “จิต–จิตวิญญาณ” เพื่อเปรียบเทียบกับรูปขันธ์ นั่นคือ “มหภูตรูป ๔” ด้วย (๑) อนิจจานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ ความไม่เที่ยง (๒)  ทุกขานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ ความเป็นทุกข์ (๓)  “อนัตตานุปัสสนายถาภูตญาณ คือ ความไม่ใช่ตัวตน อันเป็น “ญาณวิโมกข์” ได้

 

 

“อายตนะ ๑๒” ประกอบด้วย (๑) อายตนะภายใน ๖ และ (๒) อายตนะภายนอก ๖ ดังนี้

 

 

“อายตนะภายใน ๖” หมายถึง ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ แดนต่อความรู้ฝ่ายภายใน บาลีเรียก “สฬายตนะ–อัชฌัตติกายตนะ = อินทรีย์ ๖” ได้แก่

(๑)  “จักขุ” คือ จักษุ–ตา 

(๒)“โสตะ” คือ หู 

(๓) “ฆานะ” คือ จมูก 

(๔) “ชิวหา” คือ ลิ้น 

(๕) “กาย” คือ กาย 

(๖)  “มโน” คือ ใจ 

 

 

“อายตนะภายนอก ๖” หมายถึง ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้ แดนต่อความรู้ฝ่ายภายนอก บาลีเรียก “พาหิรายตนะ = อารมณ์ ๖” ได้แก่

(๑)  “รูปะ” คือ รูป สิ่งที่เห็น หรือ วัณณะ คือสี 

(๒)“สัททะ” คือ เสียง

(๓) “คันธะ” คือ กลิ่น

(๔) “รสะ” คือ รส 

(๕) “โผฏฐัพพะ” คือ สัมผัสทางกาย สิ่งที่ถูกต้องกาย 

(๖)  “ธรรม–ธรรมารมณ์” คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ สิ่งที่ใจนึกคิด

 

 

“สัมผัส ๖–ผัสสะ ๖” หมายถึง ความกระทบ ความประจวบกันแห่ง (๑) “อายตนะภายใน ๖” (๒) “อายตนะภายนอก ๖” และ (๓) “วิญญาณ ” ได้แก่

(๑) “จักขุสัมผัส” คือ ความกระทบทางตา นั่นคือ “ตา + รูป + จักขุวิญญาณ”

(๒) “โสตสัมผัส” คือ ความกระทบทางหู นั่นคือ “หู + เสียง + โสตวิญญาณ”  

(๓) “ฆานสัมผัส” คือ ความกระทบทางจมูก นั่นคือ “จมูก + กลิ่น + ฆานวิญญาณ”

(๔) “ชิวหาสัมผัส” คือ ความกระทบทางลิ้น นั่นคือ “ลิ้น + รส + ชิวหาวิญญาณ”

(๕) “กายสัมผัส” คือ ความกระทบทางกาย นั่นคือ “กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ”  

(๖) “มโนสัมผัส” คือ ความกระทบทางใจ นั่นคือ “ใจ + ธรรมารมณ์ + มโนวิญญาณ”  

 

 

“วิญญาณ ๖” หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ โดยผ่าน “ผัสสะ ๖” คือ ความประจวบกันแห่งอายตนะภายในอายตนะภายนอก และ วิญญาณ ประกอบด้วย (๑) จักขุสัมผัส–ความกระทบทางตา (๒) โสตสัมผัส–ความกระทบทางหู (๓) ฆานสัมผัส–ความกระทบทางจมูก (๔) ชิวหาสัมผัส–ความกระทบทางลิ้น (๕) กายสัมผัส–ความกระทบทางกาย (๖) มโนสัมผัส–ความกระทบทางใจ ได้แก่

(๑)  “จักขุวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางตา นั่นคือ รู้รูปด้วยตา = เห็น

(๒)“โสตวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางหู นั่นคือ รู้เสียงด้วยหู = ได้ยิน

(๓) “ฆานวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางจมูก นั่นคือ รู้กลิ่นด้วยจมูก = ได้กลิ่น

(๔) “ชิวหาวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น นั่นคือ รู้รสด้วยลิ้น = รู้รส

(๕) “กายวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางกาย นั่นคือ รู้โผฏฐัพพะด้วยกาย = รู้สึกกายสัมผัส

(๖)  “มโนวิญญาณ” คือ ความรู้อารมณ์ทางใจ นั่นคือ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ = รู้ความนึกคิด

  

 

“ธาตุ ๑๘” หมายถึง สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตาม ธรรมนิยาม คือ กำหนดแห่งธรรมดา หรือ กฎธรรมชาติ ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ (ลำดับตามอายตนะ ๑๒ = อินทรีย์ ๖ กับ อารมณ์ ๖) ได้แก่

(๑) “จักขุธาตุ” คือ ธาตุคือจักขุปสาท

(๒) “รูปธาตุ” คือ ธาตุคือรูปารมณ์

(๓) “จักขุวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือจักขุวิญญาณ

(๔) “โสตธาตุ” คือ ธาตุคือโสตปสาท

(๕) “สัททธาตุ” คือ ธาตุคือสัททารมณ์

(๖) “โสตวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือโสตวิญญาณ

(๗) “ฆานธาตุ” คือ ธาตุคือฆานปสาท

(๘) “คันธธาตุ” คือ ธาตุคือคันธารมณ์

(๙) “ฆานวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือฆานวิญญาณ

(๑๐) “ชิวหาธาตุ” คือ ธาตุคือชิวหาปสาท

(๑๑) “รสธาตุ” คือ ธาตุคือรสารมณ์

(๑๒) “ชิวหาวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือชิวหาวิญญาณ

(๑๓) “กายธาตุ” คือ ธาตุคือกายปสาท

(๑๔) “โผฏฐัพพธาตุ” คือ ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์

(๑๕) “กายวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือกายวิญญาณ

(๑๖) “มโนธาตุ” คือ ธาตุคือมโน

(๑๗) “ธรรมธาตุ” คือ ธาตุคือธรรมารมณ์

(๑๘) “มโนวิญญาณธาตุ” คือ ธาตุคือมโนวิญญาณ

 

 

“อินทรีย์ ๒๒” หมายถึง สิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน ซึ่งทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น ดังนี้

 

หมวดที่ ๑ คือ อายตนะภายใน ๖ได้ เพื่อ “อินทรียสังวร” คือ สำรวมอินทรีย์ มีสติระวัง รักษาใจ มิให้กิเลสคือความยินดียินร้ายเข้าครอบงำ เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง ๖ มีเห็นรูปด้วยตา ได้ยินเสียงด้วยหู ได้กลิ่นด้วยจมูก ได้รสด้วยลิ้น ได้รู้สึกสัมผัสด้วยกาย ได้รู้รับเสพธรรมารมณ์ด้วยใจ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน จนนึกคิดไม่ทันในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่

(๑) จักขุนทรีย์ (จักขุปสาท)

(๒) โสตินทรีย์ (โสตปสาท)

(๓) ฆานินทรีย์ (ฆานปสาท)

(๔) ชิวหินทรีย์ (ชิวหาปสาท)

(๕) กายินทรีย์ (กายปสาท)

(๖) มนินทรีย์ [ใจ ได้แก่ จิต ๘๙]

 

หมวดที่ ๒ คือ ภาวะแห่งชีวิตในรูปธรรม เพื่อพิจารณาเห็นความแตกต่างระหว่างเพศที่เป็นหญิงหรือชายปรากฏในรูปธรรมที่เป็นสิ่งมีชีวิต ได้แก่

(๗) อิตถินทรีย์ [อิตถีภาวะ]

(๘) ปุริสินทรีย์ [ปุริสภาวะ]

(๙) ชีวิตินทรีย์ [ชีวิต]

 

หมวดที่ ๓ คือ เวทนา ๕ ความรู้สึกในอารมณ์ เพื่อพิจารณาความรู้สึกที่มีต่ออารมณ์ทั้ง ๖ ที่ผ่านเข้ามาทางอินทรีย์ทั้ง ๖ ทั้งกายและใจ อันจะทำให้เกิดจิตและเจตสิกต่างๆ เพิ่มเติม ได้แก่

(๑๐) สุขินทรีย์ [สุขเวทนา]

(๑๑) ทุกขินทรีย์ [ทุกขเวทนา]

(๑๒) โสมนัสสินทรีย์ [โสมนัสสเวทนา]

(๑๓) โทมนัสสินทรีย์ [โทมนัสสเวทนา]

(๑๔) อุเปกขินทรีย์ [อุเบกขาเวทนา]

 

หมวดที่ ๔ คือ อินทรีย์ ๕–พละ ๕ แห่งโพธิญาณ เพื่อพิจารณาถึง อินทรีย์ที่แก่กล้า และพละที่แข็งแกร่ง ทำให้ธรรมปฏิปักษ์เข้าครอบงำจิตใจไม่ได้ จนทำให้ถึงพร้อมด้วย “โพชฌงค์ ๗” ที่เป็นองค์ธรรมแห่งความตรัสรู้ได้ ได้แก่

(๑๕) สัทธินทรีย์ [ศรัทธา]

(๑๖) วิริยินทรีย์ [วิริยะ]

(๑๗) สตินทรีย์ [สติ]

(๑๘) สมาธินทรีย์ [สมาธิ]

(๑๙) ปัญญินทรีย์ [ปัญญา]

 

หมวดที่ ๕ คือ วิปัสสนาปัญญาญาณ เพื่อพิจารณาเห็นลำดับความหลุดพ้นจากการดับกิเลส ซึ่งเป็นความจริงแห่งอริยสัจจ์ทั้ง ๔ คือ “วิราคะ” อริยมรรควิถีแห่งมัคคญาณ ซึ่งเป็นธรรมที่ละเอียดประณีตขั้นสูง และ “นิโรธ” อริยผลวิธีแห่งผลญาณ ซึ่งเป็นธรรมที่ละเอียดประณีตขั้นสูง ธรรมดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้กัลยาณปุถุชนกลายเป็นอริยบุคคล ได้แก่

(๒๐) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์แห่งผู้ปฏิบัติด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจจธรรมที่ยังมิได้รู้ ได้แก่ โสตาปัตติมัคคญาณ]

(๒๑) อัญญินทรีย์ [อัญญา หรือปัญญาอันรู้ทั่วถึง ได้แก่ ญาณ ๖ ในท่ามกลาง คือ โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ]

(๒๒) อัญญาตาวินทรีย์ [ปัญญาผู้รู้ทั่วถึงแล้วของพระอรหันต์ ได้แก่ อรหัตตผลญาณ]

 

 

“อริยสัจจ์ ๔” หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ ๑ ความจริงของพระอริยะความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ๑ เรียกสามัญว่า “ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค” ได้แก่

(๑)  “ทุกข์” คือ ความทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า “อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์”

(๒)“ทุกขสมุทัย” คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา 

(๓) “ทุกขนิโรธ” คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ “นิพพาน”

(๔) “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” คือ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ “มรรค ๔–มัคคญาณ” ได้แก่ “อริยอัฏฐังคิกมรรค” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า “ทางสายกลาง” มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงใน “ไตรสิกขา” คือ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” 

 

 

“กิจในอริยสัจจ์ ๔” หมายถึง หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจจ์ ๔ แต่ละอย่าง [ปโยคะ] จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจจ์หรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่

(๑)  “ปริญญา” คือ การกำหนดรู้ เป็น “กิจในทุกข์” ตามหลักว่า “ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ” ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง ได้แก่ การทำความเข้าใจและกำหนดขอบเขตของปัญหา

(๒)“ปหานะ” คือ การละ เป็น “กิจในสมุทัย” ตามหลักว่า “ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ” สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่ การแก้ไขกำจัดต้นตอของปัญหา  

(๓) “สัจฉิกิริยา” คือ การทำให้แจ้ง เป็น “กิจในนิโรธ” ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ” นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่ การเข้าถึงภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ  

(๔) “ภาวนา” คือ การเจริญ เป็น “กิจในมรรค” [มรรค ๔] ตามหลักว่า “ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ” มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติ กระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่ การลงมือแก้ไขปัญหา  

 

 

“ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” หมายถึง การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันๆ จึงเกิดมีขึ้น ดังนี้

 

“อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายสมุทัย

(๑) เพราะ อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย ปัจจัยธรรม จึงมี

(๒) เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัย สังขาร จึงมี

(๓) เพราะ สังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณ จึงมี

(๔) เพราะ วิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูป จึงมี

(๕) เพราะ นามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนะ จึงมี

(๖) เพราะ สฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี

(๗) เพราะ ผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนา จึงมี

(๘) เพราะ เวทนา เป็นปัจจัย ตัณหา จึงมี

(๙) เพราะ ตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี

(๑๐) เพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย ภพ จึงมี

(๑๑) เพราะ ภพ เป็นปัจจัย ชาติ จึงมี

(๑๒) เพราะ ชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะ จึงมี  

 ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม

ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้

 

 

“ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” = ฝ่ายนิโรธ

(๑) เพราะ อวิชชา สำรอกดับไปไม่เหลือ

(๒) เพราะ อวิชชา ดับ สังขาร จึงดับ

(๓) เพราะ สังขาร ดับ วิญญาณ จึงดับ

(๔) เพราะ วิญญาณ ดับ นามรูป จึงดับ

(๕) เพราะ นามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ

(๖) เพราะ สฬายตนะ ดับ ผัสสะ จึงดับ

(๗) เพราะ ผัสสะ ดับ เวทนา จึงดับ

(๘) เพราะ เวทนา ดับ ตัณหา จึงดับ

(๙) เพราะ ตัณหา ดับ อุปาทาน จึงดับ

(๑๐) เพราะ อุปาทาน ดับ ภพ จึงดับ

(๑๑) เพราะ ภพ ดับ ชาติ จึงดับ

(๑๒) เพราะ ชาติ ดับ ชรามรณะ จึงดับ

ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ ก็ดับ

ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้

 

 

สำหรับ “ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ถือเป็นฝ่ายสมุทัย คือ “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” เพียงแต่นำองค์ประกอบปัจจัยทั้ง ๑๒ อย่าง มาจำแนกแจกตามหลักธรรมย่อย “ปัจจัยธรรม” ส่วนเรื่อง “กฎแห่งกรรม” และ “กฎกรรมของสัตว์” นั้น อยู่ใน “วัฏฏะ ๓–ไตรวัฏฏ์” ดังนี้

 

 

๑. อัทธา ๓ (Periods)

“อัทธา ๓” หมายถึง กาลเวลาทั้ง ๓ ช่วง ได้แก่

(๑) “อดีต” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบัน” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๓) “อนาคต” = ชาติ–ชรา มรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

 

๒. สังเขป ๔ (Sections)

“สังเขป ๔” (สังคหะ ๔) หมายถึง ช่วงองค์ประกอบปัจจัยสืบเนื่องกันด้วยเหตุและผลเป็นระยะ ๔ หมวด หรือแยกเป็น ๔ กลุ่ม ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ” = อวิชชา–สังขาร

(๒) “ปัจจุบันผล” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ” = ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล” = ชาติ–ชรามรณะ (โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส)

 

 

๓. สนธิ ๓ (Connections)

 “สนธิ ๓” หมายถึง ขั้วต่อ ระหว่างสังเขป หรือช่วงทั้ง ๔ ได้แก่

(๑) ระหว่าง “อดีตเหตุ” กับ “ปัจจุบันผล”

(๒) ระหว่าง “ปัจจุบันผล” กับ “ปัจจุบันเหตุ”

(๓) ระหว่าง “ปัจจุบันเหตุ” กับ “อนาคตผล”

 

 

๔. วัฏฏะ ๓ (Cycles)

“วัฏฏะ ๓” (ไตรวัฏฏ์) หมายถึง การวน วงเวียน องค์ประกอบปัจจัยใหญ่ที่หมุนเวียนต่อเนื่องกันของ “ภวจักร” หรือ “สังสารจักร” ดังนี้

(๑) “กิเลสวัฏฏ์” คือ วงจรกิเลส ได้แก่ อวิชชา–ตัณหา–และ–อุปาทาน

(๒) “กรรมวัฏฏ์” คือ วงจรกรรม ได้แก่ สังขาร–และ–กรรมภพ (อภิสังขาร ๓ หรือ เจตนา)

(๓) “วิปากวัฏฏ์” คือ วงจรวิบาก ได้แก่ วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ– ผัสสะ–เวทนา ซึ่งแสดงออกในรูปปรากฏที่เรียกว่า “อุปปัตติภพ” คือ ภพที่อุบัติขึ้น ชาติ–ชรามรณะ–ความโศก–ความคร่ำครวญ–ทุกข์–โทมนัส–และ–ความคับแค้นใจ  

 

 

๕. อาการ ๒๐  (Modes)

“อาการ ๒๐” หมายถึง องค์ประกอบแต่ละอย่าง อันเป็นดุจกำของล้อ จำแนกตามส่วนเหตุ (Causes) และส่วนผล (Effects) ได้แก่

(๑) “อดีตเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๒) “ปัจจุบันผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

(๓) “ปัจจุบันเหตุ ๕” = อวิชชา–สังขาร–ตัณหา–อุปาทาน–ภพ

(๔) “อนาคตผล ๕” = วิญญาณ–นามรูป–สฬายตนะ–ผัสสะ–เวทนา

 

หมายเหตุ:  “อาการ ๒๐” คือ หัวข้อที่กระจายให้เต็มในทุกช่วงของ “สังเขป ๔”

 

 

. มูล ๒ (Roots)

“มูล ๒” หมายถึง กิเลสที่เป็นตัวมูลเหตุ ซึ่งกำหนดเป็นจุดเริ่มต้นในวงจรแต่ละช่วง ได้แก่

(๑) “อวิชชา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงอดีต ส่งผลถึงเวทนาในช่วงปัจจุบัน

(๒) “ตัณหา” เป็นจุดเริ่มต้นในช่วงปัจจุบัน ส่งผลถึงชรามรณะในช่วงอนาคต

 

 

ในอันดับต่อไป ให้พิจารณาในเรื่อง “กฎแห่งกรรม–กัมมัสสกตาปัญญา” ตามบทสวดมนต์ ดังนี้   

 

กฎแห่งกรรม (The Law of Volitional Actions)

กฎข้อที่ ๑      กัมมัสสะโกมมะหิ    (เรามีกรรมเป็นของๆ ตน)

กฎข้อที่ ๒     กัมมะทายาโท    (เราเป็นผู้รับผลของกรรม)

กฎข้อที่ ๓     กัมมะโยนิ   (เรามีกรรมเป็นกำเนิด)

กฎข้อที่ ๔     กัมมะพันธุ   (เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์)

กฎข้อที่ ๕     กัมมะปะฏิสะระโณ   (เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย)

กฎข้อที่ ๖     ยัง กัมมัง กะริสสามิ    (เราจักทำกรรมอันใดไว้)

                   กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา   (ดีหรือชั่วก็ตาม)

                   ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ   (เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ)

 

 

นอกจากนี้ ยังหลักธรรม “ปัจจัย ๒๔” ที่มีลักษณะกระบวนการคิดคล้ายคลึงกับ “ปฏิจจสมุปบาท ๑๒” ซึ่งเป็นการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

 

“ปัจจัย ๒๔” [อยู่ในบทสวดพระอภิธรรม –ข้อนี้มีประโยชน์สำหรับนักวิจัยในการอภิปรายผลการ วิจัย เพราะเป็นการแยกความสัมพันธ์ออกเป็น ๒๔ ประการ และเป็น “มหาปัฏฐาน” แห่งพุทธปัญญา]  หมายถึง ลักษณะหรืออาการแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งหลาย ที่สิ่งหนึ่งหรือสภาวธรรมอย่างหนึ่ง เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเอื้อ เกื้อหนุน ค้ำจุน เป็นเหตุ หรือเป็นเงื่อนไข ให้สิ่งอื่น หรือสภาวธรรมอย่างอื่น เกิดขึ้น คงอยู่ หรือเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่ง และย่อมเห็นผลแห่งอกุศลวิบากที่ตามมา คือ “โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส” เช่นกัน ได้แก่

(๑) “เหตุปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเหตุ

(๒) “อารัมมณปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอารมณ์

(๓) “อธิปติปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าใหญ่

(๔) “อนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องไม่มีช่องระหว่าง

(๕) “สมนันตรปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นภาวะต่อเนื่องทันที

(๖) “สหชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดร่วมกัน

(๗) “อัญญมัญญปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยอาศัยซึ่งกันและกัน

(๘) “นิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นที่อาศัย

(๙) “อุปนิสสยปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเครื่องหนุนหรือกระตุ้นเร้า

(๑๐) “ปุเรชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดก่อน

(๑๑) “ปัจฉาชาตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเกิดทีหลัง

(๑๒) “อาเสวนปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยการซ้ำบ่อยหรือทำให้ชิน

(๑๓) “กรรมปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นกรรมคือเจตจำนง

(๑๔) “วิปากปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นวิบาก

(๑๕) “อาหารปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง

(๑๖) “อินทรียปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นเจ้าการ

(๑๗) “ฌานปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยภาวะจิตที่เป็นฌาน

(๑๘) “มรรคปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยเป็นมรรค

(๑๙) “สัมปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยประกอบกัน

(๒๐) “วิปปยุตตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยแยกต่างหากกัน

(๒๑) “อัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องมีอยู่

(๒๒) “นัตถิปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่มีอยู่

(๒๓) “วิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องปราศไป

(๒๔) “อวิคตปัจจัย” คือ ปัจจัยโดยต้องไม่ปราศไป

 

 

ดังนั้น ในการปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนานั้น ผู้ปฏิบัติธรรมมีความจำเป็นอย่างสูง ที่จะต้องประยุกต์องค์ความรู้ที่มีอยู่ทั้งหมดมาใช้จริงในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้เป็นอุบายวิธีที่แยบยลในใจ ที่จะทำให้เข้าใจในหลักการของพระธรรม (พระอภิธรรม–ปฏิปัตติสัทธรรม) และแนวทางประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะควรแก่ธรรม ที่เรียกว่า “ธัมมานุธัมมปฏิปทา” (ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ) ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาศาสตร์ทางโลกไม่ว่าจะเป็นศาสตร์สาขาใดก็ตาม ถ้ามีโอกาสได้ศึกษาถึงขั้นบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท–ปริญญาเอก) ที่มีการศึกษาอย่างแท้จริงหรือชนิดดิ่งด้ำในศาสตร์ของตน (หลักสูตรทำวิทยานิพนธ์: Thesis or Dissertation Program) เพื่อใช้ความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนอย่างสุจริต แต่ศาสตร์ทางโลกวิสัยทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ความรู้หรือปัญญาที่จะช่วยให้หลุดพ้นจาก “กิเลสทั้งหลายและกองทุกข์ทั้งปวง” ที่เรียกว่า “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” ซึ่งมักจะเป็นการพอกพูนสะสมกิเลสมากกว่า (“อกุศลวิตก ๓” คือ ความตรึกที่เป็นอกุศล ความนึกคิดที่ไม่ดี ได้แก่ กามวิตก: ความตรึกในทางกาม ความนึกคิดในทางแส่หาหรือพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยาก พยาบาทวิตก: ความตรึกในทางพยาบาท ความนึกคิดที่ประกอบด้วยความขัดเคืองเพ่งมองในแง่ร้าย วิหิงสาวิตก: ความตรึกในทางเบียดเบียน ความนึกคิดในทางทำลาย ทำร้ายหรือก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ๑ ) เพราะฉะนั้น ศาสตร์หรือความรู้ทั้งหลายทางโลกที่ใช้เลี้ยงชีพไม่ว่าสุจริตหรือทุจริตก็ตาม ต่างก็เรียกว่า “ดิรัจฉานวิชา” ไม่ใช่ความรู้ที่ประเสริฐที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายหรือทุกข์ทั้งปวงได้จริง ที่เรียกว่า “อริยธรรม: อริยศีล–อริยสมาธิ–อริยปัญญา–อริยวิมุตติ” หรือ “อริยมรรค: อริยมรรคมีองค์ ๘–อริยสัจจ์ ๔–มัคคญาณ ๔” ซึ่งเป็นแนวคิดแนวทางปฏิบัติทางสายกลายแห่งปัญญา ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” ที่อริยบุคคลผู้บรรลุถึง “อริยมรรค ๔” และ “สามัญผล ๔” (พร้อมด้วย นิพพาน ๒ รวมทั้งอาสวักขยญาณ) ย่อมมีปรีชาสามารถในการทำลาย “ทิฏฐิ ๒–ทิฏฐิ ๓: ความเห็นถือผิด”“วิปลาส ๔: ความเห็นที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง”“ที่สุด ๒ อย่าง: ข้อประพฤติปฏิบัติที่เอียงสุดโต่ง”“อุปาทาน ๔:  ความยึดมั่น ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส ความยึดติดอันเนื่องมาแต่ตัณหา ผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง” ๑ และประการสุดท้าย คือ “อวิชชา ๔–อวิชชา ๘: ความไม่รู้จริง ความไม่รู้แจ้ง” จนรวมถึง ความเชื่ออย่างผิดๆ ตาม “ลัทธินอกพระพุทธศาสนา: ลัทธิกรรมเก่า–ลัทธิพระเป็นเจ้า–ลัทธิเสี่ยงโชค” พวกกิเลสตัณหาทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเหตุให้เกิด “สังสารทุกข์แห่งภวจักร” นั่นคือ “ผู้มี ชาติ–พยาธิ–ชรามรณะ–โสกะ–ปริเทวะ–ทุกข์–โทมนัส–อุปายาส เป็นธรรมดา” ซึ่งหมายถึง เหล่า “อันธปุถุชน–พลาปุถุชน” คือ ผู้ไร้การศึกษาพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้น การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของตนจนถึงขั้น ที่เรียกว่า “อัตตสัมปทา: Self–Actualization” คือ ความสามารถที่เข้าถึงศักยภาพแห่งจิตวิญญาณของตนด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนาตามแนวพระพุทธศาสนา (แต่อย่าไปเก่งมากเกินไป จนประกาศลัทธิศาสนาใหม่) หรือ เรียกอีกว่า “พาหุสัจจะ ๕: ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก” หมายถึง ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ความเป็นผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน ได้แก่ (๑) “พหุสฺสุตา” คือ ได้ยินได้ฟังมาก (๒) “ธตา” คือ ทรงจำไว้ได้ (๓) “วจสา ปริจิตา” คือ คล่องปาก (๔) “มนสานุเปกฺขิตา” คือ เจนใจ (๕) “ทิฏฺฐิยา สุปฏิวิทฺธา” คือ ขบได้ด้วยทฤษฎี

 

 

เพราะฉะนั้น ปัญญาความรอบรู้ที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ทั้ง “สมาภาวนา” และ “วิปัสสนาภาวนา” นั้น ย่อมเป็นความรู้ที่เกิดจากความบริสุทธิ์หมดจดจากนิวรณ์หรือกิเลสทั้งหลาย (พระอรหันต์) นั่นคือ “ความเป็นพุทธะ” หมายถึง (๑) ผู้รู้ (๒) ผู้ตื่น (๓) ผู้เบิกบาน ที่ประกอบด้วยองค์มรรคในอริยมรรคทั้ง ๘ ประการ (อริยมรรคมีองค์ ๘: สัมมาทิฏฐิ–สัมมาสังกัปปะ–สัมมาวาจา–สัมมากัมมันตะ–สัมมาอาชีวะ–สัมมาวายามะ–สัมมาสติ–สัมมาสมาธิ) ฉะนั้น คุณชาติความดีทั้งหลายย่อมเป็นบารมีวาสนาทำให้เป็น “พุทธะ” (ความเป็นพระพุทธเจ้า) ที่ประกอบด้วย (๑) เวสารัชชกรณธรรม ๕ และ (๒) อริยทรัพย์ ๗ ดังนี้

 

 

“เวสารัชชกรณธรรม ๕” หมายถึง ธรรมทำความกล้าหาญ คุณธรรมที่ทำให้เกิดความแกล้วกล้า ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ ความประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดระเบียบวินัย ไม่ผิดศีลธรรม  

(๓) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๔) “วิริยารัมภะ” คือ ปรารภความเพียร คือ การที่ได้เริ่มลงมือทำความเพียรพยายามในกิจการนั้นๆ อยู่แล้วอย่างมั่นคงจริงจัง  

(๕) “ปัญญา” คือ ความรอบรู้ เข้าใจชัดในเหตุผล ดี ชั่ว ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ เป็นต้น รู้คิด รู้วินิจฉัย และรู้ที่จะจัดการ

 

 

“อริยทรัพย์ ๗” หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ ทรัพย์คือคุณธรรมประจำใจอย่างประเสริฐ ได้แก่

(๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อที่มีเหตุผล มั่นใจในหลักที่ถือและในการดีที่ทำ  

(๒) “ศีล” คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม  

(๓) “หิริ” คือ ความละอายใจต่อการทำความชั่ว  

(๔) “โอตตัปปะ” คือ ความเกรงกลัวต่อความชั่ว  

(๕) “พาหุสัจจะ” คือ ความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก  

(๖) “จาคะ” คือ ความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  

(๗) “ปัญญา” คือ ความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้ที่จะจัดทำ  

 

 

ในประการสุดท้ายนี้ แนวทางในการศึกษาพระธรรมในพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่ยากแสนยากสำหรับผู้ที่ขาดความอดทน (ขันติสังวร) ความขยันหมั่นเพียร (วิริยสังวร) และ ความรู้รอบ (ปาฏิโมกขสังวร–สติสังวร–ญาณสังวร) แต่อย่างไรก็ตาม “ปัญญา” นั้น ย่อมสร้างขึ้นได้ ด้วยความขยันอดทนอย่างมีความแตกฉาน อันเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของบุคคลผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ดังนี้

 

 

“ปฏิสัมภิทา ๔” หมายถึง ปัญญาแตกฉาน ได้แก่

(๑) “อัตถปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในอรรถ ปรีชาแจ้งในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร เห็นเหตุอย่างหนึ่ง ก็สามารถคิดแยกแยะกระจายเชื่อมโยงต่อออกไปได้จนล่วงรู้ถึงผล  

(๒) “ธัมมปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในธรรม ปรีชาแจ้งในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดาร ก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นกระทู้หรือหัวข้อได้ เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้  

(๓) “นิรุตติปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในนิรุกติ ปรีชาแจ้งในภาษา รู้ศัพท์ ถ้อยคำบัญญัติและภาษาต่างๆ เข้าใจใช้คำพูดชี้แจงให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้  

(๔) “ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” คือ ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ ปรีชาแจ้งในความคิดทันการ มีไหวพริบซึมซาบในความรู้ที่มีอยู่ เอามาเชื่อมโยงเข้าสร้างความคิดและเหตุผลขึ้นใหม่ ใช้ประโยชน์ได้สบเหมาะ เข้ากับกรณีเข้ากับเหตุการณ์  

 

 

ในปัญญาแตกฉานดังกล่าวนี้ ย่อมเกิดจากการเจริญภาวนาให้มาก ทำให้บ่อยเรื่อยๆ อย่างสืบเนื่อง ทำให้บริบูรณ์สมบูรณ์ ทำให้ปัญญาเจริญงอกงาม มีความพอกพูนด้วยอริยมรรคอย่างไพบูลย์ยิ่ง ความสำเร็จในทางธรรมจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิต เพราะเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดเหนือวิสัยแห่งโลกทั้งปวง ยิ่งยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ ยิ่งท้าทายและลำบาก ทั้งรู้ผลได้ช้า เท่านั้น ความมุ่งมั่นตั้งใจจริงด้วยแรงอธิษฐานที่แข็งกล้าจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพื่อให้บรรลุปฏิเวธรู้แจ้งแทงตลอดถึงความตรัสรู้ซึ่ง “สัมโพธิญาณ: ปัญญาตรัสรู้” ฉะนั้น ความเป็นผู้รู้จำแนกแจกธรรม (แจกธรรมเม็ดมะขามสนามหลวงเพื่อสอบเปรียญ) ได้ ที่เรียกว่า “ธัมมวิจยะ: วิจัยธรรม” กล่าวโดยสรุป คือ การเจริญ “สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ: โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ญาณคือทำให้แจ้งซึ่งโพชฌงค์ ๗: สติสัมโพชฌงค์ ๑ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “สัมโพธิญาณ: ปัญญาตรัสรู้” นั่นเอง ให้พิจารณาองค์ธรรมตรัสรู้ ดังนี้

 

 

“โพชฌงค์ ๗” หมายถึง ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้–องค์ธรรมตรัสรู้ ได้แก่

(๑) “สติ” คือ ความระลึกได้–สำนึกพร้อมอยู่–ใจอยู่กับกิจ–จิตอยู่กับเรื่อง ย่อมทำให้เกิด “อุปัฏฐาน” คือ สติชัด ประกอบด้วย “สัมปชัญญะ ๔”

(๒) “ธัมมวิจยะ” คือ ความเฟ้นธรรม–ความสอดส่องสืบค้นธรรม–สามารถจำแนกแจกธรรมได้ ทำให้เกิด “ญาณ” คือ ความรู้ที่คมชัด

(๓) “วิริยะ” คือ ความเพียรบากบั่นเพื่อทำดีละชั่ว ทำให้เกิด “ปัคคาหะ” คือ ความเพียรที่พอดี ที่ตื่นตัวอยู่เป็นนิตย์ ชำระจิตมิให้มีนิวรณ์ คือ “ชาคริยานุโยค” หรือ หมั่นประกอบกุศลธรรม คือ “กุสลธัมมานุโยค”

(๔) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความดื่มด่ำในใจ ทำให้เกิด “อธิโมกข์” คือ ศรัทธาแรงกล้าที่ทำให้ใจผ่องใสท่วมล้นอย่างยิ่ง

(๕) “ปัสสัทธิ” คือ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ–ความอิ่มใจปลาบปลื้ม ทำให้เกิด “สุข” (ปราโมทย์) คือ ความสุขฉ่ำชื่นทั่วทั้งตัวที่ประณีตอย่างยิ่ง

(๖) “สมาธิ” คือ ความมีใจตั้งมั่น–จิตสงบแน่วแน่ในอารมณ์เดียว–ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้เกิด “จตุตถฌาน–อัปปนาสมาธิ” คือ สมาธิที่แน่วแน่ หรือ “เอกัคคตา” คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียวตามระดับขั้นฌานทั้ง ๔ จนเป็นสมาธิในวิปัสสนา

(๗) “อุเบกขา” คือ ความมีใจเป็นกลางที่ลงตัวสนิทเพราะเห็นตามเป็นจริง ทำให้เกิด   “ตัตรมัชฌัตตตา–ตัตรมัชฌัตตุเปกขา” คือ ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ ที่ผ่านเข้ามา ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง

 

 

สำหรับในประเด็นนี้ ให้พิจารณาเรื่อง “ธรรมสมาธิ ๕” ประกอบกับ “สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ: โพชฌงค์ ๗” ซึ่งธรรมทั้ง ๕ หรือคุณสมบัติ ๕ ประการนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทั่วไปมากมาย เมื่อทรงแสดงการปฏิบัติธรรมที่ก้าวมาถึงขั้นเกิดความสำเร็จชัดเจน ต่อจากนี้ ผู้ปฏิบัติจะเดินหน้าไปสู่ (๑) การบรรลุผลของสมถะ นั่นคือ การบรรลุได้ฌานสมาบัติ หรือ (๒) การบรรลุผลของวิปัสสนา นั่นคือ การบรรลุได้ปัญญาญาณ แล้วแต่กรณี ดังนั้น จึงใช้เป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติขั้นตอนในระหว่างได้ดี และเป็นธรรมหรือคุณสมบัติสำคัญของจิตใจที่ทุกคนควรทำให้เกิดมีอยู่เสมอ ดังนี้

 

 

“ธรรมสมาธิ ๕” หมายถึง ธรรมที่ทำให้เกิดความมั่นสนิทในธรรม เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมถูกต้อง กำจัดความข้องใจสงสัยเสียได้ เมื่อเกิด “ธรรมสมาธิ” คือ ความมั่นสนิทในธรรม ก็จะเกิด “จิตตสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นของจิตอันเป็น “เอกัคคตาแห่งสมาธิ–จิตตสมาธิ” ได้แก่   

(๑) “ปราโมทย์” คือ ความชื่นบานใจ ร่าเริงสดใส = “อธิโมกข์” (ข้อ ๑๐ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความปลงใจหรือปักใจในอารมณ์

(๒) “ปีติ” คือ ความอิ่มใจ ความปลื้มใจ = “ปีติ” (ข้อ ๑๒ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความปลาบปลื้มในอารมณ์ อิ่มใจ

(๓) “ปัสสัทธิ” คือ ความสงบเย็นกายใจ ความผ่อนคลายรื่นสบาย = “กายปัสสัทธิ” (ข้อ ๓๕ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความสงบแห่งกองเจตสิก กับ “จิตตปัสสัทธิ” (ข้อ ๓๖ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความสงบแห่งจิต

(๔) “สุข” คือ ความรื่นใจไร้ความข้องขัด = “ฉันทะ” (ข้อ ๑๓ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความพอใจในอารมณ์

(๕) “สมาธิ” คือ ความสงบอยู่ตัวมั่นสนิทของจิตใจ ไม่มีสิ่งรบกวนเร้าระคาย = “เอกัคคตา” (ข้อ ๕ ในเจตสิก ๕๒) คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว

 

 

เพราะฉะนั้น องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ในธรรมทั้งหลายได้นั้น คือ “โพชฌงค์ ๗” กับ “ธรรมสมาธิ ๕” โดยมีธรรม ๔ ได้แก่ “ปราโมทย์” เกิดขึ้นในจิตใจก่อน อันเป็นปทัฏฐานให้เกิด “ปิติ–ปัสสัทธิ” ทั้งใน “โพชฌงค์ ๗” และ “ธรรมสมาธิ ๕” พร้อมด้วยเกิด “สุข” ขึ้นในขณะ “สติชัดคม: อุปัฏฐาน” ก่อนเกิด แล้วตามด้วย  “สมาธิ–เอกัคคตา” ขึ้น ทั้งใน “โพชฌงค์ ๗” และ “ธรรมสมาธิ ๕” ดังนั้น “สัตตโพชฌังควิภาวนญาณ” นอกเหนือจาก องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๗ ประการ (รวมทั้ง โพธิปักขิยธรรม ๓๗) แล้ว ยังแฝงด้วย (๑) ปราโมทย์ กับ (๒) สุข อันเป็นสัมปยุตตธรรมอีกส่วนหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่ง “สมาธิในมรรค” คือ “สัมโพธะ” (ความตรัสรู้) ที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ดังนี้

(๑) “ธรรมสมาธิ ๕” = อธิโมกข์

(๒) “รูปฌาน ๔” = อุเบกขา–เอกัคคตา

(๓) “สติปัฏฐาน ๔” = สติสัมปชัญญะ–อุปัฏฐาน–อภิญญา  

(๔) “โพชฌงค์ ๗” = สัมโพธะ

 

 

ดังนั้น ทักษะกระบวนการคิดที่พิจารณาเห็นแจ้งแทงตลอดถึง “อธิคมธรรม–อุตตริมนุสสธรรม” (การบรรลุธรรมวิเศษในหมวด ฌาน วิโมกข์ สมาบัติ อภิญญา มรรค และ ผล) ได้นั้น ย่อมประกอบด้วย “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน เป็นธรรมเครื่องนำทางให้เกิดปัญญาต่างๆ อันมีสมุฏฐานมาจากการเจริญพอกพูนใน “อนุปุพพปฏิปทา” คือ ข้อประพฤติปฏิบัติที่ทำตามลำดับ ได้แก่ “อนุปัสสนา ๗–มหาวิปัสสนา ๑๘–การจำแนกอารมณ์ ๓๘–โพธิปักขิยธรรม ๓๗” กับ “อนุปุพพสิกขา” คือ ความเจริญงอกงามไพบูลย์ยิ่งด้วยปัญญาแห่งไตรสิกขา ได้แก่ “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” รวมทั้ง “อนุปุพพกิริยา” แห่งธุดงค์ธรรมทั้ง ๑๓ ประการ อันสั่งสมเป็นปทัฏฐานในปัญญาบารมีแห่ง “อริยทรัพย์ ๗” ได้แก่ “ศรัทธา–ศีล–หิริ โอตตัปปะ–พาหุสัจจะ–จาคะ–ปัญญา” และเกิดผลานิสงส์ยิ่งใหญ่ คือ “ปฏิสัมภิทา ๔” คือ ปัญญาแตกฉาน อันเป็นภูมิแห่ง “ปฏิสัมภิทัปปัตตะ” ของพระอรหันตขีณาสพ ได้แก่ “อัตถปฏิสัมภิทา–ธัมมปฏิสัมภิทา–นิรุตติปฏิสัมภิทา–ปฏิภาณปฏิสัมภิทา” ดังนั้น การสังวร สำรวมระวัง ในกระทำการใดๆ ที่เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่เหมาะควรถูกต้องแก่ธรรม “ธัมมานุธัมมปฏิทา” จึงเป็นเรื่องคุณสมบัติหรือคุณชาติความดีแห่งปัญญาทั้งใน ๓ ขณะแห่งอัทธา (กาล ๓ อย่าง) ได้แก่ (๑) “ก่อนทำ” คือ รู้อดีตอัทธาอันงามในเบื้องต้น (๒) “ระหว่างทำ” คือ รู้ปัจจุบันนัทธาอันงามในเบื้องกลาง และ (๓) “หลังทำ” คือ รู้อนาคตอัทธาอันงามในเบื้องปลาย ที่เป็นภาวะจิตที่งดงามประเสริฐยิ่ง ที่ครอบตนได้ทั้ง “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” หรือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” อันคุณธรรมความดี ที่บ่งบอกถึง ความเจริญงอกงาม ความบริบูรณ์สมบูรณ์ และ ความไพบูลย์อย่างยิ่ง ของความเป็นผู้เจริญแล้ว (ภาวิตัตต์) อันเป็นเรื่องธรรมดาปกติใน “ชีวิตแห่งความเป็นพุทธะ” ไม่ใช่เรื่องที่ฝืนใจประพฤติปฏิบัติ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ (สังสารทุกข์แห่งภวจักร) ไม่เป็นไปตามธรรมชาติที่แท้จริงแห่ง “ความเป็นอริยะโสภณบุรุษ” เพราะฉะนั้น ผู้มีจิตใจประเสริฐด้วยกระแสแห่งอริยมรรค จึงเป็นบุคคลผู้เป็น “ชนผู้ไม่หลงทิศ” ชนะได้เด็ดขาดทั้งตนเองและกิเลสทั้งหลายที่พ่วงด้วยกองทุกข์ทั้งปวง อันพระอริยเจ้าทั้งหลายต่างสรรเสริญอย่างแน่นอน ทั้งหมดนี้ คือ ความจริงโดยปรมัตถ์.